Thermage กับ HIFU ต่างกันอย่างไร

วันเวลาได้พัดพาเอาความเอ่อนยาว์จากไป และคอยขับเน้นร่องริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยให้เริ่มปรากฏเด่นบนใบหน้าของเราเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนไปจากชั้นผิวของเรา ชั้นหนังแท้ในผิวหนังของเรามีคอลลาเจน Type I ประมาณ 80% (คอลลาเจนชนิดที่มีมากที่สุดในร่างกายของเรา) และอีก 15% ประกอบด้วยคอลลาเจน Type III ไฟโบรบลาสต์ อิลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิค สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเมทริกซ์นอกเซลล์ (extracellular matrix) ของผิวของเรา ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว จากช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 20 แม้ว่าจะมีวิทยาการต่างๆมากมายมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่น การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า เคยเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการรักษาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Thermage และ HIFU ที่เป็นสองตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับดูแลปัญหาในเรื่องนี้

Thermage คืออะไร

ก่อนที่เราจะทราบถึงความแตกต่างของ Thermage และ HIFU นั้น เราจะต้องทราบถึงความหมายและวิธีการของ Thermage และ HIFU กันเสียก่อน Thermage เป็นการรักษายกกระชับผิวแบบไม่รบกวนผิว ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นให้เรียบเนียนและกระชับขึ้น สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของผิวหรือการเกิดรอยแผลเป็น การรักษาด้วย Thermage สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาแบบผิวหน้าด้านบนของชั้นผิว สำหรับการกระชับผิวหน้า ลำคอ และเปลือกตา ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการรักษาที่ลงลึกลงไปมากกว่าแบบแรก สำหรับการกระชับลำตัวบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ก้น และแขน ในระหว่างกระบวนการที่พลังงานคลื่นวิทยุได้แทรกซึมลึกเข้าไปในผิวหนังเพื่อให้ความร้อนแก่เนื้อเยื่อที่รองรับผิว ทำให้เกิดการกระชับผิวในทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะช่วยการกระชับของผิวอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

HIFU คืออะไร

HIFU เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับรูปร่างใบหน้า ลบเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว กระบวนการทำงานของ HIFU Treatment (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับผิวโดยส่ง Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง ส่งไปยังผิวหนังชั้นลึกโดยตรง เพื่อทำลายคอลลาเจนเก่าและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึงและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น HIFU นั้นเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการยกกระชับผิว เมื่อก่อนนั้น HIFU เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการใช้งานในการรักษาเนื้องอก รายงานการใช้งาน HIFU ครั้งแรกเพื่องานด้านความงามที่เชื่อถือได้เกิดขึ้นในปี 2008 HIFU ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ในปี 2009 และยังผ่านการรับรองจาก FDA ในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น การทดลองทางคลินิกขนาดเล็กหลายแห่งพบว่า HIFU มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย ซึ่งผู้คนสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดอีกด้วย 

ข้อแตกต่างของ Thermage กับ HIFU

ข้อแตกต่างที่สำคัญของ Thermage กับ HIFU นั้นมีหลายประการ อันประกอบไปด้วย

  1. ประการแรกก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่า Thermage เป็นการรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่วน HIFU ใช้ High-Intensity Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง
  2. ประการต่อมาคือ ระดับความลึกของชั้นผิวหนังในการรักษา Thermage นั้น ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้นไขมันและชั้นคอลลาเจนของผิว ส่วน HIFU ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า โดยระดับความลึกของการรักษานี้อาจขึ้นอยู่กับการทำ HIFU ของแต่ละแบรนด์)
  3. บริเวณที่มีข้อจำกัดในการรักษา Thermage จะไม่สามารถทำการรักษาบริเวณที่มีอุปกรณ์เทียม หรือที่มีวัสดุเป็นโลหะฝังอยู่ ส่วน HIFU จะมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้บริเวณใกล้กับกระดูก
  4. ระยะเวลาของผลลัพธ์ ในการใช้วิธี Thermage ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานราว 1-2 ปี และจะเห็นผลลัพธ์ได้แทบในทันที แต่เป็นผลลัพธ์ประมาณ 20% ของผลลัพธ์จริง ส่วนแบบ HIFU นั้น ระยะเวลาของผลลัพธ์จะอยู่ที่ราว 3-4 เดือน ซึ่งระยะเวลาของ HIFU จะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากที่ทำไปแล้ว และจะค่อยๆยกกระชับตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และถ้าหากเข้ารับการทำ HIFU อย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  5. ในด้านของราคานั้น HIFU มักจะมีจุดเด่นที่ได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากเลยก็คือเรื่องราคาที่ค่อนข้างย่อมเยาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ Thermage 

Thermage กับ HIFU เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน

 ในขณะที่เรามีอายุมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งลักษณะของอายุผิวหน้าออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละรูปแบบของอายุจะแสดงลักษณะของริ้วรอยที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีประโยชน์เพื่อใช้อธิบายวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน โดยรูปแบบของอายุผิวหน้าจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

  1. The Sinker

            มีลักษณะที่สูญเสียปริมาณเนื้อบริเวณส่วนสำคัญของใบหน้า เช่น ขมับกลางใบหน้าและแก้ม สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการจมลึกของร่อง หรือมีลักษณะที่ดูตอบและผอมแห้ง ระหว่าง Thermage และ HIFU อายุผิวที่มีลักษณะนี้ควรเลือก Thermage น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะ The Sinker จะไม่ละลายไขมันและมีการเร่งการปรากฏตัวของร่องริ้วรอย ลักษณะอายุผิวประเภทนี้ อาจสามารถรับการรักษาที่เป็นระโยชน์มากขึ้น ด้วยวิธีการผสมผสานของการรักษาความกระชับผิว ร่วมกับฟิลเลอร์ผิวหนัง เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียปริมาณเนื้อบนใบหน้า

  1. The Saggers

            กลุ่มที่มีลักษณะอายุผิวแบบนี้ มักจะบ่นเรื่องผิวหนังและเนื้อเยื่อที่หลวมขึ้น ซึ่งเนื้อเยื่อหลวมคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นนอกเหนือไปจากคอลลาเจน โดยลักษณะนี้ การรักษาแบบ HIFU จะเหมาะสมและมีประโยชน์ในการกระตุ้นความกระชับของชั้นผิว SMAS สามารถทำให้ได้ผลการยกที่ลึกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การละลายไขมันและเนื้อเยื่อส่วนเกินบนใบหน้าส่วนล่างควบคู่ไปด้วย จะช่วยเราย้อนคืนนาฬิกาแห่งเยาว์วัยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

  1. The Wrinkler

          ลักษณะอายุผิวประภทนี้จะมีรอยย่นบนผิวหนังส่วนใหญ่ และจะปรากฏอย่างชัดเจนอยู่บริเวณรอบดวงตา คิ้วและริมฝีปาก ซึ่งการใช้โบท็อกซ์จะสามารถพาเราบรรลุผลลัพธ์ที่ดีและเห็นผลได้ทันทีสำหรับปัญหาอายุผิวนี้ แต่สำหรับการรักษาที่สามารถคงผลลัพทธ์ได้ยืนยาวและมีประสิทธิภาพ เราสามารถใช้ได้ทั้ง Thermage และ HIFU ควบคู่กันไปทั้งสองอย่างได้ หรือจะใช้การรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่มีริ้วรอยหลายเส้นและมีริ้วรอยบนคิ้ว รอบดวงตา และใบหน้า อาจเหมาะสมและได้รับประโยชน์จาก Thermage มากกว่า ในขณะที่คนที่มีริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อย อาจเหมาะสำหรับวิธีการรักษาแบบ HIFU มากกว่า

ทั้งวิธีการรักษาแบบ Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นการยกกระชับใบหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และทั้ง Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองแบบเองก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง แบบ Thermage นั้นเป็นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่และทำงานเป็นวงกว้าง ไม่มีทิศทาง เด่นในด้านการลดชั้นไขมันบนใบหน้าและเพิ่มคุณภาพผิว เหมาะสำหรับคนที่ทนความเจ็บได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการทำ HIFU นั้น มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ระดับความเจ็บของ HIFU ไม่มากนัก และมีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและต้องกับความต้องการของเรามากที่สุด  เราควรจะต้องสังเกตปัญหาผิวหน้าของเราก่อน และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Thermage และ HIFU ให้เข้าใจ แล้วจึงตัดสินใจเลือกสถาบันที่เหมาะสมเชื่อถือได้สำหรับตัวเอง

7 ข้อห้าม ที่คนอยากสวยด้วย HIFU ต้องระวัง!

เรื่องความสวยความงามไม่ว่าจะกับคุณผู้หญิงท่านไหนก็คงอยากจะให้คงอยู่ไปตลอดกาล เพราะความสวยคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หลาย ๆ คนมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผิวพรรณที่เริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และด้วยการที่ผู้หญิงต่างไม่ต้องการที่จะหยุดสวย นวัตกรรมเพื่อความงามที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันมากมายก็ได้กลายเป็นทางเลือกที่สาว ๆ ต่างให้ความสนใจ แต่ด้วยความกลัวเจ็บหรือเรื่องของค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย ก็ล้วนแต่ทำให้สาว ๆ คิดไม่ตกกันเลยทีเดียวว่าจะเลือกใช้บริการเสริมความงามรูปแบบใดดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า การทำ HIFU ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการเสริมความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายท่าน เพราะการทำ HIFU ไม่ต้องถึงขั้นได้ใช้มีดหมอแบบที่หลายคนกลัว ‘HIFU’ หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของคุณผู้หญิง ด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงขั้น SMAS หรือ  Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะทำให้ผิวกระชับขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมานั่นเอง สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองทำ HIFU เพื่อสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ไม่ควรทำทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการทำ HIFU คือสิ่งที่ทุก ๆ คนควรให้ความสนใจ ซึ่ง 7 ข้อห้ามที่คนอยากสวยต้องระวังมีดังนี้

  1. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอออล์ทุกชนิด

แม้จะเป็นคนรักการสังสรรค์มากเพียงใด ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะต้องมีการเฉลิมฉลองต่าง ๆ นานา แต่หากอยากสวยด้วย HIFU อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วล่ะก็ ผู้ที่เข้ารับการทำ HIFU ก็ควรงดกิจกรรมสังสรรค์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ บุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็เป็นข้อห้ามที่จะมาสกัดความสวยของคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ด้วยความที่มีสารต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการทำ HIFU อีกทั้งกระทบกับสุขภาพของผู้ที่ตัดสินใจทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนควรจะงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยต้องเริ่มงดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำจนไปถึงหลังจากที่ทำแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่กำลังจะเกิดใหม่

  1. เลิกนิสัยโต้รุ่ง

ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการทำ HIFU ทุกคนควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่าการทำ HIFU มีการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงกับเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตนเองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมให้การทำ HIFU มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าก่อนทำ HIFU ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อน ไม่ควรอดหลับอดนานเด็ดขาด

  1. อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับแสงแดด

สำหรับคนที่เข้ารับการทำ HIFU แน่นอนว่าใบหน้าจะบอบบางขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนแสงแดดที่ร้อนแรงก็มีผลต่อการทำ HIFU เช่นกัน ซึ่งผู้ที่เพิ่งทำ HIFU มาควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดดไปสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากแสงแดดสามารถทำลายคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ควรจะเลี่ยงแสงแดดไปสักพัก หรือหากมีความจำเป็นต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้งจริง ๆ ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อปกป้องผิวของตนเองเสมอ อย่างเช่น หมวกทที่สามารถบังแสงแดดได้ หรือจะเป็นร่มกันแดด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดปะทะกับผิวโดยตรง และที่สำคัญคือควรที่จะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไว้อีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจกับตัวผู้รับการทำ HIFU เอง และถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงแดดไปสัก 1-2 สัปดาห์หลังจากที่รับการทำ HIFU

  1. งดสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรง

หลังจากที่ทำ HIFU มานั้น ทุกคนควรจะงดการแตะหรือสัมผัสกับใบหน้าของตัวเอง เนื่องจากใบหน้าของเราในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและค่อนข้างที่จะบอบบางเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มือแตะหรือจับบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความรู้ตึง ๆ หรือเมื่อยบริเวณใบหน้า จึงอาจทำให้เผลอไปนวดหรือสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรงเอาได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากทำ HIFU มา เพราะอาจทำให้การทำ HIFU เสื่อมประสิทธิภาพได้

  1. อย่าละเลยการบำรุงใบหน้าของตัวเอง

เชื่อว่าคนอยากที่สวยอยู่เสมอหลายคนคงดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การที่ใบหน้าของเรากำลังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัวและบอบบางเป็นพิเศษ แน่นอนว่าขั้นตอนการดูแลใบหน้าก็ควรที่จะพิเศษตามไปด้วย เพราะหากไม่ดูแลรักษาใบหน้าให้ดี ค่าใช้จ่ายที่เสียไปอาจไม่เกิดประโยชน์ก็เป็นได้ ดังนั้นเหล่าสาว ๆ จึงไม่ควรที่จะละเลยการบำรุงใบหน้าด้วยครีมหรือทรีตเมนท์ต่าง ๆ เป็นอันขาด นอกจากนี้เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน จึงควรที่จะล้างหน้าและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ใบหน้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสี่ยงกับการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง 

  1. อย่าลืมเช็คความน่าเชื่อถือของสถานที่ที่รับทำ HIFU

แม้จะอยากสวยหรือกลับมาดูอ่อนวัยมากเพียงใด แต่ก็ควรมีสติและเลือกคลินิกหรือสถานเสริมความงามที่มีความน่าเชื่อถือ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ควรได้มาตรฐาน และผู้ที่ทำการให้บริการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับที่ไว้วางใจได้ ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการทำ HIFU ควรจะตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเริ่มทำเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อร่างกายและเงินในกระเป๋า เนื่องจากความเป็นที่นิยมของ HIFU จึงอาจทำให้มีสื่อหลายรูปแบบที่ออกมาโฆษณาเกินจริง อาจดูน่าเชื่อถือแต่ก็ไม่สามรถไว้วางใจได้ การตรวจสอบก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด

  1. อย่าขัดคำสั่งของคุณหมอ

เมื่อได้รับการทำ HIFU แล้ว สิ่งที่สาว ๆ ทุกคนห้ามละเลยก็คือคำสั่งจากคุณหมอที่ดูแลเรา เพราะเขาคือผู้ที่จะคอยติดตามผลลัพธ์จากการทำ HIFU และคอยให้คำแนะนำหรือวิธีการปฏิบัติตัวต่าง ๆ หลังจากทำให้แก่ผู้รับบริการ และหากว่าไม่ทำตามคำแนะนำของคุณหมอ จากที่จะสวยอาจกลายเป็นแย่ยิ่งกว่าก่อนทำไปเลยก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรเชื่อฟังคำเตือนของคุณหมอ สิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำก็ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ และหากเกิดอาการผิดปกติหลังจากทำ ผู้ทำ HIFU ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าคิดไปเองว่าอาจจะไม่เป็นอะไร เพื่อความปลอดภัยและความสวยที่คงทนแบบที่ทุกคนต้องการ     

การทำ HIFU เป็นนวัตกรรมที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผู้ที่ทำให้ได้กลับมามีความมั่นใจกับใบหน้าของตนเองอีกครั้ง โดยส่วนมากแล้วผู้ที่ต้องการทำมักอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปีขึ้นไป โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือเรื่องของความเหี่ยวย่นของใบหน้า รู้สึกใบหน้าไม่กระชับเหมือนสมัยยังสาว อีกทั้งยังมีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ทำให้สาว ๆ หมดความมั่นใจเอาได้ง่าย ๆ และแม้การทำ HIFU จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างน้อยและราคาไม่แพงมาก แต่การระมัดระวังตนเองก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และไม่เกิดผลเสียต่อตัวของผู้เข้ารับการทำ HIFU โดยข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อที่ได้กล่าวไปนั้น สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และผู้ที่จะเข้ารับการทำ HIFU ก็ควรที่จะศึกษาไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวถูกในระดับหนึ่ง แต่นอกจากข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อแล้ว หากมีสิ่งใดที่สงสัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดคือผู้เชี่ยวชาญที่รับหน้าที่ในการทำ HIFU ตามคลินิกหรือสถานเสริมความงามต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้เข้ารับบริการเสมอ

           

 

 

 

อยากผิวสวยถาวรควรทำเทอเมจกี่ช็อต

ผู้หญิงที่เข้าสถาบันความงามล้วนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน การเสริมความงามไม่ได้ช่วยแค่ให้ผิวพรรณดีขึ้นเท่านั้น การเสริมความงามในแบบต่าง ๆ ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้หญิงและช่วยลดปัญหาที่รบกวนจิตใจทั้ง ปัญหาจากริ้วรอย ความหมองคล้ำที่ปรากฏบนใบหน้า รอยดำรอยแดงต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้หญิงทั้งสิ้น การเข้ารับการทำเทอเมจเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่ต้องการลดปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า เพียงแต่ไม่มีเวลาพักรักษาตัวหลังจากการเสริมความงาม การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การทำเทอเมจจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการรักษาผิวหน้าจากปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวหน้า รูขุมขนไม่กระชับ ผิวหน้าหมองคล้ำไม่กระจ่างใสเหมือนเดิม นอกจากจะรักษาปัญหาผิวหน้า ยังสามารถช่วยลดสัดส่วนต่าง ๆ ของผิวกายได้ทั้งปัญหาเซลล์ลูไรท์ที่ปรากฏบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา แม้จะพยายามออกกำลังกายเพื่อลดเซลล์ลูไรท์ในส่วนดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ การทำเทอเมจจึงเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะฉะนั้นควรที่จะเลือกสถาบันความงามที่ทำเทอเมจที่ได้มาตรฐานและมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำได้ ปัญหาผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการมีความแตกต่างกัน แพทย์จะแนะนำจำนวนช็อตสำหรับการรักษาปัญหาผิวหน้าที่เหมาะสม บทความนี้จะให้ความรู้เรื่องจำนวนช็อตที่เหมาะสมสำหรับปัญหาผิว

ปัญหาของผิวกับจำนวนช็อต

การทำเทอเมจจะต้องมีการประเมินลักษณะปัญหาของผิวหน้าของแต่ละบุคคล เพราะผู้เข้ารับบริการทำเทอเมจมีปัญหาผิวที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิว หรือมีทั้งปัญหาความหย่อนคล้อย ผิวขาดความกระชับ ผิวหน้ามองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่สดใสแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมด

  1. 400 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของเซลล์ลูไรท์ต่าง ๆ ทั้งบริเวณใบหน้า และตามร่างกายที่ต้องการให้ทุกสัดส่วนมีความกระชับขึ้น ทั้งใบหน้าที่ต้องการเพิ่มความชัดของกรอบใบหน้า
  2. 600 ช็อต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยทำงานและเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งแสงแดด ฝุ่น ควันจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดมลภาวะและสิ่งสกปรกสะสมบริเวณใบหน้า จนเข้าไปทำร้ายเซลล์ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ความหมองคล้ำ ริ้วรอยบริเวณต่าง ๆ ทั้งแก้ม หางตา และหน้าผาก ควรรับบริการจำนวน 600 ช็อตเพื่อเพิ่มความกระชับให้แก่ผิวหน้า พร้อมทั้งกระตุ้นให้เซลล์ผิวได้มีการสร้างคอลลาเจนมาซ่อมแซมผิวเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการ
  3. 1,200 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยอย่างรุนแรง มีความหมองคล้ำเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงก็ไม่สามารถเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าได้ การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อปรับการทำงานของเซลล์ผิวตั้งแต่ชั้นผิวแท้ไปจนถึงกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ ให้แก่เซลล์ผิวของผู้เข้ารับบริการ เพื่อให้ผิวหน้ากลับมากระชับ แลดูอ่อนเยาว์ ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ พร้อมทั้งลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ

ข้อจำกัดของการทำเทอเมจ

1 การทำเทอเมจมีราคาค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับผู้รับบริการบางกลุ่ม เช่นนักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

2 ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แพทย์จะไม่อนุญาติให้ทำเนื่องจากอาจจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

3 อาจจะเกิดผลข้างเคียงหลังทำ เช่นมีรอยแดง รอยนูนเกิดขึ้นในบริเวณที่ทำ อาการเหล่านี้สามารรหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้ายังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อดีของการทำเทอเมจ

  1.  การทำเทอเมจมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความสนใจในเรื่องการทำเทอเมจและได้ค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมและพัฒนาให้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
  2. การทำเทอเมจสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จากการทำเพียง 1 ครั้งแตกต่างจากการทำเลเซอร์ผิวที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
  3. การทำเทอเมจมีความสะดวกเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิว แต่มีระยะเวลาในการพักรักษาไม่มาก หลังจากการเข้ารับบริการไม่ต้องพักรักษาตัว สามารถไปทำงานได้ตามปกติ
  4. สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา และผิวผสม แค่เพียงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ รู้ขุมขนกว้าง สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว
  5. สามารถทำได้ง่าย และประหยัดเวลาในการทำ ไม่ต้องฉีดยาชา

ความสามารถของเทอเมจ

เทอเมจสามารถช่วยได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย สำหรับผู้ที่ประสบพบเจอกับปัญหาผิว เทอเมจจะช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายของผู้เข้ารับบริการเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

  1. ผิวหน้ามีความกระชับเพิ่มมากขึ้น
  2. มีปัญหากับกรอบใบหน้าที่ยังไม่ชัดเจน ต้องการที่จะเพิ่มกรอบหน้าให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
  3. มีไขมันสะสมทั้งบริเวณใต้คาง และบริเวณแก้มเป็นจำนวนมาก เทอเมจใช้พลังงานความร้อนในการช่วยให้ไขมันที่สะสมหดตัวลงและสร้างความกระชับให้แก่บริเวณใต้คาง และบริเวณแก้ม
  4. มีปัญหาผิวหมองคล้ำ เทอเมจจะช่วยในการกระตุ้นเซลล์ผิวให้เกิดการสร้างคอลลาเจนมาบำรุงผิว เพื่อลดปัญหาความหมองคล้ำของผิวหน้า
  5. มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยมีสาเหตุมาจากการลดน้ำหนัก ภาวะหลังการคลอดบุตร ทำให้บริเวณหน้าท้องเกิดความหย่อนคล้อย เทอเมจจะเพิ่มความกระชับให้แก่บริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้องที่เกิดความหย่อนคล้อย

เหตุผลที่ควรทำเทอเมจ

เหตุผลที่ผู้มีปัญหาผิวหน้าควรเข้ารับบริการเทอเมจ ก่อนเข้ารับบริการควรที่จะพิจารณาปัญหาของผิวหน้าก่อน ว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาผิวได้แก่ปัญหาความหมองคล้ำ ผิวขาดคอลลาเจน ผิวหน้าไม่กระจ่างใสใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ใดก็ยังไม่สามาแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ปัญหาของการเกิดสิวและมีริ้วรอยต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นปัญหาที่ควรจะใช้การเทอเมจเป็นตัวช่วยในการแก้ไขปัญหา เมื่อทำเทอเมจจะสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำ และจะเริ่มปรากฏผลอย่างชัดเจน 2-3 เดือน และจะคงทนได้ถึง 1-2 ปี จะช่วยให้เซลล์ผิวได้เกิดการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจนมาบำรุงชั้นผิว พร้อมทั้งเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและเริ่มสร้างเซลล์ผิวใหม่ การดูแลผิวหลังเข้ารับบริการคือ การทาครีมกันแดดเท่านั้น เพื่อให้ครีมกันแดดได้ปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้เข้ามาทำลายชั้นเซลลฺผิวที่กำลังสร้างคอลลาเจนที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้า แม้เทอเมจจะมีราคาในการทำค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะที่มีราคาแพง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป

วิธีการเลือกสถาบันความงามที่จะทำเทอเมจ

การจะทำเทอเมจผิวหน้าควรจะพิจารณาจากสิ่งใดบ้าง เพื่อที่จะได้สถาบันความงามที่ดีมีมาตรฐานและไม่เกิดอันตรายหลังการเข้ารับบริการ

  1. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐาน มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำสำหรับการทำเทอเมจผิวหน้าได้
  2. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีความสะอาดทั้งสถานที่และเครื่องมือ ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
  3. สามารถสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำเทอเมจผิวหน้าได้ และทางสถาบันความงามสามารถอธิบายได้ไม่ปิดบังข้อมูล
  4. ควรเลือกสถาบันความงามทีให้ความสำคัญกับผู้เข้ารับบริการ และมีการบริการหลังการเข้ารับการทำเทอเมจ
  5. ควรศึกษาข้อมูลการทำเทอเมจของแต่ละสถาบันก่อนเข้ารับการปรึกษา

จะเลือกรับบริการเทอเมจในสถาบันความงามใด ควรที่จะศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง เนื่องจากการทำเทอเมจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าคุ้มค่า การเลือกสถาบันความงามที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้ผู้รับบริการเสียทั้งทรัพย์และเวลา ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองจากสาธารณสุข พร้อมทั้งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาในปัญหาผิวหน้าที่มีความแตกต่างกัน และควรทำเทอเมจจำนวนช็อตที่แตกต่างกันด้วย

 

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ตัวเลือกใหม่ของสาวสายศัลฯ

ผู้หญิงทุก ๆ คน ล้วนมีความสวยแต่ความสวยนั้นก็จะมีแตกต่างกันไป บางคนก็ยังต้องมีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไข บางคนก็เพียบพร้อมไปด้วยความสวยแล้ว แต่สิ่งนั้นก็คือการที่ทำให้เรานั้นมีความมั่นใจมากขึ้น ในยุคสมัยนี้ก็มีการทำศัลยกรรมนั้นก็มีหลายรูปแบบเข้ามาสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเล็กหรือผ่าตัดใหญ่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เรานั้นมีความสวยอย่างรวดเร็ว เราก็เลยยกตัวอย่างการทำฟิลเลอร์ร่องแก้มมาให้สาว ๆ กันค่ะ

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์คือ สารที่เติมเต็มให้ใบหน้านั้นมีความอิ่มมีความฉ่ำวาวมีน้ำมีนวลซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละจุดที่เรานั้นได้ฉีดฟิลเลอร์เข้าไปฟิลเลอร์นั้น สามารถแต่งรูปหน้าหรือแก้ไขรูปหน้าได้ ซึ่งจะมีสารที่เลียนแบบธรรมชาติหรือเรียกว่า HA สารตัวนี้จะมีความปลอดภัยแล้วก็เป็นสารสกัดมาจากธรรมชาติจะมีลักษณะที่คล้ายกับเซลล์ของผิวเรา แต่จะมีความปลอดภัยสูงมากกว่า เพราะว่าฟิลเลอร์นั้นโดยปกติแล้วจะช่วยกักเก็บน้ำ และยังเติมความชุ่มชื้นให้แก่ใบหน้าจึงทำให้หน้าของเรานั้นมีความอิ่มเต็มเรียบเนียนซึ่งสามารถใช้เป็นสารทำให้ผิวพรรณนั้นกลับมาดูกระชับหรือเปล่งปลั่งได้อีกด้วย และยังช่วยเติมจุดที่บกพร่องแก่ใบหน้า

ฟิลเลอร์ร่องแก้มคืออะไร

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม คือการเติมร่องแก้มเพื่อเป็นตัวช่วยที่ทำให้ใบหน้านั้นดูอิ่มเต็ม และเป็นการเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าอีกด้วย เป็นการเติมเต็มริ้วรอยหรือชั้นร่องลึกบนใบหน้าทำให้ใบหน้าของเรานั้นกลับมาเด็กและดูเต่งตึงมากขึ้น

สาเหตุของการเกิดร่องแก้มนั้นก็มองได้หลายสาเหตุ

  1. มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุหรือวัยประมาณ 35 ขึ้นไปแต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะของผิวหน้าของแต่ละคนด้วยบางคนอายุน้อยก็สามารถเกิดร่องแก้มได้เช่นกัน
  2. อาจจะเกิดจากการที่เรายิ้ม หรือหัวเราะเป็นเวลานานหรือมากเกินไป
  3. การยุบตัวลงของกระดูกบริเวณช่วงร่องแก้มนั้นแต่ละช่วงวัยหรือใต้ตาซึ่งจะทำให้เห็นเส้นของร่องแก้มนั้นดูได้อย่างชัดและดูลึกหรืออาจจะเกิดจากภาวะจากคนที่มีรูปร่างที่ผอมจึงทำให้นั่นใบหน้านั้นดูแก่กว่าวัยและมีร่องแก้มเกิดขึ้นได้นั่นเอง
  4. เกิดได้ในภาวะคนที่มีน้ำหนักน้อยหรือมีริ้วรอยบริเวณใบหน้าร่องแก้มปัญหาแก้มตอบก็เกิดขึ้นได้
  5. แต่ปัญหาที่ทำให้สาวสาวมีริ้วรอยได้ก็มีอีกหนึ่งปัจจัยก็คือการสะสมความเครียดการที่เราดื่มกาแฟก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญการไม่ทาครีมกันแดดก็ทำให้เรานั้นมีผิวที่เหี่ยวย่นได้

อากการหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

หลังจากการฉีดฟิลเลอร์นั้น ครั้งแรกอาจจะมีอาการบวม อาการก็จะแตกต่างไปตามแต่ละบุคคลบางคนก็อาจจะมีอาการแต่บางคนก็จะไม่มีอาการ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน แต่ละคนที่มีอาการบวมนั้นอาจจะมีประมาณ 2 ถึง 5 วันอาการก็จะค่อย  ๆ ดีขึ้นไปนั้นเอง กรณีหลังฉีดนั้นอาจจะรู้สึกว่าฟิลเลอร์เป็นก้อน หรือรู้สึกว่าฟิลเลอร์แข็งตัว ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะว่าเกิดจากการบวมเพราะการบวมนั้นค่อย ๆ ลดลงก็จะทำให้มีความนิ่มลงและก่อนก็จะหายไปเองโดยธรรมชาติ

หลักการดูแลตัวเองก่อนที่จะฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

การเตรียมตัวที่จะฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย

1 . ควรที่จะงดอาหารหรือยาบางชนิดจำพวกวิตามินหรือกลุ่มยาแอสไพริน

2 . การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นควรที่จะหลีกเหลี่ยงเป็นเวลา 3 วันก่อนที่จะทำฟิลเลอร์ร่องแก้ม

3 . ควรที่จะงดออกกำลังกายก่อนที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นเวลา 1-2 วัน

หลักการดูแลตัวเองหลังจากฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  1. ไม่ควรที่จับหรือสัมผัสใบหน้าเพราะอาจจะทำให้ใบหน้าของเรานั้นเกิดความเสียหายได้ หรือฟิลเลอร์ที่เราฉีดไปนั้นจะไปกระจายทำให้ตัวยานั้นกระจายทั่วใบหน้าและทำให้ฟิลเลอร์ของเรานั้นไม่เป็นผล
  2. หลังการฉีดฟิลเลอร์ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงควรที่จะงดการดื่มแอลกอฮอล์ ควรหันมาดื่มน้ำเปล่าแทนเพราะการดื่มน้ำเปล่าน้ำจะทำให้ฟิลเลอร์นั้นอุ้มน้ำและสามารถเห็นผลได้ดีมากกว่า
  3. เมื่อฉีดฟิลเลอร์ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ควรที่จะงดการนวดหน้าแรง ๆ หรือการที่ไปซาวน่า และการเล่นโยคะร้อน อบสมุนไพร จะทำให้ฟิลเลอร์นั้นอาจจะเกิดการสลายตัวได้ การนวดหน้าแรง ๆ นั้นจะทำให้รูปทรงของใบหน้านั้นเปลี่ยนได้แต่การที่จะไปนวดหน้าแนะนำก็คือควรที่จะรอให้ครบประมาณ 2 ถึง 3 อาทิตย์ถึงจะไปนวดหน้าได้                               
  4. คนที่ถนัดนอนหงายนั้นควรที่จะนอนตะแคงและงดการนอนราบหลังการฉีดฟิลเลอร์นั้นเป็นเวลา 2 ถึง 5 ชั่วโมง           เป็นอย่างต่ำ สามารถนอนตะแคงซ้ายหรือขวาก็ได้ จะดีกว่าการนอนหงายและไม่ควรที่จะนอนหมอนต่ำจนเกินไป
  5. การอาบน้ำอุ่นหรือการโดนแสงแดดถ้าไม่โดนแสงแดดที่ร้อนมาก ๆ หรือหน้าที่อุ่นจนร้อนมากนั้นก็ไม่เป็นผล สามารถทำได้ปกติ

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นไม่เจ็บอย่างที่คิด เพราะว่าทางแพทย์นั้นจะใช้ยาชาที่ฉีดเฉพาะจุด หรือการประคบน้ำแข็งซึ่งจะลดความเจ็บปวดได้มาก หรือไม่มีอาการเจ็บเลยระยะเวลาในการรักษา จะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึง 30 นาที ซึ่งในแต่ละรอบนั้นก็จะมีคุณหมอที่คอยให้คำแนะนำว่าก่อนฉีดนั้นอาจจะต้องฉีดยาชาบริเวณที่ต้องการ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ  ไม่มีรอยแผลหรือรอยเขียวช้ำ การฉีดฟิลเลอร์นั้นจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการพักผ่อนหรือการฉีดฟิลเลอร์แล้วต้องไปทำงานเลยก็สามารถที่จะทำได้เลยเพราะว่ามันไม่ต้องเสียเวลาในการรักษาแผล

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มดีกว่าการทำร้อยไหมยังไง

 การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นจะอยู่ได้ในประมาณ  6 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นเป็นเวลา 12 เดือนซึ่งผลของฟิลเลอร์จะขึ้นอยู่แล้วแต่ตามสภาพบุคคล และการรักษาขึ้น  บุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็สามารถที่จะฉีดฟิลเลอร์ได้   ซึ่งจะแตกต่างกับการร้อยไหม เพราะการร้อยไหมจะอยู่ได้ประมาณ 1 ถึง 2 ปีแต่หลังจากประมาณ 6 เดือนแรกนั้น จะต้องไปพบแพทย์เพื่อที่จะร้อยไหมเพิ่มเพื่อที่จะยืดระยะเวลาให้ใบหน้าให้เต่งตึง การร้อยไหมนั้นจึงแตกต่างจากการทำฟิลเลอร์เพราะจะต้องทำถึงสองรอบเพื่อที่คงสภาพ

สิ่งที่ไม่ควรที่จะมองข้ามของการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นควรที่จะศึกษาข้อมูลให้ดี เพราะอาจจะเจอแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์หรือแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญการที่เราตรวจสอบ และเช็คให้ดีก่อนนั้นจะเป็นการป้องกันให้เรานั้นไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ หรืออาจจะเป็นหมอกระเป๋าซึ่งกลุ่มเหล่านี้นั้น อาจจะทำให้เรานั้นเป็นอันตรายได้ ถ้าเราฉีดไปนั้นอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำการรักษาได้ยาก เพราะเป็นการเอาสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเรา ควรที่จะหลีกเลี่ยงหรือถ้าเรายังไม่ประสบการณ์ในการทำศัลยกรรม หรือการไปฉีดฟิลเลอร์นั้นควรที่จะปรึกษาเกี่ยวกับสถานความงาม หรืออาจจะดูรีวิวว่าเคสต่าง ๆ ที่ออกมาถ้าหากเคยทำผิดพลาดมีความรับผิดชอบต่อตัวลูกค้าอย่างไรเป็นต้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจและ ความรอบคอบให้แก่เรา เพราะไม่เช่นนั้นการที่ทำฟิลเลอร์ร่องแก้มโดยแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญนอกจากจะเป็นอันตรายแล้วก็อาจจะไม่เห็นผลและฟิลเลอร์นั้นอาจจะเข้าไปทำอันตรายต่อร่างกายของเราได้

 

 

ร้อยไหมแก้หางตาตก ให้ดวงตากลับมาสวยแบบธรรมชาติอีกครั้ง

นวัตกรรมเสริมความงามที่ได้รับความนิยมและทุกคนรู้จักกันดีทั้ง ศัลยกรรม ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ การฉีดสารเติมเต็มในแต่ละส่วนของใบหน้าและร่างกาย เลเซอร์ และร้อยไหม ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมเสริมความงามที่คนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก การร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะก่อให้เกิดเป็นเส้นไยอิลาสตินที่ช่วยยืดหยุ่นประคองผิวไว้ เช่น หางตาที่ตกหย่อนลงจะดึงจากจุดยึดบริเวณหางตาที่ตกส่วนล่างไปส่วนยึดข้างบนทำให้ดวงตาเปิดและดูดีขึ้น

สาเหตุหนังตาตกเกิดจากอะไร

สภาวะหนังตาตก เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ หรือด้วยอายุที่มากขึ้น โดยธรรมชาติแล้วหนังตาบนจะหย่อนตัวลงมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำตาสองชั้น แต่หากมีหนังตาตกมากเกินไปสามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดแก้หนังตาตก เป็นการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตานอก หากหนังตาไม่หย่อนจนเกินไป ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคศัลยกรรม เช่น การยกคิ้ว การเลเซอร์และการร้อยไหม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเลือกการร้อยไหมเพราะมีราคาที่ถูกกว่าการศัลยกรรมนั่นเอง

ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่าบุคคลที่ผ่านการร้อยไหมที่หนังตามาสภาพผิวจะถูกฟื้นฟู ยกกระชับให้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะการใช้เส้นไหมละลายร้อยผ่านเข็มลงไปใต้ชั้นผิวหนังและใช้กล้ามเนื้อเพื่อยึดเกาะเส้นไหมให้อยู่ได้นาน และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นไหมที่ใช้ด้วยเพราะเส้นไหมแต่ละประเภทนั้นจะใช้ระยะเวลาในการละลายไม่เท่ากัน

ประเภทและอายุการใช้งานของเส้นไหมละลาย

วัสดุของเส้นไหมที่แพทย์นิยมใช้และมีความปลอดภัยต่อคนไข้หลัก ๆ มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

  1. PCL (Polycaprolactone) เส้นไหมประเภทนี้จะมีสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดและเส้นใหญ่ที่สุด ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 18-24 เดือน
  2. PLLA (Polylactate) เส้นไหมประเภทนี้จะมีเส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น และอาจจะพบปัญหา ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 12-18 เดือน
  3. PDO (Polydioxanone) เส้นไหมประเภทนี้จะมีเส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นที่นิยมที่การแพทย์เลือกใช้มากที่สุด ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 4-6 เดือน

ส่วนมากไหมที่นิยมนำมาใช้ จะเป็นไหมที่ผลิตจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (polydioxanone) ซึ่งเป็นไหมที่ใช้ในการเย็บแผลได้ ตามมาตรฐานของการทำศัลยกรรมตกแต่ง ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ สามารถสลายได้เองภายใน 8 เดือน ไหมที่ดึงหน้าได้ดีที่สุดคือไหมที่มีลักษณะเงี่ยงใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะเป็นที่นิยมใช้ในทุก ๆ คลินิก ทั้งนี้ในส่วนของราคาก็อาจจะแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของเส้นไหมและความพึงพอใจของลูกค้าและแพทย์ที่เลือกใช้อีกด้วย

ประเภทเส้นไหมไม่ละลาย

  1. ไหมที่ทำจากพลาสติกประเภท “พอลิโพไพรลีน” (polypropylene) มั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากทางการแพทย์นิยมใช้พลาสติกชนิดดังกล่าวเพื่อทำไหมเทียมในการเย็บแผล หรือเป็นวัสดุทางการแพทย์อื่น ๆ ได้ ด้วยคุณสมบัติที่ทนความร้อนในการฆ่าเชื้อถึง 100ºc (Sterilization) ไหมดังกล่าวถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายก้างปลา เพื่อการดึงรั้งมัดกล้ามเนื้อบนผิวหน้าให้ยกกระชับ ในปัจจุบันพบว่าการใช้ไหมชนิดนี้มีผลข้างเคียงมากมาย ทั้งอาการอักเสบบริเวณปมของไหม หรือการพบเส้นไหมแทงออกมาบริเวณผิวหน้าและยังทำให้อิลาสตินใต้ผิวหนังบางลงอีกด้วย
  2. ไหมที่ทำจากโลหะ ไหมทองคำที่มีความบริสุทธิ์ ทางการแพทย์เชื่อว่าทองคำสามารถลดอาการอักเสบในชั้นเนื้อเยื่อของผิว และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ แต่เส้นไหมทองคำนั้นไม่สามารถนำมาทำเป็นปมในการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการยกกระชับได้ ด้วยราคาที่สูงและคุณสมบัติของทองคำที่ไม่ทนต่อความร้อน ผู้ใช้จึงเกิดความยุ่งยากในการระวัง ไหมชนิดนี้จึงเสื่อมความนิยมลงไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. ไม่ต้องวางยาสลบและไม่ต้องผ่าตัด
  2. ค่าใช้จ่ายราคาไม่แพงเหมือนการผ่าตัด
  3. ใช้ระยะเลาเวลาทำไม่นาน สะดวกและรวดเร็ว
  4. การร้อยไหมจะเห็นผลหลังทำทันที
  5. จะไม่มีรอยแผลขนาดใหญ่ให้เป็นที่กังวลใจ และใช้เวลาการพักฟื้นไม่นาน
  6. มีผลข้างเคียงเล็กน้อยและมีอาการบวมช้ำหลังทำไม่มาก

การร้อยไหมจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของผู้ใช้อีกด้วย เพราะสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกันผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะแตกต่างกันไป

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. ผิวของเส้นไหมจะมีเงี่ยงที่ทำหน้าที่คล้ายตะขอสำหรับดึงผิวไปในทิศที่ต้องการ ถ้าร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้องหรือร้อยตื้นเกินไป ก็จะเกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวที่ร้อยไหมได้
  2. ไหมละลายมีอายุ 4 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นไหม แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-8 เดือน เส้นไหมที่เกาะผิวหนังก็จะหลุดออกมาก่อนเวลา เส้นไหมอาจจะไม่คงทนเสมอไป
  3. หากเป็นไหมพลาสติกหรือไหมโลหะ ตัวโลหะจะดูดความร้อนจากการทำ X-ray, MRI, เครื่องสแกนต่างๆ และจะทำให้ผิวเกิดการไหม้ได้
  4. เส้นไหมจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นใย คอลลาเจน และ อิลาสติน ขึ้นมา แต่ถ้าซ้อนทับกันมากเกินไป และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องก็กลายเป็น พังผืด จนดึงรั้งผิวให้ผิดรูปไป
  5. การร้อยไหมมีโอกาสทำให้ เกิดอาการผิวหนังบวมแดง เนื่องจากแพ้ไหมละลายได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย กรณีส่วนนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะบางคน
  6. การร้อยไหมใช้ไหมที่ไม่ละลาย จะมีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย และเป็นอันตรายในระยะยาว ผู้ใช้จึงต้องปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางก่อนที่จะทำเสมอ

ข้อควรระวังหลังการร้อยไหมยกหางตา

  1. ทานยาตามแพทย์ให้มาเป็นประจำ เพื่อลดอาการบวม ลดการอักเสบ และการติดเชื้อ
  2. ควรระวังไม่ให้เกิดการกดทับตรงบริเวณหางตาที่เพิ่งร้อยไหมมาใหม่ เช่น นอนคว่ำ หรือขยี้ดวงตาแรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมาได้
  3. ในช่วงแรกของการรักษาแผลควรงดเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ อาหาทะเล และอาหารประเภทหมักดองต่าง ๆ
  4. หากมีอาการเจ็บปวด บวมช้ำ สามารถใช้น้ำแข็งหรือเจลเย็นประคบเพื่อลดอาการเจ็บปวด แต่หากมีอาการปวดรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที
  5. ไม่ควรทำเลเซอร์ นวดหน้า อบไอน้ำ หรือกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับความร้อนและการใช้ความรุนแรงตรงบริเวณที่ร้อยไหม

การเลือกสถานที่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องเตรียมหาข้อมูลไว้เพราะปัจจุบันนี้มีหลากหลายที่ที่บริการในด้านนี้อยู่มาก สำหรับคนที่จะทำครั้งแรกและยังไม่มีประสบการณ์จะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตามสถานที่นั้น ๆ เพราะหากมีข้อมูลไม่มากพอแล้วตัดสินใจทำก็อาจจะส่งผลเสียในอนาคตได้ หรือดูรีวิวตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือ Youtuber ที่รีวิวเรื่องการร้อยไหม และคำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายออกมาก่อนก็อาจจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุใดก็คงอยากจะดูดี ดูสวยเป็นธรรมชาติ และการร้อยไหมก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า ให้กลับมาเต่งตึงเหมือนย้อนเวลากลับไปเป็นวัยรุ่น แม้กระทั่งดวงตาที่เปรียบได้ว่าเป็นหน้าต่างของหัวใจเมื่ออายุมากขึ้นหนังตาก็หย่อนคล้อยลงแต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหมยกหางตาที่ทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่ก็ต้องศึกษาให้มั่นใจว่าปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองในอนาคต

Thermage กับ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร แล้วอะไรดีกว่ากัน

นวัตกรรมสมัยใหม่ที่จะช่วยคงควมอ่อนเยาว์

เมื่อมีอายุมากขึ้นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาก็จะเริ่มลดลง ซึ่งคอลลาเจนมีส่วนช่วยให้ผิวนั้นเต่งตึงและไม่มีริ้วรอย และเมื่อคอลลาเจนลดน้อยลง การหย่อนคล้อยของใบหน้าก็นับเป็นเรื่องปกติที่จะตามมาพร้อมกับตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น  แต่นับเป็นโชคดีของคนสมัยนี้ ที่โลกเราได้พัฒนานวัตกรรมในการดูแลผิวหน้า รักษาริ้วรอยขึ้นมา จนมีหลายทางเลือกให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกใช้บริการตามความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหม Hifu, Thermage หรือแม้กระทั่ง Ulthera ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการคงไว้ซึ่งเยาว์วัยของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน

นวัตกรรมในการดูแลผิวที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ย่อมมีทั้งข้อดี ข้อเสีย รวมถึงราคาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวผลิตภัณฑ์ จะดีกว่าไหม หากเราจะศึกษาผลิตภัณฑ์แต่ละตัวให้รู้ลึกรู้จริง ก่อนที่จะลงมือใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับผลที่ถูกใจตรงกับความต้องการและงบประมาณที่มี วันนี้จึงจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับนวัตกรรมที่จะมารักษาความอ่อนเยาว์ให้คงคู่กับทุกท่านไปตลอดอย่าง การร้อยไหมและ Thermage ซึ่งทั้งสองนวัตกรรมนี้ เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการนวัตกรรมทั้งสอง

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นวิธีการรักษาเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้า ให้ผิวเรียบเนียนกระชับราวกับเด็กสาววัยแรกแย้ม โดยเป็นการนำเทคโนโลยีคลื่นความร้อนมาใช้กระตุ้นที่ชั้นผิวหนังให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา โดยคอลลาเจนจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาตามระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า รอบดวงตาหรือตามร่างกายก็สามารถทำ Thermage ได้ โดยนวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์สูงสุดในขั้นตอนที่สั้นและใช้เวลาไม่นาน เพียง 30 ถึง 90 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและพื้นทีที่ต้องการทำ Thermage หากพื้นที่ที่ต้องการทำนั้นกว้าง ก็จะใช้เวลามากขึ้นกว่าพื้นที่ขนาดเล็ก  โดยวิธีนี้มักได้รับความนิยมจากผู้คนที่กลัวเข็มทนเจ็บไม่ไหว เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่ต้องใช้เข็ม และไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น เรียกได้ว่าทำ Thermage เสร็จแล้ว ไปเที่ยวต่อได้เลย

บริเวณไหนที่สามารถทำ Thermage ได้บ้าง

Thermage เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมของความอ่อนวัยที่ครอบคลุมทั่วจักรวาลเลยก็ว่าได้ เพราะว่านวัตกรรมนี้สามารถทำได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว้าจะเป็นบริเวณทั่วทั้งใบหน้า ลำคอ หน้าท้อง แขน ก้น ต้นขาและหัวเข่า

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

Thermage เป็นนวัตกรรมาที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่สามารถคงความอ่อนเยาว์ได้นานนับปี โดยหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้นผิวบริเวณที่ทำจะเริ่มสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ทำ โดยหลังจากทำ 4 ถึง 6 เดือน จะเป็นช่วงเวลาที่สังเกตุเห็นถึงผิวที่กระชับเรียบเนียนได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยผู้ที่ทำ Thermage ส่วนใหญ่จะกลับมาทำ Thermage หลังจากนั้นประมาณปีนึงหรือสองปี

หลังจากทำ Thermage  ควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีและเห็นผลชัดเจน หลังจากที่ท่านทำ Thermage แล้วนั้นควรใส่ใจในพฤติกรรมาประจำวันของท่านให้มากขึ้น เพราะความเคยชินบางอย่างอาจส่งผลให้การทำ Thermage ไม่ได้ผลตามที่นั้นต้องการ จึงอยากจะขอแนะนำเรื่องราวต่อไปนี้ให้ทุกท่านได้พิจารณา เพื่อให้เกิดผลดีต่อการทำ Thermage ของท่านมากที่สุด

1.ทาปีโตเลียมเจล เช่น วาสลีนบริเวณที่ทำ Thermage  แล้วมีรอยแดงเกิดขึ้น หลังจากทาไม่นานรอยแดงนั้นจะจางลงและหายไปในที่สุด

2.ควรทากันแดงที่มี SPF 30 ขึ้นไป ลงบนบริเวณที่ทำ Thermage เนื่อจากผิวบริเวณที่ทำจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ จึงจำต้องป้องกันผิวบริเวณนั้นจากรังสียูวีที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

3.แม้ว่าการแต่งหน้าหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ห้ามทำ แต่จะเป็นการดีกว่า หากปล่อยให้ผิวของท่านได้พักสัก 1 ถึง 2 วัน

4.ควรใช้สบู่หรือเจลล้างล้างหน้าที่มีฤทธิ์อ่อน เพื่อเป็นการปกป้องผิวที่ทำไม่ให้เกิดความระคายเคือง

ร้อยไหมคืออะไร

ร้อยไหม เป็นนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าและร่างกายด้วยการใช้ไหมที่สามารถละลายได้เองโดยธรรมชาติร้อยไปตามบริเวณที่ผู้รับการบริการต้องการที่จะยกกระชับบริเวณนั้น ๆ การร้อยไหมนั้นนอกจากจะช่วยให้บริเวณที่ทำนั้นยกกระชับขึ้นแล้วนั้น ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในบริเวณที่ร้อยไหมอีกด้วย เรียกได้ว่าการร้อยไหมเป็นนวัตกรรมในการยับยั้งความชราไม่ให้ก่อขึ้นมา

บริเวณไหนที่สามารถร้อยไหมได้บ้าง

ร้อยไหมสามารถทำได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการร้อยไหมบริเวณใบหน้ามักได้รับความนิยมมากว่าการร้อยไหมบริเวณร่างกายส่วนอื่น ๆ  ผู้รับบริการนิยมร้อยไหมบริเวณ กรอบหน้า หน้าผาก คอ จมูกและหางตา

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

ประสิทธิภาพของการร้อยไหมนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะป็น เส้นไหมเรียบ เส้นไหมเกลียวและเส้นไหมที่มีเงี่ยง การร้อยไหมจะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากทำประมาณ 20-30% และจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น 2 เดือนให้หลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวก่อนทำและคลีนิคที่เลือกใช้บริการ โดยผู้คนส่วนใหญ่มักจะกลับมารับบริการร้อยไหมอีกครั้งหลังจากทำแล้วประมาณ 1 ถึง 2 ปี

หลังจากร้อยไหมควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

การที่จะรักษาประสิทธิภาพของการร้อยไหมไว้ให้อยู่นานนั้นและได้ประสิทธิภาพดีที่สุดตามความต้องการ พฤติกรรมของทุกท่านก็เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นหลังจากที่ร้อยไหมแล้วนั้น ไม่ควรที่จะทำสิ่งต่อไปนี้

  1. ช่วงเวลาหลังจากร้อยไหมได้ 1 สัปดาห์
  2. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงควรงดสูบบุหรี่
  3. ควรงดทานอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันปลา ขิง ชาเขียว กระเทียม และอาหารรดจัด
  4. ควรหลีกเลี่ยงยาที่มีแอสไพรินเป็นส่วนประกอบ
  5. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  6. ทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการขยับใบหน้ามากจนเกินไป
  7. หลีเหลี่ยงการนอนบนหมอนที่ต่ำ โดยควรนอนบนหมอนที่สูงประมาณ 45 องศา
  8. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และหากจะล้างหน้าควรล้างหน้าแบบมือลู่ไปด้านบนเน้นการกระชับหน้า โดยหลีกเลี่ยงการดึงหน้าลง
  9. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง
  10. งดก้มหน้า หรือทำให้ให้ใบหน้าหน้าต่ำกว่าหัวใจ เพื่อป้องกันการหย่อนคล้อยของใบหน้า
  11. หากเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นไม่ว่ามากหรือน้อย ควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านไปใช้บริการทันที

ทำอะไรดีระหว่าง Thermage กับ ร้อยไหม

หลังจากที่ทุกท่านได้รู้จักกับการทำ Thermage และ การร้อยไหม ไปแล้วนั้น อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า แล้วควรจะทำอันไหนดี ซึ่งทั้ง Thermage และ การร้อยไหมนั้นต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป จึงจะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการ

1.หากท่านกลัวเจ็บ การทำ Thermage นั้นจะตอบโจทย์ท่านมากกว่าการร้อยไหม

2.หากท่านต้องการประสิทธิภาพที่ยาวนาน การร้อยไหมมักจะอยู่ได้นานกว่าการทำ Thermage แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพฤตกรรมของท่านก็มีผลต่อประสิทธิภาพที่จะได้รับ

3.การร้อยไหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดรอยบุ่มบริเวณที่ทำได้ และอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นควรระวังและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด การที่จะเลือกใช้บริการ

4.สำหรับบางท่านที่มีชั้นไขมันน้อย การทำ Thermage อาจจะไม่ส่งผลดีเท่าที่ควร การร้อยไหมจะสามารถช่วยยกกระชับผิว

สำหรับกรณีนี้ได้มากกว่า หวังว่าข้อมูลที่นำมาแบ่งปันทุกท่านในวันนี้ จะสามารถช่วยประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือเป็นการร้อยไหมก็ตาม เพื่อให้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการของทุกท่านมากที่สุด

HIFU เห็นผลในกี่เดือน

ก่อนจะไปสู่คำตอบของคำถามนี้ สาว ๆ ทุกคน คงรู้จักเทคโนโลยีความงามนี้กันอย่างดี เพราะมาแรงมาก ในช่วงหลัง ซึ่ง Hifu ก็คือเครื่องมือที่สามารถยกกระชับใบหน้าของคุณให้ไม่หย่อยคล้อย ลดริ้วรอยต่าง ๆ และ คืนความใสสู่ใบหน้าของคุณให้อ่อนเยาว์อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่เราอยากให้คุณสำรวจตัวเองอีกครั้งก่อนทำ ว่าคุณอายุอยู่ในเกณฑ์การเข้าการรักษาไหม และมีบริเวณใดบ้างที่อยากรักษเป็นพิเศษ เพราะเทคโนโลยี HIFU มีโปรแกรมการรักษาที่สอดรับทุกการต้องการของสาว ๆ เลยทีเดียวล่ะ

HIFU คืออะไร

เทคโนโลยี HIFU มีชื่อย่อมาจากคำว่า High Intensity Focused Ultrasound หรือ ว่าง่าย ๆ ก็คือการส่งคลื่นความถี่เสียง ลงสู่ชั้นผิวหนังแบบเฉพาะจุด เพื่อกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมีในชั้นผิวหนัง ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง โดยเครื่องมือ HIFU จะทำให้เกิดความร้อนในความลึกของแต่ละชั้นผิว กระตุ้นให้เกิด Collagen โดยพลังงานความถี่เสียงที่ส่งลงไปอย่างสม่ำเสมอ เสมือนกับการเย็บผิวชั้นนั้นให้หดตัว กระชับ และ ยกตัวขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยและลดริ้วรอย จากโครงสร้างภายในชั้นผิวอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด และ นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญหัวข้อแรก ๆ ที่ครองใจบรรดาสาวน้อยใหญ่เทคะแนนให้ เพราะนอกจาก “ความสวย รอไม่ได้” แล้ว แต่ขอไม่เจ็บด้วย ยิ่งดีเลย

HIFU เหมาะกับใครบ้าง และใช้เวลาเห็นผลนานแค่ไหน

เทคโนโลยีดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อย ซึ่งมีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และ มีปัญหาหนังตาตก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ยกใบหน้ากระชับ ยกแนวคิ้วขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ลดเหนียวใต้คาง โดย เนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จะเห็นผลชัดเจน และ ผิวเรียบเนียนตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไปขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้และการดูแลตนเองให้ดี ตั้งแต่ก่อนทำและหลังทำ และเมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว จะคงสภาพผิวได้อยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีเลยทีเดียว

สามารถทำโปรแกรม HIFU ได้บริเวณใดของร่างกายบ้าง

เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถส่งคลื่นสู่ชั้นผิวได้เฉพาะจุดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว หรืออาจกล่าวได้ว่า สามารถทำให้ทุก ๆ บริเวณทั่วร่างกาย (ยกเว้นส่วนของข้อต่อ เนื่องจากเป็นส่วนที่ยาก ต่อการคงสภาพ และใช้งานหนัก) ซึ่งบริเวณที่ได้รับความนิยม จะเป็นบริเวณที่เมื่อทำแล้วจะเห็นผลชัดเจน ได้แก่ บริเวณใบหน้า – หน้าผาก , เปลือกตาบน , ใต้ตา , กรอบหน้า , พวงแก้ม , ร่องแก้ม , ร่องมุมปาก , เหนียง และ คอ
บริเวณร่างกาย – หน้าท้อง , เอว , สะโพก , ต้นแขน และ ต้นขา

ควรเลือกทำ HIFU ที่ไหน และวิธีการเลือกโปรแกรมบริการและจำนวนช๊อต

ผู้ที่สนใจใช้บริการ HIFU จะต้องศึกษาข้อมูลในคลินิกต่าง ๆ ให้มาก เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และ การบริการ โดยขั้นตอนในการตัดสินใจ มี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  1. ยี่ห้อเครื่อง HIFU จะได้ผลดี เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลัก เพราะถ้าเครื่องยิงความถี่เกรดต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ บางช๊อตแรงมาก บางช๊อตเบามาก ทำให้คุณหมอไม่กล้าใช้พลังงานสูงจนเกินไป เพราะช๊อตที่แรงมาก อาจจะทำให้ผิวไหม้ได้เลย, การทำงานที่ไม่ Focus เฉพาะจุด บางจุดร้อน บางจุดไม่ร้อน ทำให้เห็นผลลัพธ์น้อยลง, อีกทั้งถ้าเครื่องคุณภาพต่ำ รอบการประมวลผลจะช้าใช้เวลายิงนานขึ้น แต่ผลลัพธ์เท่าเดิม
  2. ราคาการให้บริการ จากแพ็คเกจการให้บริการหลากหลายที่จะเห็นได้ว่ามีราคาที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากยี่ห้อเครื่องยิง ว่าเป็นเกรดใด โดยเฉพาะกรณีไม่จำกัดจำนวนช๊อต ก็ต้องถามเงื่อนไขให้ดี เพราะทุกการให้บริการย่อมมีต้นทุนหัวยิงและเปลี่ยนหัวเมื่อจำนวนช็อตหมด
  3. แพทย์ผู้ทำ ในข้อนี้ส่งผลไม่มากนัก เพราะการทำ HIFU มีรูปแบบการยิงที่ชัดเจน ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน แต่ก็อาจจะมีบางบริเวณที่อาจจะพิถีพิถัน อาทิ ถุงใต้ตา หนังตาตก หรือยกมุมแก้ม แต่ก็นับได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการโบท๊อก หรือร้อยไหมมากนัก
  4. การดูแลหลังการรักษา ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มีความคาดหวัง จากการบริการที่เกินจริง ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดังใจหวัง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากบางคลินิกมีการโฆษณาชวนเชื่อ และภาพตัดต่อที่เกินจริง อีกทั้งคนไข้ไม่ได้คุยกับหมอโดยตรง แต่คุยผ่านเซลล์ที่ให้คำแนะนำเท่านั้น จึงอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ให้การรักษา และคนไข้ หากเป็นคลินิกที่มีความรับผิดชอบ ย่อมสามารถแก้ไขให้คนไข้พึงพอใจได้ โดยสามารถดูได้จาก รีวิวตามสื่อต่าง ๆ ที่เป็นกลาง

HIFU กี่ช็อตเห็นผล และวิธีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

  • HIFU เห็นผลในกี่ช็อต เป็นคำถามที่หลากคนตั้งไว้ในใจ เพราะนับว่าเป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง ในการตัดสินใจเลือกการให้บริการด้วย เพราะการเลือกจำนวนช็อตที่มากไปก็ส่งผลเสียได้รูปทรงที่ผิดรูป หรือเลือกจำนวนช็อตที่น้อยไปก็ไม่เห็นผลเช่นกัน จึงต้องปรึกษาคุณหมอให้ดีก่อน เพราะคนไข้แต่ละท่านแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพผิวที่หย่อนคล้อย ปริมาณไขมันบนใบหน้า และความคาดหวังที่ต้องการได้ หากได้รับการประเมินก่อนการรักษา จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • HIFU เจ็บไหม เราจะเห็นโฆษณาต่าง ๆ ว่าการทำ HIFU เห็นผลทันทีและไม่เจ็บ ซึ่งเป็นความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะการทำ HIFU ให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ จะส่งผลให้ผิวมีความตึง ๆ รู้สึกปวดเล็กน้อยบริเวณผิวที่ทำการยิง แต่หากเป็นแพคเกจที่มีความเข้มข้นสูง ส่งผลลัพธ์ยาวนาน ก็จะต้องขอบอกว่าเจ็บเลยทีเดียวล่ะ แต่ก็ถือว่าเบากว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ มากแล้ว
  • HIFU อยู่ได้กี่เดือน โดยส่วนใหญ่แล้วหลังทำจะเห็นผลทันทีราว ๆ 20%  ชั้นผิวจะหดตัวจากความร้อนที่ FOCUS ลงใต้ผิว 60-70 องศา โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน และ ผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้นภายใน 2-3 เดือน และจะคงสภาพนั้น 5 ถึง 6 เดือน หรือ บางโปรแกรมส่งผลลัพธ์ชัดและคงสภาพได้นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกมากับจำนวนช็อตที่มากและการเจ็บที่มากกว่า

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ

เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนในชั้นผิว ผู้ที่ต้องการเข้ารับโปรแกรม HIFU นั้น จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้สมบูรณ์พร้อม ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ควร 5 หมู่ เนื่องการกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้ระบบต่าง ๆ ทั้งระบบย่อย ระบบการหมุนเวียนเลือด ทำงานได้อย่างครบวงจร และจะเอื้อต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำ

  • ควรใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้ยาวนาน
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • หากมีอาการเมื่อยล้า หรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ไม่ควรถู หรือ นวดหน้าแรง ๆ
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อการทำงานของปอด ที่รับหน้าที่สูบฉีดระบบไหลเวียนเลือด
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว

ข้อควรระวัง

แม้ได้รับการยอมรับว่าเทคโนโลยี HIFU มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสมอ เพราะสภาพผิวของแต่ละคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน จึงจะได้ผลลัพธ์ที่เกมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากที่สุด การที่มีอาการปวดตึงเล็กน้อย หลังทำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการมุมปากตก ยกคิ้วลำบาก ให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำโดยทันที

 

 

 

ร้อยไหมจมูกคุ้มค่าจริงหรือไม่?

การร้อยไหมจมูกคืออะไร?

ในปัจจุบันการศัลยกรรมเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย เพราะมีธุรกิจเกี่ยวกับการเสริมความงามเกิดขึ้นมากมายและมีราคาที่เอื้อมถึงได้ รวมถึงความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ทำให้การศัลยกรรมไม่น่ากลัวอีกต่อไป หนึ่งในตัวเลือกที่ผู้คนให้ความนิยมอย่างแพร่หลายคือ การร้อยไหมจมูก เพราะมีขั้นตอนการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยากและราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนเป็นอย่างมาก โดยมีไหมหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน ส่วนมากจะนิยมใช้ไหมละลาย  อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PCL   โดยแพทย์จะใช้ไหมร้อยเข้าไปในจมูก ก่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อสร้างเนื้อจมูกขึ้นมาใหม่ แต่การเลือกวิธีร้อยไหมจมูกนั้น จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ตามปัญหาของแต่ละบุคคล

 ส่วนมากหากคนไข้ต้องการปรับแต่งรูปจมูกอย่างถาวร แพทย์มักจะไม่แนะนำวิธีการร้อยไหม เพราะวิธีการร้อยไหมไม่สามารถคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้อย่างถาวร ไหมจะอยู่ได้ 6 เดือน – 5 ปี เท่านั้น ตามคุณภาพของไหมแต่ละชนิดและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล การร้อยไหมจมูกจึงเหมาะกับผู้ที่เนื้อจมูกน้อย กลัวการผ่าตัด หรือต้องการปรับแต่งจมูกเพียงเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมชาติ หรือผู้ที่เร่งรีบและไม่ต้องการพักฟื้นหลังจากทำการปรับแต่งจมูก การร้อยไหมจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหลังจากทำเสร็จทันที แต่จะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ไหมละลายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไหมอีกด้วย เพราะไหมแต่ละชนิดใช้เวลาในการละลายไม่เท่ากัน และผลลัพธ์ของการร้อยไหมจมูกส่วนหนึ่งก็มาจากการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ชนิดของไหมที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย

  1. ไหม POD เป็นไหมที่นิยมอย่างกว้างขวางมากในประเทศไทย มีความปลอดภัยสูง ถูกพัฒนาโดยประเทศเกาหลี เส้นไหมชนิดนี้ใช้เวลาในการละลายภายใน 4-6 เดือน
  2. ไหม PLLA สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้ดีที่สุด เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 12-18 เดือน
  3. ไหม PCL มีลักษณะเส้นที่ใหญ่ มีความยืดหยุ่นสูง แต่มีความเปราะบางง่าย จะทำให้ทรงจมูกเห็นชัดเจนมากกว่าไหมชนิดอื่นๆ เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 18 – 24 เดือน

ทั้งนี้การเลือกใช้เส้นไหมแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์  ซึ่งเส้นไหมแต่ละชนิดสามารถนำมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและระยะเวลาในการใช้งานได้ แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์หลังจากที่ทำการร้อยไหม เพราะจะเป็นการยืดอายุการใช้งานหรือลดอายุการใช้งานของเส้นไหมได้นั่นเอง

ข้อดีของการร้อยไหมจมูก

  1. ได้ทรงจมูกที่เป็นธรรมชาติกว่าการเสริมด้วยซิลิโคลนหรือการฉีดฟิลเลอร์ เพราะการร้อยไหมเป็นปรับแต่งหรือเสริมรูปจมูกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  2. การร้อยไหมนั้นมีความปลอดภัยสูงกว่าการปรับแต่งทรงจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะไม่ต้องผ่าตัดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเลือด อวัยวะที่สำคัญ เส้นไหมจะละลายได้เองโดยไม่มีสารตกค้าง พร้อมกับสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อเพิ่มความกระชับให้จมูกหลังจากที่เส้นไหมละลาย
  3. ลดความเสี่ยงของทรงจมูกที่ไม่พึงพอใจ การร้อยไหมนั้นสามารถละลายหายไปได้เองภายใน 6 -18 เดือน ขึ้นอยู่กับไหมแต่ละชนิด ซึ่งหากการปรับแต่งรูปจมูกไม่เป็นที่น่าพอใจ ผลลัพธ์จะหายไปเองตามระยะเวลาของเส้นไหม แต่ถ้าปรับแต่งจมูกโดยการเสริมด้วยซิลิโคลนอาจจะต้องมีการแก้ไขด้วยการผ่าตัดซึ่งอาจจะทำให้รูปจมูกเกิดการเปลี่ยนแปลงและเสียเงินมากขึ้นกว่าเดิม
  4. ไม่ต้องพักฟื้น หลังจากทำการร้อยไหม ท่านจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลตัวเองที่ไม่ยุ่งยากเหมือนการวิธีการอื่นๆในการปรับแต่งรูปจมูก เช่น การเสริมจมูกด้วยซิลิโคลน ที่ต้องทำการพักฟื้นเป็นเวลานาน และมีขั้นตอนการดูแลตัวเองที่ยุ่งยาก
  5. คนที่มีเนื้อจมูกน้อยไม่สามารถเสริมจมูกโดยใช้ซิลิโคลน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการทะลุภายหลัง แต่การร้อยไหมสามารถช่วยปรับแต่งรูปจมูกแทนการเสริมด้วยซิลิโคลนได้อย่างปลอดภัย

ข้อเสียของการร้อยไหมจมูก

  1. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร เพราะการร้อยไหมนั้นจะทำให้จมูกอยู่เป็นทรงชัดเจนตามระยะเวลาของเส้นไหมแต่ละชนิด บางชนิดอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน แต่บางชนิดอยู่ได้นานหลายปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากได้ทำการร้อยไหมบริเวณจมูกด้วย
  2. หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญในการร้อยไหมมากพอ อาจทำให้ผิวหนังย่น ขรุขระ หรือผิดรูปได้ และอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตหากทำพลาด
  3. การสร้างอิลาสตินมากเกินไปอาจก่อให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนังได้ ทำให้จมูกผิดรูปและต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  4. การร้อยไหมมีราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ ก็จริง แต่หากมีการร้อยไหมหลายเส้นมากเกินไป ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงตามจำนวนเส้นไหม ทางเลือกในการเสริมจมูกด้วยซิลิโคลนหรือฟิลเลอร์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการร้อยไหมจมูก

วิธีการเตรียมตัวก่อนจะไปร้อยไหมจมูก

การร้อยไหมจมูกไม่มีขั้นตอนการเตรียมตัวที่ยุ่งยาก เพราะหลังจากที่ร้อยไหมเสร็จเรียบร้อยนั้น ท่านสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องทำการพักฟื้น

  1. ควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจมูกให้เรียบร้อย
  2. หากเกิดอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด มีน้ำมูก เป็นไซนัส ควรงดการร้อยไหมบริเวณจมูกออกไปก่อน พร้อมกับปรึกษาแพทย์ในการแก้ไขปัญหา
  3. งดการกินยาหรือวิตามินที่จะทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินE และอาหารแสลง อาหารหมักดอง

วิธีการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมจมูก

  1. งดการนอนตะแครงหรือนอนคว่ำ เพราะจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณที่ร้อยไหมได้
  2. ทานยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อลดอาการบวมและอาการอักเสบ โดยงดยาที่จะส่งผลกระทบต่อเลือด เช่น วิตามิน E ยาแอสไพริน  
  3. หลังจากการร้อยไหม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหมเป็นเวลาประมาณ 14 วัน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ งดการแคะจมูกหรือสูดดมอย่างแรง
  4. งดการทำกิจกรรมเสริมความงามบริเวณผิวหน้า เช่น การทำเลเซอร์ การทำทรีตเม้นต์ การนวดหน้า การขัดหรือถูหน้าด้วยความแรง
  5. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือของแสลงต่าง ๆ เช่น ของหมักดอง ของดิบ เป็นต้น เพราะอาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการบวมช้ำได้

การร้อยไหมบริเวณจมูกนั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการปรับแต่งรูปทรงจมูกให้สวยงามขึ้น หรือแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยบริเวณจมูก เพราะจะทำให้จมูกสวยเป็นธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลอีกด้วยว่ามีปัญหาในเรื่องอะไร ศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจคือสิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนจะทำการเสริมความงาม เพราะจะได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและถูกต้อง ในปัจจุบันการทำธุรกิจเสริมความงามเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีคลินิกเสริมความงามก่อตั้งขึ้นมากมายให้เลือกใช้บริการ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการเลือกคลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการรับรองและถูกกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการเสริมความงามและป้องกันผลเสียในภายหลัง เพราะการเสริมความงามมีความเสี่ยงหมดทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้การปรับแต่งรูปทรงจมูกโดยการร้อยไหมนั้นคุ้มค่าหรือไม่? คงจะขึ้นอยู่กับความพอใจในผลลัพธ์และปัญหาที่ต้องการแก้ไขของแต่ละบุคคล เพราะในปัจจุบันวงการเสริมความงามมีเทคโนโลยีทันสมัยมากมายในการปรับแต่งรูปทรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมโดยใช้ซิลิโคลน การฉีดฟิลเลอร์  และการร้อยไหมจมูกนั้นก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีเทคนิคพิเศษที่จะช่วยให้สาว ๆ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

 

ก่อนทํากับหลังทำ hifu ต้องงดแอลกอฮอล์รู้ยัง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้ใคร ๆ ต่างก็อยากที่จะสวย อยากที่จะหล่อกันทั้งนั่น จึงมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการเสริมความงามให้เลือกทำมากมาย และหนึ่งในที่ใคร ๆ ต่างเลือกเป็นอันดับต้น ๆ นั้นคือ การทำ Hifu เพราะเป็นยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที วันนี้ทางเราจึงจะพาทุกท่านไปรู้ว่าก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้นต้องทำอะไรบ้าง และห้ามทำอะไรกันบ้าง

Hifu

Hifu เป็นการช่วยยกกระชับให้ผิวดูเต่งตึง โดยการใช้เครื่องมือส่งผ่านพลังงานชนิดคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงลงไปใต้ผิว และสามารถลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นหดกระชับหรือยกตัวขึ้น แล้วเกิดกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินออกมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวที่แน่นยกกระชับ ปรับรูปหน้า หน้าเรียวเข้ารูป ริ้วรอยหย่อนคล้อยแลดูลดเลือนลง

การมีนวัตกรรมที่สามารถปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปได้ถึง 3 ระดับ ความลึกของผิวนั้น มีความสำคัญกับการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย เพราะการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาเพิ่มขึ้น เป็นผลให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนมีปริมาณแน่นหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น ผิวหน้าทั้งโครงสร้างจึงยกกระชับขึ้น และหน้าดูเข้ารูปมากขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าแลดูลดลง หน้าดูเรียวสวยเป็นวีเชฟโดยไม่ต้องผ่าตัด

จุดเริ่มต้นของHifu

 Hifu เป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่มีไว้กำจัดเนื้องอก ต่อมาได้มีการทดลองประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เพิ่มมาซึ่งพบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ชั้นใต้ผิวหนังได้ องค์การอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้นำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงาม แล้วFocused Ultrasound เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำUltheraหรือก็คือเทคโนโลยีที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ Hifu

ข้อดีของการทำ Hifu

  1. เห็นผลลัพธ์100%ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นอาจเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที 10-20%
  2. ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ
  3. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  4. ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติสามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  5. จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  6. ไม่มีบาดแผลในการรักษา
  7. ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เข็มในการรักษา
  8. ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมส่วนเกิน บริเวณร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา เอว หน้าท้อง และสะโพก

ข้อเสียของการทำHifu

  1. มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  2. ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  3. ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  4. คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด 

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. งดการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  3. งดแต่งหน้า ทารองพื้น ทาแป้ง หรือครีมบำรุงผิวหน้าอื่นๆ ในวันที่จะทำ Hifu
  4. งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี
  6. ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อโรคเริม ควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 2 วัน ก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  7. ผู้ที่เจาะจมูกหรือเจาะตามส่วนอื่นบนใบหน้าควรถอดเครื่องประดับดังกล่าวออกให้หมด 

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

  1. ทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
  2. ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด
  3. หากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ
  5. หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งสัก 1-2 สัปดาห์ หลังทำ HIFU เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิว 
  6. ไม่ควรสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง
  7. ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคเริมควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 6 วัน หลังเข้ารับการทำ Hifu

นวัตกรรมการทำ Hifu นี้เป็นการยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ที่ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการบำรุงผิวหน้า และดูแลตัวเองให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่กังวลปัญหาริ้วรอย ไขมันสะสม หรือหน้าตาดูหมองคล้ำก็อย่ารอช้า สามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้แล้วกับการเข้าทำ Hifuทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนด้วย และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมดูแลตัวเองพร้อมกับทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอหลังการทำ Hifu เพื่อผลลัพธ์บนใบหน้าที่ยาวนานที่สุด

Hifu เหมาะกับใคร

การทำHifu เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีทางศัลยกรรม หรือไม่ต้องการใช้การผ่าตัดและผู้ที่กลัวเข็ม แล้วต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น และตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นวัยที่เห็นผลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกสถานที่ที่ดี

  1. สถานที่

สถานพยาบาลที่เป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลต้องได้รับมาตฐานของกระทรวงสาธารสุข ที่ผ่านการตรวจสอบสถานที่ก่อนเปิดให้บริการ ต้องมีเครื่องมือที่ครบวงจร และดูความสะอาดภายในคลินิก หรือโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการ เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเช็คสถานพยาบาล โดยปกติแล้วหากทางคลินิกได้รับอนุญาติการเปิดจะมีเลขสถานพยาบาล 11 ตัว สามารถเช็คสถานพยาบาลได้ในเว็บเพิ่มเติมได้ เพียงแค่กรอกชื่อสถานพยาบาลแล้วกดค้นหา ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

  1. หมอ หรือแพทย์

การทำHifuต้องได้การรักษาจากแพทย์เท่านั้น โดยหมอที่ทำการรักษาต้องมีความรู้ และยังต้องคอยอัพเดทเทคนิคการใช้เครื่องมือต่าง ๆ แล้วได้รับการเทรนการใช้เครื่องมือเพื่อเกิดการชำนาญ หากไม่มีความเชี่ยวชาญอาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย ซึ่งส่งผลต่อสถานที่และผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ผู้เข้ารับการรักษา และแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทำการรักให้เรา หรือมีการประเมินก่อนทำอย่างละเอียด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

  1. รีวิวเชื่อถือได้จริง

การดูรีวิวจากผู้ที่ผ่านการทำHifuจากคลินิก หรือ สถานพยาบาลนั้น ๆ ที่เราเล็งไว้จะไปทำที่นั้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจในการจะเข้าไปใช้บริการในสถานที่นั่น เราต้องดูรีวิวของคนที่มีปัญหารูปหน้าคล้ายกับเรา หรือดูรีวิวการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านการทำHifuว่ามีผลออกมาเป็นอย่างไร นวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าอย่างHifu ถือเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยและเห็นผลหลังทำทันที ในขณะทำจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ ใต้ชั้นผิว มีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือสามารถยกกระชับปรับรูปทรงได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ส่งผลให้ผิวยกกระชับดูอ่อนเยาว์ เรียบเนียน รูขุมขนเล็ก หน้าเนียนใสขึ้น

การทำHifuยังสามารถช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก หรือเพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายการยึดเกาะตัวของพังพืด แล้วลดการสะสมของเซลล์ไขมันอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม แล้วหลังการรักษาคุณสามารถแต่งหน้า หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติทันที ดังนั้น Hifu นวัตกรรมยกกระชับหน้า จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของใบหน้า โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือใช้เข็ม สุดท้ายนี้การเสริมความงามให้ตัวเองนั้นถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำ และสิ่งที่สำคัญนั่นคือการดูแลตัวเองก่อนและหลังการทำHifu

ลดเลือนริ้วรอยด้วยฟิลเลอร์หรือการร้อยไหมดี?

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับความงาม มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีเทคโนโลยีมากมาย ที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างความมั่นใจและแก้ไขข้อบกพร่องให้กับผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดศัลยกรรม , การทำ HIFU , การฉีด BOTOX เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้บริการนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และปัญหาที่ต้องการแก้ไข การร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เป็นอีกตัวช่วยที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลได้ทันทีหลังจากการทำ แม้ว่าทั้งสองตัวช่วยจะมีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยแห่งวัยได้เหมือนกัน แต่ก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง เราจึงได้รวบรวมข้อมูลความแตกต่างของการร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

การร้อยไหมคืออะไร?

การร้อยไหมคือตัวช่วยในการยกกระชับใบหน้าให้เรียวสวย ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย โดยการใช้เส้นไหมสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยบริเวณดังกล่าวถูกดึงยกกระชับ และเกิดการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งสามารถทำได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนมากจะนิยมทำบริเวณใบหน้า โดยมีเส้นไหมหลายชนิดให้เลือกใช้ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ไหมละลายในการทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และปัญหาของแต่ละบุคคล  โดยส่วนมาก การร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก หรือมีริ้วรอยแห่งวัย

ประเภทของเส้นไหม

  1. ไหมละลาย

ในปัจจุบันผู้คนนิยมใช้ไหมละลายในการร้อยไหมมากกว่า เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งวัสดุทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินได้เป็นอย่างดี ซึ่งไหมจะละลายหายไปได้เองตามอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องทำการตัดไหมจากแพทย์ อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PLC เป็นต้น

  1. ไหมไม่ละลาย

ในปัจจุบันมีการใช้ไหมไม่ละลายน้อยมากสำหรับผิวหนัง ยกเว้นการเย็บแผล ซึ่งไหมชนิดนี้ไม่สามารถละลายหายไปได้เองตามธรรมชาติ แม้ไหมไม่ละลายมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าไหมละลายหลายเท่า แต่ก็มีข้อจำกัดมากกว่าหลายอย่าง อาทิเช่น การร้อยไหมด้วยไหมทองคำ ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีสถานความงามหลายแห่งนำมาใช้ ซึ่งการใช้ไหมทองคำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ต้องเลือกใช้กับผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะมักใช้กับผู้ที่มีอายุมาก

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. สามารถยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอย ได้เป็นอย่างดี
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูง เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้เอง โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. หากแพทย์ไม่มีความสามารถมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูป หรือผิวเป็นคลื่นได้
  2. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของเส้นไหมแต่ละชนิด
  3. หากใช้ไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  4. หากใช้ไหมจำนวนมากเกินไป อาจก่อให้เกิดพังผืนในบริเวณดังกล่าวได้ และต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  5. หากเส้นไหมสัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร?

คือการฉีดสารเติมเต็มไฮยารูโรนิก แอซิต ให้กับใบหน้า หรือร่างกาย โดยเน้นแก้ไขจุดบกพร่อง หรือร่องลึกแต่ละจุดบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น ใต้ตา , จมูก , ปาก โดยคุณสมบัติของฟิลเลอร์ จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้น หรือเติมเต็มบางส่วนให้มีขนาดเพิ่มขึ้นมาก ช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหน้ามีความเต่งตึง ช่วยชะลอวัยได้อย่างดี โดยการฉีดฟิลเลอร์นั้นก็มีหลายประเภทในเลือกใช้ ตามปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การเลือกใช้ฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก และผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์เปรียบเสมือนงานศิลปะ ที่ต้องใช้เทคนิคในการปั้น เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละบุคคล

ประเภทของฟิลเลอร์

  1. ฟิลเลอร์ชั่วคราว

เป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้คน เพราะมีความปลอดภัยสูง เพราะมีสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก โดยจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้เพียง 6 เดือน และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์กึ่งถาวร

เป็นฟิลเลอร์จำพวกที่มีส่วนผสมของแคลเซียม มีความปลอดภัยรองลงมาจากฟิลเลอร์แบบชั่วคราว ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 5 ปี และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์ถาวร

ฟิลเลอร์ชนิดนี้ส่วนมากจะทำมากจากเม็ดพลาสติก หรือซิลิโคลน หลังจากทำการฉีดสารเข้าไป สารจะแปรสภาพเป็นของแข็ง และจะไม่สามารถสลายหายไปเองได้ แต่มีผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างถาวร โดยฟิลเลอร์นั้นไม่สามารถสลายเองได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. สามารถลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เติมเต็มจุดบกพร่องตามจุดต่าง ๆ ช่วยปรับโครงหน้าได้อย่างสวยงาม
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังการทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูงหากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้
  5. ช่วยเสริมโหงวเฮ้งได้ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล เพราะฟิลเลอร์สามารถเติมเต็มหน้าผากให้กว้างขึ้น เติมเต็มริมฝีปากให้อวบอิ่มขึ้น เติมเต็มใบหน้าให้มีน้ำมีนวลมากขึ้นได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์

  1. หากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้ จะมีผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร
  2. การฉีดฟิลเลอร์ เปรียบเสมือนงานศิลปะ หากแพทย์ไม่มีฝีมือมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  3. หากเลือกฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร ไม่สามารถสลายหายไปเองได้ อาจก่อให้เกิดพังผืดในบริเวณดังกล่าวได้
  4. หากฟิลเลอร์สัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

หากต้องการลดริ้วรอยควรเลือดฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมดี?

การฉีดฟิลเลอร์ และการร้อยไหม สามารถลดเลือนริ้วรอยได้เหมือนกัน แต่มีกระบวนการและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากการร้อยไหมจะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก เพราะผิวหนังที่หย่อนคล้อยมากเกินไป การร้อยไหมจะช่วยดึงกระชับได้มากกว่าการฉีดสารเติมเต็มเข้าไป แต่การฉีดฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ใช้ในการปรับโครงหน้า มีส่วนช่วยให้หน้าดูเด็กลง หรือช่วยในการเสริมโหงวเฮ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้บริการเสริมความงามแต่ละอย่าง ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและปัญหาของแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จึงจะรู้ความเหมาะสมในการเลือกการฉีดฟิลเลอร์ หรือการร้อยไหม

การเกิดริ้วรอยแห่งวัยนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน มีผลทำให้เกิดริ้วรอยได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือการดูแลตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้คนเป็นอย่างมาก การฉีดฟิลเลอร์ หรือ การร้อยไหม เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นตัวช่วยในการลดเลือนริ้วรอยได้เป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ในการตัดสินใจใช้บริการเกี่ยวกับการเสริมความงาม ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดอย่างถี่ถ้วนเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข้อดี หรือข้อเสีย กระบวนการในการทำ ขั้นตอนการดูแลตัวเอง ผลข้างเคียงหลังจากการทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกใช้บริการในสถานเสริมความงามที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะตามมาในอนาคต