รู้ไว้ใช่ว่า ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

วันนี้เราจะมาสอนทุกท่าน โกงอย่างถูกกฎหมายกันค่ะ ไม่ใช่โกงเงิน หรือโกงใคร แต่เป็นการโกงความงามและความอ่อนวัยให้กับตัวท่านเอง วิวัฒนาการในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิดได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป แต่ในวันนี้เราจะแนะนำให้รู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์ ที่จะมาคืนความเยาว์และโกงความงามของคุณกลับมาได้ แต่ก่อนที่เราจะจิ้มเข็มเข้าไปบนหน้าเรา เราก็ควรจะศึกษาให้ดี รวมถึงการเตรียมตัวก่อนไปฉีดฟิลเลอร์ด้วย

สารฟิลเลอร์ทำจากอะไร

ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปยังชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวเป็นสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ ไม่เกิดการแพ้ และไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีบริเวณแผลที่เป็นหลุม หรือริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก เพื่อเติมหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวมีน้ำมีนวล ดูเต่งตึง โกงความอ่อนเยาว์ลงไปมากอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังสามารถใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณมักจะได้รับการแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับคงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณปีครึ่งถึงสองปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) หารการใช้สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถกับเนื้อเยื้อที่อยู่ในผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ จะยิ่งมีความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นฟิลเลอร์ชนิดนี้จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) หรือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจะต้องฉีดสารย่อยสลายหรือให้แพทย์ขูดออกให้เท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงและเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในประเทศไทย Belotero, Perfectha, Neuramis, Restylane และ Juvederm,  โดยฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำที่สำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

จากที่เราได้เกริ่นมาข้างต้นแล้ว เราจะมาพาท่านนับถอยหลัง 14 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์กัน

14 วันล่วงหน้า หาข้อมูลให้เยอะ อ่านรีวิวให้มาก ก่อนจิ้มเข็ม

  • เราจำเป็นต้องหาข้อมูล การฉีดฟิลเลอร์ตามช่องทางหลัก ๆ ที่จะช่วยพิจารณาผลลัพธ์ของการรักษาปรับรูปหน้าแต่ล่ะที่ได้จาก รีวิวจากปากของคนไข้ที่ได้เข้ารับการรักษาจากที่นั้นจริง ๆ เราจึงต้องเริ่มจาการพิจารณาจากรีวิวในแหล่งที่เป็นกลาง เชื่อถือได้ และห้ามลืมดูวันที่ในการรีวิวเพื่อป้องกันการนำรีวิวเก่ามาใช้ซ้ำ นอกจากรีวิวดีแล้วต้องดูรีวิวเคสที่ไม่ดีด้วย เพื่อจะดูว่าคลินิกนั้นรับผิดชอบต่อคนไข้อย่างไร  ในต่างประเทศรีวิวประเภทนี้จะเป็นรีวิวคนไข้เชื่อถือมากที่สุด
  • แต่ของเสียของเมืองไทยคือ เรายังไม่มีช่องทางหรือเว็บไซต์ ที่ให้รีวิวคลินิกกันอย่างเป็นกลาง โดยส่วนมากหากมีเคสหลุดโดนพาดพิงก็จะลบออกได้ง่ายและรวดเร็ว สิ่งเดียวที่เมืองไทยก็จะมีและน่าเชื่อถือมากสุดคือ คำวิจารณ์จาก Facebook และ รีวิวผ่าน Google map เท่านั้น ที่ทางคลินิกลบออกเองไม่ได้ หากกรณีที่คลินิกนั้น ๆ มีรีวิวในแง่ลบก็ควรอ่านคำอธิบายของคนไข้การรับผิดชอบของคลินิก ประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อความมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งจากคลินิกอื่น
  • ในส่วนการรีวิวจากแหล่งอื่นๆ ส่วนมากจะมีแต่การนำเคสสวยๆมาให้ดู ไม่เปิดเผยเคสที่ผิดพลาด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ อีกเรื่องสำคัญคือไม่ควรเชื่อรีวิวที่มีแต่รูปเพราะอาจผ่านการตกแต่งจากโปรแกรมมาแล้ว ถ้าเป็นคลิปวิดีโอก่อน-ระหว่าง-หลังทำจะเชื่อถือได้กว่ามากในคลิปคนไข้ไม่ควรแต่งหน้าด้วย เพราะหากดูจากคลิปเราจะได้ทราบถึงกระบวนการก่อนทำและหลังทำ ว่าได้ผลจริงหรือไม่ มีอาการบวมแค่ไหน น่ากลัวและอันตรายพอจะรับได้หรือไม่ได้ชัดกว่า

การศึกษารีวิวคุณหมอท่านต่าง ๆ และเทคนิคการทำหัตถการ

ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยเทคนิคในการทำสูง จำเป็นต้องให้แพทย์ที่มีประสบการณ์ในการดูแล และถ้าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกับอวัยวะส่วนนั้นได้จะยิ่งเป็นเรื่องดีมาก เพื่อไม่ให้ให้เกิดการบวมช้ำหรือเกิดน้อยที่สุด และได้ผลลัพธ์ชัดเจนและออกมาเป็นธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วในประเทศไทยยังไม่มีสาขาแพทย์เฉพาะทางที่เรียนด้านนี้ องค์ความรู้ต่างๆ ของการแพทย์เหล่านี้ก็มักจะมาจากหลักสูตรที่จัดสอนเพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งสิ้น

ปัจจุบันสาขาเวชศาสตร์ความงาม หรือ aesthetic medicine ยังไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง แต่ในอนาคตอาจจะมีข่าวดีกับประเทศไทย เพราะอาจจะมีการจัดตั้งสาขาเฉพาะทางด้านนี้ขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเลือกแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเฉพาะทางก็ได้ แต่ยังจำเป็นต้องดูเคสการรีวิวจากเว็บไซต์หรือแหล่งที่เชื่อถือได้ ร่วมถึงการพิจรณาประสบการณ์ของแพทย์ และความเชี่ยวชาญของคลินิกเป็นสำคัญพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลังการฉีดฟิลเลอร์ การเลือกยี่ห้อของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์ชนิดที่ปลอดภัยที่สุดคือ ฟิลเลอร์ที่ใช้สารเติมเต็ม hyaluronic acid เป็นหลัก เนื่องจากสามารถสลายออกบางส่วน โดยใช้ใช้เอนไชม์ hyaluronidase หรือทั้งหมดเพื่อแก้ไขปรับแต่งได้ 100% ซึ่งตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยเราได้เขียนไว้ให้ข้างต้นแล้ว

เดินทางมาถึง 7 วันก่อนทำกันแล้ว ส่วนสำคัญของช่วงเวลานี้คืองดยาและวิตามินบางชนิด

  • ควรงดยา แอสไพรินและยาแก้อักเสบ เช่น ibruprofen diclofenac ponstan เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่ก่อนที่จะหยุดยา
  • ควรงดวิตามิน John’s Wort, สารสกัดจากเมล็ดแปะก๊วย, น้ำมันพริมโรส, กระเทียม, โสม, และ วิตามินอี เป็นเวลา 1 อาทิตย์
  • ควรงดครีมทาหน้าที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น Tretinoin (Retin-A), Retinoids, Retinols, Glycolic Acid, หรือครีมในกลุ่มชะลอการเกิดริ้วรอยทุกชนิด ล่วงหน้า 3 วัน
  • ควรงดการกำจัดขน(แว็กซ์) หรือกิจกรรมใดใดที่มีส่วนช่วยในการผลัดผิว การดึงขน โกนขนในบริเวณนั้นๆ ล่วงหน้าเป็นเวลา 3 วัน
  • หากมีโรคประจำตัว หรือมียาที่กินเป็นประจำอยู่แล้ว จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า

ช่วงเวลาสำคัญ 24 ชั่วโมงนับถอยหลังก่อนถอยหน้าใหม่

  • ควรงดดื่มแอลกอฮอล์และงดกิจกรรมที่ทำออกแรงมาก เช่น เข้าซาวน่า หรือ ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ้ เพราะกิจรกรรมทั้งสองอย่างอาจทำให้หลอดเลือดขยาย เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เลือดออกใต้ชั้นผิวหนังได้

ข้อปฏิบัติเมื่อเรามาถึงคลินิกแล้ว

เราสามารถขอยาชาชนิดทา หรือยาชาชนิดแปะได้จากทางคลินิก แต่ถ้าท่านใดที่มีอาการแพ้และระคายเคืองจากยาชาแบบทาก็สามารถใช้ยาชาแบบฉีดแทนได้ แต่ราคาก็ขึ้นอยู่กับคลินิกนั้น ๆ  โดยปกติแล้วไม่ได้ห้ามแต่งหน้ามาฉีดฟิลเลอร์แต่อย่างใด แต่ก่อนทำทางคลินิกจำเป็นจะต้องลบเครื่องสำอางค์ออกในบางจุดกรือจุดที่จะฉีดฟิลเลอร์เข้าไป

ขั้นตอนสุดท้ายการเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

ทางคลินิกให้กินยาห้ามเลือดหรือฉีดยาลดบวมเพื่อป้องกันการเกิดอาการบวมช้ำหลังทำ ในบางกรณีจำเป็นต้องให้ยาที่แรงกว่าเดิมแต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพื่อลดการติดเชื้อหรือการอักเสบหลังทำเสร็จ ในเคสที่กลัวเจ็บแพทย์อาจจะให้ทานยาแก้ปวดเพิ่มก่อนจะเริ่มฉีด แต่ข้อเสียของการกินยาแก้ปวดก่อน คือจะทำให้เลือดออกได้ง่ายกว่าเดิม ควรอยู่ในการพิจรณาของแพทย์ เมื่อเราได้รู้การเตียมตัวก่อนฉีดฟิเลอร์แล้ว ก็ทำให้รู้ได้เลยว่าการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวขนาดนั้น เตรียมตัวให้ดีแล้ว ไปโกงอายุและความงามให้คนข้างๆ จำไม่ได้กันดีกว่า

 

 

ฟิลเลอร์ก็หน้าอิ่ม ฉีดไขมันก็ดูเป็นธรรมชาติ เลือกแบบไหนดี วันนี้มีคำตอบ

ปัจจุบันการเติมความอิ่ม เต่งตึงให้กับผิวหน้ามีหลากหลายวิธีมาก ซึ่งการเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยให้ผิวหน้าของเราเปล่งปลั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้ การเติมเต็มที่ว่ามานั้นเราสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง วิธีที่นิยมมากในปัจจุบันนี้ก็คือ การฉีดฟิลเลอร์และการฉีดไขมัน แต่ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อเสียต่างกันยังไง เราจะมาบอกท่านผ่านบทความนี้

การฉีดไขมัน

การฉีดไขมันคือ การใช้ไขมันของตัวเองฉีดเข้าไปในส่วนที่ต้องการเติมเต็มบนใบหน้า หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการย้ายเซลล์ไขมันจากส่วนที่เราไม่ต้องการแล้ว ไปเติมเต็มในส่วนที่ขาดแทน และการเติมไขมันนั้นไม่ใช้ทำได้เพียงเพื่อแค่ความสวย แต่สามารถรักษารอยแผลเป็นที่เป็นหลุมเป็นร่องลึกได้ด้วย นอกจากนั้นเซลที่อยู่ในไขมันช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยการฉีดไขมันนั้นจะใช้เวลาในห้องผ่าตัดประมาณ 40 – 60 นาที

การฉีดไขมันมีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งการฉีดไข้มันอออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน

  1. การปลูกถ่ายไขมัน หรือ Autologous Fat graft คือ วิธีที่ต้องดูดไขมันจากช่วงหนึ่งหรือส่วนหนึ่งบนร่างกาย เช่น ต้นขา ท้อง หรือสะโพก มาผ่านการคัดกรองด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ให้เหลือแต่เนื้อเยื่อไขมัน แล้วฉีดกลับเข้าไปใต้ผิวหน้า เรียกได้ว่าเป็นการปลูกถ่ายเนื้อเยื้อก็ว่าได้
  2. การย้ายไขมัน หรือ Cell-Assisted lipotransfer: CAL คือ การย้ายเซลล์ไขมันที่คัดมาจากการดูดไขมันจากบริเวณต่าง ๆ บนร่างกายไม่ว่าจะ หน้าท้อง ต้นขา หรือก้น โดยเซลล์จะต้องอยู่ในสภาพดีแล้วนำมาผสมกับเซลล์ไขมันเพื่อทำให้เซลล์ไขมันคงอยู่ได้นานขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น โดยวิธีการนี้จะนิยมใช้ในการฉีดไขมันเพิ่มหน้าอก

ข้อดีของการฉีดไขมัน

ข้อดีของการฉีดไขมันสามารถสรุปได้ดังนี้  ไขมันที่นำมาฉีดเข้าไปในร่างกายเรานั้น เป็นไขมันของตัวเราเอง จึงไม่มีการต่อต้านจากร่างกายของเรา อีกทั้งไม่มีความอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมีและยังสามารถเติมเท่าไหร่ก็ได้ จึงสามารถเติมได้ทุกส่วนในร่างกายไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หน้าอก หรือสะโพก

ข้อเสียของการฉีดไขมัน

ข้อเสียของการฉีดไขมัน สามารถสรุปได้ดังนี้ เรามีความจำเป็นต้องฉีดเข้าไปบริเวณต่างๆในปริมาณมาก เนื่องจากไขมันเป็นเซลล์จึงตายได้เป็นเรื่องปกติและส่งผลให้มีปริมาณไข้มันในบริเวณที่เราเติมลดลงได้ เรื่องการคงสภาพจะขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วย จะสามารถอยู่ได้นานแค่ไหนหรือยู่ได้ตลอดชีวิตไหมจะขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละท่าน เพราะเมื่อไรที่เราอายุเยอะขึ้นผิวก็จะเหี่ยวลงเป็นธรรมดา ส่งผลให้ไขมันใต้ชั้นผิวลดลงไปด้วย ทำให้ต้องมาเติมซ้ำอยู่บ้าง

การเตรียมตัวก่อนฉีดไขมันเข้าใบหน้า

  • งดยาที่มีผลข้างเคียงละลายลิ่มเลือด (กลุ่มยา Aspirin, Ibuprofen) วิตามินเอ อี ซี สมุนไพร โสม สารสกัดจากใบแปะก๊วย น้ำมันตับปลา 2 อาทิตย์ แจ้งประวัติการแพ้ยา ยาและอาหารเสริมที่รับประทาน รวมถึงโรคประจำตัว และประวัติการผ่าตัดให้แพทย์ทราบ นำยาที่รับประทานประจำมาให้แพทย์ดู
  • งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและระยะการบวมที่นานเกินปกติ
  • ไม่มีความจำเป็นต้องอดอาหาร แต่ไม่ควรให้รับประทานอาหารให้อิ่มเกินไป
  • งดการผ่าตัดในช่วงที่ป่วย เช่น เป็นหวัด มีไข้ หรือ มีอาหารไอจาม
  • อาบน้ำสระผม ชำระร่างกายให้เรียบร้อยเพราะ แผลอาจจะไม่ควรโดนน้ำสักระยะหนึ่ง ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ถอดใส่สะดวก
  • ไม่ควรใช้เครื่องสำอางใดๆ ในบริเวณใบหน้า ที่ยากแก่การเช็ดออกก่อนการผ่าตัด เป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

ขั้นตอนการฉีดไขมันหน้า

ก่อนอื่นจะทำการดูดไขมันส่วนที่ไม่ต้องออกจากร่างกาย เช่น ต้นขา สะโพก เป็นต้น จากนั้นนำมาปั่นแยกสกัดเอาสเต็มเซลล์และเนื้อเยื่อไขมันบางส่วนที่มีคุณภาพสูงและยังมีชีวิตอยู่ โดยส่วนนี้ไม่ใช่ไขมันดีและใช้กระบวนการที่แตกต่างจากการดูดไขมัน เพราะสเต็มเซลล์จะไม่ถูกทำลายผ่านความร้อนเหมือนการดูดสลายไขมัน เมื่อได้ไขมันดังกล่าวแล้วแพทย์จะทำความสะอาดใบหน้า หรือบริเวณที่ต้องการจะฉีด ฆ่าเชื้อที่บริเวณนั้น ๆ และฉีดยาชา นำไขมันคุณภาพที่คัดมาแล้วกลับมาฉีดเข้าไปที่ใบหน้า หรือ บริเวณที่ต้องการ

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็ม หรือ สารไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) มีสรรพคุณช่วยทำให้ผิวหน้า มีน้ำมีนวล อวบอิ่มขึ้น ริ้วรอยร่องลึกที่เคยเป็นจะตื้นขึ้น  อีกทั้งฟิลเลอร์บางชนิดที่เลือกใช้ยังช่วยเติมใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยด้วยเวลาอันรวดเร็ว บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ รอบดวงตา ร่องกลางหน้าผาก ร่องลึกริมฝีปาก ซึ่งจะทำให้บริเวณเหล่านี้ตื้นขึ้น หรือใช้แก้ไขปรับแก้รูปหน้าที่ไม่ชอบใจ เช่น เติมริมฝีปากและร่องแก้มให้ดูอวบอิ่ม ปรับแต่งจมูกให้โด่งขึ้น อีกทั้งช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้กลับมากระชับ เพิ่มความอ่อนเยาว์ลงได้

ฟิลเลอร์อันตรายไหม

อย่างที่เราทราบกันดีกว่า ฟิลเลอร์คือสารเคมี ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า แล้วฟิลเลอร์อันตรายต่อร่างกายไหม คำตอบคือ หากเราใช้ฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบของ สารไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) ยังไงก็ไม่อันตรายเพราะ สารดังกล่าวสกัดมาจากน้ำตาลโมเลกุลคู่ซึ่งร่างกายเราสามารถย่อยสลายได้ จึงไม่เป็นอันตรายกับเรา แต่ถ้าเกิดใช่ฟิลเลอร์ปลอมที่มีส่วนผสมของ ซิลิโคนเหลว ก็จะยิ่งอันตรายมาก เพราะไม่สามารถฉีดสลายหรือรอให้สลายตามธรรมชาติได้ ต้องทำการผ่าตัดขูดออกเท่านั้น ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งการขูดออกไม่ได้ง่ายอย่างที่โฆษณา ซึ่งไม่สามารถเอาออกได้หมดอีกด้วย อาจจะมีอาการอักเสบบวมโต สร้างปัญหาขึ้นมาอีกก็ได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

ข้อดีอย่างแรกเลยคือฉีดเสร็จสามารถเดินทางกลับบ้านได้เลย เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ต้องวางยาสลบและไม่มีความจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้น ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรการอาหารและยา มีจะมีความปลอดภัย ไม่ทำให้ก่ออาการแพ้ และไม่มีปัญหาเรื่องของสารตกค้างในร่างกาย สามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ ฟิลเลอร์จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัย และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง การฉีดฟิลเลอร์ไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น ฟิลเลอร์สามารถเติมได้เรื่อย ๆ และปรับแต่งได้ ถ้าหากไม่ชอบก็สามารถฉีดสลายออกได้ ฟิลเลอร์ให้ผลที่สวยงามและเป็นธรรมชาติด้วย

ข้อเสียของฟิลเลอร์

ถ้าหากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนได้ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และหน้าอกที่จำเป็นจะต้องฉีดในปริมาณมาก ดังนั้นแพทย์หลาย ๆ ท่านจะแนะนำให้ฉีดไขมันมากกว่า เพราะจะดูสวย เป็นธรรมชาติและไม่จับตัวกันเป็นก้อน นอกจากนั้นต้องให้แพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำหัตถรรการ และต้องดูรีวิวคลินิกและเคสต่าง ๆ ให้มาก เพื่อให้แน่ใจว่าคลินิกนั้นไว้วางใจได้จริง

ระหว่าง ฟิลเลอร์ กับ ไขมัน อันไหนดีกว่ากัน

ฟิลเลอร์ : เป็นสารสังเคราะห์ที่เติมได้ทันทีแต่ไม่ได้มาจากตัวเรา ผิวจึงอาจจะไม่ได้สดใสเป็นธรรมชาติมากนัก ในบางกรณีหากฉีดไม่ดีอาจจะทำให้ผิวหนังด้านบนจะเป็นคลื่น ๆ หรือสัมผัสได้ถึงความเป็นก้อนไม่นิ่มเหมือนเนื้อหนังของเราจริง ๆ

ไขมัน : ฉีดแล้วจะทำให้ผิวสวย หน้าดูเนียน ฉ่ำวาวมากกว่าการเติมฟิลเลอร์ ผิวด้านบนใบหน้าจะดูเรียบเนียนมากกว่า

ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าฟิลเลอร์ และการฉีดไขมัน มีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป  การเลือกฟิลเลอร์และการฉีดไขมันก็ขึ้นอยู่กับความระดับความเป็นธรรมชาติในบริเวณที่เราต้องการ ฟิลเลอร์จะเหมาะกับบริเวณเล็ก ๆ เช่น คาง ร่อมแก้ม หว่างคิ้ว และปากเป็นต้น แต่การฉีดไขมันจะเน้นบริเวณที่ใหญ่กว่าและต้องการผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ เช่น หน้าอก และสะโพก เป็นต้น แต่สิ่งที่เหมือนกันทั้งสองอย่างคือ เราควรต้องศึกษาแพทย์และคลินิกที่เราต้องการจะไปทำให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

มหัศจรรย์ฟิลเลอร์ปาก ลดอายุ

เทรนการฉีดปากกำลังเป็นที่สนใจของทุกคน เพราะนอกจากจะไม่เจ็บตัวมาก แล้วยังสามารถเลือกรูปแบบที่เราต้องการได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นปากแบบเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป จะแบบไหนก็ย่อมได้ ซึ่งการฉีดปากให้ได้รูปแบบดังกล่าวนั้น จะเกิดจากการฉีด ‘ฟิลเลอร์’ เข้าไปที่ การฉีดฟิลเลอร์น่าจะเป็นที่คุ้นหูของหลาย ๆ คนอยู่แล้ว ผลของการฉีดฟิลเลอร์ก็จะช่วยให้ปากเต็มอิ่ม อวบอิ่มได้รูปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี เราควรศึกษาข้อมูลการฉีดฟิลเลอร์ปากให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำ

การฉีดฟิลเลอร์ปากดีกว่าการผ่าตัดอย่างไร

การฉีดฟิลเลอร์ ใช้เวลาน้อยและไม่มีการลงเข็มบริเวณใบหน้า ทำให้ไม่ต้องพักฟื้นทั้งก่อนและหลังการฉีด นอกจากนั้นไม่ต้องมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าอีกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยแก้ไข้รูปปากที่ไม่เท่ากัน หรือไม่ได้ดั่งใจ เช่นปากคว่ำ ปากหนา ปากบางเกินไป ยิ้มแล้วเห็นเหงือก ริมฝีปากไม่เท่ากัน ช่วยให้ดูอายุน้อยลง เพราะเมื่ออายุมากขึ้นริมฝีปากก็จะบางลง แต่การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปจะทำให้ปากดูอวบอิ่ม มีน้ำมีนวลมากขึ้น ปรับบุคลิกภาพให้เรามั่นใจมากขึ้น เพราะเราสามารถเลือกแบบปากที่เราถูกใจและนำไปให้หมอช่วยดูได้ว่า แบบใดที่เหมาะสมจะอยู่บนหน้าเรา ข้อดีอีกอย่างของการฉีดฟิลเลอร์ปากคือ หากเราไม่พอใจกับรูปปากที่เราฉีดมา สามารถปรับแต่งแก้ไขได้ง่าย เพราะมีแผลคือแค่รอยเข็มที่ไม่ถึงอาทิตย์ก็จะหายไปแล้ว และสามารถกลบได้ด้วยลิปสติก

ฉีดปากเจ็บไหม

จากการศึกษาและสอบถามผ็มีประสบการณ์การฉีดปากมาแล้ว ทุกท่านบอกเป็นเสียเดียวกันว่าไม่เจ็บ เพราะก่อนฉีดทางคลินิกก็จะมีการทายาชา หรือแปะยาชาเอาไว้ก่อนฉีด 30 – 40 นาที หรือบางคนที่แพ้แบบแปะหรือทาก็ใช้ยาชาแบบฉีดได้ ทำให้ความเจ็บปวดไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด และในฟิลเลอร์บางยี่ห้อก็จะมียาชาผสมอยู่ด้วย เมื่อฉีดฟิลเลอร์ปากเสร็จเราจะสัมผัสได้ถึงความบวมตุ่ยบริเวณริมฝีปากของเราเหมือนมีก้อนบางอย่างเกาะอยู่ที่ปาก อย่าได้ตกใจไปเพราะเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดหลังการฉีดปากอยู่แล้ว ฟิลเลอร์จะใช้เวลาเซตตัว 3 – 4 วันแล้วจะเข้ารูปเอง แต่ช่วงเวลาที่จะดูสวยกำลังพอดีคือหลังจากหนึ่งอาทิตย์เป็นต้นไป ปากจะเริ่มยุบลง ไม่บวมตึงเหมือนตอนที่พึ่งฉีดมา

ฟิลเลอร์ปากต้องเติมบ่อยไหม

หลายคนอาจจะได้ยินมามากว่า ฟิลเลอร์ปากอยู่ได้ไม่นาน ประเดี๋ยวก็ละลายหายไปหมดแล้ว เราได้ไปลองศึกษาและเก็บสถิติจากคนที่เคยฉีดฟิลเลอร์ปากจริงมาแล้วพบว่า ฟิลเลอร์จะอยู่ได้เฉลี่ย 6 – 8 เดือนก็จะเริ่มละลายหายไปเป็นปากปกติแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ปัจจัยแรกคือชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ โดยปกติเราจะใช้สารที่ชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA ที่ทำจากน้ำตาลโมเลกุลซ้อน ไม่ก่อให้เกิอาการแพ้ แต่ถ้าจะให้อยู่นานกว่านั้นต้องเลือกที่เป็นฟิลเลอร์โมเลกุลหนัก ก็จะทนกว่าฟิลเลอร์โมเลกุลเบา ปัจจัยต่อมาคือความร้อน ใครที่ชอบทานของร้อนก็จะทำให้ฟิลเลอร์ละลายได้อย่างรวดเร็ว ข้อนี้ต้องระวังให้ดี ถ้าไม่อยากสูญเงินไวก็อย่าทานของร้อนบ่อยหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก คำแนะนำอื่นนอกเนื่อจากนี้คือ สาร Hyaluronic acid เป็นสารที่ชื่นชอบน้ำ ถ้าเราดื่มน้ำบ่อยๆก็จะช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ปากเต่งตึง อวบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติและอยู่คงทนกับเราไปได้นาน อย่าลืมดูแลฟิลเลอร์ปากด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ

ถ้าปากผิดรูปแก้ไขได้หรือไม่

เมื่อฟิลเลอร์เซตตัวแล้วบางท่านอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับรูปปากที่ได้มา ทำให้สงสัยว่าเราจะแก้รูปปากได้หรือไม่ เจ็บไหม ต้องนอนโรงพยาบาลรึเปล่า คำตอบคือ แก้ได้ การแก้ไขรูปปากหลักการฉีดฟิลเลอร์จะคล้ายกับตอนฉีดฟิลเลอร์เข้าไปที่ปากของเราเลย แต่จะเปลี่ยนสารที่ฉีดเข้าไป โดยใช้สารละลายที่ชื่อว่า Hyaluronidase เข้าไปละลายสาร Hyaluronic acid อีกที แต่ถ้าคนไข้ไม่ได้ฉีดสารดังกล่าว แต่ใช้ซิลิโคนหรืฟิลเลอร์ปลอมก็จำเป็นจะทำการผ่าตัด และขูดสารเหล่านี้ออกโดยวิธีการขูดนี้อาจจะทำให้เจ็บและอาจะต้องนอนโรงพยาบาล แต่การแก้แบบฉีดสารละลายไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้

ข้อดีของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

ข้อดีของการฉีดปากคือสามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องก้อนเนื้อตกค้าง หรือสารตกค้างในร่างกายเรา การฉีดฟิลเลอร์ได้ผลอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นยาวหรืออยู่โรงพยาบาล แต่อาจจะดูบวมขึ้นในช่วงวันแรกๆ แต่ไม่นานก็จะหายดีเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากการผ่าตัดอย่างมาก เพราะถ้าผ่าตัดไปแล้วจะแก้ให้เป็นแบบก่อนทำไม่ได้ แต่สำหรับฟิลเลอร์ถ้าไม่พอใจสามารถฉีดสารละลายแก้ไขให้กลับไปเป็นแบบก่อนฉีดได้ ข้อดีอีกอย่างของฟิลเลอร์คือ ช่วยแก้ไขรูปปากที่มีปัญหาตั้งแต่เกิดได้ เช่นปากเบี้ยว ปากบนล่างไม่เท่ากัน ปาดปิดไม่สนิท ยิ้มเห็นเหงือก ปากคว้ำ ปากบาง เป็นต้น และลูกค้าหลาย ๆ ท่านรีวิวด้วยว่าหลังฉีดปากแล้ว ทาลิปสติกแล้วดูสวยขึ้นเพราะปากเต็มแน่น ดูอวบอิ่ม สีชัดเจนขึ้นและที่สำคัญทำให้ลิปสติกไม่ตกร่องบนริมฝีปาก การเติมฟิลเลอร์ช่วยให้ปากอวบอิ่มขึ้นส่งผลให้ใบหน้าเราดูเด็กลงด้วย เมื่อปากอิ่มเอิ่บดูเป็นธรรมชาติแล้วนั้น ก็จะทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และเด็กลง แก้ปัญหาปากแห้งที่ทำให้ดูสุขภาพไม่ดีและดูมีอายุได้

ข้อเสียของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

สิ่งที่อันตรายของการฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใดบนใบหน้าก็ตามคือ การใช้ฟิลเลอร์ปลอม เพราะอาจทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนของฟิลเลอร์ หรือจับตัวกับกล้ามเนื้อบางมัดทำให้เกิดผังพือและไม่ย่อยละลายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าหากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญชำนาญการก็อาจจะทำให้ตัวเราเสี่ยงด้วยเช่นกัน บริเวณปากเป็นบริเวณที่เราใช้งานบ่อยสุด ไม่ว่าจะพูด หรือรับประทานอาหาร จึงส่งผลให้ฟิลเลอร์ปากเป็นจุดที่สลายได้ง่ายมากที่สุด โดยเฉพาะหากเราทานของร้อนบ่อยๆ สาร Hyaluronic acid ก็จะสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นข้อควรระวังหลังจากการฉีดปาก นอกจากการทานของร้อนแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ และการจูบก็ควรจะล่ะเว้นไว้ 2 -3 วันเช่นกัน

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

แพทย์จะเริ่มจากการประเมินรูปทรงปากที่คนไข้ต้องการกับรูปทรงที่เป็นไปได้ ก่อนทำ 30 – 40 นาที แพทย์จะทำการทายาชาหรือปะยาชาบริเวณที่จะฉีด หากใครแพ้ยาชาแบบครีมก็สามารถเลือกเป็นยาชาแบบฉีดได้เช่นกัน ราคาก็ขึ้นอยู่กับแต่ล่ะคลินิก เมื่อยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้วแพทย์ก็จะทำการฉีด โดยการฉีดนั้นทำได้หลายเทคนิค เช่น ฉีดจากข้างๆแก้มแล้วแทงมาที่ปาก หรืออีกเทคนิคคือจิ้มลงบนปากโดยตรงเลย เป็นต้น

หลังจากที่อ่านบทความข้างต้นไปแล้ว น่าจะช่วยให้ใครหลายๆคนคลายข้อสงสัยไปได้หลายข้อ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะเน้นอีกครั้งคือการหาคลินิคที่เชื่อถือได้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการฉีดให้เรา โดยการหารีวิวที่เชื่อถือได้จากเว็บไซต์ต่างๆ หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนเพราะผู้ที่เคยทำมาแล้วจะช่วยแนะนำเราได้อย่างชัดเจน เพราะตามเว็บไซต์ต่างๆอาจจะมีการปรุงแต่งเนื้อหา หรือมีการแต่งรูปเพื่อการโฆษณา นอกจากนั้นการดูแลตัวเองหลังจากฉีดปากก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน สิ่งสำคัญสำหรับฟิลเลอร์ที่ลืมไม่ได้เลยคือ การดื่มน้ำให้มากๆ เพราะสาร Hyaluronic acid เป็นสารอุ้มน้ำ ดังนั้นยิ่งดื่มน้ำมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะทำให้ริมฝีปากของเราอวบอิ่ม และเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ฉีดให้ริมฝีปากอวบอิ่มก็สามารถช่วยให้เราดูอ่อนเยาว์ลงได้ มาพบกับมหัศจรรย์ของการฉีดฟิลเลอร์ปากไปด้วยกัน

 

หน้าสวยเป๊ะได้รูปด้วยฟิลเลอร์แบบใหม่ Nenuramis

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเสริมความงามที่จะทำให้ใบหน้าของสาว ๆ ออกมาได้รูป สวยเป๊ะ อย่างที่ต้องการมีมากมายเต็มท้องตาลด แต่เทคโนโลยีที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้คือ การฉีดฟิลเลอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะมาพร้อมราคาที่ไม่แพง และไม่เจ็บตัวด้วย ไม่ต้องพักที่โรงพยาบาล อาการแพ้และผลข้างเคียงอันตรายก็ยังถือว่าน้อยมากเช่นกัน เป็นเทคโนโลยีที่มาพร้อมราคาที่ไม่สูงมาก คุ้มค่าในการปรับเปลี่ยนใบหน้าตามจุดต่างๆ อย่างที่ใจต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่การฉีดฟิลเลอร์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีนั้น จะมาพร้อมปัจจัยต่าง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญและเทคนิคเฉพาะตัวของแพทย์แต่ละท่านอีกทั้งยี่ห้อของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้เช่นกัน วันนี้จึงมีตัวเลือกของฟิลเลอร์ที่ใหม่และดีมาให้ได้รู้จักกัน สำหรับผู้ที่กำลังสนใจจะฉีดฟิลเลอร์ก็สามารถเลือกได้ง่ายขึ้นว่าควรจะฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี ในวันนี้เรามีฟิลเลอร์น้องใหม่ผ่านมาตรฐาน อย.ไทยชื่อว่า ฟิลเลอร์ Neuramis มาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน

ฟิลเลอร์ Neuramis ดีอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอน แอซิด ที่มีความใกล้เคียงกับสารที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติซึ่งจะผลิตน้อยลงเมื่อคนเราอายุมากขึ้น แต่ไม่ใช่ฟิลเลอร์ทุกชนิดจะมีคุณภาพดี วันนี้เราจะมาแนะนำคุณภาพดีเกรดสูง นำเข้าจากประเทศเกาหลี มีชื่อว่า “ฟิลเลอร์Neuramis” เป็นฟิลเลอร์เมื่อเติมเข้าไปในใบหน้าเราแล้วจะทำให้ร่างกายและใบหน้าของเราคงสภาพความอ่อนเยาว์ของใบหน้าไว้ได้ อีกทั้งช่วยเติมเต็มส่วนที่หย่อนคล้อยให้กลับมากระชับเต่งตึงได้อีกด้วย

ทำไมต้องฟิลเลอร์ Neuramis

สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ Neuramis มีข้อดีอะไรบ้าง หลายคนอาจจะยังสงสัย เราจะมาช่วยหาคำตอบให้คุณเอง

  1. ฟิลเลอร์ Neuramis มีส่วนประกอบของไฮยาลูรอนที่มีเกดรพรีเมี่ยม ทำให้ใบหน้าเต่งตึง และดูอ่อนวัยได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่สำหรับฟิลเลอร์ Neuramis นั้นสารไฮยาลูนอนจะมีความเสถียรมากกว่ายี่ห้ออื่น ฉีดแล้วก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้
  2. หลังจากฉีดฟิลเลอร์ Neuramis แล้ว ส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าที่ได้จะแลดูเต่งตึง เนียนใสเป็นธรรมชาติ ไม่ จับตัวเป็นก้อนแข็ง และสารไฮยาลูรอนยังสามารถจับตัวใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี โดยไม่ไหลไปยังจุดอื่นที่ไม่ต้องการอีกด้วย
  3. สามารถใช้ฉีดเพื่อแก้ไข ปรับปรุงผิวหน้าได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณร่องใต้ตา ขมับ หน้าผาก ริมฝีปาก จมูก ร่องแก้ม และแก้มตอบ โดยไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย
  4. ฟิลเลอร์ Neuramis เป็นเทคโนโลยีที่รับประกันความปลอดภัยแล้วได้รับการยืนยันว่าสารไฮยาลูรอน ของ ฟิลเลอร์ Neuramis นั้นระยะเวลาการคงรูปได้นานกว่าฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่น ๆ โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยได้ถึง 6-12 เดือน
  5. สามารถฉีดได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่มีสารปนเปื้อน หรือจุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย โดยไม่ต้องกลัวอักเสบหรือติดเชื้อภายหลัง
  6. ฟิลเลอร์ Neuramis ได้รับยืนยันจาก FDA องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาแล้วว่า มีความปลอดภัยในการนำมาใช้ฉีดเข้าสู่ร่างกาย และสลายหายไปได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ทิ้งสารตกค้างเอาไว้ภายในร่างกาย
  7. ฟิลเลอร์ Neuramis ที่มาพร้อมราคาไม่แพงแต่คุณภาพเกินราคา เมื่อพูดถึงฟิลเลอร์ที่ผ่านอย. และยี่ห้ออื่น ๆ แล้ว ถือเป็นฟิลเลอร์ในงบประมาณ ที่จะทำให้ สวยได้แบบต้องสิ้นเปลือง

ฟิลเลอร์ Neuramis มีกี่แบบ และอยู่ได้กี่เดือน

ฟิลเลอร์ของ Neuramis นั้น มีด้วยกันหลายรุ่น แต่ตัวที่เลือกนำเข้ามาใช้ในคลินิกของไทยเรามีอยู่แบบเดียวคือ ฟิลเลอร์ Neuramis Deep โดยเป็นฟิลเลอร์ที่มาในบรรจุภัณฑ์กล่องสีดำ ตัวหนังสือสีขาว มีคุณสมบัติในการเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึก ร่องตื้น ปรับโครงสร้างของใบหน้าให้มีมิติและได้รูปทรงตามต้องการ เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่เริ่มพบกับปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรืออยากปรับสภาพผิวหน้าให้สวยสุขภาพดี โดย ฟิลเลอร์ Neuramis Deep จะมีอายุอยู่ได้ 6-12 เดือน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ของแต่ละท่านด้วย

ส่วนฟิลเลอร์ในแบบอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นที่นิยทในประเทศไทย ซึ่งผลิตภายใต้ยี่ห้อ Neuramis เช่นกัน ประกอบไปด้วย

  • Neuramis Meso : ฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติในการเติมเต็มร่องตื้น และริ้วรอยเล็กๆ ยังช่วยเรื่องปรับสภาพผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้นลูเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น โดยฟิลเลอร์ Neuramis Meso จะมีอายุ 6-12 เดือนหลังจากนั้นจะสามารถสลายหายไปเองตามธรรมชาติโดยที่เราสามารถเติมใหม่ได้เรื่อยๆ
  • Neuramis Volume : เป็นฟิลเลอร์ที่เน้น ให้ผิวหน้าของท่านเด้งฟูขึ้นอย่างมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าจะอิ่มตัว สวยสดใส และเยาว์วัยลง เหมาะสำหรับบริเวณโหนกแก้ม เพื่อปรับให้ได้รูป ปรับรูปทรงหน้าผาก จมูก และคางให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยฟิลเลอร์ Neuramis Volume จะมีอายุ 6-12 เดือนเช่นกัน หลังจากนั้นจะสลายหายไปเองตามธรรมชาติแต่เราก็สามารถเติมได้เรื่อยๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฟิลเลอร์ทั้ง 2 แบบ ยังไม่ถูกนำมาใช้ในบ้านเราอย่างถูกกฎหมาย และยังไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากอย. ไทยโดยฟิลเลอร์ที่ได้อย. ไทยมาแล้วนั้นมีแค่แบบ Neuramis Deep เท่านั้น หากพบเห็นผลิตภัณฑ์ 2 แบบทั้ง Neuramis Meso และ Neuramis Volume ในคลินิกหรือจามเว็บไซต์จำหน่ายในเมืองไทย ให้มั่นใจได้ว่าเป็นฟิลเลอร์ไม่ถูกกฎหมาย หรืออาจจะเป็นฟิลเลอร์ปลอม หรือลอกเลียนแบบก็เป็นได้

Filler Neuramis ของแท้หรือปลอม มีวิธีดูได้ดังนี้

  • กล่องผลิตภัณฑ์จะต้องปิดผนึกมาอย่างดี ไม่มีรอยแกะ หรือร่องรอยการเปิดก่อนหน้า
  • สังเกตบริเวณข้างกล่องจะต้องมีสติกเกอร์พร้อมบาร์โค้ดและเลข Lot ติดอยู่ด้วยทุกครั้ง
  • บริเวณตัวกล่องจะมี QR Code สำหรับใช้ตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีแถบคาร์บอนสีเทาที่ขูดออกได้ เพื่อใช้สำหรับตรวจสอบมาตรฐานกับโรงงานได้
  • บริเวณตัวกล่องจะมีข้อความภาษาไทยที่ระบุรุ่นการผลิตและวันหมดอายุเอาไว้ โดยวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ในวันที่เปิดใช้ไม่ควรน้อยกว่า 1 ปี
  • ราคาไม่ควรถูกมากเกินไป และถ้าหากถูกกว่ามาตรฐานแสดงว่าอาจเป็นของปลอมได้
  • รุ่นที่นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย ณ ตอนนี้มีแค่รุ่น Neuramis Deep เท่านั้นหากพบเจอรุ่นอื่น ๆ วางขาย ก็มีโอกาสที่จะเป็นของปลอมได้

ต้องฉีดฟิลเลอร์ Neuramis เท่าไหร่ถึงจะเห็นผล

การฉีดฟิลเลอร์ให้เห็นผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์ผู้ฉีด ยิ่งเป็นจุดที่อันตรายด้วยแล้วยิ่งต้องมีความแม่นยำสูงตามไปด้วย ปริมาณของสารเติมเต็มที่จะเหมาะสมกับสภาพผิวที่เป็นปัญหา หากคนไข้มีร่องลึกเป็นจำนวนมาก จำเป็นที่จะเพิ่มปริมาณฟิลเลอร์ให้เพียงพอต่อการเติมเต็มในตำแหน่งดังกล่าว  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณเห็นผลของการรักษาที่ดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าปริมาณที่มากขึ้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายจะสูงตามไปด้วย

ทั้งนี้เราได้หาข้อมูลคร่าว ๆ ของตำแหน่งที่ บริเวณทีฉีดฟิลเลอร์ และประมาณที่ควรใช้ในแต่ล่ะจุด

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา : ช่วยลดความหมองคล้ำ เบ้าตาแพนด้า หรือเบาตาที่ลึกเกินไป ปริมาณที่ควรใช้เติมใต้ตาคือ 1-3 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์คาง : ปรับรูปหน้าให้เรียวยาวขึ้นและมีมิติ ปริมาณที่ควรใช้เติมคางคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้มตอบ : ลดรอยเหี่ยวย่นที่ร่องแก้มลง และเพิ่มเนื้อบริเวณแก้ม ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ปริมาณที่ควรใช้เติมร่องใต้มุมปากคือ 1-2 ml., เติมแก้ม แก้มตอบคือ 2-4 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์จมูก : เสริมความสูงของจมูกให้โด่งได้รูปแบบที่ต้องการ ปริมาณที่ควรใช้เติมจมูกคือ 1 ml., สำหรับจมูกหยดน้ำคือ 1 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก : ช่วยให้ใบหน้าดูเต่งตึง ไร้ริ้วรอย ปริมาณที่ควรใช้เติมหน้าผากคือ 4-6 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ปาก : ทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มมีน้ำมีนวล แก้ไข้อาการบกพร่อง เช่น ปากบางหรือปากเบี้ยวได้ ปริมาณที่ควรใช้เติมปากอวบอิ่มคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ขมับ : ทำให้โหนกแก้มดูยุบและหน้าดูหวานขึ้น ปริมาณที่ใช้เติมขมับคือ 2-3 ml.

ผลข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์ Neuramis

การฉีดฟิลเลอร์ทุกยี่ห้อรวมถึงฟิลเลอร์ Neuramis ไม่มีผลข้างเคียงอันตรายกับร่างกาย แต่ส่วนใหญ่มักจะพบก็คือ อาการบวมตามตำแหน่งที่พึ่งฉีด แต่อาการเหล่านี้ 2-3 วันก็จะหายไปเอง โดยหลังจากฉีดฟิลเลอร์ไม่จำเป็นต้องนอนหรือพักฟื้นที่โรงพยาบาล เมื่อเสร็จการรักษาแล้วก็สามารถ ใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือแม้แต่แต่งหน้าก็ได้ แต่ควรจะต้องกลับมาพบแพทย์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประเมินผลหลังการรักษาว่าเป็นไปได้อย่างที่ต้องการหรือไม่

 

ฟิลเลอร์ก็น่าสน ร้อยไหมก็น่าลอง เลือกอันไหนดี

ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ผิวหน้าที่ห้อยย้อย เป็นสิ่งที่เราสามารถขจัดออกไปได้ เพราะในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่เข้ามาช่วยดูแลความสวยความงามของใบหน้าเรา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์หรือการร้อยไหม มั่นในได้ว่าทุก ๆ ท่านต้องเคยได้ยินทั้งสองวิธีกันมาบ้างแล้ว แต่หลาย ๆ ท่านก็อาจจะยังมีข้อสงสัยว่า ทั้งสองวิธีดั่งกล่าวต่างกันอย่างไรและวิธีไหนจะเหมาะกับอายุและผิวหน้าของเรา วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวคือสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นสารที่ใช้แล้วไม่เกิดการแพ้ เพราะเป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก หรือบริเวณแผลที่เป็นหลุม เพื่อเติมเต็มหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวเต่งตึง มีน้ำมีนวล ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ประเภทของฟิลเลอร์

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ วัดจากการอยู่คงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 ปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) คือ สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถเข้ากันกับเนื้อเยื้อบริเวณผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) คือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจำเป็นต้องฉีดสารย่อยสลายหรือขูดออกเท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงหรือเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในไทย Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis โดยฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำคือควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อดีของฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลารวดเร็ว เพียง 30 – 40 นาทีก็เสร็จแล้ว
  2. ไม่มีความจำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลทั้งก่อนและหลังการฉีด เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่การผ่าตัด
  3. ฟิลเลอร์สามารถใช้ในการเติมเต็มจุดบกพร่อง ปรับแก้ส่วนที่ไม่ได้รูป และทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ได้ ในเวลาเดียวกัน ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ และเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากๆ แค่เราทำเพียงครั้งเดียว
  4. การฉัดฟิลเลอร์มีความปลอดภัยสูง แต่ต้องเป็นฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย และได้รับการรับรองที่ได้มาตรฐานจากองค์กรการอาหารและยา
  5. ราคาไม่แพง ราคาในการฉีดต่อครั้งจะวัดเป็น ซีซี(CC) โดยแต่ละจุดจะใช้ปริมาณ 1 ซีซี แต่ละคลินิกก็มีโปรโมชั่นมากมายที่เหมาะกับความต้องการและเงินในกระเป๋าของเราอยู่เป้นประจำ สามารถศึกษาได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ของคลินิก

ข้อเสียของฟิลเลอร์

  1. หากโชคร้ายเจอแพทย์ผู้ไม่เชี่ยวชาญในการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะฉีดผิดจุดและเกิดการบิดเบี้ยวของใบหน้าได้ ทำให้ต้องไปแก้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า
  2. การฉีดฟิลเลอร์ถาวร หรือการฉีก ซิลิโคลนและน้ำมันพาราฟิน จะไม่สามารถสลายเองได้ และมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูง เช่นการจับตัวกันเป็นก้อนและการอักเสบ การเอาออกคือต้องขูดออกเท่านั้น
  3. ฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นหนึ่งเรื่องที่อันตราย เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียง และได้ใบหน้าที่ไม่ตรงตามต้องการ

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี การร้อยไหมจะใช้เส้นไหมละลาย โดยจะใช้ไหมละลายที่มีเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นแผงตาข่ายใต้ชั้นผิวหนังของเรา บริเวณที่ร้อยแผงไหมเข้าไปจะถูกไหมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาก ส่งผลให้มีการสร้างคอลาเจนขึ้นด้วย เพราะเซลล์เส้นเลือดที่เกิดใหม่จะกระตุ้นการสร้างส้นใยคอลลาเจนมาพันรอบแนวเส้นไหม เทคนิคดังกล่าวจึงจะช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว พร้อมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณใต้ผิวหน้าอีกด้วย ทำให้หน้าดูสดใส เปร่งปรั่งและอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. การร้อยไหมรวดเร็วและเห็นผลทันทีหลังทำ แค่ก้าวออกมาก็จะได้ใบหน้าวีเชปอย่างที่เราต้องการ
  2. การร้อยไหมอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปี แต่ใน 6 เดือนแรกอาจจะมีการหย่อนคล้อยลงบ้าง แต่ก็สามารถมาร้อยไหมเพิ่มได้
  3. การร้อยไหมทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดความเปร่งปรั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้
  4. ไหมละลายที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรานั้นจะกระตุ้นช่วยให้เกิดการกระตุ้นใต้ผิวหนัง ทำให้มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ช่วยให้ผิวดูสดใส

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. บนเส้นไหมมีตะขอเล็ก ๆ เกาะอยู่สำหรับการดึงผิวให้เข้าที่ไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดเทคนิคไม่ดีหรือร้อยตื้นเกินไปจะทำให้เกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวของเส้นไหมได้
  2. เส้นไหมที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง หากร้อยกันทับซ้อนมากเกินไปจะทำให้เกิดผังผืดบริเวณใต้ผิวหนังได้ และทำให้เกิดการดึงที่ผิดรูป
  3. บางกรณีการร้อยไหมอาจจะไม่เป็นผลหรือสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ถูกใจได้ เช่น ร้อยไหมเพื่อดันโหนกแก้มให้เด่นขึ้น ในวิธีนี้จะแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มมากกว่าเพราะ การร้อยไหมจะทำให้แก้มดูตอบลง โหนกแก้มสูงและไม่สวยตามที่ต้องการได้
  4. การร้อยไหมมีความเสี่ยงที่จะให้เกิดการช้ำหลังทำได้จากการฉีดยาชา ช่วง 3 – 4 วันแรกจะอาจจะบวมขึ้น แต่ส่วนมากใช้เวลาเพียง 7 – 14 วันก็จะหายไปได้เอง
  5. บางคลินิกใช้การเติมไหมแทนการฉีดฟิลเลอร์ ไม่แนะนำให้ทำการรักษาแบบนั้น เพราะในบางส่วนของร่างกาย เช่น ใต้ตาหรือร่องแก้ม อาจทำให้เกิดผังผืดได้ในอนาคต

ฟิลเลอร์กับร้อยไหมทำร่วมกันได้ไหม

การร้อยไหมกับการฉีดฟิลเลอร์ไม่ควรทำร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะมีผลลัพธ์ที่คล้ายกันนั่นก็คือช่วยให้รูปหน้ากระชับ ทำให้เกิดวีเชป แต่หากทำร่วมกัน หรือทำมากเกินไปจะทำให้ใบหน้าผิดรูปหรือในอนาคตเกิดผังผืดเกาะตามส่วนต่างๆได้ แต่การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ได้เพราะว่า กล้ามเนื้อบางส่วนที่ถูกฉีดฟิลเลอร์อาจจะโดนดึงขึ้นมาทำให้เกิดการผิดรูปหน้าได้เช่นกัน ดังนั้นการฉีกโบท็อกซ์จะช่วยดึงกล้ามเนื้อไม่ให้มารวมกันกับเนื้อฟิลเลอร์และเกินการเกาะตัวเป็นก้อนได้

 

 

ปรับโครงหน้าให้ขมับตึง  ลดอายุคุณภายในเข็มเดียว

ปัจจุบันนี้ฟิลเลอร์ไม่ได้ทำแค่เติมเต็มส่วนที่ไม่พอใจในใบหน้าเท่านั้น เรามักจะเจอการใช้ฟิลเลอร์เพื่อปรับสภาพผิว ให้ผิวชุ่มชื้น ดูอิ่มน้ำ เพื่อให้ใบหน้าดูฉ่ำวาวขึ้นด้วย สารที่เรานำมาใช้ในการฉีด ฟิลเลอร์หรือสารฟิลเลอร์นั้นคืออะไร หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าเป็นอันตรายกับร่างกายเราไหม และทำได้บ่อยขนาดไหน สารฟิลเลอร์หรือที่รู้จักกันดีอย่าง สารฮายารูโรนิก แอซิด    (Hyaluronic Acid)  หรือ HA เป็นสารที่ทำหน้าที่เติมเต็มที่ชั้นผิวหนัง หรือเติมเต็มใต้ชั้นผิวหนังของเรา โดยมีสรรพคุณช่วยให้ผิวมีความเอิบอิ่ม เต่งตึง ลดริ้วรอย คนที่มาฉีดฟิลเลอร์ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องริ้วรอย จากอายุ หรือมีแผล หรือผิวหน้าเป็นหลุมเป็นบ่อ ฟิลเลอร์ก็ช่วยคุณได้  หลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้วเราจะเห็นผลได้ทันที เรียกได้ว่าสวยแบบไม่ต้องรอ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเลย

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ

การฉีดฟิลเลอร์ขมับใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างศีรษะของแต่ละคน ทำให้รูปหน้าไม่มีชีวิตชีวา รวมถึงสาเหตุจากอายุด้วย เพราะอายุที่มากขึ้นทำให้ไขมันใต้ผิวลดลงและเปิดปัญหาขมับตอบ ขมับยุบ ขมับบุ๋ม ซึ่งการฉีดขมับจะทำให้โหนกแก้มดูสูงขึ้น ทำให้หน้าดูเปล่งปลั่ง ใบหน้าดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น และดูอ่อนวัยลง

อันตรายจากฉีดฟิลเลอร์ขมับ

ทุกสิ่งล้วนมีสองด้านทั้งสิ้นรวมถึงการฉีดฟิลเลอร์ขมับก็เช่นกัน  

  1. การฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นหนึ่งจุดที่ต้องมีการระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นหัตถกรรมการเฉพาะทาง จึงต้องอาศัยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ และมีใบรับรองวิชาชีพ ควรศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียด เพราะการฉีกฟิลเลอร์ต้องมีข้อจำกัดอย่างแน่นอน เช่น ห้ามอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ห้ามอยู่ในช่วงให้นมบุตร และอื่นๆ ความอันตรายอีกอย่างของการฉีดฟิลเลอร์ขมับคือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุฉีดเข้าเส้นเลือดมีโอกาสทำให้ตาบอดได้เลย การหารีวิวที่มั่นใจได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  2. อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าฟิลเลอร์ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เพราะว่าสาร Hyaluronic Acid คือน้ำตาลโมเลกุลคู่ ซึ่งเป็นสารที่คล้ายกับสารที่อยู่ในชั้นผิวหนังของมนุษย์ ทำให้ไม่มีการต่อต้าน หรือผลข้างเคียงน้อยมาก ในบางรายที่มีอาการแพ้คือ จะมีอาการบวมแดง หรือจุดแดง ๆ ตามรอยเข็มที่จิ้มลงบนหน้าเรา ซึ่งอาการดั่งกล่าวจะหายไปภายใน 3 – 4 วัน หลังจากนั้น
  3. ในกระบวนการฉีดฟิลเลอร์เราจะใช้เข็มทู่ (Blunt Cannula)หรือเข็มปลายทู่  ข้อดีของเข็มชนิดนี้คือ คือ ลดความเจ็บปวดของการถูกฉีด ลดอาการเขียวช้ำ ความปลอดภัยจากการฉีดโนเส้นเลือดสำคัญได้เพราะมีลักษณะเป็นเข็มทู่ ไม่มีคม แต่ยังช่วยให้ฟิลเลอร์กระจายตัวเข้าเส้นเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดตาบอดสามารถใช้เลาะพังผืดหรือเซาะให้เกิดช่อง เพื่อสร้างพื้นที่ในการเติมเต็มได้มากขึ้นด้วย
  4. สิ่งที่สำคัญมากๆหลังการฉีดฟิลเลอร์คือ ดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้วหรือ 2 ลิตรในช่วง 2 สัปดาห์แรกเพราะสาร Hyaluronic Acid เป็นสารที่ชอบน้ำ ยิ่งได้รับน้ำมากเท่าไหร่ ผิวส่วนที่เราฉีดเข้าไปก็จะดูอวบอิ่ม เต่งตึง ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด งดสัมผัสที่รุนแรง เช่นการนวด บีบ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เช่นการนอนคว่ำ หรือการการสวมหมวกกันน็อคที่รัดขมับจนเกินไป
  5. ศึกษาข้อมูล หรือสอบถามผู้รู้เยอะ ๆ เพราะบริเวณขมับถือว่าเป็นจุดบอบบางจุดหนึ่ง และยากแก่การฉีด เนื่องจาดเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นเลือดใหญ่หลายเส้น เราจึงต้องเข้ารับบริการจากสถานที่ที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ สมัยนี้เราสามารถหาข้อมูลของสถานบริการเสริมความงามและคลินิกต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น เพราะว่ามีรีวิว บอร์ดต่างๆ และกระทู้จำนวนมาก นอกจากนั้นกาถามผู้ที่เคยได้รับการรักษาจริงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราจะเชื่อได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเชื่อถือได้จริง เป็นเหตุผลว่าทำไมการฉีดฟิลเลอร์ขมับจึงต้องรับบริการจากแพทย์ผู้ชำนาญ และมีประสบการณ์สูง เพราะความปลอดภัยของตัวเราสำคัญที่สุด

ปวดหัวหลังจากฉีดฟิลเลอร์ขมับเกิดจากสาเหตุอะไร

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ขมับมาแล้ว เรามักจะเคยได้ยินว่า มีอาการปวดหัวตามมา ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดอาการปวดหัวเหล่านี้กับตัวเรา เพราะฟิลเลอร์เป็นสารสังเคราะห์ที่ฉีดลงไปใต้กล้ามเนื้อของเรา อาจะส่งผลให้มีอาการเมื่อยตึงบ้าง แต่ก็จะเกิดกับบางรายเท่านั้น อาการดังกล่าวก็จะดีขึ้นและค่อยๆหายไปภายใน 1 – 2 วันหลังจากนั้น แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ที่เกิดจากการผิดพลาดในการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ หรือกรณีที่พลาดเข้าไปในเส้นเลือดแดง จะส่งผลให้จอประสาทตาตาย และเกิดอาการตาบอดได้เช่นกัน มักมีอาการปวดหัวหรือปวดกระบอกตามร่วมด้วย

ฉีดฟิลเลอร์ขมับที่ไหนถึงจะปลอดภัย

ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์ที่ขมับกำลังเป็นที่นิยมซึ่งเราควรจะเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิคที่เชื่อถือได้มีที่ตั้งสถานที่ที่ชัดเจน มีรีวิวจากผู้ที่เคยใช้บริการก็จะดีมากและสามารถให้ข้อมูลกับท่านในกรณีที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ถ้ามีรีวิวจากผู้ที่เคยใช้บริการก็จะดีมาก ซึ่งตัวแพทย์เองจำเป็นจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ จะให้ดีควรเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นอย่างดี เพื่อที่ตัวแพทย์เองจะสามารถแนะนำชนิดหรือยี่ห้อของฟิลเลอร์รวมถึงบริเวณที่ฉีด โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นอันตรายเช่นขมับ เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของเรา ในปัจจุบันสำหรับฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับการฉีดบริเวณขมับคือสาร Hyaluronic Acid (เป็นกรดที่ปกติแล้วร่างกายของเราผลิตขึ้นมาเองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้นและลดการเสียดสีระหว่างเซลล์ได้) ซึ่งเราควรเลือกกล่องฟิลเลอร์ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน มีป้ายรับรองจากองค์การอาหารและยาที่ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล

การฉีดฟิลเลอร์ จะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวออกมาจากห้องฉีดแน่นอน แต่จะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและการดำเนินชีวิตของแต่ละคน และอายุก็มีผลเช่นกัน

ข้อจำกัดของฟิลเลอร์ – ผลข้างเคียง

1.หลักจากฉีดฟิลเลอร์ขมับมานั้นคนชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่ อาจจะต้องหยุดพักสักระยะ รวมถึงกิจกรรมที่ต้องตากแดดจัดๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพราะมีโอกาสเสี่ยงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

2.กลุ่มคนที่มีปัญหาเลือดออกง่าย เป็นกลุ่มไม่ควรฉีดอย่างยิ่ง หรือหากต้องการฉีดจริง ๆ ควรแจ้งแพทย์ก่อนการฉีดเพื่อรับคำแนะนำทีเหมาะสม เนืองจากถ้าเกิดเลือดออกที่ใต้ชั้นผิวหนังแล้วไม่หยุดนั้นจะเป็นอันตรายต่อผู้ได้รับการรักษาอย่างมาก

3.สตรีมีครรภ์ และผู้ที่ให้นมบุตร ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์

4.ข้อแนะนำอีกอย่างคือวคนที่ฉีดฟิลเลอร์ควรมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป เนื่องจากร่างกายยังของคนอายุน้อย จะยังมีการเจริญเติบโต มีกระบวนการสร้างเซลล์ผิวเพื่อเติมเต็มผิวโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องฉีดฟิลเลอร์แต่อย่างใด 

5.ห้ามฉีดฟิลเลอร์เพื่อการเสริมหน้าอก เสริมสะโพก ฉีดเข้ากระดูก เอ็นกล้ามเนื้อ เพราะมีโอกาสเกิดความผิดพลาดสูง และเมื่อผิดพลาดแล้วฟิลเลอร์จะเข้าไปยังเส้นเลือดจนเกิดหลอดเลือดอุดตัน อาจถึงขั้นตาบอดได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

1.ข้อดีข้อแรกของการฉีดฟิลเลอร์คือสะดวก ทำได้ง่าย เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้นเพราะไม่ใช่การผ่าตัด ทำกิจกรรมอื่นๆต่อได้เลย

2.มีความปลอดภัยสูง เพราะสารในฟิลเลอร์เป็นสารชนิดเดียวกับผิว และมีการสลายไปเองตามธรรมชาติ

3.สำหรับผู้ที่มีอายุขึ้น ฟิลเลอร์จะช่วยให้ปัญหาผิวโทรม มีริ้วรอยร่องลึกหมดไป อีกทั้งปรับแก้รูปหน้าได้ตามใจต้องการ 

4.ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยมากขึ้นเพราะฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มผิว ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำมากขึ้น สดใส อ่อนวัย รวดเร็วทันตาเห็น

สวยได้ทุกส่วน ด้วยฟิลเลอร์

ในปัจจุบันใบหน้าที่ได้รูปเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินความจริง เพราะเทคโนโลยีด้านความงามต่าง ๆ มีการพัฒนาไปไกลแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่นิยมนั่นก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์จะช่วยให้ใบหน้าของเรากลับมาเต่งตึง อวบ อิ่มดูสดใสเป็นธรรมชาติ และยังช่วยให้ดูอ่อนวัยลงทันตาเห็น แต่ฟิลเลอร์คืออะไร สามารถฉีดเข้ากับบริเวรณไหนของใบหน้าได้บ้าง วันนี้เราจะมาชวนทุกท่านศึกษาไปพร้อม ๆ กันจากบทความนี้

ฟิลเลอร์คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์  คือ การฉีดสารเติมเต็มเพื่อให้ได้รูปหน้าที่เราต้องการ สารนี้ก็มีชื่อว่า สารไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid หรือ HA) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติร่ายกานสามารถย่อยสลายได้ จึงเป็นสารที่ความปลอดภัยสูง ยังสามารถเติมเต็มริ้วรอยร่องลึก หรือรอยแผลเป็นที่เป็นหลุมเป็นบ่อตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้าของท่าน สาร Hyaluronic acid หรือ HA เป็นสารที่เลียนแบบสารที่มีตามธรรมชาติจะช่วยทำให้ใบหน้าของท่านมีน้ำมีนวล อวบอิ่มและเต่งตึง ริ้วรอยร่องลึกดูตื้นหรือนูนขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเติมเส้นใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาแลดูอ่อนเยาว์กว่าวัย นอกจากนั้นสารนี้ยังมีหน้าที่ช่วยเพิ่มและปรับโครงสร้างใต้ชั้นผิวหนังให้อ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น ช่วยลดเรือนริ้วรอย และเติมเต็มจุดบกพร่องบนใบหน้าจุดต่างๆเช่น ริมฝีบาก  ดวงตา และอวัยวะอื่น ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วย

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

  • ฟิลเลอร์ที่คงอยู่ได้ชั่วคราวเช่น สารไฮยาลูรอนิก แอซิด ที่สกัดจากสารธรรมชาติ เมื่อฉีดเข้าบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า แล้วจะคงอยู่ได้ประมาณ 6 – 8 เดือน จัดว่ามีความปลอดภัยมากสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
  • ฟิลเลอร์แบบคงรูปอยู่ได้ถาวรซึ่งประกอบไปด้วย ซิลิโคน หรือน้ำมันพาราฟิน ให้ผลลัพธ์ถาวรกล่าวคือไม่สามารถสลายได้เอง และอาจมีผลข้างเคียงในระยะยาว จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการอักเสบและเป็นอันตรายกับในอนาคต แพทย์จึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้

การฉีดฟิลเลอร์จะใช้เวลาไม่นาน หรือประมาณ 15 – 30 นาที ได้ผลรวดเร็วทันใจเมื่อฉีดแล้วจะพบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังฉีดทันที และจะยิ่งเห็นผลชัดที่สุดในวันที่ 5 ของการฉีด โดยสามารถอยู่ได้นานถึง 6 เดือน หรือขึ้นอยู่กับผิวหน้าของแต่ละคน และกิจกรรมที่ทำหลังฉีดด้วย เมื่อเราได้ทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ และทราบแล้วว่าฟิลเลอร์มีกี่ชนิด ต่อไปเราก็จะมาดูว่า ส่วนไหนบนใบหน้าที่เราไม่พอใจ และเป็นส่วนที่สามารถเติมฟิลเลอร์ได้หรือไม่

ฟิลเลอร์คาง และ ฟิลเลอร์ขมับ

ส่วนแรกที่เราจะมาดูกันคือคางและขมับ หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่พอใจที่รูปหน้าดูสั้นไป  ถ่ายรูปออกมาแล้วหน้าดูอวบไป หน้าไม่มีมิติเพราะกลมเกินไป โหนกแก้มดูสูงไม่ได้ดั่งใจ ฟิลเลอร์คางและขมับจะช่วยคุณได้ ขมับและคางเป็นจุดที่ค่อนข้างแข็ง เหมาะกับฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm Voluma เพราะเป็นฟิลเลอร์ที่โมเลกุลมีความคงตัว จึงเหมาะที่จะนำมาเติมบริเวณที่มีความแข็งสูง และความแข็งนี้จะสามารถปั้นคางให้เป็นทรงต่าง ๆ ตามความต้องการได้ ส่วนขมับก็เช่นกันหากมีน้ำมีนวลขึ้นจะช่วยลบส่วนโหนกที่ดูสูง แต่ทำให้ใบหน้าช่วงบนมีน้ำมีนวลและส่วนล่างดูเรียวขึ้นได้ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับสาวหน้ากลม

ฟิลเลอร์ปาก

สิ่งสำคัญที่จะช่วยปรับรูปหน้าเราจากการฉีดฟิลเลอร์ปากคือ เมื่อเราอายุมากขึ้นริมฝีปากของเราจะบางลง ไม่อิ่มเอิบ เห็นริ้วรอยได้ง่าย ดูมีอายุ หากมีริมฝีปากที่อ่อนนุ่ม อิ่มเอิบ จะดูสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์ นอกจากนั้นการปรับรูปปากจะสัมพันธ์กับเวลายิ้ม สามารถทำให้การยิ้มของเราเปลี่ยนแปลงไปได้ ช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาที่พูด ยิ้ม พบปะผู้คน นอกจากนั้นถ้าริมฝีปากเราบาง ผิวหนังรอบ ๆ แห้ง เป็นเส้นริ้วรอย ไม่สวย จะดูมีอายุได้ง่าย การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยแก้ปัญหาปากเป็นร่อง ปากแห้ง ให้สวย อวบอิ่ม ชุ่มชื้นขึ้น เมื่อริมฝีปากอิ่มสวยและก็จะช่วยให้เราทาลิปสติกสนุกขึ้นได้ เพราะลิปสติกจะไม่ตกร่องบนริมฝีปากอีกต่อไป

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฟิลเลอร์ร่องแก้มเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึก ทำให้แก้มดูตอบ หน้าโทรม ไม่สดใส หรือคนที่มีอายุมากทำให้ผิวหน้าของเราเหี่ยวลง ก็เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แนะนำให้ใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm Ultra Plus เพราะรุ่นนี้มีลักษณะโมเลกุลที่นุ่ม ฟู สามารถเติมเต็มร่องต่าง ๆ ได้ดี จะทำให้ใบหน้าเต็มอิ่ม ดูเด็กได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้ง จะช่วยแก้ปัญหาแก้มตอบเพราะฟิลเลอร์จะเติมเต็มร่องแก้มให้อิ่มเต็มขึ้น ใบหน้าจึงสวยมีมิติมากขึ้น

ฟิลเลอร์จมูก

การฉีดฟิลเลอร์จมูกเป็นอีกหนึ่งวิธียอดนิยม ที่ช่วยเสริมจมูกให้ดูเป็นธรรมชาติ โดยการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์เข้าไปที่บริเวณสันจมูกหรือเนื้อจมูและทำให้จมูกให้ดูโด่งมากขึ้น ข้อดีก็คือดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องห่วงเรื่องซิลิโคนที่เสริมจมูกเพราะในบางครั้งซิลิโคนที่เสริมจมูกอาจจะทำออกมาแล้วไม่รับรับเนื้อจมูกทำให้ทะลุออกมานอกผิวหนังก็ได้ นอกจากนี้การฉีดฟิลเลอร์ก็ยังสามารถ เอาออกก็สามารถฉีดออกได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด  สารฟิลเลอร์จะสลายไปเอง ภายใน 4 – 6 เดือนโดยไม่เป็นอันตรายกับร่างกายแต่อย่างใด

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์จมูก็มีไม่น้อยเช่นกัน เพราะจมูกถือเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดอยู่มาก ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนฉีด หากผู้ฉีดไม่มีความเชี่ยวชาญมากพออาจทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนจนทำให้จมูกเบี้ยว หรืออาจฉีดเข้าไปผิดจุดจนทำให้สารฟิลเลอร์เข้าไปทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดจนตาบอดได้ ดังนั้นก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์จมูกควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเพื่อความปลอดภัย

ฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดฟิลเลอร์ตาจะเห็นผลได้ชัดกับผู้ที่มีใต้ตาที่อิดโรย ขอบตาแพนด้า คล้ำ เบ้าลึกโบ๋ หรืออยากเติมเต็มใต้ตาให้ดูฉ่ำเป็นธรรมชาติ ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่แนะนำคือ Restylane Vital Light เพราะฟิลเลอร์รุ่นนี้มีลักษณะโมเลกุลนุ่ม ๆ  เหมาะสำหรับเติมเต็มใต้ตาให้ดูเต็มโดยเฉพาะ ผลคือจะทำให้ใต้ตาไม่แข็ง ไม่เป็นก้อน อีกทั้งยังมีโมเลกุลนุ่มที่เหมาะสมกับการเติมเต็มใต้ตา ให้ได้รูปทรงอย่างที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้ใต้ตาอิ่มกำลังดี แต่ไม่เป็นก้อนแข็ง

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์จะช่วยยกกระชับและปรับรูปหน้าเราให้เต็มและอิ่มน้ำ ดูเป็นธรรมชาติได้
  2. อีกทั้งช่วยผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ หน้าเด็กลง แลดูสุขภาพผิวดี เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำได้ดี เมื่อใต้ผิวเรามีน้ำเยอะก็จะทำให้ผิวเราดูอวบอิ่มสุขภาพดีได้เช่นกัน ดังนั้นหลังฉีดฟิลเลอร์จะแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อผลลัพธ์ที่คงรูปได้นานและสวยงาม
  3. ฟิลเลอร์จะช่วยแก้ไขจุดบกพร่องบนในหน้าได้ เช่น ปัญหาร่องใต้ตา แก้มตอบ ปากบาง คางสั้น เป็นต้น
  4. ใช้เวลาไม่นานประมาณ 30 – 45 นาทีในการฉีดเท่านั้น
  5. เห็นผลหลังจากทำทันทีและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่ต้องวางยาสลบ

ข้อจำกัดหรือข้อเสียของฟิลเลอร์

  1. หากท่านใดมีอาการแพ้ยาชาแบบแปะหรือแบบทา จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมยาชาแบบ อื่นแทน และถ้ามีการแพ้ยาชาจริง ๆ ก็อาจมีความจำเป็นต้องฉีดแบบไม่มียาชา
  2. สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร และผู้ที่มีเลือดออกและหยุดยาก ควรหลีกเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ เพราะถ้าเลือดหลุดยากอาจส่งผลให้มีการเลือดออกใต้ชั้นผิวหนังได้
  3. ในท้องตลาดมี ฟิลเลอร์ ( Filler ) ออกมาวางจำหน่ายหลายเจ้าด้วยกัน ไม่ควรเลือกฟิลเลอร์จากแค่ราคาถูกเท่านั้น เพราะหากพลาดเจอของที่ไม่มีมาตรฐานหรือของปลอม อาจทำให้เกิดอันตรายต่อใบหน้า มีผลให้ใบหน้าผิดรูป ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาคลินิกที่ได้มาตรฐานก่อนทำการฉีด

 

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานไหม ต้องฉีดยี่ห้อไหนถึงจะดี

ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์ เป็นเทคโนโลยีเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีฟิลเลอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็จะมีรุ่นย่อย ๆ ให้เลือกใช้หลายชนิดรวมถึงแต่ละยี่ห้อก็จะมีระยะเวลาการอยู่ตัวของฟิลเลอร์ด้วยว่าอยู่ได้นานแค่ไหน วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่าแล้วฟิลเลอร์คืออะไร ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน ฟิลเลอร์คือ สารเติมเต็มผิว ที่ชื่อว่าไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ “HA” จะช่วยเติมเต็มใต้ชั้นผิว หรือช่วยเสริมในชั้นผิวหนังแม้กระทั่งใต้ผิวหนัง เราสามารถใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มในส่วนที่เป็นร่องลึก ให้กลับมาดูอวบอิ่ม เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ลงได้

หลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้วจะอยู่ได้นานแค่ไหน

โดยมาตรฐานของฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ จะมีอายุอยู่ได้ 8 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของสาร Hyaluronic Acid และรูปแบบการผลิต ว่าได้รับมาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยาหรือไม่ จำเป็นต้องเป็นสารที่เลียนแบบสารตามธรรมชาติ ต้องสามารถย่อยสลายได้เอง ตามกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกายและไม่มีการทิ้งสารตกค้างในร่างกาย อีกสิ่งที่ควรจะต้องระวังคือ ฟิลเลอร์ปลอม หรือ ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์รูปแบบนี้จะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง

คุณสมบัติของฟิลเลอร์ที่ควรทราบ

  1. ความแข็ง (Elasticity)

เราจะใช้ฟิลเลอร์ที่มีความแข็งในการปรับโยกโครงหน้าให้สูงขึ้น เพราะต้องฉีดเข้าไปถึงโครงหน้าในชั้นกระดูก ใช้ร่วมกับเทคนิคการฉีดแนวตั้ง ดังนั้นฟิลเลอร์จำเป็นต้องมีความทนต่อแรงกดในแนวตั้งอย่างมาก โดยเทคนิคดังกว่าจะใช้ในการฉีดคาง และจมูก เป็นต้น

  1. ความยืดหยุ่น (Plasticity Cohesiveness)

ความยืดหยุ่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการเลือกฟิลเลอร์ เพราะจุดที่จำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นสูงอย่าง ร่องแก้ม มุมปาก ข้างแก้ม ฟิลเลอร์ที่เราเลือกจำเป็นต้องทนต่อแรงบิดในแนวนอนได้ และทนต่อการขยับบ่อย ๆ ได้

  1. ความกระจายตัว (Tissue Integration)

คุณสมบัตินี้จำเป็นมากต่อคนที่มีผิวบางหรือผิวแห้ง เพราะเป็นคุณสมบัติที่ช่วยสมานผิวที่อยู่รอบ ๆ ฟิลเลอร์ที่เราฉีดไป จะทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปไม่จับตัวกันเป็นก้อน เรียบเนียนไปกับผิว

  1. ค่าความอุ้มน้ำ (Water holding)เราสามารถแบ่งความฟูของฟิลเลอร์ได้เป็น 2 ระดับด้วยกัน ระดับแรกคือ ฟูมาก คือฟิลเลอร์ที่มีค่าการอุ้มน้ำสูง ถ้าเราดื่มน้ำมากฟิลเลอร์ก็จะฟูมากเช่น ฉีดแค่ 1ซีซี ก็สามารถฟูได้ถึง 1.5ซีซี เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัด การดื่มน้ำช่วยก็จะได้ผลมาก เหมาะกับส่วนที่ต้องการการฟูมากเช่น ร่องแก้ม และขมับ แบบที่สองคือฟูน้อย แบบนี้ค่าการอุ้มน้ำน้อยกว่า เหมาะกับส่วนที่ไม่ต้องการความบวมหรืออิ่มน้ำมากเกินไป เช่น ใต้ตา เพราะไม่อย่างนั้นดูทำให้ดูตาบวม

     

  2. จำนวนการเชื่อมพันธะ (Crosslink)

ยี่ห้อที่เด่นด้านจำนวนการเชื่อมพันธะของฟิลเลอร์ คือ Juvederm ใช้ crosslink ที่มีประสิทธิภาพสูง (Vycross) อยู่ได้นานและปลอดภัย เป็นเนื้อเจลไม่เป็นเม็ด จำนวนการเชื่อมพันธะจะช่วยให้ทนต่อแรงบิดแนวนอนได้ มีค่าการกระจายตัวปานกลางเหมาะกับผิวบริเวณที่ต้องขยับบ่อย ๆ ฟิลเลอร์ที่มีจำนวนพันธะเยอะขึ้น จะอยู่ได้นานขึ้น ฟูน้อยลง และอุ้มน้ำได้น้อยลง แต่ถ้าปริมาณ crosslink เยอะเกินไปคือจะส่งผลให้สลายยากและเกิดการแพ้ได้ง่าย และหากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป จะมีโอกาสเกิดพังผืดหรือจับกันเป็นก้อนได้ ซึ่งจะพบได้ในฟิลเลอร์ที่มาตรฐานต่ำ, ฟิลเลอร์ปลอมจากจีน, ฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ผ่านมาตรฐานองค์การอาหารและยา

  1. ขนาดของเม็ดฟิลเลอร์ (Particle size)

ขนาดฟิลเลอร์แบ่งได้เป็น 2 ขนาดหลัก ๆ คือเม็ดเล็กและเม็ดใหญ่ ซึ่งแต่ล่ะแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ฟิลเลอร์ที่เม็ดใหญ่ก็จะอยู่ได้นาน และมีค่าความแข็งที่สูง การกระจายตัวต่ำ ยกหน้าชั้นที่อยู่ลึกได้ดี แต่จะไม่ทนต่อแรงบิดในแนวนอน ดังนั้นไม่ควรฉีดบริเวณที่มีการขยับบ่อย เพราะจะทำให้เม็ดฟิลเลอร์แตกตัวสลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ และสลายได้รวดเร็ว ยี่ห้อ Restylane จะโดดเด่นในด้านนี้ โดยจะทำงานร่วมกับ เทคนิคการม้วนขดเส้นใยลิขสิทธิ์เฉพาะของ Restylane เท่านั้น

ตำแหน่งที่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ และประมาณที่ควรใช้

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา : ช่วยลดความหมองคล้ำ เบ้าตาแพนด้า หรือเบาตาที่ลึกเกินไป ปริมาณที่ควรใช้เติมใต้ตาคือ 1-3 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์คาง : ปรับรูปหน้าให้เรียวยาวขึ้นและมีมิติ ปริมาณที่ควรใช้เติมคางคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้มตอบ : ลดรอยเหี่ยวย่นที่ร่องแก้มลง และเพิ่มเนื้อบริเวณแก้ม ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ปริมาณที่ควรใช้เติมร่องใต้มุมปากคือ 1-2 ml., เติมแก้ม แก้มตอบคือ 2-4 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์จมูก : เสริมความสูงของจมูกให้โด่งได้รูปแบบที่ต้องการ ปริมาณที่ควรใช้เติมจมูกคือ 1 ml., สำหรับจมูกหยดน้ำคือ 1 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก : ช่วยให้ใบหน้าดูเต่งตึง ไร้ริ้วรอย ปริมาณที่ควรใช้เติมหน้าผากคือ 4-6 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ปาก : ทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มมีน้ำมีนวล แก้ไข้อาการบกพร่อง เช่น ปากบางหรือปากเบี้ยวได้ ปริมาณที่ควรใช้เติมปากอวบอิ่มคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ขมับ : ทำให้โหนกแก้มดูยุบและหน้าดูหวานขึ้น ปริมาณที่ใช้เติมขมับคือ 2-3 ml.

การฉีดฟิลเลอร์หรือการรักษาโดยใช้ฟิลเลอร์แต่ละจุดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาบนใบหน้าของแต่ละบุคคล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าในแต่ละตำแหน่ง ควรใช้ปริมาณฟิลเลอร์เท่าไหร่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของคนไข้และปัญหาที่ต้องการแก้ไขเช่นกัน ทั้งนี้ปริมาณดังกล่าวเป็นปริมาณโดยประมาณเท่านั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง

ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองในประเทศไทย(อย.ไทย)

ฟิลเลอร์ในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด หลายรุ่น หลายราคาด้วยกัน แต่มีไม่กี่ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมและผ่านการรับรองจากจากองค์กรอาหารและยาของประเทศไทย และฟิลเลอร์แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันออกไป ข้อสำคัญคือก่อนฉีดทุกครั้งต้องปรึกษาแพทย์และเลือกแบบฟิลเลอร์ให้เหมาะกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข

  • Juvederm ฟิลเลอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา รับประกันคุณภาพมายาวนาน ตัวฟิลเลอร์ของยี่ห้อนี้ มีจะหลายรุ่นให้เลือก ตามความเหมาะสมของแต่ละส่วนบนใบหน้า
  • Ultra/ Ultra plus เป็น 2 รุ่น ที่ให้ความเข้มข้นของสารไฮยาลูรอนิค แอซิดสูง เหมาะในการเติมเต็มในตำแหน่งที่ต้องการปริมาตรมาก เช่น ขมับ แก้มตอบ แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มเทคโนโลยีแบบเก่า จึงมีอายุสั้นกว่าแบบอื่น ๆ อยู่ได้เพียง 1 ปี ถึง ปีครึ่ง
  • Voluma filler เน้นใช้กับคาง ขมับ หรือการฉีดยกกระชับใบหน้า
  • Volift filler ใช้สำหรับแก้ไขริ้วรอยร่องลึก ที่เกิดจากสภาวะแก่ก่อนวัย
  • Vobella filler ใช้สำหรับ ฉีดใต้ตา ฉีดปากอวบอิ่ม เมื่อนำมาใช้ฉีดแล้วจะทำให้ได้ใต้ตาที่ดูสวยเป็นธรรมชาติ
  • Volite filler ใช้สำหรับเติมความยืดหยุ่นให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น และลดรอยยับบนใบหน้า
  • Perfectha filler new generationจากประเทศฝรั่งเศส ผ่านการตรวจรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศไทย และต่างประเทศ
  • Belotero fillerหรือ colorful filler จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้รับความนิยมอย่างมาก ราคาไม่แพง
  • Restylanefiller จากประเทศสวีเดน เป็นอีกยี่ห้อที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก มี หลายรุ่นให้เลือก ขึ้นอยู่กับแต่ละตำแหน่งปัญหา
  • Neuramis filler จากประเทศเกาหลี ราคาประหยัด ผ่านการรับรองในประเทศไทยแล้ว
  • Revanesse fillerจากประเทศแคนนาดา เทคโนโลยีการผลิต Thixofix technology ผ่านการรับรองในประเทศไทยแล้ว

คำแนะนำทุกครั้งก่อนฉีดฟิลเลอร์คือต้องเป็นยี่ห้อที่ได้มาตรฐานและศึกษารีวิวของแพทย์และคลินิกที่ไว้ใจ ก่อนแกะกล่องแพทย์จะต้องแกะตรงหน้าทุกครั้ง ฉีดเสร็จต้องสามารถถ่ายรูปหรือนำกล่องกลับบ้านเพื่อนำไปตรวจสอบเลข Lot กับบริษัทที่นำเข้าได้ เพื่อความปลอดภัย

หน้าสวย เรียวได้ ด้วยฟิลเลอร์คาง

หลายคนคงมีปัญหาเรื่องหน้าที่ไม่ได้รูป รู้สึกคางสั้นไป ถ่ายรูปออกมาแล้วดูหน้าอ้วน ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ไม่อยากออกกล้อง ทั้ง ๆ ที่อุส่าแบกชุดสวยกับกล้องตัวใหม่ไปเที่ยวด้วยทั้งที อีกหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ถ้าอยากทำคางให้ยาวกว่านี้คงหนีไม่พ้นการศัลยกรรมเป็นแน่ อยากจะทุบหน้าแต่ก็กลัวเจ็บ ไหนจะค่าใช้จ่ายแพง ๆ หรือจะต้องบินไปทำสวยถึงเกาหลีก็คงจะไม่ไหว วันนี้เรามีทางออกให้คุณแล้วค่ะ คิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยิน การทำฟิลเลอร์คางมาบ้าง แต่วันนี้เราจะให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์คางให้ดีมากกว่าขึ้นกว่าเดิมจากบทความนี้ค่ะ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ?

ฟิลเลอร์คือสารสกัดจากธรรมชาติประเภท Hyaluronic Acid (ไฮยาลูรอนิค แอซิด) มีฤทธิ์เป็นสารเติมเต็ม สามารถฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูสมมาตรหรือเรียกว่า V shape (วี-เชป) ได้ นอกจากนั้นจาก Hyaluronic Acid ยังช่วยให้ผิวเต่งตึง ยกกระชับผิว ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงได้อีกด้วย หากเราฉีดด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและคุณหมอที่เชี่ยวชาญ การฉีดฟิลเลอร์คางของเราก็จะไม่น่ากลัวเลย อีกทั้งยังได้ผลลัพธ์ดีไม่แพ้การผ่าตัดศัลยกรรมอีกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ยังใช้เวลารวดเร็ว ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่มีความจำเป็นที่ต้องพักฟื้นทีโรงพยาบาลอีกด้วย ฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปีขึ้นอยู่กับคุณภาพของยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เราใช้ ฟิลเลอร์ที่สลายไปแล้วจะไม่มีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย และยังสามารถฉีดเพิ่มเติมได้เรื่อย ๆ แต่แนะนำให้ทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการ

ฉีดฟิลเลอร์คางที่ไหนดี

สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรกับใบหน้าเราคือ การศึกษาเลือกสถานที่และแพทย์ที่จะทำว่ามีความชำนาญแค่ไหนและคลินิกได้มาตราฐานหรือไม่ โดยสังเกตได้จากลักษณะต่อไปนี้

  1. เลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในงานหัตถกรรมด้านนี้ เพราะการทำศัลยกรรมคืองานหัตถกรรมที่ละเอียดอ่อน ถ้าผิดพลาดไปเราอาจจะไม่กล้าโชว์หน้าสวย ๆ  อีกก็เป็นได้ ดังนั้นการเลือกแพทย์ที่มีความถนัดเฉพาะด้านจึงสำคัญมาก เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามได้รูปเป็นธรรมชาติ

  1. เลือกคลินิกที่มีชื่อเสียง

คลินิกที่เลือกจำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข และควรศึกษาผ่านเว็ปไซต์ช่องทางต่าง ๆ  ศึกษาว่าคลินิกมีกรณีหรือเคสที่มีปัญหาหรือไม่ และในแต่ละเคสคลินิกมีการแก้ปัญหาอย่างไร หาภาพเปรียบเทียบผลงานก่อนและหลังทำหัตถกรรมของคลินิกนั้น ๆ

  1. หมั่นดูรีวิวและสอบถามผู้มีประสบการณ์มาก่อน

การสอบถามผู้ที่มีประสอบการการฉีดคางมาก่อนนั้น ถือว่าช่วยได้มากเพราะจำทำให้เรารู้ว่าจุดไหนที่ควรระวัง แพทย์และคลินิกไหนมีชื่อเสียง สามารถไปตามได้ไหม เพราะการที่เคยมีคนไปก่อนแล้วจะทำให้เรามั่นใจและเชื่อมั่นในคลินิกนั้นได้มากขึ้น อีกทั้งเราสามารถดูงานจากใบหน้าผู้ที่เราสอบถามได้กับตา ยิ่งถ้าเป็นคนสนิทเราก็ควรจะลองสัมผัสว่าเนื้อฟิลเลอร์ที่ถูกฉีดเข้ามาบนใบหน้าเรานั้นเป็นแบบที่เราต้องการหรือไม่ และคนสนิทจะสามารถพูดถึงข้อดีและข้อเสียได้แบบจริงใจด้วย

ข้อดีข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น การทำฟิลเลอร์ก็เช่นกัน

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์คาง

  • การฉีดฟิลเลอร์คางเหมาะกับคนที่ต้องการใบหน้าที่เรียวสวยแบบเร่งด่วน เพราะใช้เวลาไม่นาน แต่ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว พอฉีดเสร็จก็จะได้ใบหน้าเรียวยาว สวยทันที อาจจะมีรอยเข็มใต้คางเล็กน้อยแต่ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ก็จะหายไปแล้ว
  • ไม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล เพราะจะใช้เพียงแค่เข็มฉีดเข้าไปใต้คางเท่านั้น ไม่มีการเปิดแผลหรือการลงมีดบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเราไม่ต้องนอนพักหรือนอนเตรียมตัวที่โรงพยาบาลเลย ฉีดเสร็จเดินกลับบ้านพร้อมคางใหม่ไฉไลกว่าเดิม
  • สามารถปรับแก้ฟิลเลอร์คางได้ตลอดเวลา เพราะหากเยอะเกินไปจะมีสารสลายฟิลเลอร์ ฉีดลงไปเพื่อย่อยสลายบางส่วนออกได้ทันที หากน้อยเกินไปก็เดิมได้ตลอดเวลา
  • การฉีดฟิลเลอร์จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดเสริมคาง หากให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีเทคนิคดีๆ ก็จะได้คางที่ธรรมชาติมากๆ และควรใช้ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานร่วมกันด้วย เพราะฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานจะไม่ทำให้ค้างย้อย หรือ ไหลจนผิดรูป
  • ฟิลเลอร์สามารถย่อยสลายได้แต่ไม่ทำให้เนื้อคางผิดรูปหรือหนังคางยืดย้วยห้อยลงมาแต่อย่างใด และเมื่อฟิลเลอร์หมดไปแล้วก็สามารถฉีดใหม่ได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

  • ฟิลเลอร์มีอายุเพียง 1 – 2 ปี เท่านั้น ทำให้ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลามาเติมบ่อยๆ
  • หากฉีดโดยแพทย์ที่ไม่เชียวชาญ อาจจะมีผลให้คางผิดรูปได้เพราะถ้าฉีดไปโดนกล้ามเนื้อที่สำคัญ จะทำให้ฟิลเลอร์เกาะกันเป็นก้อนได้ และถ้าฉีดไม่ลึกพอ ฟิลเลอร์ก็จะถูกกล้ามเนื้อดึงมารวมกันทำให้เวลาพูดหรือยิ้ม เห็นฟิลเลอร์เป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ วิธีแก้คือต้องฉีดเข้าไปสลายฟิลเลอร์ที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้นก่อน แล้วค่อยฉีดฟิลเลอร์ใหม่ แต่หากยังไม่ได้ผลอีกก็จำเป็นต้องฉีดโบท็อกเข้าที่กล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อมาดึงฟิลเลอร์และจับกันเป็นก้อนอีก

การเลือกฟิลเลอร์แท้ทำอย่างไร

การศึกษาและรู้จักฟิลเลอร์แท้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลเสียของฟิลเลอร์ปลอมย่อมมีมากไม่แพ้ข้อดีของฟิลเลอร์แน่นอน ฟิลเลอร์ปลอมจะย่อยสลายเร็วอยู่ได้ไม่นานก็จะหายไป นอกจากนั้นยังย้อย เป็นก้อนแข็งด้วย ของปลอมที่เราพอเจอบ่อยๆคือ ของที่ลักลอบนำเข้าไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน เราจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องศึกษาการดูฟิลเลอร์ของแท้ ยี่ห้อฟิลเลอร์แท้ที่พบเจอได้บ่อย ได้แก่ Perfectha subskin, Juvederm UltraPlusXC, Juvedrem Voluma, Juvedrem Vobella, Restylane และ Restylane Perlane Lyft เป็นต้น หากพบเห็นว่าเป็นชื่อเหล่านี้มั่นใจได้เลยว่าเป็นของแท้แน่นอน

วิธีการดูฟิลเลอร์ของแท้

  • มีป้ายภาษาไทยหรือมีเอกสารกำกับภาษาไทยอยู่ในกล่อง
  • มีเลข Lot ที่กล่อง, ซอง, สติกเกอร์, หลอดเป็นเลขเดียวกัน
  • กล่องไม่ถูกเปิดใช้งานมาก่อนและมีสติกเกอร์ซีลปิดบริเวณปากกล่อง
  • โดยที่เราสามารถโทรไปสอบถามเลข Lot ได้กับบริษัทที่ผลิตหรือนำเข้า

การดูแลตัวเองหลังฉีดคาง

การดูแลตัวเองหลังจากฉีดคางเป็นอีกหนึ่งเรืองที่สำคัญ จริง ๆ แล้วจะใช้เวลาที่ฟิลเลอร์เซตตัวไม่นาน ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ก็สามารถใช้ชีวิตแบบไม่ต้องระวังได้แล้ว

  1. พยายามหลีกลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวกับความร้อน เช่น การเข้าซาวน่า การไดร์ผม หรือการทำอาหารหน้าเตาร้อน ๆ เป็นต้น เพราะกิจกรรมเหล่านั้นส่งผลให้ผิวมีการหดและขยายตัว มีผลกับการจัดรูปของฟิลเลอร์ได้
  2. งดการออกกำลังกายประมาณ 48 ชั่วโมง การออกกำลังการทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง นอกจากนั้นยังทำให้ร่างกายเสียน้ำ ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื่น และการเคลื่อนไวที่รุนแรงอาจทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปด้วย
  3. ควรระวังท่าในการนอน โดยเฉพาะการนอนคว่ำหน้าเพราะคางอาจจะไปเคยกับหมอนทำให้คางเสียรูปได้
  4. หลีกเลี่ยงการสวมหมวกกันน็อคที่รัดแน่น เพราะจะทำให้คางเสียรูป
  5. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือการสัมผัสใบหน้า เพราะจังหวะที่เราจับหน้าเราอาจจะกะน้ำหนักมือไม่ดี และทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะช่วยให้หลาย ๆ ท่านตัดสินใจในการฉีดฟิลเลอร์คางได้ไม่มากก็น้อย การฉีดฟิลเลอร์ไม่มีความเสี่ยงเพียงแต่ต้องหาข้อมูลเยอะ ๆ อ่านรีวิวและสอบถามจากผู้มีประสบการณ์ พกความกล้าเดินเข้าคลินิกและออกมาพร้อมกับใบหน้าเรียวยาว อย่างเป็นธรรมชาติได้เลย

 

 

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ เราควรทำตัวอย่างไร ?

อายุอาจจะเป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่คงไม่มีใครอยากให้ใบหน้าของตัวเองบอกอายุที่แท้จริงเช่นกัน ในปัจจุบันการยกกระชับใบหน้ามีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ การฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในวิธีกำลังเป็นที่นิยม เพราะใช้เวลาน้อยและเห็นผลได้ชัดเจน หลายคนอาจจะยังกังวลว่าไปฉีดมาแล้วเราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรหลังฉีด มีกิจกรรมใดบ้างที่เราควรหรือไม่ควรทำ มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ค่ะ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร

ฟิลเลอร์คือ สารที่ช่วยเติมเต็ม ชื่อทางการแพทย์คือ  Hyaluronic acid หรือ HA ซึ่งสกัดได้จากธรรมชาติมีความปลอดภัยสูง ใช้ฉีดใต้ผิวหนังหรือในชั้นผิวหนัง มีสรรพคุณช่วยให้ในหน้าเต่งตึง ร่องลึกและริ้วรอยตื้นขึ้น มีน้ำมีนวลมากขึ้น นอกจากนั้น ฟิลเลอร์บางชนิดยังมีใยคอลลาเจนเมื่อฉีดเข้าไปในผิวหนังจะทำให้ดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์แบบเป็นธรรมชาติขึ้นด้วย

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์คือ การใช้สารเติมเต็มฉีดเข้าไปในบริเวณต่างๆบนใบหน้า เพื่อทำให้ร่องลึก ริ้วรอยตามจุดต่าง ๆ บริเวณใบหน้าดูเต็มและอิ่มเป็นธรรมชาติ  บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ส่วนมากคือ หน้าฝาก รอบดวงตา ร่องลึกริมฝีปาก นอกจากนั้นยังช่วยปรับแต่งรูปหน้า เช่น เติมร่องแก้มให้ดูอวบอิ่ม และปรับรูปริมฝีปากให้เต็มขึ้น ปรับรูปจมูกให้โด่งขึ้น และช่วยเรื่องการกระชับฟื้นฟูผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง อิ่มน้ำได้เช่นกัน

วิธีการฉีดฟิลเลอร์

ก่อนทำการฉีดฟิลเลอร์แพทย์อาจมีการทายาชาบริเวณนั้น ๆ ประมาณ 30 นาทีก่อนฉีด หลังจากทำการฉีดสารฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณหน้าแล้วจำมีการนวด คลึงขึ้นรูปในบริเวณที่ทำการรักษา จึงจะทำหลังการฉีดให้ผิวหนังบริเวณนั้นจะมีอาการแดงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายในเวลา 2 – 3 วัน

การดูแลตนเองหลังฉีดฟิลเลอร์

สามารถแบ่งออกได้เป็น 10 ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน

  1. หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด

หลายท่านที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์มาอาจจะเจอกับปัญหาอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีดไป อยากให้ทุกท่านอย่าพึ่งตกใจเพราะอาการบวมแดงที่ท่านเห็นนั้น เป็นผลข้างเคียงของการคลึงหรือกดเพื่อจัดรูป และรอยเข็มฉีดเข้าผัวหนังในระหว่างการฉีดฟิลเลอร์ ปล่อยทิ้งไว้อาการบวมแดงเหล่านั้นจะหายไปได้เองภายใน 3 – 4 วัน แต่หากยังไม่หายควรรีบไปปรึกษาแพทย์

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์มา

เพราะการสัมผัสบริเวณดังกล่าวอาจจะทำให้ใบหน้าเสียรูปได้ การสัมผัสนี้รวมไปถึง การนวด กด ปั้น ด้วย นอกจากนั้นต้องเลี่ยงการเท้าคางหรือสวมหมวกนิรภัยที่แน่ๆเป็นเวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบบางชนิด

แน่นอนว่าหลังการฉีดฟิลเลอร์จะต้องมีอาการปวด แต่ก่อนจะทานยาแก้ปวด ขอให้พลิกกลับไปอ่านฉลากยาสักนิดว่ายาที่ทำกำลังจะทาน มีส่วนผสมของแอสไพริน หรือ ไอบูโรเพน อยู่หรือไม่ เพราะยาที่มีส่วนผสมดังกล่าว จะทำให้เลือดหยุดไหลช้า ถ้าไม่แน่ใจแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หากมีประวัติกาแพ้ยาควรแจ้งแพทย์ให้ทราบล่วงหน้าเช่นกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรงดการใช้ยาดังกล่าวเป็นเวลา 1 อาทิตย์

  1. หลีกเลี่ยงวิตามิน หรือ อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้

วิตามินที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ ได้แก่ วิตามินอี กิงโกะหรือสารสกัดจากแปะก๊วย โสม น้ำมันพริมโรส และกระเทียม ทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ ไม่ได้มีผลร้ายกับสารฟิลเลอร์แต่อย่างใด แต่สารเหล่านั้นทำให้คนไข้เสี่ยงกับสภาวะช้ำง่ายกว่าปกติ นอกจากนั้นสารสกัดการผลไม้เช่น Retinoids BHA และ AHA ก็อาจะทำให้เกิดความระคายเคืองกับผิวได้เช่นกัน จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นการชั่วคราวไปก่อน

  1. ห้ามนอนราบหลังฉีดฟิลเลอร์

เพราะการนอนราบหลังฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปได้ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง นอกจากนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหน้าใน 2 สัปดาห์แรกเช่นกัน เพราะคางอาจจะไปเกยหมอน เกิดการกดทับทรงคางได้ แต่ไม่มีข้อห้ามสำหรับการนอนตะแคง แต่ทั้งนี้หลังจากฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ควรจะระมัดระวังเรื่องการนอนสัปดาห์แรกเป็นอย่างมาก

  1. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

สารที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์เป็นสารที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี ดังนั้นการดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้ฟิลเลอร์อุ้มน้ำและดูเป็นธรรมชาติ แพทย์จึงแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 – 10 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อผลลัพธ์ที่คงทนและสวยงามดูเป็นธรรมชาติ

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน และแสงแดด

หลังทำฟิลเลอร์ 48 ชั่วโมงแรกแพทย์จะแนะนำว่า ไม่ควรอยูใกล้กับบริเวรหรือกิจกรรมที่มีความร้อนสูง เช่น การทำเลเซอร์ การใช้ไดร์เป่าผม ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น การอยู่หน้าเตาหมูปิ้ง เตากระทะ และเข้าซาวน่า เป็นต้น เพราะความร้อนสูงๆจะทำให้ ผิวมีการกดและขยายตัว ทำให้ส่งผลต่อการจัดรูปของฟิลเลอร์ได้ นอกจากนั้นความร้อนจะทำให้ผิวบริเวณที่โดนเข็มทิ่มมาหลาย ๆ รูบนใบหน้าระคายเคืองและเกิดรอยแดงได้ และห้ามลืมทาครีมกันแดดทุก ๆ วันหลังฉีดฟิลเลอร์ด้วย

  1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรเลี่ยงหลังการฉีดฟิลเลอร์คือ การออกกำลัง เพราะเวลาที่เราออกกำลังกาย มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง เช่น ยกดัมเบลโดนหน้า ลื่นล้มจากเครื่องวิ่งหน้าฟาดพื้น เป็นต้น และการออกกำลังกายจะทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำ ส่งผลให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นอีกด้วย การเคลื่อนไหวที่รุนแรงอาจทำให้สารฟิลเลอร์เสียรูปด้วยเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการดังกล่าวเราจึงควรหลีกเลี่ยง การออกกำลังกายอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพราะเป็นเวลาเซตตัวของฟิลเลอร์

  1. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าและครีมบำรุงหลังฉีดฟิลเลอร์

เนื่องจากการแต่งหน้าและลงครีมบำรุงเราจำเป็นต้องใช้มือในการสัมผัสบริเวณใบหน้าซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จำสัมผัสไปโดนบริเวณที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์มา รวมถึงถ้าเรากะน้ำหนักมือไม่ดี อาจจะทำให้สัมผัสไปโดนฟิลเลอร์ทำให้เสียรูประหว่างการเซตตัวได้ ดังนั้นควรเลี่ยงการแต่งหน้าและทาครีมอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

ไม่ใช่เพราะแอลกอฮอล์มีผลโดยตรงต่อสารฟิลเลอร์ แต่แอลกอฮอล์ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีและทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ใบหน้าของคนไข้บางท่านรู้สึกตึง ๆ บวม ๆ ทำให้เกิดความกังวลว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดไปมีอาการอักเสบหรือไม่ นอกจากนั้นเมื่อดื่มแอลกอฮอล์แล้วอาจทำให้ท่านขาดสติในการคุมตัวเองและเผลอไปสัมผัสเอามือไปกดทับ หรือเท้าคาง บริเวณที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์ไปได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์อย่างต่ำ 3 – 7 วัน การสูบบุหรี่ก็เช่นกัน อาจจะส่งผลให้ปากที่ถูกจัดมาอย่างประณีตเสียรูปได้รวมถึงการจูบ เช่นกัน ดังนั้นควรงดกิจกรรมดังกล่าว เป็นเวลาอย่างน้อย 2 – 3 วัน

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์

ปัจจุบันมีสารหลายตัวที่มีลักษณะคล้ายฟิลเลอร์ โดยยี่ห้อที่เราพบเห็นและนำเข้าอย่างแพร่ในประเทศไทย ยกตัวอย่างได้ดังนี้ Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis ดังนั้นก่อนที่เราจะเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ที่ใดก็ตาม ควรศึกษายี่ห้อที่ทางคลินิกเหล่านั้นนำมาใช้ก่อนเพื่อลดความเสี่ยงการใช้ฟิลเลอร์ปลอมที่ไม่ถูกรับรองตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา อีกหนึ่งข้อควรระวังคือ ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์กับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และผู้มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก

วิธีการตรวจสอบฟิลเลอร์ว่าเป็นของจริงหรือไม่

ฟิลเลอร์ทุกกล่องทุกยี่ห้อจะมีเลข Lot Serial No. อยู่ ซึ่งเลขดังกล่าวจะต้องตรงกันทั้ง หน้ากล่อง ในกล่อง และตัวเข็ม โดยสามารถเช็คเลข Lot Serial No. กับบริษัทที่นำเข้าและทำการผลิตได้ ปกติแล้วแพทย์จะต้องแกะกล่องต่อหน้าคนไข้ เพื่อให้คนไข้สามารถตรวจสอบด้วยตัวเอง

การปฏิบัติตัวหลังจากฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องยากเลย เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของทุก ๆ ท่านอย่างแน่นอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม เป็นธรรมชาติ และความอ่อนวัยที่กลับมา หากท่านยังไม่มั่นใจในช่วงพักฟื้นก็สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยบนใบหน้าเป็นเรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ให้ฟิลเลอร์ช่วยคุณกันเถอะ