ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage

ความใฝ่ฝันของหลายคนคือการมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์อยู่เสมอแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม และในยุคปัจจุบันนี้เองก็มีหลากวิธีที่จะทำให้เราหน้าเด็กลงได้แม้ไม่ผ่านการทำศัลยกรรม หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ Thermage (เทอมาจ) นวัตกรรมยกกระชับใบหน้า ลดไขมัน ลดริ้วรอย ที่จะทำให้คุณกลับมาดูอ่อนกว่าวัย เรียกคืนความสดใสและความมั่นใจกลับมา ด้วยวิธีที่ปลอดภัย เห็นผล ปรับรูปหน้าให้กระชับและเรียบเนียนอย่างที่คุณต้องการ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำนั้น ต้องมารู้ถึงข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้

รู้จักกันสักหน่อยก่อนทำ Thermage คืออะไร

นวัตกรรมที่ใช้เครื่องมือช่วยในการยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยการใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ลงไปในชั้นผิวหนังจนถึงชั้นไขมัน โดยคลื่นความร้อนนี้จะถูกส่งผ่านไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวที่ถูกทำ Thermage จึงมีความเต่งตึง แน่น และกระชับขึ้นได้ในระยะยาว สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยได้อีกด้วย ซึ่งบริเวณผิวที่ทำ Thermage นั้น จะดูสดใสมีน้ำมีนวลขึ้น ดังนั้นการทำ Thermage จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวมีการปรับโครงสร้างให้แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมสูง

คอลลาเจนมีความสำคัญอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการรวมตัวของกรดอะนิโม ที่ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ ช่วยเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นตัวช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส และเปล่งปลั่ง ร่างกายจะผลิตได้มากเมื่ออายุยังน้อย แต่เมื่ออายุมากขึ้นตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะเริ่มลดการผลิตลงเรื่อย ๆ จนถึงในวัยเลข 4 คอลลาเจนแทบจะไม่ผลิตออกมาเลย ส่งผลให้ผิวหนังเหี่ยว ย่น มีริ้วรอย และเกิดการหย่อนคล้อยได้ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรงเรียบเนียนขึ้น ทั้งยังชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ การทำ Thermage เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว จึงเป็นอีกวิธีในการดูแลผิวหน้าให้กลับมาสดใสไร้ริ้วรอย

Thermage รักษาหรือแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

– รักษาผิวหน้าด้วย Thermage ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ไร้ความตึงและกระชับ สามารถแก้ปัญหาได้ รวมไปถึงความห้อยย้อยของแก้ม คาง ก็สามารถดึงและปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้

– รักษาผิวรอบดวงตาด้วย Thermage ริ้วรอยรอบดวงตา หนังตาตก หางคิ้วตก ใต้ตาหย่อนคล้อย สามารถทำ Thermage เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ ทำให้ดวงตากลับมาสดใส และมีชีวิตชีวา

– รักษารูปร่างด้วย Thermage ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ย้วย ไม่กระชับ มีไขมันและเซลลูไลท์สะสมเยอะ สามารถแก้ไขด้วย Thermage หลังจากทำผิวบริเวณนั้นจะตึงกระชับขึ้น ทั้งยังเรียบเนียนยิ่งขึ้นด้วย

Thermage เหมาะสำหรับใครบ้าง

  1. ผู้ที่ต้องการยกกระชับ ปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องการผ่าตัดทำศัลยกรรม
  2. มีผิวหนังหย่อนคล้อย ทั้งบริเวณใบหน้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  3. ผิวหน้าหย่อนยาน ขาดการยืดหยุ่น
  4. แก้มห้อยย้อย มีไขมันใต้คาง แนวขากรรไกรไม่คมชัด
  5. ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35-60 ปี จะเห็นผลชัดและได้ผลดีที่สุด
  6. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดดึงหน้า

เลือกทำ Thermage ที่ไหนดีที่ปลอดภัย

หากตัดสินใจที่จะทำ Thermage แล้วนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลยก็คือ ควรศึกษาข้อมูลของ Thermage อย่างละเอียด ถึงวิธีการทำ ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงผลข้างเคียง และเลือกคลินิกหรือสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพราะหากคลินิกใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วนั้น เครื่องจะให้พลังงานที่ไม่สม่ำเสมอ และอาจเกิดผลค้างเคียงได้ เช่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ อาจทำให้ผิวไม่สม่ำเสมอ มีการยุบบุ๋มเป็นบางที่ หรืออาจทำให้ผิวไหม้ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ต้องทำกับเครื่องแท้ที่มีเอกสารผ่านการรับรอง และควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะแพทย์จะสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับปัญหาของคนไข้ได้ รวมถึงประสบการณ์และฝีมือของแพทย์ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนในการรักษาด้วย Thermage

  1. แพทย์จะเริ่มต้นการทำรักษาโดยให้ความเย็นกับผิวชั้นบน เพื่อให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย
  2. วางหัว Tip ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษบนบริเวณผิวที่จะทำการรักษา
  3. พลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะถูกส่งผ่านลึกลงไปยังชั้นผิวแบบเฉพาะเจาะจง และเกิดเป็นพลังงานความร้อน เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว
  4. แพทย์จะใช้ Cryogen เพื่อช่วยให้ความเย็นกับชั้นผิว ให้รู้สึกสบายหลังการรักษา โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษานั้นจะประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ความรู้สึกระหว่างทำการรักษาด้วย Thermage

ในขณะที่ทำการรักษาและหลังการรักษา จะรู้สึกสบายไม่มีการแสบร้อน เนื่องจากขั้นตอนการส่งผ่านพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นเพื่อหยุดยั้งสัญญาณการตอบสนองของระบบประสาท และในระหว่างขั้นตอนการทำ ระบบการให้ความเย็นแก่ผิวนั้นจะเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการส่งผ่านพลังงานไปยังผิว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนจำกัดอยู่แค่ในชั้นของหนังแท้และเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวเท่านั้น โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก ในขณะทำการรักษาด้วย Thermage ทุก 1 shot จะรู้สึกเป็น 3 ช่วง คือ เริ่มจากรู้สึกเย็นสั้น ๆ จากนั้นจะรู้สึกว่าหัว Tip สั่น พร้อมกับได้รับความร้อนลึก ๆ แล้วก็รู้สึกเย็นอีกครั้ง ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเพียง 2 วินาทีต่อ 1 shot

หลังทำ Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

ก่อนจะทำ Thermage ควรรู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทำได้ ซึ่งเทคโนโลยี Thermage นั้น เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัย เนื่องจากได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ในผลการรักษา ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้นมีน้อยมาก เรียกว่าน้อยกว่า 1% ผลข้างเคียงที่พบคือ อาจเป็นผื่นในบริเวณที่ทำ หรือเกิดการบวมแดงขึ้นเล็กน้อย และจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวังการทำ Thermage ก็คือ ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังจากการรักษา โดยบริเวณแก้มและคางจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้น ใบหน้าที่ความเรียวกระชับได้สัดส่วน เนื่อจากไขมันส่วนเกินได้ถูกกำจัดออกไป ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง ดูอ่อนวัย เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลึกถึงระดับเซลล์ผิว มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของความกระชับ เรียบเนียน ผิวจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว เพราะเส้นใยคอลลาเจนที่สมบูรณ์จะช่วยให้ผิวเรียบตึงและริ้วรอยลดลง หลังการรักษาด้วย Thermage จะสามารถอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ขึ้นกัอยู่กับช่วงอายุ การดูแล และการตอบสนองของแต่ละบุคคล

การดูแลหลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะมีจุดเด่นก็คือ หลังจากการทำเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องดูแลผิวเป็นพิเศษ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง เพียงแค่ดูแลผิวทั่วไป เช่น ทาครีมบำรุง ครีมกันแดด และไม่จำเป็นต้องทำการพักฟื้น สามารถแต่งหน้าได้ตามไลฟ์สไตล์ประจำวัน ไม่ต้องเพิ่มเติมการดูแลให้วุ่นวาย ทั้งยังไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงแสงแดด และไม่มีข้อควรระวังพิเศษก่อนและหลังการรักษาเหมือนกับการทำเลเซอร์ทั่วไป และนี่ก็คือข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage ที่ควรจะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ ไม่ว่าจะเลือกเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องหาข้อมูลให้มากพอและทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่ว่าจะได้ตอบสนองผลลัพธ์ได้อย่างตรงความต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกสถานที่ทำที่ได้มาตรฐาน เพราะในปัจจุบันเราสามารถทำ Thermage ในราคาที่เหมาะสมได้ ซึ่งถ้าหากราคาถูกเกินไป อาจจะมีการใช้เครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเครื่องเลียนแบบได้ จึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนตัดสินใจทำด้วย

 

 

Thermage ผลข้างเคียง

กล้ามเนื้อมีพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อเรียกว่า SMAS เป็นเสมือนเบาะตาข่ายรองอยู่ใต้ชั้นไขมัน ซึ่งยึดติดอยู่กับชั้นผิวหนังอีกที เมื่ออายุมากขึ้นตาข่ายพังผืดนี้จะขาดความแข็งแรง และเริ่มหย่อนคล้อยส่งผลให้ผิวหย่อนยานตามไปด้วย เปรียบเหมือนโครงหลังคาที่ยึดกระเบื้องไว้ เมื่อชำรุดก็ไม่สามารถยึดกระเบื้องไว้ได้เช่นเดียวกับผิว เมื่อ SMAS มีความหย่อนคล้อย เสื่อมสภาพก็ไม่สามารถยึดคอลลาเจนให้มีความตึงกระชับยืดหยุ่นดีไว้ได้

หลายปัจจัยที่ทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น แสงแดด มลภาวะ เมื่อเวลาผ่านไป คอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นผิว ก็เริ่มลดลงไม่แน่นกระชับดังเดิม ผิวที่เคยกระชับตึงก็จะสูญเสียความยืดหยุ่น ทั้งนี้ เกิดจากคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพ คอลลาเจน คือ โปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวหนังทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกันมีลักษณะเป็นสายยาว โดยมีมากที่สุดที่ผิวหนัง ผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มากจึงมีแรงสปริงตัวและ ยืดหยุ่นได้ดี เมื่ออายุมากขึ้นเส้นใยของคอลลาเจน จะเสื่อมสภาพลงทำให้แรงสปริงตัวและ ความยืดหยุ่นที่เคยมีในวัยเด็กเสื่อมสลายไปทำให้เกิดความหย่อนคล้อยของผิว

Thermage คือ อะไร

เทคโนโลยีการยกกระชับผิว เครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) นำเข้าจากประเทศอเมริกา ผ่านการรับรองจากทั้งอ.ย. ของประเทศอเมริกา และ อ.ย. ของประเทศไทย เข้าไปทำงานยังชั้นผิวหนัง ใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมาหดตัว ผิวที่ถูกทำด้วย Thermage จะกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้ง ลดร่องรอยต่างๆ ทำให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยยกกระชับผิวหน้า และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงแลดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก

ความสำคัญของคอลลาเจน

คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนเนื้อเยื่อเส้นใยที่ร่างกายมนุษย์สร้างได้เองตามธรรมชาติ มีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนังที่มีคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส เปล่งปลั่ง เมื่ออายุยังน้อยร่างกายจะผลิตได้มาก แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นในวัยเลข 3 การผลิตคอลลาเจนจะลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรง เรียบเนียน และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้

วิธีการทำงานของ Thermage รักษาผิวภายนอก กระชับภายใน

ขั้นตอนในการส่งผ่านความร้อนอย่างสม่ำเสมอ โดยความร้อนที่มีคุณภาพนี้ ส่งผลทำให้โครงสร้างใต้ชั้นผิวหนังเกิดการกระชับตัวดีขึ้น นอกจากนี้คอลลาเจนจะถูกสร้างเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวของผู้เข้ารับบริการ เกิดความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น มีความนุ่มนวลมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการลดร่องรอยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รูขุมขนมีขนาดเล็กลง โดยใช้เวลาในการทำเพียงแค่ครั้งละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น การปล่อยพลังงานของ Thermage ความร้อนจะกระจายกว้าง ละเอียด ลงโดนทุกคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ลงถี่รักษาเต็มทุกพื้นที่ ทำให้คอลลาเจนแข็งแรงขึ้นฉับพลัน หดตัว และ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ นิยมใช้ดูแลปัญหาผิวที่คอลลาเจนเสื่อม หรือทำล่วงหน้ากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อชะลอวัยทำให้ผิวหน้าแน่น ใบหน้ากระชับ เซลล์ไขมันตาย ดูหน้าเข้ารูปขึ้น

ข้อดีของการทำ Thermage มีดังนี้

  1. รักษาเพียงครั้งเดียว ซึ่งต่างจากเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3 – 4 ครั้ง
  2. ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล
  3. สามารถทำได้กับทุกสภาพผิว
  4. สะดวก รวดเร็ว
  5. ผิวกระชับขึ้นทันทีหลังการทำ

ใครที่ควรทำ Thermage

  1. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเพื่อการรักาาที่เห็นผลชัดเจน
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหย่อยคล้อย
  3. ผู้ที่มีไขมันส่วนเกิน
  4. ผู้หญิงหลังผ่านการคลอดบุตร และต้องการให้ผิวหน้าท้องกลับมากระชับ
  5. ผู้ที่ประสงคืจะปรับรูปโครงหน้า

บริเวณที่นิยมทำ Thermage

  1. ใบหน้า ลำคอ ได้สัดส่วน ได้หน้าเรียวขึ้น ผิวหน้าดีขึ้น เรียบเนียนขึ้น ตึงขึ้น อ่อนวัย เด็กลง หาแฟนง่ายกว่าเก่า (ล้อเล่น:p)
  2. ตา แก้ปัญหาหนังตาตก ห้อย รอยตีนกาไม่เฟิร์ม รอยทีนกา ริ้วรอยตามวัยที่เราไม่อยากจะมี แก้ปัญหาเปลือกตาที่เริ่มจะไม่ตึง
  3. แขน ท้องแขนที่ไม่เรียบ ห้อย ก็จะเฟิร์ม ดึ๋งดั๋งมากขึ้น
  4. มือ มือที่มีริ้วรอยไม่เรียบ ก็จะตึงขึ้นจนคนเริ่มเดาอายุไม่ถูก
  5. หน้าท้อง หน้าท้องที่หย่อนคล้อย โดยเฉพาะหลังจากการคลอดบุตร ก็กระชับขึ้น
  6. ขา โดยเฉพาะส่วนเขา เรียบเนียน ตึงขึ้น

ความรู้สึกระหว่างการรักษา

ระหว่างการทำ Thermage จะรู้สึกได้ถึงความร้อน อาจรู้สึกไม่สบายตัวบ้าง ความร้อนนั่นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยกกระชับคอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่เพื่อผลการรักษาสูงสุด หลังจากการรักษาด้วย Thermage จะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบาย

หลังทำ Thermage เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  1. ช่วยยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย
  2. กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่
  3. ปรับโครงหน้าให้เข้ารูป และได้สัดส่วน
  4. ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
  5. เพิ่มความแข็งแรงให้ผิวหนัง
  6. ผิวหนังได้รับการฟื้นฟูลงลึกถึงระดับเซลล์ผิว

ผลของการรักษายาวนานแค่ไหน และคุ้มค่าไหม

หลังจากการทำ Thermage บางคนอาจเห็นผลลัพธ์ได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เด่นชัดที่สุดจะปรากฎให้เห็นหลังจาก 2-3 เดือนที่ได้รับการรักษา ภายใต้ผิวหนังจะยังคงสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง และจะยกกระชับได้ดีเมื่อเข้าสู่เดือนที่ หลังจากนั้นจะคงสภาพไว้ประมาณ 1-2 ปี แต่โดยรวมแล้วผลลัพธ์ของการทำ Thermage นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล

Thermage ที่มาพร้อมกับความเจ็บ 

มีการปรับระดับความอุ่นที่คนไข้ทนไหว ยิ่งร้อนยิ่งดี เป็นสัญญาณว่าใต้ผิวหนังเราตอบสนอง ความร้อนเหล่านี้จะส่งผ่านลึกไปใต้ชั้นผิว เพื่อเสริมสร้างคอลลาเจน โดยที่คุณหมอจะคอยสอบถามวัดระดับร้อนในระดับที่เราสามารถทนไหว การยิงแต่ละครั้ง จะยิงแช่ไว้ 1 วินาที มีจำนวนการยิงตั้งแต่ 300–900 ครั้ง มากกว่าหรือน้อยกว่า ขึ้นกับบริเวณที่จะทำ

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จากการทำ Thermage

  1. รอยแดงสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจาก มีการเกิดความร้อนใต้ผิว และจะหายไปเอง
  2. อาการบวม อาจมีรอยนูน หรืออาการบวมเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง
  3. ผิวไหม้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ ความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ทนได้ ผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความทนของผิวแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

ผลข้างเคียงที่รุนแรง

เพื่อหวังกอบโกยเงินทางลัดด้วยวิธีที่มักง่าย เพราะความเห็นแก่ตัว โดยไม่สนใจถึงผลเสียของผู้ที่เข้าใช้บริการ จึงทำให้เกิดคนที่ฉกฉวยโอกาส ไม่ประสงค์ดีทำ Thermage ปลอมขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่ากำลังเป็นที่นิยมของตลาด ดังนั้นผู้ที่เข้าใช้บริการเอง ก็จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้บริการเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา รวมทั้งต้องพยายามหมั่นหาความรู้ เป็นเกราะป้องกันตัวเอง เพื่อปกป้องและรู้ข้อมูลเบื้องลึกเกี่ยวกับเครื่อง เทอร์มาจ สามารถแยกแยะได้ว่า ของจริงหรือของปลอมนั้นแต่ต่างกันอย่างไร เป็นเครื่องที่มีมาตราฐานรองรับหรือไม่ มิเช่นนั้นอาจหลงกล จนทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงตามมา

ผลข้างเคียง ของการใช้ Thermage ปลอม

  1. เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก
  2. ผิวหน้าอาจเกิดการอักเสบที่รุนแรง เนื่องจาการรักษาที่ผิดวิธี
  3. เกิดรอยดำที่ชัดเจน จากการที่ผิวหนังไหม้
  4. อาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็น
  5. สภาพผิวหน้าเปลี่ยนไป

การตัดสินใจเลือกสถานที่ทำ thermage

  1. มีใบอนุญาตประกอบการ จากกระทรวงสาธารณสุข
  2. แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม จากสภาวิชาชีพของแพทย์หรือ “แพทยสภา”
  3. แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญในการทำ
  4. แพทย์ต้องมีประสบการณ์
  5. ให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน สามารถให้ข้อมูลที่สงสัยได้ทุกอย่าง

ไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมเท่านั้น การปรับรูปหน้าตามองศาความงาม หรือตามทิศทางกล้ามเนื้อที่เหมาะสม จะทำให้โครงหน้าสวยงามได้รูป แพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า จะดีไซน์ให้ลงพลังงานอย่างเหมาะสมในแต่ละจุด เพื่อการปรับรูปหน้ากลับสู่องศาความงามมากที่สุด ทำให้สวยขึ้นในแบบของคุณเอง ดูโดดเด่นขึ้น อีกทั้งการใช้พลังงานที่เหมาะสม ทำให้ลดความเสี่ยงต่างๆ อันอาจจะเกิดจากการใช้เครื่องมือแพทย์ค่ะ ดังนั้นแล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจ และเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และประสบการณ์

การทำ Thermage มีหลายราคา โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน หากมีความต้องการณ์ที่จะทำหลายช็อต ก็จะส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามจำนวนช็อตไปด้วย ส่วนราคานั้นเริ่มต้นที่ 30,000 – 100,000 บาท Thermage อาจจะขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพในระยะยาว แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงให้เห็นอยู่บ้าง อาทิ รอยนูนที่อาจก่อให้เกิดแผล รอยแดงที่เกิดจากความร้อน อาการคันจากผดผื่นที่ขึ้นบนใบหน้าหลังจากทำเสร็จ บางครั้งอาจรุนแรงจนถึงขั้นผิวหนังไหม้ เราจึงควรคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนตันสินใจทำ

อาการข้างเคียงที่พบจากการทำ ulthera

หลายท่านคงจะทราบกันดีว่าการทำ  ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัยและได้รูปขึ้นอีกครั้งซึ่งการทำ ulthera เป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยไม่อันตรายต่อผิวและไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรมใด ๆ แต่อาจจะมีผลข้างเคียงที่เกิดจากการทำอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ ulthera คุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera ให้ละเอียดเสียก่อนไม่ว่าจะเป็นที่มาของ ulthera,  ระบบการทำงาน, ข้อดีข้อเสีย, อาการข้างเคียงและควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะตัดสินใจทำทุกครั้งเพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดหรือได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงตามที่ต้องการได้ดังนั้นเราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera มาให้คุณศึกษาเพื่อเป็นความรู้ประกอบการตัดสินใจ

ulthera อัลเทอร่า คืออะไร

ulthera คือเทคโนโลยีการรักษาโดยใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจงและแม่นยำชื่อว่า high Intensity focus ultrasound หรือ คลื่นอัลตราซาวด์ที่หลาย ๆ คนรู้จักซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลดีที่สุดตัวหนึ่งในวงการแพทย์ผิวหนัง โดยเครื่องจะส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์ โดยไม่ต้องใช้เข็มทำลายชั้นผิวบนเลยและนอกจากนี้ยังสามารถส่งคลื่นไปยังชั้นผิวบน เช่น ชั้น 4.5 มิลลิเมตร และ ชั้น 1.5 มิลลิเมตร ซึ่งคลื่นอัลตราซาวด์นี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่และเมื่อชั้นผิว SMAS หดตัวก็จะทำให้ผิวยกกระชับมากขึ้น ใช้เวลาในการรักษาเพียง 60-120 นาทีซึ่งไม่ทำให้เกิดบาดแผลก็จะช่วยให้ผิวของคุณยกกระชับเต่งตึงขึ้น

การทำงานของ Ulthera จะใช้วิธีการส่งพลังงานผ่านความร้อนของคลื่น  High Intensity Focus Ultrasound ไปกระตุ้นผิวให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มม. คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้นผิว SMAS ให้เป็นจุดเล็ก ๆ ระยะห่างระหว่างจุดเท่า ๆ กัน ประมาณ 1-1.5 มม. เรียงเป็นแนวต่อเนื่องและเกิดความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิวลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำหลังจากการรักษาจะได้ผลการรักษาที่แน่นอนคุณสามารถแต่งหน้าได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว และสามารถทำการรักษาได้กับทุกสีทุกสภาพผิว ซึ่งประสิทธิภาพและผลการรักษานั้นได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมจากประเทศทั่วโลกอย่างกว้างขวาง

ใครที่เหมาะกับการทำ Ulthera อัลเทอร่า

  1. ผู้ที่มีไขมันแก้มไม่เยอะมากต้องการยกกระชับ
  2. ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัดไม่เห็นแนวกรามมีเหนียง
  3. ผู้ที่หนังตาและหางตาตกแต่ยังไม่ต้องการผ่าตัดหรือผู้ที่ต้องการจะยกหางตาหางคิ้วให้กระชับขึ้น
  4. ผู้ที่ต้องการจะฟื้นฟูบำรุงผิวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิวที่ช่วยในการบำรุงชั้นลึกกว่าการทาครีมทั่วไป
  5. คนที่อยากบำรุงผิวแต่ไม่มีเวลาบำรุงทุกวันเป็นประจำเพราะการทำ Ulthera บำรุงแค่ปีละครั้งเท่านั้น
  6. คุณแม่หลังคลอดหรือคุณแม่ให้นมบุตรที่อยากดูแลตัวเองเพราะสามารถทำในขณะที่ให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัยและใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ทำปีละครั้ง
  7. ผู้ที่ผิวมีความหย่อนคล้อยแต่ไม่อยากศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าและไม่อยากพักฟื้นเป็นเวลานาน
  8. ผู้ที่ต้องการยกกระชับฟื้นฟูผิวบริเวณลำคอและเนินอก

อาการข้างเคียงหลังทำ Ulthera อัลเทอร่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้

หลังจากการทำ Ulthera หลายคนมักจะกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่จะตามมาว่าจะมีอาการร้ายแรงหรือส่งผลกระทบต่อการออกไปใช้ชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน ด้วยความที่ Ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีพลังงานสูง ( High Intensity) ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการทำบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่เท่ากับการทำศัลยกรรมอื่น ๆ โดยอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากทำ Ulthera ได้แก่

  1. อาการบวม

อาการบวมหลังจากทำอาจจะพบได้บ้างเป็นบางคนแต่ก็ไม่ได้บวมมากเท่าใดนัก ไม่ได้บวมเขียวช้ำเราสามารถประคบเย็นหลังจากทำเสร็จเพื่อช่วยลดอาการบวมได้ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการบวมนี้จะค่อย ๆ ยุบตัวลงเองโดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วันหลังทำ

  1. ผิวแห้ง

หลายคนอาจจะมีโอกาสผิวแห้งลงในช่วงแรกหลังจากที่ทำเสร็จ ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากฤทธิ์ของยาชาที่ทาส่งผลทำให้ผิวแห้งเพิ่มขึ้น ข้อแนะนำคือให้ทามอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวบ่อย ๆ และทาครีมบำรุงกันแดดอย่างสม่ำเสมอ งดทายาบำรุงจำพวกไวท์เทนนิ่งที่ผลัดเซลล์ผิวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์

  1. อาการระบมใต้ผิวเวลาจับ

อาการนี้จะเกิดขึ้นกับแทบทุกคนหลังจากทำอัลเทอร่า ซึ่งจะระบมมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนถ้าหากมีอาการระบมมากจนเกินไปก็อาจจะรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล เพื่อลดอาการปวดหรือระบมได้ แต่โดยทั่วไปแล้วอาการระบมนั้นจะค่อย ๆ ลดลงและหายไปโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์หลังทำ

แต่โดยส่วนมากนั้นหลังทำมักจะไม่ค่อยพบผู้ที่มีอาการข้างเคียงร้ายแรงใด ๆ ที่นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้นส่วนมากผู้ที่ทำการรักษาเสร็จแล้วก็สามารถกลับไปทำงานใช้ชีวิตตามปกติได้ในทันทีโดยไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน

การรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า ปลอดภัยหรือไม่

Ulthera ถูกนำมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์ยาวนานกว่า 50 ปีแล้วและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมตกแต่งชั้นนำทั่วโลกมีการใช้ Ulthera มากกว่า 12ปี มั่นใจได้ว่าเครื่องนั้นมีความปลอดภัยสูง และเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพและผลการรักษาอย่างแน่นอนอีกทั้ง Ulthera ยังได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) ว่าสามารถยกกระชับตาและใบหน้าได้จริง ดังนั้นหากใครที่กำลังไม่มั่นใจว่าหากทำ Ulthera จะมีอาการข้างเคียงร้ายแรงหรือไม่ จะปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าการทำ Ulthera นั้นมีความปลอดภัยและไม่อันตรายอย่างที่คุณคิด 

ความรู้สึกขณะรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า

ขณะทำการรักษาด้วยเครื่องอัลเทอร่า จะมีการปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์ลงสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวผู้ถูกการรักษาจะรู้สึกถึงพลังงานที่เป็นจุดเล็ก ๆ กระทบลงบนผิวลึก ๆ และจะรู้สึกอุ่น ๆ ที่ใต้ผิวหนังซึ่งความรู้สึกดังกล่าวจะแตกต่างกันในไปแต่ละบุคคล บางคนรู้สึกเจ็บมากบางคนก็รู้สึกเจ็บปานกลางหรือบางคนแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งนี้การทายาชาก็จะช่วยบรรเทาเจ็บได้แต่ในบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาชาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล

 ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากทำ Ulthera อัลเทอร่า

สามารถเห็นผลลัพธ์หลังการทำ Ulthera ได้ภายในการทำเพียงครั้งแรก เพราะวัตถุประสงค์ของการทำ Ulthera คือ เพื่อสลายคอลลาเจนเก่าและเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อช่วยในการยกกระชับผิวซึ่งกระบวนการผลิตคอลลาเจนใหม่นี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากทำทันทีจนถึง 6 เดือนดังนั้นหลังทำ Ulthera จึงเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังการรักษาสังเกตได้ง่าย ๆ จากบริเวณแนวคิ้วและหางตาที่จะยกขึ้น กรอบหน้าชัดเจนขึ้นและผลลัพธ์อื่น ๆ ก็จะชัดเจนตามมาเรื่อย ๆ โดยผิวหน้าที่ได้รับการฟื้นฟูจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ และค่อย ๆ เข้ารูปอย่างเป็นธรรมชาติภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังทำ เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องของ Ulthera และโครงสร้างผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ผลลัพธ์จึงจะถาวรและอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 1-2 ปีเมื่อทำเสร็จแล้วคุณสามารถรอดูผลแล้วกลับมาทำเพิ่มเฉพาะจุดหรือทั่วใบหน้า อาจจะเพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่นั้นเพื่อให้ยังคงสภาพผิวเดิมไว้แต่ทั้งนี้ผลการรักษาของแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคลแต่จากการทดลองพบว่า 9 ใน 10 คนที่ได้รับการรักษา จะสามารถเห็นถึงผลลัพธ์จากการรักษาที่ชัดเจน เช่น แนวคิ้วยกขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น, ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์, ผิวที่ตึงกระชับ, ใบหน้ายกได้รูป, รูขุมขนเล็กลง, ผิวเรียบเนียนขึ้นทั่วทั้งบริเวณหน้าและคออย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ได้พึ่งการทำศัลยกรรมผ่าตัดพักฟื้นแต่อย่างใด ที่กล่าวมานี้เป็นข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการทำ Ulthera ที่หลาย ๆ คนกำลังกังวลในเรื่องของผลข้างเคียง ความปลอดภัย และอาการต่าง ๆ หลังจากทำ Ulthera ดังนั้นเมื่อทราบถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาแล้วว่าไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด การทำ Ulthera ก็ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องผิวที่หย่อนคล้อยไม่กระชับให้สภาพผิวกลับมาเต่งตึงอ่อนเยาว์กว่าวัยได้เป็นอย่างดี

 

 

 

การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ต้องยอมรับว่าในยุคนี้การศัลยกรรมเสริมความงามในบ้านเรานั้นแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากมายในหมู่สาว ๆ ที่ชื่นชอบความสวยความงามเป็นอย่างมาก อีกทั้งเทคโนโลยีในสมัยนี้ก็ยังทำให้การศัลยกรรมเสริมความงามนั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วย แต่การศัลยกรรมเสริมความงามไม่ได้เป็นที่สนใจแค่ในหมู่สาว ๆ วัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นที่สนใจและนิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่ของหญิงสาวที่มีอายุอีกด้วย การศัลยกรรมเสริมความงามมีมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนรูปหน้า หรือการใช้เทคโนโลยีโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด เช่น “การร้อยไหม” นั้นเองโดยมีไหมอยู่ 3 แบบ ที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ

  • เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นไหมที่ใช้ในการช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาสดใสและลดริ้วรอยเพิ่มความเต่งตึง
  • เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นไหมที่ช่วยในการยกกระชับใบหน้าได้เป็นอย่างดีเนื่องจากรูปทรงที่เป็นเกลียวนั้นเอง
  • เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) ไหมชนิดนี้เรียกอีกชื่อว่า ไหมก้างปลา มีลักษณะเป็นเงี่ยงออกมาคล้ายกับก้างปลาจะช่วยในเรื่องของการยกกระชับได้เป็นอย่างดีโดยส่วนใหญ่มักจะนิยมทำที่คาง

การร้อยไหมนั้นถือว่าเป็นการศัลยกรรมเสริมความงามอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบ ดังนี้

  • การร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า
  • การร้อยไหมเพื่อยกหางตา
  • การร้อยไหมเพื่อปรับโครงสร้างของปลายจมูก
  • การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

หัวข้อที่ดิฉันจะนำมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านในวันนี้ก็คือการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นเอง

การร้อยไหมคอลลาเจนคืออะไร

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในร่างกายของคนเรามากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย โดยรูปทรงของเจ้าโปรตีนชนิดนี้นั้นมีรูปร่างคล้ายกับเส้นใยไฟเบอร์และสามารถทำให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายคงรูปร่างไว้ได้ดี และแน่นอนเมื่อเราอายุมากขึ้นร่างกายจึงสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง จึงได้มีการคิดค้นเทคโนโลยีเกี่ยวกับความงามขึ้นมานั้นก็คือการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นเองเพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่าบรรดาผู้ที่มีใจรักสวยรักงาม การร้อยไหมนั้นมีหลายรูปแบบและหลายชนิดขึ้นอยู่กับว่าต้องการแก้ปัญหาเรื่องผิวในจุดใด การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน คือการนำไหมละลายประเภทไหมเรียบ (Mono threads) มาร้อยเข้าสู่ใต้ผิวหนังในส่วนที่กำลังเหี่ยวย่นและมีริ้วรอย หลังจากที่ได้นำไหมร้อยเข้าสู่ใต้ผิวหนังแล้ว จะทำให้เนื้อบริเวณใต้ผิวหนังนั้นเกิดการอักเสบ แต่ทุกท่านที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้ก็อย่าพึ่งตกใจหรือวิตกกังวลไปนะคะ เพราะการที่เนื้อบริเวณใต้ผิวหนังอักเสบนั้นจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่นั้นเอง ซึ่งคอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมานี้จะทำให้ผิวบริเวณนั้นตึงกระชับดูสดใสเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อใต้ผิวหนังถูกสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่สิ่งที่จะตามมาก็คือการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้นนั้นเอง

สาเหตุที่ทำให้คอลลาเจนในร่างกายของเราเสื่อมลง

สาเหตุที่ทำให้คอลลาเจนในร่างกายของเราเสื่อมลงนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัยมาก ๆ ดิฉันจึงขอพูดถึงหัวข้อหลัก ๆ ที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • อายุที่มากขึ้น แน่นอนว่าเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า เมื่อเราอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และในวัย 40 ปีขึ้นไปนั้นร่างกายจะสามารถผลิตคอลลาเจนได้เพียง 20 % เท่านั้น
  • แสงแดด เนื่องจากในรังสียูวีเอและรังสียูวีบีที่เราจะพบได้ในแสงแดดนั้นจะทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยขึ้นในที่สุด เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเจอในทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • อนุมูลอิรสะ ในสารตัวนี้จะสามารถทำลายเส้นไยไฟเบอร์ของคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวหนังให้ลดลง
  • ฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ ฝุ่นควันที่เราต้องเจอในทุกวันนั้นหากสะสมไปเรื่อย ๆ ก็จะสามารถทำลายชั้นผิวหนังและคอลลาเจนได้อีกด้วย
  • ความเครียด ร่างกายของเราจะสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งเรียกว่า คอร์ติซอล ขึ้นมาและเกิดเป็นพฤติกรรมส่วนตัวที่ทำให้ร่างกายของเรานั้นสูญเสียคอลลาเจนได้อย่างรวดเร็ว เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูญบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สร้างผลเสียให้กับร่างกายเราทั้งนั้น

การดูแลร่างกายเพื่อชะลอการสูญเสียคอลลาเจนมีอะไรบ้าง

  • หลีกเลี่ยงการรับแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะแสงแดดในเวลา 10:00-16:00 น. เนื่องจากแสงแดดในเวลานี้จะมีรังสียูวีที่เข้มข้นมาก ๆ นอกจากจะทำให้ผิวสูญเสียคอลลาเจนแล้วยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังอีกด้วย
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายอย่างน้อย 8 แก้ว ต่อวัน ทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ หรือทานอาหารเสริมคอลลาเจนเพื่อช่วยร่างกายอีกแรง ที่สำคัญควรลดอาหารรสจัดและอาหารประเภทที่มีไขมันสูง
  • เลือกสกินแคร์ที่ช่วยในเรื่องการลดริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เพราะอาจจะทำให้ผิวแห้งและสูญเสียความชุ่มชื้น และหลังจากการล้างหน้าทุกครั้งควรทาครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับใบหน้าของเรา
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวสูญเสียคอลลาเจนได้อย่างรวดเร็ว
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

ใครบ้างที่เหมาะกับการร้อยไหมคอลลาเจน

การร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นจะเหมาะสมกับกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มวัยกลางคนจนไปถึงผู้สูงวัย  เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับริ้วรอยความไม่เต่งตึงและความเหี่ยวย่นของผิว เพราะร่างกายของคนเราในวัยนี้จะสามารถสร้างคอลลาเจนน้อยลงไปตามอายุของเรานั้นเอง ซึ่งเรามักจะได้ยินคำเปรียบเปรยกันอยู่บ่อย ๆ ว่าอยากมีผิวนุ่มเหมือนเด็กทารกแรกเกิด ก็เพราะว่าในวัยเด็กของคนเรานั้นร่างกายจะสร้างคอลลาเจนขึ้นมามากที่สุดเพื่อทำให้ผิวนั้นแข็งแรงเต่งตึงและยืดหยุ่นได้ดีนั้นเอง กลุ่มคนที่เหมาะกับการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจึงเหมาะกับอายุ 30-60 ปีขึ้นไป

การร้อยไหมคอลลาเจนทำตรงไหนได้บ้าง

จริง ๆ แล้วการร้อยไหมเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนนั้นสามารถทำได้ทุกส่วนที่เป็นผิวหนังของร่างกาย แต่ส่วนที่นิยมทำกันอย่างแพร่หลายนั้นจะเป็นบนใบหน้าและลำคอซึ่งเป็นจุดที่คนเรามักจะให้ความสำคัญกับริ้วรอยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยการร้อยไหม 1 ครั้งนั้นจะสามารถอยู่ได้ 1-2 ปี

 หลังร้อยไหมคอลลาเจน ต้องใช้เวลาเท่าไหร่จึงจะเริ่มสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากการได้รับการร้อยไหมแล้วเราจะสามารถรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทันที และจะยิ่งเห็นผลลัพธ์เพิ่มข้นเรื่อย ๆ ในระยะเวลา 1-2 เดือน และสามารถฟื้นฟูใบหน้าได้อย่างเต็มที่เลยคือ 6 เดือนหลังจากทำการร้อยไหม ในส่วนของการดูแลตนเองหลังการร้อยไหมนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นเดียวกันค่ะ หลักการเดียวคือการรักษาคอลลาเจนบนใบหน้าของเราไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ พยายามหาเวลาว่างมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นกระสูบฉีดและการไหลเวียนของเลือด

ข้อควรระวังหลังจากการร้อยไหมคอลลาเจน

  1. ใบหน้าอาจจะปรับเปลี่ยนไปจากเดิมหรืออาจจะไม่เท่ากันในบางเคสแล้วแต่กรณี
  2. การติดเชื้อ เนื่องจากการร้อยไหมนั้นจะทำการร้อยลงไปที่ใต้ชั้นผิวหนังในบางรายหากเครื่องมือไม่สะอาดอาจจะเสี่ยงทำให้ติดเชื้อได้ หรือถ้าหากเกิดความผิดพลาดทำให้ไหมหลุดออกมาก็ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ
  4. ความผิดพลาดระหว่างทำการร้อยไหมหรือไหมแตกหักขณะที่กำลังร้อยลงใต้ผิวหนัง
  5. หลังจากการร้อยไหม ไม่ควรทำอะไรเพิ่มเติมบนใบหน้าเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์
  6. อาการบวมแดงอย่างรุนแรงและตุ่มแดง เกิดขึ้นเนื่องจากแพ้ไหมละลายเกิดขึ้นได้ในบางรายเท่านั้น
  7. คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการร้อยไหมนั้นอาจจะเป็นพังผืดได้

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านการศัลยกรรมนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในระยะเวลา 2-3 ปีมานี้จึงมีคลินิกเสริมความงามเกิดขึ้นมามากมายอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคนั้นเอง แต่ละคลินิกนั้นราคาก็แตกต่างกันไปตามคุณภาพ ก่อนที่ทุกท่านจะตัดสินใจทำอะไรบนใบหน้าของเราก็ควรศึกษาข้อมูลและศึกษาคลินิกเสริมความงามที่ท่านสนใจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ หรืออาจจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลาย ๆ คลินิกเพื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจ ทุกท่านก็ได้ทราบทั้งข้อดีและข้อเสียของการร้อยไหมคอลลาเจนกันแล้วเพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ควรเลือกคลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐานและหน้าเชื่อถือเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ข้อเสียของไหมเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยง

ในปัจจุบัน การทำศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมอย่ามาก คือ “การร้อยไหม” ช่วยยกกระชับผิวหนังหน่อยคล้อยบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเรียวงามชวนให้น่ามอง ซึ่งการร้อยไหมนั้น เป็นการนำเส้นไหมชนิดพิเศษมาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม ทำให้ใบหน้าเกิดแรงตึง และยกกระชับ นองจากข้อดีของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) ยังมีข้อเสียที่เราไม่ทราบอีก และข้อเสียในอดีตของการร้อยไหมก้างปลา นำมาซึ่งวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงชนิดเส้นไหมที่ใช้ร้อยไหมในปัจจุบัน

มาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

เรามาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลากันก่อน ที่จริงการร้อยไหมไม่ใช่ของใหม่ มีมานานกว่า 10 ปี เกิดจากแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหมในยุดแรก ที่ได้รับความนิยมคือ “การร้อยไหมก้างปลา” (Aptos Threads) ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย ด้วยเหตุที่อุปมาเปรียบเทียบ เวลาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เงี่ยงของไหมก้างปลาก็จะเกาะเกี่ยวพยุงเนื้อเยื่อของใบหน้าเอาไว้เพื่อ ยกกระชับผิวหน้าไม่ให้ย้อยตกลงมา คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น การร้อยไหมก้างปลานั้น ทำได้ทั้งในผู้หญิง และ ผู้ชาย ไม่จำกัดช่วงอายุ การร้อยไหมก้างปลาจะเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรือต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับได้รูป

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ร้อยด้วยเส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) ด้วยลักษณะของเส้นไหม เป็นไหมมีลักษณะเส้นใหญ่ และมีเงี่ยงโผล่ทั้ง 2 ข้าง คล้ายๆ ฟัน หรือก้างปลา เป็นเส้นไหมนำเข้าจากอเมริกา และเกาหลี ให้ผลเทียบเท่าการทำศัลยกรรมดึงหน้าขนาดเล็ก ยกกระชับได้อย่างชัดเจน ไหมก้างปลา (BARB ) จะเน้นกลุ่มคนผู้ที่ต้องการยกกระชับหรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย  ผลลัพธ์ที่ได้จากการร้อยไหมก้างปลา คือช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape อย่างชัดเจน

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตา ยก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา ที่มีความหนาใหญ่ และเงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นไหมจำนวนหลาย การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะใช้เส้นไหม น้อยกว่าโดยประมาณเพียง 8-10 เส้นเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะยกกระชับใบหน้า และผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับอีกครั้ง

ข้อดี ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

การร้อยไหมด้วยไหมก้างปลา คือ เงี่ยงที่โผล่อออกมาจากตัวไหม และลักษณะเส้นที่ค่อนข้างหนาใหญ่ ทำให้ช่วยอุ้มพยุงเนื้อเยื่อผิวหน้าได้อย่างดี เห็นผลชัดเจนในเวลาอันสั้นหลังจากทำการร้อยไหม นอกจากนี้ยังใช้เส้นไหมน้อยในการยกกระชับใบหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ถึง 10 เส้น ลักษณะการร้อยไหมก้างปลา จะร้อยในชั้นลึกที่เรียกว่า SMAS ซึ่งจะช่วยยกกระชับได้ดี

ข้อเสีย ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) เส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา เพื่อยกกระชับเริ่มมีการใช้มาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไหมที่ใช้ในระยะแรกเป็นไหมชนิดมีเงี่ยงซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหม ข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา คือ ใช้เส้นไหมมีลักษณะหนาใหญ่ เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา อาจทำให้มีรอยช้ำได้มากกว่าไหมเรียบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและเทคนิคของแพทย์ผู้ร้อยไหม และมีลักษณะเป็นก้างปลา ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะมักเกิดปัญหา เมื่อใช้ไปเป็นระยะนานๆ ตัวก้างปลามักจะหัก ทำให้ผิวให้ผิวหน้าที่เคยตึง กระชับ กลับมาหย่อนคล้อยลงได้อีก หรือ อาจมีเงี่ยงของเส้นไหมโผล่ออกจากผิว ทำให้ต้องแก้ไขผ่าเอาออก หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม

การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรกเชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้ไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

จากแนวคิดที่ทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด “การร้อยไหมก้างปลา” จึงเป็นความนิยมในยุคแรก ของการศัลยกรรมร้อยไหมเพื่อความสวยงาม ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง ยกกระชับผิวหน้า ช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา จะเป็นหมุดช่วยยึดตรึงผิวหนังไว้ “การร้อยไหมก้างปลา” ในอดีตเป็นเส้นไหมชนิดที่ไม่ละลาย และมีลักษณะเส้นหนาใหญ่  ข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา จึงเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อของผิวหนัง หลังการร้อยไหมก้างปลาส่งผลให้เกิดใบหน้าบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม และอาจเกิดการอักเสบตามมา เมื่อระยะเวลาผ่านไปเส้นไหมอาจเกิดการหัก ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยตามเดิม ด้วยปัญหาข้อจำกัด และข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา ที่ใช้เส้นไหมชนิดเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยงโผล่ และไม่ละลายได้เองในอดีต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการศัลยกรรม และเทคนิคของแพทย์ผู้ชำนาญ การร้อยไหมก้างปลาได้เปลี่ยนไป เปลี่ยนเส้นไหมเป็นแบบ PDO ที่ละลายได้เองภายใน 4-6 เดือน เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ชนิดไหมเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) แต่ยังคงเอกลักษณ์คุณลักษณะของเงี่ยงที่ใช้ยึดติดยกกระชับผิวหนังดังเดิม ลักษณะเป็นเส้นคล้ายก้างปลาจึงใช้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ ไหมชนิดนี้อาจมีการใช้ชื่ออื่นๆ เช่น ไหมปากฉลาม หรือไหมกุหลาบ เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง หน้าเด็ก หน้าสวย เรียวได้รูป ซึ่งในปัจจุบันวิวัฒนาการ ๆ ได้เกิดชนิดเส้นไหมต่างๆ มากมาย เพื่อตอบโจทย์ศัลยกรรมความงามประเภทการร้อยไหมมากขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจร้อยไหม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหม

 

Hifu ก่อนและหลังทำ ต่างไม่ต่าง คุ้มไม่คุ้ม

เมื่ออายุมากขึ้นผิวที่เคยเรียบเนียนตึงกระชับอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ปรากฏริ้วรอย ร่องลึก ความหย่อนคล้อยตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หลายเทคโนโลยีทางความงามจึงเข้ามาตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่าง Hifu หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focused Ultrasound นวัตกรรมความงามการยกกระชับ ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว แต่ทว่าหลายคนอาจจะยังมีคำถามและข้อสงสัยว่า ระหว่างก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้น จะมีความแตกต่างกันมากน้อยอย่างไร จะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปด้วยหรือไม่ ผลที่ได้จะดีจริงอย่างที่คุณสมบัติว่าไว้ไหมนั้น เรามีคำตอบไขข้อข้องใจเหล่านี้

Hifu ทำหน้าที่อย่างไร

Hifu เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่สามารถลงลึกถึงเนื้อเยื่อผิวชั้น SMAS ( Superficial Musculo Aponeurotic System ) โดยจะส่งผ่านพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปในผิวที่ต้องการอย่างเจาะจง  คลื่นดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อชั้นในของชั้น SMAS ( ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน ) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีความลึกกว่าชั้นคอลลาเจน มีโครงสร้างเป็นเนื้อเยื่อพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อที่มีความหนาและเหนียว ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็จะปรากฏผิวหย่อนคล้อยที่เป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย การเกิดริ้วรอย ร่องลึก ความเหี่ยวย่นของผิวนั่นเอง

ดังนั้นคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงของ Hifu นี้ จะเข้าไปทำให้ผิวหนังชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บผิวชั้นคอลลาเจนในรูปแบบ Multi Functional โดยการทำงานนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในชั้น SMAS ใต้ชั้นผิว จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อผิวชั้นบน ขณะเดียวกันก็เข้าไปทำหน้าที่การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวดูเต่งตึงและแข็งแรงดูอ่อนเยาว์มากขึ้น

Hifu เหมาะกับใครบ้าง

Hifu เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อย อย่าง ริ้วรอยบนหน้าผาก หางตาและคิ้วที่หย่อนคล้อย ริ้วรอยใต้ตา ร่องแก้ม มุมปาก หรืออยากลดเหนียงใต้คาง ใต้กราม ปรับใบหน้าที่ไม่ได้รูปให้เรียวสวยขึ้น การทำ Hifu จะใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30 – 60 นาที  ในระหว่างการทำ Hifu นั้นจะรู้สึกถึงความอุ่นบนผิวขณะทำ ผิวจะไม่แสบร้อนจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีความถี่สูง 1,000 ครั้งต่อวินาทีที่แตกตัวพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วบริเวณที่ทำการรักษา เพราะเป็นการปล่อยพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิวด้วยความเร็วสูง จึงทำให้ระบบรับความรู้สึกของผิวไม่สามารถรับความรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น

สำหรับบางรายที่อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหลังจากการทำ แต่ก็สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ที่สำคัญหลังการทำ Hifu แล้วนั้น ยังสามารถทำการรักษาอื่น ๆ เพิ่มควบคู่กันได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การฉีดฟีลเลอร์ โบท๊อก หรือร้อยไหม เป็นต้น

เลือก Hifu ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างน่าพึงพอใจสูงสุด

ถึงแม้ว่าการทำ Hifu จะได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นอีกหนึ่งความสำคัญในการทำ Hifu ให้ได้ผลดี และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานหรือไม่นั้น ขึ้นกับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลักด้วยเช่นกัน เครื่อง Hifu ที่ใช้ต้องผ่านการรับรอง มี อย. ทั้งในประเทศไทยและจากประเทศผู้ผลิต สำหรับการยิงนั้นจะต้องยิงออกมาเป็นคลื่นอัลตร้าซาวด์ และลงลึกถึงชั้น SMAS จริง ๆ ด้วยพลังงานที่เสถียร ยิงออกมาแบบเรียงตัวเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถเล็งและยิงคลื่นอัลตร้าซาวด์ได้อย่างแม่นยำในจุดที่ต้องการรักษา

จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกสถานบริการที่มีคุณภาพ ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นผู้ประเมินสภาพปัญหาและแนวทางการรักษาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการสูงสุด

ราคาและจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ ต้องเท่าไหร่ถึงได้ผล

ราคาของการทำ Hifu มีราคาตั้งแต่ 3,000 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น และเครื่อง Hifu แต่ละยี่ห้อนั้นล้วนมีคุณภาพแตกต่างกันไป ดังนั้นจำเป็นต้องรู้ว่าทางสถานที่ให้บริการ Hifu นั้น ๆ ใช้เครื่องยี่ห้ออะไร ไม่ควรตัดสินใจจากแค่ราคาเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาประกอบควบคู่กันด้วย สำหรับจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ 1 shot คือ 1 เส้น ประกอบด้วยจุด 0.5 – 1 มิลลิเมตร เรียงกัน 15 – 25 จุด เส้นหนึ่งยาวประมาณ 2.5  เซนติเมตร (1 shot = 1 เส้น) ดังนั้น 1 shot จะเท่ากับ 15 – 25 จุดเรียงกัน

แต่ละคนจะต้องใช้จำนวน shot เท่าไหร่นั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนของ Shot ให้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพราะหากน้อยไปก็ไม่เห็นผล มากไปก็ไม่ดี จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมและแม่นยำ

ผลลัพธ์หลังจากการทำ Hifu

  • แก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตา คิ้วหย่อนคล้อย และมีส่วนช่วยให้ร่องแก้มตื้นขึ้นได้
  • สามารถลดรอยตีนกา ริ้วรอยหน้าผากและเหนียงใต้คาง
  • ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ และกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าใสขึ้น
  • รูปหน้าและกรอบหน้าชัดขึ้น ใบหน้าเรียวขึ้น

ใช้เวลาแค่ไหนจึงจะเห็นความแตกต่าง

การทำ Hifu ยกกระชับหน้าจะเห็นผลทันทีหลังทำประมาณ 20 – 30 % และเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในระยะ 2 – 3 เดือน ริ้วรอยหายไป กรอบหน้าดูชัดเจนมากขึ้น ผิวหน้าดูสดใสขึ้น โดยการทำ 1 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้ 3 – 6 เดือน หลังจากนั้นอาจไม่กระชับเหมือนในช่วงแรก 100 % แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับใบหน้าของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ในการดูแลหลังการรักษาอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการให้ผลลัพธ์ชัดเจนดีขึ้นเรื่อย ๆ สามารถทำซ้ำทุก ๆ 6 – 12 เดือน โดยเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรกเป็นเวลา 2 เดือน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพผิวของตนเองให้ดีเพื่อได้ผลอย่างสูงสุด

การดูแลตนเองก่อนและหลังการทำ Hifu เพื่อให้ผลที่ดียิ่งขึ้น

ก่อนการทำ Hifu

  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  • ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการเข้ารับการทำ Hifu 3 – 7 วัน
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ เพราะจะช่วยในการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้กับเซลล์ใหม่ทำงานได้ดีมากขึ้น

หลังการทำ Hifu

  • หลังจากการเข้ารับการทำ Hifu บางรายอาจมีอาการเมื่อ รู้สึกตึงผิว หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยในบริเวณที่ทำการรักษา โดยสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาได้
  • ใบหน้าหลังการทำ ไม่บวมช้ำ ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น สามารถทาครีมบำรุงผิวหน้าได้ตามปกติ
  • สามารถแต่งหน้าทำกิจกรรมได้ตามปกติ
  • หลีกเลี่ยงการนวด กดใบหน้า และไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ ในขณะล้างหน้า
  • ทาครีมกัดแดดที่มีค่าป้องกันรังสี UVA และ UVE และควรหลักเลี่ยงแสงแดดแรงๆ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อกลไกการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และส่งผลให้ผลลัพธ์ของการทำ Hifu ไม่มีประสิทธิภาพตามที่ควร

การทำ Hifu จึงนับเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยต่างๆ โดยจะเห็นผลจริงถึงความต่างของก่อนและหลังทำอย่างชัดเจน  ด้วยคุณสมบัติอันเป็นหัวใจสำคัญของ Hifu ในการยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอยได้ตรงจุด อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้รูป Hifu จึงจัดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีความงามที่ปลอดภัย ไม่มีผลอันตรายข้างเคียง คุ้มค่าราคาไม่สูง เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากลองการยกกระชับโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดหมอ เพียงเท่านี้ก็พร้อมทิ้งทุกริ้วรอยและความหย่อนคล้อยไปจากชีวิตได้เลย