ร้อยไหมยกแก้ม หน้าเด็ก หน้าสวย เพิ่มความสวยกระชับใบหน้า

คนเราทุกคนอยากให้ตัวเองดูดี หน้าเด็ก หน้าสวย และอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงทำให้เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง หนึ่งในเทคนิคเหล่านั้นที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย

การร้อยไหมยกแก้ม คือ เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลาย และโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย วิธีนี้มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ขั้นตอนการทำ และความเสี่ยงอย่างไรบ้าง รายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นว่าจะเพิ่มความกระชับบนใบหน้าด้วยวิธีร้อยไหมยกแก้มดีหรือไม่?

ร้อยไหมยกแก้ม คืออะไร?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิควิธียกกระชับผิวหน้าบริเวณแก้ม โดยจะมีจุดที่ดึงคือ บริเวณแก้มส่วนล่าง และจุดที่ยึดอยู่บริเวณขมับ ดึงเข้าหากันจึงสามารถดึงแก้มที่หย่อนขึ้นได้ทันที ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณแก้ม ร่องจมูก ขากรรไกร หน้าผาก โดยใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง การทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิว และกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง ทั้งยังช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณดังกล่าวมากขึ้น

วัสดุที่ปลอดภัย ใช้สำหรับร้อยไหมยกแก้ม  

แบ่งได้มี 3 ชนิด คุณลักษณะแต่ละประเภทดังนี้

  • PCL (Polycaprolactone) ละลายหมดภายใน 18-24 เดือน เส้นสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด เส้นใหญ่ที่สุด
  • PLLA (Polylactate) ละลายหมดภายใน 12-18 เดือน เส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย
  • PDO (Polydioxanone) ละลายหมดภายใน 4-6 เดือน เส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง เป็นที่นิยมมากที่สุด

เส้นไหมชนิดที่นิยมใช้ร้อยไหมยกแก้มกันมาก ทำมาจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (Polydioxanone หรือ PDO) เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหมยกแก้ม

  1. เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  2. เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  3. เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว

การร้อยไหมยกแก้ม เส้นไหมที่นำมาใช้มีให้เลือกหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะผิวก่อนทำ และทุกประเภทสามารถใช้ร่วมกับการยกกระชับหน้าด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น การใช้ไหมร่วมกับการทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมันที่หน้า เหล่านี้อาจช่วยให้ผิวหนังกระชับตัวมากกว่าการร้อยไหมเพียงอย่างเดียว

อายุเท่าไหร่? ที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมยกแก้ม

การร้อยไหมยกแก้ม การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

ร้อยไหมยกแก้ม ทำได้ที่ไหน? ขั้นตอนมีอะไรบ้าง?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ผู้ที่ต้องการใช้วิธีนี้ควรศึกษาข้อมูลสถานให้บริการที่น่าเชื่อถือ และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอน ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง รวมถึงประเมินความเหมาะสมของคนไข้ต่อการร้อยไหม โดยซักถามประวัติสุขภาพ และตรวจดูว่ามีโรคหรือภาวะที่ไม่แนะนำให้เข้ารับการร้อยไหมยกแก้มหรือไม่  แพทย์แจ้งให้ทราบถึงผลลัพธ์ตามความเป็นจริง ข้อจำกัด ผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างละเอียด ก่อนจะให้เวลาคนไข้กลับไปตัดสินใจว่าจะร้อยไหมยกแก้มหรือไม่? หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมยกแก้ม หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลักในเวลาเพียง 20-40 นาที ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย     อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ร้อยไหมยกแก้ม ใช้ไหมแต่ละชนิดราคาเท่าไหร่?

ร้อยไหมยกแก้ม ราคาก็จะแตกกต่างกันตามชนิดวัสดุของไหม  PDO, PLLA, PCL และโดยดูตามลักษณะเส้นไหม       เช่น ไหมกรวย, ไหมเงี่ยงใหญ่, ไหมเงี่ยงเล็ก, ไหมเกลียว, ไหมเรียบ เราสามารถสอบถามทางคลินิกที่สนใจใช้บริการได้โดยตรง ซึ่งคลินิกต่างๆ จะมีชื่อเรียกไหมชนิดต่างๆ มากมาย ตั้งชื่อกันขึ้นมาเองเพื่อให้คนไข้ไม่สามารถเช็คราคาร้อยไหมเทียบกับคลินิกอื่น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมยกแก้ม

ข้อควรระวังหลังจากทำร้อยไหมยกแก้ม คือ ไม่ควรทำเลเซอร์ หรือหัตถการใด ๆ กับใบหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรนวดหน้าแรง ๆ ในตำแหน่งที่ร้อยไหมประมาณ 2 เดือน ผลข้างเคียงจากการร้อยไหมยกแก้ม ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความรู้สึกเจ็บ และไม่สบายใบหน้า อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ เกิดการเคลื่อนตัวของไหม และติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือบางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เส้น ไหมที่ใช้ร้อยไหมยกแก้มแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้น ในขั้นตอนก่อนทำจึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

การร้อยไหมยกแก้ม เสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  • การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  • การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  • ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  • ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ควรทำอะไรดี? ระหว่างการร้อยไหมยกแก้ม – ฟิลเลอร์ – โบท็อก – Ulthera/Hifu

  • ร้อยไหมยกแก้ม เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนมากๆ จะเห็นผลได้ชัดเจน โดยที่ราคาไม่แพง
  • ฟิลเลอร์ เหมาะสำหรับคนที่หน้าหย่อนคล้อยจากร่องใต้ตาร่องแก้มที่ลึก
  • โบท็อก สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะ(กัดฟันแล้วกรามเด้งเยอะ) ร่วมกับมีริ้วรอยบริเวณหางตา-หน้าผาก
  • Ulthera/Hifu เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนไม่มาก เห็นผลไม่ชัดเจนเท่าร้อยไหม และราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม

หากต้องการให้ตนเอง หน้าเด็ก หน้าสวย รูปหน้าดูเรียวใบหน้ากระชับ ลดการหย่อนคล้อยของใบหน้า ด้วยวิธีการร้อยไหมยกแก้ม เทคนิคที่ใช้เส้นไหมร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมยกแก้ม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหมยกแก้ม

 

 

ฟิลเลอร์ คืออะไร? ฉีดตรงไหนได้บ้าง อยากรู้ต้องอ่าน

ไม่ว่าใครก็อยากที่จะคงความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะอายุมากขึ้นแต่ก็ไม่อยากยอมแก่ ก็มักจะหันหน้ามาพึ่งคุณหมอ เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับสังคมในยุคสมัยนี้ แต่งนิดเติมหน่อย รอยเหี่ยวย่นเอยอะไรเอย ไม่มีทางได้อยู่บนหน้าแน่ ๆ วันนี้เลยมานำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารเติมเต็มที่ชื่อว่า ฟิลเลอร์ น่าจะคุ้นหู ใครหลาย ๆ คน มาฝากกัน

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร

ฟิลเลอร์ ที่จริงแล้วนั่นก็คือสารเติมเต็มผิว ที่มีชื่อจริงว่าสาร ไฮยาลูโรนิค แอซิค (Hyaluronic Acid) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า HA เป็นสารที่ช่วยเติมเต็ม และ เสริมสร้างคอลลาเจนภายใต้ชั้นผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยตัว HA นั้นมีความสามารถพิเศษในการเก็บกักน้ำไว้ใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวดูมีความยืดหยุ่นเรียบเนียน จนทำให้มองไม่เห็นรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นบนใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์ก็คือการเติมเต็มให้กับผิวในจุดที่มีความเสื่อมสภาพ ให้กลับขึ้นมาดูดีได้อีกครั้งนั่นเอง

ฟิลเลอร์ (Filler) มีทั้งหมดกี่ชนิด

ชนิดของฟิลเลอร์จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท คือ

  1. ฟิลเลอร์ประเภทชั่วคราว (Temporary Filler) คือ ไฮยาลูโรนิค แอซิค (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นสารที่สกัดมาจากธรรมชาติ มีความปลอดภัย เพราะเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้มีความใกล้เคียงกับสารที่อยู่ในบริเวณชั้นผิวหนังของมนุษย์มากที่สุด ก่อให้เกิดการแพ้หลังฉีดฟิลเลอร์เป็นไปได้ยาก หลังจากฉีดในบริเวณที่ต้องการแก้ไข จะสามารถอยู่ได้นานมากถึง 4 – 6 เดือน และสามารถสลายตัวไปได้เองโดยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องฉีดสารเพื่อสลายฟิลเลอร์
  2. ฟิลเลอร์ประเภทถาวร (Permanent Filler) คือ สารที่มาจาก ซิลิโคนเหลว น้ำมันพาราฟิน หรือ เม็ดพลาสติก จะให้ผลลัพธ์ในแบบถาวร และไม่สามารถสลายไปเองได้ จำเป็นต้องฉีดสารเพื่อสลายฟิลเลอร์ และอาจเกิดผลข้างเคียงหากฉีดในระยะยาว ทางการแพทย์จึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้อเข้าที่ใบหน้า

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการฉีดฟิลเลอร์นั้นมีราคาที่ถูกกว่าการทำ ศัลยกรรม หลายเท่าตัว ทำให้ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปในการทำ
  2. สามารถเห็นผลได้ในทันที หลังการฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้า สามารถเห็นผลได้ในทันทีหลังจากการฉีด เพราะเมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในบริเวณที่ต้องการแก้ไข ฟิลเลอร์จะคงตัวในตำแหน่งที่ฉีดทันที จึงไม่จำเป็นต้องรอเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม
  3. ไม่ต้องพักฟื้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์ จะฉีดเข้าไปในบริเวณที่ต้องการแก้ไขปัญหาเท่านั้น และเข็มที่ใช้ในการฉีดนั้น มีขนาดที่เล็ก จึงไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา ใช้เพียงการประคบด้วยความเย็นก่อนฉีดเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการพักฟื้นหลังฉีดแต่อย่างใด

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เหมาะกับใครบ้าง

– ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่องริ้วรอยที่เป็นร่องลึก

– ผู้ที่มีปัญหาบริเวณถุงใต้ตา ร่องน้ำตา ใต้ตาลึกดูหมองคล้ำ

– ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย แห้ง ไม่ชุ่มชื้น จากวัยที่เพิ่มขึ้น

– ผู้ทีมีปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากหลุมสิว และ รูขุมขนกว้าง

– ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาริมฝีปากไม่ได้รูปสวย ริมฝีปากบาง

– ผู้ที่ต้องการเติมเต็มส่วนต่าง ๆ บนใบนหน้า เช่น หน้าผาก คาง ขมับ ร่องแก้ม

– ผู้ที่ต้องการให้ผิวดูฉ่ำ อิ่มน้ำ ชุ่มชื้น

ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) อันตรายหรือไม่

การฉีดฟิลเลอร์นั้น เรียกได้ว่าใคร ๆ ก็ตามที่มีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้า ต่างพากันเรียกหา ฟิลเลอร์ ทำให้เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้มีฟิลเลอร์มากมายหลายยี่ห้อให้ได้เลือกใช้ โดยแต่ละรุ่นก็สามารถฉีดได้หลายตำแหน่งเช่นกัน ซึ่งฟิลเลอร์ของแท้ จะทำมาจากสารที่มีชื่อว่า HA หรือ ไฮยารูรอนนิก แอซิก (Hyaluronic acid) และการฉีดที่ถูกต้องนั้น ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จึงจะมีความปลอดภัย และไม่อันตรายต่อผู้ที่ฉีด

แต่หากเจอการปลอมแปลงของสารอื่นที่เข้ามาผสมในฟิลเลอร์อย่าง ซิลิโคนเหลว หรือ ฟิลเลอร์ปลอม ก็อาจเกิดผลที่ไม่คาดคิดได้อย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนฉีดทุกครั้งควรตรวจสอบฟิลเลอร์อย่างถี่ถ้วน ว่าฟิลเลอร์ที่กำลังฉีดนั้นเป็นฟิลเลอร์ของแท้ และทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ฟิลเลอร์ (Filler) ฉีดตรงไหนได้บ้าง

  1. บริเวณหน้าผาก เพื่อการแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดเป็นเส้นย่น ๆ ตามอายุ หรือพฤติกรรมเคยชิน รวมไปถึงการเติมเต็มหน้าผากสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าผากแบนราบ ให้ดูนูน เป็นทรงสวย
  2. ใต้ตา ฉีดเติมเต็มบริเวณเบ้าตา ร่องน้ำตาลึก แก้ไขริ้วรอยใต้ตาที่ดูย่น หย่อนคล้อย ให้ดูเต่งตึง หรือคนที่มีปัญหาใต้ตาตำ ก็สามารถฉีดฟิลเลอร์เข้าไปเติมเต็มเพื่อแก้ปัญหาได้เช่นกัน
  3. ตีนกา เติมร่องตีนกาให้ดูตื้นขึ้น
  4. สันจมูก เสริมบริเวณสันจมูกให้ดูสูงโด่งขึ้น ด้วยฟิลเลอร์ที่มีเนื้อแข็ง จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรม เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานทางจมูกอยู่แล้ว แต่ต้องการเติมให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น
  5. ร่องแก้ม/ร่องน้ำหมาก เป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวของใบหน้าอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้เกิดร่องรอยได้ง่าย การเติมฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จะทำให้ใบหน้าดูเด็กลงไปได้อีกหลายปี
  6. ริมฝีปาก แก้ไขปัญหาริมฝีปากไม่เท่ากัน หรือ ริมฝีปากบาง รวมไปถึงการเติมปากให้ดูอวบอิ่มเป็นทรงขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณริมฝีปากบนให้ดูหยดลงมาเป็นปากกระจับได้โดยไม่ต้องผ่าตัดอีกด้วย
  7. คาง สำหรับการฉีดคางถือเป็นที่นิยมมากที่สุดในบรรดาการฉีดฟิลเลอร์ สามารถเติมคางที่สั้นให้ดูเรียวยาวขึ้น เป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งจนเกินไป
  8. ริ้วรอยที่เกิดจากสิว/หลุมสิว ช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนเต่งตึงขึ้น
  9. ลำคอ สามารถฉีดเพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอให้กลับมาดูเต่งตึง เรียบเนียนได้อีกครั้ง
  10. หลังมือ สำหรับบางคนอายุยังไม่มากเท่าไหร่ แต่มีหลังมือที่ดูเหี่ยวย่น แก่กว่าไว การฉีดฟิลเลอร์สามารถแก้ไขปัญหาให้ผิวบริเวณหลังมือดูเต่งตึงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรม

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

ก่อนฉีดประมาณ 1 สัปดาห์ ควรงดวิตามิน และอาหารเสริมเช่น วิตามินอี คอลลาเจน น้ำมันตับปลา สารสกัดจากแปะก๊วย (กิงโกะ) และยาแอสไพริน เนื่องจากการรับประทานอาหารเสริมประเภทเหล่านี้ ก่อให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย และหยุดยาก อาจทำให้มีรอยช้ำ เขียวหลังจากการฉีดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง และสิ่งที่สำคัญก่อนทำการรักษาทุกครั้ง ควรแจ้งให้แพทย์ที่ฉีดได้รับทราบถึงประวัติส่วนตัวอย่าง โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา หรือ อาหาร

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  1. ไม่ควรสัมผัส นวด บริเวณที่ฉีด เพราะอาจส่งผลให้ทรงของฟิลเลอร์ที่แพทย์ได้ทำการฉีดไว้เปลี่ยนรูปทรงได้
  2. หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรดื่มน้ำตามให้มาก ๆ เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำ หากรับประทานน้ำหลังจากฉีดฟิลเลอร์เสร็จ จะทำให้ฟิลเลอร์ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
  3. งดการทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพราะการทำทรีทเมนต์ในบางครั้งอาจมีขั้นตอนการนวดหน้าที่กระทบต่อรูปทรงของฟิลเลอร์ได้
  4. หลังฉีด 24 ชั่วโมง งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากยิ่งขึ้น อาจทำให้รอยเข็มหลังฉีดหายช้าลง
  5. หลีกเลี่ยงสถานที่ ๆ มีความร้อนสูง อย่างเช่น ซาวน่า ห้องอบสมุนไพร ห้องโยคะร้อน เพราะจะทำให้ฟิลเลอร์เกิดการสลายตัวเร็วกว่าปกติ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ (Filler) ที่นำมาฝากในวันนี้ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำเตือนทุกท่าน ก่อนที่จะเติมเต็มความสวยด้วยฟิลเลอร์ นั่นก็คือการเลือกสถานที่ที่ได้มาตฐาน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเท่านั้น ไม่อย่างงั้นอาจจะต้องเสียเงินทั้งเงินไปอย่างน่าเสียดาย

ร้อยไหมเจ็บ จนทนไม่ไหว ถึงขั้นต้องฉีดยาชาจริงไหม

ร้อยไหม

การร้อยไหม คือ การยกกระชับผิว โดยการใช้เทคนิคหนึ่งที่ไม่ใช้การผ่าตัด แต่เป็นนวัตกรรมที่ในช่วยยกกระชับผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และดูเต่งตึงขึ้น โดยการใช้เข็มนำเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงสอดลงใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อบริเวณที่ทำการรอยไหมกระชับตัว เส้นไหมละลายที่ใช้ในการร้อยไหม เมื่อเวลาผ่านไป 6-8 เดือน เส้นไหมจะเกิดการละลายไปแบบไม้เป็นอันตราย และหากการร้อยนั้นใช้เทคนิคที่ถูกต้องจะเกิดเป็นเส้นใยอิลาสตินช่วยประคองผิวอีกด้วย ชั้นผิวจะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมาตามเส้นไหม คล้ายกับตะขอเกี่ยว

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ผิวหนังจะหย่อนคล้อย สิ่งแรกที่ทุกคนคิดที่จะทำ คือ การยกกระชับผิวให้เต่งตึง และการร้อยไหมเป็นวิธีแรกที่คุณหมอแนะนำ หรือสิ่งแรกที่ทุกคนคิดถึง ในวันนี้เราจึงอยากจะพาสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ที่กำลังคิดที่จะร้อยไหมมารู้จักต้นกำเนิดของการร้อยไหม ข้อดี ข้อเสีย ของการร้อยไหม และควรเลือกร้อยไหมที่ไหนดี แล้วคำถามที่ทุกคนมักจะถามเป็นอันดับแรกนั่น คือ ร้อยไหม เจ็บไหม ต้องฉีดยาชาไหม ไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย

ต้นกำเนิดการร้อยไหม

การร้อยไหม ในปัจจุบันนั้นถือว่าเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะการที่มีหน้าเรียวแหลมที่ว่าใคร ๆ ก็อยากมีไม่ว่าจะ หญิง หรือชาย โดยจะพูดถึง ดร.ควอน ฮัน จิน นายแพทย์ผู้คิดค้นไหมละลายเสริมความงามคนแรกของโลก และยังเป็นผู้คิดค้นศาสตร์การร้อยไหมที่โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อราว ๆ ต้นปี 2010 มีคนไข้จำนวนมากที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวบนใบหน้ามาขอคำปรึกษากับ ดร.ควอน ฮัน จิน  แต่ไม่ต้องการผ่าตัด ซึ่งในปกติแล้วนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าในตอนนั้น มีเครื่องเลเซอร์ยกกระชับใบหน้าให้บริการแทนการผ่าตัด แต่คนไข้จำนวนมากที่ผ่านการรักษาด้วยเครื่องเลเซอร์นั้น ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหาได้ ดร.ควอน ฮัน จิน จึงมองหา และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า การร้อยไหม นั่นเอง

การร้อยไหมเป็นเทคโนโลยีของยุโรปที่มีมานาน ก่อนที่เกาหลีจะนำมาพัฒนา ที่มีไหมแบบเป็นก้าง หรือเป็นกรวย ตอนนำมาใช้กับคนไข้ผลลับที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่มีความเป็นธรรมชาติ และอยู่ได้ไม่นานเพราะเป็นเพียงการนำไหมทั้ง 2 แบบ มาเกี่ยวกับเนื้อเยื่อของผิวหน้าเท่านั้น เวลาร้อยไหมก็จะไปเกาะยึดกับผิวหนัง แต่ผิวหนังของเรานั้นสามารถยืดได้ จึงอยู่ได้ไม่นานใบหน้าก็หย่อนอีกเพราะผิวยืดออก นวัตกรรมที่มีอยู่แก้ปัญหาไม่ได้ จึงมีการคิดค้นไหมละลายแบบใหม่ เพื่อใช้กับใบหน้า และไหมชนิดนั่น คือ ไหมชนิดเดดียวกับไหมที่ใช้ในการเย็บหลอดเลือดหัวใจในห้องผ่าตัดที่อยู่นานถึง 6-8 เดือน ก่อนจะละลายหายไป

ร้อยไหม เจ็บไหม ต้องฉีดยาชาไหม

ร้อยไหม เจ็บไหม บอกได้เลยว่า นี่เป็นคำถามที่คนไข้มักที่จะถามคุณหมอทุกครั้ง ก่อนเข้ารับการรักษาแบบร้อยไหม เพราะคนส่วนมากนั้นกลัวเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา และไม่กล้าที่จะรักษาแบบผ่าตัด จึงเลือกการร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิวบนใบหน้าแทน  คำตอบที่จะได้รับจากหมอ คือ เจ็บแค่ตอนฉีดยาชาเท่านั้น แต่ระหว่างทำไม่เจ็บเลย ส่วนถ้าเป็นการทายานั้น อาจจะรู้สึกตึง ๆ และเจ็บแบบสามารถทนได้

การร้อยไหม คือ การที่เอาเข็มที่มีเส้นไหมร้อยไปใต้ชั้นผิวหนัง บอกได้เลยว่าเจ็บอย่างแน่นอน จึงมีการนำยาชามาทา หรือฉีดเฉพาะที่ แล้วแต่ละคนอาจมีการใช้ยาชาในปริมาณที่ไม่เท่ากัน และมีการถ่ายภาพเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงก่อนการรักษา และหลังเข้ารับการรักษา

การเลือกร้อยไหมที่ไหนดี

  1. สถานที่

ให้ดูสถานที่หรือสถานพยาบาลนั่น เป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลที่ได้รับมาตฐานของกระทรวงสาธารสุข ที่ผ่านการตรวจสอบสถานที่ก่อนเปิดให้บริการ มีเครื่องมือที่ครบวงจร ความสะอาดภายในคลินิก หรือโรงพยาบาลย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเช็คสถานพยาบาล โดยปกติแล้วหากทางคลินิกได้รับอนุญาติการเปิดจะมีเลขสถานพยาบาล 11 ตัว สามารถเช็คสถานพยาบาลได้ในเว็บ เพิ่มเติมได้ เพียงแค่กรอกชื่อสถานพยาบาลแล้วกดค้นหา ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

  1. หมอ หรือแพทย์

การร้อยไหมต้องดูแลจากแพทย์เท่านั้น โดยหมอที่ทำการร้อยไหมต้องมีความรู้ และยังต้องคอยอัพเดทเทคนิคการร้อยไหมแบบต่าง ๆ และได้รับการเทรนจากบริษัทการร้อยไหมแบบต่าง ๆ การร้อยไหมไม่ถูกชั้นผิว อาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย ซึ่งส่งผลร้านแน่นอน หากแพทย์นั้นไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือชำนาญ  แพทย์ที่ให้คำปรึกษาเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทำการรอยไหมให้เรา หรือไหม หมอจะชี้แจงรายระเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะแนะนำไหมที่จะใช้กับเรา บอกเทคนิคที่จะใช้บนใบหน้าของเราด้วย หรือแม้แต่เรื่องการใช้ยาชา

  1. เส้นไหมที่ใช้

ในปัจจุบันเส้นไหมมีหลายประเภท แต่เส้นไหมที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ คือ ไหมโพลีไดอ๊อกซาโนน เป็นไหมที่นำมาเย็บหัวใจตอนทำการผ่าตัด ซึ่งเป็นไหมที่มีโอการแพ้ไหมน้อยมาก จึงเป็นที่นิยม แต่ทว่าเส้นไหมแต่ละประเภทยังถูกแบ่งชนิดไปอีก เช่น เส้นไหมคลอลาเจน, เส้นไหมแขวน, เส้นไหม 360 องศา, และเส้นไหมเงี่ยง เป็นต้น เส้นไหมแต่ละแบบนั้นมีจุดเด่นต่างกันสามารถขอดูเส้นไหมก่อนทำการร้อยไหมได้อีกด้วย

  • เส้นไหมคลอลาเจน เป็นไหมเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่มเหรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ช่วยในการยกได้น้อย เนื่องจากข้อจำกัดในการดึงของตัวไหม อาศัยหลักการสร้างคลอลาเจนอิลาสตินใต้ผิวหนังที่ทำการร้อยมากกว่าการดึงผิว
  • เส้นไหมแขวน (Sling Lift) : เป็นไหมพัฒนาใหม่ ลักษณะเป็นไหมเงี่ยงติดเข็มสองด้าน ระหว่างสองด้านของเส้นไหมออกแบบมาให้เป็นจุดดึงเพื่อให้เกิดแรงที่มากขึ้นของไหมเงี่ยงสองด้านดึงเข้าหากัน ต้องอาศัยการออกแบบและแนวการร้อยโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดแรงดึงที่เหมาะสมในการดึงหน้าและจัดรูปหน้าให้ละมุนละมัย เหมาะสำหรับการเก็บความหย่อนคล้อยในบริเวณที่ดึงโดยทั่วไปทำได้ยาก เช่น มุมปาก กรอบหน้า โหนกแก้ม
  • เส้นไหม 360 องศา หรือร้อยไหมเงี่ยงที่มีลักษณะเป็นเส้นไหมทรงกระบอก มีเงี่ยงตลอดแนวไหมเกลียว 360 องศา มีความยืดหยุ่น ปริมาณเนื้อไหมมาก มีจุดแขวนหรือจุดคล้องใต้ผิวหนังบริเวณขมับ เหนือใบหู ซึ่งอยู่ในชั้นที่เรียกว่า SMAS จึงคล้ายกับการผ่าตัดขนาดเล็ก เหมาะกับการยกกระชับ ปรับรูปหน้าให้เรียว และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนัง หลังร้อยไหมเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก
  • เส้นไหมเงี่ยง (Cog threads) : เป็นไหมที่ขนาดใหญ่ขึ้นมีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยานขึ้นไปตามแนวไหม คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับ ปรับรูปหน้าให้เรียว ดึงผิวได้มากกว่าไหมสองชนิดแรก จึงใช้ในการวางแผนการดึงผิวในบริเวณที่มีความหย่อนคล้อยมาก เช่น กรอบหน้า ใต้คาง
  1. รีวิวเชื่อถือได้จริง

การดูรีวิวจากผู้ที่ผ่านการร้อยไหมจากคลินิก หรือ สถานพยาบาลนั้น ๆ ที่เราเล็งไว้จะไปทำที่นั้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจในการจะเข้าไปใช้บริการ การร้อยไหมในสถานที่นั้น เราต้องดูรีวิวของคนที่มีปัญหารูปหน้าคล้ายกับเรา หรือดูรีวิวการเปลี่ยนแปลงหลังจากร้อยไหมแล้วผลออกมาเป็นอย่างไร

  1. โรคประจำตัว หรือสภาวะของร่างกาย

สำหรับการร้อยไหมนั้นไม่สามารถทำการร้อยไหมได้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวนั้นไม่ควรร้อยไหมเด็ดขาด อย่าลืมที่จะแจ้งแพทย์ หรือพนักงานทุกครั้ง หากมีโรคตามนี้

  • โรคไวรัสตับอักเสบซี
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • โรค เอช ไอ วี
  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง
  • โรคไวรัสตับอักเสบบี
  • มีภาวีติดเชื้อ
  • มีประวัติการเป็นคีรอยด์ได้ง่าย
  • กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

ถ้าหากมีการแพ้ยาชาทั้งทา และการฉีดควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้งในการเข้ารับรักษา การร้อยไหม สามารรถทำได้ทั้งชาย หญิง และสามารถทำได้กับทุกส่วนของร่างกาย เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง ตั้งแต่การเลือกวัสดุที่ผลิตไหม ชนิดของไหม รูปแบบความหย่อนคล้อยของผิวว่าควรจะใช้ไหมชนิดไหน และการจะใช้เทคนิคอะไรในการรักษาให้ได้ผล คุ้มค่าการลงทุนทั้งเงิน เวลา ความเสี่ยง ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือศึกษาหาข้อมูลดูรีวิวต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา

นวัตกรรมเสริมความงามที่คนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก การร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะก่อให้เกิดเป็นเส้นไยอิลาสตินที่ช่วยยืดหยุ่นประคองผิวไว้ การร้อยไหมนั้นจะมีการที่เอาเข็มที่มีเส้นไหมร้อยไปใต้ชั้นผิวหนัง จึงมีการฉีดยาชาหรือทายาชาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บในขณะที่ร้อยไหม  สุดท้ายอย่าลืมที่จะเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ผลการรักษาทีมีประสิทธิภาพ และมีควาปลอดภัยที่ดีที่สุด

รู้ยังข้อดี ข้อเสียของ hifu กับร้อยไหมต่างกันออกไป

ความสวยงามของใบหน้าและร่างกายในปัจจุบันนี้ถือเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องการ แต่หลายคนนั่นไม่ต้องการที่จะใช้การผ่าตัดในการเสริมความงามเหล่านั้น จึงมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ที่ใคร ๆ หลายคนต้องการ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับการทำ hifu กับการร้อยไหม ว่ามีข้อดี ข้อเสียแตกต่างอย่างไร

Hifu

Hifu ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือ รูปแบบการเสริมความงามแบบใหม่ที่นำคลื่นอัลตร้าซาวด์ความถี่สูงส่งผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยลดริ้วรอย ลดเหนียง และยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าการทำ ไฮฟู (HIFU) ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ รวมไปถึงต้นแขน และต้นขา ที่สามารถเห็นผลหลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ที่กลัวเข็มหรือกลัวการผ่าตัด

Hifu นั่นเหมาะกับทุกเพศที่มีอายุ 25–35 ปี หรือมากกว่านี้ ซึ่งเกิดปัญหาผิวบนใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตาตก หรือมีริ้วรอยมาก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ผ่านการผ่าตัด และผู้ที่ต้องการลดเหนียงใต้คาง หรือลดคางสองชั้น จำนวนครั้งของการทำ Hifu ในแต่ละคนนั่นจะไม่เท่ากัน โดยจะขึ้นอยู่กับปัญหารูปหน้าของผู้เข้ารับรักษา ที่ควรทำอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้ และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30–50 นาที และจะเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือน

ข้อดีของการทำ Hifu

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที
  • ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ โดยไม่ใช้เข็ม
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  • ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • สามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  • จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  • ไม่มีบาดแผลในการรักษา ไม่บวม ไม่ต้องประคบเย็น

ข้อเสียของการทำHifu

  • มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  • ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  • ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  • คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด

การดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

สิ่งที่ควรทำก่อนเข้ารับบริการ คือ คุณต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ หรือเคื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

ควรทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน หรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ถ้าหากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แล้วไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ ที่สำคัญไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

การร้อยไหม

การร้อยไหมคือ เทคนิคการยกกระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย และการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลายโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย

นวัตกรรมร้อยไหมคือ การร้อยไหมเส้นเล็กเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้ไหมไปยกกระชับผิวหน้าดูเด็กลง และไหมยังไปสร้างคอลลาเจนช่วยเติมเต็มผิวหนังมากขึ้น โดยจะเห็นผลทันที 50 % และจะเห็นผล 100% 3-4 สัปดาห์ ขึ้นไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ
  • เส้นไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที
  • ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นาน 6-8 เดือน
  • การร้อยไหมนั้นจะเห็นผลทันทีหลังทำทันที
  • ในตอนที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • หลังจากร้อยไหม อาจมีอาการบวมแดง และรอยช้ำตามแนวการสอดไหม
  • ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย
  • หากเส้นไหมไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม
  • ห้ามกดหรือนวดหลังการร้อยไหม
  • เส้นไหมอาจเกิดการไหล, ทะลุ, ดีด, และขาดได้

วิธีการดูแลตัวเองก่อนการร้อยไหม

ควรงดยา อาหารเสริมหรือวิตามินที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด อย่างเช่น ยาแอสไพริน อาหารเสริมจำพวกวิตามินอี ฯลฯ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนเข้ารับการรักษาแบบการรร้อยไหม

วิธีการดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

ห้ามทำแผลโดนน้ำเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งแผลหลังร้อยไหมจะเป็นเพียงรูเปิดเข็มบริเวณไรเส้นผมเล็ก ๆ ข้างละ 1-2 จุดเท่านั้น โดยแผลจะจางหายไปเองภายใน 1-3 วัน และรับประทานยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมๆ ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลา 1-2 วัน ตามที่คำแนะนำของแพทย์ แล้วงดการสัมผัสใบหน้าแรง ๆ เช่น การล้างหรือถูหน้าแรง ๆ แต่ให้ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แทนหรือควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังทำ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการบวมช้ำอักเสบ และงดการทำทรีทเม้นท์ เลเซอร์ นวดหน้า ขัดผิว อาจทำให้แผลอักเสบจากการโดนความร้อนได้ แล้วข้อห้ามสุดท้ายคือ งดการออกกำลังหรือกิจกรรมที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ 2 สัปดาห์ เช่น หัวเราะแรง ๆ, การกัดแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อทำให้ไหมได้ล็อคตัวกับเนื้อเยื่ออย่างเต็มที่ ข้อมูลข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการทำ Hifuกับการร้อยไหมนั่นมีขั้นตอนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็มีความแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั่นมีความเหมือนกัน ถึงแม้จะใช้เวลาที่ในการเห็นผลไม่เท่ากัน และการทำHifu จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ส่งลงใต้ผิวหนังในรักษา ส่วนการ้อยไหมนั่นจะใช้เส้นไหมรอยลงใต้ผิวหนัง

Hifuกับการร้อยไหม นั่นจะเน้นในเรื่องของการยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้เรียววีเชฟ ส่วนการทำHifuเป็นวิธีการยกกระชับ ที่จะเจ็บน้อยกว่า และไม่ทิ้งรอยแผล แต่ทว่าทั้งการทำHifuกับการร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้น และสามารถไปทำงานต่อได้ทันที ถ้าหากถามว่าการร้อยไหมหรือHifu อะไรดีกว่ากัน ก็มีคำแนะนำข้างต้นแบบนี้ถ้าแก้มหย่อนคล้อยเยอะ แนะนำการร้อยไหมเพราะการร้อยไหมจะช่วยดึงได้เยอะกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า การร้อยไหม ดึงได้ใกล้เคียงกับการดึงหน้า แต่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเปิดแผล มีแค่รอยรูเข็ม แต่ถ้าหากแก้มหย่อนคล้อยไม่เยอะ แนะนำให้ทำHifu เพราะการทำHifuจะเน้นการยกกระชับ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ในบางจุดที่การร้อยไหมเข้าไม่ถึง และถ้าหากคุณกลัวการร้อยไหม ก็สามารถทำ Hifuแทนได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ในการดึงยกกระชับผิวหนังไม่เท่าการร้อยไหมที่ช่วยยกกระชับได้ประมาณ 10-20% สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจทำความงามไม่ว่าจะเป็น Hifu หรือการร้อยไหมก็ตามทางเราอย่างให้ทุกคนเลือก และดูประวัติของคลินิกหรือสถานพยาบาลให้ดี

Hifu ก่อนและหลังทำ ต่างไม่ต่าง คุ้มไม่คุ้ม

เมื่ออายุมากขึ้นผิวที่เคยเรียบเนียนตึงกระชับอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ปรากฏริ้วรอย ร่องลึก ความหย่อนคล้อยตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หลายเทคโนโลยีทางความงามจึงเข้ามาตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่าง Hifu หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focused Ultrasound นวัตกรรมความงามการยกกระชับ ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว แต่ทว่าหลายคนอาจจะยังมีคำถามและข้อสงสัยว่า ระหว่างก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้น จะมีความแตกต่างกันมากน้อยอย่างไร จะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปด้วยหรือไม่ ผลที่ได้จะดีจริงอย่างที่คุณสมบัติว่าไว้ไหมนั้น เรามีคำตอบไขข้อข้องใจเหล่านี้

Hifu ทำหน้าที่อย่างไร

Hifu เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่สามารถลงลึกถึงเนื้อเยื่อผิวชั้น SMAS ( Superficial Musculo Aponeurotic System ) โดยจะส่งผ่านพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปในผิวที่ต้องการอย่างเจาะจง  คลื่นดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อชั้นในของชั้น SMAS ( ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน ) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีความลึกกว่าชั้นคอลลาเจน มีโครงสร้างเป็นเนื้อเยื่อพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อที่มีความหนาและเหนียว ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็จะปรากฏผิวหย่อนคล้อยที่เป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย การเกิดริ้วรอย ร่องลึก ความเหี่ยวย่นของผิวนั่นเอง

ดังนั้นคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงของ Hifu นี้ จะเข้าไปทำให้ผิวหนังชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บผิวชั้นคอลลาเจนในรูปแบบ Multi Functional โดยการทำงานนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในชั้น SMAS ใต้ชั้นผิว จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อผิวชั้นบน ขณะเดียวกันก็เข้าไปทำหน้าที่การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวดูเต่งตึงและแข็งแรงดูอ่อนเยาว์มากขึ้น

Hifu เหมาะกับใครบ้าง

Hifu เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อย อย่าง ริ้วรอยบนหน้าผาก หางตาและคิ้วที่หย่อนคล้อย ริ้วรอยใต้ตา ร่องแก้ม มุมปาก หรืออยากลดเหนียงใต้คาง ใต้กราม ปรับใบหน้าที่ไม่ได้รูปให้เรียวสวยขึ้น การทำ Hifu จะใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30 – 60 นาที  ในระหว่างการทำ Hifu นั้นจะรู้สึกถึงความอุ่นบนผิวขณะทำ ผิวจะไม่แสบร้อนจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีความถี่สูง 1,000 ครั้งต่อวินาทีที่แตกตัวพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วบริเวณที่ทำการรักษา เพราะเป็นการปล่อยพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิวด้วยความเร็วสูง จึงทำให้ระบบรับความรู้สึกของผิวไม่สามารถรับความรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น

สำหรับบางรายที่อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหลังจากการทำ แต่ก็สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ที่สำคัญหลังการทำ Hifu แล้วนั้น ยังสามารถทำการรักษาอื่น ๆ เพิ่มควบคู่กันได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การฉีดฟีลเลอร์ โบท๊อก หรือร้อยไหม เป็นต้น

เลือก Hifu ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างน่าพึงพอใจสูงสุด

ถึงแม้ว่าการทำ Hifu จะได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นอีกหนึ่งความสำคัญในการทำ Hifu ให้ได้ผลดี และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานหรือไม่นั้น ขึ้นกับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลักด้วยเช่นกัน เครื่อง Hifu ที่ใช้ต้องผ่านการรับรอง มี อย. ทั้งในประเทศไทยและจากประเทศผู้ผลิต สำหรับการยิงนั้นจะต้องยิงออกมาเป็นคลื่นอัลตร้าซาวด์ และลงลึกถึงชั้น SMAS จริง ๆ ด้วยพลังงานที่เสถียร ยิงออกมาแบบเรียงตัวเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถเล็งและยิงคลื่นอัลตร้าซาวด์ได้อย่างแม่นยำในจุดที่ต้องการรักษา

จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกสถานบริการที่มีคุณภาพ ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นผู้ประเมินสภาพปัญหาและแนวทางการรักษาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการสูงสุด

ราคาและจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ ต้องเท่าไหร่ถึงได้ผล

ราคาของการทำ Hifu มีราคาตั้งแต่ 3,000 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น และเครื่อง Hifu แต่ละยี่ห้อนั้นล้วนมีคุณภาพแตกต่างกันไป ดังนั้นจำเป็นต้องรู้ว่าทางสถานที่ให้บริการ Hifu นั้น ๆ ใช้เครื่องยี่ห้ออะไร ไม่ควรตัดสินใจจากแค่ราคาเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาประกอบควบคู่กันด้วย สำหรับจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ 1 shot คือ 1 เส้น ประกอบด้วยจุด 0.5 – 1 มิลลิเมตร เรียงกัน 15 – 25 จุด เส้นหนึ่งยาวประมาณ 2.5  เซนติเมตร (1 shot = 1 เส้น) ดังนั้น 1 shot จะเท่ากับ 15 – 25 จุดเรียงกัน

แต่ละคนจะต้องใช้จำนวน shot เท่าไหร่นั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนของ Shot ให้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพราะหากน้อยไปก็ไม่เห็นผล มากไปก็ไม่ดี จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมและแม่นยำ

ผลลัพธ์หลังจากการทำ Hifu

  • แก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตา คิ้วหย่อนคล้อย และมีส่วนช่วยให้ร่องแก้มตื้นขึ้นได้
  • สามารถลดรอยตีนกา ริ้วรอยหน้าผากและเหนียงใต้คาง
  • ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ และกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าใสขึ้น
  • รูปหน้าและกรอบหน้าชัดขึ้น ใบหน้าเรียวขึ้น

ใช้เวลาแค่ไหนจึงจะเห็นความแตกต่าง

การทำ Hifu ยกกระชับหน้าจะเห็นผลทันทีหลังทำประมาณ 20 – 30 % และเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในระยะ 2 – 3 เดือน ริ้วรอยหายไป กรอบหน้าดูชัดเจนมากขึ้น ผิวหน้าดูสดใสขึ้น โดยการทำ 1 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้ 3 – 6 เดือน หลังจากนั้นอาจไม่กระชับเหมือนในช่วงแรก 100 % แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับใบหน้าของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ในการดูแลหลังการรักษาอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการให้ผลลัพธ์ชัดเจนดีขึ้นเรื่อย ๆ สามารถทำซ้ำทุก ๆ 6 – 12 เดือน โดยเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรกเป็นเวลา 2 เดือน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพผิวของตนเองให้ดีเพื่อได้ผลอย่างสูงสุด

การดูแลตนเองก่อนและหลังการทำ Hifu เพื่อให้ผลที่ดียิ่งขึ้น

ก่อนการทำ Hifu

  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  • ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการเข้ารับการทำ Hifu 3 – 7 วัน
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ เพราะจะช่วยในการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้กับเซลล์ใหม่ทำงานได้ดีมากขึ้น

หลังการทำ Hifu

  • หลังจากการเข้ารับการทำ Hifu บางรายอาจมีอาการเมื่อ รู้สึกตึงผิว หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยในบริเวณที่ทำการรักษา โดยสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาได้
  • ใบหน้าหลังการทำ ไม่บวมช้ำ ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น สามารถทาครีมบำรุงผิวหน้าได้ตามปกติ
  • สามารถแต่งหน้าทำกิจกรรมได้ตามปกติ
  • หลีกเลี่ยงการนวด กดใบหน้า และไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ ในขณะล้างหน้า
  • ทาครีมกัดแดดที่มีค่าป้องกันรังสี UVA และ UVE และควรหลักเลี่ยงแสงแดดแรงๆ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อกลไกการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และส่งผลให้ผลลัพธ์ของการทำ Hifu ไม่มีประสิทธิภาพตามที่ควร

การทำ Hifu จึงนับเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยต่างๆ โดยจะเห็นผลจริงถึงความต่างของก่อนและหลังทำอย่างชัดเจน  ด้วยคุณสมบัติอันเป็นหัวใจสำคัญของ Hifu ในการยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอยได้ตรงจุด อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้รูป Hifu จึงจัดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีความงามที่ปลอดภัย ไม่มีผลอันตรายข้างเคียง คุ้มค่าราคาไม่สูง เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากลองการยกกระชับโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดหมอ เพียงเท่านี้ก็พร้อมทิ้งทุกริ้วรอยและความหย่อนคล้อยไปจากชีวิตได้เลย

 

Thermage กับ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

หากคุณกำลังประสบปัญหาในเรื่องของผิวหน้าที่ไม่ยกกระชับ ใช้ครีมบำรุงที่มีประสิทธิภาพแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะบำรุงได้ลึกถึงชั้นเซลล์ผิวได้นั้น คุณจะต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เป็นตัวช่วยในการยกกระชับผิวให้ดียิ่งขึ้นซึ่งนวัตกรรมที่ดีที่สุดและกำลังได้รับความนิยมในตอนนี้นั่นก็คือเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) หลายคนมักจะสงสัยว่าระหว่างเทอร์มาจ (Thermage) และอัลเทอรา (Ulthera) นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนจะดีกว่ากัน เราจะมาตอบข้อสงสัยนี้ให้คุณได้ทราบข้อมูลอย่างละเอียดแต่ก่อนที่จะทราบถึงข้อแตกต่างระหว่างเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) นั้น เราจะต้องทราบก่อนว่านวัตกรรมเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) นั้นคืออะไร มีที่มาอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จักกับเทอร์มาจ (Thermage)

เทอร์มาจเป็นเครื่องมือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่คิดค้นขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2000 โดยเครื่องเทอร์มาจรุ่นแรกมีชื่อว่า TC3 คิดค้นโดยบริษัทเดียวกับเครื่อง Vaser และ Fraxel

เทอร์มาร์จ คือ การนำเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่เป็นแบบขั้วเดียวและสามารถเจาะจงตำเเหน่งได้มาพัฒนาจนสามารถใช้เป็นเครื่องกระตุ้นผิวหนังได้อย่างล้ำลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงชั้นไขมัน และเมื่อคลื่นวิทยุที่อยู่ในเครื่องนี้ถูกส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อคลื่นก็จะไปช่วยแก้ปัญหาเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่นให้กลับมาหดตัวและยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้นช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับกว่าเดิม

ทำความรู้จักกับอัลเทอรา (Ulthera)

อัลเทอรา (Ulthera) เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวโดยการใช้พลังงานโฟกัสอัลตร้าซาวด์ที่เข้มข้นสามารถส่งพลังงานลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS)  ที่ยึดคอลลาเจนไว้ เมื่อกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS)  หย่อนคล้อยก็จะทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยตามไปด้วยและอัลเทอรา (Ulthera) จะส่งพลังงานลงไปเป็นจุด ๆ ถี่ ๆ โดยพลังงานที่ส่งลงไปจะไปทำการยึดกล้ามเนื้อผิวที่ย้วยย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงยกกระชับและได้รูปขึ้นอีกครั้ง

ข้อแตกต่าง ระหว่าง Thermage  และ Ulthera

จากที่หลายคนสงสัยว่าระหว่าง Thermage  และ Ulthera นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ละอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผิวหน้าของแต่ละคน เราจึงมีจุดที่แตกต่างระหว่าง Thermage  และ Ulthera อยู่ 5 ข้อที่พอจะทำให้คุณนั้นเอาไปเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกได้

  1. ความแตกต่างการใช้พลังงานของ Thermage และ Ulthera

Thermage จะใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF)  สามารถเจาะจงตำแหน่งได้ลึกถึงชั้นไขมัน ทำให้เกลียวเส้นใยคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น ผิวหน้าแน่นขึ้น ลด volume ของผิวหนัง และ ลดไขมันบนใบหน้า ชั้นไขมันบางลง อีกทั้งทำให้กรอบหน้าชัดขึ้นอีกด้วย ส่วน Ulthera นั้นจะใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงแบบโฟกัสอัลตร้าซาวด์ (High Intensity Focused Ultrasound) ที่จะปล่อยพลังงานเป็นจุด ๆ แบบถี่ ๆ บริเวณชั้นกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS) เช่นกัน

  1. วิธีการทำงานของ Thermage และ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

Thermage จะใช้วิธีการนำคลื่นวิทยุความถี่สูงส่งผ่านพลังงานความร้อนลักษณะเป็น column ลงใน 3 ชั้นผิว คือEpidermis ชั้นหนังกำพร้า , Dermis หนังแท้ และ Subcutaneous fat ชั้นไขมัน ได้ล้ำลึกถึง 4.3 มิลลิเมตร ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งในบริเวณชั้นหนังแท้นั้นจะมีอิลาสตินและคอลลาเจนอยู่เป็นจำนวนมาก พลังงานคลื่นวิทยุของThermage จะสามารถออกฤทธิ์ได้ตลอดชั้นและรับความร้อนที่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เต็มพื้นที่ ในขณะที่นวัตกรรม Ulthera นั้นไม่สามารถทำได้ แต่ Ulthera จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความแม่นยำสูงแบบ Focused Ultrasound ซึ่งคลื่นวิทยุของ Thermage ก็ออกฤทธิ์ได้ไม่เท่ากับคลื่นเสียงแบบ Ulthera  เพราะคลื่น Focused Ultrasound จะลงได้ลึกกว่าและมีความเป็น Micro-points ที่สามารถลงได้เป็นจุด ๆ ความลึกถึง 4.5 มิลิเมตร ลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS)  ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อพังผืดที่มีความเหนียวและหนาอยู่บริเวณใต้ชั้นไขมันผิวหนังเพราะฉะนั้นประสิทธิภาพของ Ulthera ก็ขึ้นอยู่กับความถี่ในการยิงด้วย

  1. Thermage กับ Ulthera เหมาะกับคนที่มีรูปหน้าแบบไหน

Thermage จะเหมาะสำรับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะมีชั้นไขมันหนาและไม่กระชับผิวย้วยหย่อนตามแนวขอบกรามมีไขมันบริเวณคางหรือเรียกว่าเหนียง ส่วนตำแหน่งอื่นก็สามารถทำได้ เช่น บริเวณหน้าท้องที่หย่อนคล้อย ต้นขา ต้นแขน สะโพก เป็นต้นหากทำ Thermage ก็ช่วยให้ผิวหน้ากระชับและเรียบเนียนขึ้นส่วน Ulthera  เหมาะสำหรับคนที่มีไขมันน้อยมีเนื้อแก้มน้อยแต่หย่อนคล้อยต้องการยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึงขึ้นหรือเหมาะกับตำแหน่งอื่น ๆ ที่มีปัญหา เช่น หนังตาตก หางตาตก คิ้วตก เป็นต้น ซึ่งหากทำ Ulthera ก็จะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อยบริเวณต่าง ๆ ให้กลับมาเต่งตึงได้ดี

  1. ความรู้สึกขณะทำ Thermage กับ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

ขณะทำ Thermage จะให้ความรู้สึกอุ่น ๆ จนไปถึงร้อนเพราะมีการสะสมพลังงานใต้ผิวถึง 40 องศา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจน หลังทำเสร็จสีผิวอาจจะเปลี่ยนเป็นสีอมชมพูเล็กน้อยแต่จะไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนขณะทำ Ulthera จะให้ความรู้สึกหน่วง ๆ ที่ผิวเหมือนมีอะไรมาดีด ๆ ใต้ชั้นผิวของเราเนื่องจากพลังงานคลื่นยิงไปในลักษณะเป็นจุด ๆ ถี่ ๆ ในบางครั้งอาจจะมีความเจ็บมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพลังงานที่ได้รับและการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล หลังทำเสร็จจะไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้นเช่นกัน 

  1. หลังทำ Thermage กับ Ulthera จะเห็นผลแตกต่างกันอย่างไร

ทั้ง Thermage  และ Ulthera จะมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันมากนัก หลังทำ Thermage  หรือ Ulthera เสร็จจะเห็นผลทันทีประมาณ 20%  และจะค่อย ๆ เห็นผลชัดขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนและจะคงผลลัพธ์ไว้ได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลผิวของแต่ละคน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนั้นอาจพบผลข้างเคียงนั่นก็คือมีรอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยปรากฏขึ้นมาตามบริเวณจุดที่ทำแต่อย่างไรก็ตามร่องรอยเหล่านี้ก็จะหายไปภายในระยะเวลาไม่นานคุณก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ 

Thermage กับ Ulthera แบบไหนดีกว่ากัน

ไม่ว่าจะเป็น Thermage หรือ Ulthera ก็ให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่พอ ๆ กัน เพียงแต่สำหรับคนที่ใบหน้าที่มีชั้นไขมันหนามากก็ไม่เหมาะกับการใช้ Ulthera เท่าใดนัก เพราะระยะการยิงของ Ulthera ไม่สามารถปรับให้ตามความหนาของชั้นไขมัน ฉะนั้นหากเลือกที่จะทำการยิง Ulhtera ก็อาจจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการควรทำ Thermage จะช่วยได้ดีกว่าและเห็นผลกว่า แต่หากคนที่ต้องการที่จะยกกระชับบริเวณช่วงกรามและหน้าผากหรือคนที่มีไขมันแก้มน้อยแต่หนังตา คิ้ว หางตาตก Ulthera ก็อาจจะช่วยยกกระชับได้มากกว่า Thermage แต่ Ulthera ไม่อาจทำบริเวณเปลือกตาและริมฝีปากได้ในขณะที่ Thermage สามารถทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผิวชองแต่ละบุคคลและอีกหลายปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องคือ อย่างไรก็ตาม การทำหัตถการทั้ง 2 ประเภทนี้ เราสามารถทำควบคู่ไปด้วยกันได้ยิ่งจะทำให้เห็นผลดีและชัดมากขึ้นอีกด้วย สรุปแล้วความแตกต่างระหว่าง Thermage กับ Ulthera ต่างก็ให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่พอ ๆ อาจพูดได้ว่าในการรักษาความยกกระชับหรือการปรับรูปหน้าขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาของแต่ละคนมากกว่าว่าจะเหมาะกับการดูแลแบบไหน

นี่ก็คือความแตกต่างระหว่าง Thermage กับ Ulthera ที่เรานำมาไขข้อสงสัยให้กับทุก ๆ คนให้ทุกคนได้มีความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นแล้วว่าการทำหัตถการระหว่างนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมทั้ง 2 ประเภทนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนที่เหมาะกับผิวของคุณ อย่าลืมนำไปใช้ในการตัดสินใจว่าคุณต้องการแก้ไขในจุดบกพร่องใดมากที่สุดเพื่อที่ว่าจะได้คุ้มค่ากับเงิน, คุ้มค่ากับเวลาและได้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามที่ต้องการหวังว่าผู้หญิงทุกคนจะสวยขึ้นได้และออกไปใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกๆ วันไม่ว่าจะสวยด้วยการทำ Thermage หรือ Ulthera ก็ตาม

 

 

 

 

 

 

ร้อยไหมดีอย่างไร ทำไมต้องทำ

นวัตกรรมเสริมความงานสมัยใหม่อย่าง “การร้อยไหม” เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงอ่อนเยาว์ ผิวมีความเรียบกระชับทุกสัดส่วน เดิมทีการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่นิยมมากกว่า แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสผิดพลาดสูง ปัจจุบันคนจึงนิยมการร้อยไหมมากกว่าวิธีอื่น เลยทำให้หลาย ๆ คนสงสัยว่าการร้อยไหมดีอย่างไร ซึ่งในบทความนี้ตั้งใจจะมาอธิบายว่า การร้อยไหมคืออะไร มีวิธีการทำอย่างไร ร้อยไหมแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเรา และอะไรคือผลข้างเคียง

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคทางการแพทย์ ที่ใช้ในการกระชับผิวหนังทั่วร่างกาย แต่นิยมใช้บนใบหน้ามากที่สุด ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่น ขากรรไกร ร่องจมูก และหน้าผาก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะการนำไหมละลายจำนวนหลายเส้น ร้อยเข้าด้านใต้ผิวหนัง เพื่อให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ เพื่อให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม อีกทั้งยังทำให้เลือดไหลเวียนผิวหนังบริเวณนั้นมากขึ้นด้วย ซึ่งไหมที่ใช้มีหลายชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดคือไหมละลาย PDO ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) ซึ่งปกติจะใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดหัวใจ เพราะสามารถเข้ากับร่างกายได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ อีกทั้งยังได้รับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไหมละลายจะละลายหายไปโดยไม่ตกค้างภายในระยะเวลา 8 เดือน

วิธีการร้อยไหมทำอย่างไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคที่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะแพทย์ทางศัลยกรรม เริ่มต้นการรอยไหมด้วยการทายาชาบริเวณที่ทำ จากนั้นจึงนำเส้นไหมมาร้อยยึดตามเนื้อเยื่อผิว ซึ่งจะร้อยเรียงเส้นไหมไปตามโครงหน้าของคนไข้ ใช้เวลาช่วงนี้ประมาณ 20 – 40 นาที อาจทำให้รู้สึกเจ็บ มีรอยช้ำ หรือบวมเล็กน้อย แต่พักฟื้นแค่เพียง 1 – 2 สัปดาห์ก็จะกลับมาปกติ หลังจากนั้นต้องร้อยไหมซ้ำอีกครั้ง เพื่อยึดชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น โดยผิวหนังชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) จะอยู่ลึกกว่าชั้นผิวหนังแท้ ในระหว่างนี้ใบหน้าส่วนที่ร้อยไหมจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ทำเลเซอร์หรืออะไรที่รุนแรงกับใบหน้า เพราะอาจเกิดอาการบวมแดงได้

ลักษณะเส้นไหมที่นิยมใช้

1.เส้นไหมเรียบ (Mono Threads) มีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว          นิยมใช้ร้อยไหมบริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง แต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิว

2.เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้น เกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรผิวหนัง บริเวณที่ยุบตัวลงหรือเป็นแอ่ง เส้นไหมเกลียวจะให้ความแข็งแรงมากกว่าไหมเส้นเรียบ จึงเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงต้านแรงโน้มถ่วง

3.เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียว แต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม คล้ายกับหนามกุหลาบหรือก้างปลา จะทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนคล้อย รวมถึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบ ๆ เส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้จึงเหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง และช่งบปรับรูปหน้าให้เรียวมากขึ้น

ใครที่เหมาะจะร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นการยกกระชับผิวหนัง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัย 30 – 60 ปี โดยคนที่จะทำได้ต้องมีเนื้อเยื่อที่ไม่ยุบตัว หรือมีผิวหนังที่ไม่หย่อนคล้อยมากจนเกินไป และจะให้ผลดีกับผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว แต่ยังไม่พร้อมที่จะผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าจะให้เห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการร้อยไหมร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น การทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมัน เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นเทคนิคการยกกระชับผิวหน้าเพียงชั่วคราว โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี และอาจเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยเล็กน้อยได้หลังจาก 6 เดือนแรก ทำให้ต้องกลับมาเข้ารับการร้อยไหมอีกครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์ให้ได้ยาวนานมากขึ้น โดยทั่วไปใบหน้าของผู้เข้ารับการร้อยไหมอาจบวมในตอนแรก และกลับมาดูเป็นปกติภายใน 1-2 วันหลังการรักษา แต่บางรายอาจปรากฏรอยพับหรือรอยย่นของผิวหนังหลายสัปดาห์ รวมถึงอาการบวม ฟกช้ำ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของไหม อาจพบภาวะติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือมีขั้นตอนการทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม

บางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้ดื้อยาและยากต่อการรักษา ทั้งนี้ไหมแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ไหมเส้นเรียบที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียวอาจทำให้มีอาการฟกช้ำ ส่วนไหมที่มีเงี่ยงอาจทิ้งรอยสอดไหมไว้ให้เห็นได้ และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้นในขั้นตอนก่อนรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากการร้อยไหม

การร้อยไหมเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณ 15-20% ของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและแก้ไขได้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมมาตรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรืออาจเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำ เพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าว
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปบริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงอาจทำให้เกิดเนื้อเยื่ออักเสบได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีการอักเสบ
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหัก ในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง หรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้

  1. เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย ซึ่งอาจทำให้เป็นอัมพาตใบหน้า และหลอดเลือดได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เข็มในการร้อยไหม
  2. มีอาการปวดเรื้อรัง
  3. ใบหน้าสัมผัสได้ถึงไหมที่มี มักเกิดขึ้นจากการใช้ไหมชนิดมีเงี่ยง แต่ก็จะหายไปได้เองหลังผ่านไปหลายวัน
  4. มีเลือดออก
  5. ประสาทการรับรู้บกพร่อ
  6. ภาวะภูมิไวเกิน คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสาร ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไหมละลายชนิด PDO จะได้การรับรองความปลอดภัยจาก อย. แต่นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดเผยว่า อย. ไม่อนุญาต หรือไม่รับรองวิธีการร้อยไหมเพื่อการกระชับผิว แต่อนุญาตให้ใช้ในการเย็บแผลเท่านั้น นอกจากนี้ การร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ยังไม่ได้ถูกรับรองใช้ในสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศในทวีปยุโรป เพราะยังไม่มีผลการศึกษาทางการแพทย์ที่แน่ชัด ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่สนใจการร้อยไหมเพื่อกระชับผิวหน้า ควรพิจารณาไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะได้มาว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://thecloverbeautyclinic.com/

คุณสมบัติของ HIFU

ในยุคสมัยที่ความงามเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่หันมาให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เทคโนโลยีทางด้านความงามจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีความงามมากมาย ที่ถูกนำมาโฆษณาถึงสรรพคุณอันยอดเยี่ยมในการย้อนวัย หรือการจัดรูปหน้า แต่หนึ่งในเทคโนโลยีที่โดดเด่นน่าสนใจ คือ เทคโนโลยี HIFU (ไฮฟู่) ที่มีราคาไม่สูงมาก ทุกคนสามารถเอื้อมถึง และสามารถเห็นผลความแตกต่างได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงจุดเด่นที่สำคัญ คือ ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น โดยที่ HIFU มีเทคโนโลยีเทียบเท่ากับการร้อยไหม ที่ใช้หลักการทำให้ผิวหดตัว กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวหน้ากระชับ และยังสามารถรักษาได้ลึกถึงชั้นผิว SMAS

HIFU คืออะไร

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมในการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง ยิงผ่านชั้นผิวลงไปยังชั้นผิวที่ลึกที่สุด คือชั้น SMAS (Superficial Muscalar Aponeurotic System) โดยหลักการทำงานก็คือคลื่นอัลตร้าซาวด์จะเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนัง เพื่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และเซลล์ผิวหนังขึ้นมาทดแทนพร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการร้อยไหม เพียงแต่ HIFU จะไม่เจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น จึงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังการรักษา

HIFU เหมาะกับใคร

การทํา HIFU นั้นให้ผลดีด้านการยกกระชับ และการสร้างคอลลาเจน จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย  ผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ใบหน้ามีความหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีแก้ม มีเหนียง หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความคมชัดให้ใบหน้า รวมถึงสามารถกระชับสัดส่วน เช่น แขน ขา คอ ได้อีกด้วย

HIFU ควรทำเมื่ออายุเท่าไร

เทคโนโลยี HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 – 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่อยากเพิ่มความงามโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักรักษา ไม่ต้องใช้เข็ม หรือการผ่าตัด

อายุต่ำกว่า 25 ปีทำ HIFU ได้หรือไม่

คำตอบ คือ ทำได้แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากช่วงวัย 20 ปีต้นๆ เป็นช่วงวัยที่ผิวยังสามารถผลิตอิลาสตินได้ดี ผิวใบหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง และสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่เมื่ออายุเลย 25 ปีขึ้นไป ใบหน้าผลิตอีลาสตินได้น้อยลง จึงทำให้เริ่มมีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ตีนกา จึงถือเป็นช่วงอายุที่เหมาะในการเริ่มทำ HIFU

HIFU เห็นผลเมื่อไร

โดยปกติแล้วการทำ HIFU จะเริ่มเห็นผลทันทีหลังจากที่ทำเสร็จ และจะเข้ารูปเมื่อผ่านไป 2 เดือน จากนั้นจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 – 12 เดือน ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการรักษา และสภาพผิวของแต่ละคน

ข้อดีของการทำ HIFU

  1. เห็นผลชัดเจน ทั้งการยกกระชับ และลดริ้วรอย
  2. ไม่เจ็บ หรือเจ็บน้อยมาก
  3. ไม่ต้องพักฟื้น
  4. สามารถทำได้บ่อยครั้ง
  5. ราคาไม่แพง

ข้อควรระวังของการทํา HIFU

  1. รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยี HIFU จะได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการความงาม แต่เทคโนโลยีนี้ก็ต้องการฝีมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ความเข้าใจด้านกายวิภาคมากพอสมควร
  2. เลือกสถานบริการที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง มีความสะอาด และให้บริการที่น่าเชื่อถือ
  3. ความรู้สึกเจ็บตึงใบหน้า หลังจากเข้ารักการรักษา จะหายไปหลังจากทำเสร็จประมาณ 2-3 ชั่วโมง

อัตราค่ารักษา

ราคาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่ แต่ก็จะมีราคามาตรฐาน โดยจะเริ่มต้นที่ประมาณหลักพันบาท ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ทั้งการคิดราคาจากจำนวนช็อต และคิดราคาเป็นคอร์ส

เลือกใช้บริการ HIFU อย่างไร

  1. เลือกยี่ห้อของเครื่อง HIFU แบรนด์เครื่องมือมีหลายระดับราคา ซึ่งถ้าใช้เครื่องที่มีมาตรฐานต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ ทำให้แพทย์ไม่สามารถกะปริมาณพลังงานได้ถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้บางช็อตแรงเกินไป และบางช็อตเบาจนไม่ให้ผลการรักษาที่ดี
  2. สังเกตดูที่ราคาการรักษา การคิดราคาค่ารักษาที่ถูกเกินไป (ประมาณ 4,000 – 6,000 บาท) ก็อาจจะเป็นเครื่องที่มีคุณภาพต่ำอย่างที่กล่าวไป หรือจะมีการจำกัดช็อตการรักษาที่น้อยเกินไป จนอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
  3. เลือกสถาบันที่น่าเชื่อถือ พิจารณาจากใบรับรองต่าง ๆ ทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความชำนาญการของแพทย์
  4. ดูรีวิวประกอบการตัดสินใจ ลองเลือกดูรีวิวหลาย ๆ ที่เปรียบเทียบกัน หรือดูรีวิวจากหน้าเว็บฯ ของผู้ให้การรักษา แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกัน
  5. เช็คประวัติแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าแพทย์มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการรักษา รวมถึงชั่วโมงบินที่ผ่านมาในงานสายนี้

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFU

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น การสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น
  2. งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะทำให้ผิวแก่เร็วกว่าวัย
  3. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่
  4. ทาครีมบำรุงผิว สามารถทาครีมบำรุงได้ตามปกติ และแนะนำว่าควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงอย่างสม่ำเสมอด้วย
  5. งดการออกแดด งดอยู่ในที่แจ้ง เพื่อให้การทำ HIFU ได้ฟื้นฟูผิวได้อย่างเต็มที่
  6. กินยาแก้ปวด หากมีอาการเมื่อยหรือตึงผิว การกินยาแก้ปวดช่วยคุณได้
  7. ไม่สัมผัสใบหน้าแรง ๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง และไวต่อการเกิดริ้วรอย

เปรียบเทียบ HIFU กับร้อยไหม

ข้อดีของ HIFU

  1. HIFU ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง อย่างมากก็แค่ปวดหรือตึงผิวบริเวณใบหน้าเท่านั้น ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปหลังจากที่ทำ 1 – 2 วัน
  2. HIFU เจ็บตัวน้อยกว่า ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. HIFU เห็นผลประมาณ 20 – 30% ทันทีหลังจากการรักษา
  4. HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวเข็ม กลัวเจ็บ และกลัวจะมีสิ่งแปลกปลอมบนใบหน้า
  5. HIFU สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้มากกว่าการร้อยไหม

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป วัยที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ความหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องใช้การดึงรั้งของเส้นไหมเข้ามาช่วย การร้อยไหมจึงให้ผลที่ชัดเจนมากกว่า HIFU
  2. การร้อยไหมให้ผลที่คงอยู่ได้นานกว่า ไหมบางประเภทสามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี
  3. การร้อยไหมไม่ต้องทำบ่อย ๆ เมื่อเทียบกับ HIFU

เมื่อรู้ข้อมูลดังที่ได้เสนอไปข้างต้นแล้ว คุณคงตัดสินใจเลือกใช้บริการที่เหมาะกับคุณได้โดยไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นอกจากการพึ่งพาการรักษาด้วยเทคโนโลยีแล้ว คุณก็ควรที่จะดูแล รักษาผิวหน้า เพื่อช่วยชะลอวัยได้ด้วยตัวเอง ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  1. ทาครีมถูกวิธี เพื่อกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อย และต้านการเกิดริ้วรอย
  2. เลือกครีมที่เหมาะสมกับผิวหน้า
  3. การไม่จับหรือถูใยหน้าแรง ๆ
  4. ทาครีมกันแดดเป็นประจำและสม่ำเสมอ
  5. ออกกำลัง เพื่อกระตุ้นระบบการทำงานของร่างกาย ให้อยู่ในระดับสมดุล
  6. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นไม่ขาดน้ำ
  7. เลือกอาหารที่มีประโยชน์ และกินให้ครบ 5 หมู่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์และสารที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

ระหว่าง Thermage และ Ulthera เลือกอะไรดี

คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงหลาย ๆ ท่านเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้วมักจะมีรอยเหี่ยวย่นบริเวณใบหน้าและตามร่างกายเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเพราะธรรมชาตินั้นสร้างเรามาให้มีการเสื่อมสลาย แต่ถึงอย่างนั้นความฉลาดของมนุษย์มีหรือจะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเรามีความอยากไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะร่างกายของเราที่ทุก ๆ คนทั้งรักและหวงกันเป็นอย่างมาก ย่อมอยากที่จะให้เราสวยหล่อดูดีอยู่เสมอ เรียกได้ว่าถ้ามีผ้าคลุมการเวลาย้อนสภาพร่างกายให้เป็นเหมือนวัยหนุ่มสาวได้อีกครั้ง จะใช้เงินมากมายเท่าไหร่ก็คุ้มค่าที่จะแลกมา แต่นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในการ์ตูนหรือนิยายเท่านั้น ในความเป็นจริงเรายังต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์ และการแพทย์อยู่เสมอ เพื่อที่จะรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรงดูดีอยู่เสมอนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ความใส่ใจ และ ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ในอดีตจะมีการรักษา หรือ ความเชื่อที่ดูแปลกประหลาดไปบ้าง ยกตัวอย่างเช่น การช็อตไฟฟ้าคนป่วยเพื่อรักษาปัญหาทางจิต หรือความเชื่อทางการแพทย์ว่าน้ำเป็นสิ่งสกปรก คนเราไม่ควรอาบน้ำ แต่ให้ใช้น้ำหอมเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีแทน เมื่ออ่านถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าเราเกิดมาโชคดีแค่ไหนที่ไม่ต้องไปเจอความเชื่อผิด ๆ อย่างในอดีต

ถึงแม้ความเชื่อเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่ทวีปยุโรปเมื่อนานมาแล้ว แต่จากความผิดพลาดเหล่านั้นทำให้ทางยุโรปประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือที่ทันสมัยขึ้นมาเรื่อย ๆ จนนับว่ามีเทคโนโลยีก้าวไกลเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งในปัจจุบันความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ หรือ เครื่องมือเครื่องใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ประเทศเราก็ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น น้อยมากที่จะผลิตขึ้นมาเองจนมีประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ ร่ายยาวมาถึงตรงนี้ทุกคนคงอยากรู้แล้วว่าเทคโนโลยีแบบไหนที่มีประสิทธิภาพในการย้อนวัยบ้าง โดยในวันนี้เราจะขอแนะนำให้รู้จักกับ Thermage และ Ulthera สุดยอดเทคโนโลยีจากฝั่งยุโรป ว่าทำงานอย่างไรและให้ผลอย่างไรบ้าง

Thermage และ Ulthera คืออะไร

ถ้าจะพูดถึงการทำ Thermage และ Ulthera แล้ว ทั้งสองอย่างนี้นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าสามารถกระชับใบหน้า และ ผิวหนังตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้จริง ซึ่ง Thermage เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีมาตั้งแต่ปี 2002 โดยรุ่นแรกเรียกว่า TC3 ต่อมาในปี 2007 ได้ออกรุ่นที่สองเรียกว่า NXT ออกมา จากนั้นในปี 2009 ก็ออกรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมมาในชื่อ CPT ในรุ่นนี้มีชื่อเต็มว่ารุ่น Comfort Pulse Technology ซึ่งได้มีการปรับปรุงพัฒนาในเรื่องของพลังงานที่มีมากขึ้นและความถี่ที่สูงขึ้น เพื่อรักษาผิวให้กระชับ และ ลงไปในชั้นผิวได้ลึกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นที่ลดอาการบาดเจ็บลงไปมากแล้ว อีกทั้งยังสามารถสลายไขมันส่วนเกินบริเวณนั้น ๆ ได้อีกด้วย ล่าสุดปี 2020 ทางบริษัทก็ได้พัฒนารุ่นใหม่ออกมาในชื่อ FLX ต่อยอดจากรุ่น CPT โดยมีความถี่การช็อตที่มากขึ้น และ ขนาดหัวที่ใหญ่ขึ้น

ส่วน Ulthera นั้น เป็นเครื่องมือที่พึ่งจะมาในปี 2009 โดยทางการแพทย์เรียกเครื่องนี้ว่า Ultherapy ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนารุ่นใหม่อย่าง New Ulthera ที่สามารถลดอาการบวมและบาดเจ็บได้มากกว่าเดิมขึ้นมาใช้ อีกทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็วโดยรวมแล้วเครื่องมือทั้งสองตัวนี้ต่างก็ได้รับการยอมรับจาก อย.อเมริกา และ อย.ไทย แล้วว่าสามารถช่วยยกกระชับผิวหนังได้จริงและปลอดภัย ซึ่งจะขออธิบายการทำงานอย่างละเอียดดังต่อไปนี้

Thermage และ Ulthera ทำงานต่างกันอย่างไร

แม้ทั้งสองเทคโนโลยีนี้จะได้รับการยอมรับทางการแพทย์ไปทั่วโลกแล้วว่าสามารถกระชับผิวหนัง และ ลดรอยเหี่ยวย่นได้จริง แต่การทำงานของทั้งสองเครื่องนั้นมีความต่างกันอยู่ ถ้าจะให้อธิบายความต่างของทั้งสองเครื่อง จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงชั้นผิวแต่ละชั้นของคนเราเสียก่อน โดยเราจะแบ่งผิวหนังหลัก ๆ ออกเป็น 3 ชั้นคือ

  1. Epidermis หรือชั้นหนังกำพร้า เป็นบริเวณชั้นนอกสุดของผิวหนัง ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าหรือผ่านออกจากร่างกาย และห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ไม่มีหลอดเลือด แต่ได้รับสารอาหารและถ่ายเทของเสียโดยการแพร่ผ่านชั้นหนังแท้
  2. Dermis หรือชั้นหนังแท้ เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ใต้หนังกำพร้า ทำหน้าที่ลดการกระแทกจากแรงดึงต่าง ๆ หนังแท้จะยึดติดกับหนังกำพร้าอย่างแน่นหนา และมีปลายประสาทมากมาย ซึ่งรับความรู้สึกสัมผัสหรือความร้อน โดยมีหลอดเลือดในชั้นหนังแท้คอยให้สารอาหารมาเลี้ยงและขับของเสียออก
  3. Subcutaneous หรือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เป็นชั้นล่างสุดของระบบผิวหนัง ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมันเป็นหลัก ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดโปร่งบางและกลีบย่อยไขมัน มีหลอดเลือดและเส้นประสาทขนาดใหญ่กว่าที่พบในหนังแท้ คอลลาเจนที่เราคุ้นหูก็อยู่ในผิวหนังชั้นนี้ด้วยเช่นกัน โดยทำหน้าที่เป็นเส้นใยประสานชั้นไขมันกับชั้นหนังแท้เข้าด้วยกัน
  • ส่วนเจ้าเครื่อง Thermage นั้นเป็นตัวสร้างคลื่นวิทยุความถี่สูง ที่มีความร้อนและความลึกเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้มากพอที่จะทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่หย่อนคล้อยหดตัว และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องขึ้น อีกทั้งผิวหนังชั้นบนก็เกิดการสร้างตัวขึ้นมาใหม่ของผิว เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ของผิวให้แน่นกระชับไม่หย่อนคล้อยอีกด้วย ผลจากความร้อนของคลื่นวิทยุความถี่สูงนี้ยังทำให้ไขมันบริเวณที่ทำ Thermage  เกิดการสลายตัวไปด้วย เรียกได้ว่านอกจากผิวกระชับแล้ว ยังลดไขมันได้อีกต่างหาก
  • ส่วน Ulthera เป็นเครื่องมือสร้างคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีพลังงานสูงกว่าปกติ โดยจะปล่อยคลื่นออกมาเป็นจุดเล็ก ๆ ในระดับไมโคร จึงสามารถระบุจุดบนชั้นผิวหนังที่ต้องการให้เกิดการกระชับได้อย่างแม่นยำ และให้ผลเหมือนการผ่าตัดยกกระชับใบหน้าเลยทีเดียว เพียงแต่ไม่ต้องใช้เข็ม หรือ มีดผ่าตัดแต่อย่างใด บริเวณที่ทำนั้นจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ และ ยกกระชับผิวหนังบริเวณนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน

ถ้าจะให้สรุปอย่างง่ายนั้น Thermage ทำงานโดยการปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูง พลังงานสูง เน้นยกกระชับผิวหนังและสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ส่งผลกระจายเป็นวงกว้างตามหัวยิงคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านผิวบริเวณนั้น ๆ ส่วน Ulthera จะปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์พลังงานสูง เล็งยิงทะลุไปยังจุดที่ต้องการยกกระชับในชั้นผิวหนังนั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำกว่า เหมือนทำการผ่าตัดหรือเข็มฉีดกระชับผิวหนัง อย่างไรก็ตามเครื่องมือเหล่านี้ก็ยังต้องใช้ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางอยู่ดี แพทย์จะต้องมีความรู้ด้านกายวิภาคอย่างชัดเจนและแม่นยำ และยังต้องมีประสบการณ์มากพอที่จะปรับเครื่องมือได้ตามความเหมาะสมกับสภาพผิวคนไข้อีกด้วย

Thermage และ Ulthera เหมาะกับใครบ้าง

ส่วนที่เหมือนกัน

ต้องยอมรับว่าทั้งสองเครื่องมือนี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก เพราะฉะนั้นจะมาสรุปให้เข้าใจสั้น ๆ อย่างนี้ว่า สิ่งที่เครื่องมือสองอย่างนี้ มีส่วนที่เหมือนกันก็คือเหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัดเจน มีเนื้อส่วนเกินบริเวณกรามเยอะ และ ไม่อยากผ่าตัด ต้องการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังให้มากขึ้น ยกกระชับเปลือกตา หนังตา คิ้ว

ส่วนที่ต่างกัน

Thermage เหมาะกับคนที่ต้องการลดการหย่อนคล้อย ลดผิวแตกลาย จากหลังการคลอดบุตร หรือ หลังการลดน้ำหนักปริมาณมาก นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับเปลือกตา หนังตา คิ้ว ต้นขา สะโพก หรือ ขจัดเซลลูไลท์ Ulthera เหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับฟื้นฟูผิวบริเวณ คอ และ เนินอก ซึ่ง Ulthera จะพิเศษตรงที่คุณแม่ที่ให้นมบุตรสามารถใช้เครื่องมือนี้ได้โดยที่ไม่เกิดผลข้างเคียง เพราะมีความปลอดภัยสูง และ ใช้เวลาไม่นาน แม้จะมีความเหมือนและแตกต่างกันบ้าง แต่เทคโนโลยีทั้งสองตัวนี้ก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบให้ดีว่าเป็นของปลอมหรือไม่

อย่างไรก็ตามนอกจากการพึ่งพาเทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญก็คือการดูแลตัวเองในทุก ๆ ด้านให้สมดุลอยู่เสมอ ทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ และ ออกกำลังกาย นอกจากนี้ควรที่จะใส่ใจถึงการทาครีมให้เหมาะกับสภาพผิวและหลีกเลี่ยงแสดงแดดอย่างเหมาะสม เพื่อชะลอริ้วรอยให้เกิดช้าลง

ยกกระชับผิว Thermage หรือ Botox ดี

หลาย ๆ คนเมื่อผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นแล้วเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องเจอคือปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย เมื่อเจอกับปัญหาเหล่านี้ก็ต้องหาวิธีแก้ บางคนอาจเลือกวิธีศัลยกรรม กินยาบำรุง หรือทาครีมบำรุง และยังมีอีกสารพัดวิธีที่ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ แต่วิธีไหนล่ะที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องรอพักฟื้นนาน หรือเห็นผลอย่างรวดเร็ว และเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาจะขอแนะนำให้รู้จักกับคู่เอกแห่งการยกกระชับผิวอย่าง Thermage และ Botox กันในบทความนี้

การทำงานของ Thermage กับ Botox แตกต่างกันอย่างไร

แน่นอนว่าเทคโนโลยีของทั้งสองนั้นมีมานานแล้ว และ ด้รับการยอมรับจาก อย.ไทย และ อย.อเมริกา เรียบร้อยแล้ว ว่าสามารถยกกระชับผิวได้จริง เพียงแต่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นกับคนไข้ หรือให้ผลลัพธ์ได้ดีตรงตามความต้องการของคนไข้ โดยเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้ คือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่อยู่ในผิวหนังชั้นยัไขมันขึ้นมาใหม่ แต่วิธีการทำงานเพื่อให้ผลลัพธ์แบบที่ต้องการนั้นยังถือว่าต่างกันอยู่ โดยจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

Thermage เครื่องมือที่สร้างคลื่นวิทยุความถี่สูง และมีปริมาณความร้อนสูง (สูงถึงขั้นทำลายเซลล์ผิว) เมื่อคลื่นนี้สัมผัสที่ผิวหนัง มันจะทะลุลงไปในผิวหนังชั้นไขมัน จนเกิดการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เมื่อคอลลาเจนสร้างขึ้นมาใหม่มากพอ ก็จะทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อย กลับมากระชับเต่งตึงได้อีกครั้ง อีกทั้งพวกไขมันส่วนเกินที่โดนคลื่นความร้อนนี้เข้าไป ก็จะสลายหายไปด้วย

Botox เป็นชื่อเรียกของสารโบลูทินัม ท็อกซิน ซึ่งเป็นสารทางธรรมชาติ มีลักษณะเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ สกัดได้จากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เริ่มแรกเป็นเพียงสารที่ทางการแพทย์นำมารักษาอาการตาเหล่ ตาเข และตากระตุกเท่านั้น แต่ผลที่ได้ไม่เพียงแต่รักษาอาการทางโรคเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดรอยย่น รอยตีนกา ให้จางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการนำสารนี้มาพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ในวงการความสวยงาม ซึ่งสามารถอธิบายการทำงานให้เข้าใจได้ง่าย ๆ คือ โดยปกติแล้วร่างกายของเรา จะมีปลายประสาทคอยสั่งการให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวอยู่เสมอ ผ่านทางสารแอซิติลโคลีน เมื่อมีสารนี้มากจึงเกิดเป็นรอยตีนกา หรือ ริวรอยในบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า ซึ่งอาจเกิดเพราะการแสดงสีหน้า หรือเกิดขึ้นตามวัย แต่เมื่อเราฉีดสารโบท็อกซ์นี้เข้าสู่ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ สารตัวนี้จะไปสกัดกั้นการผลิตสารแอซิติลโคลีน ทำให้กล้ายเนื้อเกิดการคลายตัว จึงทำให้พวกริ้วรอยต่าง ๆ ลดลงไปด้วย

Thermage และ Botox ให้ผลบริเวณใดบ้าง

เทคโนโลยีอย่าง Thermage นั้นจะมุ่งเน้นการกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างขึ้นใหม่ ลดความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และสลายไขมันส่วนเกิน ทำให้เครื่อง Thermage นี้สามารถทำได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แต่ให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับผิวหนังได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า ลำคอ บริเวณเปลือกตา หรือแม้แต่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังปลอดภัย และใช้เวลาการรักษาไม่นาน แต่ในส่วนการฉีด Botox เป็นการใช้เข็มฉีดสารโบลูทินัม ท็อกซิน เข้าไปกดทับเส้นประสาท ส่วนที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย จึงให้ผลที่แตกต่างกันไป เช่น

  • ฉีดบริเวณหน้าผากและหว่างคิ้ว จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น
  • ฉีดบริเวณปีกจมูก จะช่วยลดปีกจมูกให้เล็กลง
  • ฉีดบริเวณหางตา จะช่วยลดรอยตีนกา
  • ฉีดบริเวณคอ จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น และรอยปล้องรอบคอ
  • ฉีดบริเวณกรอบหน้า จะช่วยยกกระชับกรอบหน้า และทำให้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น
  • ฉีดบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า จะช่วยลดการทำงานของต่อมเหงื่อ
  • ฉีดบริเวณน่องขา จะช่วยลดกล้ามเนื้อให้เล็กลง

Thermage และ Botox ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน

เริ่มจาก Thermage ก่อนเลย นับว่าเป็นข่าวดีมาก ๆ ที่ปัจจุบันมีการผลิตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Thermage FLX เป็นรุ่นที่ดีที่สุดในขณะนี้แล้ว เพราะไม่ต้องพักฟื้นใด ๆ ย้ำว่าไม่ต้องพักฟื้นแม้แต่วันเดียว ใช้เวลารักษาประมาณ 1–2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้เลย เพียงแค่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลผิวให้ดีในช่วงสัปดาห์แรก เท่านี้ผลลัพธ์ก็จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลลัพธ์จะดีที่สุดในช่วง 6–12 เดือนแรก และเห็นผลนานสุด 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

ส่วนการทำ Botox ทางแพทย์จะทำการตรวจเช็คและทำความสะอาดใบหน้า หรือผิวหนังของเราเสียก่อน ตามด้วยประคบเย็นก่อนที่จะฉีด Botox เข้าสู่ผิวหนัง ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับ Thermage และห้ามทำกิจกรรมเกี่ยวกับความร้อน เช่น การเลเซอร์ ซาวน่า เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ใน 2 สัปดาห์เช่นกัน และให้ผลลัพธ์นานสุด 2 ปี โดยขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

Thermage และ Botox เจ็บหรือไม่

สำหรับ Thermage แล้วเป็นเพียงคลื่นวิทยุความถี่สูง อาจทำให้เกิดความร้อนพอรู้สึกได้ เหมือนการอาบน้ำโดยใช้เครื่องทำน้ำอุ่น แต่จะไม่ได้ให้ความรู้สึกเจ็บแต่อย่างใด ส่วน Botox เป็นการใช้เข็มฉีดบริเวณผิวหนัง แน่นอนว่าจะมีความรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็ผ่านขั้นตอนด้วยการประคบเย็น เรียบร้อยแล้วความเจ็บจึงลดน้อยลง

Thermage และ Botox ต้องใช้งบเท่าไร

แน่นอนว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นสวัสดิการของรัฐบาล และไม่ได้มีราคากลาง แบบที่คุณไปคลินิกหรือสถาบันความงามไหนก็จะมีราคาเท่ากันหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ งานบริการ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ หรือชื่อเสียงของคลินิกนั้น ๆ แต่ถึงอย่างไรในเมืองไทยก็มีราคาที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก จึงพอที่จะสรุปการรักษาได้ว่าต้องใช้จ่ายประมาณเท่าไร ทั้งนี้ไม่นับโปรโมชั่นของแต่ละสถาบันฯ Thermage การทำแต่ละครั้งจะเป็นการปล่อยคลื่นวิทยุปริมาณ 400 ช็อต ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 25,000 บาทต่อครั้ง ส่วนมากจะแนะนำให้ทำไม่เกิน 1,200 ช็อต หรือทำการรักษา 3 ครั้ง คิดเป็นค่าใช้จ่ายเท่ากับ 75,000 บาท จึงจะเห็นผลชัดลัพธ์ที่ชัดเจน

ส่วน Botox จะทำการฉีดรักษาเป็นจุด เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงขึ้นอยู่กับประมาณและจุดที่ฉีดด้วย โดยรวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 บาทต่อจุด หรือทั่วทั้งใบหน้าประมาณ 40,000–50,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสารที่ใช้อีกด้วย เพื่อจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด

ข้อคิดก่อนตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือ Botox ก็ดี ก่อนที่จะตกลงใจเข้ารับการรักษา ควรคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย แม้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีข่าวความผิดพลาดให้เห็นกันอยู่เสมอ เพราะมีกลุ่มบุคคลที่หวังแต่กำไร ไม่คำนึงถึงผู้ป่วย มีการใช้เครื่องมือหรือสารที่แปลกปลอมขึ้นมา ทำให้ผู้รักษาเสียเงินจ่ายไปแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตกลงกัน หรือร้ายแรงกว่านั้นทำให้คนไข้เกิดความเสียหายก็มี จึงเป็นหน้าที่ของทางคลินิกนั้น ๆ ที่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่คนไข้ทำการรักษาอยู่ มีการแสดงเอกสารรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าสามารถให้การรักษาได้จริง และเป็นไปตามมาตรฐาน รวมไปถึงตัวคนไข้เองก็ต้องตรวจสอบคลินิกหรือตัวแพทย์ผู้รักษา ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาจริงอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง และโปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เช่น ราคาโปรโมชั่นที่ถูกกว่าราคากลางมากจนเกินไป

ปัจจุบันไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็สนใจในเรื่องความสวยงามและความอ่อนเยาว์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการมีบุคลิกภาพที่ดี ดูน่ามอง และมีความอ่อนเยาว์นั้น สร้างความมั่นใจให้กับการใช้ชีวิตยุคนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งค่านิยมดังกล่าวจึงทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสนใจที่จะเข้าคลินิกความงามกันมากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจรักษากับที่สถาบันใด โปรดศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ เพื่อผลประโยชน์ของตัวคุณเอง