ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ข้อเสียของไหมเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยง

ในปัจจุบัน การทำศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมอย่ามาก คือ “การร้อยไหม” ช่วยยกกระชับผิวหนังหน่อยคล้อยบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเรียวงามชวนให้น่ามอง ซึ่งการร้อยไหมนั้น เป็นการนำเส้นไหมชนิดพิเศษมาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม ทำให้ใบหน้าเกิดแรงตึง และยกกระชับ นองจากข้อดีของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) ยังมีข้อเสียที่เราไม่ทราบอีก และข้อเสียในอดีตของการร้อยไหมก้างปลา นำมาซึ่งวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงชนิดเส้นไหมที่ใช้ร้อยไหมในปัจจุบัน

มาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

เรามาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลากันก่อน ที่จริงการร้อยไหมไม่ใช่ของใหม่ มีมานานกว่า 10 ปี เกิดจากแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหมในยุดแรก ที่ได้รับความนิยมคือ “การร้อยไหมก้างปลา” (Aptos Threads) ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย ด้วยเหตุที่อุปมาเปรียบเทียบ เวลาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เงี่ยงของไหมก้างปลาก็จะเกาะเกี่ยวพยุงเนื้อเยื่อของใบหน้าเอาไว้เพื่อ ยกกระชับผิวหน้าไม่ให้ย้อยตกลงมา คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น การร้อยไหมก้างปลานั้น ทำได้ทั้งในผู้หญิง และ ผู้ชาย ไม่จำกัดช่วงอายุ การร้อยไหมก้างปลาจะเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรือต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับได้รูป

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ร้อยด้วยเส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) ด้วยลักษณะของเส้นไหม เป็นไหมมีลักษณะเส้นใหญ่ และมีเงี่ยงโผล่ทั้ง 2 ข้าง คล้ายๆ ฟัน หรือก้างปลา เป็นเส้นไหมนำเข้าจากอเมริกา และเกาหลี ให้ผลเทียบเท่าการทำศัลยกรรมดึงหน้าขนาดเล็ก ยกกระชับได้อย่างชัดเจน ไหมก้างปลา (BARB ) จะเน้นกลุ่มคนผู้ที่ต้องการยกกระชับหรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย  ผลลัพธ์ที่ได้จากการร้อยไหมก้างปลา คือช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape อย่างชัดเจน

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตา ยก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา ที่มีความหนาใหญ่ และเงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นไหมจำนวนหลาย การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะใช้เส้นไหม น้อยกว่าโดยประมาณเพียง 8-10 เส้นเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะยกกระชับใบหน้า และผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับอีกครั้ง

ข้อดี ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

การร้อยไหมด้วยไหมก้างปลา คือ เงี่ยงที่โผล่อออกมาจากตัวไหม และลักษณะเส้นที่ค่อนข้างหนาใหญ่ ทำให้ช่วยอุ้มพยุงเนื้อเยื่อผิวหน้าได้อย่างดี เห็นผลชัดเจนในเวลาอันสั้นหลังจากทำการร้อยไหม นอกจากนี้ยังใช้เส้นไหมน้อยในการยกกระชับใบหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ถึง 10 เส้น ลักษณะการร้อยไหมก้างปลา จะร้อยในชั้นลึกที่เรียกว่า SMAS ซึ่งจะช่วยยกกระชับได้ดี

ข้อเสีย ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) เส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา เพื่อยกกระชับเริ่มมีการใช้มาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไหมที่ใช้ในระยะแรกเป็นไหมชนิดมีเงี่ยงซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหม ข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา คือ ใช้เส้นไหมมีลักษณะหนาใหญ่ เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา อาจทำให้มีรอยช้ำได้มากกว่าไหมเรียบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและเทคนิคของแพทย์ผู้ร้อยไหม และมีลักษณะเป็นก้างปลา ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะมักเกิดปัญหา เมื่อใช้ไปเป็นระยะนานๆ ตัวก้างปลามักจะหัก ทำให้ผิวให้ผิวหน้าที่เคยตึง กระชับ กลับมาหย่อนคล้อยลงได้อีก หรือ อาจมีเงี่ยงของเส้นไหมโผล่ออกจากผิว ทำให้ต้องแก้ไขผ่าเอาออก หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม

การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรกเชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้ไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

จากแนวคิดที่ทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด “การร้อยไหมก้างปลา” จึงเป็นความนิยมในยุคแรก ของการศัลยกรรมร้อยไหมเพื่อความสวยงาม ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง ยกกระชับผิวหน้า ช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา จะเป็นหมุดช่วยยึดตรึงผิวหนังไว้ “การร้อยไหมก้างปลา” ในอดีตเป็นเส้นไหมชนิดที่ไม่ละลาย และมีลักษณะเส้นหนาใหญ่  ข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา จึงเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อของผิวหนัง หลังการร้อยไหมก้างปลาส่งผลให้เกิดใบหน้าบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม และอาจเกิดการอักเสบตามมา เมื่อระยะเวลาผ่านไปเส้นไหมอาจเกิดการหัก ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยตามเดิม ด้วยปัญหาข้อจำกัด และข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา ที่ใช้เส้นไหมชนิดเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยงโผล่ และไม่ละลายได้เองในอดีต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการศัลยกรรม และเทคนิคของแพทย์ผู้ชำนาญ การร้อยไหมก้างปลาได้เปลี่ยนไป เปลี่ยนเส้นไหมเป็นแบบ PDO ที่ละลายได้เองภายใน 4-6 เดือน เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ชนิดไหมเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) แต่ยังคงเอกลักษณ์คุณลักษณะของเงี่ยงที่ใช้ยึดติดยกกระชับผิวหนังดังเดิม ลักษณะเป็นเส้นคล้ายก้างปลาจึงใช้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ ไหมชนิดนี้อาจมีการใช้ชื่ออื่นๆ เช่น ไหมปากฉลาม หรือไหมกุหลาบ เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง หน้าเด็ก หน้าสวย เรียวได้รูป ซึ่งในปัจจุบันวิวัฒนาการ ๆ ได้เกิดชนิดเส้นไหมต่างๆ มากมาย เพื่อตอบโจทย์ศัลยกรรมความงามประเภทการร้อยไหมมากขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจร้อยไหม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหม