ตอบทุกข้อสงสัยของการทำ Hifu

Hifu เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่หลาย ๆ ท่านคงได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย สำหรับสาว ๆ ที่รักการดูแลตัวเอง คงคุ้นเคยกับนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ชื่อว่า Hifu กันเป็นอย่างดี ซึ่งหลัก ๆ แล้วของความนิยมที่สาว ๆ หลาย ๆ ท่านที่นิยมทำ Hifu ก็เนื่องจากผลลัพธ์หลังการทำที่เห็นได้ทันทีก็คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กขึ้น และดูเต่งตึง โดยไม่ต้องฉีดสารเข้าไปในผิว หรือการผ่าตัดและการเย็บกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังใด ๆ เฉกเช่นสมัยก่อนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำ เพียงแค่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงทาบผ่านผิวหนังเพียงเท่านี้ ท่านก็จะมีผิวหน้าที่เรียบเนียน และหน้าที่ดูเรียวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ทราบรายละเอียดในการทำและการปฎิบัติตัวต่าง ๆ ก่อนและหลังทำนั้น ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและข้อสงใสต่าง ๆ รวมถึงคำถามยอดฮิตอย่าง ผู้ที่ตั้งท้องนั้นสามารถทำ Hifu ด้วยได้หรือไม่

Hifu คืออะไร

ขอเล่าก่อนว่าหัตถกรรมทางการแพทย์ในสมัยก่อนนั้น การที่จะทำให้ผิวหน้านั้นยกกระชับขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัดให้ลึกไปถึงชั้นผิว SMAS และทำการกรีดและเย็บขึ้นใหม่ เพื่อยกกระชับผิวหน้าภายนอกให้หายหย่อยคล้อยอย่างแรกเราต้องทำความรู้จักกับ Hifu นวัตกรรมใหม่ที่มาเพียงไม่กี่ปี ก็เป็นที่นิยมและกล่าวถึงกันอย่างแผ่หลาย เป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมดแต่อย่างได้ ไม่เจ็บปวดและทรมานผิวหน้าอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมนี้คือการใช้เครื่องเทคโนโลยี คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ทาบไปบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ เพื่อให้คลื่นความถี่สูงไปสร้างความร้อนภายใต้ผิวหนัง ไปยังชั้นผิว SMAS (ชั้นผังผืดที่อยู่ใต้ผิวหนังถึง4.5มม.) โดยกระบวนการนี้จะทำให้ชั้น SMAS นั้นเกิดความร้อนจนชั้นผิวนั้นหดตัวตึงขึ้น และคลื่นความที่นี้ยังกระตุ้นให้ผิวชั้น SMAS นั้นสร้างคอลลาเจนขึ้นได้โดยธรรมชาติ เหตุนี้จึงส่งผลทำให้ผิวหน้าของท่านนั้นยกกระชับขึ้น ลดความหย่อยคล้อยของผิวที่ขาดคอลลาเจนได้อีกด้วย

Hifu ดีอย่างไร

นอกจากการที่ Hifu นั้นช่วยในการยกกระชับผิวโดยตรงแล้วนั้น Hifu ยังช่วยให้ผิวนั้นนุ่มนวล เรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วยด้วย ไม่เพียงแค่นี้นวัตรรมยอดฮิตแบบนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่งการทำ Hifu นั้นมีข้อดีที่จะส่งผลกับผิวดังนี้

  1. ยกกระชับผิวให้ตึงขึ้น
  2. ทำให้หน้านั้นดูเรียวเล็ก
  3. ทำให้ผิวเรียบเนียนและเต่งตึง
  4. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ช่วยเรื่องของเหนียงที่หย่อยคล้อย

Hifu มีข้อจำกัดอะไรบ้าง

นวัตกรรม Hifu นั้นข้อจำกัดนั้นมีอยู่น้อยมากถ้าเทียบกับนวัตกรรมตัวอื่น ๆ เพราะ Hifu นั้นสามารถทำรวมกับหัตกรรมทางการแพทย์ตัวอื่น ๆ ได้ เช่น ท่านที่ร้อยไหมมา หรือท่านที่ฉีดโบท็อกมาก่อนหน้านี้ ก็สามารถเข้ารับการทำนวัตกรรมนี้ได้ โดยผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปก็สามารถเข้าทำ Hifu ได้ตามปกติ

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า Hifu นั้นคือการใช้คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ซึ่งคลื่นความถี่นี้ไม่มีความอันตรายใด ๆ ต่อผู้ใช้ที่ไม่ได้ตั้งครรถ์ แต่สำหรับท่านที่กำลังตั้งครรถ์ หรือท้องอยู่นั้น ทางเราไม่แนะนำให้ทำ Hifu เพราะการทำ Hifu นั้นจากการปล่อยคลื่นความถี่สูงในชั้นผิวที่ลึก อาจทำให้ท่านนั้นรู้สึกเจ็บ และจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ไม่ว่าจะเป็นการเกร็งมือเกร็งเท้าระหว่างการทำ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อภายในอย่าง มดลูก ยิ่งถ้าอายุครรถ์ที่มากการที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็งนั้น จะส่งผลทำให้เด็กคลอดได้ทันที คำแนะนำจากทางการแพทย์คือ ไม่ควรทำ Hifu ขณะตั้งครรถ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวแม่และเด็กนั้น จำเป็นที่จะต้องรอหลังคลอดแล้วท่านจึงสามารถเข้ารับบริการได้ทันที

คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ตั้งครรถ์

แท้จริงแล้วผู้ที่กำลังตั้งครรถ์อยู่นั้นสามารถทำทรีทเม้นต์ต่าง ๆ ของบริการการดูแลผิวหน้าได้ตามปกติ และรวมถึงการทำ ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ การทำหัตถกรรมพวกนี้ท่านที่ตั้งครรถ์สามารถทำได้แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงหัตถกรรมใหญ่ ๆ เช่นการทำ Hifu, Ulthera รวมถึงการทำ Laser นั้นมีกระบวนการทำที่จะทำให้คนไข้หรือท่านเองนั้นรู้สึกถึงความเจ็บมากหรือน้อยก็แล้วแต่ล่ะบุคคล ซึ่งความเจ็บนี้จะทำให้ท่านนั้นเกิดความเกร็ง กล้ามเนื้อต่าง ๆ เกิดการหดตัว จึงทำให้มีผลกระทบต่อคุณแม่ที่ตั้งครรถืไปยังลูกน้อยในท้อง ฉะนั้นผู้ที่ตั้งครรถ์ควรศึกษาข้อมูลของการทำหัตถการแต่ล่ะตัวให้แน่ชัด หรือรอหลังการคลอดก็สามารถทำทุกอย่างได้เป็นปกติ

Hifu ตอนทำรู้สึกอย่างไร

จากที่หลาย ๆ ท่านรับทราบถึงข้อมูลและข้อจำกัดที่มีของการทำ Hifu ครบแล้วนั้น สำหรับท่านที่ไม่เคยเข้ารับบริการนวัตกรรมนี้ก็คงสงสัยไม่แพ้กันว่าความรู้สึกตอนทำ Hifu นั้นมีความรู้สึกอย่างไร จะเจ็บเหมือนเวลาร้อยไหม หรือเจ็บเท่าการฉีดโบท็อกหรือไม่ โดยที่ก่อนการทำ Hifu นั้นจะมีการทาเจลเย็น ๆ บนผิวที่ต้องการทำก่อนเสมอ และในขณะที่คลื่นความถี่สูงนี้ถูกลงไปบนผิวหน้า ท่านจะมีความรุ้สึกเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่มพร้อมกับความอุ่นจากเครื่อง จึงทำให้ท่านนั้นไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด ซึ่งความรู้สึกของแต่ล่ะท่านนั้นจะต่างกันไปตามความเคยชินของการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ผ่านมา

Hifu ทำแล้วเห็นผลเลยไหม

สำหรับคำถามยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็อยากทราบว่าหลังจากการทำ Hifu นั้นผิวจะยกกระชับขึ้นทันทีเลยหรือไม่ ขอกล่าวตรงนี้เลยว่าหลังจากการทำเสร็จนั้น ท่านจะเห็นผลทันทีประมาณ 20-30% โดยเฉพาะช่วงกรอบหน้าหน้าที่จะชัดขึ้น เพราะใต้ชั้นผิวถูกความร้อนจนทำให้ผิวหน้ายกกระชับเข้ารูปตามกรอบหน้า พอผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนผิวหน้าจะค่อย ๆ กระชับมากขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่ตามสภาพผิวพื้นฐานของแต่ล่ะบุคคล

ข้อแนะนำการทำ Hifu ให้เห็นผล

แท้จริงแล้วการทำ Hifu นั้นเป็นการใช้คลื่นความถี่สูง โดยไม่มีการฉีดหรือผ่าตัดใด ๆ ในการทำให้ผิวนั้นยกกระชับขึ้น ดังนั้นสำหรับท่านที่เข้ารับบริการแล้วหรือสนใจในการทำ Hifu นี้ ควรที่จะต้องมีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่เต็มที่ โดยแบ่งการปฏิบัติตัวตามข้อต่อไปนี้

ก่อนการทำ Hifu

  • สำหรับท่านที่เคยเป็นโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ
  • สำหรับวันที่ทำ Hifu ไม่ควรแต่งหน้าหรือทารองพื้น เพราะการทำนั้นจะต้องทำความสะอาดใบหน้าก่อนเริ่มทำ

หลังการทำ Hifu

  • ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการทาครีมกันแดดอย่างเป็นประจำ
  • แนะนำให้รัปประทานวิตามินจำพวก คอลลาเจน จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น
  • ควรเลี่ยงการสูบบุหรี่และเดิมแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง

นอกจากนี้ท่านก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ท่านสามารถไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลังจากการทำทันที โดยไม่มีการเกิดรอยแดงหรือแผลใด ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้า ซึ่งสำหรับท่านที่อยากให้ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมากขึ้นแนะนำให้ทำ Hifu อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ 6 เดือน หรือตามที่แพทย์แนะนำ โดยรวมแล้วการ Hifu นั้นเหมาะกับผู้หญิงที่มีปัญหาผิวหน้าที่ยังหย่อยคล้อยแต่ไม่มากนัก คือช่วงประมาณอายุ 25-35 ปี ที่มีร่องแก้มที่ลึกขึ้น รอยตีนกา หรือร่องรอบดวงตา เพราะคอลลาเจนนั้นเริ่มที่จะผลิตได้น้อยลง หรือช้าลงนั้นเอง ถ้าท่านนั้นดูแลผิวตั้งแต่เริ่มต้นที่ปัญหาของผิวนั้นยังไม่มากเกินไป ก็จะสามารถเห็นผลได้ชัดเจนและผิวจะดีคงทนอยู่นานกว่า ถ้าท่านรอให้ผิวหน้านั้นเสื่อมสภาพไปนาน ๆ แล้วค่อยเข้ารับการดูแล แต่สำหรับท่านที่มีอายุมากแล้วมีปัญหาผิวที่เยอะกว่า ก็สามารถทำ Hifu ร่วมไปกับหัตถกรรมอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม้ หรือการฉีดโบท็อก ควบคู่กันไปได้

เผยความลับ Hifu ยกกระชับใบหน้า ต้องทำกี่ช็อตถึงจะเห็นผล

ปัญหาหน้าบาน แก้มกลม หน้าเหลี่ยม ถือเป็นปัญหาพาหนักใจอันดับต้น ๆ ของใครหลายคน เพราะใบหน้าถือเป็นสิ่งแรกที่มองเห็นในกระจก โดยเฉพาะสาว ๆ ถ้ามีใบหน้าที่ไม่ได้รูป คงจะน่ากลุ้มใจอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการทำศัลยกรรม จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่หลายคนเลือกจะทำ ซึ่งวิธีการทำศัลยกรรมนั้นบอกเลยว่า ถ้าไม่ได้คุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญ คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานก็อาจจะผิดหวังกลับมาก็เป็นได้ นอกจากเสียดายเงินแล้ว ยังเสียใบหน้าธรรมชาติที่อาจเรียกคืนกลับมาไม่ได้อีกด้วย

ทำให้ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รวมไปถึงเลเซอร์ชื่อดังอย่าง Hifu ที่ใคร ๆ ก็แห่พากันไปทำเต็มไปหมด เพราะเป็นนวัตกรรมแก้ไขปัญหา ยกกระชับใบหน้า โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด และพักฟื้น อยากรู้แล้วล่ะสิว่า Hifu นั้นคืออะไร วันนี้เราจะพา Hifu มาให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกันค่ะ

Hifu ยกกระชับใบหน้า คืออะไร ?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมความงามในรูปแบบใหม่ ที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง โดยมีพัฒนาการมาจากอัลตร้าซาวด์ที่ใช้ดูครรภ์ทางการแพทย์ ทำให้การันตีถึงความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยการทำงานของ Hifu นั้นจะทำให้เกิดความร้อนในบริเวณใต้ชั้นผิว โดยสามารถกำหนดความลึกในแต่ระดับของปัญหาผิวได้ โดยสามารถลงไปถึงระดับลึกอย่างชั้น  SMAS หรือ Superficial Musculo Aponeurotic System ซึ่งเป็นชั้นผิวที่ทางการแพทย์ใช้ผ่าตัดศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานของ คอลลาเจน และ อิลาสตินใต้ชั้นผิวหนัง ให้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ผิวหน้าดูยกกระชับ และมีความอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด ที่สำคัญการส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์จะไม่ส่งผลกระทบต่อผิวชั้นนอกแต่อย่างใด 

ใครบ้างที่เหมาะจะทำ Hifu ยกกระชับใบหน้า

เมื่อย่างเข้าอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่ใบหน้าจะเริ่มออกอาการ มีความหย่อนคล้อยให้เห็นบ้าง ทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ เช่นบริเวณ ร่องแก้ม ร่องใต้ตา เริ่มสามารถมองเห็นได้ และหากปล่อยไปนาน ๆ เข้า ผิวหน้าก็จะปรากฎความหย่อนคล้อยให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นควรเริ่มต้นดูแลใบหน้าให้มีความกระชับอยู่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุยังไม่มาก เพื่อป้องกันปัญหาที่จะต้องเสียเงิน และใช้เวลามาก ในช่วงที่อายุเยอะ การทำ Hifu นั้นจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องริ้วรอย ผิวหนังหย่อนคล้อย กระชับรูขุมขน อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด รวมถึงการยกกระชับใบหน้าหรือยกแนวคิ้วให้ขึ้น และผู้ที่ต้องการลดเลือนริ้วรอย ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ลดเหนียงใต้คางหรือลดคางสองชั้น

ทำ Hifu ยกกระชับใบหน้า แล้วจะรู้สึกเจ็บไหม ?

หลายคนพอได้รู้ว่าการทำ Hifu นั้นจะสามารถลงลึกได้ถึงชั้น  SMAS หรือ Superficial Musculo Aponeurotic System ซึ่งเป็นชั้นที่ทางการแพทย์ใช้ผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า ก็พากันไม่กล้าทำ เพราะกลัวเจ็บ แต่ที่จริงแล้วการทำ Hifu นั้นต่างจากการผ่าตัดหลายเท่า เพราะไม่จำเป็นต้องทายาชาก่อนทำด้วยซ้ำ แค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจ็บ ใช้การประคบเย็นเพื่อเตรียมผิวให้ก่อนทำก็สามารถทำได้ ในระหว่างทำอาจมีความรู้ จี๊ด ๆ ที่บริเวณผิวบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผลระหว่างการทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

Hifu ยกกระชับ ทำได้บริเวณไหนบ้าง ?

– ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอยเส้นยาว รอยพับย่นของหน้าผาก

– ริ้วรอยบริเวณระหว่างคิ้ว ปัญหาปมที่เกิดจากพฤติกรรมเช่นการ ขมวดคิ้ว ยักคิ้ว

– ริ้วรอยบริเวณหางตา ตีนกา หนังตาตก ให้รอบดวงตาดูสดใส ไม่หมองคล้ำ

– ริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก แก้ไขให้ดูตื้นขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นหลังทำ

– ยกคิ้ว ใช้ให้ดวงตาดูกลมโต สดใสมากยิ่งขึ้น

– คางสองชั้น แก้ไขปัญหาเหนียง คางจม ทำให้หน้าดูอ้วน กลม

– ยกมุมปาก แก้ไขปัญหาใบหน้าบูดบึ้ง มุมปากตก ให้ดูอมยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ

– ปรับโครงหน้า ให้หน้าดูเรียว มีมิติ เพิ่มความ V-shape ของใบหน้ามากยิ่งขึ้น

ข้อดีของการทำ Hifu ยกกระชับ

สำหรับการทำ Hifu นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่อง ริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ร่องลึกบนผิวหน้า โดยไม่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ หรือผ่าตัด อีกทั้งราคาในการทำมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเมื่อเทียบเท่ากับการศัลยกรรม พร้อมทั้งสามารถทำการรักษาได้บ่อยครั้ง ในการรักษาไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา หรือทายาชา เพียงแค่ใช้การประคบเย็น เพื่อเตรียมชั้นผิวให้พร้อมก่อนทำเท่านั้น หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น เพราะไม่มีบาดแผลใด ๆ หลังทำเสร็จ จะสามารถเห็นผลหลังทำได้ประมาณ 10 – 20% ทันที แก้ไขปัญหา ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้เรียบเนียน โครงหน้าชัดขึ้น บริเวณที่ทำดูดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติตั้งแต่หลังทำทันที

ขั้นตอนการทำ Hifu ยกกระชับ

แพทย์จะทำการประเมินจำนวนช็อต และออกแบบรูปทรงของใบหน้าอย่างเหมาะสม จากนั้นจึงจะทำความสะอาดผิวหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนทำ โดยแพทย์จะทำการปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวนด์เข้าสู่บริเวณชั้นผิวของคนไข้ ระหว่างนี้อาจจะรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณผิวหนังชั้นบนเพียงเล็กน้อย แต่จะไม่ถึงขั้นรู้สึกเจ็บแต่อย่างใด

การเตรียมตัวก่อนทำ Hifu ยกกระชับ

– ควรเลือกคลินิก หรือ โรงพยาบาล ที่มีมาตรฐาน มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ Hifu

– ปรึกษาแพทย์เพื่อออกแบบใบหน้า และประเมิณจำนวนช็อตก่อนทำทุกครั้ง

– ตรวจเช็คสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หยุดทานอาหารเสริมประเภทวิตามินอี น้ำมันปลา หรือยาแอสไพริน

– สตรีมีครรภ์ หรือ ให้นมบุตร ไม่ควรฉีด แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเข้ารับการรักษา

วิธีปฏิบัติตัวหลังทำ Hifu ยกกระชับ

– สามารถทาครีมบำรุงผิวหน้า แต่งหน้าได้ตามปกติ

– ควรหลีกเลี่ยงการออกแสงแดดกลางแจ้งอย่างน้อย 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อให้คอลลาเจน และ อิลาสตินเกิดการฟื้นฟูใต้ชั้นผิวได้อย่างเต็มที่

– ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแสงแดด

– หลีกเลี่ยงการทำทรีทเมนต์ นวด ถู บริเวณหน้าอย่างน้อย 1 – 2 สัปดาห์

Hifu ต้องทำกี่ช็อต กี่ครั้ง ถึงจะเห็นผล

สำหรับการทำ Hifu ที่หลายคนเกิดความสงสัยว่าจะต้องทำทั้งหมดกี่ครั้ง หรือ กี่ช็อต ทั้งนี้ผลลัพธ์หลังทำนั้นย่อมแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษาทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์เป็นผู้ประเมิณปัญหาของแต่ละบุคคล เพราะใบหน้าย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณไขมัน ความหย่อนคล้อย หรือ สภาพผิว ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรักษาแทบทั้งสิ้น โดยการทำ Hifu หลังทำจะสามารถเห็นผลได้ในทันทีประมาณ 10 – 20% เพราะผิวจะเกิดการหดตัวของความร้อนจากคลื่นอัลตร้าซาวน์ และจะเห็นผลเต็มที่ใน 1 – 2 เดือน หลังจากทำ โดยเมื่อทำเสร็จสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้น

Hifu สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้มั้ย ?

การทำ Hifu ยกกระชับ สามารถทำพร้อมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ เช่น ฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็ม ฉีดเมโสแฟตสลายไขมัน ฉีด/ร้อยไหม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดปัญหามากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นในบางคน มีบริเวณร่องแก้มที่ลึกจนสามารถมองเห็นได้ชัด แพทย์จะแนะนำให้ทำร่วมไปกับการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีที่ชัดเจน แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด แนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาและออกแบบรูปหน้าก่อนทำทุกครั้ง

เป็นยังไงกันบ้างคะ หลังจากได้อ่านทำความรู้จักกับเจ้า Hifu ยกกระชับใบหน้า แทบอยากจะจองคิวแพทย์ไปทำทันทีเลยมั้ยเอ่ย ? แต่สำหรับใครที่สนใจจะทำ Hifu ก็อย่าลืมศึกษาหาข้อมูลก่อนทำเยอะ ๆ เลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแล ออกแบบใบหน้า และที่ขาดไม่ได้คือ คลินิก หรือ โรงพยาบาลที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย ไม่หลอกลวงนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วหลังทำ อาจจะเสียทั้งเงิน และเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ สุดท้ายต้องมานั่งแก้ไขปัญหาระยะยาวตามหลังเอา จะได้ไม่คุ้มเสียนะคะ

รู้ยังข้อดี ข้อเสียของ hifu กับร้อยไหมต่างกันออกไป

ความสวยงามของใบหน้าและร่างกายในปัจจุบันนี้ถือเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องการ แต่หลายคนนั่นไม่ต้องการที่จะใช้การผ่าตัดในการเสริมความงามเหล่านั้น จึงมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ที่ใคร ๆ หลายคนต้องการ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับการทำ hifu กับการร้อยไหม ว่ามีข้อดี ข้อเสียแตกต่างอย่างไร

Hifu

Hifu ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือ รูปแบบการเสริมความงามแบบใหม่ที่นำคลื่นอัลตร้าซาวด์ความถี่สูงส่งผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยลดริ้วรอย ลดเหนียง และยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าการทำ ไฮฟู (HIFU) ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ รวมไปถึงต้นแขน และต้นขา ที่สามารถเห็นผลหลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ที่กลัวเข็มหรือกลัวการผ่าตัด

Hifu นั่นเหมาะกับทุกเพศที่มีอายุ 25–35 ปี หรือมากกว่านี้ ซึ่งเกิดปัญหาผิวบนใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตาตก หรือมีริ้วรอยมาก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ผ่านการผ่าตัด และผู้ที่ต้องการลดเหนียงใต้คาง หรือลดคางสองชั้น จำนวนครั้งของการทำ Hifu ในแต่ละคนนั่นจะไม่เท่ากัน โดยจะขึ้นอยู่กับปัญหารูปหน้าของผู้เข้ารับรักษา ที่ควรทำอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้ และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30–50 นาที และจะเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือน

ข้อดีของการทำ Hifu

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที
  • ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ โดยไม่ใช้เข็ม
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  • ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • สามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  • จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  • ไม่มีบาดแผลในการรักษา ไม่บวม ไม่ต้องประคบเย็น

ข้อเสียของการทำHifu

  • มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  • ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  • ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  • คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด

การดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

สิ่งที่ควรทำก่อนเข้ารับบริการ คือ คุณต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ หรือเคื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

ควรทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน หรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ถ้าหากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แล้วไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ ที่สำคัญไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

การร้อยไหม

การร้อยไหมคือ เทคนิคการยกกระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย และการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลายโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย

นวัตกรรมร้อยไหมคือ การร้อยไหมเส้นเล็กเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้ไหมไปยกกระชับผิวหน้าดูเด็กลง และไหมยังไปสร้างคอลลาเจนช่วยเติมเต็มผิวหนังมากขึ้น โดยจะเห็นผลทันที 50 % และจะเห็นผล 100% 3-4 สัปดาห์ ขึ้นไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ
  • เส้นไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที
  • ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นาน 6-8 เดือน
  • การร้อยไหมนั้นจะเห็นผลทันทีหลังทำทันที
  • ในตอนที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • หลังจากร้อยไหม อาจมีอาการบวมแดง และรอยช้ำตามแนวการสอดไหม
  • ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย
  • หากเส้นไหมไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม
  • ห้ามกดหรือนวดหลังการร้อยไหม
  • เส้นไหมอาจเกิดการไหล, ทะลุ, ดีด, และขาดได้

วิธีการดูแลตัวเองก่อนการร้อยไหม

ควรงดยา อาหารเสริมหรือวิตามินที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด อย่างเช่น ยาแอสไพริน อาหารเสริมจำพวกวิตามินอี ฯลฯ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนเข้ารับการรักษาแบบการรร้อยไหม

วิธีการดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

ห้ามทำแผลโดนน้ำเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งแผลหลังร้อยไหมจะเป็นเพียงรูเปิดเข็มบริเวณไรเส้นผมเล็ก ๆ ข้างละ 1-2 จุดเท่านั้น โดยแผลจะจางหายไปเองภายใน 1-3 วัน และรับประทานยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมๆ ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลา 1-2 วัน ตามที่คำแนะนำของแพทย์ แล้วงดการสัมผัสใบหน้าแรง ๆ เช่น การล้างหรือถูหน้าแรง ๆ แต่ให้ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แทนหรือควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังทำ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการบวมช้ำอักเสบ และงดการทำทรีทเม้นท์ เลเซอร์ นวดหน้า ขัดผิว อาจทำให้แผลอักเสบจากการโดนความร้อนได้ แล้วข้อห้ามสุดท้ายคือ งดการออกกำลังหรือกิจกรรมที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ 2 สัปดาห์ เช่น หัวเราะแรง ๆ, การกัดแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อทำให้ไหมได้ล็อคตัวกับเนื้อเยื่ออย่างเต็มที่ ข้อมูลข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการทำ Hifuกับการร้อยไหมนั่นมีขั้นตอนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็มีความแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั่นมีความเหมือนกัน ถึงแม้จะใช้เวลาที่ในการเห็นผลไม่เท่ากัน และการทำHifu จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ส่งลงใต้ผิวหนังในรักษา ส่วนการ้อยไหมนั่นจะใช้เส้นไหมรอยลงใต้ผิวหนัง

Hifuกับการร้อยไหม นั่นจะเน้นในเรื่องของการยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้เรียววีเชฟ ส่วนการทำHifuเป็นวิธีการยกกระชับ ที่จะเจ็บน้อยกว่า และไม่ทิ้งรอยแผล แต่ทว่าทั้งการทำHifuกับการร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้น และสามารถไปทำงานต่อได้ทันที ถ้าหากถามว่าการร้อยไหมหรือHifu อะไรดีกว่ากัน ก็มีคำแนะนำข้างต้นแบบนี้ถ้าแก้มหย่อนคล้อยเยอะ แนะนำการร้อยไหมเพราะการร้อยไหมจะช่วยดึงได้เยอะกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า การร้อยไหม ดึงได้ใกล้เคียงกับการดึงหน้า แต่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเปิดแผล มีแค่รอยรูเข็ม แต่ถ้าหากแก้มหย่อนคล้อยไม่เยอะ แนะนำให้ทำHifu เพราะการทำHifuจะเน้นการยกกระชับ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ในบางจุดที่การร้อยไหมเข้าไม่ถึง และถ้าหากคุณกลัวการร้อยไหม ก็สามารถทำ Hifuแทนได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ในการดึงยกกระชับผิวหนังไม่เท่าการร้อยไหมที่ช่วยยกกระชับได้ประมาณ 10-20% สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจทำความงามไม่ว่าจะเป็น Hifu หรือการร้อยไหมก็ตามทางเราอย่างให้ทุกคนเลือก และดูประวัติของคลินิกหรือสถานพยาบาลให้ดี

Hifu ก่อนและหลังทำ ต่างไม่ต่าง คุ้มไม่คุ้ม

เมื่ออายุมากขึ้นผิวที่เคยเรียบเนียนตึงกระชับอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ปรากฏริ้วรอย ร่องลึก ความหย่อนคล้อยตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หลายเทคโนโลยีทางความงามจึงเข้ามาตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่าง Hifu หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focused Ultrasound นวัตกรรมความงามการยกกระชับ ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว แต่ทว่าหลายคนอาจจะยังมีคำถามและข้อสงสัยว่า ระหว่างก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้น จะมีความแตกต่างกันมากน้อยอย่างไร จะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปด้วยหรือไม่ ผลที่ได้จะดีจริงอย่างที่คุณสมบัติว่าไว้ไหมนั้น เรามีคำตอบไขข้อข้องใจเหล่านี้

Hifu ทำหน้าที่อย่างไร

Hifu เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่สามารถลงลึกถึงเนื้อเยื่อผิวชั้น SMAS ( Superficial Musculo Aponeurotic System ) โดยจะส่งผ่านพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปในผิวที่ต้องการอย่างเจาะจง  คลื่นดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อชั้นในของชั้น SMAS ( ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน ) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีความลึกกว่าชั้นคอลลาเจน มีโครงสร้างเป็นเนื้อเยื่อพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อที่มีความหนาและเหนียว ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็จะปรากฏผิวหย่อนคล้อยที่เป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย การเกิดริ้วรอย ร่องลึก ความเหี่ยวย่นของผิวนั่นเอง

ดังนั้นคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงของ Hifu นี้ จะเข้าไปทำให้ผิวหนังชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บผิวชั้นคอลลาเจนในรูปแบบ Multi Functional โดยการทำงานนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในชั้น SMAS ใต้ชั้นผิว จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อผิวชั้นบน ขณะเดียวกันก็เข้าไปทำหน้าที่การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวดูเต่งตึงและแข็งแรงดูอ่อนเยาว์มากขึ้น

Hifu เหมาะกับใครบ้าง

Hifu เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อย อย่าง ริ้วรอยบนหน้าผาก หางตาและคิ้วที่หย่อนคล้อย ริ้วรอยใต้ตา ร่องแก้ม มุมปาก หรืออยากลดเหนียงใต้คาง ใต้กราม ปรับใบหน้าที่ไม่ได้รูปให้เรียวสวยขึ้น การทำ Hifu จะใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30 – 60 นาที  ในระหว่างการทำ Hifu นั้นจะรู้สึกถึงความอุ่นบนผิวขณะทำ ผิวจะไม่แสบร้อนจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีความถี่สูง 1,000 ครั้งต่อวินาทีที่แตกตัวพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วบริเวณที่ทำการรักษา เพราะเป็นการปล่อยพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิวด้วยความเร็วสูง จึงทำให้ระบบรับความรู้สึกของผิวไม่สามารถรับความรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น

สำหรับบางรายที่อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหลังจากการทำ แต่ก็สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ที่สำคัญหลังการทำ Hifu แล้วนั้น ยังสามารถทำการรักษาอื่น ๆ เพิ่มควบคู่กันได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การฉีดฟีลเลอร์ โบท๊อก หรือร้อยไหม เป็นต้น

เลือก Hifu ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างน่าพึงพอใจสูงสุด

ถึงแม้ว่าการทำ Hifu จะได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นอีกหนึ่งความสำคัญในการทำ Hifu ให้ได้ผลดี และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานหรือไม่นั้น ขึ้นกับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลักด้วยเช่นกัน เครื่อง Hifu ที่ใช้ต้องผ่านการรับรอง มี อย. ทั้งในประเทศไทยและจากประเทศผู้ผลิต สำหรับการยิงนั้นจะต้องยิงออกมาเป็นคลื่นอัลตร้าซาวด์ และลงลึกถึงชั้น SMAS จริง ๆ ด้วยพลังงานที่เสถียร ยิงออกมาแบบเรียงตัวเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถเล็งและยิงคลื่นอัลตร้าซาวด์ได้อย่างแม่นยำในจุดที่ต้องการรักษา

จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกสถานบริการที่มีคุณภาพ ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นผู้ประเมินสภาพปัญหาและแนวทางการรักษาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการสูงสุด

ราคาและจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ ต้องเท่าไหร่ถึงได้ผล

ราคาของการทำ Hifu มีราคาตั้งแต่ 3,000 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น และเครื่อง Hifu แต่ละยี่ห้อนั้นล้วนมีคุณภาพแตกต่างกันไป ดังนั้นจำเป็นต้องรู้ว่าทางสถานที่ให้บริการ Hifu นั้น ๆ ใช้เครื่องยี่ห้ออะไร ไม่ควรตัดสินใจจากแค่ราคาเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาประกอบควบคู่กันด้วย สำหรับจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ 1 shot คือ 1 เส้น ประกอบด้วยจุด 0.5 – 1 มิลลิเมตร เรียงกัน 15 – 25 จุด เส้นหนึ่งยาวประมาณ 2.5  เซนติเมตร (1 shot = 1 เส้น) ดังนั้น 1 shot จะเท่ากับ 15 – 25 จุดเรียงกัน

แต่ละคนจะต้องใช้จำนวน shot เท่าไหร่นั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนของ Shot ให้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพราะหากน้อยไปก็ไม่เห็นผล มากไปก็ไม่ดี จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมและแม่นยำ

ผลลัพธ์หลังจากการทำ Hifu

  • แก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตา คิ้วหย่อนคล้อย และมีส่วนช่วยให้ร่องแก้มตื้นขึ้นได้
  • สามารถลดรอยตีนกา ริ้วรอยหน้าผากและเหนียงใต้คาง
  • ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ และกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าใสขึ้น
  • รูปหน้าและกรอบหน้าชัดขึ้น ใบหน้าเรียวขึ้น

ใช้เวลาแค่ไหนจึงจะเห็นความแตกต่าง

การทำ Hifu ยกกระชับหน้าจะเห็นผลทันทีหลังทำประมาณ 20 – 30 % และเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในระยะ 2 – 3 เดือน ริ้วรอยหายไป กรอบหน้าดูชัดเจนมากขึ้น ผิวหน้าดูสดใสขึ้น โดยการทำ 1 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้ 3 – 6 เดือน หลังจากนั้นอาจไม่กระชับเหมือนในช่วงแรก 100 % แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับใบหน้าของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ในการดูแลหลังการรักษาอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการให้ผลลัพธ์ชัดเจนดีขึ้นเรื่อย ๆ สามารถทำซ้ำทุก ๆ 6 – 12 เดือน โดยเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรกเป็นเวลา 2 เดือน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพผิวของตนเองให้ดีเพื่อได้ผลอย่างสูงสุด

การดูแลตนเองก่อนและหลังการทำ Hifu เพื่อให้ผลที่ดียิ่งขึ้น

ก่อนการทำ Hifu

  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  • ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการเข้ารับการทำ Hifu 3 – 7 วัน
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ เพราะจะช่วยในการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้กับเซลล์ใหม่ทำงานได้ดีมากขึ้น

หลังการทำ Hifu

  • หลังจากการเข้ารับการทำ Hifu บางรายอาจมีอาการเมื่อ รู้สึกตึงผิว หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยในบริเวณที่ทำการรักษา โดยสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาได้
  • ใบหน้าหลังการทำ ไม่บวมช้ำ ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น สามารถทาครีมบำรุงผิวหน้าได้ตามปกติ
  • สามารถแต่งหน้าทำกิจกรรมได้ตามปกติ
  • หลีกเลี่ยงการนวด กดใบหน้า และไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ ในขณะล้างหน้า
  • ทาครีมกัดแดดที่มีค่าป้องกันรังสี UVA และ UVE และควรหลักเลี่ยงแสงแดดแรงๆ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อกลไกการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และส่งผลให้ผลลัพธ์ของการทำ Hifu ไม่มีประสิทธิภาพตามที่ควร

การทำ Hifu จึงนับเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยต่างๆ โดยจะเห็นผลจริงถึงความต่างของก่อนและหลังทำอย่างชัดเจน  ด้วยคุณสมบัติอันเป็นหัวใจสำคัญของ Hifu ในการยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอยได้ตรงจุด อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้รูป Hifu จึงจัดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีความงามที่ปลอดภัย ไม่มีผลอันตรายข้างเคียง คุ้มค่าราคาไม่สูง เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากลองการยกกระชับโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดหมอ เพียงเท่านี้ก็พร้อมทิ้งทุกริ้วรอยและความหย่อนคล้อยไปจากชีวิตได้เลย

 

คุณสมบัติของ HIFU

ในยุคสมัยที่ความงามเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่หันมาให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เทคโนโลยีทางด้านความงามจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีความงามมากมาย ที่ถูกนำมาโฆษณาถึงสรรพคุณอันยอดเยี่ยมในการย้อนวัย หรือการจัดรูปหน้า แต่หนึ่งในเทคโนโลยีที่โดดเด่นน่าสนใจ คือ เทคโนโลยี HIFU (ไฮฟู่) ที่มีราคาไม่สูงมาก ทุกคนสามารถเอื้อมถึง และสามารถเห็นผลความแตกต่างได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงจุดเด่นที่สำคัญ คือ ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น โดยที่ HIFU มีเทคโนโลยีเทียบเท่ากับการร้อยไหม ที่ใช้หลักการทำให้ผิวหดตัว กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวหน้ากระชับ และยังสามารถรักษาได้ลึกถึงชั้นผิว SMAS

HIFU คืออะไร

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมในการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง ยิงผ่านชั้นผิวลงไปยังชั้นผิวที่ลึกที่สุด คือชั้น SMAS (Superficial Muscalar Aponeurotic System) โดยหลักการทำงานก็คือคลื่นอัลตร้าซาวด์จะเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนัง เพื่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และเซลล์ผิวหนังขึ้นมาทดแทนพร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการร้อยไหม เพียงแต่ HIFU จะไม่เจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น จึงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังการรักษา

HIFU เหมาะกับใคร

การทํา HIFU นั้นให้ผลดีด้านการยกกระชับ และการสร้างคอลลาเจน จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย  ผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ใบหน้ามีความหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีแก้ม มีเหนียง หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความคมชัดให้ใบหน้า รวมถึงสามารถกระชับสัดส่วน เช่น แขน ขา คอ ได้อีกด้วย

HIFU ควรทำเมื่ออายุเท่าไร

เทคโนโลยี HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 – 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่อยากเพิ่มความงามโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักรักษา ไม่ต้องใช้เข็ม หรือการผ่าตัด

อายุต่ำกว่า 25 ปีทำ HIFU ได้หรือไม่

คำตอบ คือ ทำได้แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากช่วงวัย 20 ปีต้นๆ เป็นช่วงวัยที่ผิวยังสามารถผลิตอิลาสตินได้ดี ผิวใบหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง และสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่เมื่ออายุเลย 25 ปีขึ้นไป ใบหน้าผลิตอีลาสตินได้น้อยลง จึงทำให้เริ่มมีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ตีนกา จึงถือเป็นช่วงอายุที่เหมาะในการเริ่มทำ HIFU

HIFU เห็นผลเมื่อไร

โดยปกติแล้วการทำ HIFU จะเริ่มเห็นผลทันทีหลังจากที่ทำเสร็จ และจะเข้ารูปเมื่อผ่านไป 2 เดือน จากนั้นจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 – 12 เดือน ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการรักษา และสภาพผิวของแต่ละคน

ข้อดีของการทำ HIFU

  1. เห็นผลชัดเจน ทั้งการยกกระชับ และลดริ้วรอย
  2. ไม่เจ็บ หรือเจ็บน้อยมาก
  3. ไม่ต้องพักฟื้น
  4. สามารถทำได้บ่อยครั้ง
  5. ราคาไม่แพง

ข้อควรระวังของการทํา HIFU

  1. รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยี HIFU จะได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการความงาม แต่เทคโนโลยีนี้ก็ต้องการฝีมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ความเข้าใจด้านกายวิภาคมากพอสมควร
  2. เลือกสถานบริการที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง มีความสะอาด และให้บริการที่น่าเชื่อถือ
  3. ความรู้สึกเจ็บตึงใบหน้า หลังจากเข้ารักการรักษา จะหายไปหลังจากทำเสร็จประมาณ 2-3 ชั่วโมง

อัตราค่ารักษา

ราคาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่ แต่ก็จะมีราคามาตรฐาน โดยจะเริ่มต้นที่ประมาณหลักพันบาท ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ทั้งการคิดราคาจากจำนวนช็อต และคิดราคาเป็นคอร์ส

เลือกใช้บริการ HIFU อย่างไร

  1. เลือกยี่ห้อของเครื่อง HIFU แบรนด์เครื่องมือมีหลายระดับราคา ซึ่งถ้าใช้เครื่องที่มีมาตรฐานต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ ทำให้แพทย์ไม่สามารถกะปริมาณพลังงานได้ถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้บางช็อตแรงเกินไป และบางช็อตเบาจนไม่ให้ผลการรักษาที่ดี
  2. สังเกตดูที่ราคาการรักษา การคิดราคาค่ารักษาที่ถูกเกินไป (ประมาณ 4,000 – 6,000 บาท) ก็อาจจะเป็นเครื่องที่มีคุณภาพต่ำอย่างที่กล่าวไป หรือจะมีการจำกัดช็อตการรักษาที่น้อยเกินไป จนอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
  3. เลือกสถาบันที่น่าเชื่อถือ พิจารณาจากใบรับรองต่าง ๆ ทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความชำนาญการของแพทย์
  4. ดูรีวิวประกอบการตัดสินใจ ลองเลือกดูรีวิวหลาย ๆ ที่เปรียบเทียบกัน หรือดูรีวิวจากหน้าเว็บฯ ของผู้ให้การรักษา แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกัน
  5. เช็คประวัติแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าแพทย์มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการรักษา รวมถึงชั่วโมงบินที่ผ่านมาในงานสายนี้

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFU

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น การสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น
  2. งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะทำให้ผิวแก่เร็วกว่าวัย
  3. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่
  4. ทาครีมบำรุงผิว สามารถทาครีมบำรุงได้ตามปกติ และแนะนำว่าควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงอย่างสม่ำเสมอด้วย
  5. งดการออกแดด งดอยู่ในที่แจ้ง เพื่อให้การทำ HIFU ได้ฟื้นฟูผิวได้อย่างเต็มที่
  6. กินยาแก้ปวด หากมีอาการเมื่อยหรือตึงผิว การกินยาแก้ปวดช่วยคุณได้
  7. ไม่สัมผัสใบหน้าแรง ๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง และไวต่อการเกิดริ้วรอย

เปรียบเทียบ HIFU กับร้อยไหม

ข้อดีของ HIFU

  1. HIFU ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง อย่างมากก็แค่ปวดหรือตึงผิวบริเวณใบหน้าเท่านั้น ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปหลังจากที่ทำ 1 – 2 วัน
  2. HIFU เจ็บตัวน้อยกว่า ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. HIFU เห็นผลประมาณ 20 – 30% ทันทีหลังจากการรักษา
  4. HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวเข็ม กลัวเจ็บ และกลัวจะมีสิ่งแปลกปลอมบนใบหน้า
  5. HIFU สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้มากกว่าการร้อยไหม

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป วัยที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ความหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องใช้การดึงรั้งของเส้นไหมเข้ามาช่วย การร้อยไหมจึงให้ผลที่ชัดเจนมากกว่า HIFU
  2. การร้อยไหมให้ผลที่คงอยู่ได้นานกว่า ไหมบางประเภทสามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี
  3. การร้อยไหมไม่ต้องทำบ่อย ๆ เมื่อเทียบกับ HIFU

เมื่อรู้ข้อมูลดังที่ได้เสนอไปข้างต้นแล้ว คุณคงตัดสินใจเลือกใช้บริการที่เหมาะกับคุณได้โดยไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นอกจากการพึ่งพาการรักษาด้วยเทคโนโลยีแล้ว คุณก็ควรที่จะดูแล รักษาผิวหน้า เพื่อช่วยชะลอวัยได้ด้วยตัวเอง ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  1. ทาครีมถูกวิธี เพื่อกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อย และต้านการเกิดริ้วรอย
  2. เลือกครีมที่เหมาะสมกับผิวหน้า
  3. การไม่จับหรือถูใยหน้าแรง ๆ
  4. ทาครีมกันแดดเป็นประจำและสม่ำเสมอ
  5. ออกกำลัง เพื่อกระตุ้นระบบการทำงานของร่างกาย ให้อยู่ในระดับสมดุล
  6. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นไม่ขาดน้ำ
  7. เลือกอาหารที่มีประโยชน์ และกินให้ครบ 5 หมู่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์และสารที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง