ยกกระชับผิว Thermage หรือ Botox ดี

หลาย ๆ คนเมื่อผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นแล้วเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องเจอคือปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย เมื่อเจอกับปัญหาเหล่านี้ก็ต้องหาวิธีแก้ บางคนอาจเลือกวิธีศัลยกรรม กินยาบำรุง หรือทาครีมบำรุง และยังมีอีกสารพัดวิธีที่ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ แต่วิธีไหนล่ะที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องรอพักฟื้นนาน หรือเห็นผลอย่างรวดเร็ว และเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาจะขอแนะนำให้รู้จักกับคู่เอกแห่งการยกกระชับผิวอย่าง Thermage และ Botox กันในบทความนี้

การทำงานของ Thermage กับ Botox แตกต่างกันอย่างไร

แน่นอนว่าเทคโนโลยีของทั้งสองนั้นมีมานานแล้ว และ ด้รับการยอมรับจาก อย.ไทย และ อย.อเมริกา เรียบร้อยแล้ว ว่าสามารถยกกระชับผิวได้จริง เพียงแต่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นกับคนไข้ หรือให้ผลลัพธ์ได้ดีตรงตามความต้องการของคนไข้ โดยเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้ คือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่อยู่ในผิวหนังชั้นยัไขมันขึ้นมาใหม่ แต่วิธีการทำงานเพื่อให้ผลลัพธ์แบบที่ต้องการนั้นยังถือว่าต่างกันอยู่ โดยจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

Thermage เครื่องมือที่สร้างคลื่นวิทยุความถี่สูง และมีปริมาณความร้อนสูง (สูงถึงขั้นทำลายเซลล์ผิว) เมื่อคลื่นนี้สัมผัสที่ผิวหนัง มันจะทะลุลงไปในผิวหนังชั้นไขมัน จนเกิดการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เมื่อคอลลาเจนสร้างขึ้นมาใหม่มากพอ ก็จะทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อย กลับมากระชับเต่งตึงได้อีกครั้ง อีกทั้งพวกไขมันส่วนเกินที่โดนคลื่นความร้อนนี้เข้าไป ก็จะสลายหายไปด้วย

Botox เป็นชื่อเรียกของสารโบลูทินัม ท็อกซิน ซึ่งเป็นสารทางธรรมชาติ มีลักษณะเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ สกัดได้จากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เริ่มแรกเป็นเพียงสารที่ทางการแพทย์นำมารักษาอาการตาเหล่ ตาเข และตากระตุกเท่านั้น แต่ผลที่ได้ไม่เพียงแต่รักษาอาการทางโรคเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดรอยย่น รอยตีนกา ให้จางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการนำสารนี้มาพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ในวงการความสวยงาม ซึ่งสามารถอธิบายการทำงานให้เข้าใจได้ง่าย ๆ คือ โดยปกติแล้วร่างกายของเรา จะมีปลายประสาทคอยสั่งการให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวอยู่เสมอ ผ่านทางสารแอซิติลโคลีน เมื่อมีสารนี้มากจึงเกิดเป็นรอยตีนกา หรือ ริวรอยในบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า ซึ่งอาจเกิดเพราะการแสดงสีหน้า หรือเกิดขึ้นตามวัย แต่เมื่อเราฉีดสารโบท็อกซ์นี้เข้าสู่ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ สารตัวนี้จะไปสกัดกั้นการผลิตสารแอซิติลโคลีน ทำให้กล้ายเนื้อเกิดการคลายตัว จึงทำให้พวกริ้วรอยต่าง ๆ ลดลงไปด้วย

Thermage และ Botox ให้ผลบริเวณใดบ้าง

เทคโนโลยีอย่าง Thermage นั้นจะมุ่งเน้นการกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างขึ้นใหม่ ลดความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และสลายไขมันส่วนเกิน ทำให้เครื่อง Thermage นี้สามารถทำได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แต่ให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับผิวหนังได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า ลำคอ บริเวณเปลือกตา หรือแม้แต่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังปลอดภัย และใช้เวลาการรักษาไม่นาน แต่ในส่วนการฉีด Botox เป็นการใช้เข็มฉีดสารโบลูทินัม ท็อกซิน เข้าไปกดทับเส้นประสาท ส่วนที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย จึงให้ผลที่แตกต่างกันไป เช่น

  • ฉีดบริเวณหน้าผากและหว่างคิ้ว จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น
  • ฉีดบริเวณปีกจมูก จะช่วยลดปีกจมูกให้เล็กลง
  • ฉีดบริเวณหางตา จะช่วยลดรอยตีนกา
  • ฉีดบริเวณคอ จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น และรอยปล้องรอบคอ
  • ฉีดบริเวณกรอบหน้า จะช่วยยกกระชับกรอบหน้า และทำให้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น
  • ฉีดบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า จะช่วยลดการทำงานของต่อมเหงื่อ
  • ฉีดบริเวณน่องขา จะช่วยลดกล้ามเนื้อให้เล็กลง

Thermage และ Botox ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน

เริ่มจาก Thermage ก่อนเลย นับว่าเป็นข่าวดีมาก ๆ ที่ปัจจุบันมีการผลิตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Thermage FLX เป็นรุ่นที่ดีที่สุดในขณะนี้แล้ว เพราะไม่ต้องพักฟื้นใด ๆ ย้ำว่าไม่ต้องพักฟื้นแม้แต่วันเดียว ใช้เวลารักษาประมาณ 1–2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้เลย เพียงแค่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลผิวให้ดีในช่วงสัปดาห์แรก เท่านี้ผลลัพธ์ก็จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลลัพธ์จะดีที่สุดในช่วง 6–12 เดือนแรก และเห็นผลนานสุด 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

ส่วนการทำ Botox ทางแพทย์จะทำการตรวจเช็คและทำความสะอาดใบหน้า หรือผิวหนังของเราเสียก่อน ตามด้วยประคบเย็นก่อนที่จะฉีด Botox เข้าสู่ผิวหนัง ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับ Thermage และห้ามทำกิจกรรมเกี่ยวกับความร้อน เช่น การเลเซอร์ ซาวน่า เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ใน 2 สัปดาห์เช่นกัน และให้ผลลัพธ์นานสุด 2 ปี โดยขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

Thermage และ Botox เจ็บหรือไม่

สำหรับ Thermage แล้วเป็นเพียงคลื่นวิทยุความถี่สูง อาจทำให้เกิดความร้อนพอรู้สึกได้ เหมือนการอาบน้ำโดยใช้เครื่องทำน้ำอุ่น แต่จะไม่ได้ให้ความรู้สึกเจ็บแต่อย่างใด ส่วน Botox เป็นการใช้เข็มฉีดบริเวณผิวหนัง แน่นอนว่าจะมีความรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็ผ่านขั้นตอนด้วยการประคบเย็น เรียบร้อยแล้วความเจ็บจึงลดน้อยลง

Thermage และ Botox ต้องใช้งบเท่าไร

แน่นอนว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นสวัสดิการของรัฐบาล และไม่ได้มีราคากลาง แบบที่คุณไปคลินิกหรือสถาบันความงามไหนก็จะมีราคาเท่ากันหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ งานบริการ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ หรือชื่อเสียงของคลินิกนั้น ๆ แต่ถึงอย่างไรในเมืองไทยก็มีราคาที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก จึงพอที่จะสรุปการรักษาได้ว่าต้องใช้จ่ายประมาณเท่าไร ทั้งนี้ไม่นับโปรโมชั่นของแต่ละสถาบันฯ Thermage การทำแต่ละครั้งจะเป็นการปล่อยคลื่นวิทยุปริมาณ 400 ช็อต ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 25,000 บาทต่อครั้ง ส่วนมากจะแนะนำให้ทำไม่เกิน 1,200 ช็อต หรือทำการรักษา 3 ครั้ง คิดเป็นค่าใช้จ่ายเท่ากับ 75,000 บาท จึงจะเห็นผลชัดลัพธ์ที่ชัดเจน

ส่วน Botox จะทำการฉีดรักษาเป็นจุด เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงขึ้นอยู่กับประมาณและจุดที่ฉีดด้วย โดยรวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 บาทต่อจุด หรือทั่วทั้งใบหน้าประมาณ 40,000–50,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสารที่ใช้อีกด้วย เพื่อจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด

ข้อคิดก่อนตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือ Botox ก็ดี ก่อนที่จะตกลงใจเข้ารับการรักษา ควรคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย แม้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีข่าวความผิดพลาดให้เห็นกันอยู่เสมอ เพราะมีกลุ่มบุคคลที่หวังแต่กำไร ไม่คำนึงถึงผู้ป่วย มีการใช้เครื่องมือหรือสารที่แปลกปลอมขึ้นมา ทำให้ผู้รักษาเสียเงินจ่ายไปแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตกลงกัน หรือร้ายแรงกว่านั้นทำให้คนไข้เกิดความเสียหายก็มี จึงเป็นหน้าที่ของทางคลินิกนั้น ๆ ที่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่คนไข้ทำการรักษาอยู่ มีการแสดงเอกสารรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าสามารถให้การรักษาได้จริง และเป็นไปตามมาตรฐาน รวมไปถึงตัวคนไข้เองก็ต้องตรวจสอบคลินิกหรือตัวแพทย์ผู้รักษา ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาจริงอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง และโปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เช่น ราคาโปรโมชั่นที่ถูกกว่าราคากลางมากจนเกินไป

ปัจจุบันไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็สนใจในเรื่องความสวยงามและความอ่อนเยาว์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการมีบุคลิกภาพที่ดี ดูน่ามอง และมีความอ่อนเยาว์นั้น สร้างความมั่นใจให้กับการใช้ชีวิตยุคนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งค่านิยมดังกล่าวจึงทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสนใจที่จะเข้าคลินิกความงามกันมากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจรักษากับที่สถาบันใด โปรดศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ เพื่อผลประโยชน์ของตัวคุณเอง