Thermage กับ HIFU ต่างกันอย่างไร

วันเวลาได้พัดพาเอาความเอ่อนยาว์จากไป และคอยขับเน้นร่องริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยให้เริ่มปรากฏเด่นบนใบหน้าของเราเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนไปจากชั้นผิวของเรา ชั้นหนังแท้ในผิวหนังของเรามีคอลลาเจน Type I ประมาณ 80% (คอลลาเจนชนิดที่มีมากที่สุดในร่างกายของเรา) และอีก 15% ประกอบด้วยคอลลาเจน Type III ไฟโบรบลาสต์ อิลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิค สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเมทริกซ์นอกเซลล์ (extracellular matrix) ของผิวของเรา ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว จากช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 20 แม้ว่าจะมีวิทยาการต่างๆมากมายมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่น การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า เคยเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการรักษาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Thermage และ HIFU ที่เป็นสองตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับดูแลปัญหาในเรื่องนี้

Thermage คืออะไร

ก่อนที่เราจะทราบถึงความแตกต่างของ Thermage และ HIFU นั้น เราจะต้องทราบถึงความหมายและวิธีการของ Thermage และ HIFU กันเสียก่อน Thermage เป็นการรักษายกกระชับผิวแบบไม่รบกวนผิว ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นให้เรียบเนียนและกระชับขึ้น สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของผิวหรือการเกิดรอยแผลเป็น การรักษาด้วย Thermage สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาแบบผิวหน้าด้านบนของชั้นผิว สำหรับการกระชับผิวหน้า ลำคอ และเปลือกตา ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการรักษาที่ลงลึกลงไปมากกว่าแบบแรก สำหรับการกระชับลำตัวบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ก้น และแขน ในระหว่างกระบวนการที่พลังงานคลื่นวิทยุได้แทรกซึมลึกเข้าไปในผิวหนังเพื่อให้ความร้อนแก่เนื้อเยื่อที่รองรับผิว ทำให้เกิดการกระชับผิวในทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะช่วยการกระชับของผิวอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

HIFU คืออะไร

HIFU เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับรูปร่างใบหน้า ลบเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว กระบวนการทำงานของ HIFU Treatment (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับผิวโดยส่ง Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง ส่งไปยังผิวหนังชั้นลึกโดยตรง เพื่อทำลายคอลลาเจนเก่าและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึงและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น HIFU นั้นเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการยกกระชับผิว เมื่อก่อนนั้น HIFU เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการใช้งานในการรักษาเนื้องอก รายงานการใช้งาน HIFU ครั้งแรกเพื่องานด้านความงามที่เชื่อถือได้เกิดขึ้นในปี 2008 HIFU ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ในปี 2009 และยังผ่านการรับรองจาก FDA ในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น การทดลองทางคลินิกขนาดเล็กหลายแห่งพบว่า HIFU มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย ซึ่งผู้คนสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดอีกด้วย 

ข้อแตกต่างของ Thermage กับ HIFU

ข้อแตกต่างที่สำคัญของ Thermage กับ HIFU นั้นมีหลายประการ อันประกอบไปด้วย

  1. ประการแรกก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่า Thermage เป็นการรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่วน HIFU ใช้ High-Intensity Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง
  2. ประการต่อมาคือ ระดับความลึกของชั้นผิวหนังในการรักษา Thermage นั้น ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้นไขมันและชั้นคอลลาเจนของผิว ส่วน HIFU ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า โดยระดับความลึกของการรักษานี้อาจขึ้นอยู่กับการทำ HIFU ของแต่ละแบรนด์)
  3. บริเวณที่มีข้อจำกัดในการรักษา Thermage จะไม่สามารถทำการรักษาบริเวณที่มีอุปกรณ์เทียม หรือที่มีวัสดุเป็นโลหะฝังอยู่ ส่วน HIFU จะมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้บริเวณใกล้กับกระดูก
  4. ระยะเวลาของผลลัพธ์ ในการใช้วิธี Thermage ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานราว 1-2 ปี และจะเห็นผลลัพธ์ได้แทบในทันที แต่เป็นผลลัพธ์ประมาณ 20% ของผลลัพธ์จริง ส่วนแบบ HIFU นั้น ระยะเวลาของผลลัพธ์จะอยู่ที่ราว 3-4 เดือน ซึ่งระยะเวลาของ HIFU จะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากที่ทำไปแล้ว และจะค่อยๆยกกระชับตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และถ้าหากเข้ารับการทำ HIFU อย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  5. ในด้านของราคานั้น HIFU มักจะมีจุดเด่นที่ได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากเลยก็คือเรื่องราคาที่ค่อนข้างย่อมเยาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ Thermage 

Thermage กับ HIFU เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน

 ในขณะที่เรามีอายุมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งลักษณะของอายุผิวหน้าออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละรูปแบบของอายุจะแสดงลักษณะของริ้วรอยที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีประโยชน์เพื่อใช้อธิบายวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน โดยรูปแบบของอายุผิวหน้าจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

  1. The Sinker

            มีลักษณะที่สูญเสียปริมาณเนื้อบริเวณส่วนสำคัญของใบหน้า เช่น ขมับกลางใบหน้าและแก้ม สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการจมลึกของร่อง หรือมีลักษณะที่ดูตอบและผอมแห้ง ระหว่าง Thermage และ HIFU อายุผิวที่มีลักษณะนี้ควรเลือก Thermage น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะ The Sinker จะไม่ละลายไขมันและมีการเร่งการปรากฏตัวของร่องริ้วรอย ลักษณะอายุผิวประเภทนี้ อาจสามารถรับการรักษาที่เป็นระโยชน์มากขึ้น ด้วยวิธีการผสมผสานของการรักษาความกระชับผิว ร่วมกับฟิลเลอร์ผิวหนัง เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียปริมาณเนื้อบนใบหน้า

  1. The Saggers

            กลุ่มที่มีลักษณะอายุผิวแบบนี้ มักจะบ่นเรื่องผิวหนังและเนื้อเยื่อที่หลวมขึ้น ซึ่งเนื้อเยื่อหลวมคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นนอกเหนือไปจากคอลลาเจน โดยลักษณะนี้ การรักษาแบบ HIFU จะเหมาะสมและมีประโยชน์ในการกระตุ้นความกระชับของชั้นผิว SMAS สามารถทำให้ได้ผลการยกที่ลึกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การละลายไขมันและเนื้อเยื่อส่วนเกินบนใบหน้าส่วนล่างควบคู่ไปด้วย จะช่วยเราย้อนคืนนาฬิกาแห่งเยาว์วัยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

  1. The Wrinkler

          ลักษณะอายุผิวประภทนี้จะมีรอยย่นบนผิวหนังส่วนใหญ่ และจะปรากฏอย่างชัดเจนอยู่บริเวณรอบดวงตา คิ้วและริมฝีปาก ซึ่งการใช้โบท็อกซ์จะสามารถพาเราบรรลุผลลัพธ์ที่ดีและเห็นผลได้ทันทีสำหรับปัญหาอายุผิวนี้ แต่สำหรับการรักษาที่สามารถคงผลลัพทธ์ได้ยืนยาวและมีประสิทธิภาพ เราสามารถใช้ได้ทั้ง Thermage และ HIFU ควบคู่กันไปทั้งสองอย่างได้ หรือจะใช้การรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่มีริ้วรอยหลายเส้นและมีริ้วรอยบนคิ้ว รอบดวงตา และใบหน้า อาจเหมาะสมและได้รับประโยชน์จาก Thermage มากกว่า ในขณะที่คนที่มีริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อย อาจเหมาะสำหรับวิธีการรักษาแบบ HIFU มากกว่า

ทั้งวิธีการรักษาแบบ Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นการยกกระชับใบหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และทั้ง Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองแบบเองก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง แบบ Thermage นั้นเป็นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่และทำงานเป็นวงกว้าง ไม่มีทิศทาง เด่นในด้านการลดชั้นไขมันบนใบหน้าและเพิ่มคุณภาพผิว เหมาะสำหรับคนที่ทนความเจ็บได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการทำ HIFU นั้น มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ระดับความเจ็บของ HIFU ไม่มากนัก และมีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและต้องกับความต้องการของเรามากที่สุด  เราควรจะต้องสังเกตปัญหาผิวหน้าของเราก่อน และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Thermage และ HIFU ให้เข้าใจ แล้วจึงตัดสินใจเลือกสถาบันที่เหมาะสมเชื่อถือได้สำหรับตัวเอง

อยากผิวสวยถาวรควรทำเทอเมจกี่ช็อต

ผู้หญิงที่เข้าสถาบันความงามล้วนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน การเสริมความงามไม่ได้ช่วยแค่ให้ผิวพรรณดีขึ้นเท่านั้น การเสริมความงามในแบบต่าง ๆ ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้หญิงและช่วยลดปัญหาที่รบกวนจิตใจทั้ง ปัญหาจากริ้วรอย ความหมองคล้ำที่ปรากฏบนใบหน้า รอยดำรอยแดงต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้หญิงทั้งสิ้น การเข้ารับการทำเทอเมจเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่ต้องการลดปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า เพียงแต่ไม่มีเวลาพักรักษาตัวหลังจากการเสริมความงาม การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การทำเทอเมจจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการรักษาผิวหน้าจากปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวหน้า รูขุมขนไม่กระชับ ผิวหน้าหมองคล้ำไม่กระจ่างใสเหมือนเดิม นอกจากจะรักษาปัญหาผิวหน้า ยังสามารถช่วยลดสัดส่วนต่าง ๆ ของผิวกายได้ทั้งปัญหาเซลล์ลูไรท์ที่ปรากฏบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา แม้จะพยายามออกกำลังกายเพื่อลดเซลล์ลูไรท์ในส่วนดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ การทำเทอเมจจึงเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะฉะนั้นควรที่จะเลือกสถาบันความงามที่ทำเทอเมจที่ได้มาตรฐานและมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำได้ ปัญหาผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการมีความแตกต่างกัน แพทย์จะแนะนำจำนวนช็อตสำหรับการรักษาปัญหาผิวหน้าที่เหมาะสม บทความนี้จะให้ความรู้เรื่องจำนวนช็อตที่เหมาะสมสำหรับปัญหาผิว

ปัญหาของผิวกับจำนวนช็อต

การทำเทอเมจจะต้องมีการประเมินลักษณะปัญหาของผิวหน้าของแต่ละบุคคล เพราะผู้เข้ารับบริการทำเทอเมจมีปัญหาผิวที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิว หรือมีทั้งปัญหาความหย่อนคล้อย ผิวขาดความกระชับ ผิวหน้ามองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่สดใสแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมด

  1. 400 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของเซลล์ลูไรท์ต่าง ๆ ทั้งบริเวณใบหน้า และตามร่างกายที่ต้องการให้ทุกสัดส่วนมีความกระชับขึ้น ทั้งใบหน้าที่ต้องการเพิ่มความชัดของกรอบใบหน้า
  2. 600 ช็อต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยทำงานและเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งแสงแดด ฝุ่น ควันจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดมลภาวะและสิ่งสกปรกสะสมบริเวณใบหน้า จนเข้าไปทำร้ายเซลล์ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ความหมองคล้ำ ริ้วรอยบริเวณต่าง ๆ ทั้งแก้ม หางตา และหน้าผาก ควรรับบริการจำนวน 600 ช็อตเพื่อเพิ่มความกระชับให้แก่ผิวหน้า พร้อมทั้งกระตุ้นให้เซลล์ผิวได้มีการสร้างคอลลาเจนมาซ่อมแซมผิวเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการ
  3. 1,200 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยอย่างรุนแรง มีความหมองคล้ำเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงก็ไม่สามารถเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าได้ การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อปรับการทำงานของเซลล์ผิวตั้งแต่ชั้นผิวแท้ไปจนถึงกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ ให้แก่เซลล์ผิวของผู้เข้ารับบริการ เพื่อให้ผิวหน้ากลับมากระชับ แลดูอ่อนเยาว์ ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ พร้อมทั้งลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ

ข้อจำกัดของการทำเทอเมจ

1 การทำเทอเมจมีราคาค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับผู้รับบริการบางกลุ่ม เช่นนักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

2 ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แพทย์จะไม่อนุญาติให้ทำเนื่องจากอาจจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

3 อาจจะเกิดผลข้างเคียงหลังทำ เช่นมีรอยแดง รอยนูนเกิดขึ้นในบริเวณที่ทำ อาการเหล่านี้สามารรหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้ายังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อดีของการทำเทอเมจ

  1.  การทำเทอเมจมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความสนใจในเรื่องการทำเทอเมจและได้ค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมและพัฒนาให้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
  2. การทำเทอเมจสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จากการทำเพียง 1 ครั้งแตกต่างจากการทำเลเซอร์ผิวที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
  3. การทำเทอเมจมีความสะดวกเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิว แต่มีระยะเวลาในการพักรักษาไม่มาก หลังจากการเข้ารับบริการไม่ต้องพักรักษาตัว สามารถไปทำงานได้ตามปกติ
  4. สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา และผิวผสม แค่เพียงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ รู้ขุมขนกว้าง สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว
  5. สามารถทำได้ง่าย และประหยัดเวลาในการทำ ไม่ต้องฉีดยาชา

ความสามารถของเทอเมจ

เทอเมจสามารถช่วยได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย สำหรับผู้ที่ประสบพบเจอกับปัญหาผิว เทอเมจจะช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายของผู้เข้ารับบริการเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

  1. ผิวหน้ามีความกระชับเพิ่มมากขึ้น
  2. มีปัญหากับกรอบใบหน้าที่ยังไม่ชัดเจน ต้องการที่จะเพิ่มกรอบหน้าให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
  3. มีไขมันสะสมทั้งบริเวณใต้คาง และบริเวณแก้มเป็นจำนวนมาก เทอเมจใช้พลังงานความร้อนในการช่วยให้ไขมันที่สะสมหดตัวลงและสร้างความกระชับให้แก่บริเวณใต้คาง และบริเวณแก้ม
  4. มีปัญหาผิวหมองคล้ำ เทอเมจจะช่วยในการกระตุ้นเซลล์ผิวให้เกิดการสร้างคอลลาเจนมาบำรุงผิว เพื่อลดปัญหาความหมองคล้ำของผิวหน้า
  5. มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยมีสาเหตุมาจากการลดน้ำหนัก ภาวะหลังการคลอดบุตร ทำให้บริเวณหน้าท้องเกิดความหย่อนคล้อย เทอเมจจะเพิ่มความกระชับให้แก่บริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้องที่เกิดความหย่อนคล้อย

เหตุผลที่ควรทำเทอเมจ

เหตุผลที่ผู้มีปัญหาผิวหน้าควรเข้ารับบริการเทอเมจ ก่อนเข้ารับบริการควรที่จะพิจารณาปัญหาของผิวหน้าก่อน ว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาผิวได้แก่ปัญหาความหมองคล้ำ ผิวขาดคอลลาเจน ผิวหน้าไม่กระจ่างใสใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ใดก็ยังไม่สามาแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ปัญหาของการเกิดสิวและมีริ้วรอยต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นปัญหาที่ควรจะใช้การเทอเมจเป็นตัวช่วยในการแก้ไขปัญหา เมื่อทำเทอเมจจะสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำ และจะเริ่มปรากฏผลอย่างชัดเจน 2-3 เดือน และจะคงทนได้ถึง 1-2 ปี จะช่วยให้เซลล์ผิวได้เกิดการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจนมาบำรุงชั้นผิว พร้อมทั้งเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและเริ่มสร้างเซลล์ผิวใหม่ การดูแลผิวหลังเข้ารับบริการคือ การทาครีมกันแดดเท่านั้น เพื่อให้ครีมกันแดดได้ปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้เข้ามาทำลายชั้นเซลลฺผิวที่กำลังสร้างคอลลาเจนที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้า แม้เทอเมจจะมีราคาในการทำค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะที่มีราคาแพง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป

วิธีการเลือกสถาบันความงามที่จะทำเทอเมจ

การจะทำเทอเมจผิวหน้าควรจะพิจารณาจากสิ่งใดบ้าง เพื่อที่จะได้สถาบันความงามที่ดีมีมาตรฐานและไม่เกิดอันตรายหลังการเข้ารับบริการ

  1. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐาน มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำสำหรับการทำเทอเมจผิวหน้าได้
  2. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีความสะอาดทั้งสถานที่และเครื่องมือ ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
  3. สามารถสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำเทอเมจผิวหน้าได้ และทางสถาบันความงามสามารถอธิบายได้ไม่ปิดบังข้อมูล
  4. ควรเลือกสถาบันความงามทีให้ความสำคัญกับผู้เข้ารับบริการ และมีการบริการหลังการเข้ารับการทำเทอเมจ
  5. ควรศึกษาข้อมูลการทำเทอเมจของแต่ละสถาบันก่อนเข้ารับการปรึกษา

จะเลือกรับบริการเทอเมจในสถาบันความงามใด ควรที่จะศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง เนื่องจากการทำเทอเมจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าคุ้มค่า การเลือกสถาบันความงามที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้ผู้รับบริการเสียทั้งทรัพย์และเวลา ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองจากสาธารณสุข พร้อมทั้งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาในปัญหาผิวหน้าที่มีความแตกต่างกัน และควรทำเทอเมจจำนวนช็อตที่แตกต่างกันด้วย

 

Thermage กับ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร แล้วอะไรดีกว่ากัน

นวัตกรรมสมัยใหม่ที่จะช่วยคงควมอ่อนเยาว์

เมื่อมีอายุมากขึ้นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาก็จะเริ่มลดลง ซึ่งคอลลาเจนมีส่วนช่วยให้ผิวนั้นเต่งตึงและไม่มีริ้วรอย และเมื่อคอลลาเจนลดน้อยลง การหย่อนคล้อยของใบหน้าก็นับเป็นเรื่องปกติที่จะตามมาพร้อมกับตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น  แต่นับเป็นโชคดีของคนสมัยนี้ ที่โลกเราได้พัฒนานวัตกรรมในการดูแลผิวหน้า รักษาริ้วรอยขึ้นมา จนมีหลายทางเลือกให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกใช้บริการตามความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหม Hifu, Thermage หรือแม้กระทั่ง Ulthera ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการคงไว้ซึ่งเยาว์วัยของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน

นวัตกรรมในการดูแลผิวที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ย่อมมีทั้งข้อดี ข้อเสีย รวมถึงราคาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวผลิตภัณฑ์ จะดีกว่าไหม หากเราจะศึกษาผลิตภัณฑ์แต่ละตัวให้รู้ลึกรู้จริง ก่อนที่จะลงมือใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับผลที่ถูกใจตรงกับความต้องการและงบประมาณที่มี วันนี้จึงจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับนวัตกรรมที่จะมารักษาความอ่อนเยาว์ให้คงคู่กับทุกท่านไปตลอดอย่าง การร้อยไหมและ Thermage ซึ่งทั้งสองนวัตกรรมนี้ เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการนวัตกรรมทั้งสอง

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นวิธีการรักษาเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้า ให้ผิวเรียบเนียนกระชับราวกับเด็กสาววัยแรกแย้ม โดยเป็นการนำเทคโนโลยีคลื่นความร้อนมาใช้กระตุ้นที่ชั้นผิวหนังให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา โดยคอลลาเจนจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาตามระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า รอบดวงตาหรือตามร่างกายก็สามารถทำ Thermage ได้ โดยนวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์สูงสุดในขั้นตอนที่สั้นและใช้เวลาไม่นาน เพียง 30 ถึง 90 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและพื้นทีที่ต้องการทำ Thermage หากพื้นที่ที่ต้องการทำนั้นกว้าง ก็จะใช้เวลามากขึ้นกว่าพื้นที่ขนาดเล็ก  โดยวิธีนี้มักได้รับความนิยมจากผู้คนที่กลัวเข็มทนเจ็บไม่ไหว เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่ต้องใช้เข็ม และไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น เรียกได้ว่าทำ Thermage เสร็จแล้ว ไปเที่ยวต่อได้เลย

บริเวณไหนที่สามารถทำ Thermage ได้บ้าง

Thermage เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมของความอ่อนวัยที่ครอบคลุมทั่วจักรวาลเลยก็ว่าได้ เพราะว่านวัตกรรมนี้สามารถทำได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว้าจะเป็นบริเวณทั่วทั้งใบหน้า ลำคอ หน้าท้อง แขน ก้น ต้นขาและหัวเข่า

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

Thermage เป็นนวัตกรรมาที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่สามารถคงความอ่อนเยาว์ได้นานนับปี โดยหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้นผิวบริเวณที่ทำจะเริ่มสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ทำ โดยหลังจากทำ 4 ถึง 6 เดือน จะเป็นช่วงเวลาที่สังเกตุเห็นถึงผิวที่กระชับเรียบเนียนได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยผู้ที่ทำ Thermage ส่วนใหญ่จะกลับมาทำ Thermage หลังจากนั้นประมาณปีนึงหรือสองปี

หลังจากทำ Thermage  ควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีและเห็นผลชัดเจน หลังจากที่ท่านทำ Thermage แล้วนั้นควรใส่ใจในพฤติกรรมาประจำวันของท่านให้มากขึ้น เพราะความเคยชินบางอย่างอาจส่งผลให้การทำ Thermage ไม่ได้ผลตามที่นั้นต้องการ จึงอยากจะขอแนะนำเรื่องราวต่อไปนี้ให้ทุกท่านได้พิจารณา เพื่อให้เกิดผลดีต่อการทำ Thermage ของท่านมากที่สุด

1.ทาปีโตเลียมเจล เช่น วาสลีนบริเวณที่ทำ Thermage  แล้วมีรอยแดงเกิดขึ้น หลังจากทาไม่นานรอยแดงนั้นจะจางลงและหายไปในที่สุด

2.ควรทากันแดงที่มี SPF 30 ขึ้นไป ลงบนบริเวณที่ทำ Thermage เนื่อจากผิวบริเวณที่ทำจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ จึงจำต้องป้องกันผิวบริเวณนั้นจากรังสียูวีที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

3.แม้ว่าการแต่งหน้าหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ห้ามทำ แต่จะเป็นการดีกว่า หากปล่อยให้ผิวของท่านได้พักสัก 1 ถึง 2 วัน

4.ควรใช้สบู่หรือเจลล้างล้างหน้าที่มีฤทธิ์อ่อน เพื่อเป็นการปกป้องผิวที่ทำไม่ให้เกิดความระคายเคือง

ร้อยไหมคืออะไร

ร้อยไหม เป็นนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าและร่างกายด้วยการใช้ไหมที่สามารถละลายได้เองโดยธรรมชาติร้อยไปตามบริเวณที่ผู้รับการบริการต้องการที่จะยกกระชับบริเวณนั้น ๆ การร้อยไหมนั้นนอกจากจะช่วยให้บริเวณที่ทำนั้นยกกระชับขึ้นแล้วนั้น ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในบริเวณที่ร้อยไหมอีกด้วย เรียกได้ว่าการร้อยไหมเป็นนวัตกรรมในการยับยั้งความชราไม่ให้ก่อขึ้นมา

บริเวณไหนที่สามารถร้อยไหมได้บ้าง

ร้อยไหมสามารถทำได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการร้อยไหมบริเวณใบหน้ามักได้รับความนิยมมากว่าการร้อยไหมบริเวณร่างกายส่วนอื่น ๆ  ผู้รับบริการนิยมร้อยไหมบริเวณ กรอบหน้า หน้าผาก คอ จมูกและหางตา

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

ประสิทธิภาพของการร้อยไหมนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะป็น เส้นไหมเรียบ เส้นไหมเกลียวและเส้นไหมที่มีเงี่ยง การร้อยไหมจะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากทำประมาณ 20-30% และจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น 2 เดือนให้หลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวก่อนทำและคลีนิคที่เลือกใช้บริการ โดยผู้คนส่วนใหญ่มักจะกลับมารับบริการร้อยไหมอีกครั้งหลังจากทำแล้วประมาณ 1 ถึง 2 ปี

หลังจากร้อยไหมควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

การที่จะรักษาประสิทธิภาพของการร้อยไหมไว้ให้อยู่นานนั้นและได้ประสิทธิภาพดีที่สุดตามความต้องการ พฤติกรรมของทุกท่านก็เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นหลังจากที่ร้อยไหมแล้วนั้น ไม่ควรที่จะทำสิ่งต่อไปนี้

  1. ช่วงเวลาหลังจากร้อยไหมได้ 1 สัปดาห์
  2. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงควรงดสูบบุหรี่
  3. ควรงดทานอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันปลา ขิง ชาเขียว กระเทียม และอาหารรดจัด
  4. ควรหลีกเลี่ยงยาที่มีแอสไพรินเป็นส่วนประกอบ
  5. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  6. ทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการขยับใบหน้ามากจนเกินไป
  7. หลีเหลี่ยงการนอนบนหมอนที่ต่ำ โดยควรนอนบนหมอนที่สูงประมาณ 45 องศา
  8. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และหากจะล้างหน้าควรล้างหน้าแบบมือลู่ไปด้านบนเน้นการกระชับหน้า โดยหลีกเลี่ยงการดึงหน้าลง
  9. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง
  10. งดก้มหน้า หรือทำให้ให้ใบหน้าหน้าต่ำกว่าหัวใจ เพื่อป้องกันการหย่อนคล้อยของใบหน้า
  11. หากเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นไม่ว่ามากหรือน้อย ควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านไปใช้บริการทันที

ทำอะไรดีระหว่าง Thermage กับ ร้อยไหม

หลังจากที่ทุกท่านได้รู้จักกับการทำ Thermage และ การร้อยไหม ไปแล้วนั้น อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า แล้วควรจะทำอันไหนดี ซึ่งทั้ง Thermage และ การร้อยไหมนั้นต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป จึงจะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการ

1.หากท่านกลัวเจ็บ การทำ Thermage นั้นจะตอบโจทย์ท่านมากกว่าการร้อยไหม

2.หากท่านต้องการประสิทธิภาพที่ยาวนาน การร้อยไหมมักจะอยู่ได้นานกว่าการทำ Thermage แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพฤตกรรมของท่านก็มีผลต่อประสิทธิภาพที่จะได้รับ

3.การร้อยไหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดรอยบุ่มบริเวณที่ทำได้ และอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นควรระวังและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด การที่จะเลือกใช้บริการ

4.สำหรับบางท่านที่มีชั้นไขมันน้อย การทำ Thermage อาจจะไม่ส่งผลดีเท่าที่ควร การร้อยไหมจะสามารถช่วยยกกระชับผิว

สำหรับกรณีนี้ได้มากกว่า หวังว่าข้อมูลที่นำมาแบ่งปันทุกท่านในวันนี้ จะสามารถช่วยประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือเป็นการร้อยไหมก็ตาม เพื่อให้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการของทุกท่านมากที่สุด

Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะเห็นผลชัดเจน

ปัจจุบันผิวของเราต้องเผชิญกับมลภาวะมากมาย ทั้งฝุ่นละอองและควัน รวมถึงสภาพอากาศต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อีกด้วย สาว ๆ ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนยาน ไม่กระชับ รู้สึกผิวไม่แข็งแรง ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป เพราะมีวิธีการรักษาและแก้ปัญหานี้ได้อย่างปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทั้งยังได้ผลลัพธ์ที่ดี วิธีนี้ก็คือ การทำ Themage ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และกระชับผิวให้เต่งตึง กลับมาสวยอย่างเดิมได้ แต่การจะทำ Themage ให้ได้ผลดีนั้น ต้องคำนึงถึงด้วยว่า Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ

Themage คืออะไร?

การทำ Themage คือการใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency: RF) ที่ความถี่ 6 เมกะเฮิร์ต เพื่อกระตุ้นและส่งความร้อนผ่านผิวหน้าเข้าไปยังผิวในระดับลึกที่มีคอลลาเจนอยู่ โดยใช้หัวส่งคลื่นความถี่วางทาบลงบนผิวหน้าเบา ๆ คลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับ ขาดการยืดหยุ่น กลับมาหดตัวและมีเกลี่ยวขึงเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แข็งแรงขึ้น ลดริ้วรอย ร่องลึก โดยไม่ต้องผ่าตัด จึงดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก

ใครบ้างที่เหมาะสำหรับการทำ Themage

Themage เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าย่อนคล้อย มีริ้วรอย ร่องแก้มลึก ต้องการยกกระชับปรับรูปหน้า โดยไม่ทำศัลยกรรม หรือผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ต้องการยกคิ้วหรือหางตา มีไขมันสะสมส่วนเกินบริเวณแก้ม คาง และใบหน้า รวมไปถึงผู้ที่ต้องการให้รูปร่างกระชับขึ้น ลดเซลลูไลท์ตามบริเวณต่าง ๆ อาทิ ต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และสะโพก ซึ่งช่วงอายุของผู้ที่เหมาะสมในการทำ ควรอยู่ระหว่าง 30-60 ปี เพื่อการรักษาที่ได้ผลสูงสุด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุมากเกินไป ผิวหย่อนคล้อยมาก ต้องให้แพทย์ประเมินถึงวิธีการทำที่เหมาะสม ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคงูสวัด และสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการทำ

Thermage ควรทำกี่ Shot

หลายคนที่มีความสนใจที่จะทำ Themage จะต้องมีคำถามในใจแน่นอนว่า Themage นั้นควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งจำนวน Shot ที่เหมาะสมกับใบหน้านั้น จะต้องดูตามปัญหาของแต่ละคน และจำนวน Shot นี่แนะนำคือ

– 400 Shot จะเหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากนัก แต่มีไขมันที่แก้มและคางเยอะ ต้องการมีกรอบหน้าที่ชัดเจน และรูปหน้าที่เล็กลง เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้จะทำให้ไขมันลดลงและดูกระชับขึ้น

– 600 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปลาย ๆ ขึ้นไป ที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อย แก้มห้อย ร่องแก้มลึก ต้องการให้ผิวที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นทันที และต้องการให้ร่องแก้มตื้นขึ้น เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้แก้มจะเล็กลงและกระชับยิ่งขึ้น กรอบหน้าชัด เป็นจำนวนช็อตที่แนะนำที่สุดสำหรับการเริ่มทำ เพราะจะเห็นผลชัดเจน

– 1200 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหามาก ผิวหย่อนคล้อยทั่วทั้งใบหน้าและบริเวณลำคอ จำนวนช็อตนี้จะช่วยยกกระชับทั้งผิวหน้าและลำคอ ให้ผิวแน่นขึ้น ฟูขึ้น ได้ผลลัพธ์อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ จำนวน Shot ที่มากหรือน้อย นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคนแล้วนั้น ยังขึ้นอยู่กับเรื่องของค่าใช้จ่ายด้วย เพราะจำนวน Shot ที่มากขึ้น ก็หมายถึงราคาที่สูงขึ้น ซึ่งราคาจะคิดตามจำนวน Shot โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 100,000 บาท แล้วแต่สถานที่ให้บริการ

การทำ Themage คุ้มหรือไม่

การทำ Themage เป็นการรักษาเพียง 1 ครั้งก็เห็นผลในทันที ในเรื่องของการยกกระชับและดูเป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป และผลของการรักษาสามารถอยู่ในนานถึง 1-2 ปี จึงนับว่าเป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ให้ความคุ้มค่า เพราะทำเพียงครั้งเดียวก็สามารถดูอ่อนเยาว์ได้เป็นเวลานาน แต่สิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามในการรักษา ที่นอกไปจากเรื่องราคาแล้วนั้น ควรเข้ารับบริการในสถานที่ที่ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เพราะจำเป็นจะต้องใช้ความชำนาญในการทำอย่างมาก เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษา และคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป

ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย Themage จะอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลการรักษาด้วย Themage จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ เห็นผลทันทีหลังการรักษา โดยกรอบหน้าจะชัดขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนมีการหดตัวหลังมีการได้รับคลื่นความถี่วิทยุ หลังจากนั้นจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลการรักษาจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากทำไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน โดยจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวหน้ามีการยกกระชับขึ้น เรียบเนียน ริ้วรอยลดเลือนลง และจะคงอยู่สภาพแบบนี้ไปอีกราว ๆ 1-2 ปี ทำให้คุณมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลง ทั้งนี้ผลลัพธ์ของการรักษาที่ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน รวมไปถึงการดูแลและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

ความรู้สึกขณะทำ Themage

ขณะทำการรักษาคนไข้จะมีความรู้สึกแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันคือ

  1. รู้สึกเย็นสบายที่ผิว เนื่องจากแพทย์ผู้ทำการรักษาจะใช้เจลที่มีความเย็นเพื่อปกป้องผิวหนังชั้นบน
  2. รู้สึกถึงความสั่นที่บริเวณผิว เมื่อเครื่องมือแตะที่ผิวในตำแหน่งที่ทำการรักษา
  3. รู้สึกร้อนสลับเย็นที่บริเวณผิว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่พลังงานคลื่นวิทยุ RF ถูกส่งผ่านผิวหนังไปยังผิวชั้นลึกลงไป เกิดเป็นความร้อนที่จะทำให้ผิวยกกระชับขึ้น หากรู้สึกร้อนในระดับที่ทนได้ คือระดับ 2-2.5 จะให้ผลในการรักษาตามที่ต้องการ แต่หากรู้สึกร้อนเกินกว่าจะรับได้ หรือรู้สึกแสบบริเวณที่ทำ คือระดับ 3-4 นั่นแปลว่าร้อนมากเกินไป แม้ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าระดับอื่น แต่จะส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่าย

การดูแลตัวเองหลังทำ Themage

เนื่องจากการทำ Themage ไม่มีแผลผ่าตัด จึงทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวัน หรือไปทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทาครีมบำรุง และครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ ที่จะเป็นตัวการในการทำร้ายผิว

อาการไม่พึงประสงค์ของการทำ Themage ที่อาจเกิดขึ้นได้

  1. อาจมีอาการเจ็บขณะทำ แต่สามารถลดอาการเจ็บปวดได้จากการทายาชาในบริเวณที่จะทำ ก่อนการทำ 1 ชั่วโมง
  2. อาจมีอาการชาชั่วคราวได้
  3. หลังทำ อาจมีสีผิวที่เข้มขึ้นได้บ้าง แต่จะค่อย ๆ จางลงและหายไปเอง
  4. ในบางรายอาจมีอาการบวม แดง หรือแสบร้อนเล็ก ๆ แต่อาการจะไม่รุนแรง ส่วนมากจะหายได้เอง และพบได้น้อยมาก
  5. อาจมีตุ่มน้ำใส ๆ หรือสะเก็ดเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้ในบางคน ที่บริเวณกรอบหน้าหรือช่วงแก้ม ซึ่งเป็นอาการปกติหลังทำ Themage เนื่องจากมีการยิงในพลังงานที่สูง ซึ่งรอยต่าง ๆ นี้ จะหายได้เองใน 5-7 วัน และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้แต่อย่างใด

หากใครมีความสนใจที่จะทำ Themage นั้น ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ รวมถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา และการเลือกว่าควรทำกี่ Shot ถึงจะเหมาะสมกับปัญหาของสภาพผิวของตนเอง ก็ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และตรงกับความต้องการ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจในการเลือกสถานประกอบการในการทำ ควรเลือกสถานที่ที่มีใบอนุญาต และเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง แม้ว่าเราจะหยุดยั้งอายุและกาลเวลาไม่ได้ แต่เราสามารถหยุดอายุของใบหน้าเราได้ ให้คงความอ่อนเยาว์ไว้ตลอดกาล หยุดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยต่าง ๆ เอาไว้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง Themage กับนวัตกรรมจากอเมริกา ที่นอกจากจะปลอดภัยและไม่เจ็บตัวแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหน้าของคุณให้กลับมาสวยสดใส เต่งตึง คงความเยาว์วัย และไม่ต้องพบกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage

ความใฝ่ฝันของหลายคนคือการมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์อยู่เสมอแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม และในยุคปัจจุบันนี้เองก็มีหลากวิธีที่จะทำให้เราหน้าเด็กลงได้แม้ไม่ผ่านการทำศัลยกรรม หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ Thermage (เทอมาจ) นวัตกรรมยกกระชับใบหน้า ลดไขมัน ลดริ้วรอย ที่จะทำให้คุณกลับมาดูอ่อนกว่าวัย เรียกคืนความสดใสและความมั่นใจกลับมา ด้วยวิธีที่ปลอดภัย เห็นผล ปรับรูปหน้าให้กระชับและเรียบเนียนอย่างที่คุณต้องการ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำนั้น ต้องมารู้ถึงข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้

รู้จักกันสักหน่อยก่อนทำ Thermage คืออะไร

นวัตกรรมที่ใช้เครื่องมือช่วยในการยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยการใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ลงไปในชั้นผิวหนังจนถึงชั้นไขมัน โดยคลื่นความร้อนนี้จะถูกส่งผ่านไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวที่ถูกทำ Thermage จึงมีความเต่งตึง แน่น และกระชับขึ้นได้ในระยะยาว สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยได้อีกด้วย ซึ่งบริเวณผิวที่ทำ Thermage นั้น จะดูสดใสมีน้ำมีนวลขึ้น ดังนั้นการทำ Thermage จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวมีการปรับโครงสร้างให้แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมสูง

คอลลาเจนมีความสำคัญอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการรวมตัวของกรดอะนิโม ที่ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ ช่วยเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นตัวช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส และเปล่งปลั่ง ร่างกายจะผลิตได้มากเมื่ออายุยังน้อย แต่เมื่ออายุมากขึ้นตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะเริ่มลดการผลิตลงเรื่อย ๆ จนถึงในวัยเลข 4 คอลลาเจนแทบจะไม่ผลิตออกมาเลย ส่งผลให้ผิวหนังเหี่ยว ย่น มีริ้วรอย และเกิดการหย่อนคล้อยได้ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรงเรียบเนียนขึ้น ทั้งยังชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ การทำ Thermage เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว จึงเป็นอีกวิธีในการดูแลผิวหน้าให้กลับมาสดใสไร้ริ้วรอย

Thermage รักษาหรือแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

– รักษาผิวหน้าด้วย Thermage ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ไร้ความตึงและกระชับ สามารถแก้ปัญหาได้ รวมไปถึงความห้อยย้อยของแก้ม คาง ก็สามารถดึงและปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้

– รักษาผิวรอบดวงตาด้วย Thermage ริ้วรอยรอบดวงตา หนังตาตก หางคิ้วตก ใต้ตาหย่อนคล้อย สามารถทำ Thermage เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ ทำให้ดวงตากลับมาสดใส และมีชีวิตชีวา

– รักษารูปร่างด้วย Thermage ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ย้วย ไม่กระชับ มีไขมันและเซลลูไลท์สะสมเยอะ สามารถแก้ไขด้วย Thermage หลังจากทำผิวบริเวณนั้นจะตึงกระชับขึ้น ทั้งยังเรียบเนียนยิ่งขึ้นด้วย

Thermage เหมาะสำหรับใครบ้าง

  1. ผู้ที่ต้องการยกกระชับ ปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องการผ่าตัดทำศัลยกรรม
  2. มีผิวหนังหย่อนคล้อย ทั้งบริเวณใบหน้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  3. ผิวหน้าหย่อนยาน ขาดการยืดหยุ่น
  4. แก้มห้อยย้อย มีไขมันใต้คาง แนวขากรรไกรไม่คมชัด
  5. ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35-60 ปี จะเห็นผลชัดและได้ผลดีที่สุด
  6. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดดึงหน้า

เลือกทำ Thermage ที่ไหนดีที่ปลอดภัย

หากตัดสินใจที่จะทำ Thermage แล้วนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลยก็คือ ควรศึกษาข้อมูลของ Thermage อย่างละเอียด ถึงวิธีการทำ ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงผลข้างเคียง และเลือกคลินิกหรือสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพราะหากคลินิกใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วนั้น เครื่องจะให้พลังงานที่ไม่สม่ำเสมอ และอาจเกิดผลค้างเคียงได้ เช่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ อาจทำให้ผิวไม่สม่ำเสมอ มีการยุบบุ๋มเป็นบางที่ หรืออาจทำให้ผิวไหม้ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ต้องทำกับเครื่องแท้ที่มีเอกสารผ่านการรับรอง และควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะแพทย์จะสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับปัญหาของคนไข้ได้ รวมถึงประสบการณ์และฝีมือของแพทย์ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนในการรักษาด้วย Thermage

  1. แพทย์จะเริ่มต้นการทำรักษาโดยให้ความเย็นกับผิวชั้นบน เพื่อให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย
  2. วางหัว Tip ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษบนบริเวณผิวที่จะทำการรักษา
  3. พลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะถูกส่งผ่านลึกลงไปยังชั้นผิวแบบเฉพาะเจาะจง และเกิดเป็นพลังงานความร้อน เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว
  4. แพทย์จะใช้ Cryogen เพื่อช่วยให้ความเย็นกับชั้นผิว ให้รู้สึกสบายหลังการรักษา โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษานั้นจะประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ความรู้สึกระหว่างทำการรักษาด้วย Thermage

ในขณะที่ทำการรักษาและหลังการรักษา จะรู้สึกสบายไม่มีการแสบร้อน เนื่องจากขั้นตอนการส่งผ่านพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นเพื่อหยุดยั้งสัญญาณการตอบสนองของระบบประสาท และในระหว่างขั้นตอนการทำ ระบบการให้ความเย็นแก่ผิวนั้นจะเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการส่งผ่านพลังงานไปยังผิว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนจำกัดอยู่แค่ในชั้นของหนังแท้และเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวเท่านั้น โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก ในขณะทำการรักษาด้วย Thermage ทุก 1 shot จะรู้สึกเป็น 3 ช่วง คือ เริ่มจากรู้สึกเย็นสั้น ๆ จากนั้นจะรู้สึกว่าหัว Tip สั่น พร้อมกับได้รับความร้อนลึก ๆ แล้วก็รู้สึกเย็นอีกครั้ง ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเพียง 2 วินาทีต่อ 1 shot

หลังทำ Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

ก่อนจะทำ Thermage ควรรู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทำได้ ซึ่งเทคโนโลยี Thermage นั้น เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัย เนื่องจากได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ในผลการรักษา ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้นมีน้อยมาก เรียกว่าน้อยกว่า 1% ผลข้างเคียงที่พบคือ อาจเป็นผื่นในบริเวณที่ทำ หรือเกิดการบวมแดงขึ้นเล็กน้อย และจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวังการทำ Thermage ก็คือ ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังจากการรักษา โดยบริเวณแก้มและคางจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้น ใบหน้าที่ความเรียวกระชับได้สัดส่วน เนื่อจากไขมันส่วนเกินได้ถูกกำจัดออกไป ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง ดูอ่อนวัย เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลึกถึงระดับเซลล์ผิว มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของความกระชับ เรียบเนียน ผิวจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว เพราะเส้นใยคอลลาเจนที่สมบูรณ์จะช่วยให้ผิวเรียบตึงและริ้วรอยลดลง หลังการรักษาด้วย Thermage จะสามารถอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ขึ้นกัอยู่กับช่วงอายุ การดูแล และการตอบสนองของแต่ละบุคคล

การดูแลหลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะมีจุดเด่นก็คือ หลังจากการทำเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องดูแลผิวเป็นพิเศษ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง เพียงแค่ดูแลผิวทั่วไป เช่น ทาครีมบำรุง ครีมกันแดด และไม่จำเป็นต้องทำการพักฟื้น สามารถแต่งหน้าได้ตามไลฟ์สไตล์ประจำวัน ไม่ต้องเพิ่มเติมการดูแลให้วุ่นวาย ทั้งยังไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงแสงแดด และไม่มีข้อควรระวังพิเศษก่อนและหลังการรักษาเหมือนกับการทำเลเซอร์ทั่วไป และนี่ก็คือข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage ที่ควรจะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ ไม่ว่าจะเลือกเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องหาข้อมูลให้มากพอและทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่ว่าจะได้ตอบสนองผลลัพธ์ได้อย่างตรงความต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกสถานที่ทำที่ได้มาตรฐาน เพราะในปัจจุบันเราสามารถทำ Thermage ในราคาที่เหมาะสมได้ ซึ่งถ้าหากราคาถูกเกินไป อาจจะมีการใช้เครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเครื่องเลียนแบบได้ จึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนตัดสินใจทำด้วย

 

 

บอกเล่าประสบการณ์ก่อนทํา Ulthera และข้อควรระวังที่ควรรู้

นวัตกรรมการทำ Ulthera คือหนึ่งในเทคโนโลยีกระชับใบหน้ายอดนิยม เนื่องจากมีจุดเด่นในการรักษาคือ ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ทันทีหลังทำ กรอบหน้าชัดเจนขึ้น ช่วยลดริ้วรอย มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเรียบเนียน อิ่มฟู และรูขุมขนกระชับ ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่กลับได้ใบหน้าที่เรียวสวยไม่หย่อนคล้อยกลับคืนมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำกันนั้น เราได้รวบรวมรวมประสบการณ์ก่อนทำ Ulthera และข้อควรรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพิจารณาได้ง่ายยิ่งขึ้น

รู้ไว้ก่อนทำ Ulthera

  1. อย่างแรกเลยคือต้องรู้ถึงปัญหาของใบหน้าตนเองก่อน เพราะนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลายวิธีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ulthera, Thermage หรือ HIFU ซึ่งหากว่าคุณเป็นคนที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อใบหน้า ต้องการลดริ้วรอย และต้องการให้หน้าได้รูปชัดเจน การทำ Ulthera ก็จะเหมาะสมสำหรับคุณที่สุด เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่สามารถยิงลึกลงไปถึงผิวชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังที่ช่วยพยุงโครงร่างผิวหนังไว้ ทำให้มีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าได้เป็นอย่างดี
  2. แม้ว่าเทคโนโยลีการทำ Ulthera นั้นจะไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะมีความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นได้ เนื่องจากได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำการยกกระชับหรือดึงหน้าให้ตึง ยิ่งลึกลงใต้ชั้นผิวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเจ็บมากเท่านั้น หากคุณไม่สามารถทนเจ็บได้ อาจจะพิจารณาเลือกเป็นเทคโนโลยีอื่นอย่าง Thermage แทน
  3. หากมีปัญหาในบริเวณอื่น ๆ ที่ผิวค่อนข้างบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก การรักษาด้วยวิธี Ulthera อาจไม่สามารถช่วยยกกระชับได้ แต่แพทย์สามารถผสมผสานเทคโนโลยีระหว่าง Ulthera และ Thermage ในการรักษาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้
  4. ค่าใช้จ่ายในการทำ แม้ว่า Ulthera และ Thermage จะมีราคาใกล้เคียงกัน แต่การรักษาด้วย Ulthera จะคุมงบประมาณได้มากกว่า เพราะสามารถเลือกทำบริเวณที่ต้องการก่อน และกำหนดจำนวนช็อตที่จะทำได้ เช่น อยากยกกระชับบริเวณคิ้วและหางตา ก็อาจจะใช้เงินที่ไม่มากนักในการทำแต่ละครั้ง
  5. ระยะเวลาของการเห็นผล การทำ Ulthera จะเห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะรู้สึกถึงผิวกระชับได้ในการทำครั้งแรกประมาณ 20-30% แต่เนื่องจาก Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดทำศัลยกรรม จึงทำให้ไม่สามารถเห็นผลชัดเจน 100% ได้ในทันที ต้องใช้ระยะเวลา โดยจะเห็นชัดขึ้นหลังทำประมาณ 3-6 เดือน และผลจะคงอยู่นาน 1-2 ปี แล้วแต่สภาพผิวและการดูแลของแต่ละคน
  6. ความปลอดภัยในการทำ การทำ Ulthera มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA เครื่องมือที่ใช้ทำจึงมีมาตรฐานและปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก่อนทำต้องสอบถามให้แน่ชัดและสังเกตให้ดีก่อนว่า เครื่องที่คลินิกหรือสถานประกอบการนั้น ๆ ใช้ เป็นเครื่องแท้หรือไม่ เพราะหากเป็นเครื่องลอกเลียนแบบจะทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านของผลลัพธ์ที่ได้และผลข้างเคียงจากการทำ

Ulthera, Thermage และ HIFU แตกต่างกันอย่างไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวหน้าทั้ง 3 แบบ อย่าง Ulthera, Thermage และ HIFU นั้น ล้วนแล้วแต่ช่วยให้ใบหน้ากระชับ ปรับรูปหน้า แต่เทคโนโลยีแต่ละอย่างนั้น ก็ย่อมมีวิธีการแตกต่างกันออกไป ใครที่สนใจในการทำ Ulthera นั้น มาดูความแตกต่างของการยกกระชับทั้ง 3 แบบนี้กันก่อน เพื่อจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

– Ulthera นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ลงไปยังชั้น SMAS ที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อ เป็นชั้นผิวที่ลึกที่สุด มีความแม่นยำสูง ความร้อนที่ยิงลงไปทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้เกิดการยกกระชับทันที และผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– Thermage นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดียว สามารถปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่มีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบสูงสุด ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้เกิดการกระชับของผิว ผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอย และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้มีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– HIFU นวัตกรรมยกกระชับที่ปล่อยคลื่นพลังงานอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงลงบริเวณที่ทำ ลึกลงไปยังชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยลดไขมันข้างแก้ม แก้ปัญหาเหนียงและคางสองชั้น ลดริ้วรอยให้ตื้นและเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี และต้องมีการทำซ้ำทุก ๆ 2 เดือน

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง ของการทำ Ulthera ที่ควรรู้

  1. ก่อนจะทำ Ulthera ควรศึกษารายละเอียดของการรักษาให้ดีเสียก่อนว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง เพราะการรักษาด้วย Ulthera นั้น เน้นไปที่การยกกระชับใบหน้า ให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่สามารถช่วยลดร่องรอยจุดด่างดำ หรือช่วยบำรุงผิวได้โดยตรง และอยู่ได้เพียง 1-2 ปี เป็นทางเลือกที่ดีของคนที่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า
  2. ควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ สะอาด และถูกหลักอนามัย ตั้งอยู่ในแหล่งที่เป็นที่รู้จักและหาง่าย ไม่ใช่คลินิกเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในซอกซอยที่ลึกลับ และใช้เครื่องมือนำเข้าอย่างถูกต้อง เป็นของแท้ มีการรับรองจาก FDA จากอเมริกา และ อย.ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ตรวจสอบได้ เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลลัพธ์ที่จะได้
  3. แพทย์ที่จะทำต้องจบด้านการแพทย์โดยตรง และมีประสบการณ์ในด้านศัลยกรรมความงาม รวมถึงใช้เครื่องมือได้อย่างชำนาญ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเทคนิคและฝีมือของแพทย์ที่ทำ ถ้าแพทย์ที่เก่งและมีประสบการณ์สูง ก็จะสามารถยิงคลื่นลงไปได้อย่างตรงจุด ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงต้องเข้าใจในปัญหาและสภาพผิวของคนไข้ด้วย
  4. มีรีวิวการใช้บริการ ด้วยเพราะ Ulthera นั้น จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและปัญหาของแต่ละคน เนื่องจากไม่ใช่การผ่าตัดยกกระชับผิวหน้าจึงจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนนักในช่วงแรก ๆ แต่เราสามารถขอดูรีวิวจากผู้ที่เคยทำ เพื่อดูรูปเปรียบเทียบก่อน-หลัง จากการทำ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดหลังทำ Ulthera

  1. หลังทำ Ulthera จะเห็นผลทันที 20-30% และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ใน 2 เดือน
  2. กรอบหน้าจะชัดขึ้น แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ จากการที่ชั้น SMAS หดตัว
  3. ผิวดูอิ่มฟูขึ้น แน่นขึ้น จากการที่ส่งผ่านพลังงานไปยังชั้นผิวตื้น ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแก่ชั้นผิว
  4. หางคิ้วและหางตาจะถูกยกขึ้น ไขมันหนังตาดูลดลง เหมาะกับคนที่หนังตาหางตาตก แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรม
  5. ใบหน้ายกกระชับขึ้น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละบุคคลนั้นจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลรักษาหลังการทำ Ulthera อีกด้วย แต่หากมีการดูแลที่ดี การทำ Ulthera นั้น สามารถให้ผลลัพธ์ได้ยาวนาน 1-2 ปี

วิธีปฏิบัติตน หลังทำ Ulthera

หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำ Ulthera ความแตกต่างจากนวัตกรรมอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ ข้อจำกัด และข้อควรระวัง ที่รู้กันไปแล้วนั้น เรื่องของวิธีปฏิบัติตนหลังจากการทำ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน

  1. หลังการทำ Ulthera สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้า โดยไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดทุกครั้ง
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าหรือถูหน้าแรง ๆ เพราะในระยะแรกผิวอาจมีอาการบวมได้ ซึ่งสามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อช่วยลดบวม และอาการบวมนั้นจะหายไปได้เองประมาณ 2-3 วันหลังทำ ควรนอนหมอนสูงจะช่วยบรรเทาอาการได้ด้วย

แม้ว่าการทำ Ulthera จะได้รับการยอมรับและกล่าวขานว่าเห็นผลดีและปลอดภัย แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น ต้องศึกษาให้ดีก่อน รวมถึงเลือกแพทย์และคลินิกที่เชื่อถือและไว้ใจได้ นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

อยากหน้าเรียวต้องอ่าน Thermage กี่วันเห็นผล?

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปัญหาหนึ่งที่จะต้องพบเจอนั่นก็คือ ผิวหน้าไม่กระชับและหย่อนคล้อย ปัญหานี้พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย หลายคนจึงต้องสรรหาสารพัดครีมมาใช้ แต่นั่นก็ใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผลหรือรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง และด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ของการยกกระชับปรับรูปหน้าที่เรียกว่า Thermage จึงทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกแก้ไข ช่วยคืนความอ่อนวัยให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องใช้เวลานานในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เฉกเช่นการใช้ครีมหรือทำทรีทเมนท์ หลายคนคงเกิดคำถามที่ว่า แล้วการทำ Thermage กี่วันเห็นผล? เรามาหาคำตอบนี้กัน

รู้จักกับ Thermage

Thermage คือหนึ่งในนวัตกรรมของการยกกระชับผิว ทั้งผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก และทุกส่วนของร่างกายที่ต้องการให้ผิวมีความกระชับ ขจัดเซลลูไลท์ และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้ ด้วยเครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) ที่มีเทคโนโลยีในการปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ที่อยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย สลายไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด และช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป็นวิธีที่ดีในการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือทำศัลยกรรม สามารถปรับให้รูปหน้าเรียวสวย ยกกระชับผิวรอบดวงตา และมีกระบวนการรักษาเพียงครั้งเดียวแบบไม่ต้องเจ็บตัว

Thermage ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  1. ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยไปตามวัยและกาลเวลา สร้างกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ให้ใบหน้าเรียวโดยไม่ต้องผ่าตัด
  2. ช่วยยกกระชับบริเวณเปลือกตา สำหรับคนที่หนังตาตก ผิวรอบตามีความหย่อนคล้อย ให้กระชับและดวงตาดูสดใสขึ้น
  3. ช่วยลดบริเวณแก้มและเหนียง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเนื้อแก้มเยอะ หรือมีเหนียงที่ชัดเจน
  4. ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบริเวณใบหน้าและร่องแก้มลึก และเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหน้า
  5. ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังจากลดน้ำหนัก และผิวที่ท้องแตกลายหลังคลอดบุตร
  6. ช่วยขจัดเซลลูไลท์ตามร่างกาย ให้ต้นขา ต้นแขน สะโพก และหน้าท้อง กระชับขึ้น

Thermage กี่วันเห็นผล

Thermage จะใช้เวลาในการทำ 1-2 ชั่วโมง และหลังจากทำเสร็จจะเห็นผลในเรื่องยกกระชับแบบทันทีประมาณ 30% หลังจากนั้นสภาพผิวจะดีขึ้นจากการที่มีการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวใหม่ โดยจะเห็นผลเต็มที่ในเวลา 3-6 เดือน และจะอยู่ไปอย่างน้อยราว ๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละคน สำหรับคนที่ต้องการให้ผลลัพธ์อยู่นาน ๆ สามารถทำซ้ำได้ในอีก 6 เดือนหลังจาก Thermage หมดฤทธิ์ ซึ่งการทำต่อเนื่องปีละครั้งจะช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้น และเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการชะลอวัยให้กับผิวหน้าได้ในระยะยาว

ขั้นตอนการทำ Thermage

  1. ทายาชาลงบนผิวบริเวณที่จะทำ Thermage ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้ยาชาออกฤทธิ์
  2. ทำความสะอาดผิวด้วยแอลกอฮอลล์ และแพทย์ผู้ทำจะทำการลอกรูปตาราง (Grid Paper) ลงบนผิว เพื่อความแม่นยำในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ เนื่องจากคนไข้บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ส่วนผสมในการลอกรูปตารางลงบนผิวได้ แพทย์อาจทำการพิจารณาไม่ใช้รูปตาราง
  3. ยิงรักษาทีละจุดตามตารางจนทั่วบริเวณจนครบจำนวนช็อต เช่น 600, 900 หรือ 1,200 ช็อต
  4. ให้ความเย็นแก่ผิวชั้นบนเป็นครั้งสุดท้าย (Spray Cooling) เพื่อป้องกันผิว Burn
  5. แพทย์อาจมีการกลับมายิงซ้ำในบริเวณที่ต้องการการรักษาหรือเน้นการดูแลเป็นพิเศษ
  6. หลังจากยิงเสร็จแล้ว ทำความสะอาดผิวและลบตารางออก

ผลข้างเคียงของการทำ Thermage

Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ปลอดภัยเพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้มีผลข้างเคียงน้อยมาก อาการที่อาจพบได้หลังจากการทำคือ

  1. รอยแดงหลังทำ สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการเกิดความร้อนที่บริเวณใต้ผิวหนังที่ทำ และจะหายได้เองหลังทำไม่กี่ชั่วโมง
  2. อาการบวม นูน เป็นอาการข้างเคียงที่อาจพบได้บ้าง แต่จะเป็นการบวมเพียงเล็กน้อย ไม่ได้บวมมากหรือรุนแรงเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม สามารถหายได้เองและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. ผิวไหม้ (Burn) อาจมีการเกิดขึ้นได้สำหรับการรักษาที่ใช้ความร้อนมากเกินไป เช่น ระดับ 3-4 เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นกว่าระดับอื่น แต่อาจส่งผลข้างเคียงหลังทำให้ผิวไหม้ หรือเกิดการบาดเจ็บระหว่างทำได้ เพราะฉะนั้นหากเรามีความรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว ต้องรีบบอกแพทย์ผู้ทำการรักษา เพราะปกติแล้วความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ Hot But Tolerated หรือร้อนในระดับที่พอทนได้ แต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด

คำแนะนำในการดูแลตนเองก่อนและหลังทำ Thermage

  1. ก่อนทำควรพักผิวหน้าหรือผิวบนร่างกายในบริเวณที่ต้องการทำ โดยงดการทำทรีทเมนท์หรือเลเซอร์อื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย Thermage
  2. เน้นทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่ต้องการทำอย่างสม่ำเสมอ และควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไปร่วมด้วย
  3. ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหรือต้องโดนแดดจัด ๆ โดยตรง หลังทำ Thermage ประมาณ 1 สัปดาห์
  4. หลังทำ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป เป็นประจำ
  5. หากแพทย์ให้ครีมบำรุงมาทา เพื่อป้องกันการอักเสบ บวม แดง และรอยแผลเป็น ควรทาครีมอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

ข้อดีของการทำ Thermage

  1. Thermage เป็นการยกกระชับผิวที่เห็นผลชัดตั้งแต่หลังทำ และให้ผลลัพธ์ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้เวลารอนาน
  2. การทำ Thermage สามารถช่วยปรับรูปหน้าได้ตามต้องการ และแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยได้ทั้งใบหน้า ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง
  3. สามารถทำได้ทุกสีผิวโดยไม่จำกัด แม้ว่าจะมีสีผิวเข้มก็ตาม
  4. Thermage เป็นการทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นผล หากเทียบกับการทำเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3-4 ครั้ง กว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างต้องการ
  5. เห็นผลยาวนาน 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแล รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร หรือการบำรุงผิว
  6. ทำง่าย รวดเร็ว และไม่เกิดผลกระทบหลังทำ เพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไม่เกิดบาดแผลใด ๆ และไม่มีผลกระทบระยะยาว ทั้งยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีหลังทำ

ข้อเสียของการทำ Thermage

อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางคน เช่น รอยแดง บวม แต่สามารถหายเองได้ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ๆ และข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือราคา ที่อาจจะสูงกว่าการใช้วิธีอื่น ๆ

การทำ Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาและแก้ปัญหารูปหน้ารวมไปถึงรูปร่าง ที่ได้ผลดี เห็นผลไว และอยู่ได้นาน ผลข้างเคียงน้อย ไม่มีแผลเป็น และไม่เจ็บขณะทำ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเห็นผลทันทีหลังทำ สามารถลดขนาดต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และบริเวณต่าง ๆ ที่มีปัญหาผิวเปลือกส้มได้ ช่วยลดไขมัน ขจัดเซลลูไลท์ ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงหากทำกับบริเวณใบหน้า นอกจากจะทำให้หน้าได้รูปขึ้นแล้วนั้น ยังช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น แก้ปัญหาหนังตาตก ริ้วรอย ร่องแก้ม ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยยกกระชับแก้มที่ห้อยย้อย หรือเหนียงใต้คาง เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัดทำศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า แต่ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้แพทย์ประเมินถึงความเหมาะสมหรือจำนวนช็อตในการทำ และต้องทำโดยแพทย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะนอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว เรายังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอีกด้วย และนี่ก็คืออีกหนึ่งวิธีในการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัยและเห็นผล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบอกลาริ้วรอยก่อนวัย แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมากระชับ ตึง เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ เด็กลงกว่าเดิม

 

 

 

 

 

Thermage ผลข้างเคียง

กล้ามเนื้อมีพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อเรียกว่า SMAS เป็นเสมือนเบาะตาข่ายรองอยู่ใต้ชั้นไขมัน ซึ่งยึดติดอยู่กับชั้นผิวหนังอีกที เมื่ออายุมากขึ้นตาข่ายพังผืดนี้จะขาดความแข็งแรง และเริ่มหย่อนคล้อยส่งผลให้ผิวหย่อนยานตามไปด้วย เปรียบเหมือนโครงหลังคาที่ยึดกระเบื้องไว้ เมื่อชำรุดก็ไม่สามารถยึดกระเบื้องไว้ได้เช่นเดียวกับผิว เมื่อ SMAS มีความหย่อนคล้อย เสื่อมสภาพก็ไม่สามารถยึดคอลลาเจนให้มีความตึงกระชับยืดหยุ่นดีไว้ได้

หลายปัจจัยที่ทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น แสงแดด มลภาวะ เมื่อเวลาผ่านไป คอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นผิว ก็เริ่มลดลงไม่แน่นกระชับดังเดิม ผิวที่เคยกระชับตึงก็จะสูญเสียความยืดหยุ่น ทั้งนี้ เกิดจากคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพ คอลลาเจน คือ โปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวหนังทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกันมีลักษณะเป็นสายยาว โดยมีมากที่สุดที่ผิวหนัง ผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มากจึงมีแรงสปริงตัวและ ยืดหยุ่นได้ดี เมื่ออายุมากขึ้นเส้นใยของคอลลาเจน จะเสื่อมสภาพลงทำให้แรงสปริงตัวและ ความยืดหยุ่นที่เคยมีในวัยเด็กเสื่อมสลายไปทำให้เกิดความหย่อนคล้อยของผิว

Thermage คือ อะไร

เทคโนโลยีการยกกระชับผิว เครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) นำเข้าจากประเทศอเมริกา ผ่านการรับรองจากทั้งอ.ย. ของประเทศอเมริกา และ อ.ย. ของประเทศไทย เข้าไปทำงานยังชั้นผิวหนัง ใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมาหดตัว ผิวที่ถูกทำด้วย Thermage จะกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้ง ลดร่องรอยต่างๆ ทำให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยยกกระชับผิวหน้า และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงแลดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก

ความสำคัญของคอลลาเจน

คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนเนื้อเยื่อเส้นใยที่ร่างกายมนุษย์สร้างได้เองตามธรรมชาติ มีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนังที่มีคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส เปล่งปลั่ง เมื่ออายุยังน้อยร่างกายจะผลิตได้มาก แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นในวัยเลข 3 การผลิตคอลลาเจนจะลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรง เรียบเนียน และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้

วิธีการทำงานของ Thermage รักษาผิวภายนอก กระชับภายใน

ขั้นตอนในการส่งผ่านความร้อนอย่างสม่ำเสมอ โดยความร้อนที่มีคุณภาพนี้ ส่งผลทำให้โครงสร้างใต้ชั้นผิวหนังเกิดการกระชับตัวดีขึ้น นอกจากนี้คอลลาเจนจะถูกสร้างเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวของผู้เข้ารับบริการ เกิดความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น มีความนุ่มนวลมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการลดร่องรอยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รูขุมขนมีขนาดเล็กลง โดยใช้เวลาในการทำเพียงแค่ครั้งละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น การปล่อยพลังงานของ Thermage ความร้อนจะกระจายกว้าง ละเอียด ลงโดนทุกคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ลงถี่รักษาเต็มทุกพื้นที่ ทำให้คอลลาเจนแข็งแรงขึ้นฉับพลัน หดตัว และ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ นิยมใช้ดูแลปัญหาผิวที่คอลลาเจนเสื่อม หรือทำล่วงหน้ากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อชะลอวัยทำให้ผิวหน้าแน่น ใบหน้ากระชับ เซลล์ไขมันตาย ดูหน้าเข้ารูปขึ้น

ข้อดีของการทำ Thermage มีดังนี้

  1. รักษาเพียงครั้งเดียว ซึ่งต่างจากเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3 – 4 ครั้ง
  2. ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล
  3. สามารถทำได้กับทุกสภาพผิว
  4. สะดวก รวดเร็ว
  5. ผิวกระชับขึ้นทันทีหลังการทำ

ใครที่ควรทำ Thermage

  1. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเพื่อการรักาาที่เห็นผลชัดเจน
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหย่อยคล้อย
  3. ผู้ที่มีไขมันส่วนเกิน
  4. ผู้หญิงหลังผ่านการคลอดบุตร และต้องการให้ผิวหน้าท้องกลับมากระชับ
  5. ผู้ที่ประสงคืจะปรับรูปโครงหน้า

บริเวณที่นิยมทำ Thermage

  1. ใบหน้า ลำคอ ได้สัดส่วน ได้หน้าเรียวขึ้น ผิวหน้าดีขึ้น เรียบเนียนขึ้น ตึงขึ้น อ่อนวัย เด็กลง หาแฟนง่ายกว่าเก่า (ล้อเล่น:p)
  2. ตา แก้ปัญหาหนังตาตก ห้อย รอยตีนกาไม่เฟิร์ม รอยทีนกา ริ้วรอยตามวัยที่เราไม่อยากจะมี แก้ปัญหาเปลือกตาที่เริ่มจะไม่ตึง
  3. แขน ท้องแขนที่ไม่เรียบ ห้อย ก็จะเฟิร์ม ดึ๋งดั๋งมากขึ้น
  4. มือ มือที่มีริ้วรอยไม่เรียบ ก็จะตึงขึ้นจนคนเริ่มเดาอายุไม่ถูก
  5. หน้าท้อง หน้าท้องที่หย่อนคล้อย โดยเฉพาะหลังจากการคลอดบุตร ก็กระชับขึ้น
  6. ขา โดยเฉพาะส่วนเขา เรียบเนียน ตึงขึ้น

ความรู้สึกระหว่างการรักษา

ระหว่างการทำ Thermage จะรู้สึกได้ถึงความร้อน อาจรู้สึกไม่สบายตัวบ้าง ความร้อนนั่นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยกกระชับคอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่เพื่อผลการรักษาสูงสุด หลังจากการรักษาด้วย Thermage จะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบาย

หลังทำ Thermage เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  1. ช่วยยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย
  2. กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่
  3. ปรับโครงหน้าให้เข้ารูป และได้สัดส่วน
  4. ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
  5. เพิ่มความแข็งแรงให้ผิวหนัง
  6. ผิวหนังได้รับการฟื้นฟูลงลึกถึงระดับเซลล์ผิว

ผลของการรักษายาวนานแค่ไหน และคุ้มค่าไหม

หลังจากการทำ Thermage บางคนอาจเห็นผลลัพธ์ได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เด่นชัดที่สุดจะปรากฎให้เห็นหลังจาก 2-3 เดือนที่ได้รับการรักษา ภายใต้ผิวหนังจะยังคงสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง และจะยกกระชับได้ดีเมื่อเข้าสู่เดือนที่ หลังจากนั้นจะคงสภาพไว้ประมาณ 1-2 ปี แต่โดยรวมแล้วผลลัพธ์ของการทำ Thermage นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล

Thermage ที่มาพร้อมกับความเจ็บ 

มีการปรับระดับความอุ่นที่คนไข้ทนไหว ยิ่งร้อนยิ่งดี เป็นสัญญาณว่าใต้ผิวหนังเราตอบสนอง ความร้อนเหล่านี้จะส่งผ่านลึกไปใต้ชั้นผิว เพื่อเสริมสร้างคอลลาเจน โดยที่คุณหมอจะคอยสอบถามวัดระดับร้อนในระดับที่เราสามารถทนไหว การยิงแต่ละครั้ง จะยิงแช่ไว้ 1 วินาที มีจำนวนการยิงตั้งแต่ 300–900 ครั้ง มากกว่าหรือน้อยกว่า ขึ้นกับบริเวณที่จะทำ

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จากการทำ Thermage

  1. รอยแดงสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจาก มีการเกิดความร้อนใต้ผิว และจะหายไปเอง
  2. อาการบวม อาจมีรอยนูน หรืออาการบวมเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง
  3. ผิวไหม้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ ความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ทนได้ ผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความทนของผิวแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

ผลข้างเคียงที่รุนแรง

เพื่อหวังกอบโกยเงินทางลัดด้วยวิธีที่มักง่าย เพราะความเห็นแก่ตัว โดยไม่สนใจถึงผลเสียของผู้ที่เข้าใช้บริการ จึงทำให้เกิดคนที่ฉกฉวยโอกาส ไม่ประสงค์ดีทำ Thermage ปลอมขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่ากำลังเป็นที่นิยมของตลาด ดังนั้นผู้ที่เข้าใช้บริการเอง ก็จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้บริการเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา รวมทั้งต้องพยายามหมั่นหาความรู้ เป็นเกราะป้องกันตัวเอง เพื่อปกป้องและรู้ข้อมูลเบื้องลึกเกี่ยวกับเครื่อง เทอร์มาจ สามารถแยกแยะได้ว่า ของจริงหรือของปลอมนั้นแต่ต่างกันอย่างไร เป็นเครื่องที่มีมาตราฐานรองรับหรือไม่ มิเช่นนั้นอาจหลงกล จนทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงตามมา

ผลข้างเคียง ของการใช้ Thermage ปลอม

  1. เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก
  2. ผิวหน้าอาจเกิดการอักเสบที่รุนแรง เนื่องจาการรักษาที่ผิดวิธี
  3. เกิดรอยดำที่ชัดเจน จากการที่ผิวหนังไหม้
  4. อาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็น
  5. สภาพผิวหน้าเปลี่ยนไป

การตัดสินใจเลือกสถานที่ทำ thermage

  1. มีใบอนุญาตประกอบการ จากกระทรวงสาธารณสุข
  2. แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม จากสภาวิชาชีพของแพทย์หรือ “แพทยสภา”
  3. แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญในการทำ
  4. แพทย์ต้องมีประสบการณ์
  5. ให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน สามารถให้ข้อมูลที่สงสัยได้ทุกอย่าง

ไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมเท่านั้น การปรับรูปหน้าตามองศาความงาม หรือตามทิศทางกล้ามเนื้อที่เหมาะสม จะทำให้โครงหน้าสวยงามได้รูป แพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า จะดีไซน์ให้ลงพลังงานอย่างเหมาะสมในแต่ละจุด เพื่อการปรับรูปหน้ากลับสู่องศาความงามมากที่สุด ทำให้สวยขึ้นในแบบของคุณเอง ดูโดดเด่นขึ้น อีกทั้งการใช้พลังงานที่เหมาะสม ทำให้ลดความเสี่ยงต่างๆ อันอาจจะเกิดจากการใช้เครื่องมือแพทย์ค่ะ ดังนั้นแล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจ และเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และประสบการณ์

การทำ Thermage มีหลายราคา โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน หากมีความต้องการณ์ที่จะทำหลายช็อต ก็จะส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามจำนวนช็อตไปด้วย ส่วนราคานั้นเริ่มต้นที่ 30,000 – 100,000 บาท Thermage อาจจะขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพในระยะยาว แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงให้เห็นอยู่บ้าง อาทิ รอยนูนที่อาจก่อให้เกิดแผล รอยแดงที่เกิดจากความร้อน อาการคันจากผดผื่นที่ขึ้นบนใบหน้าหลังจากทำเสร็จ บางครั้งอาจรุนแรงจนถึงขั้นผิวหนังไหม้ เราจึงควรคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนตันสินใจทำ

ต้องทํา Thermage กี่ครั้งถึงจะเห็นผล

ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปทำให้ผิวพรรณมีความหย่อนคล้อยตามวัยที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการรักษาผิวให้กระชับขึ้นก็ทำได้ยาก ถึงแม้ว่าจะมีครีมมากมายหลายแบรนด์ที่ผลิตออกมาเพื่อช่วยมนการบำรุงผิวแต่ก็ยังไม่พบว่ามีครีมชนิดใดที่จะช่วยแก้ปัญหาที่จะคืนความกระชับให้แก่ผิวจนลึกถึงชั้นโครงสร้างผิวได้ปัจจุบันจึงได้มีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่าการทำ  Thermage  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ให้ผลลัพธ์ได้ดีอย่างน่าพึงพอใจโดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม

หลายคนที่กำลังมองหาตัวช่วยในการกระชับผิวอย่างล้ำลึกการทำ Thermage ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีให้แก่คุณ แต่แน่นอนว่าบางคนที่สนใจจะทำ Thermage ยังคงมีความกังวลหลายอย่าง เช่น ทำแล้วจะเห็นผลลัพธ์จริงหรือ, ทำแล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่, ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล เป็นต้น เราจึงจะมาให้ข้อมูลเพื่อช่วยคลายความกังวลให้แก่คุณแต่ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องผลลัพธ์เราควรที่จะมาทำความรู้จักกับ Thermage กันเสียก่อน

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นการใช้ความถี่ของคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว ซึ่งนำมาใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมาหดตัว ผิวที่ถูกทำปฏิกริยาด้วยคลื่นของThermage จะกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้งถือเป็นการยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัดอีกทั้งผิวในบริเวณที่ทำ Thermage จะดูมีน้ำมีนวลเต่งตึงขึ้นอีกด้วย

วิธีการทำงานของ Thermage

Thermage จะมีพลังงานคลื่นวิทยุที่มีกระบวนการส่งความร้อนอย่างสม่ำเสมอโดยความร้อนนี้จะไปทำให้โครงสร้างใต้ผิวหนังกระชับตัวดีขึ้นอีกทั้งในระยะต่อมาก็จะทำให้ผิวของคุณสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรงและนุ่มนวลช่วยลดร่องรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ รูขุมขนเล็กลงแลดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอกซึ่งการทำงานของ Thermage จะใช้เวลาทำเพียงแค่ครั้งละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

การยกกระชับหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายวิธี แต่ที่เป็นที่นิยมคือการ ยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยอาศัยคลื่นพลังงาน ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว หรือทำให้เยี้อกล้ามเนื้อผิวกลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง พลังงานที่ว่านี้ คือพลังงาน Thermage ซึ่งใช้พลังงาน Radio Frequency คล้ายคลื่นวิทยุ ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว

Thermage เหมาะสำหรับใคร

ในการทำ Thermage จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยมีริ้วรอยร่องแก้มลึกผู้ที่มีหนังตาตกต้องการยกคิ้วหรือยกหางตาขึ้นหรือต้องการที่จะกระชับหนังตาบน ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำไม่สดใสมีริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก แก้มและริมฝีปาก ผู้ที่มีปัญหาผิวเหี่ยวย่นบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และมือรวมไปถึงผู้ที่มีผิวไม่เรียบเนียนเป็นเซลล์ลูไลท์ก็สามารถทำ Thermage ได้ทั่วทั้งบริเวณผิวหน้าและลำตัวหรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่ผ่านการคลอดบุตรและต้องการให้ผิวหน้าท้องให้กลับมากระชับเหมือนเดิมหรือผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันแล้วพบว่าบางส่วนยังไม่กระชับก็สามารถทำได้เช่นกัน

แล้ว Thermage ควรทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล

การทำ Thermage นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลคุ้มค่าพอสมควรเพราะทำเพียง 1 ครั้งก็สามารถเห็นผลลัพธ์ว่าผิวดูอ่อนเยาว์ลง ผิวดูยกกระชับขึ้นทันทีเนื่องจากคอลลาเจนหดตัว ประมาณ 20-30% หลังการทำ Thermage ในบางคนจะเห็นผลทันที และสังเกตผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้นในเดือนที่ 2 – 3 โดยจะมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผิวจะสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องและยกกระชับได้ดีในเดือนที่ 6 แล้วคงอยู่สภาพนี้ประมาณ 1 – 2 ปี ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงได้ถึง 5 – 15 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลรวมไปถึงการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารและการบำรุงผิวในแต่ละบุคคลด้วย

แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและต่อเนื่องนั้นควรที่จะทำ Thermage ปีละ 1 ครั้งเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้นและทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อเป็นการชะลอวัยในระยะยาวซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นข้อดีที่มีความแตกต่างจากการบำรุงอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม การโบท็อกซ์หรือการเลเซอร์ทั่วไปที่อาจจะต้องกลับไปทำซ้ำ ๆ  3 – 4 ครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจนฉะนั้นหากต้องการผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกเราก็ควรที่จะบำรุงดูแลผิวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วยและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หลังทำ Thermage ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง
  2. หลังทำ Thermage ไม่ต้องพักฟื้น ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30+ ขึ้นไปควบคู่กันเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
  3. ควรหยุดพักทำ Treatment หรือ Laser อื่น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  4. ไม่ใช้น้ำร้อนล้างหน้า ทำสตรีมซาวด์น่าหรือนวดหน้าด้วยความร้อนในวันแรกหลังทำการรักษาและหลังทำ 1 สัปดาห์
  5. อาจมีรอยแดงเล็กน้อยหลังจากทำควรประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทารอยแดงให้จางหายไปและรอยจะค่อย ๆ จางลงเองภายใน 1-3 ชั่วโมง

หากปฏิบัติตามเพียงเท่านี้หลังทำ Thermage เพียงแค่ครั้งเดียวคุณก็จะมีผิวที่กระชับไม่หย่อนคล้อยและไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ อาจจะไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกหลายรอบทั้งนี้ผลลัพธ์ของการทำ Thermage ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยหากสภาพผิวของคุณมีปัญหาที่ต้องรักษามากก็อาจจะต้องทำ 2 ครั้งต่อปี แต่ถ้าหากสภาพผิวไม่มีปัญหามากจนเกินไปก็ทำเพียงแค่ 1  ครั้งต่อปีดังนั้นก่อนตัดสินใจทำควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจก่อนเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีตรงตามความต้องการ

ข้อควรระวังในการทำ Thermage

บุคคลที่ห้ามทำ Thermage ได้แก่ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์เกี่ยวกับหัวใจหรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคงูสวัด รวมทั้งสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และอยู่ระหว่างให้นมบุตรเนื่องจากอาจจะได้รับคลื่นวิทยุจากเครื่อง Thermage ทำให้เกิดอันตรายต่อบุคคลเหล่านี้ได้

หลังทำ Thermage เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  1. Thermage จะช่วยยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดอีกทั้งยังไม่มีบาดแผลจากการทำอีกด้วย
  2. Thermage จะช่วยทำให้คอลลาเจนและอิลาสตินหดตัวในชั้นผิวหนังแล้วไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่
  3. Thermage จะยกกระชับผิวหนังหย่อนคล้อยของใบหน้า คอ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา
  4. Thermage ช่วยให้รูปหน้าเรียวเล็ก ได้สัดส่วน ลดร่องแก้ม แก้ไขแก้มหย่อนคล้อย เนื่องจากปัญหาไขมันสะสมถูกกำจัดไป
  5. Thermage ช่วยลดเหนียง ลดถุงใต้ตา ริ้วรอยรอบดวงตาและเปลือกตาลดลง ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยขึ้น
  6. Thermage ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวหนัง พร้อมคงความอ่อนเยาว์ให้ผิวเนียน นุ่ม
  7. Thermage ช่วยให้ผิวมีความสมบูรณ์ดีมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลงลึกถึงระดับเซลล์

หลังรักษาด้วย Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

Thermage เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยไม่ต้องผ่าตัดหลังรักษาจะพบผลข้างเคียงน้อยมากส่วนใหญ่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก็จะไม่รุนแรง เช่น มีรอยแดง บวม รอยนูน รอยพอกแสบร้อนเล็ก ๆ บริเวณผิวหนังไม่เรียบซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก อาการข้างเคียงจากการทำ Thermage ส่วนใหญ่จะหายไปโดยไม่มีอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใดสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวเมื่อทำเสร็จก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

และนี่ก็คือข้อมูลที่จะเป็นคำตอบให้กับผู้ที่กำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ Thermage ว่าควรจะทำกี่ครั้ง และเมื่อทำ Thermage นั้นผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร หวังว่าผู้ที่กำลังจะตัดสินใจทำ Thermage หรือผู้ที่ทำแล้วอยากที่จะทำซ้ำอีกก็ให้นำข้อมูลที่ให้ไปข้างต้นไปพิจารณาและปฏิบัติตามเพื่อผลลัพธ์ของผิวที่ดีในอนาคต

 

 

 

 

 

แก้ปัญหาถุงใต้ตาด้วย Thermage

ปัญหาบริเวณรอบดวงตาไม่ว่าจะเป็นถุงใต้ตา ริ้วรอย คิ้วตก หางตาตก ผิวรอบดวงตาย่นไม่กระชับความหย่อนคล้อยรอบดวงตาเหล่านี้ทำให้คุณดูมีอายุ ดูแก่กว่าวัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุไม่ว่าจะอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของผิวหนังก็ยิ่งลดลง การสร้างคอลลาเจนก็ลดลง ทำให้ผิวไม่นุ่ม ชุ่มชื้น สดใสเหมือนตอนวัยรุ่น หรืออาจจะเป็นการถูขยี้ตาบ่อย ๆ หากใช้ Eye Cream ในการช่วยบำรุงบางครั้งอาจไม่เพียงพอเสมอไป และสิ่งจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาจุดบกพร่องใต้ตาของคุณได้มีประสิทธิภาพที่ดีและเป็นที่ได้รับความนิยมนั่นก็คือ การทำ Thermage

ก่อนที่จะไปรู้จักกับการทำ Thermage เราต้องรู้ก่อนว่า ถุงใต้ตาคืออะไร

ถุงใต้ตา คือ บริเวณใต้ดวงตาที่มีลักษณะ ปูด บวม นูนออกมา เหมือนถุง อาการเช่นนี้ไม่มีอันตรายใด ๆ ไม่ส่งผลต่อสุขภาพ หากแต่ปัญหาถุงใต้ตานี้ ก็เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลและลดทอนความมั่นใจให้แก่คุณได้อยู่ไม่น้อย ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม ปัญหาในการเกิดถุงใต้ตาก็เกิดขึ้นได้เสมอซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายประการ  เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนน้อยติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้ การระคายเคืองที่ปรากฏบนใบหน้า การรับประทานอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการบวม เกิดจากอายุที่มากขึ้น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อบริเวณใต้ดวงตาเกิดความอ่อนล้าลง ไขมันเหลวก็จะมาสะสมอยู่ที่บริเวณเปลือกตาล่าง จนมีเกิดการบวมอย่างเห็นได้ชัดยากที่จะบำรุงรักษาให้หายได้ในทันที

การทำ Thermage คืออะไร

Thermage คือ การนำเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่เป็นแบบขั้วเดียวและสามารถเจาะจงตำเเหน่งได้มาพัฒนาจนสามารถใช้เป็นเครื่องกระตุ้นผิวหนังได้อย่างล้ำลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงชั้นไขมัน และเมื่อคลื่นวิทยุที่อยู่ในเครื่องนี้ถูกส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อคลื่นก็จะไปช่วยแก้ปัญหาเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่นให้มีความยืดหยุ่นและกระชับกว่าเดิม

Thermage กำจัดถุงใต้ตาออกโดยไม่ต้องผ่าตัด

ในอดีตการกำจัดถุงใต้ตานั้นอาจจะต้องใช้การผ่าตัดทำศัลยกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนแต่การผ่าตัดศัลยกรรมนั้นก็เสี่ยงอันตรายเกินไปจึงทำให้บางคนเลือกที่จะไม่ทำเนื่องจากความกลัว หรืออาจจะไม่มีเวลาในการพักฟื้นเท่าไหร่นักแต่ปัจจุบันนี้หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากให้ถุงใต้ตาลบเลือนหายไป พร้อมกลับมาสดใสอีกครั้งแบบไม่ต้องผ่าตัดทำศัลยกรรมที่เสี่ยงอันตราย การทำ Thermage ถุงใต้ตานั้นช่วยตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างมากและเห็นผลชัดเจน เพราะการทำ Thermage เป็นการทำหัตถการ แบบสบาย ๆ ไม่ต้องผ่าตัดเพื่อเปิดแผล ไม่ต้องเจาะแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้เครื่องมือนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในการส่งผ่านคลื่นวิทยุ เข้าไปใต้ชั้นผิวเปลือกตาพร้อมกระตุ้นผิวจากภายในสู่ภายนอก ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของคลื่นวิทยุความถี่สูงหรือ RF ซึ่งได้รับการยืนยันจากวงการแพทย์แล้วว่ามีความปลอดภัยในการรักษาโดยความร้อนจากคลื่นวิทยุจะช่วยทะลวงชั้นผิวต่าง ๆ ลงไปอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งถึงชั้นไขมัน พร้อมทั้งไปช่วยกระตุ้น Collagen ทำให้ Collagen กลับมามีความแข็งแรงเกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการกระตุ้นให้เกิดการสร้าง Collagen ใหม่ขึ้นมาและช่วยในการยกกระชับผิวได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายเดือน และเห็นผลสูงสุดตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป พร้อมทั้งคงผลไว้ได้ 1 – 2 ปี

Thermage ตรงถุงใต้ตา ต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สำหรับการทำ Thermage นั้นจำเป็นจะต้องใช้ทักษะความแม่นยำทางกายวิภาคของมนุษย์เป็นอย่างสูงเนื่องจากบริเวณดวงตามีความอ่อนโยนและบอบบางมาก ถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและปลอดภัยแล้วก็ตามแต่ก็ต้องอย่าลืมว่า ผิวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันรวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณดวงตาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นการทำ Thermage ถุงใต้ตา ถือเป็นจุดที่ค่อนข้างอันตรายอย่างมากซึ่งจะต้องเป็นแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้นเป็นผู้ลงมือทำห้ามไม่ให้ใครที่ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำโดยเด็ดขาดไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความผิดพลาดจนเกิดอันตรายถึงดวงตาของเราได้ ฉะนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ Thermage ถุงใต้ตา ควรที่จะเลือกคลินิกเสริมความงามที่มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจเสียก่อน

ขั้นตอนการทำ Thermage ถุงใต้ตา

การทำ Thermage ถุงใต้ตา โดยทั่วไปแล้วมีขั้นตอนและวิธีที่ไม่ยุ่งยากและใช้เวลาไม่นานมาก ดังนี้

  1. ทายาชาประมาณ 45 นาที หรืออาจจะไม่ทายาชาก็ได้การทายาชาก็จะช่วยลดความรู้สึกถึงพลังงานความร้อนหรืออาการเจ็บขณะที่เครื่องกำลังทำงานบริเวณดวงตาของเรา แต่การทายาชานั้นขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคลหากผิวของบางคนมีการตอบสนองดีก็อาจจะทำให้รับความรู้สึกได้หรือหากบางคนที่ผิวค่อนข้างที่จะไม่ตอบสนองก็ไม่จำเป็นต้องทายาชาก็ได้
  2. แพทย์จะตรวจและออกแบบแนวในการยกหรือตำแหน่งที่ต้องการเน้นหรือเว้นบริเวณรอบดวงตาในการตรวจและออกแบบแนวในการยกหรือตำแหน่งที่ต้องการเน้นก่อนที่จะเริ่มทำนั้นเพื่อเป็นการกำหนดจุดให้ชัดเจนเพื่อให้รู้ตำแหน่งและทำให้ได้ประสิทธิภาพแก้ไขอย่างตรงจุดลดความผิดพลาดขณะทำได้อีกด้วย
  3. พนักงานจะทำการติดแผ่นที่มีรูปตาราง Grid Paper ลงบนผิว
  4. แพทย์จะทำการใส่ Eyeshield แบบนิ่ม ที่มีลักษณะคล้ายกับคอนแทคเลนส์เพื่อป้องกันเพื่อป้องกันคลื่นความร้อนเข้ามากระทบดวงตาของเรา
  5. เริ่มทำการรักษาโดยการรักษาจะใช้เวลา ประมาณ 30 – 45 นาที

รักษาด้วย Thermage มีความปลอดภัยแค่ไหนและผลที่ได้เป็นอย่างไร

การรักษาด้วย Thermage นั้นมีความปลอดภัยสูงมากผลที่ได้รับคือถุงใต้ตาจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเริ่มตื้นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลา 6 เดือนหลังจากรับการรักษาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักจะพบน้อยกว่า 1% โดยผลข้างเคียงจะเป็นลักษณะของการบวมแดงหรือเป็นผื่นเกิดขึ้นรอบบริเวณที่ทำการรักษา แต่อาการดังกล่าวเหล่านี้จะหายไปภายในระยะเวลาเพียง 2-3 วัน ถึงประมาณ 1 สัปดาห์ แนะนำให้ทำประมาณปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงความอ่อนเยาว์ของผิวหนังบริเวณรอบดวงตา

ข้อดีของการทำ Thermage ลดถุงใต้ตา

  1. ทำให้ดวงตาดูอ่อนวัย สดใส ดูไม่เหนื่อยล้า
  2. ทำให้ผิวรอบดวงตายกกระชับเรียบเนียนยิ่งขึ้น รอยย่นใต้ตาและริ้วรอยแลดูจางลง
  3. ช่วยรักษาอาการหนังตาบนหย่อนและลดถุงใต้ตาสำหรับในผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดถุงใต้ตาหรือถุงใต้ตายังไม่บวมมาก
  4. ช่วยชะลอความเสื่อมตามวัยในบริเวณรอบดวงตาอย่างเห็นผลชัดเจน
  5. ทำให้ดวงตาสวยกลมโต ไม่หย่อนคล้อย หนังตาไม่ตก และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต

นับว่าเป็นการบำรุงรักษาด้วย Thermage แก้ปัญหาต่าง ๆ ตามบริเวณรอบดวงตากำลังได้รับความนิยมในวงการของดารานักแสดงชื่อดังเป็นอย่างมาก ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหาถุงใต้ตา หนังตาตก ขอบตาดำคล้ำ มีริ้วรอย การทำ Thermage จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องมีการผ่าตัดแต่อย่างใด ถือได้ว่า Thermage น่าจะเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในอนาคตอย่างแน่นอน จากข้อมูลที่กล่าวมานี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ดวงตาของคุณสวย สดใส รอบดวงตาเต่งตึง ไม่ดำคล้ำ หางตาไม่ตกไม่หมดปัญหาถุงใต้ตาอีกต่อไป ทางเลือกที่ดีที่สุดด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยปลอดภัยเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากผ่าตัดศัลยกรรมดวงตาอีกทั้งยังช่วยเพิ่มโหงวเฮ้งความมีสง่าราศีและเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้แก่คุณและดวงตาของคุณนั้นจะดูอ่อนกว่าวัย ทำให้คุณใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจในแบบที่คุณนั้นปรารถนา