Thermage กับ HIFU ต่างกันอย่างไร

วันเวลาได้พัดพาเอาความเอ่อนยาว์จากไป และคอยขับเน้นร่องริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยให้เริ่มปรากฏเด่นบนใบหน้าของเราเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนไปจากชั้นผิวของเรา ชั้นหนังแท้ในผิวหนังของเรามีคอลลาเจน Type I ประมาณ 80% (คอลลาเจนชนิดที่มีมากที่สุดในร่างกายของเรา) และอีก 15% ประกอบด้วยคอลลาเจน Type III ไฟโบรบลาสต์ อิลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิค สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเมทริกซ์นอกเซลล์ (extracellular matrix) ของผิวของเรา ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว จากช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 20 แม้ว่าจะมีวิทยาการต่างๆมากมายมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่น การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า เคยเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการรักษาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Thermage และ HIFU ที่เป็นสองตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับดูแลปัญหาในเรื่องนี้

Thermage คืออะไร

ก่อนที่เราจะทราบถึงความแตกต่างของ Thermage และ HIFU นั้น เราจะต้องทราบถึงความหมายและวิธีการของ Thermage และ HIFU กันเสียก่อน Thermage เป็นการรักษายกกระชับผิวแบบไม่รบกวนผิว ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นให้เรียบเนียนและกระชับขึ้น สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของผิวหรือการเกิดรอยแผลเป็น การรักษาด้วย Thermage สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาแบบผิวหน้าด้านบนของชั้นผิว สำหรับการกระชับผิวหน้า ลำคอ และเปลือกตา ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการรักษาที่ลงลึกลงไปมากกว่าแบบแรก สำหรับการกระชับลำตัวบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ก้น และแขน ในระหว่างกระบวนการที่พลังงานคลื่นวิทยุได้แทรกซึมลึกเข้าไปในผิวหนังเพื่อให้ความร้อนแก่เนื้อเยื่อที่รองรับผิว ทำให้เกิดการกระชับผิวในทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะช่วยการกระชับของผิวอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

HIFU คืออะไร

HIFU เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับรูปร่างใบหน้า ลบเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว กระบวนการทำงานของ HIFU Treatment (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับผิวโดยส่ง Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง ส่งไปยังผิวหนังชั้นลึกโดยตรง เพื่อทำลายคอลลาเจนเก่าและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึงและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น HIFU นั้นเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการยกกระชับผิว เมื่อก่อนนั้น HIFU เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการใช้งานในการรักษาเนื้องอก รายงานการใช้งาน HIFU ครั้งแรกเพื่องานด้านความงามที่เชื่อถือได้เกิดขึ้นในปี 2008 HIFU ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ในปี 2009 และยังผ่านการรับรองจาก FDA ในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น การทดลองทางคลินิกขนาดเล็กหลายแห่งพบว่า HIFU มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย ซึ่งผู้คนสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดอีกด้วย 

ข้อแตกต่างของ Thermage กับ HIFU

ข้อแตกต่างที่สำคัญของ Thermage กับ HIFU นั้นมีหลายประการ อันประกอบไปด้วย

  1. ประการแรกก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่า Thermage เป็นการรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่วน HIFU ใช้ High-Intensity Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง
  2. ประการต่อมาคือ ระดับความลึกของชั้นผิวหนังในการรักษา Thermage นั้น ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้นไขมันและชั้นคอลลาเจนของผิว ส่วน HIFU ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า โดยระดับความลึกของการรักษานี้อาจขึ้นอยู่กับการทำ HIFU ของแต่ละแบรนด์)
  3. บริเวณที่มีข้อจำกัดในการรักษา Thermage จะไม่สามารถทำการรักษาบริเวณที่มีอุปกรณ์เทียม หรือที่มีวัสดุเป็นโลหะฝังอยู่ ส่วน HIFU จะมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้บริเวณใกล้กับกระดูก
  4. ระยะเวลาของผลลัพธ์ ในการใช้วิธี Thermage ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานราว 1-2 ปี และจะเห็นผลลัพธ์ได้แทบในทันที แต่เป็นผลลัพธ์ประมาณ 20% ของผลลัพธ์จริง ส่วนแบบ HIFU นั้น ระยะเวลาของผลลัพธ์จะอยู่ที่ราว 3-4 เดือน ซึ่งระยะเวลาของ HIFU จะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากที่ทำไปแล้ว และจะค่อยๆยกกระชับตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และถ้าหากเข้ารับการทำ HIFU อย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  5. ในด้านของราคานั้น HIFU มักจะมีจุดเด่นที่ได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากเลยก็คือเรื่องราคาที่ค่อนข้างย่อมเยาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ Thermage 

Thermage กับ HIFU เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน

 ในขณะที่เรามีอายุมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งลักษณะของอายุผิวหน้าออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละรูปแบบของอายุจะแสดงลักษณะของริ้วรอยที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีประโยชน์เพื่อใช้อธิบายวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน โดยรูปแบบของอายุผิวหน้าจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

  1. The Sinker

            มีลักษณะที่สูญเสียปริมาณเนื้อบริเวณส่วนสำคัญของใบหน้า เช่น ขมับกลางใบหน้าและแก้ม สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการจมลึกของร่อง หรือมีลักษณะที่ดูตอบและผอมแห้ง ระหว่าง Thermage และ HIFU อายุผิวที่มีลักษณะนี้ควรเลือก Thermage น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะ The Sinker จะไม่ละลายไขมันและมีการเร่งการปรากฏตัวของร่องริ้วรอย ลักษณะอายุผิวประเภทนี้ อาจสามารถรับการรักษาที่เป็นระโยชน์มากขึ้น ด้วยวิธีการผสมผสานของการรักษาความกระชับผิว ร่วมกับฟิลเลอร์ผิวหนัง เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียปริมาณเนื้อบนใบหน้า

  1. The Saggers

            กลุ่มที่มีลักษณะอายุผิวแบบนี้ มักจะบ่นเรื่องผิวหนังและเนื้อเยื่อที่หลวมขึ้น ซึ่งเนื้อเยื่อหลวมคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นนอกเหนือไปจากคอลลาเจน โดยลักษณะนี้ การรักษาแบบ HIFU จะเหมาะสมและมีประโยชน์ในการกระตุ้นความกระชับของชั้นผิว SMAS สามารถทำให้ได้ผลการยกที่ลึกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การละลายไขมันและเนื้อเยื่อส่วนเกินบนใบหน้าส่วนล่างควบคู่ไปด้วย จะช่วยเราย้อนคืนนาฬิกาแห่งเยาว์วัยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

  1. The Wrinkler

          ลักษณะอายุผิวประภทนี้จะมีรอยย่นบนผิวหนังส่วนใหญ่ และจะปรากฏอย่างชัดเจนอยู่บริเวณรอบดวงตา คิ้วและริมฝีปาก ซึ่งการใช้โบท็อกซ์จะสามารถพาเราบรรลุผลลัพธ์ที่ดีและเห็นผลได้ทันทีสำหรับปัญหาอายุผิวนี้ แต่สำหรับการรักษาที่สามารถคงผลลัพทธ์ได้ยืนยาวและมีประสิทธิภาพ เราสามารถใช้ได้ทั้ง Thermage และ HIFU ควบคู่กันไปทั้งสองอย่างได้ หรือจะใช้การรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่มีริ้วรอยหลายเส้นและมีริ้วรอยบนคิ้ว รอบดวงตา และใบหน้า อาจเหมาะสมและได้รับประโยชน์จาก Thermage มากกว่า ในขณะที่คนที่มีริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อย อาจเหมาะสำหรับวิธีการรักษาแบบ HIFU มากกว่า

ทั้งวิธีการรักษาแบบ Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นการยกกระชับใบหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และทั้ง Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองแบบเองก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง แบบ Thermage นั้นเป็นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่และทำงานเป็นวงกว้าง ไม่มีทิศทาง เด่นในด้านการลดชั้นไขมันบนใบหน้าและเพิ่มคุณภาพผิว เหมาะสำหรับคนที่ทนความเจ็บได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการทำ HIFU นั้น มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ระดับความเจ็บของ HIFU ไม่มากนัก และมีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและต้องกับความต้องการของเรามากที่สุด  เราควรจะต้องสังเกตปัญหาผิวหน้าของเราก่อน และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Thermage และ HIFU ให้เข้าใจ แล้วจึงตัดสินใจเลือกสถาบันที่เหมาะสมเชื่อถือได้สำหรับตัวเอง

7 ข้อห้าม ที่คนอยากสวยด้วย HIFU ต้องระวัง!

เรื่องความสวยความงามไม่ว่าจะกับคุณผู้หญิงท่านไหนก็คงอยากจะให้คงอยู่ไปตลอดกาล เพราะความสวยคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หลาย ๆ คนมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผิวพรรณที่เริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และด้วยการที่ผู้หญิงต่างไม่ต้องการที่จะหยุดสวย นวัตกรรมเพื่อความงามที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันมากมายก็ได้กลายเป็นทางเลือกที่สาว ๆ ต่างให้ความสนใจ แต่ด้วยความกลัวเจ็บหรือเรื่องของค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย ก็ล้วนแต่ทำให้สาว ๆ คิดไม่ตกกันเลยทีเดียวว่าจะเลือกใช้บริการเสริมความงามรูปแบบใดดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า การทำ HIFU ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการเสริมความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายท่าน เพราะการทำ HIFU ไม่ต้องถึงขั้นได้ใช้มีดหมอแบบที่หลายคนกลัว ‘HIFU’ หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของคุณผู้หญิง ด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงขั้น SMAS หรือ  Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะทำให้ผิวกระชับขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมานั่นเอง สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองทำ HIFU เพื่อสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ไม่ควรทำทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการทำ HIFU คือสิ่งที่ทุก ๆ คนควรให้ความสนใจ ซึ่ง 7 ข้อห้ามที่คนอยากสวยต้องระวังมีดังนี้

  1. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอออล์ทุกชนิด

แม้จะเป็นคนรักการสังสรรค์มากเพียงใด ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะต้องมีการเฉลิมฉลองต่าง ๆ นานา แต่หากอยากสวยด้วย HIFU อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วล่ะก็ ผู้ที่เข้ารับการทำ HIFU ก็ควรงดกิจกรรมสังสรรค์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ บุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็เป็นข้อห้ามที่จะมาสกัดความสวยของคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ด้วยความที่มีสารต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการทำ HIFU อีกทั้งกระทบกับสุขภาพของผู้ที่ตัดสินใจทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนควรจะงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยต้องเริ่มงดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำจนไปถึงหลังจากที่ทำแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่กำลังจะเกิดใหม่

  1. เลิกนิสัยโต้รุ่ง

ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการทำ HIFU ทุกคนควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่าการทำ HIFU มีการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงกับเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตนเองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมให้การทำ HIFU มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าก่อนทำ HIFU ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อน ไม่ควรอดหลับอดนานเด็ดขาด

  1. อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับแสงแดด

สำหรับคนที่เข้ารับการทำ HIFU แน่นอนว่าใบหน้าจะบอบบางขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนแสงแดดที่ร้อนแรงก็มีผลต่อการทำ HIFU เช่นกัน ซึ่งผู้ที่เพิ่งทำ HIFU มาควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดดไปสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากแสงแดดสามารถทำลายคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ควรจะเลี่ยงแสงแดดไปสักพัก หรือหากมีความจำเป็นต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้งจริง ๆ ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อปกป้องผิวของตนเองเสมอ อย่างเช่น หมวกทที่สามารถบังแสงแดดได้ หรือจะเป็นร่มกันแดด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดปะทะกับผิวโดยตรง และที่สำคัญคือควรที่จะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไว้อีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจกับตัวผู้รับการทำ HIFU เอง และถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงแดดไปสัก 1-2 สัปดาห์หลังจากที่รับการทำ HIFU

  1. งดสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรง

หลังจากที่ทำ HIFU มานั้น ทุกคนควรจะงดการแตะหรือสัมผัสกับใบหน้าของตัวเอง เนื่องจากใบหน้าของเราในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและค่อนข้างที่จะบอบบางเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มือแตะหรือจับบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความรู้ตึง ๆ หรือเมื่อยบริเวณใบหน้า จึงอาจทำให้เผลอไปนวดหรือสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรงเอาได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากทำ HIFU มา เพราะอาจทำให้การทำ HIFU เสื่อมประสิทธิภาพได้

  1. อย่าละเลยการบำรุงใบหน้าของตัวเอง

เชื่อว่าคนอยากที่สวยอยู่เสมอหลายคนคงดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การที่ใบหน้าของเรากำลังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัวและบอบบางเป็นพิเศษ แน่นอนว่าขั้นตอนการดูแลใบหน้าก็ควรที่จะพิเศษตามไปด้วย เพราะหากไม่ดูแลรักษาใบหน้าให้ดี ค่าใช้จ่ายที่เสียไปอาจไม่เกิดประโยชน์ก็เป็นได้ ดังนั้นเหล่าสาว ๆ จึงไม่ควรที่จะละเลยการบำรุงใบหน้าด้วยครีมหรือทรีตเมนท์ต่าง ๆ เป็นอันขาด นอกจากนี้เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน จึงควรที่จะล้างหน้าและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ใบหน้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสี่ยงกับการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง 

  1. อย่าลืมเช็คความน่าเชื่อถือของสถานที่ที่รับทำ HIFU

แม้จะอยากสวยหรือกลับมาดูอ่อนวัยมากเพียงใด แต่ก็ควรมีสติและเลือกคลินิกหรือสถานเสริมความงามที่มีความน่าเชื่อถือ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ควรได้มาตรฐาน และผู้ที่ทำการให้บริการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับที่ไว้วางใจได้ ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการทำ HIFU ควรจะตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเริ่มทำเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อร่างกายและเงินในกระเป๋า เนื่องจากความเป็นที่นิยมของ HIFU จึงอาจทำให้มีสื่อหลายรูปแบบที่ออกมาโฆษณาเกินจริง อาจดูน่าเชื่อถือแต่ก็ไม่สามรถไว้วางใจได้ การตรวจสอบก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด

  1. อย่าขัดคำสั่งของคุณหมอ

เมื่อได้รับการทำ HIFU แล้ว สิ่งที่สาว ๆ ทุกคนห้ามละเลยก็คือคำสั่งจากคุณหมอที่ดูแลเรา เพราะเขาคือผู้ที่จะคอยติดตามผลลัพธ์จากการทำ HIFU และคอยให้คำแนะนำหรือวิธีการปฏิบัติตัวต่าง ๆ หลังจากทำให้แก่ผู้รับบริการ และหากว่าไม่ทำตามคำแนะนำของคุณหมอ จากที่จะสวยอาจกลายเป็นแย่ยิ่งกว่าก่อนทำไปเลยก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรเชื่อฟังคำเตือนของคุณหมอ สิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำก็ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ และหากเกิดอาการผิดปกติหลังจากทำ ผู้ทำ HIFU ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าคิดไปเองว่าอาจจะไม่เป็นอะไร เพื่อความปลอดภัยและความสวยที่คงทนแบบที่ทุกคนต้องการ     

การทำ HIFU เป็นนวัตกรรมที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผู้ที่ทำให้ได้กลับมามีความมั่นใจกับใบหน้าของตนเองอีกครั้ง โดยส่วนมากแล้วผู้ที่ต้องการทำมักอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปีขึ้นไป โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือเรื่องของความเหี่ยวย่นของใบหน้า รู้สึกใบหน้าไม่กระชับเหมือนสมัยยังสาว อีกทั้งยังมีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ทำให้สาว ๆ หมดความมั่นใจเอาได้ง่าย ๆ และแม้การทำ HIFU จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างน้อยและราคาไม่แพงมาก แต่การระมัดระวังตนเองก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และไม่เกิดผลเสียต่อตัวของผู้เข้ารับการทำ HIFU โดยข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อที่ได้กล่าวไปนั้น สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และผู้ที่จะเข้ารับการทำ HIFU ก็ควรที่จะศึกษาไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวถูกในระดับหนึ่ง แต่นอกจากข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อแล้ว หากมีสิ่งใดที่สงสัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดคือผู้เชี่ยวชาญที่รับหน้าที่ในการทำ HIFU ตามคลินิกหรือสถานเสริมความงามต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้เข้ารับบริการเสมอ

           

 

 

 

HIFU เห็นผลในกี่เดือน

ก่อนจะไปสู่คำตอบของคำถามนี้ สาว ๆ ทุกคน คงรู้จักเทคโนโลยีความงามนี้กันอย่างดี เพราะมาแรงมาก ในช่วงหลัง ซึ่ง Hifu ก็คือเครื่องมือที่สามารถยกกระชับใบหน้าของคุณให้ไม่หย่อยคล้อย ลดริ้วรอยต่าง ๆ และ คืนความใสสู่ใบหน้าของคุณให้อ่อนเยาว์อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่เราอยากให้คุณสำรวจตัวเองอีกครั้งก่อนทำ ว่าคุณอายุอยู่ในเกณฑ์การเข้าการรักษาไหม และมีบริเวณใดบ้างที่อยากรักษเป็นพิเศษ เพราะเทคโนโลยี HIFU มีโปรแกรมการรักษาที่สอดรับทุกการต้องการของสาว ๆ เลยทีเดียวล่ะ

HIFU คืออะไร

เทคโนโลยี HIFU มีชื่อย่อมาจากคำว่า High Intensity Focused Ultrasound หรือ ว่าง่าย ๆ ก็คือการส่งคลื่นความถี่เสียง ลงสู่ชั้นผิวหนังแบบเฉพาะจุด เพื่อกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมีในชั้นผิวหนัง ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง โดยเครื่องมือ HIFU จะทำให้เกิดความร้อนในความลึกของแต่ละชั้นผิว กระตุ้นให้เกิด Collagen โดยพลังงานความถี่เสียงที่ส่งลงไปอย่างสม่ำเสมอ เสมือนกับการเย็บผิวชั้นนั้นให้หดตัว กระชับ และ ยกตัวขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยและลดริ้วรอย จากโครงสร้างภายในชั้นผิวอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด และ นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญหัวข้อแรก ๆ ที่ครองใจบรรดาสาวน้อยใหญ่เทคะแนนให้ เพราะนอกจาก “ความสวย รอไม่ได้” แล้ว แต่ขอไม่เจ็บด้วย ยิ่งดีเลย

HIFU เหมาะกับใครบ้าง และใช้เวลาเห็นผลนานแค่ไหน

เทคโนโลยีดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อย ซึ่งมีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และ มีปัญหาหนังตาตก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ยกใบหน้ากระชับ ยกแนวคิ้วขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ลดเหนียวใต้คาง โดย เนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จะเห็นผลชัดเจน และ ผิวเรียบเนียนตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไปขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้และการดูแลตนเองให้ดี ตั้งแต่ก่อนทำและหลังทำ และเมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว จะคงสภาพผิวได้อยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีเลยทีเดียว

สามารถทำโปรแกรม HIFU ได้บริเวณใดของร่างกายบ้าง

เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถส่งคลื่นสู่ชั้นผิวได้เฉพาะจุดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว หรืออาจกล่าวได้ว่า สามารถทำให้ทุก ๆ บริเวณทั่วร่างกาย (ยกเว้นส่วนของข้อต่อ เนื่องจากเป็นส่วนที่ยาก ต่อการคงสภาพ และใช้งานหนัก) ซึ่งบริเวณที่ได้รับความนิยม จะเป็นบริเวณที่เมื่อทำแล้วจะเห็นผลชัดเจน ได้แก่ บริเวณใบหน้า – หน้าผาก , เปลือกตาบน , ใต้ตา , กรอบหน้า , พวงแก้ม , ร่องแก้ม , ร่องมุมปาก , เหนียง และ คอ
บริเวณร่างกาย – หน้าท้อง , เอว , สะโพก , ต้นแขน และ ต้นขา

ควรเลือกทำ HIFU ที่ไหน และวิธีการเลือกโปรแกรมบริการและจำนวนช๊อต

ผู้ที่สนใจใช้บริการ HIFU จะต้องศึกษาข้อมูลในคลินิกต่าง ๆ ให้มาก เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และ การบริการ โดยขั้นตอนในการตัดสินใจ มี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  1. ยี่ห้อเครื่อง HIFU จะได้ผลดี เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลัก เพราะถ้าเครื่องยิงความถี่เกรดต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ บางช๊อตแรงมาก บางช๊อตเบามาก ทำให้คุณหมอไม่กล้าใช้พลังงานสูงจนเกินไป เพราะช๊อตที่แรงมาก อาจจะทำให้ผิวไหม้ได้เลย, การทำงานที่ไม่ Focus เฉพาะจุด บางจุดร้อน บางจุดไม่ร้อน ทำให้เห็นผลลัพธ์น้อยลง, อีกทั้งถ้าเครื่องคุณภาพต่ำ รอบการประมวลผลจะช้าใช้เวลายิงนานขึ้น แต่ผลลัพธ์เท่าเดิม
  2. ราคาการให้บริการ จากแพ็คเกจการให้บริการหลากหลายที่จะเห็นได้ว่ามีราคาที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากยี่ห้อเครื่องยิง ว่าเป็นเกรดใด โดยเฉพาะกรณีไม่จำกัดจำนวนช๊อต ก็ต้องถามเงื่อนไขให้ดี เพราะทุกการให้บริการย่อมมีต้นทุนหัวยิงและเปลี่ยนหัวเมื่อจำนวนช็อตหมด
  3. แพทย์ผู้ทำ ในข้อนี้ส่งผลไม่มากนัก เพราะการทำ HIFU มีรูปแบบการยิงที่ชัดเจน ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน แต่ก็อาจจะมีบางบริเวณที่อาจจะพิถีพิถัน อาทิ ถุงใต้ตา หนังตาตก หรือยกมุมแก้ม แต่ก็นับได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการโบท๊อก หรือร้อยไหมมากนัก
  4. การดูแลหลังการรักษา ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มีความคาดหวัง จากการบริการที่เกินจริง ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดังใจหวัง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากบางคลินิกมีการโฆษณาชวนเชื่อ และภาพตัดต่อที่เกินจริง อีกทั้งคนไข้ไม่ได้คุยกับหมอโดยตรง แต่คุยผ่านเซลล์ที่ให้คำแนะนำเท่านั้น จึงอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ให้การรักษา และคนไข้ หากเป็นคลินิกที่มีความรับผิดชอบ ย่อมสามารถแก้ไขให้คนไข้พึงพอใจได้ โดยสามารถดูได้จาก รีวิวตามสื่อต่าง ๆ ที่เป็นกลาง

HIFU กี่ช็อตเห็นผล และวิธีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

  • HIFU เห็นผลในกี่ช็อต เป็นคำถามที่หลากคนตั้งไว้ในใจ เพราะนับว่าเป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง ในการตัดสินใจเลือกการให้บริการด้วย เพราะการเลือกจำนวนช็อตที่มากไปก็ส่งผลเสียได้รูปทรงที่ผิดรูป หรือเลือกจำนวนช็อตที่น้อยไปก็ไม่เห็นผลเช่นกัน จึงต้องปรึกษาคุณหมอให้ดีก่อน เพราะคนไข้แต่ละท่านแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพผิวที่หย่อนคล้อย ปริมาณไขมันบนใบหน้า และความคาดหวังที่ต้องการได้ หากได้รับการประเมินก่อนการรักษา จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • HIFU เจ็บไหม เราจะเห็นโฆษณาต่าง ๆ ว่าการทำ HIFU เห็นผลทันทีและไม่เจ็บ ซึ่งเป็นความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะการทำ HIFU ให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ จะส่งผลให้ผิวมีความตึง ๆ รู้สึกปวดเล็กน้อยบริเวณผิวที่ทำการยิง แต่หากเป็นแพคเกจที่มีความเข้มข้นสูง ส่งผลลัพธ์ยาวนาน ก็จะต้องขอบอกว่าเจ็บเลยทีเดียวล่ะ แต่ก็ถือว่าเบากว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ มากแล้ว
  • HIFU อยู่ได้กี่เดือน โดยส่วนใหญ่แล้วหลังทำจะเห็นผลทันทีราว ๆ 20%  ชั้นผิวจะหดตัวจากความร้อนที่ FOCUS ลงใต้ผิว 60-70 องศา โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน และ ผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้นภายใน 2-3 เดือน และจะคงสภาพนั้น 5 ถึง 6 เดือน หรือ บางโปรแกรมส่งผลลัพธ์ชัดและคงสภาพได้นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกมากับจำนวนช็อตที่มากและการเจ็บที่มากกว่า

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ

เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนในชั้นผิว ผู้ที่ต้องการเข้ารับโปรแกรม HIFU นั้น จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้สมบูรณ์พร้อม ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ควร 5 หมู่ เนื่องการกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้ระบบต่าง ๆ ทั้งระบบย่อย ระบบการหมุนเวียนเลือด ทำงานได้อย่างครบวงจร และจะเอื้อต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำ

  • ควรใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้ยาวนาน
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • หากมีอาการเมื่อยล้า หรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ไม่ควรถู หรือ นวดหน้าแรง ๆ
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อการทำงานของปอด ที่รับหน้าที่สูบฉีดระบบไหลเวียนเลือด
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว

ข้อควรระวัง

แม้ได้รับการยอมรับว่าเทคโนโลยี HIFU มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสมอ เพราะสภาพผิวของแต่ละคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน จึงจะได้ผลลัพธ์ที่เกมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากที่สุด การที่มีอาการปวดตึงเล็กน้อย หลังทำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการมุมปากตก ยกคิ้วลำบาก ให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำโดยทันที

 

 

 

ก่อนทํากับหลังทำ hifu ต้องงดแอลกอฮอล์รู้ยัง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้ใคร ๆ ต่างก็อยากที่จะสวย อยากที่จะหล่อกันทั้งนั่น จึงมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการเสริมความงามให้เลือกทำมากมาย และหนึ่งในที่ใคร ๆ ต่างเลือกเป็นอันดับต้น ๆ นั้นคือ การทำ Hifu เพราะเป็นยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที วันนี้ทางเราจึงจะพาทุกท่านไปรู้ว่าก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้นต้องทำอะไรบ้าง และห้ามทำอะไรกันบ้าง

Hifu

Hifu เป็นการช่วยยกกระชับให้ผิวดูเต่งตึง โดยการใช้เครื่องมือส่งผ่านพลังงานชนิดคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงลงไปใต้ผิว และสามารถลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นหดกระชับหรือยกตัวขึ้น แล้วเกิดกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินออกมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวที่แน่นยกกระชับ ปรับรูปหน้า หน้าเรียวเข้ารูป ริ้วรอยหย่อนคล้อยแลดูลดเลือนลง

การมีนวัตกรรมที่สามารถปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปได้ถึง 3 ระดับ ความลึกของผิวนั้น มีความสำคัญกับการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย เพราะการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาเพิ่มขึ้น เป็นผลให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนมีปริมาณแน่นหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น ผิวหน้าทั้งโครงสร้างจึงยกกระชับขึ้น และหน้าดูเข้ารูปมากขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าแลดูลดลง หน้าดูเรียวสวยเป็นวีเชฟโดยไม่ต้องผ่าตัด

จุดเริ่มต้นของHifu

 Hifu เป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่มีไว้กำจัดเนื้องอก ต่อมาได้มีการทดลองประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เพิ่มมาซึ่งพบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ชั้นใต้ผิวหนังได้ องค์การอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้นำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงาม แล้วFocused Ultrasound เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำUltheraหรือก็คือเทคโนโลยีที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ Hifu

ข้อดีของการทำ Hifu

  1. เห็นผลลัพธ์100%ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นอาจเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที 10-20%
  2. ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ
  3. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  4. ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติสามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  5. จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  6. ไม่มีบาดแผลในการรักษา
  7. ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เข็มในการรักษา
  8. ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมส่วนเกิน บริเวณร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา เอว หน้าท้อง และสะโพก

ข้อเสียของการทำHifu

  1. มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  2. ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  3. ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  4. คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด 

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. งดการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  3. งดแต่งหน้า ทารองพื้น ทาแป้ง หรือครีมบำรุงผิวหน้าอื่นๆ ในวันที่จะทำ Hifu
  4. งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี
  6. ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อโรคเริม ควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 2 วัน ก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  7. ผู้ที่เจาะจมูกหรือเจาะตามส่วนอื่นบนใบหน้าควรถอดเครื่องประดับดังกล่าวออกให้หมด 

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

  1. ทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
  2. ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด
  3. หากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ
  5. หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งสัก 1-2 สัปดาห์ หลังทำ HIFU เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิว 
  6. ไม่ควรสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง
  7. ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคเริมควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 6 วัน หลังเข้ารับการทำ Hifu

นวัตกรรมการทำ Hifu นี้เป็นการยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ที่ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการบำรุงผิวหน้า และดูแลตัวเองให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่กังวลปัญหาริ้วรอย ไขมันสะสม หรือหน้าตาดูหมองคล้ำก็อย่ารอช้า สามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้แล้วกับการเข้าทำ Hifuทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนด้วย และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมดูแลตัวเองพร้อมกับทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอหลังการทำ Hifu เพื่อผลลัพธ์บนใบหน้าที่ยาวนานที่สุด

Hifu เหมาะกับใคร

การทำHifu เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีทางศัลยกรรม หรือไม่ต้องการใช้การผ่าตัดและผู้ที่กลัวเข็ม แล้วต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น และตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นวัยที่เห็นผลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกสถานที่ที่ดี

  1. สถานที่

สถานพยาบาลที่เป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลต้องได้รับมาตฐานของกระทรวงสาธารสุข ที่ผ่านการตรวจสอบสถานที่ก่อนเปิดให้บริการ ต้องมีเครื่องมือที่ครบวงจร และดูความสะอาดภายในคลินิก หรือโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการ เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเช็คสถานพยาบาล โดยปกติแล้วหากทางคลินิกได้รับอนุญาติการเปิดจะมีเลขสถานพยาบาล 11 ตัว สามารถเช็คสถานพยาบาลได้ในเว็บเพิ่มเติมได้ เพียงแค่กรอกชื่อสถานพยาบาลแล้วกดค้นหา ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

  1. หมอ หรือแพทย์

การทำHifuต้องได้การรักษาจากแพทย์เท่านั้น โดยหมอที่ทำการรักษาต้องมีความรู้ และยังต้องคอยอัพเดทเทคนิคการใช้เครื่องมือต่าง ๆ แล้วได้รับการเทรนการใช้เครื่องมือเพื่อเกิดการชำนาญ หากไม่มีความเชี่ยวชาญอาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย ซึ่งส่งผลต่อสถานที่และผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ผู้เข้ารับการรักษา และแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทำการรักให้เรา หรือมีการประเมินก่อนทำอย่างละเอียด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

  1. รีวิวเชื่อถือได้จริง

การดูรีวิวจากผู้ที่ผ่านการทำHifuจากคลินิก หรือ สถานพยาบาลนั้น ๆ ที่เราเล็งไว้จะไปทำที่นั้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจในการจะเข้าไปใช้บริการในสถานที่นั่น เราต้องดูรีวิวของคนที่มีปัญหารูปหน้าคล้ายกับเรา หรือดูรีวิวการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านการทำHifuว่ามีผลออกมาเป็นอย่างไร นวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าอย่างHifu ถือเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยและเห็นผลหลังทำทันที ในขณะทำจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ ใต้ชั้นผิว มีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือสามารถยกกระชับปรับรูปทรงได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ส่งผลให้ผิวยกกระชับดูอ่อนเยาว์ เรียบเนียน รูขุมขนเล็ก หน้าเนียนใสขึ้น

การทำHifuยังสามารถช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก หรือเพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายการยึดเกาะตัวของพังพืด แล้วลดการสะสมของเซลล์ไขมันอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม แล้วหลังการรักษาคุณสามารถแต่งหน้า หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติทันที ดังนั้น Hifu นวัตกรรมยกกระชับหน้า จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของใบหน้า โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือใช้เข็ม สุดท้ายนี้การเสริมความงามให้ตัวเองนั้นถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำ และสิ่งที่สำคัญนั่นคือการดูแลตัวเองก่อนและหลังการทำHifu

HIFU ดีอย่างไร ทำแล้วกี่วันเห็นผล

อยากมีใบหน้าที่เด็ก แต่ไม่อยากเจ็บตัว หลายคนจึงเลือกนวัตกรรมใหม่อย่าง HIFU (ไฮฟู) เพราะเป็นการยกกระชับหน้าแบบที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้คลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตราย และไม่มีผลข้างเคียง แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น เรามาดูข้อดีและผลลัพธ์ที่จะได้จากการทำ HIFU กันก่อน เพราะการทำมีราคาค่อนข้างสูง จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนทำ HIFU คืออะไร? ดีอย่างไร? กี่วันเห็นผล? ตามมาหาคำตอบกันได้เลย

HIFU คืออะไร?

HIFU (High Intensity Focus Ultrasound) นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ช่วยยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ด้วยการนำส่งคลื่น Ultrasound ลงไปยังชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า คล้ายกับวิธีการทำด้วย Ulthera ต่างกันตรงที่ HIFU จะใช้คลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1000 ครั้งต่อวินาที โดยหัวยิงของเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ยิงคลื่นได้ในระยะความลึกที่แม่นยำ และพลังงานที่เสถียรในแต่ละจุด เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย ทำให้ยกกระชับผิวให้ตึงยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ผิวดูอ่อนวัย

HIFU ดีอย่างไร?

ด้วยเพราะหลักการทำงานของ HIFU นั้น เป็นการปล่อยคลื่นความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผิวหน้าของแต่ละคน และยิงลงสู่ชั้นผิว SMAS ที่เป็นชั้นพังผืดรองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ลึกถึง 4.5 mm. เมื่อมีการปล่อยคลื่นพลังงานความร้อนลงบนผิว จึงทำให้ชั้นผิวหดลง โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวเบิร์น อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา จึงสามารถช่วยเน้นที่บริเวณใต้ตาและรอบดวงตาได้โดยตรง ช่วยยกกระชับผิวได้ทันที และเห็นผลลัพธ์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรก แก้ปัญหายกมุมปาก หนังตาตก คิ้วตก และใบหน้าหย่อนคล้อย เป็นวิธีที่ช่วยยกกระชับผิวได้ทั้งใบหน้า เหนียง และลำคอ รวมถึงต้นแขนและต้นขา ดีต่อคนที่กลัวเข็ม หรือยังไม่อยากทำศัลยกรรมผ่าตัด ไม่อยากนอนพักฟื้น HIFU จึงเป็นตัวเลือกที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

HIFU เหมาะกับใคร?

การทำ HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อย และต้องการให้ผิวตึง กระชับ ได้รูปทรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ที่มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือหนังตาตก คิ้วตก ใต้ตาห้อย แก้มย้อย มีริ้วรอย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะยิ่งทำให้ผิวหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างการจะลดการสร้างคอลลาเจนลง ส่งผลให้ผิวหน้าเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยได้

อายุที่เหมาะสมที่สามารถทำได้ เมื่ออายุเกิน 20 ปี อิลาสตินในชั้นผิวของเราจะเริ่มยืดออก ส่งผลให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย และเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการสร้างคอลลาเจนลง 1.5% และเมื่ออายุ 40 ปี กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะลดลงถึง 30% ทำให้ผิวเริ่มเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยลง มีร่องใต้ตา ร่องแก้ม หากปล่อยเวลาให้ยืดออกไป ผิวหน้าเราจะหย่อนคล้อยแบบทวีคูณ เพราะฉะนั้นหากเราต้องการกระชับใบหน้าให้ตึง เรียบเนียน อยู่ตลอดเวลานั้น ก็สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องรอให้ถึง 40 ปี ยิ่งทำตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องมุมปาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เราดูแก่ก่อนวัย และใบหน้าดูโทรมได้ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ก็สามารถทำ HIFU ได้เช่นกัน โดยการยกกระชับรูปหน้าและยกแนวคิ้ว รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย ลดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ให้กลับมาสดใส ดูผิวเรียบเนียนกระชับขึ้นได้

HIFU กี่วันเห็นผล?

หลังจากทำ HIFU จะเห็นผลทันทีเลยประมาณ 20-30% เนื่องจากผิวจะหดจากความร้อนที่ลงใต้ผิวประมาณ 60-70 องศา ทำให้ผิวเกิดการยกกระชับขึ้นในทันที และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นเต็มที่ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนหลังทำ โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน และอาจอยู่ได้นานถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและคนไข้ทนเจ็บได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการทำ HIFU ให้ได้ผลนานนั้น จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บ หากทำแล้วไม่เจ็บ อาจเป็นเพราะแพทย์ใช้คลื่นพลังงานที่ไม่สูง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน้อยลงไปด้วย ระยะเวลาการอยู่ก็จะสั้นลงเช่นกัน

HIFU ต่างจาก Ulthera อย่างไร?

Ulthera จะเป็นเครื่องที่ใช้พลังงานสูงกว่า HIFU 2 เท่า ทำให้ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานกว่า 2 เท่าเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บที่มากกว่า และเครื่อง Ulthera จะมีหน้าจอเพื่อระบุความลึกของการยิง ทำให้การยิงพลังงานลงในชั้น SMAS ได้ผลแม่นยำมากขึ้น แต่หากว่าแพทย์ที่มีความชำนาญแล้ว จะไม่มองที่หน้าจอ และอาศัยความชำนาญในการยิง ก็จะได้ผลที่ไม่ต่างจากการทำ HIFU เลย และหากเทียบความคุ้มค่าแล้ว การทำ HIFU จะคุ้มค่าและคุ้มราคาที่ต้องจ่ายไปมากกว่า หากเทียบผลของการยิงแบบช็อตต่อช็อต

HIFU ไม่ควรทำร่วมกับหัตถการอะไรบ้าง?

การรักษาผิวหน้าหย่อนคล้อยด้วยนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทำร่วมกันหรือผสมผสานกันได้ เช่น เราสามารถทำ HIFU ควบคู่ไปกับการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม ฉีดเมโสแฟต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรทำร่วมกับ Ulthera เพราะวิธีการและผลลัพธ์มีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการทำซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สำหรับคนที่ต้องการร้อยไหมและทำ HIFU ไปพร้อม ๆ กันนั้น สามารถทำทั้งสองอย่างร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อวิเคราะห์และประเมินว่าควรทำอะไรก่อนหลังเพื่อจะได้เห็นผลมากที่สุด เพราะปัญหาใบหน้าของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน รวมถึงการดูแลของแพทย์จะทำให้เราปลอดภัยในการทำอีกด้วย

ดูแลตนเองอย่างไรก่อนและหลังทำ HIFU

ก่อนทำ HIFU ควรเตรียมตัวอย่างไร

– นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

– งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิด

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

หลังทำ HIFU ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

– งดการสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะจะไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

– หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ เพื่อให้คอลลาเจนฟื้นฟู

– ทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แต่ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปเผชิญแสงแดดและมลภาวะนอกบ้าน โดยแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

– สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่งดการนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ

– หากมีอาการตึงที่ผิว สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อลดอาการได้

สรุปข้อดีและผลข้างเคียงจากการทำ HIFU

การทำ HIFU นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยไม่เยอะ มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องปาก ไม่ลึกมากนัก ซึ่งราคาของการทำ HIFU นั้นไม่แพงจนเกินไป สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง สำหรับคนที่ทนเจ็บทำ Ulthera ไม่ไหว ก็สามารถเลือกวิธีนี้ได้ นอกจากนี้หลังการทำ HIFU จะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ นอกจากจะรู้สึกอุ่น ๆ ในขณะที่ทำเท่านั้น แต่ผิวจะไม่เบิร์นหรือแสบร้อนแต่อย่างใด แถมยังสามารถทำการรักษาอย่างอื่นได้อีก จัดได้ว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ ทั้งนี้ขณะทำการรักษาแพทย์จะใช้ยาชาทาเพื่อลดอาการเจ็บปวดลง ทำให้หลังจากทำ HIFU สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยที่ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนรอยแดงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำนั้นจะหายเองได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

เพื่อความสวยงามและผิวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป การทำ HIFU เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้คุณดูอ่อนวัยลง ทั้งยังช่วยคืนความสาว ความสดใส ให้กลับคืนมา แก้ปัญหาความหย่อนคล้อย และริ้วรอยต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแนะนำก่อนทุกครั้ง และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

 

บอกเล่าประสบการณ์ก่อนทํา Ulthera และข้อควรระวังที่ควรรู้

นวัตกรรมการทำ Ulthera คือหนึ่งในเทคโนโลยีกระชับใบหน้ายอดนิยม เนื่องจากมีจุดเด่นในการรักษาคือ ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ทันทีหลังทำ กรอบหน้าชัดเจนขึ้น ช่วยลดริ้วรอย มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเรียบเนียน อิ่มฟู และรูขุมขนกระชับ ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่กลับได้ใบหน้าที่เรียวสวยไม่หย่อนคล้อยกลับคืนมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำกันนั้น เราได้รวบรวมรวมประสบการณ์ก่อนทำ Ulthera และข้อควรรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพิจารณาได้ง่ายยิ่งขึ้น

รู้ไว้ก่อนทำ Ulthera

  1. อย่างแรกเลยคือต้องรู้ถึงปัญหาของใบหน้าตนเองก่อน เพราะนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลายวิธีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ulthera, Thermage หรือ HIFU ซึ่งหากว่าคุณเป็นคนที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อใบหน้า ต้องการลดริ้วรอย และต้องการให้หน้าได้รูปชัดเจน การทำ Ulthera ก็จะเหมาะสมสำหรับคุณที่สุด เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่สามารถยิงลึกลงไปถึงผิวชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังที่ช่วยพยุงโครงร่างผิวหนังไว้ ทำให้มีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าได้เป็นอย่างดี
  2. แม้ว่าเทคโนโยลีการทำ Ulthera นั้นจะไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะมีความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นได้ เนื่องจากได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำการยกกระชับหรือดึงหน้าให้ตึง ยิ่งลึกลงใต้ชั้นผิวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเจ็บมากเท่านั้น หากคุณไม่สามารถทนเจ็บได้ อาจจะพิจารณาเลือกเป็นเทคโนโลยีอื่นอย่าง Thermage แทน
  3. หากมีปัญหาในบริเวณอื่น ๆ ที่ผิวค่อนข้างบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก การรักษาด้วยวิธี Ulthera อาจไม่สามารถช่วยยกกระชับได้ แต่แพทย์สามารถผสมผสานเทคโนโลยีระหว่าง Ulthera และ Thermage ในการรักษาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้
  4. ค่าใช้จ่ายในการทำ แม้ว่า Ulthera และ Thermage จะมีราคาใกล้เคียงกัน แต่การรักษาด้วย Ulthera จะคุมงบประมาณได้มากกว่า เพราะสามารถเลือกทำบริเวณที่ต้องการก่อน และกำหนดจำนวนช็อตที่จะทำได้ เช่น อยากยกกระชับบริเวณคิ้วและหางตา ก็อาจจะใช้เงินที่ไม่มากนักในการทำแต่ละครั้ง
  5. ระยะเวลาของการเห็นผล การทำ Ulthera จะเห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะรู้สึกถึงผิวกระชับได้ในการทำครั้งแรกประมาณ 20-30% แต่เนื่องจาก Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดทำศัลยกรรม จึงทำให้ไม่สามารถเห็นผลชัดเจน 100% ได้ในทันที ต้องใช้ระยะเวลา โดยจะเห็นชัดขึ้นหลังทำประมาณ 3-6 เดือน และผลจะคงอยู่นาน 1-2 ปี แล้วแต่สภาพผิวและการดูแลของแต่ละคน
  6. ความปลอดภัยในการทำ การทำ Ulthera มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA เครื่องมือที่ใช้ทำจึงมีมาตรฐานและปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก่อนทำต้องสอบถามให้แน่ชัดและสังเกตให้ดีก่อนว่า เครื่องที่คลินิกหรือสถานประกอบการนั้น ๆ ใช้ เป็นเครื่องแท้หรือไม่ เพราะหากเป็นเครื่องลอกเลียนแบบจะทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านของผลลัพธ์ที่ได้และผลข้างเคียงจากการทำ

Ulthera, Thermage และ HIFU แตกต่างกันอย่างไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวหน้าทั้ง 3 แบบ อย่าง Ulthera, Thermage และ HIFU นั้น ล้วนแล้วแต่ช่วยให้ใบหน้ากระชับ ปรับรูปหน้า แต่เทคโนโลยีแต่ละอย่างนั้น ก็ย่อมมีวิธีการแตกต่างกันออกไป ใครที่สนใจในการทำ Ulthera นั้น มาดูความแตกต่างของการยกกระชับทั้ง 3 แบบนี้กันก่อน เพื่อจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

– Ulthera นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ลงไปยังชั้น SMAS ที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อ เป็นชั้นผิวที่ลึกที่สุด มีความแม่นยำสูง ความร้อนที่ยิงลงไปทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้เกิดการยกกระชับทันที และผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– Thermage นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดียว สามารถปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่มีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบสูงสุด ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้เกิดการกระชับของผิว ผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอย และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้มีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– HIFU นวัตกรรมยกกระชับที่ปล่อยคลื่นพลังงานอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงลงบริเวณที่ทำ ลึกลงไปยังชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยลดไขมันข้างแก้ม แก้ปัญหาเหนียงและคางสองชั้น ลดริ้วรอยให้ตื้นและเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี และต้องมีการทำซ้ำทุก ๆ 2 เดือน

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง ของการทำ Ulthera ที่ควรรู้

  1. ก่อนจะทำ Ulthera ควรศึกษารายละเอียดของการรักษาให้ดีเสียก่อนว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง เพราะการรักษาด้วย Ulthera นั้น เน้นไปที่การยกกระชับใบหน้า ให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่สามารถช่วยลดร่องรอยจุดด่างดำ หรือช่วยบำรุงผิวได้โดยตรง และอยู่ได้เพียง 1-2 ปี เป็นทางเลือกที่ดีของคนที่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า
  2. ควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ สะอาด และถูกหลักอนามัย ตั้งอยู่ในแหล่งที่เป็นที่รู้จักและหาง่าย ไม่ใช่คลินิกเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในซอกซอยที่ลึกลับ และใช้เครื่องมือนำเข้าอย่างถูกต้อง เป็นของแท้ มีการรับรองจาก FDA จากอเมริกา และ อย.ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ตรวจสอบได้ เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลลัพธ์ที่จะได้
  3. แพทย์ที่จะทำต้องจบด้านการแพทย์โดยตรง และมีประสบการณ์ในด้านศัลยกรรมความงาม รวมถึงใช้เครื่องมือได้อย่างชำนาญ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเทคนิคและฝีมือของแพทย์ที่ทำ ถ้าแพทย์ที่เก่งและมีประสบการณ์สูง ก็จะสามารถยิงคลื่นลงไปได้อย่างตรงจุด ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงต้องเข้าใจในปัญหาและสภาพผิวของคนไข้ด้วย
  4. มีรีวิวการใช้บริการ ด้วยเพราะ Ulthera นั้น จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและปัญหาของแต่ละคน เนื่องจากไม่ใช่การผ่าตัดยกกระชับผิวหน้าจึงจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนนักในช่วงแรก ๆ แต่เราสามารถขอดูรีวิวจากผู้ที่เคยทำ เพื่อดูรูปเปรียบเทียบก่อน-หลัง จากการทำ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดหลังทำ Ulthera

  1. หลังทำ Ulthera จะเห็นผลทันที 20-30% และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ใน 2 เดือน
  2. กรอบหน้าจะชัดขึ้น แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ จากการที่ชั้น SMAS หดตัว
  3. ผิวดูอิ่มฟูขึ้น แน่นขึ้น จากการที่ส่งผ่านพลังงานไปยังชั้นผิวตื้น ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแก่ชั้นผิว
  4. หางคิ้วและหางตาจะถูกยกขึ้น ไขมันหนังตาดูลดลง เหมาะกับคนที่หนังตาหางตาตก แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรม
  5. ใบหน้ายกกระชับขึ้น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละบุคคลนั้นจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลรักษาหลังการทำ Ulthera อีกด้วย แต่หากมีการดูแลที่ดี การทำ Ulthera นั้น สามารถให้ผลลัพธ์ได้ยาวนาน 1-2 ปี

วิธีปฏิบัติตน หลังทำ Ulthera

หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำ Ulthera ความแตกต่างจากนวัตกรรมอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ ข้อจำกัด และข้อควรระวัง ที่รู้กันไปแล้วนั้น เรื่องของวิธีปฏิบัติตนหลังจากการทำ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน

  1. หลังการทำ Ulthera สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้า โดยไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดทุกครั้ง
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าหรือถูหน้าแรง ๆ เพราะในระยะแรกผิวอาจมีอาการบวมได้ ซึ่งสามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อช่วยลดบวม และอาการบวมนั้นจะหายไปได้เองประมาณ 2-3 วันหลังทำ ควรนอนหมอนสูงจะช่วยบรรเทาอาการได้ด้วย

แม้ว่าการทำ Ulthera จะได้รับการยอมรับและกล่าวขานว่าเห็นผลดีและปลอดภัย แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น ต้องศึกษาให้ดีก่อน รวมถึงเลือกแพทย์และคลินิกที่เชื่อถือและไว้ใจได้ นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

ความแตกต่างระหว่าง ULTHERA กับ HIFU เลือกแบบไหนดี?

การเสริมสร้างความมั่นใจ หลายคนพยายามทำให้หน้าตาของตัวเองดูดีขึ้นด้วยเครื่องสำอาง อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป ร่างกายก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา การพึ่งแค่เครื่องสำอางเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ผลเท่าที่ควร ปัญหาเรื่องโครงสร้างรูปทรง ร่องรอยพับของผิว ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ริ้วรอย จุดบกพร่องเหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและปลอดภัยเข้ามาช่วยเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด การหันมาพึ่งการทำศัลยกรรมก็เป็นตัวเลือกที่นิยมกันไม่น้อย เทคโนโลยีอันก้าวล้ำทางการแพทย์ พัฒนาไปสู่นวัตกรรมความงามที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค เพราะนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมามากมายสามารถช่วยตอบโจทย์ของผู้หญิงอยากสวยอยู่เสมอ และนวัตกรรมยกกระชับผิว ปรับรูปหน้าให้ตึงกระชับที่เราจะพูดถึงก็คือ ULTHERA กับ HIFU เลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวหน้าของคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเห็นผลกับคุณมากที่สุด

HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมการส่งคลื่นเสียงอัลตร้าซาวนด์ที่มีความเข้มข้นสูง โดยส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนหรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการดึงหน้า ที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น โดยคลื่นอัลตร้าซาวด์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผิวชั้นนอก และไม่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกาย จึงมีความปลอดภัยสูง โดย HIFU ถูกแบ่งออกหลักเป็น 2 ประเภท คือ HIFU แบบธรรมดา ส่งคลื่นพลังงานไปใต้ผิว จนเกิดความร้อน 45-70°C โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.5 mm, HIFU แบบ Macrofocus ส่งคลื่นพลังงานไปใต้ผิว จนเกิดความร้อน 45-70°C โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 0.5-1 mm ซึ่งการทำ HIFU เหมาะกับคนที่ไม่มีไขมันบนใบหน้าเยอะ แต่ผิวหนังหย่อยคล้อย ต้องการกระชับใบหน้า ไม่สามารถกำจัดไขมันหรือลดไขมันบริเวณเหนียงได้ เพื่อให้หน้าดูเด็กลง หน้าเรียวสวย V-Shape สร้างคอลลาเจน กระชับรูขุมขน ฟื้นฟูผิว ขาวใส ผิวใต้คางแน่นขึ้น

ULTHERA คืออะไร?

ULTHERA คือการส่งคลื่นเสียงอัลตร้าซาวนด์ที่มีความเข้มข้นสูง (Focus Ultrasound) เฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความแม่นยำมากกว่า HIFU ซึ่งส่งคลื่นเข้าไปในชั้นผิวหนัง SMAS เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อ และ สร้างคอลลาเจนมาใหม่ การทำงานของ ULTHERA ส่งคลื่นเสียงที่มีพลังงานความร้อนไปใต้ผิว โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 1 mm ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) จนเกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่อ โดยจะมีอุณหภูมิ ประมาณ 65-75 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)  ซึ่งเป็นเซลล์หลักที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน จึงช่วยให้มีการกระตุ้นคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เป็นการคงดุลยภาพของผิวหนังไว้ ทำให้เกิดริ้วรอยได้ช้าลง และช่วยให้ผิวที่เสื่อมสภาพกลับสู่สภาพเดิมทำให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้น และหน้าจอการทำงานสามารถการดูระดับความลึกของจุดที่ยิงลงไป จึงมีความแม่นยำสูง ปลอดภัย ไม่ก่อผลกระทบกับผิวบริเวณข้างเคียง ผลลัพธ์ที่ได้ของ ULTHERA คือ ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น ช่วยให้หน้าดูเด็กลง ลดริ้วรอย ลดคิ้ว แก้ปัญหาหนังตาตก และช่วยลดถุงใต้ตาโดยไม่ต้องผ่าตัด และยังช่วยให้รูปหน้าเรียวขึ้นด้วย

HIFU กับ ULTHERA แตกต่างกันอย่างไร ?

HIFU และ ULTHERA ใช้เทคโนโลยีที่คล้ายกัน คือ ทั้งสองตัวเป็นการใช้คลื่นคลื่นอัลตราซาวด์ที่สามารถลงลึกได้ถึงระดับผิวชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่เป็นเนื้อเยื่อพังผืดบางๆ จะอยู่ลึกสุดและมีผลอย่างมากต่อความกระชับหรือหย่อนคล้อยของผิวด้านบน ดังนั้นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ที่ผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวได้ทุกระดับตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้ายัน SMAS นั้นย่อมส่งผลให้ผิวหน้ากระชับขึ้น กรอบหน้าเรียวสวยได้โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ แต่ว่าก็ยังมีจุดแตกต่างของทั้งสองตัว คือ ULTHERA จะเน้นการยกกระชับ ปรับใบหน้าให้เรียวเข้ารูปได้ทรงสวย ส่วนการที่ริ้วรอยร่องลึกบนใบหน้าตื้นขึ้น และมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นผลพลอยได้ ส่วน HIFU จะนำมาใช้ในการลดแก้ม โหนกแก้ม การทำหน้าเรียว V-Shape หรือว่าลดเหนียงใต้คาง บางคนก็เอามาใช้สำหรับการลดหน้าท้อง ต้นแขน หรือต้นขาก็ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ HIFU และ ULTHERA เหมาะสำหรับคนที่กลัวการลงมีด ไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากเสียเวลาพักฟื้น เจ็บเพียงนิดเดียวหรือแทบจะไม่เจ็บเลย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ข้อสำคัญที่สุดของการตัดสินใจเลือกทำในแต่ละครั้ง ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ใช้ระยะเวลาศึกษาผลิตภัณฑ์ที่สนใจอย่างละเอียด เลือกสถาบันความงามที่น่าเชื่อถือ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังประจำ ที่สามารถให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เลือกอะไรดี HIFU กับ ULTHERA ?

เทคโนโลยีอันก้าวล้ำทางการแพทย์ พัฒนาไปสู่นวัตกรรมความงามที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค และในยุคปัจจุบันอันแสนเร่งรีบจะมีอะไรเหมาะไปกว่านวัตกรรมการยกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องลงมีดผ่าตัด ไม่ต้องทนเจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น และหลังทำเสร็จก็สามารถไปเดินโฉบอวดผิวสวยเต่งตึงได้อย่างสบายใจ สรุปได้ว่าทั้งสองตัวระหว่าง HIFU กับ ULTHERA มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน โดย HIFU จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง ตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น ต้องการยกกระชับใบหน้าให้สวย แก้ไขปัญหาเพียงเล็กน้อยไม่มากนัก และราคาก็ไม่สูงมาก หลังจากทำไม่ต้องพักฝื้นและสามารถทำได้บ่อยครั้ง ส่วน ULTHERA จะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมากขึ้น มีผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่ตึงกระชับ ดูแก่กว่าวัย ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะได้ผลลัพธ์ที่ดีและชัดเจนกว่า ยาวนานกว่า แต่ราคาสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจทำ ต้องเข้าไปปรึกษาคุณหมอและสถาบันความงามชั้นนำที่มีความน่าเชื่อถือ มีเครื่องมือที่น่าไว้ใจ ได้มาตรฐาน นอกจากนี้คุณหมอจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือเป็นอย่างดี เพราะต้องมีการปรับค่าพลังงาน การวางแนวหัวส่งพลังงานระหว่างทำอย่างถูกต้อง ดังนั้นก่อนที่จะทำก็ควรหาข้อมูลเอาไว้เยอะๆ ปรึกษาคุณหมอจนมั่นใจ เพื่อที่จะได้ไม่เซ็ง ไม่เสียเงินเปล่า ทำแล้วเห็นผลทีเดียว และปลอดภัยในระยะยาว

การทำศัลยกรรมแต่ละครั้งความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในปัจจุบันศัลยกรรมความสวยความงามมีอยู่ทุกที่และสามารถเข้าถึงได้ง่าย แถมยังมีราคาที่แตกต่างตั้งแต่ถูกจนแพง ซึ่งแน่นอนว่าราคาถูกกับแพงย่อมมีข้อแตกต่างกันอยู่แล้วใครที่สนใจจะเข้ารับการทำศัลยกรรมแนะนำให้คุณศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการทำ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวคุณเองมากยิ่งขึ้นใครที่มีงบน้อยแต่อยากทำแนะนำว่าให้เก็บเงินอีกนิดดีกว่าห้ามไปทำกับหมอกระเป๋าอย่างเด็ดขาดถึงจะมีราคาทำศัลยกรรมที่ถูกแต่ก็เสี่ยงมากเลยทีเดียวที่จะเกิดผลเสียตามมาในภายหลังจากที่คุณทำมาแล้ว อยากสวยต้องลงทุน ทั้งนี้การทำศัลยกรรมเป็นเรื่องของความพร้อมและความเหมาะสมในแต่ละคนมากกว่า ทำแล้วเราต้องพอใจและยอมรับให้ได้ เพราะผลที่ออกมาจะอยู่กับตัวเราไปอีกนานแสนนาน ชีวิตหลังศัลยกรรมจะมีความสุขขึ้นหรือไม่ ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี  

 

ไขข้อข้องใจ! HIFU ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

ในปัจจุบันนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น มีวิธีหลากหลายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป ทั้งการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า การฉีดไหม การฉีดโบท็อก รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของการแพทย์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหา และสอดคล้องต่อกระแสความนิยมของธุรกิจศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน เพราะสังคมในปัจจุบันรูปร่างหน้าตาภายนอกเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้เกิดการสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ส่งผลต่อการเข้าสังคมพบปะสังสรรค์ หรือติดต่อเจรจาธุรกิจที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ และตัวช่วยที่จะพึ่งพาได้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มา คือ การทำศัลยกรรม จึงบางครั้งเกิดเป็นค่านิยม สวย/หล่อ ด้วยแพทย์ เกิดขึ้น และไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เมื่อผลลัพธ์สามารถเห็นได้อย่างรวดเร็วและออกมาเป็นที่น่าพอใจประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถสร้างสรรค์ความงามได้ดังปรารถนา

มาทำความรู้จัก HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น อัลตร้าซาวด์ที่เน้นความเข้มสูงของ HIFU เป็นเทคนิคการรักษาแบบไม่รุกราน ทำให้เกิดแผลน้อยมาก และยังสามารถใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดหรือน้ำเหลือง หรือเพื่อทำลายเนื้อเยื่อเช่นเนื้องอกผ่านกลไกของ HIFU

ทั้งนี้เทคโนโลยี HIFU มีความคล้ายคลึงกับการถ่ายภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงถึงแม้ว่าจะมีความถี่ต่ำกว่าและต่อเนื่องมากกว่า เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกำลังใช้แว่นขยายเพื่อโฟกัสแสงแดด เฉพาะจุดโฟกัสของแว่นขยายเท่านั้นที่มีความเข้มสูง แม้ว่าจะมีการใช้เลนส์แบบดั้งเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้อย่างง่ายดาย จำนวนครั้งของการทำ HIFU ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้า

หลักการทำงานของ HIFU

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที ลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวหดกระชับและยกตัวขึ้น โดยผิวหนังแท้จะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางหรือชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนใช้หัว 3.0 mm และผิวหนังชั้นเนื้อเยื่อพังผืด ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย

โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังการทำ HIFU

การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ ริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา สำหรับคนที่ไม่อยากฉีดโบท็อกเพราะรู้สึกว่าตึงเกินไป การทำ HIFU เพื่อให้ชั้นผิวหนาขึ้นก็สามารถทำให้ริ้วรอยเหล่านี้น้อยลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายกกระชับขึ้น ริ้วรอยลดน้อยลง กรอบหน้าชัดขึ้น เหนียงลดลง ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลเต็มที่ 100% ในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน อีกทั้ง ยังช่วยคอลลาเจนในรูขุมขน คอลลาเจนที่ร่องแก้ม

อีกหนึ่งจุดเด่นของ HIFU คือ ช่วงไขมันเหนียงและริ้วรอยที่คอ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผลการยกกระชับใบหน้า อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับสภาพผิวของคนไข้ และ HIFU จะสามารถทำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีผลเสีย ยิ่งทำยิ่งกระชับมากขึ้น ซึ่งใบปัจจุบันคนนิยมทำ HIFU ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักหน้าและหน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง HIFU จะช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้

การทำ HIFU ทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

HIFU เป็นนวัตกรรมความงามใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์ความรวดเร็วในการช่วยดูแลผิวหน้า ซึ่งการรักษาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยใช้เวลาการรักษาแค่เพียง 30 – 45 นาที และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานต่อเนื่อง 6 เดือน – 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล) ทั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับแก้มหย่อนคล้อย มุมปากตก หางคิ้วตก จะรู้สึกว่าผิวถูกยกกระชับ หน้าได้รูปขึ้น จะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังการทำประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ คำแนะนำ คือ สำหรับคนที่อายุ 25-35 ปี อาจจะเว้นระยะห่างในการทำมากกว่า แต่แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้งโดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และ 4เดือน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาจะอยู่ยาวนานและได้ประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญหลัก คือ ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อการทำงานอย่างเต็มสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์สูงสุด รักษาสภาพให้ผิวกระชับ เต่งตึงได้อย่างยาวนาน

ทั้งนี้การทำ HIFU ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ว่าเป็นวิธีการยกกระชับใบหน้าที่มีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมากจากผู้เข้ารับการรักษาจริง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตอบโจทย์ของใครหลาย ๆ คนได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านขั้นตอนการรักษาที่ไม่ต้องทนเจ็บ ผลลัพธ์ของการรักษาที่สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา ทั้งยังผลพลอยได้ตามมาทั้ง การช่วยลดไขมันบริเวณกรอบหน้า รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ใบหน้าที่กระชับเข้ารูป แถมยังได้ผิวหน้าที่สดใสเปล่งปลั่งอีกด้วย แต่เนื่องจากการทำ HIFU ราคาค่อนข้างสูงจึงแนะนำให้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจ ว่าจะได้ผลในแบบที่เราต้องการจริงหรือไม่ ได้ผลตามที่โฆษณาจริงไหม ควรเลือกทำที่คลินิกไหนดี และต้องเลือกใช้เครื่องยี่ห้อไหนจึงจะได้ผลคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย สิ่งสำคัญ คือ ศึกษาข้อมูลก่อนทำให้ดี ๆ เพราะถ้าไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ก็ทำให้คุณเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปฟรี ๆ ได้

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที เข้าไปทุกชั้นของผิว ตั้งแต่ ผิวชั้นบนโดยจะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางใช้หัว 3.0 mm ผิวชั้น SMAS ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

 

อยากรู้ไหม ทำ hifu กี่วันหายบวม ?

สำหรับทุกคน ล้วนมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องริ้วรอย และในคนส่วนมาก ที่ฉีดโบท็อกแล้วรู้สึกว่ากล้ามเนื้อนั้นแข็งแรงเกินไป ไม่ว่าการขยับใบหน้า หรือยิ้ม นั้น รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ แต่การแก้ปัญหาด้วยเครื่อง hifu นั้น ที่สามารถยิงเรียงเป็นเส้นเพื่อยกกระชับผิวตามแนวที่ต้องการได้ จึงทำให้ hifu นั้นเป็นอีกตัวเลือกอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่นำมาใช้ลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับผิว ด้วยที่ว่า สาเหตุของริ้วรอยนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่กล้ามเนื้อทำงานเยอะ แต่เกิดจากชั้นผิวของเรานั้นขาดคอลลาเจนแล้วบางลง และเมื่อผิวบางลงก็ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น และวิธีที่จะทำให้ชั้นผิวหนังหนาขึ้นนั้นก็คือ การสร้างคอลลาเจน กระตุ้นคอลลาเจนเข้าไปในผิว ซึ่งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในตอนนี้นั้นก็คือการใช้คลื่นเสียงยิงเป็นจุดโฟกัสเล็กๆ ลงใต้ผิวหนัง ซึ่งเหมาะมากกับคนที่ต้องการกระชับและลกริ้วรอยแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วยค่ะ hifu ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่ว่าจะเป็น ผิวหย่อนคล้อย แก้มย้อย เหนียงเยอะ หางคิ้วตก ลดร่องแก้มตื้นขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง กรอบหน้าไม่ชัดเจน เน้นหน้าเรียว v-Shape ช่วยลดริ้วรอย บริเวณรอยย้นที่หน้าผาก หางตา ตีนกา กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้หน้ากระจ่างใส ช่วยลดรอยฝ้ากระได้

หลังทำ hifu หน้าบวมกี่วัน?

จริง ๆ แล้วหลังจากการทำ hifu นั้นจะหายบวมใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ โดยหลังทำ hifu นั้น หน้าจะมีอาการบวมเป็นปรกติค่ะ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกันแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยมากน้อยไม่เหมือนกัน และริ้วรอยที่เกิดขึ้นมานั้น ตื้นหรือลึก และด้วยอีก ปัจจัยหนึ่งนั้นก็คือ การใช้เครื่องเกรดดี พลังงานสูงและยิงเน้นบริเวณแก้มส่วนล่าง จะบวม 1-2 สัปดาห์ เป็นปรกติค่ะ จะได้ผลดีในการยกกระชับและอีกทั้งยังอยู่ได้นาน แต่ถ้าใช้เครื่องเกรดต่ำ ข้อเสียของเครื่งเกรดต่ำนั้นคือ

  1. พลังงานไม่คงที่ บาง shot แรงมาก บาง shot เบามาก หมอจึงไม่กล้าใช้พลังงานสูง เพราะ shot ที่แรงเกินไป จะทำให้ผิวไหม้ หน้าบวม และอาจจะโดนเส้นประสาท และทำให้หน้าเบี้ยวได้ การที่หมอใช้พลังงานต่ำลง ทำให้ยิงแล้วไม่เจ็บ อาจทำให้เห็นผลบ้าง แต่จะอยู่ไม่นาน
  2. จุดของพลังงานจะไม่โฟกัส บางจุดร้อนตรงกลาง บางจุดไม่ร้อน ไม่มีความสม่ำเสมอ ทำให้เห็นผลน้อยลง
  3. รอบประมวนผลในการปล่อยพลังงานต่ำ ใช้เวลาในการยิงนานขึ้น โดยที่ได้ผลเท่าเดิม
  4. ใน 1 หัวยิง สมมุติว่ามี 20,000 shot shot ที่ยิงออกมาแรง ๆ จะพลังงานสูง shot ท้าย ๆ จะพลังงานต่ำลง ทำให้ได้ผลน้อยลง

และหลังจากการทำ hifu  บางท่านนั้นอาจจะมีรอยแดงบ้างหลังการทำทันที แต่ก็จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง แต่บางท่าน  อาจจะรู้สึกเมื่อยระหว่างทำ หรือหลังทำเสร็จ เหมือนใบหน้าไปออกกำลังกายมา ซึ่งนั้นก็แปลว่าความร้อนนั้นกำลังทำงานอยู่ และถ้าหากใช้พลังงานสูงเกินไป กับคนที่มีผิวบางนั้น  อาจจะทำให้เกิดตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นบางจุดได้ โดยตุ่มนั้น อาจจะขึ้นในวันแรก หรือหลังทำ 1 วันแต่ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไปและก็ไม่ต้องกังวลนะคะ 1-2 วัน ตุ่มแดงนั้นก็จะหายไปค่า ไม่เป็นแผลไม่มีรอยแน่นอน และหลังการทำบางท่าน อาจจะรู้สึกหน้าแห้งก็เป็นเพราะว่ายังมีความร้อนอยู่ภายใน ขอแนะนำให้ทาครีมบำรุงในช่วงแรก ๆ และงดในการนวดหน้าถูหน้าแรง ๆ ค่า และการที่ใช้พลังงานต่ำ หรือกับเครื่องที่ไม่ได้มาตฐาน นั้น จุดที่พลังงานสูงกระจาย ไม่เป็นเส้นเรียงกัน ก็จะบวม 1-2 สัปดาห์เช่นกัน แต่จะไม่ค่อยเห็นผลค่ะ  ดังนั้นก่อนที่จะทำนั้นก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน ว่าเครื่องที่ใช้นั้น เป็นเครื่อง hifu ของแท้ ที่ได้มาตฐานเครื่องที่ใช้เป็นเครื่องแบบไหน ยี่ห้ออะไร  มี อย. ไหม เราควรขอดู อย.เครื่องด้วย บางครั้งเครื่อง ที่ใช้อาจไม่ได้มาตฐาน ไม่มี อย. อย่างที่บอกข้อเสียจะอยู่ที่หน้าของเรา เอง เพราะเหตุนี้จึงต้องทำการเช็คให้รอบครอบ ก่อนที่จะเข้าการรักษา จึงจะทำการทำออกมานั้นได้ผลดีและเป็นที่หน้าพึงพอใจค่ะ

ในการทำ 1 ครั้งนั้น จะอยู่ได้ราว 5-6 เดือนเลยที่เดียวค่ะ และจะเห็นผลเต็มที่ตอน 2-3 เดือน และถ้าหลังจาก 3 เดือนไปแล้วนั้น ยังอยากที่จะกระชับผิวมากขึ้นอีก ก็ยังสามารถกลับมาทำซ้ำได้อีกเรื่อย ๆ เพื่อสร้างคอลลาเจนในผิวขึ้นเรื่อย ๆ หน้าก็จะยิ่งดูเด็กลง โดย hifu นั้น มารถทำได้บ่อย เพราะว่าไม่ต้องใช้เข็มแต่จะใช้เป็นหัวยิงแทน ยิงเป็นคลื่นสั่นลงไปใต้ผิว เป็นจุดเล็ก ๆ แล้วจะทำให้ผิวนั้นยกกระชับ เห็นผลในครั้งแรกทันทีประมาณ 20% และจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับเรื่อย ๆ ในการใช้เครื่อง hifu นั้นจริงๆแล้วจะต้องเจ็บในระดับหนึ่งค่ะ แต่ถ้าไม่มีอาการเจ็บเลยนั้น แสดงว่าเครื่องที่ใช้นั้นไม่ได้มาตฐาน หรือเพราะหมอปรับระดับพลังงานต่ำเกินไปจนไม่มีอาการเจ็บเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นผลลับที่จะได้นั้นอาจจะไม่ดี หรือไม่เห็นผลเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเครื่องแท้ ที่ได้มาตฐานอยู่แล้วนั้น

คนไข้ไม่อยากให้เจ็บมากเท่าไหร่หรือตามที่คนไข้รับมือไหวที่ไม่ต้องเจ็บจนเกินไป สามารถเลือกระดับ ที่ทนไหวได้ แล้วใช้การมาทำบ่อยๆแทนก็จะได้ผลเหมือนกันค่ะ หรือจะยอมเจ็บครั้งเดียวไปเลย ก็ได้ค่ะเพราะเห็นผลลับที่ต้องการเร็วขึ้นโดยที่ไม่ต้องมาทำบ่อย ๆ

หลังทำ hifu ควรทำอย่างไรบ้าง

การดูแลตัวเองหลังทำ hifu นั้น ปรกติแล้ว 1-4 วันแรกจะรู้สึกเจ็บ และ ระบม ในบริเวณที่หมอเน้นค่ะ อย่างเช่น โหนกแก้ม กระเปาะแก้ม เหนียง แนวกราม เพราะเป็นบริเวณที่เครื่อง จะส่งพลังงานเข้าไป ทำให้ แผ่นเอ็นยกหดรั้งตัว จึงทำให้ผิวหน้าทั้งแผงยกกระชับขึ้น ระยะเวลาที่ hifu จะออกฤทธิ์ ยกกระชับผิว คือ 4 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผล หน้า กระชับ เรียว ตึง แต่ถ้าหากเป็นการทำครั้งแรกนั้น แนะนำให้ทำครั้งที่ 2 ห่างกัน ประมาณ 45 วัน แล้ว ทำซ้ำทุก ๆ 5-6 เดือน เหมือนการร้อยไหม แต่ถ้าคนไข้อายุเยอะนั้น การสร้างคอลลาเจนไม่ดี ควรที่จะทำซ้ำ ทุก ๆ 3 เดือนค่ะ ทำครั้งหลัง ๆ จะเริ่มเจ็บน้อยกว่าครั้งแรก และทำครั้งที่ 3 ขึ้นไป ในหลังการทำ hifu นั้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติเลยค่ะ ใช้หน้าได้เลย อีกทั้ง ผิวไม่ตึงและยังไม่เป็นก้อนอีกด้วย และยังมีวิธีดูแลตัวเอง ดังนี้ค่ะ

  1. สามารถแต่งหน้าทาครีมบำรุงผิวได้ตามปรกติ แต่ขอแนะนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า spf สูงๆเสริมจากเดิมเพื่อป้องกันแสงแดด
  2. ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้ง สัก 1-2 สัปดาห์ เพื่อที่ส่งเสริมคอลลาเจนใต้ผิว
  3. ถ้าหากมีอาการ เมื่อย หรือ ตึงผิว ก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวด หรือ ถูใบหน้าอย่างแรง ควนนวดหน้าโดยการครึงเบาๆ
  5. ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือว่าดื่มแอลกอฮอล์ จะทำทำให้ไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนังได้

ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

การทำ hifu นั้น ใช้เวลาไม่นานนักเพียงแค่ 30 นาที แต่สิ่งที่จะได้กลับมานั้นคุ้มค่ากว่า เพราะจะได้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนประมาณ 30%  ทันทีภายหลังทำ และจากนั้นประมาณ1-3 เดือน ร่างกายนั้นจะทำการกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจน และ อิลาสติน จึงยิ่งเห็นผลอย่างชัดเจน อย่างเต็มศักยภาพ ในการยกกระชับ และผลของการรักษาสามารถคงอยู่ได้ต่อเนื่อง ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี และในหลายคนมีคำถามว่า ต้องกลับมาทำซ้ำหรือไม่? โดยทั่วไปแล้วนั้น แพทย์จะทำการแนะนำให้ทำเฉลี่ย ปีละครั้ง แต่ทั้งนี้ สำหรับบางรายต้องการให้ใบหน้ายกกระชับ เป๊ะตลอดเวลา อาจจะต้องมาทำทุก 6 เดือน ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคลเป็นหลักค่ะ

 

 

 

ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ในยุคปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำศัลยกรรม การแต่งเสริมเติมแต่ง รูปร่าง และใบหน้านั้น เป็นที่นิยมสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ทำให้ปัจจุบัน คลินิกเสริมความงาม สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าใครก็สามารถใช้บริการได้ และวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับนวัตกรรมที่สามารถยกกระชับผิว ทำให้ผิวบริเวณที่ต้องการดูอ่อนเยาว์ สดใส อ่อนวัย ลดอายุลงไปอีก โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว นั่นก็คือ โปรแกรมยกระชับผิว HIFU และ โปรแกรมยกกระชับผิว RF ทั้งสองโปรแกรมนี้หลาย ๆ ท่าน อาจเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว เนื่องจากเป็นนวัตกรรมด้านผิวพรรณที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โปรแกรมทั้งสองนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีปัญหา ผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใสเท่าที่ควร มีริ้วรอยของอายุ ใบหน้าและผิวหนังหย่อนคล้อย โปรแกรมยกกระชับนี้ จะช่วยยกกระชับใบหน้าและส่วนที่หย่อนคล้อยให้กระชับมากขึ้น และทำให้ริ้วรอยบนในหน้าที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นหายไป ทั้งสองโปรแกรมคืออะไร จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร  เรารวบรวมบทสรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านในบทความนี้ค่ะ

HIFU คืออะไร

HIFU หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focus Ultrasound เป็นการยกกระชับผิว โดยใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที โดย คลื่นอัลตร้าซาวด์ นี้จะมีหน้าที่เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการยกกระชับให้ผิวที่หย่อนคล้อย เข้ารูปหน้า และกรอบหน้าคมชัดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และอ่อนวัยมากขึ้น และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า HIFU เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย
  3. ผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก หนังตาตก
  4. ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มตื้น
  5. ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด และต้องการให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น
  6. ผู้ที่มีปัญหารอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก
  7. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ
  8. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส

ข้อดีของการทำ HIFU

มีใบหน้าที่สดใส กระชับ อ่อนเยาว์ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็ม หรือ เข้ารับการผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวหน้าให้เจ็บตัว โปรแกรมยกกระชับผิว HIFU สามารถทำได้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องใช้ ยาชาหรือเข็ม โดยในระหว่างการทำโปรแกรม ผู้เข้ารับโปรแกรมจะรู้สึกสบายผิว ไม่มีอาการเจ็บ หรือแสบร้อน มีเพียงความรู้สึกอุ่นเพียงเล็กน้อย ทำให้นอกจากรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังรู้สึกผ่อนคลายร่วมด้วย และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าได้ เช่น ริ้วรอยตีนกา ริ้วรอยบนหน้าผา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้ใบหน้าดูสดใส ไม่หมองคล้ำ และยังลดปัญหาเหนียง ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งยังไม่มีรอยแดงหลังการเข้ารับโปรแกรม ทำเสร็จสามารถแต่งหน้าต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องพักฟื้นและนอกจากการยกกระชับบริเวณใบหน้าแล้ว โปรแกรม HIFU ยังสามารถยกกระชับผิวในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

ข้อเสียของการทำ HIFU

ภายหลังจากการทำอาจมีอาการตึงหรือเมื่อยในบริเวณที่เข้ารับโปรแกรม และหลังจากการเข้ารับโปรแกรมการยกกระชับผิว HIFU จะรู้สึกได้ทันทีว่าบริเวณที่ได้ทำการยกกระชับผิวนั้น ผิวดูอิ่มน้ำขึ้นเล็กน้อย และมีอาการตึงขึ้นโดยที่สามารถมองเห็นได้ แต่อาการเหล่านี้จะสามารถหายไปได้เองภายในระยะเวลา 1-2 วันเท่านั้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU

หลังการเข้ารับโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU จะเห็นผลทันที 25-30% บริเวณที่เคยมีผิวหย่อนคล้อยจะรู้สึกตึงขึ้น เช่น ใบหน้าดูเรียว กรอบหน้าคมชัดมากขึ้น ผิวหน้าดูใสและดูอิ่มน้ำ ร่องรอยตีนกาและริ้วรอยต่าง ๆ จางลงแบบเห็นได้ชัด

RF คืออะไร

RF หรือที่มีชื่อเต็มว่า Radio Frequency เป็นการยกกระชับผิวโดยวิธีการปล่อยคลื่นวิทยุที่มีช่วงความถี่อยู่ในระหว่าง 0.3 – 0.5 MHz ซึ่งมีการวิจัยมาแล้วว่าคลื่นวิทยุความถี่อ่อนนี้ปลอดภัย สามารถใช้กับใบหน้าและร่างกายได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย คลื่นวิทยุจะผ่านทะลุจาก ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) และ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) เมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น หลอดเลือดขยายตัวช่วยให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี ของเสียในระบบน้ำเหลืองถูกขับออกมา

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า RF เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่ต้องการกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย
  2. ผู้ที่ต้องการจัดการปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด
  3. ผู้ที่ต้องการลบเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้จางลง
  4. ผู้ที่ต้องการรักษาผิวหน้าให้เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง และหลุมสิวตื้นขึ้น
  5. ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าไม่เรียว ไม่เข้ารูป

ข้อดีของการทำ RF

ข้อดีหรือประโยชน์ของการทำ RF นั้นมีมากมาย RF มีความปลอดภัยสูง และไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และยังสามารถช่วยกระชับสัดส่วน กำจัดเซลลูไลท์ และไขมันสะสมตามบริเวณต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็มหรือเข้ารับการผ่าตัด การทำ RF นาน 30 นาที จะช่วยให้สลายไขมันได้มากถึง 5 กรัม และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ใบหน้า, สะโพก, หน้าท้อง, แขน, ขา, ยกกระชับผิว และหน้าอก เร่งให้เกิดการเผาพลาญไขมันในร่างกาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ช่วยให้ผิวบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้น ทั้งยังสามารถปรับสีผิวให้สว่างใสขึ้น

ข้อเสียของการทำ RF

หากดื่มน้ำน้อยหลังจากที่เข้ารับการทำ RF จะทำให้กระบวนการขับของเหลวออกจากร่างกายไม่ได้ผลเท่าที่ควร ไขมันและของเสียจะสะสมอยู่ภายในร่างกาย ทำให้ผลการรักษาได้ผลไม่ดีนัก และไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และการทำ RF ในกรณีที่ทำเพื่อลดไขมันนั้น ผู้ที่เข้ารับโปรแกรมการทำ RF ต้องมีวินัยเป็นอย่างมากในการดูแลรักษาสภาพร่างกายหลังทำ ควบคุมอาหาร และต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ และผลการทำ RF ในแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ, การดูแลรักษาผิวพรรณ ทั้งก่อนหน้าและหลังการทำ RF และการทำ RF ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาฝ้าบนผิวหน้า เนื่องจากการทำ RF มีความร้อน จะทำให้เม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว RF

หลังจากเข้าโปรแกรมกระชับผิว RF ผิวจะเรียบเนียน ขาวใสมากขึ้น รอยคล้ำใต้ตา ผิวหนังในบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นแบบเห็นได้ชัด ตลอดจนริ้วรอยต่าง ๆ จางลง

ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ข้อแตกต่างระหว่าง HIFU และ RF นั้น HIFU จะใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูง เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว เพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ส่วน RF ใช้คลื่นวิทยุที่มีความถี่อ่อน ทะลุจากชั้น ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) ลงไปจนถึง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) และเมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ผิวหนังกระชับ ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

ทั้งสองโปรแกรมนั้นมีความคล้ายคลึงกันและถือได้ว่าดีทั้งคู่ หากต้องเลือกโปรแกรมในการทำ ควรเลือกโปรแกรมที่เข้ากับความต้องการของตนเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด และตรงตามความต้องการ และยิ่งไปกว่านั้นการเลือกสถานที่ในการรับบริการก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกโรงพยาบาล หรือ คลินิก ที่ได้มาตรฐานจะทำให้มั่นใจ หมดกังวลใจ เพราะมีบุคลากรแพทย์ที่น่าเชื่อถือ คอยให้คำแนะนำและการดูแลทั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม และมั่นใจได้ในเรื่องของความสะอาดและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน