Thermage กับ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร แล้วอะไรดีกว่ากัน

นวัตกรรมสมัยใหม่ที่จะช่วยคงควมอ่อนเยาว์

เมื่อมีอายุมากขึ้นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาก็จะเริ่มลดลง ซึ่งคอลลาเจนมีส่วนช่วยให้ผิวนั้นเต่งตึงและไม่มีริ้วรอย และเมื่อคอลลาเจนลดน้อยลง การหย่อนคล้อยของใบหน้าก็นับเป็นเรื่องปกติที่จะตามมาพร้อมกับตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น  แต่นับเป็นโชคดีของคนสมัยนี้ ที่โลกเราได้พัฒนานวัตกรรมในการดูแลผิวหน้า รักษาริ้วรอยขึ้นมา จนมีหลายทางเลือกให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกใช้บริการตามความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหม Hifu, Thermage หรือแม้กระทั่ง Ulthera ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการคงไว้ซึ่งเยาว์วัยของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน

นวัตกรรมในการดูแลผิวที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ย่อมมีทั้งข้อดี ข้อเสีย รวมถึงราคาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวผลิตภัณฑ์ จะดีกว่าไหม หากเราจะศึกษาผลิตภัณฑ์แต่ละตัวให้รู้ลึกรู้จริง ก่อนที่จะลงมือใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับผลที่ถูกใจตรงกับความต้องการและงบประมาณที่มี วันนี้จึงจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับนวัตกรรมที่จะมารักษาความอ่อนเยาว์ให้คงคู่กับทุกท่านไปตลอดอย่าง การร้อยไหมและ Thermage ซึ่งทั้งสองนวัตกรรมนี้ เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการนวัตกรรมทั้งสอง

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นวิธีการรักษาเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้า ให้ผิวเรียบเนียนกระชับราวกับเด็กสาววัยแรกแย้ม โดยเป็นการนำเทคโนโลยีคลื่นความร้อนมาใช้กระตุ้นที่ชั้นผิวหนังให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา โดยคอลลาเจนจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาตามระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า รอบดวงตาหรือตามร่างกายก็สามารถทำ Thermage ได้ โดยนวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์สูงสุดในขั้นตอนที่สั้นและใช้เวลาไม่นาน เพียง 30 ถึง 90 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและพื้นทีที่ต้องการทำ Thermage หากพื้นที่ที่ต้องการทำนั้นกว้าง ก็จะใช้เวลามากขึ้นกว่าพื้นที่ขนาดเล็ก  โดยวิธีนี้มักได้รับความนิยมจากผู้คนที่กลัวเข็มทนเจ็บไม่ไหว เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่ต้องใช้เข็ม และไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น เรียกได้ว่าทำ Thermage เสร็จแล้ว ไปเที่ยวต่อได้เลย

บริเวณไหนที่สามารถทำ Thermage ได้บ้าง

Thermage เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมของความอ่อนวัยที่ครอบคลุมทั่วจักรวาลเลยก็ว่าได้ เพราะว่านวัตกรรมนี้สามารถทำได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว้าจะเป็นบริเวณทั่วทั้งใบหน้า ลำคอ หน้าท้อง แขน ก้น ต้นขาและหัวเข่า

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

Thermage เป็นนวัตกรรมาที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่สามารถคงความอ่อนเยาว์ได้นานนับปี โดยหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้นผิวบริเวณที่ทำจะเริ่มสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ทำ โดยหลังจากทำ 4 ถึง 6 เดือน จะเป็นช่วงเวลาที่สังเกตุเห็นถึงผิวที่กระชับเรียบเนียนได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยผู้ที่ทำ Thermage ส่วนใหญ่จะกลับมาทำ Thermage หลังจากนั้นประมาณปีนึงหรือสองปี

หลังจากทำ Thermage  ควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีและเห็นผลชัดเจน หลังจากที่ท่านทำ Thermage แล้วนั้นควรใส่ใจในพฤติกรรมาประจำวันของท่านให้มากขึ้น เพราะความเคยชินบางอย่างอาจส่งผลให้การทำ Thermage ไม่ได้ผลตามที่นั้นต้องการ จึงอยากจะขอแนะนำเรื่องราวต่อไปนี้ให้ทุกท่านได้พิจารณา เพื่อให้เกิดผลดีต่อการทำ Thermage ของท่านมากที่สุด

1.ทาปีโตเลียมเจล เช่น วาสลีนบริเวณที่ทำ Thermage  แล้วมีรอยแดงเกิดขึ้น หลังจากทาไม่นานรอยแดงนั้นจะจางลงและหายไปในที่สุด

2.ควรทากันแดงที่มี SPF 30 ขึ้นไป ลงบนบริเวณที่ทำ Thermage เนื่อจากผิวบริเวณที่ทำจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ จึงจำต้องป้องกันผิวบริเวณนั้นจากรังสียูวีที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

3.แม้ว่าการแต่งหน้าหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ห้ามทำ แต่จะเป็นการดีกว่า หากปล่อยให้ผิวของท่านได้พักสัก 1 ถึง 2 วัน

4.ควรใช้สบู่หรือเจลล้างล้างหน้าที่มีฤทธิ์อ่อน เพื่อเป็นการปกป้องผิวที่ทำไม่ให้เกิดความระคายเคือง

ร้อยไหมคืออะไร

ร้อยไหม เป็นนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าและร่างกายด้วยการใช้ไหมที่สามารถละลายได้เองโดยธรรมชาติร้อยไปตามบริเวณที่ผู้รับการบริการต้องการที่จะยกกระชับบริเวณนั้น ๆ การร้อยไหมนั้นนอกจากจะช่วยให้บริเวณที่ทำนั้นยกกระชับขึ้นแล้วนั้น ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในบริเวณที่ร้อยไหมอีกด้วย เรียกได้ว่าการร้อยไหมเป็นนวัตกรรมในการยับยั้งความชราไม่ให้ก่อขึ้นมา

บริเวณไหนที่สามารถร้อยไหมได้บ้าง

ร้อยไหมสามารถทำได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการร้อยไหมบริเวณใบหน้ามักได้รับความนิยมมากว่าการร้อยไหมบริเวณร่างกายส่วนอื่น ๆ  ผู้รับบริการนิยมร้อยไหมบริเวณ กรอบหน้า หน้าผาก คอ จมูกและหางตา

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

ประสิทธิภาพของการร้อยไหมนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะป็น เส้นไหมเรียบ เส้นไหมเกลียวและเส้นไหมที่มีเงี่ยง การร้อยไหมจะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากทำประมาณ 20-30% และจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น 2 เดือนให้หลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวก่อนทำและคลีนิคที่เลือกใช้บริการ โดยผู้คนส่วนใหญ่มักจะกลับมารับบริการร้อยไหมอีกครั้งหลังจากทำแล้วประมาณ 1 ถึง 2 ปี

หลังจากร้อยไหมควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

การที่จะรักษาประสิทธิภาพของการร้อยไหมไว้ให้อยู่นานนั้นและได้ประสิทธิภาพดีที่สุดตามความต้องการ พฤติกรรมของทุกท่านก็เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นหลังจากที่ร้อยไหมแล้วนั้น ไม่ควรที่จะทำสิ่งต่อไปนี้

  1. ช่วงเวลาหลังจากร้อยไหมได้ 1 สัปดาห์
  2. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงควรงดสูบบุหรี่
  3. ควรงดทานอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันปลา ขิง ชาเขียว กระเทียม และอาหารรดจัด
  4. ควรหลีกเลี่ยงยาที่มีแอสไพรินเป็นส่วนประกอบ
  5. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  6. ทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการขยับใบหน้ามากจนเกินไป
  7. หลีเหลี่ยงการนอนบนหมอนที่ต่ำ โดยควรนอนบนหมอนที่สูงประมาณ 45 องศา
  8. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และหากจะล้างหน้าควรล้างหน้าแบบมือลู่ไปด้านบนเน้นการกระชับหน้า โดยหลีกเลี่ยงการดึงหน้าลง
  9. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง
  10. งดก้มหน้า หรือทำให้ให้ใบหน้าหน้าต่ำกว่าหัวใจ เพื่อป้องกันการหย่อนคล้อยของใบหน้า
  11. หากเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นไม่ว่ามากหรือน้อย ควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านไปใช้บริการทันที

ทำอะไรดีระหว่าง Thermage กับ ร้อยไหม

หลังจากที่ทุกท่านได้รู้จักกับการทำ Thermage และ การร้อยไหม ไปแล้วนั้น อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า แล้วควรจะทำอันไหนดี ซึ่งทั้ง Thermage และ การร้อยไหมนั้นต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป จึงจะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการ

1.หากท่านกลัวเจ็บ การทำ Thermage นั้นจะตอบโจทย์ท่านมากกว่าการร้อยไหม

2.หากท่านต้องการประสิทธิภาพที่ยาวนาน การร้อยไหมมักจะอยู่ได้นานกว่าการทำ Thermage แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพฤตกรรมของท่านก็มีผลต่อประสิทธิภาพที่จะได้รับ

3.การร้อยไหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดรอยบุ่มบริเวณที่ทำได้ และอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นควรระวังและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด การที่จะเลือกใช้บริการ

4.สำหรับบางท่านที่มีชั้นไขมันน้อย การทำ Thermage อาจจะไม่ส่งผลดีเท่าที่ควร การร้อยไหมจะสามารถช่วยยกกระชับผิว

สำหรับกรณีนี้ได้มากกว่า หวังว่าข้อมูลที่นำมาแบ่งปันทุกท่านในวันนี้ จะสามารถช่วยประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือเป็นการร้อยไหมก็ตาม เพื่อให้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการของทุกท่านมากที่สุด

ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Ulthera

ใคร ๆ ก็อยากมีใบหน้าที่ดูเด็ก ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย หากเป็นในยุคก่อน ๆ ก็คงจะนึกถึงแต่การผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อยกกระชับใบหน้า แต่ในปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมความงามหลายรูปแบบให้เราเลือกสวยได้ทันที โดยไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องพักฟื้นอีกด้วย หนึ่งในทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ลดเหนียง ปรับรูปหน้า แบบไม่ต้องผ่าตัด นั่นก็คือ ulthera (อัลเทอร่า) ที่จะช่วยให้คุณดูเด็กลงไปเป็นสิบปี ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แถมยังได้รับความนิยมไม่แพ้วิธีอื่น ๆ อีกด้วย แต่ก่อนจะไปทำกันนั้น เรามารู้ถึงข้อควรรู้ต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังทำ Ultrera กันก่อน

Ulthera คืออะไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวด้วยเทคโนโลยีการรักษาโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ที่พัฒนาและปรับปรุงมาจากเทคโนโลยี Ultrasound จนสามารถนำมาใช้ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ โดยใช้เครื่องเลเซอร์ที่มีชื่อว่า Ultrera ส่งผ่านพลังงานคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง เจาะจงไปยังบริเวณเนื้อเยื่อชั้น SMAS (Superfical Muscular Aponeurotic System) ในระดับที่เทคโนโลยีอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้มาก่อน และเมื่อชั้น SMAS มีการหดตัว ก็จะทำให้ผิวของเรามีการยกกระชับขึ้น โดยไม่ต้องใช้เข็มหรือทำลายผิวชั้นบน โดยแพทย์จะสามารถเห็นสภาพผิวหนังที่กำลังรักษาผ่านหน้าจอของเครื่อง ทำให้เกิดความแม่นยำสูงในการรักษา และให้ผลที่ดีกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งคลื่นอัลตร้าซาวด์นี้จะไปกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ให้ผิวค่อย ๆ ตึง เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ

การทำ Ultrera เหมาะสำหรับใครบ้าง รู้ไว้ก่อนตัดสินใจทำ

  1. ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยตามวัย แต่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า ไม่อยากพักฟื้น
  2. ผู้ที่กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการปรับรูปหน้า ลดเหนียง ลดแก้ม ลดคางสองชั้น
  3. มีปัญหาหนังตาตก ขอบตาล่างหย่อนคล้อย หางตาตก หางคิ้วตก ต้องการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด
  4. ผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์และมีความยืดหยุ่น ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ต้องการแก้ปัญหาเนินอกและลำคอเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย

ทั้งนี้อายุที่เหมาะสมในการทำ Ultrera ที่แนะนำคือ 30-60 ปี ซึ่งเมื่อเข้าสู่วัย 30 ขึ้นไปแล้วนั้น จะเป็นช่วงที่เริ่มมีริ้วร้อยตามวัย และร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนน้อยลง ทำให้ผิวไม่มีความยืดหยุ่น ส่วนวัย 60 ปี จะเป็นช่วงที่ผิวมีร่องลึกและริ้วรอย สัญลักษณ์ของการแก่ชราเพิ่มมากขึ้น การทำ Ultrera จะช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระชับ เต่งตึง ริ้วรอยจาง และใบหน้าได้รูปเรียวสวยมากยิ่งขึ้น

การเลือกทำ Ultrera ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

การทำ Ultrera นั้น มีสถานประกอบการหรือคลินิกมากมายให้เลือก ควรเลือกสถานที่ที่ใช้เครื่อง Ultrera ที่ได้มาตรฐาน เป็นเครื่องแท้จากสหรัฐอเมริกา เพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี สถานที่ทำควรเป็นสถานที่ที่เป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ และต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาก่อนเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ที่จะอยู่ได้นานจะขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ ทั้งด้านการออกแบบรูปหน้า และความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

ในเรื่องของราคานั้น ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงก่อนทำ เนื่องจากแต่ละสถานที่จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป โดยดูจากบริเวณของผิวหนังที่ต้องการการรักษา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล และหลาย ๆ ที่มักจะจัดโปรโมชั่น ควรสำรวจราคาและความเหมาะสมก่อนตัดสินใจทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป

ขั้นตอนการทำ Ultrera

หลังจากตัดสินใจเลือกสถานที่ทำ Ultrera ได้แล้วนั้น ก่อนทำไม่จำเป็นต้องเตรียมผิวหรืองดการทานอะไร สามารถดูแลผิวได้ตามปกติ และสามารถเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

  1. แพทย์จะต้องประเมินสภาพปัญหาผิวก่อนว่าจะต้องใช้จำนวนช็อตเท่าไหร่ และค่าพลังงานเท่าไหร่ โดยขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ และปัญหาของแต่ละคน
  2. หลังจากวางแผนการรักษาแล้ว จะมีการเตรียมผิวก่อนทำ Ultrera โดยทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ทำ
  3. แปะยาชาบริเวณผิวหน้าที่ต้องการทำ ก่อนทำการรักษาประมาณ 30-45 นาที เมื่อครบเวลาก็จะทำการเช็ดออก
  4. แพทย์จะใช้หัว Ultrera สัมผัสเบา ๆ ที่ผิวหน้า และเคลื่อนไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วบริเวณผิว โดยจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45-60 นาที
  5. อาจต้องกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเพื่อติดตามผลการรักษา

ผลลัพธ์หลังจากทำ Ultrera

หลังจากการทำ Ultrera จะรู้สึกเลยว่าหน้ายกกระชับขึ้นทันที ประมาณ 20-30% เนื่องจากจะเป็นการรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นหลังการรักษาประมาณ 1 เดือน ผิวจะเริ่มตึงและยกกระชับขึ้น เหนียงใต้คางลดลง รูปหน้าเรียววีเชฟขึ้นจากเดิม กรอบหน้าเด่นชัดขึ้น หางตา หางคิ้ว หนังตา และใต้ตาที่หย่อนคล้อยก่อนทำจะยกกระชับขึ้น และเมื่อผ่านไปแล้ว 3-6 เดือนหลังทำ จะพบว่าผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนเล็กลง รวมถึงริ้วรอยต่าง ๆ ร่องแก้ม ได้หายไป ผลลัพธ์นี้จะคงอยู่นาน 1-2 ปี แต่ทั้งนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ด้วยเช่นกัน

อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังทำ Ultrera

  1. อาจมีอาการบวมเกิดขึ้นได้ในบางคน แต่จะไม่บวมเยอะ หรือบวมขนาดช้ำ แต่จะบวมเพียงเล็กน้อย สามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อลดอาการบวมได้ ทั้งนี้อาการบวมนั้นจะหายเป็นปกติได้เองหลังจากทำไปแล้ว 2-3 วัน
  2. อาการระบมใต้ผิว ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ทำ Ultrera หากมีอาการเป็นเยอะหรือรู้สึกมาก แพทย์จะให้ยามาทานแก้ปวด ซึ่งอาการระบมจะหายไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ
  3. หลายคนที่ทำ Ultrera อาจมีอาการผิวแห้งลงในช่วงแรก ส่วนหนึ่งมาจากการทายาชาจะทำให้ผิวบริเวณนั้นมีการแห้งเพิ่มขึ้นได้ สามารถดูแลได้โดยทาครีมที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้น และไม่ลืมที่จะทาครีมกันแดดเป็นประจำด้วย และควรงดการใช้ครีมในกลุ่มของไวท์เทนนิ่ง ผลัดเซลล์ผิว อย่างน้อย 1 สัปดาห์

การดูแลตนเองหลังจากทำ Ultrera

  1. หลังจากทำ Ultrera แล้วนั้น เราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เช่น การแต่งหน้า หรือทาครีมกันแดด ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอเมื่อต้องออกจากบ้านไปเผชิญแสงแดด และหลังจาก 1 สัปดาห์หลังทำ สามารถทำทรีทเมนท์ หรือทำเลเซอร์อื่น ๆ ต่อได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าแรงจนเกินไป เนื่องจากอาจมีอาการบวมหรือระบมหลังทำได้ในบางราย
  3. หากมีอาการบวมแดง สามารถใช้การประคบเย็น และการนอนหมอนที่สูงขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นได้

สรุปแล้วการทำ Ultrera นั้นดีหรือไม่

แม้ว่าเทคโนโลยีการทำ Ultrera จะมีมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ความนิยมก็ยังคงอยู่ และยังแพร่หลายไปทั่วโลก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ยกกระชับผิวได้ลงลึกที่สุด และเห็นผลทันทีหลังจากทำ รวมถึงทำซ้ำเพียงแค่ 1-2 ปีครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ใบหน้ายังคงเต่งตึง ยกกระชับ ดูอ่อนเยาว์ตลอดไปได้ ที่สำคัญคือไม่ต้องพักฟื้น และไม่เจ็บตัว แถมผลลัพธ์ที่ได้ยังดูเป็นธรรมชาติต่างจากการผ่าตัด ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ คุ้มค่ากับราคา

การดูแลตนเองและผิวพรรณนั้น ไม่ต้องรอให้ถึงวัยที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อยแล้วถึงจะดูแลได้ เราสามารถใส่ใจดูแลผิวพรรณตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ ยิ่งเมื่ออายุยังน้อย ควรหาวิธีการยืดอายุผิว และไม่ทำร้ายผิวให้แย่ลงหรือดูแก่ก่อนวัย ดังนั้น เมื่ออายุประมาณ 25 ปี ก็สามารถเริ่มทำ Ultrera ได้แล้ว เพราะผิวในวัยนี้แม้จะยังไม่มีริ้วรอยเด่นชัด หรือมีความหย่อนคล้อย แต่ผิวก็เริ่มบางลง และเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเสื่อมสภาพ ความยืดหยุ่นของผิวและการสร้างคอลลาเจนจะลดลง ซึ่งการทำ Ultrera จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างมากขึ้น ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าและผิวพรรณ หากทำต่อเนื่องเป็นประจำทุก 1-2 ปี ผิวจะดูอ่อนวัยลงไปเป็นสิบปีจนคุณสัมผัสได้

 

 

 

ร้อยไหม และฉีดแฟต ไปพร้อมกัน ทำได้ไหม?

รูปหน้าใครว่าไม่สำคัญ ในปัจจุบันนี้หลายคนอยากที่จะกำหนดรูปหน้าของตัวเอง ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะรูปหน้าเรียวไข่ หรือรูปหน้าวีเชฟแบบสาวเกาหลี จะดีไหมถ้าเราสามารถเลือกรูปหน้าของเราได้ ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหม ที่ช่วยปรับรูปหน้ากระชับ ได้รูป ไม่กลม ไม่บาน ไม่หย่อน ไม่คล้อย ให้ออกมาเป็นรูปหน้าแบบที่เราฝันได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะร้อยไหมปรับรูปหน้าแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ช่วยลดแก้ม สลายไขมัน และทำให้หน้าเรียว นั่นก็คือ การฉีดแฟต แล้วเราสามารถทำการร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

ร้อยไหม คืออะไร

ร้อยไหม คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวให้กลับมาดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่จะใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อทำกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวกระชับขึ้น สามารถทำได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แต่คนนิยมทำกับผิวหน้ามากกว่า เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ได้อย่างเห็นผล และช่วยยกกระชับริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ อีกด้วย โดยการใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง เพื่อการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง และเนื่องจากไหมที่ใส่เข้าไปนั้นเป็นไหมละลาย คอลลาเจนที่เป็นเนื้อเยื่อของเราจะเข้าไปทดแทนไหมที่ละลายนั้น ทำให้ใบหน้าของเราดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ร้อยไหม ปลอดภัยหรือไม่

ไหมที่ใช้ในการทำนั้นเป็นไหมละลาย และจะละลายจนหมดไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย และไม่ไหลไปมาเหมือนฟิลเลอร์ ทำให้การร้อยไหมมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยกรีด และไม่มีการเสียเลือด เพียงแค่ฉีดเส้นไหมเข้าไปในร่างกายเท่านั้น

ชนิดของเส้นไหมมีกี่ประเภท

การร้อยไหมเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้านั้น จะนิยมใช้เส้นไหม 4 ประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามลักษณะของตัวไหม ดังนี้

  1. ไหมละลายแบบเรียบ (Mono threads) เป็นไหมละลายเส้นเรียบ ที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียว เริ่มใช้ในสมัยแรก ๆ ที่การร้อยไหมยังไม่เป็นที่นิยมนัก เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง ใบหน้าที่ถูกร้อยไหมจะดูเต่งตึงขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ และในปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่มีการใช้ไหมเรียบชนิดนี้กันแล้ว
  2. ไหมละลายแบบเกลียว (Screw threads) เป็นไหมละลายที่มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ ลักษณะเป็นเกลียวคล้ายสปริง เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง สามารถช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนยานได้
  3. ไหมละลายแบบเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำให้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้า เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณคาง หรือปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก
  4. ไหมละลายแบบกรวย (Silhouette soft) เป็นไหมละลายรูปแบบใหม่ ที่มีเทคนิคการร้อยใกล้เคียงกับไหมชนิดมีเงี่ยง ไหมชนิดนี้เน้นช่วยยกกระชับผิวมากกว่าการสร้างคอลลาเจน สามารถยกกระชับผิวได้ดีกว่าไหมรูปแบบอื่น และได้ผลยกกระชับที่ยาวนานกว่า โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ราว ๆ 1-3 ปี แต่ด้วยความที่ไหมชนิดนี้มีราคาสูง จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

ฉีดแฟต คืออะไร

การฉีดแฟต ที่เรียกกันติดปากนั้น ที่จริงแล้วมาจากคำว่า เมโสแฟต (Meso Fat) การฉีดเมโสแฟตนั้น คือนวัตกรรมสลายไขมันในร่างกาย โดยการฉีดยาเพื่อไปสลายไขมันบริเวณนั้นๆ และขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฉีดสาร Meso Fat ได้ เพราะอาจมีอาการแพ้สาร Meso Fat อีกทั้งหากได้รับการฉีด Meso Fat ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ชั้นไขมันเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อลุกลามได้ วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์ หรือคนที่ต้องการปรับรูปร่างให้กระชับสมส่วนยิ่งขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณแก้มและคาง เพื่อให้ใบหน้าเรียวสวยได้

ฉีดแฟต ปลอดภัยหรือไม่

ปกติแล้วการฉีดแฟตโดยผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย แต่หากฉีดในสถานบริการหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เป็นที่รู้จักก็อาจเสี่ยงอันตราย และส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยได้ เนื่องจากอาจมีการใช้ Meso Fat สูตรที่อันตราย ที่ทางอ.ย.ประกาศเตือน อันได้แก่

  1. การใช้สเตียรอยด์ ปกติแล้วแพทย์ผิวหนังจะใช้สเตียรอยด์ในการรักษา ฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ และใช้ในปริมาณที่น้อย แต่สเตียรอยด์ที่บางคลินิกนำมาผสม Meso Fat ในปริมาณมาก เพื่อการเห็นผลไว แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้หน้าบวมขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากไปกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ซึ่งสเตียรอยด์ที่ผสมใน Meso Fat จะมีทั้งแบบสีขาวขุ่นและสีขาวใส ดังนั้น ก่อนฉีดทุกครั้งควรขอดูยี่ห้อ Meso Fat ก่อนเพื่อความปลอดภัย
  2. ยาสลายฟิลเลอร์ ที่ชื่อว่า Hyaluronidase ปกติแล้ว จะมีการใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการนำมาฉีดในปริมาณมาก ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป เนื้อยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เห็นผลไว ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนยานลงได้

ร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

หากต้องการลดไขมันบนใบหน้า ไปพร้อม ๆ กับการยกกระชับใบหน้าด้วยนั้นสามารถทำได้ เพราะทั้งสองวิธีจะมีกลไกการทำงานและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แต่กลับช่วยเสริมให้ผลลัพธ์ออกมาดูดียิ่งขึ้น ซึ่งการร้อยไหมนั้นจะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กในทันที ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย ส่วนการฉีดแฟตนั้นคือสลายไขมันสะสมด้วยเมโสแฟต ปรับหน้าเรียวเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างของลักษณะของใบหน้าที่สามารถทำการร้อยไหมและฉีดแฟตไปพร้อมกันได้นั้น ได้แก่

  1. ผู้ที่มีรูปหน้าที่มีแต่แก้มแต่ไม่มีกราม ต้องการมีใบหน้าเรียวเป็นวีเชฟ สามารถฉีด Meso Fat เพื่อลดไขมันบริเวณแก้ม และยกกระชับรูปหน้าให้เรียวเป็นวีเชฟด้วยการร้อยไหม เท่านี้ก็จะได้รูปหน้าที่เป๊ะปัง กรอบหน้าชัดขึ้น
  2. ผู้ที่มีโหนกกราม ไม่มีแก้ม และไม่มีกราม แต่ต้องการปรับรูปหน้าใหม่ให้เรียวขึ้น ก็สามารถใช้วิธีร้อยไหมลดโหนกแก้ม และฉีด Meso Fat เพื่อให้โหนกแก้มดูต่ำลงมาได้
  3. ผู้ที่มีใบหน้ารูปเหลี่ยม มีกราม มีแก้ม ต้องการแก้ปัญหาลดความเหลี่ยมของใบหน้า เพื่อเเก้ปัญหารูปหน้านั้นสามารถฉีด Meso Fat เพื่อสลายไขมัน ในกรณีที่แก้มเยอะก็ต้องฉีดหลายเข็มจนกว่าแก้มจะหาย แล้วจึงร้อยไหมเพื่อยกกระชับปัญหาเเก้มคล้อย หลังจากฉีด Meso Fat แล้ว

หากอยากมีใบหน้าเรียวสวย เราสามารถเลือกวิธีในการแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า หรือฉีดแฟตเพื่อสลายไขมันที่แก้มให้หน้าดูเล็กลง แต่เพื่อความหน้าเรียวระดับ 10 ก็สามารถฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้มก่อนแล้วถึงตามด้วยการร้อยไหม เพื่อยกกระชับหน้าให้เรียวแบบสุดขีดได้ แต่ทั้งนี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อดูปัญหาของใบหน้าเราว่าควรจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเห็นผลในระยะยาว ปัญหาของรูปหน้าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ด้วยเพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาความสวยงามให้เราได้ เพียงเลือกให้ถูกต้องและเหมาะสมกับปัญหาของตนเอง และต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญ นอกจากจะทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการแล้วนั้น ยังหมายถึงความปลอดภัยอีกด้วย

อยากหน้าเรียวต้องอ่าน Thermage กี่วันเห็นผล?

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปัญหาหนึ่งที่จะต้องพบเจอนั่นก็คือ ผิวหน้าไม่กระชับและหย่อนคล้อย ปัญหานี้พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย หลายคนจึงต้องสรรหาสารพัดครีมมาใช้ แต่นั่นก็ใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผลหรือรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง และด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ของการยกกระชับปรับรูปหน้าที่เรียกว่า Thermage จึงทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกแก้ไข ช่วยคืนความอ่อนวัยให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องใช้เวลานานในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เฉกเช่นการใช้ครีมหรือทำทรีทเมนท์ หลายคนคงเกิดคำถามที่ว่า แล้วการทำ Thermage กี่วันเห็นผล? เรามาหาคำตอบนี้กัน

รู้จักกับ Thermage

Thermage คือหนึ่งในนวัตกรรมของการยกกระชับผิว ทั้งผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก และทุกส่วนของร่างกายที่ต้องการให้ผิวมีความกระชับ ขจัดเซลลูไลท์ และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้ ด้วยเครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) ที่มีเทคโนโลยีในการปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ที่อยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย สลายไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด และช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป็นวิธีที่ดีในการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือทำศัลยกรรม สามารถปรับให้รูปหน้าเรียวสวย ยกกระชับผิวรอบดวงตา และมีกระบวนการรักษาเพียงครั้งเดียวแบบไม่ต้องเจ็บตัว

Thermage ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  1. ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยไปตามวัยและกาลเวลา สร้างกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ให้ใบหน้าเรียวโดยไม่ต้องผ่าตัด
  2. ช่วยยกกระชับบริเวณเปลือกตา สำหรับคนที่หนังตาตก ผิวรอบตามีความหย่อนคล้อย ให้กระชับและดวงตาดูสดใสขึ้น
  3. ช่วยลดบริเวณแก้มและเหนียง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเนื้อแก้มเยอะ หรือมีเหนียงที่ชัดเจน
  4. ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบริเวณใบหน้าและร่องแก้มลึก และเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหน้า
  5. ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังจากลดน้ำหนัก และผิวที่ท้องแตกลายหลังคลอดบุตร
  6. ช่วยขจัดเซลลูไลท์ตามร่างกาย ให้ต้นขา ต้นแขน สะโพก และหน้าท้อง กระชับขึ้น

Thermage กี่วันเห็นผล

Thermage จะใช้เวลาในการทำ 1-2 ชั่วโมง และหลังจากทำเสร็จจะเห็นผลในเรื่องยกกระชับแบบทันทีประมาณ 30% หลังจากนั้นสภาพผิวจะดีขึ้นจากการที่มีการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวใหม่ โดยจะเห็นผลเต็มที่ในเวลา 3-6 เดือน และจะอยู่ไปอย่างน้อยราว ๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละคน สำหรับคนที่ต้องการให้ผลลัพธ์อยู่นาน ๆ สามารถทำซ้ำได้ในอีก 6 เดือนหลังจาก Thermage หมดฤทธิ์ ซึ่งการทำต่อเนื่องปีละครั้งจะช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้น และเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการชะลอวัยให้กับผิวหน้าได้ในระยะยาว

ขั้นตอนการทำ Thermage

  1. ทายาชาลงบนผิวบริเวณที่จะทำ Thermage ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้ยาชาออกฤทธิ์
  2. ทำความสะอาดผิวด้วยแอลกอฮอลล์ และแพทย์ผู้ทำจะทำการลอกรูปตาราง (Grid Paper) ลงบนผิว เพื่อความแม่นยำในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ เนื่องจากคนไข้บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ส่วนผสมในการลอกรูปตารางลงบนผิวได้ แพทย์อาจทำการพิจารณาไม่ใช้รูปตาราง
  3. ยิงรักษาทีละจุดตามตารางจนทั่วบริเวณจนครบจำนวนช็อต เช่น 600, 900 หรือ 1,200 ช็อต
  4. ให้ความเย็นแก่ผิวชั้นบนเป็นครั้งสุดท้าย (Spray Cooling) เพื่อป้องกันผิว Burn
  5. แพทย์อาจมีการกลับมายิงซ้ำในบริเวณที่ต้องการการรักษาหรือเน้นการดูแลเป็นพิเศษ
  6. หลังจากยิงเสร็จแล้ว ทำความสะอาดผิวและลบตารางออก

ผลข้างเคียงของการทำ Thermage

Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ปลอดภัยเพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้มีผลข้างเคียงน้อยมาก อาการที่อาจพบได้หลังจากการทำคือ

  1. รอยแดงหลังทำ สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการเกิดความร้อนที่บริเวณใต้ผิวหนังที่ทำ และจะหายได้เองหลังทำไม่กี่ชั่วโมง
  2. อาการบวม นูน เป็นอาการข้างเคียงที่อาจพบได้บ้าง แต่จะเป็นการบวมเพียงเล็กน้อย ไม่ได้บวมมากหรือรุนแรงเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม สามารถหายได้เองและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. ผิวไหม้ (Burn) อาจมีการเกิดขึ้นได้สำหรับการรักษาที่ใช้ความร้อนมากเกินไป เช่น ระดับ 3-4 เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นกว่าระดับอื่น แต่อาจส่งผลข้างเคียงหลังทำให้ผิวไหม้ หรือเกิดการบาดเจ็บระหว่างทำได้ เพราะฉะนั้นหากเรามีความรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว ต้องรีบบอกแพทย์ผู้ทำการรักษา เพราะปกติแล้วความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ Hot But Tolerated หรือร้อนในระดับที่พอทนได้ แต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด

คำแนะนำในการดูแลตนเองก่อนและหลังทำ Thermage

  1. ก่อนทำควรพักผิวหน้าหรือผิวบนร่างกายในบริเวณที่ต้องการทำ โดยงดการทำทรีทเมนท์หรือเลเซอร์อื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย Thermage
  2. เน้นทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่ต้องการทำอย่างสม่ำเสมอ และควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไปร่วมด้วย
  3. ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหรือต้องโดนแดดจัด ๆ โดยตรง หลังทำ Thermage ประมาณ 1 สัปดาห์
  4. หลังทำ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป เป็นประจำ
  5. หากแพทย์ให้ครีมบำรุงมาทา เพื่อป้องกันการอักเสบ บวม แดง และรอยแผลเป็น ควรทาครีมอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

ข้อดีของการทำ Thermage

  1. Thermage เป็นการยกกระชับผิวที่เห็นผลชัดตั้งแต่หลังทำ และให้ผลลัพธ์ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้เวลารอนาน
  2. การทำ Thermage สามารถช่วยปรับรูปหน้าได้ตามต้องการ และแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยได้ทั้งใบหน้า ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง
  3. สามารถทำได้ทุกสีผิวโดยไม่จำกัด แม้ว่าจะมีสีผิวเข้มก็ตาม
  4. Thermage เป็นการทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นผล หากเทียบกับการทำเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3-4 ครั้ง กว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างต้องการ
  5. เห็นผลยาวนาน 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแล รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร หรือการบำรุงผิว
  6. ทำง่าย รวดเร็ว และไม่เกิดผลกระทบหลังทำ เพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไม่เกิดบาดแผลใด ๆ และไม่มีผลกระทบระยะยาว ทั้งยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีหลังทำ

ข้อเสียของการทำ Thermage

อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางคน เช่น รอยแดง บวม แต่สามารถหายเองได้ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ๆ และข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือราคา ที่อาจจะสูงกว่าการใช้วิธีอื่น ๆ

การทำ Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาและแก้ปัญหารูปหน้ารวมไปถึงรูปร่าง ที่ได้ผลดี เห็นผลไว และอยู่ได้นาน ผลข้างเคียงน้อย ไม่มีแผลเป็น และไม่เจ็บขณะทำ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเห็นผลทันทีหลังทำ สามารถลดขนาดต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และบริเวณต่าง ๆ ที่มีปัญหาผิวเปลือกส้มได้ ช่วยลดไขมัน ขจัดเซลลูไลท์ ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงหากทำกับบริเวณใบหน้า นอกจากจะทำให้หน้าได้รูปขึ้นแล้วนั้น ยังช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น แก้ปัญหาหนังตาตก ริ้วรอย ร่องแก้ม ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยยกกระชับแก้มที่ห้อยย้อย หรือเหนียงใต้คาง เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัดทำศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า แต่ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้แพทย์ประเมินถึงความเหมาะสมหรือจำนวนช็อตในการทำ และต้องทำโดยแพทย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะนอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว เรายังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอีกด้วย และนี่ก็คืออีกหนึ่งวิธีในการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัยและเห็นผล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบอกลาริ้วรอยก่อนวัย แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมากระชับ ตึง เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ เด็กลงกว่าเดิม