ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Ulthera

ใคร ๆ ก็อยากมีใบหน้าที่ดูเด็ก ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย หากเป็นในยุคก่อน ๆ ก็คงจะนึกถึงแต่การผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อยกกระชับใบหน้า แต่ในปัจจุบันนี้มีนวัตกรรมความงามหลายรูปแบบให้เราเลือกสวยได้ทันที โดยไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องพักฟื้นอีกด้วย หนึ่งในทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ลดเหนียง ปรับรูปหน้า แบบไม่ต้องผ่าตัด นั่นก็คือ ulthera (อัลเทอร่า) ที่จะช่วยให้คุณดูเด็กลงไปเป็นสิบปี ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน แถมยังได้รับความนิยมไม่แพ้วิธีอื่น ๆ อีกด้วย แต่ก่อนจะไปทำกันนั้น เรามารู้ถึงข้อควรรู้ต่าง ๆ ทั้งก่อนและหลังทำ Ultrera กันก่อน

Ulthera คืออะไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวด้วยเทคโนโลยีการรักษาโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ที่พัฒนาและปรับปรุงมาจากเทคโนโลยี Ultrasound จนสามารถนำมาใช้ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ โดยใช้เครื่องเลเซอร์ที่มีชื่อว่า Ultrera ส่งผ่านพลังงานคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง เจาะจงไปยังบริเวณเนื้อเยื่อชั้น SMAS (Superfical Muscular Aponeurotic System) ในระดับที่เทคโนโลยีอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้มาก่อน และเมื่อชั้น SMAS มีการหดตัว ก็จะทำให้ผิวของเรามีการยกกระชับขึ้น โดยไม่ต้องใช้เข็มหรือทำลายผิวชั้นบน โดยแพทย์จะสามารถเห็นสภาพผิวหนังที่กำลังรักษาผ่านหน้าจอของเครื่อง ทำให้เกิดความแม่นยำสูงในการรักษา และให้ผลที่ดีกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งคลื่นอัลตร้าซาวด์นี้จะไปกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ให้ผิวค่อย ๆ ตึง เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ

การทำ Ultrera เหมาะสำหรับใครบ้าง รู้ไว้ก่อนตัดสินใจทำ

  1. ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยตามวัย แต่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า ไม่อยากพักฟื้น
  2. ผู้ที่กรอบหน้าไม่ชัด ต้องการปรับรูปหน้า ลดเหนียง ลดแก้ม ลดคางสองชั้น
  3. มีปัญหาหนังตาตก ขอบตาล่างหย่อนคล้อย หางตาตก หางคิ้วตก ต้องการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด
  4. ผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์และมีความยืดหยุ่น ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ต้องการแก้ปัญหาเนินอกและลำคอเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย

ทั้งนี้อายุที่เหมาะสมในการทำ Ultrera ที่แนะนำคือ 30-60 ปี ซึ่งเมื่อเข้าสู่วัย 30 ขึ้นไปแล้วนั้น จะเป็นช่วงที่เริ่มมีริ้วร้อยตามวัย และร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนน้อยลง ทำให้ผิวไม่มีความยืดหยุ่น ส่วนวัย 60 ปี จะเป็นช่วงที่ผิวมีร่องลึกและริ้วรอย สัญลักษณ์ของการแก่ชราเพิ่มมากขึ้น การทำ Ultrera จะช่วยให้ผิวเรียบเนียน กระชับ เต่งตึง ริ้วรอยจาง และใบหน้าได้รูปเรียวสวยมากยิ่งขึ้น

การเลือกทำ Ultrera ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

การทำ Ultrera นั้น มีสถานประกอบการหรือคลินิกมากมายให้เลือก ควรเลือกสถานที่ที่ใช้เครื่อง Ultrera ที่ได้มาตรฐาน เป็นเครื่องแท้จากสหรัฐอเมริกา เพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี สถานที่ทำควรเป็นสถานที่ที่เป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ และต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาก่อนเท่านั้น เพราะผลลัพธ์ที่จะอยู่ได้นานจะขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ ทั้งด้านการออกแบบรูปหน้า และความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

ในเรื่องของราคานั้น ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงก่อนทำ เนื่องจากแต่ละสถานที่จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป โดยดูจากบริเวณของผิวหนังที่ต้องการการรักษา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคล และหลาย ๆ ที่มักจะจัดโปรโมชั่น ควรสำรวจราคาและความเหมาะสมก่อนตัดสินใจทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป

ขั้นตอนการทำ Ultrera

หลังจากตัดสินใจเลือกสถานที่ทำ Ultrera ได้แล้วนั้น ก่อนทำไม่จำเป็นต้องเตรียมผิวหรืองดการทานอะไร สามารถดูแลผิวได้ตามปกติ และสามารถเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

  1. แพทย์จะต้องประเมินสภาพปัญหาผิวก่อนว่าจะต้องใช้จำนวนช็อตเท่าไหร่ และค่าพลังงานเท่าไหร่ โดยขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ และปัญหาของแต่ละคน
  2. หลังจากวางแผนการรักษาแล้ว จะมีการเตรียมผิวก่อนทำ Ultrera โดยทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ทำ
  3. แปะยาชาบริเวณผิวหน้าที่ต้องการทำ ก่อนทำการรักษาประมาณ 30-45 นาที เมื่อครบเวลาก็จะทำการเช็ดออก
  4. แพทย์จะใช้หัว Ultrera สัมผัสเบา ๆ ที่ผิวหน้า และเคลื่อนไปยังจุดต่าง ๆ ทั่วบริเวณผิว โดยจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45-60 นาที
  5. อาจต้องกลับมาพบแพทย์อีกครั้งเพื่อติดตามผลการรักษา

ผลลัพธ์หลังจากทำ Ultrera

หลังจากการทำ Ultrera จะรู้สึกเลยว่าหน้ายกกระชับขึ้นทันที ประมาณ 20-30% เนื่องจากจะเป็นการรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นหลังการรักษาประมาณ 1 เดือน ผิวจะเริ่มตึงและยกกระชับขึ้น เหนียงใต้คางลดลง รูปหน้าเรียววีเชฟขึ้นจากเดิม กรอบหน้าเด่นชัดขึ้น หางตา หางคิ้ว หนังตา และใต้ตาที่หย่อนคล้อยก่อนทำจะยกกระชับขึ้น และเมื่อผ่านไปแล้ว 3-6 เดือนหลังทำ จะพบว่าผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนเล็กลง รวมถึงริ้วรอยต่าง ๆ ร่องแก้ม ได้หายไป ผลลัพธ์นี้จะคงอยู่นาน 1-2 ปี แต่ทั้งนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ด้วยเช่นกัน

อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังทำ Ultrera

  1. อาจมีอาการบวมเกิดขึ้นได้ในบางคน แต่จะไม่บวมเยอะ หรือบวมขนาดช้ำ แต่จะบวมเพียงเล็กน้อย สามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อลดอาการบวมได้ ทั้งนี้อาการบวมนั้นจะหายเป็นปกติได้เองหลังจากทำไปแล้ว 2-3 วัน
  2. อาการระบมใต้ผิว ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ทำ Ultrera หากมีอาการเป็นเยอะหรือรู้สึกมาก แพทย์จะให้ยามาทานแก้ปวด ซึ่งอาการระบมจะหายไปประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ
  3. หลายคนที่ทำ Ultrera อาจมีอาการผิวแห้งลงในช่วงแรก ส่วนหนึ่งมาจากการทายาชาจะทำให้ผิวบริเวณนั้นมีการแห้งเพิ่มขึ้นได้ สามารถดูแลได้โดยทาครีมที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้น และไม่ลืมที่จะทาครีมกันแดดเป็นประจำด้วย และควรงดการใช้ครีมในกลุ่มของไวท์เทนนิ่ง ผลัดเซลล์ผิว อย่างน้อย 1 สัปดาห์

การดูแลตนเองหลังจากทำ Ultrera

  1. หลังจากทำ Ultrera แล้วนั้น เราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เช่น การแต่งหน้า หรือทาครีมกันแดด ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอเมื่อต้องออกจากบ้านไปเผชิญแสงแดด และหลังจาก 1 สัปดาห์หลังทำ สามารถทำทรีทเมนท์ หรือทำเลเซอร์อื่น ๆ ต่อได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าแรงจนเกินไป เนื่องจากอาจมีอาการบวมหรือระบมหลังทำได้ในบางราย
  3. หากมีอาการบวมแดง สามารถใช้การประคบเย็น และการนอนหมอนที่สูงขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านั้นได้

สรุปแล้วการทำ Ultrera นั้นดีหรือไม่

แม้ว่าเทคโนโลยีการทำ Ultrera จะมีมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ความนิยมก็ยังคงอยู่ และยังแพร่หลายไปทั่วโลก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ยกกระชับผิวได้ลงลึกที่สุด และเห็นผลทันทีหลังจากทำ รวมถึงทำซ้ำเพียงแค่ 1-2 ปีครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ใบหน้ายังคงเต่งตึง ยกกระชับ ดูอ่อนเยาว์ตลอดไปได้ ที่สำคัญคือไม่ต้องพักฟื้น และไม่เจ็บตัว แถมผลลัพธ์ที่ได้ยังดูเป็นธรรมชาติต่างจากการผ่าตัด ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ คุ้มค่ากับราคา

การดูแลตนเองและผิวพรรณนั้น ไม่ต้องรอให้ถึงวัยที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อยแล้วถึงจะดูแลได้ เราสามารถใส่ใจดูแลผิวพรรณตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ ยิ่งเมื่ออายุยังน้อย ควรหาวิธีการยืดอายุผิว และไม่ทำร้ายผิวให้แย่ลงหรือดูแก่ก่อนวัย ดังนั้น เมื่ออายุประมาณ 25 ปี ก็สามารถเริ่มทำ Ultrera ได้แล้ว เพราะผิวในวัยนี้แม้จะยังไม่มีริ้วรอยเด่นชัด หรือมีความหย่อนคล้อย แต่ผิวก็เริ่มบางลง และเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเสื่อมสภาพ ความยืดหยุ่นของผิวและการสร้างคอลลาเจนจะลดลง ซึ่งการทำ Ultrera จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างมากขึ้น ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าและผิวพรรณ หากทำต่อเนื่องเป็นประจำทุก 1-2 ปี ผิวจะดูอ่อนวัยลงไปเป็นสิบปีจนคุณสัมผัสได้

 

 

 

ไขข้อข้องใจ! HIFU ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

ในปัจจุบันนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น มีวิธีหลากหลายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป ทั้งการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า การฉีดไหม การฉีดโบท็อก รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของการแพทย์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหา และสอดคล้องต่อกระแสความนิยมของธุรกิจศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน เพราะสังคมในปัจจุบันรูปร่างหน้าตาภายนอกเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้เกิดการสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ส่งผลต่อการเข้าสังคมพบปะสังสรรค์ หรือติดต่อเจรจาธุรกิจที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ และตัวช่วยที่จะพึ่งพาได้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มา คือ การทำศัลยกรรม จึงบางครั้งเกิดเป็นค่านิยม สวย/หล่อ ด้วยแพทย์ เกิดขึ้น และไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เมื่อผลลัพธ์สามารถเห็นได้อย่างรวดเร็วและออกมาเป็นที่น่าพอใจประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถสร้างสรรค์ความงามได้ดังปรารถนา

มาทำความรู้จัก HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น อัลตร้าซาวด์ที่เน้นความเข้มสูงของ HIFU เป็นเทคนิคการรักษาแบบไม่รุกราน ทำให้เกิดแผลน้อยมาก และยังสามารถใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดหรือน้ำเหลือง หรือเพื่อทำลายเนื้อเยื่อเช่นเนื้องอกผ่านกลไกของ HIFU

ทั้งนี้เทคโนโลยี HIFU มีความคล้ายคลึงกับการถ่ายภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงถึงแม้ว่าจะมีความถี่ต่ำกว่าและต่อเนื่องมากกว่า เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกำลังใช้แว่นขยายเพื่อโฟกัสแสงแดด เฉพาะจุดโฟกัสของแว่นขยายเท่านั้นที่มีความเข้มสูง แม้ว่าจะมีการใช้เลนส์แบบดั้งเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้อย่างง่ายดาย จำนวนครั้งของการทำ HIFU ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้า

หลักการทำงานของ HIFU

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที ลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวหดกระชับและยกตัวขึ้น โดยผิวหนังแท้จะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางหรือชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนใช้หัว 3.0 mm และผิวหนังชั้นเนื้อเยื่อพังผืด ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย

โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังการทำ HIFU

การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ ริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา สำหรับคนที่ไม่อยากฉีดโบท็อกเพราะรู้สึกว่าตึงเกินไป การทำ HIFU เพื่อให้ชั้นผิวหนาขึ้นก็สามารถทำให้ริ้วรอยเหล่านี้น้อยลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายกกระชับขึ้น ริ้วรอยลดน้อยลง กรอบหน้าชัดขึ้น เหนียงลดลง ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลเต็มที่ 100% ในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน อีกทั้ง ยังช่วยคอลลาเจนในรูขุมขน คอลลาเจนที่ร่องแก้ม

อีกหนึ่งจุดเด่นของ HIFU คือ ช่วงไขมันเหนียงและริ้วรอยที่คอ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผลการยกกระชับใบหน้า อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับสภาพผิวของคนไข้ และ HIFU จะสามารถทำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีผลเสีย ยิ่งทำยิ่งกระชับมากขึ้น ซึ่งใบปัจจุบันคนนิยมทำ HIFU ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักหน้าและหน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง HIFU จะช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้

การทำ HIFU ทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

HIFU เป็นนวัตกรรมความงามใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์ความรวดเร็วในการช่วยดูแลผิวหน้า ซึ่งการรักษาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยใช้เวลาการรักษาแค่เพียง 30 – 45 นาที และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานต่อเนื่อง 6 เดือน – 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล) ทั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับแก้มหย่อนคล้อย มุมปากตก หางคิ้วตก จะรู้สึกว่าผิวถูกยกกระชับ หน้าได้รูปขึ้น จะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังการทำประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ คำแนะนำ คือ สำหรับคนที่อายุ 25-35 ปี อาจจะเว้นระยะห่างในการทำมากกว่า แต่แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้งโดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และ 4เดือน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาจะอยู่ยาวนานและได้ประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญหลัก คือ ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อการทำงานอย่างเต็มสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์สูงสุด รักษาสภาพให้ผิวกระชับ เต่งตึงได้อย่างยาวนาน

ทั้งนี้การทำ HIFU ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ว่าเป็นวิธีการยกกระชับใบหน้าที่มีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมากจากผู้เข้ารับการรักษาจริง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตอบโจทย์ของใครหลาย ๆ คนได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านขั้นตอนการรักษาที่ไม่ต้องทนเจ็บ ผลลัพธ์ของการรักษาที่สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา ทั้งยังผลพลอยได้ตามมาทั้ง การช่วยลดไขมันบริเวณกรอบหน้า รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ใบหน้าที่กระชับเข้ารูป แถมยังได้ผิวหน้าที่สดใสเปล่งปลั่งอีกด้วย แต่เนื่องจากการทำ HIFU ราคาค่อนข้างสูงจึงแนะนำให้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจ ว่าจะได้ผลในแบบที่เราต้องการจริงหรือไม่ ได้ผลตามที่โฆษณาจริงไหม ควรเลือกทำที่คลินิกไหนดี และต้องเลือกใช้เครื่องยี่ห้อไหนจึงจะได้ผลคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย สิ่งสำคัญ คือ ศึกษาข้อมูลก่อนทำให้ดี ๆ เพราะถ้าไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ก็ทำให้คุณเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปฟรี ๆ ได้

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที เข้าไปทุกชั้นของผิว ตั้งแต่ ผิวชั้นบนโดยจะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางใช้หัว 3.0 mm ผิวชั้น SMAS ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ต้องทํา Thermage กี่ครั้งถึงจะเห็นผล

ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปทำให้ผิวพรรณมีความหย่อนคล้อยตามวัยที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการรักษาผิวให้กระชับขึ้นก็ทำได้ยาก ถึงแม้ว่าจะมีครีมมากมายหลายแบรนด์ที่ผลิตออกมาเพื่อช่วยมนการบำรุงผิวแต่ก็ยังไม่พบว่ามีครีมชนิดใดที่จะช่วยแก้ปัญหาที่จะคืนความกระชับให้แก่ผิวจนลึกถึงชั้นโครงสร้างผิวได้ปัจจุบันจึงได้มีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่าการทำ  Thermage  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ให้ผลลัพธ์ได้ดีอย่างน่าพึงพอใจโดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม

หลายคนที่กำลังมองหาตัวช่วยในการกระชับผิวอย่างล้ำลึกการทำ Thermage ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีให้แก่คุณ แต่แน่นอนว่าบางคนที่สนใจจะทำ Thermage ยังคงมีความกังวลหลายอย่าง เช่น ทำแล้วจะเห็นผลลัพธ์จริงหรือ, ทำแล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่, ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล เป็นต้น เราจึงจะมาให้ข้อมูลเพื่อช่วยคลายความกังวลให้แก่คุณแต่ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องผลลัพธ์เราควรที่จะมาทำความรู้จักกับ Thermage กันเสียก่อน

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นการใช้ความถี่ของคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว ซึ่งนำมาใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมาหดตัว ผิวที่ถูกทำปฏิกริยาด้วยคลื่นของThermage จะกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้งถือเป็นการยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัดอีกทั้งผิวในบริเวณที่ทำ Thermage จะดูมีน้ำมีนวลเต่งตึงขึ้นอีกด้วย

วิธีการทำงานของ Thermage

Thermage จะมีพลังงานคลื่นวิทยุที่มีกระบวนการส่งความร้อนอย่างสม่ำเสมอโดยความร้อนนี้จะไปทำให้โครงสร้างใต้ผิวหนังกระชับตัวดีขึ้นอีกทั้งในระยะต่อมาก็จะทำให้ผิวของคุณสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรงและนุ่มนวลช่วยลดร่องรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ รูขุมขนเล็กลงแลดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอกซึ่งการทำงานของ Thermage จะใช้เวลาทำเพียงแค่ครั้งละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

การยกกระชับหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายวิธี แต่ที่เป็นที่นิยมคือการ ยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยอาศัยคลื่นพลังงาน ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว หรือทำให้เยี้อกล้ามเนื้อผิวกลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง พลังงานที่ว่านี้ คือพลังงาน Thermage ซึ่งใช้พลังงาน Radio Frequency คล้ายคลื่นวิทยุ ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว

Thermage เหมาะสำหรับใคร

ในการทำ Thermage จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยมีริ้วรอยร่องแก้มลึกผู้ที่มีหนังตาตกต้องการยกคิ้วหรือยกหางตาขึ้นหรือต้องการที่จะกระชับหนังตาบน ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำไม่สดใสมีริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก แก้มและริมฝีปาก ผู้ที่มีปัญหาผิวเหี่ยวย่นบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และมือรวมไปถึงผู้ที่มีผิวไม่เรียบเนียนเป็นเซลล์ลูไลท์ก็สามารถทำ Thermage ได้ทั่วทั้งบริเวณผิวหน้าและลำตัวหรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่ผ่านการคลอดบุตรและต้องการให้ผิวหน้าท้องให้กลับมากระชับเหมือนเดิมหรือผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันแล้วพบว่าบางส่วนยังไม่กระชับก็สามารถทำได้เช่นกัน

แล้ว Thermage ควรทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล

การทำ Thermage นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลคุ้มค่าพอสมควรเพราะทำเพียง 1 ครั้งก็สามารถเห็นผลลัพธ์ว่าผิวดูอ่อนเยาว์ลง ผิวดูยกกระชับขึ้นทันทีเนื่องจากคอลลาเจนหดตัว ประมาณ 20-30% หลังการทำ Thermage ในบางคนจะเห็นผลทันที และสังเกตผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้นในเดือนที่ 2 – 3 โดยจะมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผิวจะสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องและยกกระชับได้ดีในเดือนที่ 6 แล้วคงอยู่สภาพนี้ประมาณ 1 – 2 ปี ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงได้ถึง 5 – 15 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลรวมไปถึงการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารและการบำรุงผิวในแต่ละบุคคลด้วย

แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและต่อเนื่องนั้นควรที่จะทำ Thermage ปีละ 1 ครั้งเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้นและทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อเป็นการชะลอวัยในระยะยาวซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นข้อดีที่มีความแตกต่างจากการบำรุงอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม การโบท็อกซ์หรือการเลเซอร์ทั่วไปที่อาจจะต้องกลับไปทำซ้ำ ๆ  3 – 4 ครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจนฉะนั้นหากต้องการผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกเราก็ควรที่จะบำรุงดูแลผิวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วยและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หลังทำ Thermage ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง
  2. หลังทำ Thermage ไม่ต้องพักฟื้น ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30+ ขึ้นไปควบคู่กันเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
  3. ควรหยุดพักทำ Treatment หรือ Laser อื่น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  4. ไม่ใช้น้ำร้อนล้างหน้า ทำสตรีมซาวด์น่าหรือนวดหน้าด้วยความร้อนในวันแรกหลังทำการรักษาและหลังทำ 1 สัปดาห์
  5. อาจมีรอยแดงเล็กน้อยหลังจากทำควรประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทารอยแดงให้จางหายไปและรอยจะค่อย ๆ จางลงเองภายใน 1-3 ชั่วโมง

หากปฏิบัติตามเพียงเท่านี้หลังทำ Thermage เพียงแค่ครั้งเดียวคุณก็จะมีผิวที่กระชับไม่หย่อนคล้อยและไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ อาจจะไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกหลายรอบทั้งนี้ผลลัพธ์ของการทำ Thermage ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยหากสภาพผิวของคุณมีปัญหาที่ต้องรักษามากก็อาจจะต้องทำ 2 ครั้งต่อปี แต่ถ้าหากสภาพผิวไม่มีปัญหามากจนเกินไปก็ทำเพียงแค่ 1  ครั้งต่อปีดังนั้นก่อนตัดสินใจทำควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจก่อนเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีตรงตามความต้องการ

ข้อควรระวังในการทำ Thermage

บุคคลที่ห้ามทำ Thermage ได้แก่ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์เกี่ยวกับหัวใจหรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคงูสวัด รวมทั้งสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และอยู่ระหว่างให้นมบุตรเนื่องจากอาจจะได้รับคลื่นวิทยุจากเครื่อง Thermage ทำให้เกิดอันตรายต่อบุคคลเหล่านี้ได้

หลังทำ Thermage เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  1. Thermage จะช่วยยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดอีกทั้งยังไม่มีบาดแผลจากการทำอีกด้วย
  2. Thermage จะช่วยทำให้คอลลาเจนและอิลาสตินหดตัวในชั้นผิวหนังแล้วไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่
  3. Thermage จะยกกระชับผิวหนังหย่อนคล้อยของใบหน้า คอ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา
  4. Thermage ช่วยให้รูปหน้าเรียวเล็ก ได้สัดส่วน ลดร่องแก้ม แก้ไขแก้มหย่อนคล้อย เนื่องจากปัญหาไขมันสะสมถูกกำจัดไป
  5. Thermage ช่วยลดเหนียง ลดถุงใต้ตา ริ้วรอยรอบดวงตาและเปลือกตาลดลง ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยขึ้น
  6. Thermage ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวหนัง พร้อมคงความอ่อนเยาว์ให้ผิวเนียน นุ่ม
  7. Thermage ช่วยให้ผิวมีความสมบูรณ์ดีมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลงลึกถึงระดับเซลล์

หลังรักษาด้วย Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

Thermage เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยไม่ต้องผ่าตัดหลังรักษาจะพบผลข้างเคียงน้อยมากส่วนใหญ่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก็จะไม่รุนแรง เช่น มีรอยแดง บวม รอยนูน รอยพอกแสบร้อนเล็ก ๆ บริเวณผิวหนังไม่เรียบซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก อาการข้างเคียงจากการทำ Thermage ส่วนใหญ่จะหายไปโดยไม่มีอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใดสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวเมื่อทำเสร็จก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

และนี่ก็คือข้อมูลที่จะเป็นคำตอบให้กับผู้ที่กำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ Thermage ว่าควรจะทำกี่ครั้ง และเมื่อทำ Thermage นั้นผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร หวังว่าผู้ที่กำลังจะตัดสินใจทำ Thermage หรือผู้ที่ทำแล้วอยากที่จะทำซ้ำอีกก็ให้นำข้อมูลที่ให้ไปข้างต้นไปพิจารณาและปฏิบัติตามเพื่อผลลัพธ์ของผิวที่ดีในอนาคต

 

 

 

 

 

แก้ปัญหาถุงใต้ตาด้วย Thermage

ปัญหาบริเวณรอบดวงตาไม่ว่าจะเป็นถุงใต้ตา ริ้วรอย คิ้วตก หางตาตก ผิวรอบดวงตาย่นไม่กระชับความหย่อนคล้อยรอบดวงตาเหล่านี้ทำให้คุณดูมีอายุ ดูแก่กว่าวัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุไม่ว่าจะอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของผิวหนังก็ยิ่งลดลง การสร้างคอลลาเจนก็ลดลง ทำให้ผิวไม่นุ่ม ชุ่มชื้น สดใสเหมือนตอนวัยรุ่น หรืออาจจะเป็นการถูขยี้ตาบ่อย ๆ หากใช้ Eye Cream ในการช่วยบำรุงบางครั้งอาจไม่เพียงพอเสมอไป และสิ่งจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาจุดบกพร่องใต้ตาของคุณได้มีประสิทธิภาพที่ดีและเป็นที่ได้รับความนิยมนั่นก็คือ การทำ Thermage

ก่อนที่จะไปรู้จักกับการทำ Thermage เราต้องรู้ก่อนว่า ถุงใต้ตาคืออะไร

ถุงใต้ตา คือ บริเวณใต้ดวงตาที่มีลักษณะ ปูด บวม นูนออกมา เหมือนถุง อาการเช่นนี้ไม่มีอันตรายใด ๆ ไม่ส่งผลต่อสุขภาพ หากแต่ปัญหาถุงใต้ตานี้ ก็เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลและลดทอนความมั่นใจให้แก่คุณได้อยู่ไม่น้อย ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม ปัญหาในการเกิดถุงใต้ตาก็เกิดขึ้นได้เสมอซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายประการ  เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนน้อยติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้ การระคายเคืองที่ปรากฏบนใบหน้า การรับประทานอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการบวม เกิดจากอายุที่มากขึ้น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อบริเวณใต้ดวงตาเกิดความอ่อนล้าลง ไขมันเหลวก็จะมาสะสมอยู่ที่บริเวณเปลือกตาล่าง จนมีเกิดการบวมอย่างเห็นได้ชัดยากที่จะบำรุงรักษาให้หายได้ในทันที

การทำ Thermage คืออะไร

Thermage คือ การนำเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่เป็นแบบขั้วเดียวและสามารถเจาะจงตำเเหน่งได้มาพัฒนาจนสามารถใช้เป็นเครื่องกระตุ้นผิวหนังได้อย่างล้ำลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงชั้นไขมัน และเมื่อคลื่นวิทยุที่อยู่ในเครื่องนี้ถูกส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อคลื่นก็จะไปช่วยแก้ปัญหาเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่นให้มีความยืดหยุ่นและกระชับกว่าเดิม

Thermage กำจัดถุงใต้ตาออกโดยไม่ต้องผ่าตัด

ในอดีตการกำจัดถุงใต้ตานั้นอาจจะต้องใช้การผ่าตัดทำศัลยกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนแต่การผ่าตัดศัลยกรรมนั้นก็เสี่ยงอันตรายเกินไปจึงทำให้บางคนเลือกที่จะไม่ทำเนื่องจากความกลัว หรืออาจจะไม่มีเวลาในการพักฟื้นเท่าไหร่นักแต่ปัจจุบันนี้หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากให้ถุงใต้ตาลบเลือนหายไป พร้อมกลับมาสดใสอีกครั้งแบบไม่ต้องผ่าตัดทำศัลยกรรมที่เสี่ยงอันตราย การทำ Thermage ถุงใต้ตานั้นช่วยตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างมากและเห็นผลชัดเจน เพราะการทำ Thermage เป็นการทำหัตถการ แบบสบาย ๆ ไม่ต้องผ่าตัดเพื่อเปิดแผล ไม่ต้องเจาะแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้เครื่องมือนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในการส่งผ่านคลื่นวิทยุ เข้าไปใต้ชั้นผิวเปลือกตาพร้อมกระตุ้นผิวจากภายในสู่ภายนอก ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของคลื่นวิทยุความถี่สูงหรือ RF ซึ่งได้รับการยืนยันจากวงการแพทย์แล้วว่ามีความปลอดภัยในการรักษาโดยความร้อนจากคลื่นวิทยุจะช่วยทะลวงชั้นผิวต่าง ๆ ลงไปอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งถึงชั้นไขมัน พร้อมทั้งไปช่วยกระตุ้น Collagen ทำให้ Collagen กลับมามีความแข็งแรงเกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการกระตุ้นให้เกิดการสร้าง Collagen ใหม่ขึ้นมาและช่วยในการยกกระชับผิวได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายเดือน และเห็นผลสูงสุดตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป พร้อมทั้งคงผลไว้ได้ 1 – 2 ปี

Thermage ตรงถุงใต้ตา ต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สำหรับการทำ Thermage นั้นจำเป็นจะต้องใช้ทักษะความแม่นยำทางกายวิภาคของมนุษย์เป็นอย่างสูงเนื่องจากบริเวณดวงตามีความอ่อนโยนและบอบบางมาก ถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและปลอดภัยแล้วก็ตามแต่ก็ต้องอย่าลืมว่า ผิวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันรวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณดวงตาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นการทำ Thermage ถุงใต้ตา ถือเป็นจุดที่ค่อนข้างอันตรายอย่างมากซึ่งจะต้องเป็นแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้นเป็นผู้ลงมือทำห้ามไม่ให้ใครที่ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำโดยเด็ดขาดไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความผิดพลาดจนเกิดอันตรายถึงดวงตาของเราได้ ฉะนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ Thermage ถุงใต้ตา ควรที่จะเลือกคลินิกเสริมความงามที่มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจเสียก่อน

ขั้นตอนการทำ Thermage ถุงใต้ตา

การทำ Thermage ถุงใต้ตา โดยทั่วไปแล้วมีขั้นตอนและวิธีที่ไม่ยุ่งยากและใช้เวลาไม่นานมาก ดังนี้

  1. ทายาชาประมาณ 45 นาที หรืออาจจะไม่ทายาชาก็ได้การทายาชาก็จะช่วยลดความรู้สึกถึงพลังงานความร้อนหรืออาการเจ็บขณะที่เครื่องกำลังทำงานบริเวณดวงตาของเรา แต่การทายาชานั้นขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคลหากผิวของบางคนมีการตอบสนองดีก็อาจจะทำให้รับความรู้สึกได้หรือหากบางคนที่ผิวค่อนข้างที่จะไม่ตอบสนองก็ไม่จำเป็นต้องทายาชาก็ได้
  2. แพทย์จะตรวจและออกแบบแนวในการยกหรือตำแหน่งที่ต้องการเน้นหรือเว้นบริเวณรอบดวงตาในการตรวจและออกแบบแนวในการยกหรือตำแหน่งที่ต้องการเน้นก่อนที่จะเริ่มทำนั้นเพื่อเป็นการกำหนดจุดให้ชัดเจนเพื่อให้รู้ตำแหน่งและทำให้ได้ประสิทธิภาพแก้ไขอย่างตรงจุดลดความผิดพลาดขณะทำได้อีกด้วย
  3. พนักงานจะทำการติดแผ่นที่มีรูปตาราง Grid Paper ลงบนผิว
  4. แพทย์จะทำการใส่ Eyeshield แบบนิ่ม ที่มีลักษณะคล้ายกับคอนแทคเลนส์เพื่อป้องกันเพื่อป้องกันคลื่นความร้อนเข้ามากระทบดวงตาของเรา
  5. เริ่มทำการรักษาโดยการรักษาจะใช้เวลา ประมาณ 30 – 45 นาที

รักษาด้วย Thermage มีความปลอดภัยแค่ไหนและผลที่ได้เป็นอย่างไร

การรักษาด้วย Thermage นั้นมีความปลอดภัยสูงมากผลที่ได้รับคือถุงใต้ตาจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเริ่มตื้นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลา 6 เดือนหลังจากรับการรักษาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักจะพบน้อยกว่า 1% โดยผลข้างเคียงจะเป็นลักษณะของการบวมแดงหรือเป็นผื่นเกิดขึ้นรอบบริเวณที่ทำการรักษา แต่อาการดังกล่าวเหล่านี้จะหายไปภายในระยะเวลาเพียง 2-3 วัน ถึงประมาณ 1 สัปดาห์ แนะนำให้ทำประมาณปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงความอ่อนเยาว์ของผิวหนังบริเวณรอบดวงตา

ข้อดีของการทำ Thermage ลดถุงใต้ตา

  1. ทำให้ดวงตาดูอ่อนวัย สดใส ดูไม่เหนื่อยล้า
  2. ทำให้ผิวรอบดวงตายกกระชับเรียบเนียนยิ่งขึ้น รอยย่นใต้ตาและริ้วรอยแลดูจางลง
  3. ช่วยรักษาอาการหนังตาบนหย่อนและลดถุงใต้ตาสำหรับในผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดถุงใต้ตาหรือถุงใต้ตายังไม่บวมมาก
  4. ช่วยชะลอความเสื่อมตามวัยในบริเวณรอบดวงตาอย่างเห็นผลชัดเจน
  5. ทำให้ดวงตาสวยกลมโต ไม่หย่อนคล้อย หนังตาไม่ตก และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต

นับว่าเป็นการบำรุงรักษาด้วย Thermage แก้ปัญหาต่าง ๆ ตามบริเวณรอบดวงตากำลังได้รับความนิยมในวงการของดารานักแสดงชื่อดังเป็นอย่างมาก ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหาถุงใต้ตา หนังตาตก ขอบตาดำคล้ำ มีริ้วรอย การทำ Thermage จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องมีการผ่าตัดแต่อย่างใด ถือได้ว่า Thermage น่าจะเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในอนาคตอย่างแน่นอน จากข้อมูลที่กล่าวมานี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ดวงตาของคุณสวย สดใส รอบดวงตาเต่งตึง ไม่ดำคล้ำ หางตาไม่ตกไม่หมดปัญหาถุงใต้ตาอีกต่อไป ทางเลือกที่ดีที่สุดด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยปลอดภัยเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากผ่าตัดศัลยกรรมดวงตาอีกทั้งยังช่วยเพิ่มโหงวเฮ้งความมีสง่าราศีและเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้แก่คุณและดวงตาของคุณนั้นจะดูอ่อนกว่าวัย ทำให้คุณใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจในแบบที่คุณนั้นปรารถนา