Thermage กับ ร้อยไหม ต่างกันอย่างไร แล้วอะไรดีกว่ากัน

นวัตกรรมสมัยใหม่ที่จะช่วยคงควมอ่อนเยาว์

เมื่อมีอายุมากขึ้นคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาก็จะเริ่มลดลง ซึ่งคอลลาเจนมีส่วนช่วยให้ผิวนั้นเต่งตึงและไม่มีริ้วรอย และเมื่อคอลลาเจนลดน้อยลง การหย่อนคล้อยของใบหน้าก็นับเป็นเรื่องปกติที่จะตามมาพร้อมกับตัวเลขของอายุที่เพิ่มขึ้น  แต่นับเป็นโชคดีของคนสมัยนี้ ที่โลกเราได้พัฒนานวัตกรรมในการดูแลผิวหน้า รักษาริ้วรอยขึ้นมา จนมีหลายทางเลือกให้ผู้หญิงทุกคนได้เลือกใช้บริการตามความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหม Hifu, Thermage หรือแม้กระทั่ง Ulthera ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการคงไว้ซึ่งเยาว์วัยของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน

นวัตกรรมในการดูแลผิวที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ย่อมมีทั้งข้อดี ข้อเสีย รวมถึงราคาที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวผลิตภัณฑ์ จะดีกว่าไหม หากเราจะศึกษาผลิตภัณฑ์แต่ละตัวให้รู้ลึกรู้จริง ก่อนที่จะลงมือใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อให้ได้รับผลที่ถูกใจตรงกับความต้องการและงบประมาณที่มี วันนี้จึงจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับนวัตกรรมที่จะมารักษาความอ่อนเยาว์ให้คงคู่กับทุกท่านไปตลอดอย่าง การร้อยไหมและ Thermage ซึ่งทั้งสองนวัตกรรมนี้ เป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการนวัตกรรมทั้งสอง

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นวิธีการรักษาเพื่อคงความอ่อนเยาว์ของใบหน้า ให้ผิวเรียบเนียนกระชับราวกับเด็กสาววัยแรกแย้ม โดยเป็นการนำเทคโนโลยีคลื่นความร้อนมาใช้กระตุ้นที่ชั้นผิวหนังให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมา โดยคอลลาเจนจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาตามระยะเวลา ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า รอบดวงตาหรือตามร่างกายก็สามารถทำ Thermage ได้ โดยนวัตกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผลลัพธ์สูงสุดในขั้นตอนที่สั้นและใช้เวลาไม่นาน เพียง 30 ถึง 90 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและพื้นทีที่ต้องการทำ Thermage หากพื้นที่ที่ต้องการทำนั้นกว้าง ก็จะใช้เวลามากขึ้นกว่าพื้นที่ขนาดเล็ก  โดยวิธีนี้มักได้รับความนิยมจากผู้คนที่กลัวเข็มทนเจ็บไม่ไหว เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือไม่ต้องใช้เข็ม และไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น เรียกได้ว่าทำ Thermage เสร็จแล้ว ไปเที่ยวต่อได้เลย

บริเวณไหนที่สามารถทำ Thermage ได้บ้าง

Thermage เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมของความอ่อนวัยที่ครอบคลุมทั่วจักรวาลเลยก็ว่าได้ เพราะว่านวัตกรรมนี้สามารถทำได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว้าจะเป็นบริเวณทั่วทั้งใบหน้า ลำคอ หน้าท้อง แขน ก้น ต้นขาและหัวเข่า

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

Thermage เป็นนวัตกรรมาที่ทำเพียงครั้งเดียว แต่สามารถคงความอ่อนเยาว์ได้นานนับปี โดยหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้นผิวบริเวณที่ทำจะเริ่มสังเกตุเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ทำ โดยหลังจากทำ 4 ถึง 6 เดือน จะเป็นช่วงเวลาที่สังเกตุเห็นถึงผิวที่กระชับเรียบเนียนได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยผู้ที่ทำ Thermage ส่วนใหญ่จะกลับมาทำ Thermage หลังจากนั้นประมาณปีนึงหรือสองปี

หลังจากทำ Thermage  ควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

เพื่อประสิทธิภาพที่ดีและเห็นผลชัดเจน หลังจากที่ท่านทำ Thermage แล้วนั้นควรใส่ใจในพฤติกรรมาประจำวันของท่านให้มากขึ้น เพราะความเคยชินบางอย่างอาจส่งผลให้การทำ Thermage ไม่ได้ผลตามที่นั้นต้องการ จึงอยากจะขอแนะนำเรื่องราวต่อไปนี้ให้ทุกท่านได้พิจารณา เพื่อให้เกิดผลดีต่อการทำ Thermage ของท่านมากที่สุด

1.ทาปีโตเลียมเจล เช่น วาสลีนบริเวณที่ทำ Thermage  แล้วมีรอยแดงเกิดขึ้น หลังจากทาไม่นานรอยแดงนั้นจะจางลงและหายไปในที่สุด

2.ควรทากันแดงที่มี SPF 30 ขึ้นไป ลงบนบริเวณที่ทำ Thermage เนื่อจากผิวบริเวณที่ทำจะมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ จึงจำต้องป้องกันผิวบริเวณนั้นจากรังสียูวีที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

3.แม้ว่าการแต่งหน้าหลังจากที่ทำ Thermage แล้วนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ห้ามทำ แต่จะเป็นการดีกว่า หากปล่อยให้ผิวของท่านได้พักสัก 1 ถึง 2 วัน

4.ควรใช้สบู่หรือเจลล้างล้างหน้าที่มีฤทธิ์อ่อน เพื่อเป็นการปกป้องผิวที่ทำไม่ให้เกิดความระคายเคือง

ร้อยไหมคืออะไร

ร้อยไหม เป็นนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าและร่างกายด้วยการใช้ไหมที่สามารถละลายได้เองโดยธรรมชาติร้อยไปตามบริเวณที่ผู้รับการบริการต้องการที่จะยกกระชับบริเวณนั้น ๆ การร้อยไหมนั้นนอกจากจะช่วยให้บริเวณที่ทำนั้นยกกระชับขึ้นแล้วนั้น ยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในบริเวณที่ร้อยไหมอีกด้วย เรียกได้ว่าการร้อยไหมเป็นนวัตกรรมในการยับยั้งความชราไม่ให้ก่อขึ้นมา

บริเวณไหนที่สามารถร้อยไหมได้บ้าง

ร้อยไหมสามารถทำได้ทั้งใบหน้าและร่างกาย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการร้อยไหมบริเวณใบหน้ามักได้รับความนิยมมากว่าการร้อยไหมบริเวณร่างกายส่วนอื่น ๆ  ผู้รับบริการนิยมร้อยไหมบริเวณ กรอบหน้า หน้าผาก คอ จมูกและหางตา

ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล

ประสิทธิภาพของการร้อยไหมนั้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะป็น เส้นไหมเรียบ เส้นไหมเกลียวและเส้นไหมที่มีเงี่ยง การร้อยไหมจะสามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากทำประมาณ 20-30% และจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้น 2 เดือนให้หลัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวก่อนทำและคลีนิคที่เลือกใช้บริการ โดยผู้คนส่วนใหญ่มักจะกลับมารับบริการร้อยไหมอีกครั้งหลังจากทำแล้วประมาณ 1 ถึง 2 ปี

หลังจากร้อยไหมควรและไม่ควรทำสิ่งนี้

การที่จะรักษาประสิทธิภาพของการร้อยไหมไว้ให้อยู่นานนั้นและได้ประสิทธิภาพดีที่สุดตามความต้องการ พฤติกรรมของทุกท่านก็เป็นสิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ดังนั้นหลังจากที่ร้อยไหมแล้วนั้น ไม่ควรที่จะทำสิ่งต่อไปนี้

  1. ช่วงเวลาหลังจากร้อยไหมได้ 1 สัปดาห์
  2. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงควรงดสูบบุหรี่
  3. ควรงดทานอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินอีเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันปลา ขิง ชาเขียว กระเทียม และอาหารรดจัด
  4. ควรหลีกเลี่ยงยาที่มีแอสไพรินเป็นส่วนประกอบ
  5. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  6. ทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้เกิดการขยับใบหน้ามากจนเกินไป
  7. หลีเหลี่ยงการนอนบนหมอนที่ต่ำ โดยควรนอนบนหมอนที่สูงประมาณ 45 องศา
  8. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า และหากจะล้างหน้าควรล้างหน้าแบบมือลู่ไปด้านบนเน้นการกระชับหน้า โดยหลีกเลี่ยงการดึงหน้าลง
  9. หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่ง
  10. งดก้มหน้า หรือทำให้ให้ใบหน้าหน้าต่ำกว่าหัวใจ เพื่อป้องกันการหย่อนคล้อยของใบหน้า
  11. หากเกิดความผิดปกติเกิดขึ้นไม่ว่ามากหรือน้อย ควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านไปใช้บริการทันที

ทำอะไรดีระหว่าง Thermage กับ ร้อยไหม

หลังจากที่ทุกท่านได้รู้จักกับการทำ Thermage และ การร้อยไหม ไปแล้วนั้น อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า แล้วควรจะทำอันไหนดี ซึ่งทั้ง Thermage และ การร้อยไหมนั้นต่างก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป จึงจะขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการ

1.หากท่านกลัวเจ็บ การทำ Thermage นั้นจะตอบโจทย์ท่านมากกว่าการร้อยไหม

2.หากท่านต้องการประสิทธิภาพที่ยาวนาน การร้อยไหมมักจะอยู่ได้นานกว่าการทำ Thermage แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพฤตกรรมของท่านก็มีผลต่อประสิทธิภาพที่จะได้รับ

3.การร้อยไหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดรอยบุ่มบริเวณที่ทำได้ และอาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นควรระวังและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด การที่จะเลือกใช้บริการ

4.สำหรับบางท่านที่มีชั้นไขมันน้อย การทำ Thermage อาจจะไม่ส่งผลดีเท่าที่ควร การร้อยไหมจะสามารถช่วยยกกระชับผิว

สำหรับกรณีนี้ได้มากกว่า หวังว่าข้อมูลที่นำมาแบ่งปันทุกท่านในวันนี้ จะสามารถช่วยประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือเป็นการร้อยไหมก็ตาม เพื่อให้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการของทุกท่านมากที่สุด

Thermage กับ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

หากคุณกำลังประสบปัญหาในเรื่องของผิวหน้าที่ไม่ยกกระชับ ใช้ครีมบำรุงที่มีประสิทธิภาพแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะบำรุงได้ลึกถึงชั้นเซลล์ผิวได้นั้น คุณจะต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เป็นตัวช่วยในการยกกระชับผิวให้ดียิ่งขึ้นซึ่งนวัตกรรมที่ดีที่สุดและกำลังได้รับความนิยมในตอนนี้นั่นก็คือเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) หลายคนมักจะสงสัยว่าระหว่างเทอร์มาจ (Thermage) และอัลเทอรา (Ulthera) นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนจะดีกว่ากัน เราจะมาตอบข้อสงสัยนี้ให้คุณได้ทราบข้อมูลอย่างละเอียดแต่ก่อนที่จะทราบถึงข้อแตกต่างระหว่างเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) นั้น เราจะต้องทราบก่อนว่านวัตกรรมเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) นั้นคืออะไร มีที่มาอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จักกับเทอร์มาจ (Thermage)

เทอร์มาจเป็นเครื่องมือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่คิดค้นขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2000 โดยเครื่องเทอร์มาจรุ่นแรกมีชื่อว่า TC3 คิดค้นโดยบริษัทเดียวกับเครื่อง Vaser และ Fraxel

เทอร์มาร์จ คือ การนำเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่เป็นแบบขั้วเดียวและสามารถเจาะจงตำเเหน่งได้มาพัฒนาจนสามารถใช้เป็นเครื่องกระตุ้นผิวหนังได้อย่างล้ำลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงชั้นไขมัน และเมื่อคลื่นวิทยุที่อยู่ในเครื่องนี้ถูกส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อคลื่นก็จะไปช่วยแก้ปัญหาเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่นให้กลับมาหดตัวและยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้นช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับกว่าเดิม

ทำความรู้จักกับอัลเทอรา (Ulthera)

อัลเทอรา (Ulthera) เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวโดยการใช้พลังงานโฟกัสอัลตร้าซาวด์ที่เข้มข้นสามารถส่งพลังงานลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS)  ที่ยึดคอลลาเจนไว้ เมื่อกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS)  หย่อนคล้อยก็จะทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยตามไปด้วยและอัลเทอรา (Ulthera) จะส่งพลังงานลงไปเป็นจุด ๆ ถี่ ๆ โดยพลังงานที่ส่งลงไปจะไปทำการยึดกล้ามเนื้อผิวที่ย้วยย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงยกกระชับและได้รูปขึ้นอีกครั้ง

ข้อแตกต่าง ระหว่าง Thermage  และ Ulthera

จากที่หลายคนสงสัยว่าระหว่าง Thermage  และ Ulthera นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ละอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผิวหน้าของแต่ละคน เราจึงมีจุดที่แตกต่างระหว่าง Thermage  และ Ulthera อยู่ 5 ข้อที่พอจะทำให้คุณนั้นเอาไปเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกได้

  1. ความแตกต่างการใช้พลังงานของ Thermage และ Ulthera

Thermage จะใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF)  สามารถเจาะจงตำแหน่งได้ลึกถึงชั้นไขมัน ทำให้เกลียวเส้นใยคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น ผิวหน้าแน่นขึ้น ลด volume ของผิวหนัง และ ลดไขมันบนใบหน้า ชั้นไขมันบางลง อีกทั้งทำให้กรอบหน้าชัดขึ้นอีกด้วย ส่วน Ulthera นั้นจะใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงแบบโฟกัสอัลตร้าซาวด์ (High Intensity Focused Ultrasound) ที่จะปล่อยพลังงานเป็นจุด ๆ แบบถี่ ๆ บริเวณชั้นกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS) เช่นกัน

  1. วิธีการทำงานของ Thermage และ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

Thermage จะใช้วิธีการนำคลื่นวิทยุความถี่สูงส่งผ่านพลังงานความร้อนลักษณะเป็น column ลงใน 3 ชั้นผิว คือEpidermis ชั้นหนังกำพร้า , Dermis หนังแท้ และ Subcutaneous fat ชั้นไขมัน ได้ล้ำลึกถึง 4.3 มิลลิเมตร ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งในบริเวณชั้นหนังแท้นั้นจะมีอิลาสตินและคอลลาเจนอยู่เป็นจำนวนมาก พลังงานคลื่นวิทยุของThermage จะสามารถออกฤทธิ์ได้ตลอดชั้นและรับความร้อนที่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เต็มพื้นที่ ในขณะที่นวัตกรรม Ulthera นั้นไม่สามารถทำได้ แต่ Ulthera จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความแม่นยำสูงแบบ Focused Ultrasound ซึ่งคลื่นวิทยุของ Thermage ก็ออกฤทธิ์ได้ไม่เท่ากับคลื่นเสียงแบบ Ulthera  เพราะคลื่น Focused Ultrasound จะลงได้ลึกกว่าและมีความเป็น Micro-points ที่สามารถลงได้เป็นจุด ๆ ความลึกถึง 4.5 มิลิเมตร ลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS)  ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อพังผืดที่มีความเหนียวและหนาอยู่บริเวณใต้ชั้นไขมันผิวหนังเพราะฉะนั้นประสิทธิภาพของ Ulthera ก็ขึ้นอยู่กับความถี่ในการยิงด้วย

  1. Thermage กับ Ulthera เหมาะกับคนที่มีรูปหน้าแบบไหน

Thermage จะเหมาะสำรับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะมีชั้นไขมันหนาและไม่กระชับผิวย้วยหย่อนตามแนวขอบกรามมีไขมันบริเวณคางหรือเรียกว่าเหนียง ส่วนตำแหน่งอื่นก็สามารถทำได้ เช่น บริเวณหน้าท้องที่หย่อนคล้อย ต้นขา ต้นแขน สะโพก เป็นต้นหากทำ Thermage ก็ช่วยให้ผิวหน้ากระชับและเรียบเนียนขึ้นส่วน Ulthera  เหมาะสำหรับคนที่มีไขมันน้อยมีเนื้อแก้มน้อยแต่หย่อนคล้อยต้องการยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึงขึ้นหรือเหมาะกับตำแหน่งอื่น ๆ ที่มีปัญหา เช่น หนังตาตก หางตาตก คิ้วตก เป็นต้น ซึ่งหากทำ Ulthera ก็จะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อยบริเวณต่าง ๆ ให้กลับมาเต่งตึงได้ดี

  1. ความรู้สึกขณะทำ Thermage กับ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

ขณะทำ Thermage จะให้ความรู้สึกอุ่น ๆ จนไปถึงร้อนเพราะมีการสะสมพลังงานใต้ผิวถึง 40 องศา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจน หลังทำเสร็จสีผิวอาจจะเปลี่ยนเป็นสีอมชมพูเล็กน้อยแต่จะไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนขณะทำ Ulthera จะให้ความรู้สึกหน่วง ๆ ที่ผิวเหมือนมีอะไรมาดีด ๆ ใต้ชั้นผิวของเราเนื่องจากพลังงานคลื่นยิงไปในลักษณะเป็นจุด ๆ ถี่ ๆ ในบางครั้งอาจจะมีความเจ็บมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพลังงานที่ได้รับและการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล หลังทำเสร็จจะไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้นเช่นกัน 

  1. หลังทำ Thermage กับ Ulthera จะเห็นผลแตกต่างกันอย่างไร

ทั้ง Thermage  และ Ulthera จะมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันมากนัก หลังทำ Thermage  หรือ Ulthera เสร็จจะเห็นผลทันทีประมาณ 20%  และจะค่อย ๆ เห็นผลชัดขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนและจะคงผลลัพธ์ไว้ได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลผิวของแต่ละคน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนั้นอาจพบผลข้างเคียงนั่นก็คือมีรอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยปรากฏขึ้นมาตามบริเวณจุดที่ทำแต่อย่างไรก็ตามร่องรอยเหล่านี้ก็จะหายไปภายในระยะเวลาไม่นานคุณก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ 

Thermage กับ Ulthera แบบไหนดีกว่ากัน

ไม่ว่าจะเป็น Thermage หรือ Ulthera ก็ให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่พอ ๆ กัน เพียงแต่สำหรับคนที่ใบหน้าที่มีชั้นไขมันหนามากก็ไม่เหมาะกับการใช้ Ulthera เท่าใดนัก เพราะระยะการยิงของ Ulthera ไม่สามารถปรับให้ตามความหนาของชั้นไขมัน ฉะนั้นหากเลือกที่จะทำการยิง Ulhtera ก็อาจจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการควรทำ Thermage จะช่วยได้ดีกว่าและเห็นผลกว่า แต่หากคนที่ต้องการที่จะยกกระชับบริเวณช่วงกรามและหน้าผากหรือคนที่มีไขมันแก้มน้อยแต่หนังตา คิ้ว หางตาตก Ulthera ก็อาจจะช่วยยกกระชับได้มากกว่า Thermage แต่ Ulthera ไม่อาจทำบริเวณเปลือกตาและริมฝีปากได้ในขณะที่ Thermage สามารถทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผิวชองแต่ละบุคคลและอีกหลายปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องคือ อย่างไรก็ตาม การทำหัตถการทั้ง 2 ประเภทนี้ เราสามารถทำควบคู่ไปด้วยกันได้ยิ่งจะทำให้เห็นผลดีและชัดมากขึ้นอีกด้วย สรุปแล้วความแตกต่างระหว่าง Thermage กับ Ulthera ต่างก็ให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่พอ ๆ อาจพูดได้ว่าในการรักษาความยกกระชับหรือการปรับรูปหน้าขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาของแต่ละคนมากกว่าว่าจะเหมาะกับการดูแลแบบไหน

นี่ก็คือความแตกต่างระหว่าง Thermage กับ Ulthera ที่เรานำมาไขข้อสงสัยให้กับทุก ๆ คนให้ทุกคนได้มีความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นแล้วว่าการทำหัตถการระหว่างนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมทั้ง 2 ประเภทนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนที่เหมาะกับผิวของคุณ อย่าลืมนำไปใช้ในการตัดสินใจว่าคุณต้องการแก้ไขในจุดบกพร่องใดมากที่สุดเพื่อที่ว่าจะได้คุ้มค่ากับเงิน, คุ้มค่ากับเวลาและได้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามที่ต้องการหวังว่าผู้หญิงทุกคนจะสวยขึ้นได้และออกไปใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกๆ วันไม่ว่าจะสวยด้วยการทำ Thermage หรือ Ulthera ก็ตาม

 

 

 

 

 

 

ร้อยไหมดีอย่างไร ทำไมต้องทำ

นวัตกรรมเสริมความงานสมัยใหม่อย่าง “การร้อยไหม” เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงอ่อนเยาว์ ผิวมีความเรียบกระชับทุกสัดส่วน เดิมทีการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่นิยมมากกว่า แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสผิดพลาดสูง ปัจจุบันคนจึงนิยมการร้อยไหมมากกว่าวิธีอื่น เลยทำให้หลาย ๆ คนสงสัยว่าการร้อยไหมดีอย่างไร ซึ่งในบทความนี้ตั้งใจจะมาอธิบายว่า การร้อยไหมคืออะไร มีวิธีการทำอย่างไร ร้อยไหมแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเรา และอะไรคือผลข้างเคียง

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคทางการแพทย์ ที่ใช้ในการกระชับผิวหนังทั่วร่างกาย แต่นิยมใช้บนใบหน้ามากที่สุด ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่น ขากรรไกร ร่องจมูก และหน้าผาก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะการนำไหมละลายจำนวนหลายเส้น ร้อยเข้าด้านใต้ผิวหนัง เพื่อให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ เพื่อให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม อีกทั้งยังทำให้เลือดไหลเวียนผิวหนังบริเวณนั้นมากขึ้นด้วย ซึ่งไหมที่ใช้มีหลายชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดคือไหมละลาย PDO ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) ซึ่งปกติจะใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดหัวใจ เพราะสามารถเข้ากับร่างกายได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ อีกทั้งยังได้รับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไหมละลายจะละลายหายไปโดยไม่ตกค้างภายในระยะเวลา 8 เดือน

วิธีการร้อยไหมทำอย่างไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคที่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะแพทย์ทางศัลยกรรม เริ่มต้นการรอยไหมด้วยการทายาชาบริเวณที่ทำ จากนั้นจึงนำเส้นไหมมาร้อยยึดตามเนื้อเยื่อผิว ซึ่งจะร้อยเรียงเส้นไหมไปตามโครงหน้าของคนไข้ ใช้เวลาช่วงนี้ประมาณ 20 – 40 นาที อาจทำให้รู้สึกเจ็บ มีรอยช้ำ หรือบวมเล็กน้อย แต่พักฟื้นแค่เพียง 1 – 2 สัปดาห์ก็จะกลับมาปกติ หลังจากนั้นต้องร้อยไหมซ้ำอีกครั้ง เพื่อยึดชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น โดยผิวหนังชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) จะอยู่ลึกกว่าชั้นผิวหนังแท้ ในระหว่างนี้ใบหน้าส่วนที่ร้อยไหมจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ทำเลเซอร์หรืออะไรที่รุนแรงกับใบหน้า เพราะอาจเกิดอาการบวมแดงได้

ลักษณะเส้นไหมที่นิยมใช้

1.เส้นไหมเรียบ (Mono Threads) มีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว          นิยมใช้ร้อยไหมบริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง แต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิว

2.เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้น เกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรผิวหนัง บริเวณที่ยุบตัวลงหรือเป็นแอ่ง เส้นไหมเกลียวจะให้ความแข็งแรงมากกว่าไหมเส้นเรียบ จึงเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงต้านแรงโน้มถ่วง

3.เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียว แต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม คล้ายกับหนามกุหลาบหรือก้างปลา จะทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนคล้อย รวมถึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบ ๆ เส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้จึงเหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง และช่งบปรับรูปหน้าให้เรียวมากขึ้น

ใครที่เหมาะจะร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นการยกกระชับผิวหนัง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัย 30 – 60 ปี โดยคนที่จะทำได้ต้องมีเนื้อเยื่อที่ไม่ยุบตัว หรือมีผิวหนังที่ไม่หย่อนคล้อยมากจนเกินไป และจะให้ผลดีกับผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว แต่ยังไม่พร้อมที่จะผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าจะให้เห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการร้อยไหมร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น การทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมัน เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นเทคนิคการยกกระชับผิวหน้าเพียงชั่วคราว โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี และอาจเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยเล็กน้อยได้หลังจาก 6 เดือนแรก ทำให้ต้องกลับมาเข้ารับการร้อยไหมอีกครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์ให้ได้ยาวนานมากขึ้น โดยทั่วไปใบหน้าของผู้เข้ารับการร้อยไหมอาจบวมในตอนแรก และกลับมาดูเป็นปกติภายใน 1-2 วันหลังการรักษา แต่บางรายอาจปรากฏรอยพับหรือรอยย่นของผิวหนังหลายสัปดาห์ รวมถึงอาการบวม ฟกช้ำ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของไหม อาจพบภาวะติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือมีขั้นตอนการทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม

บางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้ดื้อยาและยากต่อการรักษา ทั้งนี้ไหมแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ไหมเส้นเรียบที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียวอาจทำให้มีอาการฟกช้ำ ส่วนไหมที่มีเงี่ยงอาจทิ้งรอยสอดไหมไว้ให้เห็นได้ และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้นในขั้นตอนก่อนรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากการร้อยไหม

การร้อยไหมเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณ 15-20% ของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและแก้ไขได้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมมาตรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรืออาจเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำ เพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าว
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปบริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงอาจทำให้เกิดเนื้อเยื่ออักเสบได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีการอักเสบ
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหัก ในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง หรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้

  1. เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย ซึ่งอาจทำให้เป็นอัมพาตใบหน้า และหลอดเลือดได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เข็มในการร้อยไหม
  2. มีอาการปวดเรื้อรัง
  3. ใบหน้าสัมผัสได้ถึงไหมที่มี มักเกิดขึ้นจากการใช้ไหมชนิดมีเงี่ยง แต่ก็จะหายไปได้เองหลังผ่านไปหลายวัน
  4. มีเลือดออก
  5. ประสาทการรับรู้บกพร่อ
  6. ภาวะภูมิไวเกิน คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสาร ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไหมละลายชนิด PDO จะได้การรับรองความปลอดภัยจาก อย. แต่นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดเผยว่า อย. ไม่อนุญาต หรือไม่รับรองวิธีการร้อยไหมเพื่อการกระชับผิว แต่อนุญาตให้ใช้ในการเย็บแผลเท่านั้น นอกจากนี้ การร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ยังไม่ได้ถูกรับรองใช้ในสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศในทวีปยุโรป เพราะยังไม่มีผลการศึกษาทางการแพทย์ที่แน่ชัด ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่สนใจการร้อยไหมเพื่อกระชับผิวหน้า ควรพิจารณาไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะได้มาว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://thecloverbeautyclinic.com/

อะไรคือข้อห้ามหลังทํา Ulthera

เป็นที่รู้กันดีในวงการความสวยความงามว่าการศัลยกรรม หรือการทำสวยแต่ละวิธีนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียมากมายแตกต่างกันไป รวมไปถึงผลข้างเคียงทั้งดีและไม่ดีก็มีเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีการยกกระชับผิวด้วยการทำ Ulthera หรือเทคโนโลยีการกระชับผิวด้วยคลื่นเดียวกับ Ultrasound ที่มีความลึกลงไปในชั้นผิวหนังระดับเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อกันเลยทีเดียว แม้จะเป็นวิธีที่ดีมาก เจ็บตัวน้อย และได้รับการยอมรับมากมายทั่วโลกว่าได้ผลกระชับผิวหนังได้ดีและปลอดภัยจริง แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพของเครื่องที่ใช้ ความเสื่อมสภาพ และความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางอีกด้วย เพื่อให้ได้ผลรับที่ดีตามที่เราคาดหวังไว้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมากที่เกิดจากตัวผู้รับการรักษาเอง อย่างการกระทำที่สวนทางกับสิ่งที่แพทย์ย้ำเตือน และห้ามปราบไว้ จึงส่งเป็นผลเสียมากกว่าเดิม ซึ่งเราจะมาเรียนรู้กันว่าจริง ๆ แล้วมีข้อห้ามหลังทำ Ulthera อย่างไร ให้ผลกระทบร้ายแรงแค่ไหน และจะรับมือกับปัญหาหลังจากที่กระทำไปแล้วอย่างไร เมื่อพร้อมแล้วเรามาเรียนรู้จากบทความนี้กันเถอะ

ข้อห้ามหลังทำ Ulthera 5 ประการ

  1. ห้ามผิดนัดการติดตามผลหลังทำของแพทย์เด็ดขาด

เนื่องจากสภาพผิวหนังของคนเราไม่เหมือนกัน การติดตามผลหลังการรักษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ แล เป็นอย่างแรกที่ทางแพทย์จะแนะนำให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะหากเกิดการผิดพลาดขึ้นมา การไม่มาตามนัดจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ช้าเกินไป ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Ulthera ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

  1. ห้ามโดนความร้อนบริเวณที่ทำ Ulthera

เป็นข้อห้ามที่อาจทำได้ยากเมื่อต้องเผชิญแสงแดดเป็นประจำ การหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ นอกจากแสงแดดแล้วกิจกรรมต่าง ๆ ต้องถูกงดด้วย เมื่อกิจกรรมนั้นเกี่ยวกับความร้อนอย่างการทำซาวน่า  การไดร์ผม หรือการกินปิ้งย่างกระทะร้อน ซึ่งข้อห้ามนี้จะงดกิจกรรมไม่นาน เพียงแค่ 4–7 วันเท่านั้น

  1. วันแรกจะต้องทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำเปล่า

หลังทำ Ulthera ในคืนแรกห้ามลืมทำความสะอาดใบหน้าด้วยน้ำเปล่าเด็ดขาด และต้องมั่นใจด้วยว่าใบหน้าหรือส่วนที่ทำ Ulthera จะไม่โดนสิ่งสกปรกในเวลานอนคืนนั้น เพื่อให้ผิวมีการพักฟื้นรักษาตัวเองได้อย่างเต็มที่

  1. ห้ามทาครีมบำรุงในช่วงแรก

เนื่องจากช่วงหลังทำ Ulthera เป็นช่วงที่ผิวเปราะบาง จึงห้ามลืมทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดเด็ดขาด เพื่อเป็นการเร่งให้ผิวฟื้นฟูตัวเองและลดผลข้างเคียงหลังทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

  1. ห้ามจับหรือสัมผัสแรง ๆ รุนแรงในบริเวณที่ทำ Ulthera

ห้ามกระทำการใด ๆ รุนแรงในผิวส่วนที่ทำ Ulthera เด็ดขาด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นถึง 4 สัปดาห์ จึงต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวแรง ๆ เป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้ เช่น การเช็ดหน้าแรง ๆ หรือการแต่งหน้าโดยหนักมือเกินไป

หลักสังเกตว่า Ulthera ที่ทำมาของจริงหรือหลอก

เมื่อมีความนิยมมากขึ้นจึงไม่แปลกใจเลยที่จะมีบุคคล หรือกลุ่มคนที่คิดไม่ดีเข้ามาฉวยโอกาสทำเงินจากผู้ที่ไม่รู้ และอยากให้ร่างกายดูดีขึ้นแต่ไม่ทันยั้งคิดหรือเฉลียวใจ บางคนเพียงแค่ถูกหลอกเอาเงินแต่ไม่มีผลกระทบร่างกายใด ๆ นับว่ายังโชคดี แต่ถ้าหากเข้ารับการรักษาไปแล้วล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับผลเสียที่ตามมาหลังทำกับกลุ่มคนเหล่านี้ จึงเห็นได้ว่าการทำ Ulhera ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้ถูกหลอก ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงหลักการสังเกตุว่า Ulhera ของจริงนั้นเป็นอย่างไร

  1. การยืนยันตัวตน

ทางที่ดีควรคุยและหาข้อมูลให้เรียบร้อย ว่าสถานที่กับบุคคลเหล่านั้น เป็นบุคคลที่มีประวัติการรักษาให้คนไข้ด้วย Ulhera แล้วได้ผลจริง มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และสามารถตรวจสอบได้จริง รวมถึงต้องผ่านมาตรฐานการรักษาสากล ไม่ใช่ใครที่ไหนก็ไม่รู้ จากคลินิกไม่มีชื่อ มาตั้งคลินิกแล้วเปิดให้คนมารักษาเสริมความสวยความงามไปทั้งอย่างนั้นโดยไม่สามารถตรวจสอบได้

  1. ประสิทธิภาพเครื่อง

แม้เรื่องนี้จะยากต่อการตรวจสอบ แต่เพื่อความมั่นใจของเราแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่เกินเลยหากจะขอให้มีการทดสอบก่อนเข้ารับการรักษาด้วยตนเองว่า เครื่องที่จะใช้นั้นสามารถให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจมาอย่างดี ไม่ใช่เพียงพูดปากเปล่า หรือใครต่อใครบอกต่อกันมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสังเกตได้ยากอยู่ดี จึงเป็นหน้าที่ของเราเองที่จะศึกษาเรื่องของสัญลักษณ์ของเครื่องแท้ และลักษณะการทำงานของเครื่องว่าต้องมีการตอบสนองอย่างไรเมื่อทำการรักษาอยู่ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่จะต้องตรวจสอบ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเราเองว่ามันจะได้ผลดีอย่างที่คาดหวังไว้

  1. การการันตีหรือการรับประกัน และ ต้องผ่านการตรวจสอบ

แม้จะยืนยันตัวตนแล้ว หรือ ตรวจสอบประสิทธิภาพเครื่องแล้ว อีกสิ่งหนึ่งอย่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ หรือ การรับประกันจากสถาบันที่มีชื่อเสียงในระดับสากลนั้น ก็เป็นส่วนสำคัญในประกอบการตัดสินใจอีกด้วย ทั้งนี้เราก็ต้องมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหน่วยงานเหล่านั้น เพื่อไม่ให้ถูกปลอมแปลงเอกสารการตรวจสอบ เพื่อหลอกให้เราหลงกลแล้วจ่ายเงินไปอย่างเสียเปล่า

การรับมือกับผลข้างเคียงหลังทำ Ulthera

แม้ความอยากมีบุคลิกภาพที่ดีจะเป็นเรื่องดี แต่ความรู้ความเข้าใจก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ในการรับมือกับผลข้างเคียงของการทำ Ulthera แม้ว่าจะมีผลข้างเคียงเล็กน้อย แต่ถ้าขาดความระมัดระวังจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้ เพื่อง่ายต่อการจดจำ จึงขอเรียบเรียงสรุปเป็นหัวข้อสั้น ๆ แบ่งออกเป็นผลข้างเคียง 3 ระดับดังนี้

  1. ไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ หรือน้อยมาก ๆ

นับเป็นเรื่องดีที่ผิวหนังของเราไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ หลังทำ ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่มีผลเช่นนี้ เพราะส่วนมากจะเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อย อย่างอาการบวมหรือแดง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญเชี่ยวชาญของแพทย์ และประสิทธิภาพของเครื่องด้วยว่า เหมาะสมกับสภาพผิวของเราหรือไม่

  1. เกิดผลข้างเคียงเล็กน้อยถึงปานกลาง

ผลข้างเคียงประมาณนี้พบเป็นส่วนมาก เนื่องจากสภาพผิวของคนเราไม่เท่ากัน แต่มักจะหายไปเอง หากได้รับการดูแลเป็นอย่างดีหลังจากทำ Ulthera แล้วไม่นาน ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแก้ปัญหาด้วยการแต่งหน้าเพื่อปกปิดได้

  1. เกิดผลข้างเคียงอย่างมาก

ผลข้างเคียงนี้พบได้ไม่บ่อยนัก เป็นผลจากสภาพผิวไม่พร้อมเข้ารับการรักษาเป็นส่วนใหญ่ หรือ สภาพผิวไม่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีนี้อยู่แล้ว แม้กระทั่งการไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ดูแลตัวเอง ก็เป็นผลให้เกิดผลข้างเคียงเช่นนี้ ซึ่งผลที่พบมากก็คือ มีรอยบริเวณส่วนที่ทำ Ulthera เกิดความเสียหายบริเวณนั้น ผิวหนังเป็นรอยไหม้ เกิดการบวมแดงเป็นอย่างมาก ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นปัญหาที่ทางแพทย์สามารถแก้ไขและทำการรักษาต่อไปได้ ทั้งนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่ทางผู้รับการรักษาจะต้องรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับตัวเอง จะเห็นได้ว่าการทำ Ulthera ไม่ใช่จะเป็นสถานที่ใดก็ได้ หรื ใครก็สามารถนำเครื่องมือจากไหนก็ไม่รู้มาจี้มั่ว ๆ ร้อน ๆ ใส่ใบหน้า ของเราแล้วบอกว่ามันจะได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วต้องมีการตรวจสอบ พูดคุย หาข้อมูลมากมาย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในสถานที่และบุคลากรนั้น ๆ ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีตามที่เราคาดหวังไว้ คุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่เสียมันไป แลกกับความสวยความงาม และบุคลิกภาพที่มั่นใจขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นความสวยความงามก็ยังเป็นเพียงปัจจัยภายนอกเท่านั้น ในการใช้ชีวิตประจำวันทัศนคติและนิสัยเฉพาะตัวที่ดี ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้มีบุคลิกที่ดีได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการดูแลตัวเองให้ดีทั้งจากภายนอกและภายในจึงเป็นหน้าที่ของเราเอง ที่จะดูแลตัวเองให้มีความสุขอยู่กับร่างกายนี้ และมีอนาคตที่ดีต่อไป หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ ท่าน ในการตัดสินใจที่ถูกต้องก่อนเข้ารับการรักษา