ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ในยุคปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำศัลยกรรม การแต่งเสริมเติมแต่ง รูปร่าง และใบหน้านั้น เป็นที่นิยมสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ทำให้ปัจจุบัน คลินิกเสริมความงาม สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าใครก็สามารถใช้บริการได้ และวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับนวัตกรรมที่สามารถยกกระชับผิว ทำให้ผิวบริเวณที่ต้องการดูอ่อนเยาว์ สดใส อ่อนวัย ลดอายุลงไปอีก โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว นั่นก็คือ โปรแกรมยกระชับผิว HIFU และ โปรแกรมยกกระชับผิว RF ทั้งสองโปรแกรมนี้หลาย ๆ ท่าน อาจเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว เนื่องจากเป็นนวัตกรรมด้านผิวพรรณที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โปรแกรมทั้งสองนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีปัญหา ผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใสเท่าที่ควร มีริ้วรอยของอายุ ใบหน้าและผิวหนังหย่อนคล้อย โปรแกรมยกกระชับนี้ จะช่วยยกกระชับใบหน้าและส่วนที่หย่อนคล้อยให้กระชับมากขึ้น และทำให้ริ้วรอยบนในหน้าที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นหายไป ทั้งสองโปรแกรมคืออะไร จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร  เรารวบรวมบทสรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านในบทความนี้ค่ะ

HIFU คืออะไร

HIFU หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focus Ultrasound เป็นการยกกระชับผิว โดยใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที โดย คลื่นอัลตร้าซาวด์ นี้จะมีหน้าที่เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการยกกระชับให้ผิวที่หย่อนคล้อย เข้ารูปหน้า และกรอบหน้าคมชัดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และอ่อนวัยมากขึ้น และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า HIFU เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย
  3. ผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก หนังตาตก
  4. ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มตื้น
  5. ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด และต้องการให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น
  6. ผู้ที่มีปัญหารอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก
  7. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ
  8. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส

ข้อดีของการทำ HIFU

มีใบหน้าที่สดใส กระชับ อ่อนเยาว์ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็ม หรือ เข้ารับการผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวหน้าให้เจ็บตัว โปรแกรมยกกระชับผิว HIFU สามารถทำได้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องใช้ ยาชาหรือเข็ม โดยในระหว่างการทำโปรแกรม ผู้เข้ารับโปรแกรมจะรู้สึกสบายผิว ไม่มีอาการเจ็บ หรือแสบร้อน มีเพียงความรู้สึกอุ่นเพียงเล็กน้อย ทำให้นอกจากรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังรู้สึกผ่อนคลายร่วมด้วย และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าได้ เช่น ริ้วรอยตีนกา ริ้วรอยบนหน้าผา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้ใบหน้าดูสดใส ไม่หมองคล้ำ และยังลดปัญหาเหนียง ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งยังไม่มีรอยแดงหลังการเข้ารับโปรแกรม ทำเสร็จสามารถแต่งหน้าต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องพักฟื้นและนอกจากการยกกระชับบริเวณใบหน้าแล้ว โปรแกรม HIFU ยังสามารถยกกระชับผิวในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

ข้อเสียของการทำ HIFU

ภายหลังจากการทำอาจมีอาการตึงหรือเมื่อยในบริเวณที่เข้ารับโปรแกรม และหลังจากการเข้ารับโปรแกรมการยกกระชับผิว HIFU จะรู้สึกได้ทันทีว่าบริเวณที่ได้ทำการยกกระชับผิวนั้น ผิวดูอิ่มน้ำขึ้นเล็กน้อย และมีอาการตึงขึ้นโดยที่สามารถมองเห็นได้ แต่อาการเหล่านี้จะสามารถหายไปได้เองภายในระยะเวลา 1-2 วันเท่านั้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU

หลังการเข้ารับโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU จะเห็นผลทันที 25-30% บริเวณที่เคยมีผิวหย่อนคล้อยจะรู้สึกตึงขึ้น เช่น ใบหน้าดูเรียว กรอบหน้าคมชัดมากขึ้น ผิวหน้าดูใสและดูอิ่มน้ำ ร่องรอยตีนกาและริ้วรอยต่าง ๆ จางลงแบบเห็นได้ชัด

RF คืออะไร

RF หรือที่มีชื่อเต็มว่า Radio Frequency เป็นการยกกระชับผิวโดยวิธีการปล่อยคลื่นวิทยุที่มีช่วงความถี่อยู่ในระหว่าง 0.3 – 0.5 MHz ซึ่งมีการวิจัยมาแล้วว่าคลื่นวิทยุความถี่อ่อนนี้ปลอดภัย สามารถใช้กับใบหน้าและร่างกายได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย คลื่นวิทยุจะผ่านทะลุจาก ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) และ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) เมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น หลอดเลือดขยายตัวช่วยให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี ของเสียในระบบน้ำเหลืองถูกขับออกมา

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า RF เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่ต้องการกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย
  2. ผู้ที่ต้องการจัดการปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด
  3. ผู้ที่ต้องการลบเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้จางลง
  4. ผู้ที่ต้องการรักษาผิวหน้าให้เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง และหลุมสิวตื้นขึ้น
  5. ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าไม่เรียว ไม่เข้ารูป

ข้อดีของการทำ RF

ข้อดีหรือประโยชน์ของการทำ RF นั้นมีมากมาย RF มีความปลอดภัยสูง และไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และยังสามารถช่วยกระชับสัดส่วน กำจัดเซลลูไลท์ และไขมันสะสมตามบริเวณต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็มหรือเข้ารับการผ่าตัด การทำ RF นาน 30 นาที จะช่วยให้สลายไขมันได้มากถึง 5 กรัม และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ใบหน้า, สะโพก, หน้าท้อง, แขน, ขา, ยกกระชับผิว และหน้าอก เร่งให้เกิดการเผาพลาญไขมันในร่างกาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ช่วยให้ผิวบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้น ทั้งยังสามารถปรับสีผิวให้สว่างใสขึ้น

ข้อเสียของการทำ RF

หากดื่มน้ำน้อยหลังจากที่เข้ารับการทำ RF จะทำให้กระบวนการขับของเหลวออกจากร่างกายไม่ได้ผลเท่าที่ควร ไขมันและของเสียจะสะสมอยู่ภายในร่างกาย ทำให้ผลการรักษาได้ผลไม่ดีนัก และไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และการทำ RF ในกรณีที่ทำเพื่อลดไขมันนั้น ผู้ที่เข้ารับโปรแกรมการทำ RF ต้องมีวินัยเป็นอย่างมากในการดูแลรักษาสภาพร่างกายหลังทำ ควบคุมอาหาร และต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ และผลการทำ RF ในแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ, การดูแลรักษาผิวพรรณ ทั้งก่อนหน้าและหลังการทำ RF และการทำ RF ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาฝ้าบนผิวหน้า เนื่องจากการทำ RF มีความร้อน จะทำให้เม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว RF

หลังจากเข้าโปรแกรมกระชับผิว RF ผิวจะเรียบเนียน ขาวใสมากขึ้น รอยคล้ำใต้ตา ผิวหนังในบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นแบบเห็นได้ชัด ตลอดจนริ้วรอยต่าง ๆ จางลง

ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ข้อแตกต่างระหว่าง HIFU และ RF นั้น HIFU จะใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูง เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว เพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ส่วน RF ใช้คลื่นวิทยุที่มีความถี่อ่อน ทะลุจากชั้น ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) ลงไปจนถึง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) และเมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ผิวหนังกระชับ ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

ทั้งสองโปรแกรมนั้นมีความคล้ายคลึงกันและถือได้ว่าดีทั้งคู่ หากต้องเลือกโปรแกรมในการทำ ควรเลือกโปรแกรมที่เข้ากับความต้องการของตนเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด และตรงตามความต้องการ และยิ่งไปกว่านั้นการเลือกสถานที่ในการรับบริการก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกโรงพยาบาล หรือ คลินิก ที่ได้มาตรฐานจะทำให้มั่นใจ หมดกังวลใจ เพราะมีบุคลากรแพทย์ที่น่าเชื่อถือ คอยให้คำแนะนำและการดูแลทั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม และมั่นใจได้ในเรื่องของความสะอาดและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน