ฟิลเลอร์ก็น่าสน ร้อยไหมก็น่าลอง เลือกอันไหนดี

ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ผิวหน้าที่ห้อยย้อย เป็นสิ่งที่เราสามารถขจัดออกไปได้ เพราะในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่เข้ามาช่วยดูแลความสวยความงามของใบหน้าเรา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์หรือการร้อยไหม มั่นในได้ว่าทุก ๆ ท่านต้องเคยได้ยินทั้งสองวิธีกันมาบ้างแล้ว แต่หลาย ๆ ท่านก็อาจจะยังมีข้อสงสัยว่า ทั้งสองวิธีดั่งกล่าวต่างกันอย่างไรและวิธีไหนจะเหมาะกับอายุและผิวหน้าของเรา วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวคือสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นสารที่ใช้แล้วไม่เกิดการแพ้ เพราะเป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก หรือบริเวณแผลที่เป็นหลุม เพื่อเติมเต็มหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวเต่งตึง มีน้ำมีนวล ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ประเภทของฟิลเลอร์

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ วัดจากการอยู่คงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 ปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) คือ สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถเข้ากันกับเนื้อเยื้อบริเวณผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) คือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจำเป็นต้องฉีดสารย่อยสลายหรือขูดออกเท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงหรือเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในไทย Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis โดยฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำคือควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อดีของฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลารวดเร็ว เพียง 30 – 40 นาทีก็เสร็จแล้ว
  2. ไม่มีความจำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลทั้งก่อนและหลังการฉีด เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่การผ่าตัด
  3. ฟิลเลอร์สามารถใช้ในการเติมเต็มจุดบกพร่อง ปรับแก้ส่วนที่ไม่ได้รูป และทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ได้ ในเวลาเดียวกัน ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ และเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากๆ แค่เราทำเพียงครั้งเดียว
  4. การฉัดฟิลเลอร์มีความปลอดภัยสูง แต่ต้องเป็นฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย และได้รับการรับรองที่ได้มาตรฐานจากองค์กรการอาหารและยา
  5. ราคาไม่แพง ราคาในการฉีดต่อครั้งจะวัดเป็น ซีซี(CC) โดยแต่ละจุดจะใช้ปริมาณ 1 ซีซี แต่ละคลินิกก็มีโปรโมชั่นมากมายที่เหมาะกับความต้องการและเงินในกระเป๋าของเราอยู่เป้นประจำ สามารถศึกษาได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ของคลินิก

ข้อเสียของฟิลเลอร์

  1. หากโชคร้ายเจอแพทย์ผู้ไม่เชี่ยวชาญในการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะฉีดผิดจุดและเกิดการบิดเบี้ยวของใบหน้าได้ ทำให้ต้องไปแก้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า
  2. การฉีดฟิลเลอร์ถาวร หรือการฉีก ซิลิโคลนและน้ำมันพาราฟิน จะไม่สามารถสลายเองได้ และมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูง เช่นการจับตัวกันเป็นก้อนและการอักเสบ การเอาออกคือต้องขูดออกเท่านั้น
  3. ฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นหนึ่งเรื่องที่อันตราย เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียง และได้ใบหน้าที่ไม่ตรงตามต้องการ

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี การร้อยไหมจะใช้เส้นไหมละลาย โดยจะใช้ไหมละลายที่มีเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นแผงตาข่ายใต้ชั้นผิวหนังของเรา บริเวณที่ร้อยแผงไหมเข้าไปจะถูกไหมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาก ส่งผลให้มีการสร้างคอลาเจนขึ้นด้วย เพราะเซลล์เส้นเลือดที่เกิดใหม่จะกระตุ้นการสร้างส้นใยคอลลาเจนมาพันรอบแนวเส้นไหม เทคนิคดังกล่าวจึงจะช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว พร้อมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณใต้ผิวหน้าอีกด้วย ทำให้หน้าดูสดใส เปร่งปรั่งและอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. การร้อยไหมรวดเร็วและเห็นผลทันทีหลังทำ แค่ก้าวออกมาก็จะได้ใบหน้าวีเชปอย่างที่เราต้องการ
  2. การร้อยไหมอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปี แต่ใน 6 เดือนแรกอาจจะมีการหย่อนคล้อยลงบ้าง แต่ก็สามารถมาร้อยไหมเพิ่มได้
  3. การร้อยไหมทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดความเปร่งปรั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้
  4. ไหมละลายที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรานั้นจะกระตุ้นช่วยให้เกิดการกระตุ้นใต้ผิวหนัง ทำให้มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ช่วยให้ผิวดูสดใส

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. บนเส้นไหมมีตะขอเล็ก ๆ เกาะอยู่สำหรับการดึงผิวให้เข้าที่ไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดเทคนิคไม่ดีหรือร้อยตื้นเกินไปจะทำให้เกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวของเส้นไหมได้
  2. เส้นไหมที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง หากร้อยกันทับซ้อนมากเกินไปจะทำให้เกิดผังผืดบริเวณใต้ผิวหนังได้ และทำให้เกิดการดึงที่ผิดรูป
  3. บางกรณีการร้อยไหมอาจจะไม่เป็นผลหรือสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ถูกใจได้ เช่น ร้อยไหมเพื่อดันโหนกแก้มให้เด่นขึ้น ในวิธีนี้จะแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มมากกว่าเพราะ การร้อยไหมจะทำให้แก้มดูตอบลง โหนกแก้มสูงและไม่สวยตามที่ต้องการได้
  4. การร้อยไหมมีความเสี่ยงที่จะให้เกิดการช้ำหลังทำได้จากการฉีดยาชา ช่วง 3 – 4 วันแรกจะอาจจะบวมขึ้น แต่ส่วนมากใช้เวลาเพียง 7 – 14 วันก็จะหายไปได้เอง
  5. บางคลินิกใช้การเติมไหมแทนการฉีดฟิลเลอร์ ไม่แนะนำให้ทำการรักษาแบบนั้น เพราะในบางส่วนของร่างกาย เช่น ใต้ตาหรือร่องแก้ม อาจทำให้เกิดผังผืดได้ในอนาคต

ฟิลเลอร์กับร้อยไหมทำร่วมกันได้ไหม

การร้อยไหมกับการฉีดฟิลเลอร์ไม่ควรทำร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะมีผลลัพธ์ที่คล้ายกันนั่นก็คือช่วยให้รูปหน้ากระชับ ทำให้เกิดวีเชป แต่หากทำร่วมกัน หรือทำมากเกินไปจะทำให้ใบหน้าผิดรูปหรือในอนาคตเกิดผังผืดเกาะตามส่วนต่างๆได้ แต่การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ได้เพราะว่า กล้ามเนื้อบางส่วนที่ถูกฉีดฟิลเลอร์อาจจะโดนดึงขึ้นมาทำให้เกิดการผิดรูปหน้าได้เช่นกัน ดังนั้นการฉีกโบท็อกซ์จะช่วยดึงกล้ามเนื้อไม่ให้มารวมกันกับเนื้อฟิลเลอร์และเกินการเกาะตัวเป็นก้อนได้

 

 

ร้อยไหมแก้หางตาตก ให้ดวงตากลับมาสวยแบบธรรมชาติอีกครั้ง

นวัตกรรมเสริมความงามที่ได้รับความนิยมและทุกคนรู้จักกันดีทั้ง ศัลยกรรม ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ การฉีดสารเติมเต็มในแต่ละส่วนของใบหน้าและร่างกาย เลเซอร์ และร้อยไหม ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมเสริมความงามที่คนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก การร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะก่อให้เกิดเป็นเส้นไยอิลาสตินที่ช่วยยืดหยุ่นประคองผิวไว้ เช่น หางตาที่ตกหย่อนลงจะดึงจากจุดยึดบริเวณหางตาที่ตกส่วนล่างไปส่วนยึดข้างบนทำให้ดวงตาเปิดและดูดีขึ้น

สาเหตุหนังตาตกเกิดจากอะไร

สภาวะหนังตาตก เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ หรือด้วยอายุที่มากขึ้น โดยธรรมชาติแล้วหนังตาบนจะหย่อนตัวลงมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำตาสองชั้น แต่หากมีหนังตาตกมากเกินไปสามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดแก้หนังตาตก เป็นการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตานอก หากหนังตาไม่หย่อนจนเกินไป ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคศัลยกรรม เช่น การยกคิ้ว การเลเซอร์และการร้อยไหม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเลือกการร้อยไหมเพราะมีราคาที่ถูกกว่าการศัลยกรรมนั่นเอง

ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่าบุคคลที่ผ่านการร้อยไหมที่หนังตามาสภาพผิวจะถูกฟื้นฟู ยกกระชับให้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะการใช้เส้นไหมละลายร้อยผ่านเข็มลงไปใต้ชั้นผิวหนังและใช้กล้ามเนื้อเพื่อยึดเกาะเส้นไหมให้อยู่ได้นาน และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นไหมที่ใช้ด้วยเพราะเส้นไหมแต่ละประเภทนั้นจะใช้ระยะเวลาในการละลายไม่เท่ากัน

ประเภทและอายุการใช้งานของเส้นไหมละลาย

วัสดุของเส้นไหมที่แพทย์นิยมใช้และมีความปลอดภัยต่อคนไข้หลัก ๆ มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

  1. PCL (Polycaprolactone) เส้นไหมประเภทนี้จะมีสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดและเส้นใหญ่ที่สุด ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 18-24 เดือน
  2. PLLA (Polylactate) เส้นไหมประเภทนี้จะมีเส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น และอาจจะพบปัญหา ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 12-18 เดือน
  3. PDO (Polydioxanone) เส้นไหมประเภทนี้จะมีเส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นที่นิยมที่การแพทย์เลือกใช้มากที่สุด ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 4-6 เดือน

ส่วนมากไหมที่นิยมนำมาใช้ จะเป็นไหมที่ผลิตจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (polydioxanone) ซึ่งเป็นไหมที่ใช้ในการเย็บแผลได้ ตามมาตรฐานของการทำศัลยกรรมตกแต่ง ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ สามารถสลายได้เองภายใน 8 เดือน ไหมที่ดึงหน้าได้ดีที่สุดคือไหมที่มีลักษณะเงี่ยงใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะเป็นที่นิยมใช้ในทุก ๆ คลินิก ทั้งนี้ในส่วนของราคาก็อาจจะแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของเส้นไหมและความพึงพอใจของลูกค้าและแพทย์ที่เลือกใช้อีกด้วย

ประเภทเส้นไหมไม่ละลาย

  1. ไหมที่ทำจากพลาสติกประเภท “พอลิโพไพรลีน” (polypropylene) มั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากทางการแพทย์นิยมใช้พลาสติกชนิดดังกล่าวเพื่อทำไหมเทียมในการเย็บแผล หรือเป็นวัสดุทางการแพทย์อื่น ๆ ได้ ด้วยคุณสมบัติที่ทนความร้อนในการฆ่าเชื้อถึง 100ºc (Sterilization) ไหมดังกล่าวถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายก้างปลา เพื่อการดึงรั้งมัดกล้ามเนื้อบนผิวหน้าให้ยกกระชับ ในปัจจุบันพบว่าการใช้ไหมชนิดนี้มีผลข้างเคียงมากมาย ทั้งอาการอักเสบบริเวณปมของไหม หรือการพบเส้นไหมแทงออกมาบริเวณผิวหน้าและยังทำให้อิลาสตินใต้ผิวหนังบางลงอีกด้วย
  2. ไหมที่ทำจากโลหะ ไหมทองคำที่มีความบริสุทธิ์ ทางการแพทย์เชื่อว่าทองคำสามารถลดอาการอักเสบในชั้นเนื้อเยื่อของผิว และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ แต่เส้นไหมทองคำนั้นไม่สามารถนำมาทำเป็นปมในการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการยกกระชับได้ ด้วยราคาที่สูงและคุณสมบัติของทองคำที่ไม่ทนต่อความร้อน ผู้ใช้จึงเกิดความยุ่งยากในการระวัง ไหมชนิดนี้จึงเสื่อมความนิยมลงไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. ไม่ต้องวางยาสลบและไม่ต้องผ่าตัด
  2. ค่าใช้จ่ายราคาไม่แพงเหมือนการผ่าตัด
  3. ใช้ระยะเลาเวลาทำไม่นาน สะดวกและรวดเร็ว
  4. การร้อยไหมจะเห็นผลหลังทำทันที
  5. จะไม่มีรอยแผลขนาดใหญ่ให้เป็นที่กังวลใจ และใช้เวลาการพักฟื้นไม่นาน
  6. มีผลข้างเคียงเล็กน้อยและมีอาการบวมช้ำหลังทำไม่มาก

การร้อยไหมจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของผู้ใช้อีกด้วย เพราะสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกันผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะแตกต่างกันไป

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. ผิวของเส้นไหมจะมีเงี่ยงที่ทำหน้าที่คล้ายตะขอสำหรับดึงผิวไปในทิศที่ต้องการ ถ้าร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้องหรือร้อยตื้นเกินไป ก็จะเกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวที่ร้อยไหมได้
  2. ไหมละลายมีอายุ 4 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นไหม แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-8 เดือน เส้นไหมที่เกาะผิวหนังก็จะหลุดออกมาก่อนเวลา เส้นไหมอาจจะไม่คงทนเสมอไป
  3. หากเป็นไหมพลาสติกหรือไหมโลหะ ตัวโลหะจะดูดความร้อนจากการทำ X-ray, MRI, เครื่องสแกนต่างๆ และจะทำให้ผิวเกิดการไหม้ได้
  4. เส้นไหมจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นใย คอลลาเจน และ อิลาสติน ขึ้นมา แต่ถ้าซ้อนทับกันมากเกินไป และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องก็กลายเป็น พังผืด จนดึงรั้งผิวให้ผิดรูปไป
  5. การร้อยไหมมีโอกาสทำให้ เกิดอาการผิวหนังบวมแดง เนื่องจากแพ้ไหมละลายได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย กรณีส่วนนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะบางคน
  6. การร้อยไหมใช้ไหมที่ไม่ละลาย จะมีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย และเป็นอันตรายในระยะยาว ผู้ใช้จึงต้องปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางก่อนที่จะทำเสมอ

ข้อควรระวังหลังการร้อยไหมยกหางตา

  1. ทานยาตามแพทย์ให้มาเป็นประจำ เพื่อลดอาการบวม ลดการอักเสบ และการติดเชื้อ
  2. ควรระวังไม่ให้เกิดการกดทับตรงบริเวณหางตาที่เพิ่งร้อยไหมมาใหม่ เช่น นอนคว่ำ หรือขยี้ดวงตาแรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมาได้
  3. ในช่วงแรกของการรักษาแผลควรงดเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ อาหาทะเล และอาหารประเภทหมักดองต่าง ๆ
  4. หากมีอาการเจ็บปวด บวมช้ำ สามารถใช้น้ำแข็งหรือเจลเย็นประคบเพื่อลดอาการเจ็บปวด แต่หากมีอาการปวดรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที
  5. ไม่ควรทำเลเซอร์ นวดหน้า อบไอน้ำ หรือกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับความร้อนและการใช้ความรุนแรงตรงบริเวณที่ร้อยไหม

การเลือกสถานที่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องเตรียมหาข้อมูลไว้เพราะปัจจุบันนี้มีหลากหลายที่ที่บริการในด้านนี้อยู่มาก สำหรับคนที่จะทำครั้งแรกและยังไม่มีประสบการณ์จะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตามสถานที่นั้น ๆ เพราะหากมีข้อมูลไม่มากพอแล้วตัดสินใจทำก็อาจจะส่งผลเสียในอนาคตได้ หรือดูรีวิวตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือ Youtuber ที่รีวิวเรื่องการร้อยไหม และคำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายออกมาก่อนก็อาจจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุใดก็คงอยากจะดูดี ดูสวยเป็นธรรมชาติ และการร้อยไหมก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า ให้กลับมาเต่งตึงเหมือนย้อนเวลากลับไปเป็นวัยรุ่น แม้กระทั่งดวงตาที่เปรียบได้ว่าเป็นหน้าต่างของหัวใจเมื่ออายุมากขึ้นหนังตาก็หย่อนคล้อยลงแต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหมยกหางตาที่ทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่ก็ต้องศึกษาให้มั่นใจว่าปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองในอนาคต

Thermage กับ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร แล้วอะไรดีกว่ากัน

นวัตกรรมสมัยใหม่ที่จะช่วยคงควมอ่อนเยาว์

เมื่อมีอายุมากขึ้นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาก็จะเริ่มลดลง ซึ่งคอลลาเจนมีส่วนช่วยให้ผิวนั้นเต่งตึงและไม่มีริ้วรอย และเมื่อคอลลาเจนลดน้อยลง การหย่อนคล้อยของใบหน้าก็นับเป็นเรื่องปกติที่จะตามมาพร้อมกับตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น  แต่นับเป็นโชคดีของคนสมัยนี้ ที่โลกเราได้พัฒนานวัตกรรมในการดูแลผิวหน้า รักษาริ้วรอยขึ้นมา จนมีหลายทางเลือกให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกใช้บริการตามความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหม Hifu, Thermage หรือแม้กระทั่ง Ulthera ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการคงไว้ซึ่งเยาว์วัยของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน

นวัตกรรมในการดูแลผิวที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ย่อมมีทั้งข้อดี ข้อเสีย รวมถึงราคาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวผลิตภัณฑ์ จะดีกว่าไหม หากเราจะศึกษาผลิตภัณฑ์แต่ละตัวให้รู้ลึกรู้จริง ก่อนที่จะลงมือใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับผลที่ถูกใจตรงกับความต้องการและงบประมาณที่มี วันนี้จึงจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับนวัตกรรมที่จะมารักษาความอ่อนเยาว์ให้คงคู่กับทุกท่านไปตลอดอย่าง การร้อยไหมและ Thermage ซึ่งทั้งสองนวัตกรรมนี้ เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการนวัตกรรมทั้งสอง

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นวิธีการรักษาเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้า ให้ผิวเรียบเนียนกระชับราวกับเด็กสาววัยแรกแย้ม โดยเป็นการนำเทคโนโลยีคลื่นความร้อนมาใช้กระตุ้นที่ชั้นผิวหนังให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา โดยคอลลาเจนจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาตามระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า รอบดวงตาหรือตามร่างกายก็สามารถทำ Thermage ได้ โดยนวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์สูงสุดในขั้นตอนที่สั้นและใช้เวลาไม่นาน เพียง 30 ถึง 90 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและพื้นทีที่ต้องการทำ Thermage หากพื้นที่ที่ต้องการทำนั้นกว้าง ก็จะใช้เวลามากขึ้นกว่าพื้นที่ขนาดเล็ก  โดยวิธีนี้มักได้รับความนิยมจากผู้คนที่กลัวเข็มทนเจ็บไม่ไหว เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่ต้องใช้เข็ม และไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น เรียกได้ว่าทำ Thermage เสร็จแล้ว ไปเที่ยวต่อได้เลย

บริเวณไหนที่สามารถทำ Thermage ได้บ้าง

Thermage เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมของความอ่อนวัยที่ครอบคลุมทั่วจักรวาลเลยก็ว่าได้ เพราะว่านวัตกรรมนี้สามารถทำได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว้าจะเป็นบริเวณทั่วทั้งใบหน้า ลำคอ หน้าท้อง แขน ก้น ต้นขาและหัวเข่า

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

Thermage เป็นนวัตกรรมาที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่สามารถคงความอ่อนเยาว์ได้นานนับปี โดยหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้นผิวบริเวณที่ทำจะเริ่มสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ทำ โดยหลังจากทำ 4 ถึง 6 เดือน จะเป็นช่วงเวลาที่สังเกตุเห็นถึงผิวที่กระชับเรียบเนียนได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยผู้ที่ทำ Thermage ส่วนใหญ่จะกลับมาทำ Thermage หลังจากนั้นประมาณปีนึงหรือสองปี

หลังจากทำ Thermage  ควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีและเห็นผลชัดเจน หลังจากที่ท่านทำ Thermage แล้วนั้นควรใส่ใจในพฤติกรรมาประจำวันของท่านให้มากขึ้น เพราะความเคยชินบางอย่างอาจส่งผลให้การทำ Thermage ไม่ได้ผลตามที่นั้นต้องการ จึงอยากจะขอแนะนำเรื่องราวต่อไปนี้ให้ทุกท่านได้พิจารณา เพื่อให้เกิดผลดีต่อการทำ Thermage ของท่านมากที่สุด

1.ทาปีโตเลียมเจล เช่น วาสลีนบริเวณที่ทำ Thermage  แล้วมีรอยแดงเกิดขึ้น หลังจากทาไม่นานรอยแดงนั้นจะจางลงและหายไปในที่สุด

2.ควรทากันแดงที่มี SPF 30 ขึ้นไป ลงบนบริเวณที่ทำ Thermage เนื่อจากผิวบริเวณที่ทำจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ จึงจำต้องป้องกันผิวบริเวณนั้นจากรังสียูวีที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

3.แม้ว่าการแต่งหน้าหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ห้ามทำ แต่จะเป็นการดีกว่า หากปล่อยให้ผิวของท่านได้พักสัก 1 ถึง 2 วัน

4.ควรใช้สบู่หรือเจลล้างล้างหน้าที่มีฤทธิ์อ่อน เพื่อเป็นการปกป้องผิวที่ทำไม่ให้เกิดความระคายเคือง

ร้อยไหมคืออะไร

ร้อยไหม เป็นนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าและร่างกายด้วยการใช้ไหมที่สามารถละลายได้เองโดยธรรมชาติร้อยไปตามบริเวณที่ผู้รับการบริการต้องการที่จะยกกระชับบริเวณนั้น ๆ การร้อยไหมนั้นนอกจากจะช่วยให้บริเวณที่ทำนั้นยกกระชับขึ้นแล้วนั้น ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในบริเวณที่ร้อยไหมอีกด้วย เรียกได้ว่าการร้อยไหมเป็นนวัตกรรมในการยับยั้งความชราไม่ให้ก่อขึ้นมา

บริเวณไหนที่สามารถร้อยไหมได้บ้าง

ร้อยไหมสามารถทำได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการร้อยไหมบริเวณใบหน้ามักได้รับความนิยมมากว่าการร้อยไหมบริเวณร่างกายส่วนอื่น ๆ  ผู้รับบริการนิยมร้อยไหมบริเวณ กรอบหน้า หน้าผาก คอ จมูกและหางตา

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

ประสิทธิภาพของการร้อยไหมนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะป็น เส้นไหมเรียบ เส้นไหมเกลียวและเส้นไหมที่มีเงี่ยง การร้อยไหมจะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากทำประมาณ 20-30% และจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น 2 เดือนให้หลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวก่อนทำและคลีนิคที่เลือกใช้บริการ โดยผู้คนส่วนใหญ่มักจะกลับมารับบริการร้อยไหมอีกครั้งหลังจากทำแล้วประมาณ 1 ถึง 2 ปี

หลังจากร้อยไหมควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

การที่จะรักษาประสิทธิภาพของการร้อยไหมไว้ให้อยู่นานนั้นและได้ประสิทธิภาพดีที่สุดตามความต้องการ พฤติกรรมของทุกท่านก็เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นหลังจากที่ร้อยไหมแล้วนั้น ไม่ควรที่จะทำสิ่งต่อไปนี้

  1. ช่วงเวลาหลังจากร้อยไหมได้ 1 สัปดาห์
  2. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงควรงดสูบบุหรี่
  3. ควรงดทานอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันปลา ขิง ชาเขียว กระเทียม และอาหารรดจัด
  4. ควรหลีกเลี่ยงยาที่มีแอสไพรินเป็นส่วนประกอบ
  5. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  6. ทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการขยับใบหน้ามากจนเกินไป
  7. หลีเหลี่ยงการนอนบนหมอนที่ต่ำ โดยควรนอนบนหมอนที่สูงประมาณ 45 องศา
  8. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และหากจะล้างหน้าควรล้างหน้าแบบมือลู่ไปด้านบนเน้นการกระชับหน้า โดยหลีกเลี่ยงการดึงหน้าลง
  9. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง
  10. งดก้มหน้า หรือทำให้ให้ใบหน้าหน้าต่ำกว่าหัวใจ เพื่อป้องกันการหย่อนคล้อยของใบหน้า
  11. หากเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นไม่ว่ามากหรือน้อย ควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านไปใช้บริการทันที

ทำอะไรดีระหว่าง Thermage กับ ร้อยไหม

หลังจากที่ทุกท่านได้รู้จักกับการทำ Thermage และ การร้อยไหม ไปแล้วนั้น อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า แล้วควรจะทำอันไหนดี ซึ่งทั้ง Thermage และ การร้อยไหมนั้นต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป จึงจะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการ

1.หากท่านกลัวเจ็บ การทำ Thermage นั้นจะตอบโจทย์ท่านมากกว่าการร้อยไหม

2.หากท่านต้องการประสิทธิภาพที่ยาวนาน การร้อยไหมมักจะอยู่ได้นานกว่าการทำ Thermage แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพฤตกรรมของท่านก็มีผลต่อประสิทธิภาพที่จะได้รับ

3.การร้อยไหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดรอยบุ่มบริเวณที่ทำได้ และอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นควรระวังและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด การที่จะเลือกใช้บริการ

4.สำหรับบางท่านที่มีชั้นไขมันน้อย การทำ Thermage อาจจะไม่ส่งผลดีเท่าที่ควร การร้อยไหมจะสามารถช่วยยกกระชับผิว

สำหรับกรณีนี้ได้มากกว่า หวังว่าข้อมูลที่นำมาแบ่งปันทุกท่านในวันนี้ จะสามารถช่วยประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือเป็นการร้อยไหมก็ตาม เพื่อให้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการของทุกท่านมากที่สุด

ร้อยไหมจมูกคุ้มค่าจริงหรือไม่?

การร้อยไหมจมูกคืออะไร?

ในปัจจุบันการศัลยกรรมเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย เพราะมีธุรกิจเกี่ยวกับการเสริมความงามเกิดขึ้นมากมายและมีราคาที่เอื้อมถึงได้ รวมถึงความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ทำให้การศัลยกรรมไม่น่ากลัวอีกต่อไป หนึ่งในตัวเลือกที่ผู้คนให้ความนิยมอย่างแพร่หลายคือ การร้อยไหมจมูก เพราะมีขั้นตอนการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยากและราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนเป็นอย่างมาก โดยมีไหมหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน ส่วนมากจะนิยมใช้ไหมละลาย  อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PCL   โดยแพทย์จะใช้ไหมร้อยเข้าไปในจมูก ก่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อสร้างเนื้อจมูกขึ้นมาใหม่ แต่การเลือกวิธีร้อยไหมจมูกนั้น จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ตามปัญหาของแต่ละบุคคล

 ส่วนมากหากคนไข้ต้องการปรับแต่งรูปจมูกอย่างถาวร แพทย์มักจะไม่แนะนำวิธีการร้อยไหม เพราะวิธีการร้อยไหมไม่สามารถคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้อย่างถาวร ไหมจะอยู่ได้ 6 เดือน – 5 ปี เท่านั้น ตามคุณภาพของไหมแต่ละชนิดและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล การร้อยไหมจมูกจึงเหมาะกับผู้ที่เนื้อจมูกน้อย กลัวการผ่าตัด หรือต้องการปรับแต่งจมูกเพียงเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมชาติ หรือผู้ที่เร่งรีบและไม่ต้องการพักฟื้นหลังจากทำการปรับแต่งจมูก การร้อยไหมจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหลังจากทำเสร็จทันที แต่จะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ไหมละลายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไหมอีกด้วย เพราะไหมแต่ละชนิดใช้เวลาในการละลายไม่เท่ากัน และผลลัพธ์ของการร้อยไหมจมูกส่วนหนึ่งก็มาจากการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ชนิดของไหมที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย

  1. ไหม POD เป็นไหมที่นิยมอย่างกว้างขวางมากในประเทศไทย มีความปลอดภัยสูง ถูกพัฒนาโดยประเทศเกาหลี เส้นไหมชนิดนี้ใช้เวลาในการละลายภายใน 4-6 เดือน
  2. ไหม PLLA สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้ดีที่สุด เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 12-18 เดือน
  3. ไหม PCL มีลักษณะเส้นที่ใหญ่ มีความยืดหยุ่นสูง แต่มีความเปราะบางง่าย จะทำให้ทรงจมูกเห็นชัดเจนมากกว่าไหมชนิดอื่นๆ เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 18 – 24 เดือน

ทั้งนี้การเลือกใช้เส้นไหมแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์  ซึ่งเส้นไหมแต่ละชนิดสามารถนำมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและระยะเวลาในการใช้งานได้ แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์หลังจากที่ทำการร้อยไหม เพราะจะเป็นการยืดอายุการใช้งานหรือลดอายุการใช้งานของเส้นไหมได้นั่นเอง

ข้อดีของการร้อยไหมจมูก

  1. ได้ทรงจมูกที่เป็นธรรมชาติกว่าการเสริมด้วยซิลิโคลนหรือการฉีดฟิลเลอร์ เพราะการร้อยไหมเป็นปรับแต่งหรือเสริมรูปจมูกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  2. การร้อยไหมนั้นมีความปลอดภัยสูงกว่าการปรับแต่งทรงจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะไม่ต้องผ่าตัดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเลือด อวัยวะที่สำคัญ เส้นไหมจะละลายได้เองโดยไม่มีสารตกค้าง พร้อมกับสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อเพิ่มความกระชับให้จมูกหลังจากที่เส้นไหมละลาย
  3. ลดความเสี่ยงของทรงจมูกที่ไม่พึงพอใจ การร้อยไหมนั้นสามารถละลายหายไปได้เองภายใน 6 -18 เดือน ขึ้นอยู่กับไหมแต่ละชนิด ซึ่งหากการปรับแต่งรูปจมูกไม่เป็นที่น่าพอใจ ผลลัพธ์จะหายไปเองตามระยะเวลาของเส้นไหม แต่ถ้าปรับแต่งจมูกโดยการเสริมด้วยซิลิโคลนอาจจะต้องมีการแก้ไขด้วยการผ่าตัดซึ่งอาจจะทำให้รูปจมูกเกิดการเปลี่ยนแปลงและเสียเงินมากขึ้นกว่าเดิม
  4. ไม่ต้องพักฟื้น หลังจากทำการร้อยไหม ท่านจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลตัวเองที่ไม่ยุ่งยากเหมือนการวิธีการอื่นๆในการปรับแต่งรูปจมูก เช่น การเสริมจมูกด้วยซิลิโคลน ที่ต้องทำการพักฟื้นเป็นเวลานาน และมีขั้นตอนการดูแลตัวเองที่ยุ่งยาก
  5. คนที่มีเนื้อจมูกน้อยไม่สามารถเสริมจมูกโดยใช้ซิลิโคลน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการทะลุภายหลัง แต่การร้อยไหมสามารถช่วยปรับแต่งรูปจมูกแทนการเสริมด้วยซิลิโคลนได้อย่างปลอดภัย

ข้อเสียของการร้อยไหมจมูก

  1. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร เพราะการร้อยไหมนั้นจะทำให้จมูกอยู่เป็นทรงชัดเจนตามระยะเวลาของเส้นไหมแต่ละชนิด บางชนิดอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน แต่บางชนิดอยู่ได้นานหลายปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากได้ทำการร้อยไหมบริเวณจมูกด้วย
  2. หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญในการร้อยไหมมากพอ อาจทำให้ผิวหนังย่น ขรุขระ หรือผิดรูปได้ และอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตหากทำพลาด
  3. การสร้างอิลาสตินมากเกินไปอาจก่อให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนังได้ ทำให้จมูกผิดรูปและต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  4. การร้อยไหมมีราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ ก็จริง แต่หากมีการร้อยไหมหลายเส้นมากเกินไป ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงตามจำนวนเส้นไหม ทางเลือกในการเสริมจมูกด้วยซิลิโคลนหรือฟิลเลอร์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการร้อยไหมจมูก

วิธีการเตรียมตัวก่อนจะไปร้อยไหมจมูก

การร้อยไหมจมูกไม่มีขั้นตอนการเตรียมตัวที่ยุ่งยาก เพราะหลังจากที่ร้อยไหมเสร็จเรียบร้อยนั้น ท่านสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องทำการพักฟื้น

  1. ควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจมูกให้เรียบร้อย
  2. หากเกิดอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด มีน้ำมูก เป็นไซนัส ควรงดการร้อยไหมบริเวณจมูกออกไปก่อน พร้อมกับปรึกษาแพทย์ในการแก้ไขปัญหา
  3. งดการกินยาหรือวิตามินที่จะทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินE และอาหารแสลง อาหารหมักดอง

วิธีการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมจมูก

  1. งดการนอนตะแครงหรือนอนคว่ำ เพราะจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณที่ร้อยไหมได้
  2. ทานยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อลดอาการบวมและอาการอักเสบ โดยงดยาที่จะส่งผลกระทบต่อเลือด เช่น วิตามิน E ยาแอสไพริน  
  3. หลังจากการร้อยไหม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหมเป็นเวลาประมาณ 14 วัน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ งดการแคะจมูกหรือสูดดมอย่างแรง
  4. งดการทำกิจกรรมเสริมความงามบริเวณผิวหน้า เช่น การทำเลเซอร์ การทำทรีตเม้นต์ การนวดหน้า การขัดหรือถูหน้าด้วยความแรง
  5. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือของแสลงต่าง ๆ เช่น ของหมักดอง ของดิบ เป็นต้น เพราะอาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการบวมช้ำได้

การร้อยไหมบริเวณจมูกนั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการปรับแต่งรูปทรงจมูกให้สวยงามขึ้น หรือแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยบริเวณจมูก เพราะจะทำให้จมูกสวยเป็นธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลอีกด้วยว่ามีปัญหาในเรื่องอะไร ศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจคือสิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนจะทำการเสริมความงาม เพราะจะได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและถูกต้อง ในปัจจุบันการทำธุรกิจเสริมความงามเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีคลินิกเสริมความงามก่อตั้งขึ้นมากมายให้เลือกใช้บริการ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการเลือกคลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการรับรองและถูกกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการเสริมความงามและป้องกันผลเสียในภายหลัง เพราะการเสริมความงามมีความเสี่ยงหมดทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้การปรับแต่งรูปทรงจมูกโดยการร้อยไหมนั้นคุ้มค่าหรือไม่? คงจะขึ้นอยู่กับความพอใจในผลลัพธ์และปัญหาที่ต้องการแก้ไขของแต่ละบุคคล เพราะในปัจจุบันวงการเสริมความงามมีเทคโนโลยีทันสมัยมากมายในการปรับแต่งรูปทรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมโดยใช้ซิลิโคลน การฉีดฟิลเลอร์  และการร้อยไหมจมูกนั้นก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีเทคนิคพิเศษที่จะช่วยให้สาว ๆ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

 

ลดเลือนริ้วรอยด้วยฟิลเลอร์หรือการร้อยไหมดี?

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับความงาม มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีเทคโนโลยีมากมาย ที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างความมั่นใจและแก้ไขข้อบกพร่องให้กับผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดศัลยกรรม , การทำ HIFU , การฉีด BOTOX เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้บริการนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และปัญหาที่ต้องการแก้ไข การร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เป็นอีกตัวช่วยที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลได้ทันทีหลังจากการทำ แม้ว่าทั้งสองตัวช่วยจะมีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยแห่งวัยได้เหมือนกัน แต่ก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง เราจึงได้รวบรวมข้อมูลความแตกต่างของการร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

การร้อยไหมคืออะไร?

การร้อยไหมคือตัวช่วยในการยกกระชับใบหน้าให้เรียวสวย ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย โดยการใช้เส้นไหมสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยบริเวณดังกล่าวถูกดึงยกกระชับ และเกิดการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งสามารถทำได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนมากจะนิยมทำบริเวณใบหน้า โดยมีเส้นไหมหลายชนิดให้เลือกใช้ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ไหมละลายในการทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และปัญหาของแต่ละบุคคล  โดยส่วนมาก การร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก หรือมีริ้วรอยแห่งวัย

ประเภทของเส้นไหม

  1. ไหมละลาย

ในปัจจุบันผู้คนนิยมใช้ไหมละลายในการร้อยไหมมากกว่า เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งวัสดุทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินได้เป็นอย่างดี ซึ่งไหมจะละลายหายไปได้เองตามอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องทำการตัดไหมจากแพทย์ อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PLC เป็นต้น

  1. ไหมไม่ละลาย

ในปัจจุบันมีการใช้ไหมไม่ละลายน้อยมากสำหรับผิวหนัง ยกเว้นการเย็บแผล ซึ่งไหมชนิดนี้ไม่สามารถละลายหายไปได้เองตามธรรมชาติ แม้ไหมไม่ละลายมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าไหมละลายหลายเท่า แต่ก็มีข้อจำกัดมากกว่าหลายอย่าง อาทิเช่น การร้อยไหมด้วยไหมทองคำ ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีสถานความงามหลายแห่งนำมาใช้ ซึ่งการใช้ไหมทองคำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ต้องเลือกใช้กับผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะมักใช้กับผู้ที่มีอายุมาก

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. สามารถยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอย ได้เป็นอย่างดี
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูง เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้เอง โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. หากแพทย์ไม่มีความสามารถมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูป หรือผิวเป็นคลื่นได้
  2. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของเส้นไหมแต่ละชนิด
  3. หากใช้ไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  4. หากใช้ไหมจำนวนมากเกินไป อาจก่อให้เกิดพังผืนในบริเวณดังกล่าวได้ และต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  5. หากเส้นไหมสัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร?

คือการฉีดสารเติมเต็มไฮยารูโรนิก แอซิต ให้กับใบหน้า หรือร่างกาย โดยเน้นแก้ไขจุดบกพร่อง หรือร่องลึกแต่ละจุดบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น ใต้ตา , จมูก , ปาก โดยคุณสมบัติของฟิลเลอร์ จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้น หรือเติมเต็มบางส่วนให้มีขนาดเพิ่มขึ้นมาก ช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหน้ามีความเต่งตึง ช่วยชะลอวัยได้อย่างดี โดยการฉีดฟิลเลอร์นั้นก็มีหลายประเภทในเลือกใช้ ตามปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การเลือกใช้ฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก และผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์เปรียบเสมือนงานศิลปะ ที่ต้องใช้เทคนิคในการปั้น เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละบุคคล

ประเภทของฟิลเลอร์

  1. ฟิลเลอร์ชั่วคราว

เป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้คน เพราะมีความปลอดภัยสูง เพราะมีสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก โดยจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้เพียง 6 เดือน และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์กึ่งถาวร

เป็นฟิลเลอร์จำพวกที่มีส่วนผสมของแคลเซียม มีความปลอดภัยรองลงมาจากฟิลเลอร์แบบชั่วคราว ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 5 ปี และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์ถาวร

ฟิลเลอร์ชนิดนี้ส่วนมากจะทำมากจากเม็ดพลาสติก หรือซิลิโคลน หลังจากทำการฉีดสารเข้าไป สารจะแปรสภาพเป็นของแข็ง และจะไม่สามารถสลายหายไปเองได้ แต่มีผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างถาวร โดยฟิลเลอร์นั้นไม่สามารถสลายเองได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. สามารถลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เติมเต็มจุดบกพร่องตามจุดต่าง ๆ ช่วยปรับโครงหน้าได้อย่างสวยงาม
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังการทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูงหากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้
  5. ช่วยเสริมโหงวเฮ้งได้ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล เพราะฟิลเลอร์สามารถเติมเต็มหน้าผากให้กว้างขึ้น เติมเต็มริมฝีปากให้อวบอิ่มขึ้น เติมเต็มใบหน้าให้มีน้ำมีนวลมากขึ้นได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์

  1. หากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้ จะมีผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร
  2. การฉีดฟิลเลอร์ เปรียบเสมือนงานศิลปะ หากแพทย์ไม่มีฝีมือมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  3. หากเลือกฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร ไม่สามารถสลายหายไปเองได้ อาจก่อให้เกิดพังผืดในบริเวณดังกล่าวได้
  4. หากฟิลเลอร์สัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

หากต้องการลดริ้วรอยควรเลือดฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมดี?

การฉีดฟิลเลอร์ และการร้อยไหม สามารถลดเลือนริ้วรอยได้เหมือนกัน แต่มีกระบวนการและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากการร้อยไหมจะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก เพราะผิวหนังที่หย่อนคล้อยมากเกินไป การร้อยไหมจะช่วยดึงกระชับได้มากกว่าการฉีดสารเติมเต็มเข้าไป แต่การฉีดฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ใช้ในการปรับโครงหน้า มีส่วนช่วยให้หน้าดูเด็กลง หรือช่วยในการเสริมโหงวเฮ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้บริการเสริมความงามแต่ละอย่าง ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและปัญหาของแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จึงจะรู้ความเหมาะสมในการเลือกการฉีดฟิลเลอร์ หรือการร้อยไหม

การเกิดริ้วรอยแห่งวัยนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน มีผลทำให้เกิดริ้วรอยได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือการดูแลตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้คนเป็นอย่างมาก การฉีดฟิลเลอร์ หรือ การร้อยไหม เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นตัวช่วยในการลดเลือนริ้วรอยได้เป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ในการตัดสินใจใช้บริการเกี่ยวกับการเสริมความงาม ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดอย่างถี่ถ้วนเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข้อดี หรือข้อเสีย กระบวนการในการทำ ขั้นตอนการดูแลตัวเอง ผลข้างเคียงหลังจากการทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกใช้บริการในสถานเสริมความงามที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะตามมาในอนาคต

ร้อยไหม และฉีดแฟต ไปพร้อมกัน ทำได้ไหม?

รูปหน้าใครว่าไม่สำคัญ ในปัจจุบันนี้หลายคนอยากที่จะกำหนดรูปหน้าของตัวเอง ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะรูปหน้าเรียวไข่ หรือรูปหน้าวีเชฟแบบสาวเกาหลี จะดีไหมถ้าเราสามารถเลือกรูปหน้าของเราได้ ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหม ที่ช่วยปรับรูปหน้ากระชับ ได้รูป ไม่กลม ไม่บาน ไม่หย่อน ไม่คล้อย ให้ออกมาเป็นรูปหน้าแบบที่เราฝันได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะร้อยไหมปรับรูปหน้าแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ช่วยลดแก้ม สลายไขมัน และทำให้หน้าเรียว นั่นก็คือ การฉีดแฟต แล้วเราสามารถทำการร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

ร้อยไหม คืออะไร

ร้อยไหม คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวให้กลับมาดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่จะใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อทำกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวกระชับขึ้น สามารถทำได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แต่คนนิยมทำกับผิวหน้ามากกว่า เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ได้อย่างเห็นผล และช่วยยกกระชับริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ อีกด้วย โดยการใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง เพื่อการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง และเนื่องจากไหมที่ใส่เข้าไปนั้นเป็นไหมละลาย คอลลาเจนที่เป็นเนื้อเยื่อของเราจะเข้าไปทดแทนไหมที่ละลายนั้น ทำให้ใบหน้าของเราดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ร้อยไหม ปลอดภัยหรือไม่

ไหมที่ใช้ในการทำนั้นเป็นไหมละลาย และจะละลายจนหมดไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย และไม่ไหลไปมาเหมือนฟิลเลอร์ ทำให้การร้อยไหมมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยกรีด และไม่มีการเสียเลือด เพียงแค่ฉีดเส้นไหมเข้าไปในร่างกายเท่านั้น

ชนิดของเส้นไหมมีกี่ประเภท

การร้อยไหมเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้านั้น จะนิยมใช้เส้นไหม 4 ประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามลักษณะของตัวไหม ดังนี้

  1. ไหมละลายแบบเรียบ (Mono threads) เป็นไหมละลายเส้นเรียบ ที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียว เริ่มใช้ในสมัยแรก ๆ ที่การร้อยไหมยังไม่เป็นที่นิยมนัก เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง ใบหน้าที่ถูกร้อยไหมจะดูเต่งตึงขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ และในปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่มีการใช้ไหมเรียบชนิดนี้กันแล้ว
  2. ไหมละลายแบบเกลียว (Screw threads) เป็นไหมละลายที่มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ ลักษณะเป็นเกลียวคล้ายสปริง เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง สามารถช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนยานได้
  3. ไหมละลายแบบเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำให้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้า เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณคาง หรือปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก
  4. ไหมละลายแบบกรวย (Silhouette soft) เป็นไหมละลายรูปแบบใหม่ ที่มีเทคนิคการร้อยใกล้เคียงกับไหมชนิดมีเงี่ยง ไหมชนิดนี้เน้นช่วยยกกระชับผิวมากกว่าการสร้างคอลลาเจน สามารถยกกระชับผิวได้ดีกว่าไหมรูปแบบอื่น และได้ผลยกกระชับที่ยาวนานกว่า โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ราว ๆ 1-3 ปี แต่ด้วยความที่ไหมชนิดนี้มีราคาสูง จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

ฉีดแฟต คืออะไร

การฉีดแฟต ที่เรียกกันติดปากนั้น ที่จริงแล้วมาจากคำว่า เมโสแฟต (Meso Fat) การฉีดเมโสแฟตนั้น คือนวัตกรรมสลายไขมันในร่างกาย โดยการฉีดยาเพื่อไปสลายไขมันบริเวณนั้นๆ และขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฉีดสาร Meso Fat ได้ เพราะอาจมีอาการแพ้สาร Meso Fat อีกทั้งหากได้รับการฉีด Meso Fat ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ชั้นไขมันเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อลุกลามได้ วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์ หรือคนที่ต้องการปรับรูปร่างให้กระชับสมส่วนยิ่งขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณแก้มและคาง เพื่อให้ใบหน้าเรียวสวยได้

ฉีดแฟต ปลอดภัยหรือไม่

ปกติแล้วการฉีดแฟตโดยผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย แต่หากฉีดในสถานบริการหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เป็นที่รู้จักก็อาจเสี่ยงอันตราย และส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยได้ เนื่องจากอาจมีการใช้ Meso Fat สูตรที่อันตราย ที่ทางอ.ย.ประกาศเตือน อันได้แก่

  1. การใช้สเตียรอยด์ ปกติแล้วแพทย์ผิวหนังจะใช้สเตียรอยด์ในการรักษา ฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ และใช้ในปริมาณที่น้อย แต่สเตียรอยด์ที่บางคลินิกนำมาผสม Meso Fat ในปริมาณมาก เพื่อการเห็นผลไว แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้หน้าบวมขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากไปกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ซึ่งสเตียรอยด์ที่ผสมใน Meso Fat จะมีทั้งแบบสีขาวขุ่นและสีขาวใส ดังนั้น ก่อนฉีดทุกครั้งควรขอดูยี่ห้อ Meso Fat ก่อนเพื่อความปลอดภัย
  2. ยาสลายฟิลเลอร์ ที่ชื่อว่า Hyaluronidase ปกติแล้ว จะมีการใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการนำมาฉีดในปริมาณมาก ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป เนื้อยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เห็นผลไว ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนยานลงได้

ร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

หากต้องการลดไขมันบนใบหน้า ไปพร้อม ๆ กับการยกกระชับใบหน้าด้วยนั้นสามารถทำได้ เพราะทั้งสองวิธีจะมีกลไกการทำงานและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แต่กลับช่วยเสริมให้ผลลัพธ์ออกมาดูดียิ่งขึ้น ซึ่งการร้อยไหมนั้นจะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กในทันที ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย ส่วนการฉีดแฟตนั้นคือสลายไขมันสะสมด้วยเมโสแฟต ปรับหน้าเรียวเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างของลักษณะของใบหน้าที่สามารถทำการร้อยไหมและฉีดแฟตไปพร้อมกันได้นั้น ได้แก่

  1. ผู้ที่มีรูปหน้าที่มีแต่แก้มแต่ไม่มีกราม ต้องการมีใบหน้าเรียวเป็นวีเชฟ สามารถฉีด Meso Fat เพื่อลดไขมันบริเวณแก้ม และยกกระชับรูปหน้าให้เรียวเป็นวีเชฟด้วยการร้อยไหม เท่านี้ก็จะได้รูปหน้าที่เป๊ะปัง กรอบหน้าชัดขึ้น
  2. ผู้ที่มีโหนกกราม ไม่มีแก้ม และไม่มีกราม แต่ต้องการปรับรูปหน้าใหม่ให้เรียวขึ้น ก็สามารถใช้วิธีร้อยไหมลดโหนกแก้ม และฉีด Meso Fat เพื่อให้โหนกแก้มดูต่ำลงมาได้
  3. ผู้ที่มีใบหน้ารูปเหลี่ยม มีกราม มีแก้ม ต้องการแก้ปัญหาลดความเหลี่ยมของใบหน้า เพื่อเเก้ปัญหารูปหน้านั้นสามารถฉีด Meso Fat เพื่อสลายไขมัน ในกรณีที่แก้มเยอะก็ต้องฉีดหลายเข็มจนกว่าแก้มจะหาย แล้วจึงร้อยไหมเพื่อยกกระชับปัญหาเเก้มคล้อย หลังจากฉีด Meso Fat แล้ว

หากอยากมีใบหน้าเรียวสวย เราสามารถเลือกวิธีในการแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า หรือฉีดแฟตเพื่อสลายไขมันที่แก้มให้หน้าดูเล็กลง แต่เพื่อความหน้าเรียวระดับ 10 ก็สามารถฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้มก่อนแล้วถึงตามด้วยการร้อยไหม เพื่อยกกระชับหน้าให้เรียวแบบสุดขีดได้ แต่ทั้งนี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อดูปัญหาของใบหน้าเราว่าควรจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเห็นผลในระยะยาว ปัญหาของรูปหน้าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ด้วยเพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาความสวยงามให้เราได้ เพียงเลือกให้ถูกต้องและเหมาะสมกับปัญหาของตนเอง และต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญ นอกจากจะทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการแล้วนั้น ยังหมายถึงความปลอดภัยอีกด้วย

การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ต้องยอมรับว่าในยุคนี้การศัลยกรรมเสริมความงามในบ้านเรานั้นแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากมายในหมู่สาว ๆ ที่ชื่นชอบความสวยความงามเป็นอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีในสมัยนี้ก็ยังทำให้การศัลยกรรมเสริมความงามนั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่การศัลยกรรมเสริมความงามไม่ได้เป็นที่สนใจแค่ในหมู่สาว ๆ วัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นที่สนใจและนิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่ของหญิงสาวที่มีอายุอีกด้วย การศัลยกรรมเสริมความงามมีมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนรูปหน้า หรือการใช้เทคโนโลยีโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด เช่น “การร้อยไหม” นั้นเองโดยมีไหมอยู่ 3 แบบ ที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ

  • เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นไหมที่ใช้ในการช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาสดใสและลดริ้วรอยเพิ่มความเต่งตึง
  • เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นไหมที่ช่วยในการยกกระชับใบหน้าได้เป็นอย่างดีเนื่องจากรูปทรงที่เป็นเกลียวนั้นเอง
  • เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) ไหมชนิดนี้เรียกอีกชื่อว่า ไหมก้างปลา มีลักษณะเป็นเงี่ยงออกมาคล้ายกับก้างปลาจะช่วยในเรื่องของการยกกระชับได้เป็นอย่างดีโดยส่วนใหญ่มักจะนิยมทำที่คาง

การร้อยไหมนั้นถือว่าเป็นการศัลยกรรมเสริมความงามอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

  • การร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า
  • การร้อยไหมเพื่อยกหางตา
  • การร้อยไหมเพื่อปรับโครงสร้างของปลายจมูก
  • การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

หัวข้อที่ดิฉันจะนำมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านในวันนี้ก็คือการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นเอง

การร้อยไหมคอลลาเจนคืออะไร

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในร่างกายของคนเรามากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย โดยรูปทรงของเจ้าโปรตีนชนิดนี้นั้นมีรูปร่างคล้ายกับเส้นใยไฟเบอร์และสามารถทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายคงรูปร่างไว้ได้ดี และแน่นอนเมื่อเราอายุมากขึ้นร่างกายจึงสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง จึงได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีเกี่ยวกับความงามขึ้นมานั้นก็คือการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นเองเพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่าบรรดาผู้ที่มีใจรักสวยรักงาม การร้อยไหมนั้นมีหลายรูปแบบและหลายชนิดขึ้นอยู่กับว่าต้องการแก้ปัญหาเรื่องผิวในจุดใด การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน คือการนำไหมละลายประเภทไหมเรียบ (Mono threads) มาร้อยเข้าสู่ใต้ผิวหนังในส่วนที่กำลังเหี่ยวย่นและมีริ้วรอย หลังจากที่ได้นำไหมร้อยเข้าสู่ใต้ผิวหนังแล้ว จะทำให้เนื้อบริเวณใต้ผิวหนังนั้นเกิดการอักเสบ แต่ทุกท่านที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าพึ่งตกใจหรือวิตกกังวลไปนะคะ เพราะการที่เนื้อบริเวณใต้ผิวหนังอักเสบนั้นจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่นั้นเอง ซึ่งคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมานี้จะทำให้ผิวบริเวณนั้นตึงกระชับดูสดใสเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อใต้ผิวหนังถูกสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่สิ่งที่จะตามมาก็คือการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้นนั้นเอง

สาเหตุที่ทำให้คอลลาเจนในร่างกายของเราเสื่อมลง

สาเหตุที่ทำให้คอลลาเจนในร่างกายของเราเสื่อมลงนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัยมาก ๆ ดิฉันจึงขอพูดถึงหัวข้อหลัก ๆ ที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • อายุที่มากขึ้น แน่นอนว่าเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เมื่อเราอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และในวัย 40 ปีขึ้นไปนั้นร่างกายจะสามารถผลิตคอลลาเจนได้เพียง 20 % เท่านั้น
  • แสงแดด เนื่องจากในรังสียูวีเอและรังสียูวีบีที่เราจะพบได้ในแสงแดดนั้นจะทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยขึ้นในที่สุด เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเจอในทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • อนุมูลอิรสะ ในสารตัวนี้จะสามารถทำลายเส้นไยไฟเบอร์ของคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวหนังให้ลดลง
  • ฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ ฝุ่นควันที่เราต้องเจอในทุกวันนั้นหากสะสมไปเรื่อย ๆ ก็จะสามารถทำลายชั้นผิวหนังและคอลลาเจนได้อีกด้วย
  • ความเครียด ร่างกายของเราจะสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งเรียกว่า คอร์ติซอล ขึ้นมาและเกิดเป็นพฤติกรรมส่วนตัวที่ทำให้ร่างกายของเรานั้นสูญเสียคอลลาเจนได้อย่างรวดเร็ว เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูญบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างผลเสียให้กับร่างกายเราทั้งนั้น

การดูแลร่างกายเพื่อชะลอการสูญเสียคอลลาเจนมีอะไรบ้าง

  • หลีกเลี่ยงการรับแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะแสงแดดในเวลา 10:00-16:00 น. เนื่องจากแสงแดดในเวลานี้จะมีรังสียูวีที่เข้มข้นมาก ๆ นอกจากจะทำให้ผิวสูญเสียคอลลาเจนแล้วยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังอีกด้วย
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายอย่างน้อย 8 แก้ว ต่อวัน ทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือทานอาหารเสริมคอลลาเจนเพื่อช่วยร่างกายอีกแรง ที่สำคัญควรลดอาหารรสจัดและอาหารประเภทที่มีไขมันสูง
  • เลือกสกินแคร์ที่ช่วยในเรื่องการลดริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เพราะอาจจะทำให้ผิวแห้งและสูญเสียความชุ่มชื้น และหลังจากการล้างหน้าทุกครั้งควรทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับใบหน้าของเรา
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวสูญเสียคอลลาเจนได้อย่างรวดเร็ว
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

ใครบ้างที่เหมาะกับการร้อยไหมคอลลาเจน

การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นจะเหมาะสมกับกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงวัย  เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับริ้วรอยความไม่เต่งตึงและความเหี่ยวย่นของผิว เพราะร่างกายของคนเราในวัยนี้จะสามารถสร้างคอลลาเจนน้อยลงไปตามอายุของเรานั้นเอง ซึ่งเรามักจะได้ยินคำเปรียบเปรยกันอยู่บ่อย ๆ ว่าอยากมีผิวนุ่มเหมือนเด็กทารกแรกเกิด ก็เพราะว่าในวัยเด็กของคนเรานั้นร่างกายจะสร้างคอลลาเจนขึ้นมามากที่สุดเพื่อทำให้ผิวนั้นแข็งแรงเต่งตึงและยืดหยุ่นได้ดีนั้นเอง กลุ่มคนที่เหมาะกับการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจึงเหมาะกับอายุ 30-60 ปีขึ้นไป

การร้อยไหมคอลลาเจนทำตรงไหนได้บ้าง

จริง ๆ แล้วการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นสามารถทำได้ทุกส่วนที่เป็นผิวหนังของร่างกาย แต่ส่วนที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลายนั้นจะเป็นบนใบหน้าและลำคอซึ่งเป็นจุดที่คนเรามักจะให้ความสำคัญกับริ้วรอยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยการร้อยไหม 1 ครั้งนั้นจะสามารถอยู่ได้ 1-2 ปี

 หลังร้อยไหมคอลลาเจน ต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะเริ่มสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากการได้รับการร้อยไหมแล้วเราจะสามารถรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทันที และจะยิ่งเห็นผลลัพธ์เพิ่มข้นเรื่อย ๆ ในระยะเวลา 1-2 เดือน และสามารถฟื้นฟูใบหน้าได้อย่างเต็มที่เลยคือ 6 เดือนหลังจากทำการร้อยไหม ในส่วนของการดูแลตนเองหลังการร้อยไหมนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นเดียวกันค่ะ หลักการเดียวคือการรักษาคอลลาเจนบนใบหน้าของเราไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ พยายามหาเวลาว่างมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นกระสูบฉีดและการไหลเวียนของเลือด

ข้อควรระวังหลังจากการร้อยไหมคอลลาเจน

  1. ใบหน้าอาจจะปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรืออาจจะไม่เท่ากันในบางเคสแล้วแต่กรณี
  2. การติดเชื้อ เนื่องจากการร้อยไหมนั้นจะทำการร้อยลงไปที่ใต้ชั้นผิวหนังในบางรายหากเครื่องมือไม่สะอาดอาจจะเสี่ยงทำให้ติดเชื้อได้ หรือถ้าหากเกิดความผิดพลาดทำให้ไหมหลุดออกมาก็ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ
  4. ความผิดพลาดระหว่างทำการร้อยไหมหรือไหมแตกหักขณะที่กำลังร้อยลงใต้ผิวหนัง
  5. หลังจากการร้อยไหม ไม่ควรทำอะไรเพิ่มเติมบนใบหน้าเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์
  6. อาการบวมแดงอย่างรุนแรงและตุ่มแดง เกิดขึ้นเนื่องจากแพ้ไหมละลายเกิดขึ้นได้ในบางรายเท่านั้น
  7. คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการร้อยไหมนั้นอาจจะเป็นพังผืดได้

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านการศัลยกรรมนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในระยะเวลา 2-3 ปีมานี้จึงมีคลินิกเสริมความงามเกิดขึ้นมามากมายอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคนั้นเอง แต่ละคลินิกนั้นราคาก็แตกต่างกันไปตามคุณภาพ ก่อนที่ทุกท่านจะตัดสินใจทำอะไรบนใบหน้าของเราก็ควรศึกษาข้อมูลและศึกษาคลินิกเสริมความงามที่ท่านสนใจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ หรืออาจจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลาย ๆ คลินิกเพื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ ทุกท่านก็ได้ทราบทั้งข้อดีและข้อเสียของการร้อยไหมคอลลาเจนกันแล้วเพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ควรเลือกคลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐานและหน้าเชื่อถือเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ร้อยไหมกรอบหน้า ขั้นตอนหน้าเรียว โดยไม่ต้องผ่าตัด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การดูแลตัวเอง ให้ดูอยู่นั้นเป็นสิ่งที่หลายคนขาดไม่ได้ เพราะการดูแลตัวเองให้ดูดี ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการส่องกระจก หรือ การพบเจอผู้คนภายนอกก็ตาม เพราะไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ต้องอยากให้ตัวเองดูดีอ มีผิวกระชับ อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ยิ่งหากก้าวเข้าสู่วัยเอจแล้วย่อมเกิดปัญหาริ้วรอยมาให้กังวลใจ จะปล่อยปัญหาให้ผ่านไปอย่างนิ่งนอนใจได้อย่างไร จริงมั้ยคะ ทำให้ปัจจุบันมีการแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหน้าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ที่ฮิตแบบติดลมบนที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการ ร้อยไหม นั่นเอง เพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ให้ยุ่งยากเสียเวลาเลยด้วยซ้ำ

ไหมมีอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไหมให้ดีก่อนคิด ร้อยไหมกรอบหน้า

การร้อยไหม เพื่อช่วยในการยกกระชับ ในปัจจุบัน ชนิดของเส้นไหมละลาย  ไหม PDO (Polydioxanone) ที่เป็นที่นิยมมักนำเข้ามาจากประเทศเกาหลี โดยมีด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ คือ  

  1. เส้นไหมแบบชนิดเรียบ หรือ Mono Threads โดยส่วนใหญ่จะใช้รักษาในบริเวณ ลำคอ หน้าผาก และใต้ตา โดยตัวไหมมีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียวใด ๆ รอบเส้น มีความสามารถช่วยให้ผิวหนังในบริเวณที่ทำการร้อยไหม เกิดความเต่งตึง ฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิวให้กลับมาทำงานได้อีก
  2. เส้นไหมแบบชนิดเกลียว หรือ Screw Thresads ใช้รักษาด้วยการยกชั้นผิว ที่เกิดอาการผิวหย่อนยานเป็นพิเศษ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหาผิวหนังที่มีอาการยุบ เป็นแอ่งหลุม ให้กลับมาเติมเต็มได้อีกครั้ง ตัวไหมมีลักษณะเป็นสองแบบคือ เส้นไหมเดียว ที่ถูกเกลียว หรือ เส้นไหมสองเส้น ที่หมุนเกลียวเข้าด้วยกัน
  3. เส้นไหมเงี่ยง หรือ Cog threads ใช้ในการรักษาเรื่องการยกกระชับที่ต้องการความชัดเจน เช่น ปรับรูปทรงของใบหน้าให้ดูเรียว มีมิตมาขึ้น ยกกระชับผิวบริเวณคาง แก้ไขปัญหาเหนียง คางสองชั้น ลักษณะของเส้นไหมจะมีหน้าตาคล้ายเคียงกับเงี่ยงของตะขอตกปลา ไล่จนตลอดเส้นไหม โดยสามารถเข้าไปยกเนื้อเยื่อใต้ผิวที่เกิดความหย่อนได้อย่างเห็นชัดเจน

นอกจากนี้ในอดีตยังมีเส้นไหมที่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว นั่นก็คือเส้นไหมประเภท ไม่ละลาย อาจทำจากพัสดุประเภท โลหะ หรือ พลาสติก คือ

  1. ไหมทองคำ หรือ Gold Thread ใช้ชะลออายุของผิว ให้มีผิวเด็ก เนียน เด้ง เต่งตึงอีกครั้ง โดยเป็นเส้นไหมที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากในแต่ละเส้น ที่สำคัญด้วยความที่เส้นไหมนั้นเป็นโลหะ จึงทำให้เส้นไหมนั้นไม่ค่อยมีความคงทนต่อความร้อนนั่นเอง โดยผิวที่ผ่านการทำร้อยไหมด้วย ไหมทองคำ จะไม่สามารถทำเลเซอร์บางชนิดที่ใช้ความร้อนลงไปใต้ชั้นผิวได้ เพราะจะทำให้ไหมเกิดการสูญเสียโครงสร้างจนก่อให้เกิดใบหน้าบิดเบี้ยว หรือ ผิดรูปได้ ทำให้ปัจจุบันการทำร้อยไหมทองคำ ไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไหร่นัก
  2. ไหมพลาสติก พอลิโพรไพลีน หรือ Polypropylene เป็นเส้นไหมที่ช่วยยกกระชับใบหน้า ออกแบบมามีลักษณะใกล้เคียงกับเส้นไหมละลาย อย่าง เส้นไหมก้างปลา หรือ เส้นไหมเงี่ยง ในปัจจุบัน โดยเป็นไหมเทียมที่ปกติแพทย์ใช้ในการเย็บบาดแผลนั่นเอง แต่ข้อเสียของเส้นไหมประเภทนี้ คือเมื่อร้อยไหมไปแล้วสักระยะ บริเวณหนามเงี่ยงของเส้นไหม อาจเกิดอาการเปราะ หรือหักได้ ทำให้เกิดความอักเสบในบริเวณใต้ผิวหนัง จนเกิดภาวะผิวหนังกลับมาหย่อนคล้อยได้อีกครั้ง ที่สำคัญการเอาเส้นไหมออกนั้น จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อเอาออก เพราะเส้นไหมพลาสติกไม่สามารถสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ

ข้อดีของการ ร้อยไหมกรอบหน้า เพื่อยกกระชับ

– การร้อยไหม สามารถยกกระชับผิวได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการวางยาสลบ

– การร้อยไหม สามารถจำกัดงบประมาณค่าใช้จ่ายได้

– การร้อยไหม หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

– การร้อยไหม ใช้ระยะเวลาการทำไม่นาน สะดวกรวดเร็ว

– การร้อยไหม สามารถเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ

– การร้อยไหม ไม่ก่อให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่ ทำให้หมดกังวลเรื่อง รอยแผลเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นที่หลัง

– การร้อยไหม มีผลข้างเคียงหลังทำน้อยมาก อาจเกิดอาการบวม หรือ ช้ำได้ แต่ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ข้อควรระวังในการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

การร้อยไหม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากภาวะแทรกซ้อนได้ แต่โอกาสที่จะเกิดถือได้ว่าน้อยมาก ร้อยละ 15 – 20 ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดไม่ค่อยรุนแรง และสามารถแก้ไขได้ วิธีป้องกันในเบื้องต้นง่าย ๆ นั่นก็คือการเลือกสถานที่ดูแลความงาม ที่มีมาตรฐาน แพทย์ที่ทำมีความเชี่ยวชาญในด้านผิวพรรณและความงาม โดยความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการร้อยไหม นั่นก็คือ

– เกิดอาการใบหน้าไม่เท่ากัน เนื่องจากเดิมทีใบหน้าของคนไข้อาจมีอาการไม่สมมาตรกันอยู่แล้ว ผลจากแพทย์ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในรูปหน้าเท่าไหร่นัก อาจร้อยไหมแล้วทำให้ใบหน้าไม่เท่ากันได้

– เกิดอาการติดเชื้อ ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะก่อนทำทุกครั้งย่อมมีกระบวนการในการฆ่าเชื้อเพื่อความสะอาด และความปลอดภัยนั่นเอง

– เกิดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้ร้อยไหม เนื่องจากไหมที่ร้อยในบริเวณหน้านั้น ถูกร้อยเข้าไปในบริเวณเนื้อเยื่อ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มเนื้อเยื่ออักเสบได้

– เกิดอาการเส้นไหมแตกหัก เส้นไหมเมื่อร้อยเข้าไปแล้ว ในระหว่างการร้อยนั้น ขั้นตอนการสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิว อาจเกิดการหักงอได้ หากแพทย์ที่ทำการร้อยไหมยังไม่มีความชำนาญเท่าไหร่นัก

ร้อยไหม ทำได้หลายบริเวณ ไม่ใช่เพียงแค่ กรอบหน้า เท่านั้น

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อยกกระชับใบหน้า แก้ไขปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยให้เกิดความเรียวเต่งตึงขึ้นอีกครั้ง

– ร้อยไหม บริเวณกรอบหน้า เพื่อแก้ไขปัญหากรอบหน้าไม่ชัดเจน ดูไม่มีมิติ ขาดความ V-shape

– ร้อยไหม บริเวณจมูก เพื่อให้จมูกดูโด่งสวย ปีกจมูกมีขาดเล็กลง โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับคนที่มีปลายจมูกไม่ได้รูป หรือหากต้องการเพิ่มความเป็นหยดน้ำที่ปลายจมูก ก็สามารถร้อยไหมได้

– ร้อยไหม บริเวณร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องแก้ม เติมเต็มให้ดูเต็มอิ่มมากขึ้น บอกลาปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมากที่ทำให้ดูแก่กว่าวัย

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนใต้ผิว เพื่อผิวแน่น นุ่ม เด้ง เต่งตึง

ผลลัพธ์หลังทำ ร้อยไหมกรอบหน้า

ระยะเวลาของผลลัพธ์หลังการร้อยไหมนั้น ที่จริงแล้วสามารถเห็นรูปหน้าหลังการทำได้ในทันที โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวน และลักษณะของเส้นไหม ที่เข้าไปแก้ไขปัญหาของใบหน้า นั่นเอง โดยจะสามารถเห็นผลกระชับหลังทำในทันที ประมาณ 50% และจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่เมื่อไหมเริ่มละลายจนหมด ประมาณ 1 – 3 เดือน สามารถอยู่ได้นานมากถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมไปด้วยเช่นกัน โดยจำนวนเส้นไหมนั้น ทางแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและออกแบบรูปทรงของใบหน้า และแก้ปัญหาให้ตรงจุดกับคนไข้มากที่สุด

การดูแลตัวเองหลังการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

  1. ควรงดโดนน้ำบริเวณแผลอย่างน้อยเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้รูบริเวณแผลปิดก่อน โดยแผลจะจางหายไปได้เองในเวลา 1 – 3 วัน
  2. หากแพทย์จ่ายยา ฆ่าเชื้อ หรือ ยาแก้อักเสบ ควรรับประทานให้ครบตามคำสั่งแพทย์
  3. สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการบวมได้
  4. งดสัมผัส จับ ถู ใบหน้าแรง ๆ
  5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ และ สูบบุหรี่ อย่งาน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวมช้ำ หรือ อักเสบที่อาจเกิดขึ้นได้
  6. ควรงดการนวดหน้า ทำทรีทเมนต์ที่มีการ ขวด ขัด อาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการอักเสบได้หลังทำ
  7. งดการอ้าปากกว้าง ๆ อย่างประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเจ็บจากการที่ไหมล็อคตัวเองได้หลังทำ

ผลข้างเคียง ยกกระชับผิวหน้า V-Shape ด้วยการร้อยไหมก้างปลา

เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวยงาม โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัด มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย ซึ่งนอกจากช่วยแก้ไขข้อบกพร่อง ช่วยยกกระชับผิวให้ตึงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดเส้นใย อิลาสติน (Elastin) ช่วยให้ผิวเด้งและเกิดความยืดหยุ่น แถมยังช่วยเร่งสเต็มเซลล์ภายในร่างกาย และการไหลเวียนโลหิต ที่จะเป็นการช่วยให้เกิดการสร้างคอลลาเจน (Collagen) เพิ่มความกระชับ และความหนาของผิวหนังชั้นหนังแท้ได้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เราดูอ่อนกว่าวัย ผิวหน้ากระชับ มีความยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอย เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย

หนึ่งในการศัลยกรรมร้อยไหมยกกระชับ ที่ได้รับความนิยม คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมละลายชนิดหนึ่ง เส้นไหมที่ใช้นั่นคือ เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมก้างปลา ด้วยลักษณะที่มีเงี่ยงโผล่ 2 ด้าน ตลอดทั้งเส้น ดังเช่นฟัน หรือก้างของปลา นั่นคือที่มาของชื่อ “การร้อยไหมก้างปลา” เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในการใช้เส้นไหมชนิดนี้

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหม ยกกระชับผิว

  • เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  • เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  • เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape หรือเรียกว่า “ร้อยไหมก้างปลา”

ช่วงอายุที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมก้างปลา

การยกกระชับผิวหน้าด้วยการร้อยไหมก้างปลา เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

อยากหน้าเด็ก หน้าสวย ใบหน้า V-Shape เรียวสวยได้รูป

เส้นไหมที่นิยมร้อยไหมเพื่อยกกระชับ บริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหม และบริเวณเงี่ยง การร้อยไหมก้างปลา เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และต้องทำในสถานที่ให้บริการที่มาตรฐานด้านความปลอดภัย ในขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอนการร้อยไหม ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมก้างปลา หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลัก ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ใช้เวลาเพียง    20-40 นาที อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ข้อเสีย 4 ข้อ ที่เราต้องรู้ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมก้างปลา

  1. การร้อยไหมเป็นศาสตร์ และศิลปะ ที่ต้องใช้ความชำนาญ และเทคนิคการร้อยไหม หากทำไม่ถูกต้องหรือเลือกชนิดของเส้นไหมที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือเห็นรอยไหมตามแนวที่ร้อยได้
  2. การร้อยไหมก็เป็นการสร้างพังผืด (Fibrosis) ในบางกรณี ไหมอาจจะทะลุโผล่ออกมานอกผิวหนังได้ นั่นเป็นเพราะว่าบางทีไหมละลายยังไม่หมด ผิวอาจจะผลักเส้นไหมออกมา หรือบางทีผิวหนังบริเวณที่ร้อยไหมขาดความยืดหยุ่น จนทำให้ไหมเคลื่อนตัวจนทะลุออกมาตามจุดที่ร้อยไว้ได้
  3. คนไข้ที่มีโหนกแก้ม การร้อยไหมอาจจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นขึ้น
  4. หลังจากร้อยไหมเสร็จจะเกิดการบวมช้ำเล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าต้องใช้เข็มพร้อมเส้นไหมแทงผิวเข้าไป และจะหายจากการบวมก็อาจจะใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมก้างปลา

การร้อยไหม คือ การใช้เข็มสเตอไรด์ เครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เพื่อนำเส้นไหมที่เป็นไหมละลายเข้าไปใต้ผิวหนัง “การร้อยไหมก้างปลา” เพื่อยกกระชับผิวหน้าให้ได้รูปเรียว V-Shape สวยงาม เป็นการใช้เส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหมไว้กับผิวหนัง เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ซึ่งอาจทำให้มีรอยช้ำได้ มากกว่าไหมเรียบ หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม การร้อยไหมก้างปลา การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรก เชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม

ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้เส้นไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

การร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้าไว้ จึงช่วยให้ใบหน้าเกิดลักษณะ V-Shape ดูเรียวสวยงามยิ่งขึ้น การที่ได้รับรู้ทั้งข้อดี และข้อเสีย รวมถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น ทั้งหมดจะเป็นข้อมูลที่สำคัญใช้ประกอบการตัดสินใจว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อความสวยงาม ด้วยการร้อยไหมก้างปลาหรือไม่??

 

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ข้อเสียของไหมเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยง

ในปัจจุบัน การทำศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมอย่ามาก คือ “การร้อยไหม” ช่วยยกกระชับผิวหนังหน่อยคล้อยบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเรียวงามชวนให้น่ามอง ซึ่งการร้อยไหมนั้น เป็นการนำเส้นไหมชนิดพิเศษมาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม ทำให้ใบหน้าเกิดแรงตึง และยกกระชับ นองจากข้อดีของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) ยังมีข้อเสียที่เราไม่ทราบอีก และข้อเสียในอดีตของการร้อยไหมก้างปลา นำมาซึ่งวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงชนิดเส้นไหมที่ใช้ร้อยไหมในปัจจุบัน

มาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

เรามาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลากันก่อน ที่จริงการร้อยไหมไม่ใช่ของใหม่ มีมานานกว่า 10 ปี เกิดจากแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหมในยุดแรก ที่ได้รับความนิยมคือ “การร้อยไหมก้างปลา” (Aptos Threads) ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย ด้วยเหตุที่อุปมาเปรียบเทียบ เวลาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เงี่ยงของไหมก้างปลาก็จะเกาะเกี่ยวพยุงเนื้อเยื่อของใบหน้าเอาไว้เพื่อ ยกกระชับผิวหน้าไม่ให้ย้อยตกลงมา คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น การร้อยไหมก้างปลานั้น ทำได้ทั้งในผู้หญิง และ ผู้ชาย ไม่จำกัดช่วงอายุ การร้อยไหมก้างปลาจะเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรือต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับได้รูป

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ร้อยด้วยเส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) ด้วยลักษณะของเส้นไหม เป็นไหมมีลักษณะเส้นใหญ่ และมีเงี่ยงโผล่ทั้ง 2 ข้าง คล้ายๆ ฟัน หรือก้างปลา เป็นเส้นไหมนำเข้าจากอเมริกา และเกาหลี ให้ผลเทียบเท่าการทำศัลยกรรมดึงหน้าขนาดเล็ก ยกกระชับได้อย่างชัดเจน ไหมก้างปลา (BARB ) จะเน้นกลุ่มคนผู้ที่ต้องการยกกระชับหรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย  ผลลัพธ์ที่ได้จากการร้อยไหมก้างปลา คือช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape อย่างชัดเจน

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตา ยก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา ที่มีความหนาใหญ่ และเงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นไหมจำนวนหลาย การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะใช้เส้นไหม น้อยกว่าโดยประมาณเพียง 8-10 เส้นเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะยกกระชับใบหน้า และผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับอีกครั้ง

ข้อดี ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

การร้อยไหมด้วยไหมก้างปลา คือ เงี่ยงที่โผล่อออกมาจากตัวไหม และลักษณะเส้นที่ค่อนข้างหนาใหญ่ ทำให้ช่วยอุ้มพยุงเนื้อเยื่อผิวหน้าได้อย่างดี เห็นผลชัดเจนในเวลาอันสั้นหลังจากทำการร้อยไหม นอกจากนี้ยังใช้เส้นไหมน้อยในการยกกระชับใบหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ถึง 10 เส้น ลักษณะการร้อยไหมก้างปลา จะร้อยในชั้นลึกที่เรียกว่า SMAS ซึ่งจะช่วยยกกระชับได้ดี

ข้อเสีย ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) เส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา เพื่อยกกระชับเริ่มมีการใช้มาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไหมที่ใช้ในระยะแรกเป็นไหมชนิดมีเงี่ยงซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหม ข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา คือ ใช้เส้นไหมมีลักษณะหนาใหญ่ เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา อาจทำให้มีรอยช้ำได้มากกว่าไหมเรียบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและเทคนิคของแพทย์ผู้ร้อยไหม และมีลักษณะเป็นก้างปลา ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะมักเกิดปัญหา เมื่อใช้ไปเป็นระยะนานๆ ตัวก้างปลามักจะหัก ทำให้ผิวให้ผิวหน้าที่เคยตึง กระชับ กลับมาหย่อนคล้อยลงได้อีก หรือ อาจมีเงี่ยงของเส้นไหมโผล่ออกจากผิว ทำให้ต้องแก้ไขผ่าเอาออก หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม

การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรกเชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้ไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

จากแนวคิดที่ทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด “การร้อยไหมก้างปลา” จึงเป็นความนิยมในยุคแรก ของการศัลยกรรมร้อยไหมเพื่อความสวยงาม ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง ยกกระชับผิวหน้า ช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา จะเป็นหมุดช่วยยึดตรึงผิวหนังไว้ “การร้อยไหมก้างปลา” ในอดีตเป็นเส้นไหมชนิดที่ไม่ละลาย และมีลักษณะเส้นหนาใหญ่  ข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา จึงเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อของผิวหนัง หลังการร้อยไหมก้างปลาส่งผลให้เกิดใบหน้าบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม และอาจเกิดการอักเสบตามมา เมื่อระยะเวลาผ่านไปเส้นไหมอาจเกิดการหัก ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยตามเดิม ด้วยปัญหาข้อจำกัด และข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา ที่ใช้เส้นไหมชนิดเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยงโผล่ และไม่ละลายได้เองในอดีต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการศัลยกรรม และเทคนิคของแพทย์ผู้ชำนาญ การร้อยไหมก้างปลาได้เปลี่ยนไป เปลี่ยนเส้นไหมเป็นแบบ PDO ที่ละลายได้เองภายใน 4-6 เดือน เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ชนิดไหมเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) แต่ยังคงเอกลักษณ์คุณลักษณะของเงี่ยงที่ใช้ยึดติดยกกระชับผิวหนังดังเดิม ลักษณะเป็นเส้นคล้ายก้างปลาจึงใช้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ ไหมชนิดนี้อาจมีการใช้ชื่ออื่นๆ เช่น ไหมปากฉลาม หรือไหมกุหลาบ เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง หน้าเด็ก หน้าสวย เรียวได้รูป ซึ่งในปัจจุบันวิวัฒนาการ ๆ ได้เกิดชนิดเส้นไหมต่างๆ มากมาย เพื่อตอบโจทย์ศัลยกรรมความงามประเภทการร้อยไหมมากขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจร้อยไหม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหม