ฟิลเลอร์ก็น่าสน ร้อยไหมก็น่าลอง เลือกอันไหนดี

ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ผิวหน้าที่ห้อยย้อย เป็นสิ่งที่เราสามารถขจัดออกไปได้ เพราะในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่เข้ามาช่วยดูแลความสวยความงามของใบหน้าเรา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์หรือการร้อยไหม มั่นในได้ว่าทุก ๆ ท่านต้องเคยได้ยินทั้งสองวิธีกันมาบ้างแล้ว แต่หลาย ๆ ท่านก็อาจจะยังมีข้อสงสัยว่า ทั้งสองวิธีดั่งกล่าวต่างกันอย่างไรและวิธีไหนจะเหมาะกับอายุและผิวหน้าของเรา วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวคือสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นสารที่ใช้แล้วไม่เกิดการแพ้ เพราะเป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก หรือบริเวณแผลที่เป็นหลุม เพื่อเติมเต็มหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวเต่งตึง มีน้ำมีนวล ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ประเภทของฟิลเลอร์

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ วัดจากการอยู่คงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 ปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) คือ สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถเข้ากันกับเนื้อเยื้อบริเวณผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) คือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจำเป็นต้องฉีดสารย่อยสลายหรือขูดออกเท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงหรือเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในไทย Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis โดยฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำคือควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อดีของฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลารวดเร็ว เพียง 30 – 40 นาทีก็เสร็จแล้ว
  2. ไม่มีความจำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลทั้งก่อนและหลังการฉีด เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่การผ่าตัด
  3. ฟิลเลอร์สามารถใช้ในการเติมเต็มจุดบกพร่อง ปรับแก้ส่วนที่ไม่ได้รูป และทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ได้ ในเวลาเดียวกัน ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ และเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากๆ แค่เราทำเพียงครั้งเดียว
  4. การฉัดฟิลเลอร์มีความปลอดภัยสูง แต่ต้องเป็นฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย และได้รับการรับรองที่ได้มาตรฐานจากองค์กรการอาหารและยา
  5. ราคาไม่แพง ราคาในการฉีดต่อครั้งจะวัดเป็น ซีซี(CC) โดยแต่ละจุดจะใช้ปริมาณ 1 ซีซี แต่ละคลินิกก็มีโปรโมชั่นมากมายที่เหมาะกับความต้องการและเงินในกระเป๋าของเราอยู่เป้นประจำ สามารถศึกษาได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ของคลินิก

ข้อเสียของฟิลเลอร์

  1. หากโชคร้ายเจอแพทย์ผู้ไม่เชี่ยวชาญในการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะฉีดผิดจุดและเกิดการบิดเบี้ยวของใบหน้าได้ ทำให้ต้องไปแก้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า
  2. การฉีดฟิลเลอร์ถาวร หรือการฉีก ซิลิโคลนและน้ำมันพาราฟิน จะไม่สามารถสลายเองได้ และมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูง เช่นการจับตัวกันเป็นก้อนและการอักเสบ การเอาออกคือต้องขูดออกเท่านั้น
  3. ฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นหนึ่งเรื่องที่อันตราย เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียง และได้ใบหน้าที่ไม่ตรงตามต้องการ

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี การร้อยไหมจะใช้เส้นไหมละลาย โดยจะใช้ไหมละลายที่มีเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นแผงตาข่ายใต้ชั้นผิวหนังของเรา บริเวณที่ร้อยแผงไหมเข้าไปจะถูกไหมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาก ส่งผลให้มีการสร้างคอลาเจนขึ้นด้วย เพราะเซลล์เส้นเลือดที่เกิดใหม่จะกระตุ้นการสร้างส้นใยคอลลาเจนมาพันรอบแนวเส้นไหม เทคนิคดังกล่าวจึงจะช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว พร้อมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณใต้ผิวหน้าอีกด้วย ทำให้หน้าดูสดใส เปร่งปรั่งและอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. การร้อยไหมรวดเร็วและเห็นผลทันทีหลังทำ แค่ก้าวออกมาก็จะได้ใบหน้าวีเชปอย่างที่เราต้องการ
  2. การร้อยไหมอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปี แต่ใน 6 เดือนแรกอาจจะมีการหย่อนคล้อยลงบ้าง แต่ก็สามารถมาร้อยไหมเพิ่มได้
  3. การร้อยไหมทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดความเปร่งปรั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้
  4. ไหมละลายที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรานั้นจะกระตุ้นช่วยให้เกิดการกระตุ้นใต้ผิวหนัง ทำให้มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ช่วยให้ผิวดูสดใส

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. บนเส้นไหมมีตะขอเล็ก ๆ เกาะอยู่สำหรับการดึงผิวให้เข้าที่ไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดเทคนิคไม่ดีหรือร้อยตื้นเกินไปจะทำให้เกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวของเส้นไหมได้
  2. เส้นไหมที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง หากร้อยกันทับซ้อนมากเกินไปจะทำให้เกิดผังผืดบริเวณใต้ผิวหนังได้ และทำให้เกิดการดึงที่ผิดรูป
  3. บางกรณีการร้อยไหมอาจจะไม่เป็นผลหรือสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ถูกใจได้ เช่น ร้อยไหมเพื่อดันโหนกแก้มให้เด่นขึ้น ในวิธีนี้จะแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มมากกว่าเพราะ การร้อยไหมจะทำให้แก้มดูตอบลง โหนกแก้มสูงและไม่สวยตามที่ต้องการได้
  4. การร้อยไหมมีความเสี่ยงที่จะให้เกิดการช้ำหลังทำได้จากการฉีดยาชา ช่วง 3 – 4 วันแรกจะอาจจะบวมขึ้น แต่ส่วนมากใช้เวลาเพียง 7 – 14 วันก็จะหายไปได้เอง
  5. บางคลินิกใช้การเติมไหมแทนการฉีดฟิลเลอร์ ไม่แนะนำให้ทำการรักษาแบบนั้น เพราะในบางส่วนของร่างกาย เช่น ใต้ตาหรือร่องแก้ม อาจทำให้เกิดผังผืดได้ในอนาคต

ฟิลเลอร์กับร้อยไหมทำร่วมกันได้ไหม

การร้อยไหมกับการฉีดฟิลเลอร์ไม่ควรทำร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะมีผลลัพธ์ที่คล้ายกันนั่นก็คือช่วยให้รูปหน้ากระชับ ทำให้เกิดวีเชป แต่หากทำร่วมกัน หรือทำมากเกินไปจะทำให้ใบหน้าผิดรูปหรือในอนาคตเกิดผังผืดเกาะตามส่วนต่างๆได้ แต่การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ได้เพราะว่า กล้ามเนื้อบางส่วนที่ถูกฉีดฟิลเลอร์อาจจะโดนดึงขึ้นมาทำให้เกิดการผิดรูปหน้าได้เช่นกัน ดังนั้นการฉีกโบท็อกซ์จะช่วยดึงกล้ามเนื้อไม่ให้มารวมกันกับเนื้อฟิลเลอร์และเกินการเกาะตัวเป็นก้อนได้