Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะเห็นผลชัดเจน

ปัจจุบันผิวของเราต้องเผชิญกับมลภาวะมากมาย ทั้งฝุ่นละอองและควัน รวมถึงสภาพอากาศต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อีกด้วย สาว ๆ ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนยาน ไม่กระชับ รู้สึกผิวไม่แข็งแรง ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป เพราะมีวิธีการรักษาและแก้ปัญหานี้ได้อย่างปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทั้งยังได้ผลลัพธ์ที่ดี วิธีนี้ก็คือ การทำ Themage ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และกระชับผิวให้เต่งตึง กลับมาสวยอย่างเดิมได้ แต่การจะทำ Themage ให้ได้ผลดีนั้น ต้องคำนึงถึงด้วยว่า Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ

Themage คืออะไร?

การทำ Themage คือการใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency: RF) ที่ความถี่ 6 เมกะเฮิร์ต เพื่อกระตุ้นและส่งความร้อนผ่านผิวหน้าเข้าไปยังผิวในระดับลึกที่มีคอลลาเจนอยู่ โดยใช้หัวส่งคลื่นความถี่วางทาบลงบนผิวหน้าเบา ๆ คลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับ ขาดการยืดหยุ่น กลับมาหดตัวและมีเกลี่ยวขึงเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แข็งแรงขึ้น ลดริ้วรอย ร่องลึก โดยไม่ต้องผ่าตัด จึงดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก

ใครบ้างที่เหมาะสำหรับการทำ Themage

Themage เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าย่อนคล้อย มีริ้วรอย ร่องแก้มลึก ต้องการยกกระชับปรับรูปหน้า โดยไม่ทำศัลยกรรม หรือผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ต้องการยกคิ้วหรือหางตา มีไขมันสะสมส่วนเกินบริเวณแก้ม คาง และใบหน้า รวมไปถึงผู้ที่ต้องการให้รูปร่างกระชับขึ้น ลดเซลลูไลท์ตามบริเวณต่าง ๆ อาทิ ต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และสะโพก ซึ่งช่วงอายุของผู้ที่เหมาะสมในการทำ ควรอยู่ระหว่าง 30-60 ปี เพื่อการรักษาที่ได้ผลสูงสุด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุมากเกินไป ผิวหย่อนคล้อยมาก ต้องให้แพทย์ประเมินถึงวิธีการทำที่เหมาะสม ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคงูสวัด และสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการทำ

Thermage ควรทำกี่ Shot

หลายคนที่มีความสนใจที่จะทำ Themage จะต้องมีคำถามในใจแน่นอนว่า Themage นั้นควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งจำนวน Shot ที่เหมาะสมกับใบหน้านั้น จะต้องดูตามปัญหาของแต่ละคน และจำนวน Shot นี่แนะนำคือ

– 400 Shot จะเหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากนัก แต่มีไขมันที่แก้มและคางเยอะ ต้องการมีกรอบหน้าที่ชัดเจน และรูปหน้าที่เล็กลง เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้จะทำให้ไขมันลดลงและดูกระชับขึ้น

– 600 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปลาย ๆ ขึ้นไป ที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อย แก้มห้อย ร่องแก้มลึก ต้องการให้ผิวที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นทันที และต้องการให้ร่องแก้มตื้นขึ้น เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้แก้มจะเล็กลงและกระชับยิ่งขึ้น กรอบหน้าชัด เป็นจำนวนช็อตที่แนะนำที่สุดสำหรับการเริ่มทำ เพราะจะเห็นผลชัดเจน

– 1200 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหามาก ผิวหย่อนคล้อยทั่วทั้งใบหน้าและบริเวณลำคอ จำนวนช็อตนี้จะช่วยยกกระชับทั้งผิวหน้าและลำคอ ให้ผิวแน่นขึ้น ฟูขึ้น ได้ผลลัพธ์อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ จำนวน Shot ที่มากหรือน้อย นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคนแล้วนั้น ยังขึ้นอยู่กับเรื่องของค่าใช้จ่ายด้วย เพราะจำนวน Shot ที่มากขึ้น ก็หมายถึงราคาที่สูงขึ้น ซึ่งราคาจะคิดตามจำนวน Shot โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 100,000 บาท แล้วแต่สถานที่ให้บริการ

การทำ Themage คุ้มหรือไม่

การทำ Themage เป็นการรักษาเพียง 1 ครั้งก็เห็นผลในทันที ในเรื่องของการยกกระชับและดูเป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป และผลของการรักษาสามารถอยู่ในนานถึง 1-2 ปี จึงนับว่าเป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ให้ความคุ้มค่า เพราะทำเพียงครั้งเดียวก็สามารถดูอ่อนเยาว์ได้เป็นเวลานาน แต่สิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามในการรักษา ที่นอกไปจากเรื่องราคาแล้วนั้น ควรเข้ารับบริการในสถานที่ที่ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เพราะจำเป็นจะต้องใช้ความชำนาญในการทำอย่างมาก เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษา และคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป

ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย Themage จะอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลการรักษาด้วย Themage จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ เห็นผลทันทีหลังการรักษา โดยกรอบหน้าจะชัดขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนมีการหดตัวหลังมีการได้รับคลื่นความถี่วิทยุ หลังจากนั้นจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลการรักษาจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากทำไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน โดยจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวหน้ามีการยกกระชับขึ้น เรียบเนียน ริ้วรอยลดเลือนลง และจะคงอยู่สภาพแบบนี้ไปอีกราว ๆ 1-2 ปี ทำให้คุณมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลง ทั้งนี้ผลลัพธ์ของการรักษาที่ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน รวมไปถึงการดูแลและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

ความรู้สึกขณะทำ Themage

ขณะทำการรักษาคนไข้จะมีความรู้สึกแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันคือ

  1. รู้สึกเย็นสบายที่ผิว เนื่องจากแพทย์ผู้ทำการรักษาจะใช้เจลที่มีความเย็นเพื่อปกป้องผิวหนังชั้นบน
  2. รู้สึกถึงความสั่นที่บริเวณผิว เมื่อเครื่องมือแตะที่ผิวในตำแหน่งที่ทำการรักษา
  3. รู้สึกร้อนสลับเย็นที่บริเวณผิว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่พลังงานคลื่นวิทยุ RF ถูกส่งผ่านผิวหนังไปยังผิวชั้นลึกลงไป เกิดเป็นความร้อนที่จะทำให้ผิวยกกระชับขึ้น หากรู้สึกร้อนในระดับที่ทนได้ คือระดับ 2-2.5 จะให้ผลในการรักษาตามที่ต้องการ แต่หากรู้สึกร้อนเกินกว่าจะรับได้ หรือรู้สึกแสบบริเวณที่ทำ คือระดับ 3-4 นั่นแปลว่าร้อนมากเกินไป แม้ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าระดับอื่น แต่จะส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่าย

การดูแลตัวเองหลังทำ Themage

เนื่องจากการทำ Themage ไม่มีแผลผ่าตัด จึงทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวัน หรือไปทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทาครีมบำรุง และครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ ที่จะเป็นตัวการในการทำร้ายผิว

อาการไม่พึงประสงค์ของการทำ Themage ที่อาจเกิดขึ้นได้

  1. อาจมีอาการเจ็บขณะทำ แต่สามารถลดอาการเจ็บปวดได้จากการทายาชาในบริเวณที่จะทำ ก่อนการทำ 1 ชั่วโมง
  2. อาจมีอาการชาชั่วคราวได้
  3. หลังทำ อาจมีสีผิวที่เข้มขึ้นได้บ้าง แต่จะค่อย ๆ จางลงและหายไปเอง
  4. ในบางรายอาจมีอาการบวม แดง หรือแสบร้อนเล็ก ๆ แต่อาการจะไม่รุนแรง ส่วนมากจะหายได้เอง และพบได้น้อยมาก
  5. อาจมีตุ่มน้ำใส ๆ หรือสะเก็ดเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้ในบางคน ที่บริเวณกรอบหน้าหรือช่วงแก้ม ซึ่งเป็นอาการปกติหลังทำ Themage เนื่องจากมีการยิงในพลังงานที่สูง ซึ่งรอยต่าง ๆ นี้ จะหายได้เองใน 5-7 วัน และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้แต่อย่างใด

หากใครมีความสนใจที่จะทำ Themage นั้น ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ รวมถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา และการเลือกว่าควรทำกี่ Shot ถึงจะเหมาะสมกับปัญหาของสภาพผิวของตนเอง ก็ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และตรงกับความต้องการ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจในการเลือกสถานประกอบการในการทำ ควรเลือกสถานที่ที่มีใบอนุญาต และเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง แม้ว่าเราจะหยุดยั้งอายุและกาลเวลาไม่ได้ แต่เราสามารถหยุดอายุของใบหน้าเราได้ ให้คงความอ่อนเยาว์ไว้ตลอดกาล หยุดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยต่าง ๆ เอาไว้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง Themage กับนวัตกรรมจากอเมริกา ที่นอกจากจะปลอดภัยและไม่เจ็บตัวแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหน้าของคุณให้กลับมาสวยสดใส เต่งตึง คงความเยาว์วัย และไม่ต้องพบกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

HIFU ดีอย่างไร ทำแล้วกี่วันเห็นผล

อยากมีใบหน้าที่เด็ก แต่ไม่อยากเจ็บตัว หลายคนจึงเลือกนวัตกรรมใหม่อย่าง HIFU (ไฮฟู) เพราะเป็นการยกกระชับหน้าแบบที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้คลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตราย และไม่มีผลข้างเคียง แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น เรามาดูข้อดีและผลลัพธ์ที่จะได้จากการทำ HIFU กันก่อน เพราะการทำมีราคาค่อนข้างสูง จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนทำ HIFU คืออะไร? ดีอย่างไร? กี่วันเห็นผล? ตามมาหาคำตอบกันได้เลย

HIFU คืออะไร?

HIFU (High Intensity Focus Ultrasound) นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ช่วยยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ด้วยการนำส่งคลื่น Ultrasound ลงไปยังชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า คล้ายกับวิธีการทำด้วย Ulthera ต่างกันตรงที่ HIFU จะใช้คลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1000 ครั้งต่อวินาที โดยหัวยิงของเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ยิงคลื่นได้ในระยะความลึกที่แม่นยำ และพลังงานที่เสถียรในแต่ละจุด เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย ทำให้ยกกระชับผิวให้ตึงยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ผิวดูอ่อนวัย

HIFU ดีอย่างไร?

ด้วยเพราะหลักการทำงานของ HIFU นั้น เป็นการปล่อยคลื่นความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผิวหน้าของแต่ละคน และยิงลงสู่ชั้นผิว SMAS ที่เป็นชั้นพังผืดรองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ลึกถึง 4.5 mm. เมื่อมีการปล่อยคลื่นพลังงานความร้อนลงบนผิว จึงทำให้ชั้นผิวหดลง โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวเบิร์น อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา จึงสามารถช่วยเน้นที่บริเวณใต้ตาและรอบดวงตาได้โดยตรง ช่วยยกกระชับผิวได้ทันที และเห็นผลลัพธ์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรก แก้ปัญหายกมุมปาก หนังตาตก คิ้วตก และใบหน้าหย่อนคล้อย เป็นวิธีที่ช่วยยกกระชับผิวได้ทั้งใบหน้า เหนียง และลำคอ รวมถึงต้นแขนและต้นขา ดีต่อคนที่กลัวเข็ม หรือยังไม่อยากทำศัลยกรรมผ่าตัด ไม่อยากนอนพักฟื้น HIFU จึงเป็นตัวเลือกที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

HIFU เหมาะกับใคร?

การทำ HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อย และต้องการให้ผิวตึง กระชับ ได้รูปทรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ที่มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือหนังตาตก คิ้วตก ใต้ตาห้อย แก้มย้อย มีริ้วรอย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะยิ่งทำให้ผิวหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างการจะลดการสร้างคอลลาเจนลง ส่งผลให้ผิวหน้าเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยได้

อายุที่เหมาะสมที่สามารถทำได้ เมื่ออายุเกิน 20 ปี อิลาสตินในชั้นผิวของเราจะเริ่มยืดออก ส่งผลให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย และเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการสร้างคอลลาเจนลง 1.5% และเมื่ออายุ 40 ปี กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะลดลงถึง 30% ทำให้ผิวเริ่มเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยลง มีร่องใต้ตา ร่องแก้ม หากปล่อยเวลาให้ยืดออกไป ผิวหน้าเราจะหย่อนคล้อยแบบทวีคูณ เพราะฉะนั้นหากเราต้องการกระชับใบหน้าให้ตึง เรียบเนียน อยู่ตลอดเวลานั้น ก็สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องรอให้ถึง 40 ปี ยิ่งทำตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องมุมปาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เราดูแก่ก่อนวัย และใบหน้าดูโทรมได้ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ก็สามารถทำ HIFU ได้เช่นกัน โดยการยกกระชับรูปหน้าและยกแนวคิ้ว รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย ลดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ให้กลับมาสดใส ดูผิวเรียบเนียนกระชับขึ้นได้

HIFU กี่วันเห็นผล?

หลังจากทำ HIFU จะเห็นผลทันทีเลยประมาณ 20-30% เนื่องจากผิวจะหดจากความร้อนที่ลงใต้ผิวประมาณ 60-70 องศา ทำให้ผิวเกิดการยกกระชับขึ้นในทันที และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นเต็มที่ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนหลังทำ โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน และอาจอยู่ได้นานถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและคนไข้ทนเจ็บได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการทำ HIFU ให้ได้ผลนานนั้น จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บ หากทำแล้วไม่เจ็บ อาจเป็นเพราะแพทย์ใช้คลื่นพลังงานที่ไม่สูง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน้อยลงไปด้วย ระยะเวลาการอยู่ก็จะสั้นลงเช่นกัน

HIFU ต่างจาก Ulthera อย่างไร?

Ulthera จะเป็นเครื่องที่ใช้พลังงานสูงกว่า HIFU 2 เท่า ทำให้ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานกว่า 2 เท่าเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บที่มากกว่า และเครื่อง Ulthera จะมีหน้าจอเพื่อระบุความลึกของการยิง ทำให้การยิงพลังงานลงในชั้น SMAS ได้ผลแม่นยำมากขึ้น แต่หากว่าแพทย์ที่มีความชำนาญแล้ว จะไม่มองที่หน้าจอ และอาศัยความชำนาญในการยิง ก็จะได้ผลที่ไม่ต่างจากการทำ HIFU เลย และหากเทียบความคุ้มค่าแล้ว การทำ HIFU จะคุ้มค่าและคุ้มราคาที่ต้องจ่ายไปมากกว่า หากเทียบผลของการยิงแบบช็อตต่อช็อต

HIFU ไม่ควรทำร่วมกับหัตถการอะไรบ้าง?

การรักษาผิวหน้าหย่อนคล้อยด้วยนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทำร่วมกันหรือผสมผสานกันได้ เช่น เราสามารถทำ HIFU ควบคู่ไปกับการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม ฉีดเมโสแฟต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรทำร่วมกับ Ulthera เพราะวิธีการและผลลัพธ์มีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการทำซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สำหรับคนที่ต้องการร้อยไหมและทำ HIFU ไปพร้อม ๆ กันนั้น สามารถทำทั้งสองอย่างร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อวิเคราะห์และประเมินว่าควรทำอะไรก่อนหลังเพื่อจะได้เห็นผลมากที่สุด เพราะปัญหาใบหน้าของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน รวมถึงการดูแลของแพทย์จะทำให้เราปลอดภัยในการทำอีกด้วย

ดูแลตนเองอย่างไรก่อนและหลังทำ HIFU

ก่อนทำ HIFU ควรเตรียมตัวอย่างไร

– นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

– งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิด

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

หลังทำ HIFU ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

– งดการสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะจะไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

– หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ เพื่อให้คอลลาเจนฟื้นฟู

– ทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แต่ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปเผชิญแสงแดดและมลภาวะนอกบ้าน โดยแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

– สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่งดการนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ

– หากมีอาการตึงที่ผิว สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อลดอาการได้

สรุปข้อดีและผลข้างเคียงจากการทำ HIFU

การทำ HIFU นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยไม่เยอะ มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องปาก ไม่ลึกมากนัก ซึ่งราคาของการทำ HIFU นั้นไม่แพงจนเกินไป สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง สำหรับคนที่ทนเจ็บทำ Ulthera ไม่ไหว ก็สามารถเลือกวิธีนี้ได้ นอกจากนี้หลังการทำ HIFU จะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ นอกจากจะรู้สึกอุ่น ๆ ในขณะที่ทำเท่านั้น แต่ผิวจะไม่เบิร์นหรือแสบร้อนแต่อย่างใด แถมยังสามารถทำการรักษาอย่างอื่นได้อีก จัดได้ว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ ทั้งนี้ขณะทำการรักษาแพทย์จะใช้ยาชาทาเพื่อลดอาการเจ็บปวดลง ทำให้หลังจากทำ HIFU สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยที่ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนรอยแดงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำนั้นจะหายเองได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

เพื่อความสวยงามและผิวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป การทำ HIFU เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้คุณดูอ่อนวัยลง ทั้งยังช่วยคืนความสาว ความสดใส ให้กลับคืนมา แก้ปัญหาความหย่อนคล้อย และริ้วรอยต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแนะนำก่อนทุกครั้ง และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

 

ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage

ความใฝ่ฝันของหลายคนคือการมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์อยู่เสมอแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม และในยุคปัจจุบันนี้เองก็มีหลากวิธีที่จะทำให้เราหน้าเด็กลงได้แม้ไม่ผ่านการทำศัลยกรรม หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ Thermage (เทอมาจ) นวัตกรรมยกกระชับใบหน้า ลดไขมัน ลดริ้วรอย ที่จะทำให้คุณกลับมาดูอ่อนกว่าวัย เรียกคืนความสดใสและความมั่นใจกลับมา ด้วยวิธีที่ปลอดภัย เห็นผล ปรับรูปหน้าให้กระชับและเรียบเนียนอย่างที่คุณต้องการ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำนั้น ต้องมารู้ถึงข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้

รู้จักกันสักหน่อยก่อนทำ Thermage คืออะไร

นวัตกรรมที่ใช้เครื่องมือช่วยในการยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยการใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ลงไปในชั้นผิวหนังจนถึงชั้นไขมัน โดยคลื่นความร้อนนี้จะถูกส่งผ่านไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวที่ถูกทำ Thermage จึงมีความเต่งตึง แน่น และกระชับขึ้นได้ในระยะยาว สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยได้อีกด้วย ซึ่งบริเวณผิวที่ทำ Thermage นั้น จะดูสดใสมีน้ำมีนวลขึ้น ดังนั้นการทำ Thermage จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวมีการปรับโครงสร้างให้แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมสูง

คอลลาเจนมีความสำคัญอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการรวมตัวของกรดอะนิโม ที่ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ ช่วยเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นตัวช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส และเปล่งปลั่ง ร่างกายจะผลิตได้มากเมื่ออายุยังน้อย แต่เมื่ออายุมากขึ้นตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะเริ่มลดการผลิตลงเรื่อย ๆ จนถึงในวัยเลข 4 คอลลาเจนแทบจะไม่ผลิตออกมาเลย ส่งผลให้ผิวหนังเหี่ยว ย่น มีริ้วรอย และเกิดการหย่อนคล้อยได้ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรงเรียบเนียนขึ้น ทั้งยังชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ การทำ Thermage เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว จึงเป็นอีกวิธีในการดูแลผิวหน้าให้กลับมาสดใสไร้ริ้วรอย

Thermage รักษาหรือแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

– รักษาผิวหน้าด้วย Thermage ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ไร้ความตึงและกระชับ สามารถแก้ปัญหาได้ รวมไปถึงความห้อยย้อยของแก้ม คาง ก็สามารถดึงและปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้

– รักษาผิวรอบดวงตาด้วย Thermage ริ้วรอยรอบดวงตา หนังตาตก หางคิ้วตก ใต้ตาหย่อนคล้อย สามารถทำ Thermage เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ ทำให้ดวงตากลับมาสดใส และมีชีวิตชีวา

– รักษารูปร่างด้วย Thermage ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ย้วย ไม่กระชับ มีไขมันและเซลลูไลท์สะสมเยอะ สามารถแก้ไขด้วย Thermage หลังจากทำผิวบริเวณนั้นจะตึงกระชับขึ้น ทั้งยังเรียบเนียนยิ่งขึ้นด้วย

Thermage เหมาะสำหรับใครบ้าง

  1. ผู้ที่ต้องการยกกระชับ ปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องการผ่าตัดทำศัลยกรรม
  2. มีผิวหนังหย่อนคล้อย ทั้งบริเวณใบหน้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  3. ผิวหน้าหย่อนยาน ขาดการยืดหยุ่น
  4. แก้มห้อยย้อย มีไขมันใต้คาง แนวขากรรไกรไม่คมชัด
  5. ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35-60 ปี จะเห็นผลชัดและได้ผลดีที่สุด
  6. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดดึงหน้า

เลือกทำ Thermage ที่ไหนดีที่ปลอดภัย

หากตัดสินใจที่จะทำ Thermage แล้วนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลยก็คือ ควรศึกษาข้อมูลของ Thermage อย่างละเอียด ถึงวิธีการทำ ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงผลข้างเคียง และเลือกคลินิกหรือสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพราะหากคลินิกใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วนั้น เครื่องจะให้พลังงานที่ไม่สม่ำเสมอ และอาจเกิดผลค้างเคียงได้ เช่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ อาจทำให้ผิวไม่สม่ำเสมอ มีการยุบบุ๋มเป็นบางที่ หรืออาจทำให้ผิวไหม้ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ต้องทำกับเครื่องแท้ที่มีเอกสารผ่านการรับรอง และควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะแพทย์จะสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับปัญหาของคนไข้ได้ รวมถึงประสบการณ์และฝีมือของแพทย์ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนในการรักษาด้วย Thermage

  1. แพทย์จะเริ่มต้นการทำรักษาโดยให้ความเย็นกับผิวชั้นบน เพื่อให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย
  2. วางหัว Tip ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษบนบริเวณผิวที่จะทำการรักษา
  3. พลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะถูกส่งผ่านลึกลงไปยังชั้นผิวแบบเฉพาะเจาะจง และเกิดเป็นพลังงานความร้อน เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว
  4. แพทย์จะใช้ Cryogen เพื่อช่วยให้ความเย็นกับชั้นผิว ให้รู้สึกสบายหลังการรักษา โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษานั้นจะประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ความรู้สึกระหว่างทำการรักษาด้วย Thermage

ในขณะที่ทำการรักษาและหลังการรักษา จะรู้สึกสบายไม่มีการแสบร้อน เนื่องจากขั้นตอนการส่งผ่านพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นเพื่อหยุดยั้งสัญญาณการตอบสนองของระบบประสาท และในระหว่างขั้นตอนการทำ ระบบการให้ความเย็นแก่ผิวนั้นจะเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการส่งผ่านพลังงานไปยังผิว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนจำกัดอยู่แค่ในชั้นของหนังแท้และเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวเท่านั้น โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก ในขณะทำการรักษาด้วย Thermage ทุก 1 shot จะรู้สึกเป็น 3 ช่วง คือ เริ่มจากรู้สึกเย็นสั้น ๆ จากนั้นจะรู้สึกว่าหัว Tip สั่น พร้อมกับได้รับความร้อนลึก ๆ แล้วก็รู้สึกเย็นอีกครั้ง ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเพียง 2 วินาทีต่อ 1 shot

หลังทำ Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

ก่อนจะทำ Thermage ควรรู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทำได้ ซึ่งเทคโนโลยี Thermage นั้น เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัย เนื่องจากได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ในผลการรักษา ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้นมีน้อยมาก เรียกว่าน้อยกว่า 1% ผลข้างเคียงที่พบคือ อาจเป็นผื่นในบริเวณที่ทำ หรือเกิดการบวมแดงขึ้นเล็กน้อย และจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวังการทำ Thermage ก็คือ ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังจากการรักษา โดยบริเวณแก้มและคางจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้น ใบหน้าที่ความเรียวกระชับได้สัดส่วน เนื่อจากไขมันส่วนเกินได้ถูกกำจัดออกไป ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง ดูอ่อนวัย เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลึกถึงระดับเซลล์ผิว มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของความกระชับ เรียบเนียน ผิวจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว เพราะเส้นใยคอลลาเจนที่สมบูรณ์จะช่วยให้ผิวเรียบตึงและริ้วรอยลดลง หลังการรักษาด้วย Thermage จะสามารถอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ขึ้นกัอยู่กับช่วงอายุ การดูแล และการตอบสนองของแต่ละบุคคล

การดูแลหลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะมีจุดเด่นก็คือ หลังจากการทำเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องดูแลผิวเป็นพิเศษ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง เพียงแค่ดูแลผิวทั่วไป เช่น ทาครีมบำรุง ครีมกันแดด และไม่จำเป็นต้องทำการพักฟื้น สามารถแต่งหน้าได้ตามไลฟ์สไตล์ประจำวัน ไม่ต้องเพิ่มเติมการดูแลให้วุ่นวาย ทั้งยังไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงแสงแดด และไม่มีข้อควรระวังพิเศษก่อนและหลังการรักษาเหมือนกับการทำเลเซอร์ทั่วไป และนี่ก็คือข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage ที่ควรจะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ ไม่ว่าจะเลือกเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องหาข้อมูลให้มากพอและทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่ว่าจะได้ตอบสนองผลลัพธ์ได้อย่างตรงความต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกสถานที่ทำที่ได้มาตรฐาน เพราะในปัจจุบันเราสามารถทำ Thermage ในราคาที่เหมาะสมได้ ซึ่งถ้าหากราคาถูกเกินไป อาจจะมีการใช้เครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเครื่องเลียนแบบได้ จึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนตัดสินใจทำด้วย

 

 

ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Ulthera

ใคร ๆ ก็อยากมีใบหน้าที่ดูเด็ก ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย หากเป็นในยุคก่อน ๆ ก็คงจะนึกถึงแต่การผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อยกกระชับใบหน้า แต่ในปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมความงามหลายรูปแบบให้เราเลือกสวยได้ทันที โดยไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องพักฟื้นอีกด้วย หนึ่งในทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ลดเหนียง ปรับรูปหน้า แบบไม่ต้องผ่าตัด นั่นก็คือ ulthera (อัลเทอร่า) ที่จะช่วยให้คุณดูเด็กลงไปเป็นสิบปี ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แถมยังได้รับความนิยมไม่แพ้วิธีอื่น ๆ อีกด้วย แต่ก่อนจะไปทำกันนั้น เรามารู้ถึงข้อควรรู้ต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังทำ Ultrera กันก่อน

Ulthera คืออะไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวด้วยเทคโนโลยีการรักษาโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ที่พัฒนาและปรับปรุงมาจากเทคโนโลยี Ultrasound จนสามารถนำมาใช้ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ โดยใช้เครื่องเลเซอร์ที่มีชื่อว่า Ultrera ส่งผ่านพลังงานคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง เจาะจงไปยังบริเวณเนื้อเยื่อชั้น SMAS (Superfical Muscular Aponeurotic System) ในระดับที่เทคโนโลยีอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้มาก่อน และเมื่อชั้น SMAS มีการหดตัว ก็จะทำให้ผิวของเรามีการยกกระชับขึ้น โดยไม่ต้องใช้เข็มหรือทำลายผิวชั้นบน โดยแพทย์จะสามารถเห็นสภาพผิวหนังที่กำลังรักษาผ่านหน้าจอของเครื่อง ทำให้เกิดความแม่นยำสูงในการรักษา และให้ผลที่ดีกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งคลื่นอัลตร้าซาวด์นี้จะไปกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ให้ผิวค่อย ๆ ตึง เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ

การทำ Ultrera เหมาะสำหรับใครบ้าง รู้ไว้ก่อนตัดสินใจทำ

  1. ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยตามวัย แต่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า ไม่อยากพักฟื้น
  2. ผู้ที่กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการปรับรูปหน้า ลดเหนียง ลดแก้ม ลดคางสองชั้น
  3. มีปัญหาหนังตาตก ขอบตาล่างหย่อนคล้อย หางตาตก หางคิ้วตก ต้องการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด
  4. ผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์และมีความยืดหยุ่น ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ต้องการแก้ปัญหาเนินอกและลำคอเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย

ทั้งนี้อายุที่เหมาะสมในการทำ Ultrera ที่แนะนำคือ 30-60 ปี ซึ่งเมื่อเข้าสู่วัย 30 ขึ้นไปแล้วนั้น จะเป็นช่วงที่เริ่มมีริ้วร้อยตามวัย และร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนน้อยลง ทำให้ผิวไม่มีความยืดหยุ่น ส่วนวัย 60 ปี จะเป็นช่วงที่ผิวมีร่องลึกและริ้วรอย สัญลักษณ์ของการแก่ชราเพิ่มมากขึ้น การทำ Ultrera จะช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระชับ เต่งตึง ริ้วรอยจาง และใบหน้าได้รูปเรียวสวยมากยิ่งขึ้น

การเลือกทำ Ultrera ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

การทำ Ultrera นั้น มีสถานประกอบการหรือคลินิกมากมายให้เลือก ควรเลือกสถานที่ที่ใช้เครื่อง Ultrera ที่ได้มาตรฐาน เป็นเครื่องแท้จากสหรัฐอเมริกา เพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี สถานที่ทำควรเป็นสถานที่ที่เป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ และต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาก่อนเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ที่จะอยู่ได้นานจะขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ ทั้งด้านการออกแบบรูปหน้า และความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

ในเรื่องของราคานั้น ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงก่อนทำ เนื่องจากแต่ละสถานที่จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป โดยดูจากบริเวณของผิวหนังที่ต้องการการรักษา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล และหลาย ๆ ที่มักจะจัดโปรโมชั่น ควรสำรวจราคาและความเหมาะสมก่อนตัดสินใจทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป

ขั้นตอนการทำ Ultrera

หลังจากตัดสินใจเลือกสถานที่ทำ Ultrera ได้แล้วนั้น ก่อนทำไม่จำเป็นต้องเตรียมผิวหรืองดการทานอะไร สามารถดูแลผิวได้ตามปกติ และสามารถเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

  1. แพทย์จะต้องประเมินสภาพปัญหาผิวก่อนว่าจะต้องใช้จำนวนช็อตเท่าไหร่ และค่าพลังงานเท่าไหร่ โดยขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ และปัญหาของแต่ละคน
  2. หลังจากวางแผนการรักษาแล้ว จะมีการเตรียมผิวก่อนทำ Ultrera โดยทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ทำ
  3. แปะยาชาบริเวณผิวหน้าที่ต้องการทำ ก่อนทำการรักษาประมาณ 30-45 นาที เมื่อครบเวลาก็จะทำการเช็ดออก
  4. แพทย์จะใช้หัว Ultrera สัมผัสเบา ๆ ที่ผิวหน้า และเคลื่อนไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วบริเวณผิว โดยจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45-60 นาที
  5. อาจต้องกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเพื่อติดตามผลการรักษา

ผลลัพธ์หลังจากทำ Ultrera

หลังจากการทำ Ultrera จะรู้สึกเลยว่าหน้ายกกระชับขึ้นทันที ประมาณ 20-30% เนื่องจากจะเป็นการรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นหลังการรักษาประมาณ 1 เดือน ผิวจะเริ่มตึงและยกกระชับขึ้น เหนียงใต้คางลดลง รูปหน้าเรียววีเชฟขึ้นจากเดิม กรอบหน้าเด่นชัดขึ้น หางตา หางคิ้ว หนังตา และใต้ตาที่หย่อนคล้อยก่อนทำจะยกกระชับขึ้น และเมื่อผ่านไปแล้ว 3-6 เดือนหลังทำ จะพบว่าผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนเล็กลง รวมถึงริ้วรอยต่าง ๆ ร่องแก้ม ได้หายไป ผลลัพธ์นี้จะคงอยู่นาน 1-2 ปี แต่ทั้งนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ด้วยเช่นกัน

อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังทำ Ultrera

  1. อาจมีอาการบวมเกิดขึ้นได้ในบางคน แต่จะไม่บวมเยอะ หรือบวมขนาดช้ำ แต่จะบวมเพียงเล็กน้อย สามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อลดอาการบวมได้ ทั้งนี้อาการบวมนั้นจะหายเป็นปกติได้เองหลังจากทำไปแล้ว 2-3 วัน
  2. อาการระบมใต้ผิว ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ทำ Ultrera หากมีอาการเป็นเยอะหรือรู้สึกมาก แพทย์จะให้ยามาทานแก้ปวด ซึ่งอาการระบมจะหายไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ
  3. หลายคนที่ทำ Ultrera อาจมีอาการผิวแห้งลงในช่วงแรก ส่วนหนึ่งมาจากการทายาชาจะทำให้ผิวบริเวณนั้นมีการแห้งเพิ่มขึ้นได้ สามารถดูแลได้โดยทาครีมที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้น และไม่ลืมที่จะทาครีมกันแดดเป็นประจำด้วย และควรงดการใช้ครีมในกลุ่มของไวท์เทนนิ่ง ผลัดเซลล์ผิว อย่างน้อย 1 สัปดาห์

การดูแลตนเองหลังจากทำ Ultrera

  1. หลังจากทำ Ultrera แล้วนั้น เราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เช่น การแต่งหน้า หรือทาครีมกันแดด ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอเมื่อต้องออกจากบ้านไปเผชิญแสงแดด และหลังจาก 1 สัปดาห์หลังทำ สามารถทำทรีทเมนท์ หรือทำเลเซอร์อื่น ๆ ต่อได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าแรงจนเกินไป เนื่องจากอาจมีอาการบวมหรือระบมหลังทำได้ในบางราย
  3. หากมีอาการบวมแดง สามารถใช้การประคบเย็น และการนอนหมอนที่สูงขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นได้

สรุปแล้วการทำ Ultrera นั้นดีหรือไม่

แม้ว่าเทคโนโลยีการทำ Ultrera จะมีมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ความนิยมก็ยังคงอยู่ และยังแพร่หลายไปทั่วโลก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ยกกระชับผิวได้ลงลึกที่สุด และเห็นผลทันทีหลังจากทำ รวมถึงทำซ้ำเพียงแค่ 1-2 ปีครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ใบหน้ายังคงเต่งตึง ยกกระชับ ดูอ่อนเยาว์ตลอดไปได้ ที่สำคัญคือไม่ต้องพักฟื้น และไม่เจ็บตัว แถมผลลัพธ์ที่ได้ยังดูเป็นธรรมชาติต่างจากการผ่าตัด ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ คุ้มค่ากับราคา

การดูแลตนเองและผิวพรรณนั้น ไม่ต้องรอให้ถึงวัยที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อยแล้วถึงจะดูแลได้ เราสามารถใส่ใจดูแลผิวพรรณตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ ยิ่งเมื่ออายุยังน้อย ควรหาวิธีการยืดอายุผิว และไม่ทำร้ายผิวให้แย่ลงหรือดูแก่ก่อนวัย ดังนั้น เมื่ออายุประมาณ 25 ปี ก็สามารถเริ่มทำ Ultrera ได้แล้ว เพราะผิวในวัยนี้แม้จะยังไม่มีริ้วรอยเด่นชัด หรือมีความหย่อนคล้อย แต่ผิวก็เริ่มบางลง และเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเสื่อมสภาพ ความยืดหยุ่นของผิวและการสร้างคอลลาเจนจะลดลง ซึ่งการทำ Ultrera จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างมากขึ้น ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าและผิวพรรณ หากทำต่อเนื่องเป็นประจำทุก 1-2 ปี ผิวจะดูอ่อนวัยลงไปเป็นสิบปีจนคุณสัมผัสได้

 

 

 

บอกเล่าประสบการณ์ก่อนทํา Ulthera และข้อควรระวังที่ควรรู้

นวัตกรรมการทำ Ulthera คือหนึ่งในเทคโนโลยีกระชับใบหน้ายอดนิยม เนื่องจากมีจุดเด่นในการรักษาคือ ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ทันทีหลังทำ กรอบหน้าชัดเจนขึ้น ช่วยลดริ้วรอย มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเรียบเนียน อิ่มฟู และรูขุมขนกระชับ ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่กลับได้ใบหน้าที่เรียวสวยไม่หย่อนคล้อยกลับคืนมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำกันนั้น เราได้รวบรวมรวมประสบการณ์ก่อนทำ Ulthera และข้อควรรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพิจารณาได้ง่ายยิ่งขึ้น

รู้ไว้ก่อนทำ Ulthera

  1. อย่างแรกเลยคือต้องรู้ถึงปัญหาของใบหน้าตนเองก่อน เพราะนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลายวิธีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ulthera, Thermage หรือ HIFU ซึ่งหากว่าคุณเป็นคนที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อใบหน้า ต้องการลดริ้วรอย และต้องการให้หน้าได้รูปชัดเจน การทำ Ulthera ก็จะเหมาะสมสำหรับคุณที่สุด เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่สามารถยิงลึกลงไปถึงผิวชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังที่ช่วยพยุงโครงร่างผิวหนังไว้ ทำให้มีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าได้เป็นอย่างดี
  2. แม้ว่าเทคโนโยลีการทำ Ulthera นั้นจะไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะมีความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นได้ เนื่องจากได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำการยกกระชับหรือดึงหน้าให้ตึง ยิ่งลึกลงใต้ชั้นผิวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเจ็บมากเท่านั้น หากคุณไม่สามารถทนเจ็บได้ อาจจะพิจารณาเลือกเป็นเทคโนโลยีอื่นอย่าง Thermage แทน
  3. หากมีปัญหาในบริเวณอื่น ๆ ที่ผิวค่อนข้างบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก การรักษาด้วยวิธี Ulthera อาจไม่สามารถช่วยยกกระชับได้ แต่แพทย์สามารถผสมผสานเทคโนโลยีระหว่าง Ulthera และ Thermage ในการรักษาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้
  4. ค่าใช้จ่ายในการทำ แม้ว่า Ulthera และ Thermage จะมีราคาใกล้เคียงกัน แต่การรักษาด้วย Ulthera จะคุมงบประมาณได้มากกว่า เพราะสามารถเลือกทำบริเวณที่ต้องการก่อน และกำหนดจำนวนช็อตที่จะทำได้ เช่น อยากยกกระชับบริเวณคิ้วและหางตา ก็อาจจะใช้เงินที่ไม่มากนักในการทำแต่ละครั้ง
  5. ระยะเวลาของการเห็นผล การทำ Ulthera จะเห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะรู้สึกถึงผิวกระชับได้ในการทำครั้งแรกประมาณ 20-30% แต่เนื่องจาก Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดทำศัลยกรรม จึงทำให้ไม่สามารถเห็นผลชัดเจน 100% ได้ในทันที ต้องใช้ระยะเวลา โดยจะเห็นชัดขึ้นหลังทำประมาณ 3-6 เดือน และผลจะคงอยู่นาน 1-2 ปี แล้วแต่สภาพผิวและการดูแลของแต่ละคน
  6. ความปลอดภัยในการทำ การทำ Ulthera มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA เครื่องมือที่ใช้ทำจึงมีมาตรฐานและปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก่อนทำต้องสอบถามให้แน่ชัดและสังเกตให้ดีก่อนว่า เครื่องที่คลินิกหรือสถานประกอบการนั้น ๆ ใช้ เป็นเครื่องแท้หรือไม่ เพราะหากเป็นเครื่องลอกเลียนแบบจะทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านของผลลัพธ์ที่ได้และผลข้างเคียงจากการทำ

Ulthera, Thermage และ HIFU แตกต่างกันอย่างไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวหน้าทั้ง 3 แบบ อย่าง Ulthera, Thermage และ HIFU นั้น ล้วนแล้วแต่ช่วยให้ใบหน้ากระชับ ปรับรูปหน้า แต่เทคโนโลยีแต่ละอย่างนั้น ก็ย่อมมีวิธีการแตกต่างกันออกไป ใครที่สนใจในการทำ Ulthera นั้น มาดูความแตกต่างของการยกกระชับทั้ง 3 แบบนี้กันก่อน เพื่อจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

– Ulthera นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ลงไปยังชั้น SMAS ที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อ เป็นชั้นผิวที่ลึกที่สุด มีความแม่นยำสูง ความร้อนที่ยิงลงไปทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้เกิดการยกกระชับทันที และผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– Thermage นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดียว สามารถปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่มีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบสูงสุด ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้เกิดการกระชับของผิว ผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอย และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้มีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– HIFU นวัตกรรมยกกระชับที่ปล่อยคลื่นพลังงานอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงลงบริเวณที่ทำ ลึกลงไปยังชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยลดไขมันข้างแก้ม แก้ปัญหาเหนียงและคางสองชั้น ลดริ้วรอยให้ตื้นและเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี และต้องมีการทำซ้ำทุก ๆ 2 เดือน

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง ของการทำ Ulthera ที่ควรรู้

  1. ก่อนจะทำ Ulthera ควรศึกษารายละเอียดของการรักษาให้ดีเสียก่อนว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง เพราะการรักษาด้วย Ulthera นั้น เน้นไปที่การยกกระชับใบหน้า ให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่สามารถช่วยลดร่องรอยจุดด่างดำ หรือช่วยบำรุงผิวได้โดยตรง และอยู่ได้เพียง 1-2 ปี เป็นทางเลือกที่ดีของคนที่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า
  2. ควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ สะอาด และถูกหลักอนามัย ตั้งอยู่ในแหล่งที่เป็นที่รู้จักและหาง่าย ไม่ใช่คลินิกเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในซอกซอยที่ลึกลับ และใช้เครื่องมือนำเข้าอย่างถูกต้อง เป็นของแท้ มีการรับรองจาก FDA จากอเมริกา และ อย.ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ตรวจสอบได้ เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลลัพธ์ที่จะได้
  3. แพทย์ที่จะทำต้องจบด้านการแพทย์โดยตรง และมีประสบการณ์ในด้านศัลยกรรมความงาม รวมถึงใช้เครื่องมือได้อย่างชำนาญ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเทคนิคและฝีมือของแพทย์ที่ทำ ถ้าแพทย์ที่เก่งและมีประสบการณ์สูง ก็จะสามารถยิงคลื่นลงไปได้อย่างตรงจุด ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงต้องเข้าใจในปัญหาและสภาพผิวของคนไข้ด้วย
  4. มีรีวิวการใช้บริการ ด้วยเพราะ Ulthera นั้น จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและปัญหาของแต่ละคน เนื่องจากไม่ใช่การผ่าตัดยกกระชับผิวหน้าจึงจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนนักในช่วงแรก ๆ แต่เราสามารถขอดูรีวิวจากผู้ที่เคยทำ เพื่อดูรูปเปรียบเทียบก่อน-หลัง จากการทำ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดหลังทำ Ulthera

  1. หลังทำ Ulthera จะเห็นผลทันที 20-30% และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ใน 2 เดือน
  2. กรอบหน้าจะชัดขึ้น แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ จากการที่ชั้น SMAS หดตัว
  3. ผิวดูอิ่มฟูขึ้น แน่นขึ้น จากการที่ส่งผ่านพลังงานไปยังชั้นผิวตื้น ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแก่ชั้นผิว
  4. หางคิ้วและหางตาจะถูกยกขึ้น ไขมันหนังตาดูลดลง เหมาะกับคนที่หนังตาหางตาตก แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรม
  5. ใบหน้ายกกระชับขึ้น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละบุคคลนั้นจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลรักษาหลังการทำ Ulthera อีกด้วย แต่หากมีการดูแลที่ดี การทำ Ulthera นั้น สามารถให้ผลลัพธ์ได้ยาวนาน 1-2 ปี

วิธีปฏิบัติตน หลังทำ Ulthera

หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำ Ulthera ความแตกต่างจากนวัตกรรมอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ ข้อจำกัด และข้อควรระวัง ที่รู้กันไปแล้วนั้น เรื่องของวิธีปฏิบัติตนหลังจากการทำ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน

  1. หลังการทำ Ulthera สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้า โดยไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดทุกครั้ง
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าหรือถูหน้าแรง ๆ เพราะในระยะแรกผิวอาจมีอาการบวมได้ ซึ่งสามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อช่วยลดบวม และอาการบวมนั้นจะหายไปได้เองประมาณ 2-3 วันหลังทำ ควรนอนหมอนสูงจะช่วยบรรเทาอาการได้ด้วย

แม้ว่าการทำ Ulthera จะได้รับการยอมรับและกล่าวขานว่าเห็นผลดีและปลอดภัย แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น ต้องศึกษาให้ดีก่อน รวมถึงเลือกแพทย์และคลินิกที่เชื่อถือและไว้ใจได้ นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

ร้อยไหม และฉีดแฟต ไปพร้อมกัน ทำได้ไหม?

รูปหน้าใครว่าไม่สำคัญ ในปัจจุบันนี้หลายคนอยากที่จะกำหนดรูปหน้าของตัวเอง ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะรูปหน้าเรียวไข่ หรือรูปหน้าวีเชฟแบบสาวเกาหลี จะดีไหมถ้าเราสามารถเลือกรูปหน้าของเราได้ ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหม ที่ช่วยปรับรูปหน้ากระชับ ได้รูป ไม่กลม ไม่บาน ไม่หย่อน ไม่คล้อย ให้ออกมาเป็นรูปหน้าแบบที่เราฝันได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะร้อยไหมปรับรูปหน้าแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ช่วยลดแก้ม สลายไขมัน และทำให้หน้าเรียว นั่นก็คือ การฉีดแฟต แล้วเราสามารถทำการร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

ร้อยไหม คืออะไร

ร้อยไหม คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวให้กลับมาดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่จะใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อทำกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวกระชับขึ้น สามารถทำได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แต่คนนิยมทำกับผิวหน้ามากกว่า เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ได้อย่างเห็นผล และช่วยยกกระชับริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ อีกด้วย โดยการใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง เพื่อการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง และเนื่องจากไหมที่ใส่เข้าไปนั้นเป็นไหมละลาย คอลลาเจนที่เป็นเนื้อเยื่อของเราจะเข้าไปทดแทนไหมที่ละลายนั้น ทำให้ใบหน้าของเราดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ร้อยไหม ปลอดภัยหรือไม่

ไหมที่ใช้ในการทำนั้นเป็นไหมละลาย และจะละลายจนหมดไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย และไม่ไหลไปมาเหมือนฟิลเลอร์ ทำให้การร้อยไหมมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยกรีด และไม่มีการเสียเลือด เพียงแค่ฉีดเส้นไหมเข้าไปในร่างกายเท่านั้น

ชนิดของเส้นไหมมีกี่ประเภท

การร้อยไหมเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้านั้น จะนิยมใช้เส้นไหม 4 ประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามลักษณะของตัวไหม ดังนี้

  1. ไหมละลายแบบเรียบ (Mono threads) เป็นไหมละลายเส้นเรียบ ที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียว เริ่มใช้ในสมัยแรก ๆ ที่การร้อยไหมยังไม่เป็นที่นิยมนัก เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง ใบหน้าที่ถูกร้อยไหมจะดูเต่งตึงขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ และในปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่มีการใช้ไหมเรียบชนิดนี้กันแล้ว
  2. ไหมละลายแบบเกลียว (Screw threads) เป็นไหมละลายที่มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ ลักษณะเป็นเกลียวคล้ายสปริง เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง สามารถช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนยานได้
  3. ไหมละลายแบบเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำให้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้า เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณคาง หรือปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก
  4. ไหมละลายแบบกรวย (Silhouette soft) เป็นไหมละลายรูปแบบใหม่ ที่มีเทคนิคการร้อยใกล้เคียงกับไหมชนิดมีเงี่ยง ไหมชนิดนี้เน้นช่วยยกกระชับผิวมากกว่าการสร้างคอลลาเจน สามารถยกกระชับผิวได้ดีกว่าไหมรูปแบบอื่น และได้ผลยกกระชับที่ยาวนานกว่า โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ราว ๆ 1-3 ปี แต่ด้วยความที่ไหมชนิดนี้มีราคาสูง จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

ฉีดแฟต คืออะไร

การฉีดแฟต ที่เรียกกันติดปากนั้น ที่จริงแล้วมาจากคำว่า เมโสแฟต (Meso Fat) การฉีดเมโสแฟตนั้น คือนวัตกรรมสลายไขมันในร่างกาย โดยการฉีดยาเพื่อไปสลายไขมันบริเวณนั้นๆ และขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฉีดสาร Meso Fat ได้ เพราะอาจมีอาการแพ้สาร Meso Fat อีกทั้งหากได้รับการฉีด Meso Fat ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ชั้นไขมันเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อลุกลามได้ วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์ หรือคนที่ต้องการปรับรูปร่างให้กระชับสมส่วนยิ่งขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณแก้มและคาง เพื่อให้ใบหน้าเรียวสวยได้

ฉีดแฟต ปลอดภัยหรือไม่

ปกติแล้วการฉีดแฟตโดยผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย แต่หากฉีดในสถานบริการหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เป็นที่รู้จักก็อาจเสี่ยงอันตราย และส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยได้ เนื่องจากอาจมีการใช้ Meso Fat สูตรที่อันตราย ที่ทางอ.ย.ประกาศเตือน อันได้แก่

  1. การใช้สเตียรอยด์ ปกติแล้วแพทย์ผิวหนังจะใช้สเตียรอยด์ในการรักษา ฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ และใช้ในปริมาณที่น้อย แต่สเตียรอยด์ที่บางคลินิกนำมาผสม Meso Fat ในปริมาณมาก เพื่อการเห็นผลไว แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้หน้าบวมขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากไปกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ซึ่งสเตียรอยด์ที่ผสมใน Meso Fat จะมีทั้งแบบสีขาวขุ่นและสีขาวใส ดังนั้น ก่อนฉีดทุกครั้งควรขอดูยี่ห้อ Meso Fat ก่อนเพื่อความปลอดภัย
  2. ยาสลายฟิลเลอร์ ที่ชื่อว่า Hyaluronidase ปกติแล้ว จะมีการใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการนำมาฉีดในปริมาณมาก ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป เนื้อยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เห็นผลไว ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนยานลงได้

ร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

หากต้องการลดไขมันบนใบหน้า ไปพร้อม ๆ กับการยกกระชับใบหน้าด้วยนั้นสามารถทำได้ เพราะทั้งสองวิธีจะมีกลไกการทำงานและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แต่กลับช่วยเสริมให้ผลลัพธ์ออกมาดูดียิ่งขึ้น ซึ่งการร้อยไหมนั้นจะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กในทันที ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย ส่วนการฉีดแฟตนั้นคือสลายไขมันสะสมด้วยเมโสแฟต ปรับหน้าเรียวเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างของลักษณะของใบหน้าที่สามารถทำการร้อยไหมและฉีดแฟตไปพร้อมกันได้นั้น ได้แก่

  1. ผู้ที่มีรูปหน้าที่มีแต่แก้มแต่ไม่มีกราม ต้องการมีใบหน้าเรียวเป็นวีเชฟ สามารถฉีด Meso Fat เพื่อลดไขมันบริเวณแก้ม และยกกระชับรูปหน้าให้เรียวเป็นวีเชฟด้วยการร้อยไหม เท่านี้ก็จะได้รูปหน้าที่เป๊ะปัง กรอบหน้าชัดขึ้น
  2. ผู้ที่มีโหนกกราม ไม่มีแก้ม และไม่มีกราม แต่ต้องการปรับรูปหน้าใหม่ให้เรียวขึ้น ก็สามารถใช้วิธีร้อยไหมลดโหนกแก้ม และฉีด Meso Fat เพื่อให้โหนกแก้มดูต่ำลงมาได้
  3. ผู้ที่มีใบหน้ารูปเหลี่ยม มีกราม มีแก้ม ต้องการแก้ปัญหาลดความเหลี่ยมของใบหน้า เพื่อเเก้ปัญหารูปหน้านั้นสามารถฉีด Meso Fat เพื่อสลายไขมัน ในกรณีที่แก้มเยอะก็ต้องฉีดหลายเข็มจนกว่าแก้มจะหาย แล้วจึงร้อยไหมเพื่อยกกระชับปัญหาเเก้มคล้อย หลังจากฉีด Meso Fat แล้ว

หากอยากมีใบหน้าเรียวสวย เราสามารถเลือกวิธีในการแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า หรือฉีดแฟตเพื่อสลายไขมันที่แก้มให้หน้าดูเล็กลง แต่เพื่อความหน้าเรียวระดับ 10 ก็สามารถฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้มก่อนแล้วถึงตามด้วยการร้อยไหม เพื่อยกกระชับหน้าให้เรียวแบบสุดขีดได้ แต่ทั้งนี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อดูปัญหาของใบหน้าเราว่าควรจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเห็นผลในระยะยาว ปัญหาของรูปหน้าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ด้วยเพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาความสวยงามให้เราได้ เพียงเลือกให้ถูกต้องและเหมาะสมกับปัญหาของตนเอง และต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญ นอกจากจะทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการแล้วนั้น ยังหมายถึงความปลอดภัยอีกด้วย

อยากหน้าเรียวต้องอ่าน Thermage กี่วันเห็นผล?

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปัญหาหนึ่งที่จะต้องพบเจอนั่นก็คือ ผิวหน้าไม่กระชับและหย่อนคล้อย ปัญหานี้พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย หลายคนจึงต้องสรรหาสารพัดครีมมาใช้ แต่นั่นก็ใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผลหรือรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง และด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ของการยกกระชับปรับรูปหน้าที่เรียกว่า Thermage จึงทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกแก้ไข ช่วยคืนความอ่อนวัยให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องใช้เวลานานในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เฉกเช่นการใช้ครีมหรือทำทรีทเมนท์ หลายคนคงเกิดคำถามที่ว่า แล้วการทำ Thermage กี่วันเห็นผล? เรามาหาคำตอบนี้กัน

รู้จักกับ Thermage

Thermage คือหนึ่งในนวัตกรรมของการยกกระชับผิว ทั้งผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก และทุกส่วนของร่างกายที่ต้องการให้ผิวมีความกระชับ ขจัดเซลลูไลท์ และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้ ด้วยเครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) ที่มีเทคโนโลยีในการปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ที่อยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย สลายไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด และช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป็นวิธีที่ดีในการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือทำศัลยกรรม สามารถปรับให้รูปหน้าเรียวสวย ยกกระชับผิวรอบดวงตา และมีกระบวนการรักษาเพียงครั้งเดียวแบบไม่ต้องเจ็บตัว

Thermage ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  1. ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยไปตามวัยและกาลเวลา สร้างกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ให้ใบหน้าเรียวโดยไม่ต้องผ่าตัด
  2. ช่วยยกกระชับบริเวณเปลือกตา สำหรับคนที่หนังตาตก ผิวรอบตามีความหย่อนคล้อย ให้กระชับและดวงตาดูสดใสขึ้น
  3. ช่วยลดบริเวณแก้มและเหนียง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเนื้อแก้มเยอะ หรือมีเหนียงที่ชัดเจน
  4. ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบริเวณใบหน้าและร่องแก้มลึก และเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหน้า
  5. ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังจากลดน้ำหนัก และผิวที่ท้องแตกลายหลังคลอดบุตร
  6. ช่วยขจัดเซลลูไลท์ตามร่างกาย ให้ต้นขา ต้นแขน สะโพก และหน้าท้อง กระชับขึ้น

Thermage กี่วันเห็นผล

Thermage จะใช้เวลาในการทำ 1-2 ชั่วโมง และหลังจากทำเสร็จจะเห็นผลในเรื่องยกกระชับแบบทันทีประมาณ 30% หลังจากนั้นสภาพผิวจะดีขึ้นจากการที่มีการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวใหม่ โดยจะเห็นผลเต็มที่ในเวลา 3-6 เดือน และจะอยู่ไปอย่างน้อยราว ๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละคน สำหรับคนที่ต้องการให้ผลลัพธ์อยู่นาน ๆ สามารถทำซ้ำได้ในอีก 6 เดือนหลังจาก Thermage หมดฤทธิ์ ซึ่งการทำต่อเนื่องปีละครั้งจะช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้น และเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการชะลอวัยให้กับผิวหน้าได้ในระยะยาว

ขั้นตอนการทำ Thermage

  1. ทายาชาลงบนผิวบริเวณที่จะทำ Thermage ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้ยาชาออกฤทธิ์
  2. ทำความสะอาดผิวด้วยแอลกอฮอลล์ และแพทย์ผู้ทำจะทำการลอกรูปตาราง (Grid Paper) ลงบนผิว เพื่อความแม่นยำในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ เนื่องจากคนไข้บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ส่วนผสมในการลอกรูปตารางลงบนผิวได้ แพทย์อาจทำการพิจารณาไม่ใช้รูปตาราง
  3. ยิงรักษาทีละจุดตามตารางจนทั่วบริเวณจนครบจำนวนช็อต เช่น 600, 900 หรือ 1,200 ช็อต
  4. ให้ความเย็นแก่ผิวชั้นบนเป็นครั้งสุดท้าย (Spray Cooling) เพื่อป้องกันผิว Burn
  5. แพทย์อาจมีการกลับมายิงซ้ำในบริเวณที่ต้องการการรักษาหรือเน้นการดูแลเป็นพิเศษ
  6. หลังจากยิงเสร็จแล้ว ทำความสะอาดผิวและลบตารางออก

ผลข้างเคียงของการทำ Thermage

Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ปลอดภัยเพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้มีผลข้างเคียงน้อยมาก อาการที่อาจพบได้หลังจากการทำคือ

  1. รอยแดงหลังทำ สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการเกิดความร้อนที่บริเวณใต้ผิวหนังที่ทำ และจะหายได้เองหลังทำไม่กี่ชั่วโมง
  2. อาการบวม นูน เป็นอาการข้างเคียงที่อาจพบได้บ้าง แต่จะเป็นการบวมเพียงเล็กน้อย ไม่ได้บวมมากหรือรุนแรงเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม สามารถหายได้เองและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. ผิวไหม้ (Burn) อาจมีการเกิดขึ้นได้สำหรับการรักษาที่ใช้ความร้อนมากเกินไป เช่น ระดับ 3-4 เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นกว่าระดับอื่น แต่อาจส่งผลข้างเคียงหลังทำให้ผิวไหม้ หรือเกิดการบาดเจ็บระหว่างทำได้ เพราะฉะนั้นหากเรามีความรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว ต้องรีบบอกแพทย์ผู้ทำการรักษา เพราะปกติแล้วความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ Hot But Tolerated หรือร้อนในระดับที่พอทนได้ แต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด

คำแนะนำในการดูแลตนเองก่อนและหลังทำ Thermage

  1. ก่อนทำควรพักผิวหน้าหรือผิวบนร่างกายในบริเวณที่ต้องการทำ โดยงดการทำทรีทเมนท์หรือเลเซอร์อื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย Thermage
  2. เน้นทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่ต้องการทำอย่างสม่ำเสมอ และควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไปร่วมด้วย
  3. ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหรือต้องโดนแดดจัด ๆ โดยตรง หลังทำ Thermage ประมาณ 1 สัปดาห์
  4. หลังทำ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป เป็นประจำ
  5. หากแพทย์ให้ครีมบำรุงมาทา เพื่อป้องกันการอักเสบ บวม แดง และรอยแผลเป็น ควรทาครีมอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

ข้อดีของการทำ Thermage

  1. Thermage เป็นการยกกระชับผิวที่เห็นผลชัดตั้งแต่หลังทำ และให้ผลลัพธ์ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้เวลารอนาน
  2. การทำ Thermage สามารถช่วยปรับรูปหน้าได้ตามต้องการ และแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยได้ทั้งใบหน้า ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง
  3. สามารถทำได้ทุกสีผิวโดยไม่จำกัด แม้ว่าจะมีสีผิวเข้มก็ตาม
  4. Thermage เป็นการทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นผล หากเทียบกับการทำเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3-4 ครั้ง กว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างต้องการ
  5. เห็นผลยาวนาน 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแล รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร หรือการบำรุงผิว
  6. ทำง่าย รวดเร็ว และไม่เกิดผลกระทบหลังทำ เพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไม่เกิดบาดแผลใด ๆ และไม่มีผลกระทบระยะยาว ทั้งยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีหลังทำ

ข้อเสียของการทำ Thermage

อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางคน เช่น รอยแดง บวม แต่สามารถหายเองได้ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ๆ และข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือราคา ที่อาจจะสูงกว่าการใช้วิธีอื่น ๆ

การทำ Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาและแก้ปัญหารูปหน้ารวมไปถึงรูปร่าง ที่ได้ผลดี เห็นผลไว และอยู่ได้นาน ผลข้างเคียงน้อย ไม่มีแผลเป็น และไม่เจ็บขณะทำ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเห็นผลทันทีหลังทำ สามารถลดขนาดต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และบริเวณต่าง ๆ ที่มีปัญหาผิวเปลือกส้มได้ ช่วยลดไขมัน ขจัดเซลลูไลท์ ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงหากทำกับบริเวณใบหน้า นอกจากจะทำให้หน้าได้รูปขึ้นแล้วนั้น ยังช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น แก้ปัญหาหนังตาตก ริ้วรอย ร่องแก้ม ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยยกกระชับแก้มที่ห้อยย้อย หรือเหนียงใต้คาง เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัดทำศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า แต่ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้แพทย์ประเมินถึงความเหมาะสมหรือจำนวนช็อตในการทำ และต้องทำโดยแพทย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะนอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว เรายังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอีกด้วย และนี่ก็คืออีกหนึ่งวิธีในการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัยและเห็นผล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบอกลาริ้วรอยก่อนวัย แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมากระชับ ตึง เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ เด็กลงกว่าเดิม

 

 

 

 

 

อยากรู้ไหมว่า ทำ Ulthera กี่วันเห็นผล?

ปัญหาผิวหน้ามีริ้วรอยและหย่อนคล้อยไปตามกาลเวลานั้น เป็นปัญหาที่หลายคนประสบอยู่ แต่ในยุคนี้ที่มีเทคโนโลยีมากมาย ให้เรากลับมามีผิวเด็กแบบโกงอายุได้ไม่ยาก ด้วยการทำอัลเทอร่าหน้าเด็ก หนึ่งในนวัตกรรมการยกกระชับผิวปรับรูปหน้าด้วยอัลตร้าซาวด์ เพื่อคืนคอลลาเจนให้กับผิว กลับมาเต่งตึงและย้อนวัยได้อีกครั้ง แต่หลายคนคงมีข้อสงสัยว่าการทำ Ulthera นั้นต้องทำกี่วันถึงจะเห็นผล แล้วการทำ Ulthera ช่วยให้หน้าเด็กลงได้จริงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว

การทำ Ulthera คืออะไร

Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดศัลยกรรมและไม่ใช่การทำเลเซอร์ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ที่มีความถี่สูง โดยหลักการทำงานคือ จะปล่อยคลื่นออกมาเป็น dot เล็ก ๆ ที่ผิวหนังในชั้นที่เฉพาะเจาะจงลงไปในผิวชั้นลึก รู้สึกคล้ายมีการเย็บผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงกระชับขึ้น เพราะมีการยิงจุดเล็ก ๆ  และมีระยะห่างเท่า ๆ กัน คือ 1-1.5 มิลลิเมตร เรียงเป็นแนวต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง สามารถทำได้กับทุกสีผิว อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยจาง รู้สึกผิวตึงเหมือนผิวเด็ก ซึ่งประสิทธิภาพและผลการรักษานั้นได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

การรักษาด้วย Ulthera ปลอดภัยหรือไม่

Ulthera เป็นการรักษาที่ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ถึง 50 ปีแล้ว ซึ่งพัฒนาและปรับปรุงมาจากอัลตร้าซาวด์ที่เรารู้จักกันดี โดยมีการใช้ในแพทย์ทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และแพทย์ผิวหนังหลาย ๆ ประเทศ มานานกว่า 12 ปี ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ว่าสามารถยกกระชับตาและใบหน้าได้จริง ทั้งยังมีความปลอดภัยสูงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง จึงมั่นใจได้ในการเข้ารับการรักษา

มีอาการข้างเคียงหลังจากทำ Ulthera หรือไม่

อาการข้างเคียงจากการทำพบได้น้อยมากจนถึงอาจจะไม่พบเลยในบางราย สามารถกลับไปทำงานได้ทันที และใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยที่ไม่ต้องนอนพักฟื้นแต่อย่างใด ในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงหลังทำเพียงเล็กน้อย เช่น ใบหน้าอาจมีอาการบวมหรือแดงสักระยะหนึ่ง ราว ๆ 2-10 วัน และจากนั้นจะทุเลาลงและหายได้เอง

การทำ Ulthera นั้น กี่วันถึงจะเห็นผล

จุดเด่นของการทำ Ulthera คือการ Lifting หรือการยกกระชับผิว ความรู้สึกหลังทำอัลเทอร่าทันทีคือจะรู้สึกร้อนผ่าว ๆ ที่ผิวลึก ๆ เนื่องจากผิวหน้าเราถูกกระตุ้นและยกตัวขึ้นจากการที่ชั้น SMAS หดตัว ผิวที่หย่อนคล้อยดูยกกระชับขึ้นประมาณ 20% และกรอบหน้าชัดขึ้น

– หลังจากทำได้ 3 วัน ผิวจะรู้สึกได้ถึงการกระชับที่มากขึ้น ผิวมีความแน่น เนื้อแก้มที่ห้อยย้อยเริ่มยกตัวขึ้น ผิวดูฟู เด้ง มีความยืดหยุ่น ร่องแก้มและร่องใต้ตาตื้นขึ้นค่อนข้างชัด

– หลังจากทำได้ 7 วัน ผิวหน้าเริ่มยกอย่างชัดเจนขึ้น เนื้อแก้มที่ห้อยตกเริ่มยกกระชับกว่าเดิม กรอบหน้าเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผิวดูมีน้ำมีนวลสดใส

– หลังจากทำได้ 1 เดือน ผิวจะกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างชัดเจน ใบหน้าเริ่มดูอ่อนเยาว์ลงกว่าก่อนทำ

– หลังจากผ่านไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน จะเห็นผลชัดเจนที่สุด เนื่องจากคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นใหม่ จะถูกสร้างออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 เดือน โครงสร้างผิวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ ผิวที่ค่อนข้างเหี่ยวและคล้อยจะดูตึงและกระชับมากขึ้น และคงสภาพอยู่ยาวนานกว่า 1-2 ปี

ซึ่งนอกจากการทำ Ulthera จะทำให้ผิวที่ห้อยย้อยกลับมาเต่งตึงกระชับ กรอบหน้าคมชัดขึ้นแล้วนั้น ยังทำให้ผิวใส มีออร่า และดูอ่อนวัยไปอีกหลายปี ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย สวยจากภายในสู่ภายนอก

การทำ Ulthera ดีจริงไหม?

หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่งการทำ Ulthera นั้น มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มากมายว่าได้ผลดี และการทำ Ulthera ก็เป็นนวัตกรรมยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการทำศัลยกรรมหรือพักฟื้น ส่วนผลลัพธ์ที่ได้นั้น การทำ Ulthera ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้จริง แต่มีปัจจัยที่สำคัญคือ จะต้องทำกับเครื่องมือแท้ที่นำเข้าจากอเมริกา และทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในเครื่องมือเท่านั้น ถึงจะได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี

จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่อง Ulthera ที่ใช้เป็นของแท้หรือของปลอม

เมื่อการจะทำ Ulthera  ให้ได้ผลที่ดีแล้วนั้น จำต้องขึ้นอยู่กับเครื่องที่ใช้ด้วย เพราะ Ulthera เป็นหัตถการที่เป็นที่นิยม ทำให้มีเครื่องปลอมในท้องตลาด ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกันแต่ผลิตมาจากประเทศจีน มีราคาถูกกว่าของแท้มาก แต่เสี่ยงต่ออันตรายและผลลัพธ์ที่ได้ เราสามารถสังเกตคร่าว ๆ ได้ว่าเครื่องแท้นั้นจะต้องเป็นอย่างไร ดังนี้

  1. เครื่องอัลเทอร่าแท้จะมีขนาดประมาณหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ประกอบด้วยตัวเครื่องที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หัวยิง และแฮนพีช
  2. หน้าจอเครื่องจะต้องเป็นแบบ Real Time คือแพทย์สามารถเห็นชั้นผิวของเราได้ขณะที่ทำ
  3. เพื่อผลการรักษาที่ดี ควรจะเป็นเครื่องที่นำเข้าอย่างถูกต้องจากบริษัท Merz Asthetic ที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าเครื่อง Ulthera เพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งเราสามารถเข้าเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อตรวจสอบรายชื่อคลินิกที่ใช้เครื่อง Ulthera แท้ได้โดยตรง
  4. ที่สถานพยาบาลหรือสถานประกอบการ หากมีการใช้เครื่องแท้อย่างถูกต้อง จะต้องมีสัญลักษณ์คริสตัล Ultherapy ใบประกาศ (Certificate of Authenticity) และโล่ ตั้งไว้ยังสถานพยาบาลนั้น ๆ อย่างชัดเจน เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตี

Ulthera มีกี่แบบ

ในความเป็นจริงแล้วนั้น อัลเทอร่ามีเพียงแบบเดียว เพียงแต่ได้มีการอัพเกรดหัวอัลเทอร่าแบบใหม่ให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมถึงทำให้มีอาการเจ็บในขณะทำน้อยลงด้วยนั่นเอง สำหรับชนิดของหัวอัลเทอร่าที่ใช้กันนั้น จะแบ่งตามบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ โดยมี 3 หัวด้วยกันคือ

– หัวขนาด 1.5 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้

– หัวขนาด 3.0 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นไขมัน รอบดวงตา และบริเวณหน้าผาก

– หัวขนาด 4.5 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นกล้ามเนื้อ แก้ม เหนียง และลำคอ

ข้อดีและข้อเสียของการทำ Ulthera

ข้อดีของ Ulthera

  1. สามารถยกกระชับหน้าได้ทุกช่วงอายุ แม้อายุ 45 ปีก็เห็นผล
  2. หลังจากทำแล้ว อยู่ได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการทำ Thermage และ Hifu
  3. เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นพลังงานความร้อนที่สามารถส่งตรงไปยังเนื้อเยื่อบริเวณที่ต้องการแก้ปัญหาได้อย่างเฉพาะเจาะจง จึงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยสูง
  4. นอกจากจะช่วยให้ใบหน้ากลับมากระชับแล้ว ยังช่วยลดจุดด่างดำต่าง ๆ ผิวเรียบเนียนและใสขึ้น ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

ข้อเสียของ Ulthera

  1. ขณะทำการรักษาเพื่อปล่อยคลื่นลงบนผิวนั้น อาจทำให้รู้สึกอุ่นที่ใต้ผิวหนัง และอาจรู้สึกเหมือนมีหนามเล็ก ๆ แทงลงบนผิว แต่แพทย์จะใช้ยาชาทาในบริเวณที่จะรักษาก่อนทำการรักษา เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวได้
  2. ในบางรายอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้บ้าง แต่จะหายเป็นปกติภายใน 1 ชั่วโมง
  3. บางรายอาจพบรอยบวมหรือเขียว แต่สามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน
  4. มีราคาค่อนข้างสูง

การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีการทำ Ulthera นั้น จัดได้ว่าเป็นอีกวิธีที่ปลอดภัยสูง และได้ผลลัพธ์ที่ดี เป็นที่นิยม แต่เทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องมีระยะเวลาของผลลัพธ์ การทำ Ulthera ก็เช่นกัน แม้ว่าจะรู้สึกผิวตึงได้ในทันทีหลังทำ แต่เพื่อผลลัพธ์ที่สูงสุด ก็ต้องใช้เวลาราว ๆ 3-6 เดือน ถึงจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจทำสามารถศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมถึงระยะเวลาในการติดตามผล เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนทำ และเลือกเทคโนโลยีในการแก้ปัญหารูปหน้าหรือผิวหน้าให้ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ให้คุณเปลี่ยนมาเป็นคนใหม่ ที่สวยสดใส หน้าตึงได้ทุกช่วงวัย เหมือนโกงอายุ

 

ความแตกต่างระหว่าง ULTHERA กับ HIFU เลือกแบบไหนดี?

การเสริมสร้างความมั่นใจ หลายคนพยายามทำให้หน้าตาของตัวเองดูดีขึ้นด้วยเครื่องสำอาง อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป ร่างกายก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา การพึ่งแค่เครื่องสำอางเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ผลเท่าที่ควร ปัญหาเรื่องโครงสร้างรูปทรง ร่องรอยพับของผิว ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ริ้วรอย จุดบกพร่องเหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและปลอดภัยเข้ามาช่วยเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด การหันมาพึ่งการทำศัลยกรรมก็เป็นตัวเลือกที่นิยมกันไม่น้อย เทคโนโลยีอันก้าวล้ำทางการแพทย์ พัฒนาไปสู่นวัตกรรมความงามที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค เพราะนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมามากมายสามารถช่วยตอบโจทย์ของผู้หญิงอยากสวยอยู่เสมอ และนวัตกรรมยกกระชับผิว ปรับรูปหน้าให้ตึงกระชับที่เราจะพูดถึงก็คือ ULTHERA กับ HIFU เลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวหน้าของคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเห็นผลกับคุณมากที่สุด

HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมการส่งคลื่นเสียงอัลตร้าซาวนด์ที่มีความเข้มข้นสูง โดยส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนหรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการดึงหน้า ที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น โดยคลื่นอัลตร้าซาวด์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผิวชั้นนอก และไม่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกาย จึงมีความปลอดภัยสูง โดย HIFU ถูกแบ่งออกหลักเป็น 2 ประเภท คือ HIFU แบบธรรมดา ส่งคลื่นพลังงานไปใต้ผิว จนเกิดความร้อน 45-70°C โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.5 mm, HIFU แบบ Macrofocus ส่งคลื่นพลังงานไปใต้ผิว จนเกิดความร้อน 45-70°C โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 0.5-1 mm ซึ่งการทำ HIFU เหมาะกับคนที่ไม่มีไขมันบนใบหน้าเยอะ แต่ผิวหนังหย่อยคล้อย ต้องการกระชับใบหน้า ไม่สามารถกำจัดไขมันหรือลดไขมันบริเวณเหนียงได้ เพื่อให้หน้าดูเด็กลง หน้าเรียวสวย V-Shape สร้างคอลลาเจน กระชับรูขุมขน ฟื้นฟูผิว ขาวใส ผิวใต้คางแน่นขึ้น

ULTHERA คืออะไร?

ULTHERA คือการส่งคลื่นเสียงอัลตร้าซาวนด์ที่มีความเข้มข้นสูง (Focus Ultrasound) เฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความแม่นยำมากกว่า HIFU ซึ่งส่งคลื่นเข้าไปในชั้นผิวหนัง SMAS เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อ และ สร้างคอลลาเจนมาใหม่ การทำงานของ ULTHERA ส่งคลื่นเสียงที่มีพลังงานความร้อนไปใต้ผิว โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 1 mm ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) จนเกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่อ โดยจะมีอุณหภูมิ ประมาณ 65-75 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)  ซึ่งเป็นเซลล์หลักที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน จึงช่วยให้มีการกระตุ้นคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เป็นการคงดุลยภาพของผิวหนังไว้ ทำให้เกิดริ้วรอยได้ช้าลง และช่วยให้ผิวที่เสื่อมสภาพกลับสู่สภาพเดิมทำให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้น และหน้าจอการทำงานสามารถการดูระดับความลึกของจุดที่ยิงลงไป จึงมีความแม่นยำสูง ปลอดภัย ไม่ก่อผลกระทบกับผิวบริเวณข้างเคียง ผลลัพธ์ที่ได้ของ ULTHERA คือ ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น ช่วยให้หน้าดูเด็กลง ลดริ้วรอย ลดคิ้ว แก้ปัญหาหนังตาตก และช่วยลดถุงใต้ตาโดยไม่ต้องผ่าตัด และยังช่วยให้รูปหน้าเรียวขึ้นด้วย

HIFU กับ ULTHERA แตกต่างกันอย่างไร ?

HIFU และ ULTHERA ใช้เทคโนโลยีที่คล้ายกัน คือ ทั้งสองตัวเป็นการใช้คลื่นคลื่นอัลตราซาวด์ที่สามารถลงลึกได้ถึงระดับผิวชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่เป็นเนื้อเยื่อพังผืดบางๆ จะอยู่ลึกสุดและมีผลอย่างมากต่อความกระชับหรือหย่อนคล้อยของผิวด้านบน ดังนั้นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ที่ผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวได้ทุกระดับตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้ายัน SMAS นั้นย่อมส่งผลให้ผิวหน้ากระชับขึ้น กรอบหน้าเรียวสวยได้โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ แต่ว่าก็ยังมีจุดแตกต่างของทั้งสองตัว คือ ULTHERA จะเน้นการยกกระชับ ปรับใบหน้าให้เรียวเข้ารูปได้ทรงสวย ส่วนการที่ริ้วรอยร่องลึกบนใบหน้าตื้นขึ้น และมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นผลพลอยได้ ส่วน HIFU จะนำมาใช้ในการลดแก้ม โหนกแก้ม การทำหน้าเรียว V-Shape หรือว่าลดเหนียงใต้คาง บางคนก็เอามาใช้สำหรับการลดหน้าท้อง ต้นแขน หรือต้นขาก็ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ HIFU และ ULTHERA เหมาะสำหรับคนที่กลัวการลงมีด ไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากเสียเวลาพักฟื้น เจ็บเพียงนิดเดียวหรือแทบจะไม่เจ็บเลย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ข้อสำคัญที่สุดของการตัดสินใจเลือกทำในแต่ละครั้ง ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ใช้ระยะเวลาศึกษาผลิตภัณฑ์ที่สนใจอย่างละเอียด เลือกสถาบันความงามที่น่าเชื่อถือ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังประจำ ที่สามารถให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เลือกอะไรดี HIFU กับ ULTHERA ?

เทคโนโลยีอันก้าวล้ำทางการแพทย์ พัฒนาไปสู่นวัตกรรมความงามที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค และในยุคปัจจุบันอันแสนเร่งรีบจะมีอะไรเหมาะไปกว่านวัตกรรมการยกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องลงมีดผ่าตัด ไม่ต้องทนเจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น และหลังทำเสร็จก็สามารถไปเดินโฉบอวดผิวสวยเต่งตึงได้อย่างสบายใจ สรุปได้ว่าทั้งสองตัวระหว่าง HIFU กับ ULTHERA มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน โดย HIFU จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง ตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น ต้องการยกกระชับใบหน้าให้สวย แก้ไขปัญหาเพียงเล็กน้อยไม่มากนัก และราคาก็ไม่สูงมาก หลังจากทำไม่ต้องพักฝื้นและสามารถทำได้บ่อยครั้ง ส่วน ULTHERA จะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมากขึ้น มีผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่ตึงกระชับ ดูแก่กว่าวัย ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะได้ผลลัพธ์ที่ดีและชัดเจนกว่า ยาวนานกว่า แต่ราคาสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจทำ ต้องเข้าไปปรึกษาคุณหมอและสถาบันความงามชั้นนำที่มีความน่าเชื่อถือ มีเครื่องมือที่น่าไว้ใจ ได้มาตรฐาน นอกจากนี้คุณหมอจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือเป็นอย่างดี เพราะต้องมีการปรับค่าพลังงาน การวางแนวหัวส่งพลังงานระหว่างทำอย่างถูกต้อง ดังนั้นก่อนที่จะทำก็ควรหาข้อมูลเอาไว้เยอะๆ ปรึกษาคุณหมอจนมั่นใจ เพื่อที่จะได้ไม่เซ็ง ไม่เสียเงินเปล่า ทำแล้วเห็นผลทีเดียว และปลอดภัยในระยะยาว

การทำศัลยกรรมแต่ละครั้งความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในปัจจุบันศัลยกรรมความสวยความงามมีอยู่ทุกที่และสามารถเข้าถึงได้ง่าย แถมยังมีราคาที่แตกต่างตั้งแต่ถูกจนแพง ซึ่งแน่นอนว่าราคาถูกกับแพงย่อมมีข้อแตกต่างกันอยู่แล้วใครที่สนใจจะเข้ารับการทำศัลยกรรมแนะนำให้คุณศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการทำ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวคุณเองมากยิ่งขึ้นใครที่มีงบน้อยแต่อยากทำแนะนำว่าให้เก็บเงินอีกนิดดีกว่าห้ามไปทำกับหมอกระเป๋าอย่างเด็ดขาดถึงจะมีราคาทำศัลยกรรมที่ถูกแต่ก็เสี่ยงมากเลยทีเดียวที่จะเกิดผลเสียตามมาในภายหลังจากที่คุณทำมาแล้ว อยากสวยต้องลงทุน ทั้งนี้การทำศัลยกรรมเป็นเรื่องของความพร้อมและความเหมาะสมในแต่ละคนมากกว่า ทำแล้วเราต้องพอใจและยอมรับให้ได้ เพราะผลที่ออกมาจะอยู่กับตัวเราไปอีกนานแสนนาน ชีวิตหลังศัลยกรรมจะมีความสุขขึ้นหรือไม่ ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี  

 

ไขข้อข้องใจ! HIFU ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

ในปัจจุบันนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น มีวิธีหลากหลายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป ทั้งการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า การฉีดไหม การฉีดโบท็อก รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของการแพทย์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหา และสอดคล้องต่อกระแสความนิยมของธุรกิจศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน เพราะสังคมในปัจจุบันรูปร่างหน้าตาภายนอกเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้เกิดการสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ส่งผลต่อการเข้าสังคมพบปะสังสรรค์ หรือติดต่อเจรจาธุรกิจที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ และตัวช่วยที่จะพึ่งพาได้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มา คือ การทำศัลยกรรม จึงบางครั้งเกิดเป็นค่านิยม สวย/หล่อ ด้วยแพทย์ เกิดขึ้น และไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เมื่อผลลัพธ์สามารถเห็นได้อย่างรวดเร็วและออกมาเป็นที่น่าพอใจประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถสร้างสรรค์ความงามได้ดังปรารถนา

มาทำความรู้จัก HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น อัลตร้าซาวด์ที่เน้นความเข้มสูงของ HIFU เป็นเทคนิคการรักษาแบบไม่รุกราน ทำให้เกิดแผลน้อยมาก และยังสามารถใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดหรือน้ำเหลือง หรือเพื่อทำลายเนื้อเยื่อเช่นเนื้องอกผ่านกลไกของ HIFU

ทั้งนี้เทคโนโลยี HIFU มีความคล้ายคลึงกับการถ่ายภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงถึงแม้ว่าจะมีความถี่ต่ำกว่าและต่อเนื่องมากกว่า เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกำลังใช้แว่นขยายเพื่อโฟกัสแสงแดด เฉพาะจุดโฟกัสของแว่นขยายเท่านั้นที่มีความเข้มสูง แม้ว่าจะมีการใช้เลนส์แบบดั้งเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้อย่างง่ายดาย จำนวนครั้งของการทำ HIFU ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้า

หลักการทำงานของ HIFU

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที ลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวหดกระชับและยกตัวขึ้น โดยผิวหนังแท้จะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางหรือชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนใช้หัว 3.0 mm และผิวหนังชั้นเนื้อเยื่อพังผืด ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย

โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังการทำ HIFU

การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ ริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา สำหรับคนที่ไม่อยากฉีดโบท็อกเพราะรู้สึกว่าตึงเกินไป การทำ HIFU เพื่อให้ชั้นผิวหนาขึ้นก็สามารถทำให้ริ้วรอยเหล่านี้น้อยลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายกกระชับขึ้น ริ้วรอยลดน้อยลง กรอบหน้าชัดขึ้น เหนียงลดลง ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลเต็มที่ 100% ในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน อีกทั้ง ยังช่วยคอลลาเจนในรูขุมขน คอลลาเจนที่ร่องแก้ม

อีกหนึ่งจุดเด่นของ HIFU คือ ช่วงไขมันเหนียงและริ้วรอยที่คอ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผลการยกกระชับใบหน้า อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับสภาพผิวของคนไข้ และ HIFU จะสามารถทำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีผลเสีย ยิ่งทำยิ่งกระชับมากขึ้น ซึ่งใบปัจจุบันคนนิยมทำ HIFU ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักหน้าและหน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง HIFU จะช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้

การทำ HIFU ทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

HIFU เป็นนวัตกรรมความงามใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์ความรวดเร็วในการช่วยดูแลผิวหน้า ซึ่งการรักษาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยใช้เวลาการรักษาแค่เพียง 30 – 45 นาที และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานต่อเนื่อง 6 เดือน – 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล) ทั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับแก้มหย่อนคล้อย มุมปากตก หางคิ้วตก จะรู้สึกว่าผิวถูกยกกระชับ หน้าได้รูปขึ้น จะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังการทำประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ คำแนะนำ คือ สำหรับคนที่อายุ 25-35 ปี อาจจะเว้นระยะห่างในการทำมากกว่า แต่แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้งโดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และ 4เดือน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาจะอยู่ยาวนานและได้ประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญหลัก คือ ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อการทำงานอย่างเต็มสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์สูงสุด รักษาสภาพให้ผิวกระชับ เต่งตึงได้อย่างยาวนาน

ทั้งนี้การทำ HIFU ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ว่าเป็นวิธีการยกกระชับใบหน้าที่มีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมากจากผู้เข้ารับการรักษาจริง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตอบโจทย์ของใครหลาย ๆ คนได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านขั้นตอนการรักษาที่ไม่ต้องทนเจ็บ ผลลัพธ์ของการรักษาที่สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา ทั้งยังผลพลอยได้ตามมาทั้ง การช่วยลดไขมันบริเวณกรอบหน้า รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ใบหน้าที่กระชับเข้ารูป แถมยังได้ผิวหน้าที่สดใสเปล่งปลั่งอีกด้วย แต่เนื่องจากการทำ HIFU ราคาค่อนข้างสูงจึงแนะนำให้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจ ว่าจะได้ผลในแบบที่เราต้องการจริงหรือไม่ ได้ผลตามที่โฆษณาจริงไหม ควรเลือกทำที่คลินิกไหนดี และต้องเลือกใช้เครื่องยี่ห้อไหนจึงจะได้ผลคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย สิ่งสำคัญ คือ ศึกษาข้อมูลก่อนทำให้ดี ๆ เพราะถ้าไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ก็ทำให้คุณเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปฟรี ๆ ได้

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที เข้าไปทุกชั้นของผิว ตั้งแต่ ผิวชั้นบนโดยจะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางใช้หัว 3.0 mm ผิวชั้น SMAS ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ