มหัศจรรย์ฟิลเลอร์ปาก ลดอายุ

เทรนการฉีดปากกำลังเป็นที่สนใจของทุกคน เพราะนอกจากจะไม่เจ็บตัวมาก แล้วยังสามารถเลือกรูปแบบที่เราต้องการได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นปากแบบเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป จะแบบไหนก็ย่อมได้ ซึ่งการฉีดปากให้ได้รูปแบบดังกล่าวนั้น จะเกิดจากการฉีด ‘ฟิลเลอร์’ เข้าไปที่ การฉีดฟิลเลอร์น่าจะเป็นที่คุ้นหูของหลาย ๆ คนอยู่แล้ว ผลของการฉีดฟิลเลอร์ก็จะช่วยให้ปากเต็มอิ่ม อวบอิ่มได้รูปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี เราควรศึกษาข้อมูลการฉีดฟิลเลอร์ปากให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำ

การฉีดฟิลเลอร์ปากดีกว่าการผ่าตัดอย่างไร

การฉีดฟิลเลอร์ ใช้เวลาน้อยและไม่มีการลงเข็มบริเวณใบหน้า ทำให้ไม่ต้องพักฟื้นทั้งก่อนและหลังการฉีด นอกจากนั้นไม่ต้องมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าอีกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยแก้ไข้รูปปากที่ไม่เท่ากัน หรือไม่ได้ดั่งใจ เช่นปากคว่ำ ปากหนา ปากบางเกินไป ยิ้มแล้วเห็นเหงือก ริมฝีปากไม่เท่ากัน ช่วยให้ดูอายุน้อยลง เพราะเมื่ออายุมากขึ้นริมฝีปากก็จะบางลง แต่การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปจะทำให้ปากดูอวบอิ่ม มีน้ำมีนวลมากขึ้น ปรับบุคลิกภาพให้เรามั่นใจมากขึ้น เพราะเราสามารถเลือกแบบปากที่เราถูกใจและนำไปให้หมอช่วยดูได้ว่า แบบใดที่เหมาะสมจะอยู่บนหน้าเรา ข้อดีอีกอย่างของการฉีดฟิลเลอร์ปากคือ หากเราไม่พอใจกับรูปปากที่เราฉีดมา สามารถปรับแต่งแก้ไขได้ง่าย เพราะมีแผลคือแค่รอยเข็มที่ไม่ถึงอาทิตย์ก็จะหายไปแล้ว และสามารถกลบได้ด้วยลิปสติก

ฉีดปากเจ็บไหม

จากการศึกษาและสอบถามผ็มีประสบการณ์การฉีดปากมาแล้ว ทุกท่านบอกเป็นเสียเดียวกันว่าไม่เจ็บ เพราะก่อนฉีดทางคลินิกก็จะมีการทายาชา หรือแปะยาชาเอาไว้ก่อนฉีด 30 – 40 นาที หรือบางคนที่แพ้แบบแปะหรือทาก็ใช้ยาชาแบบฉีดได้ ทำให้ความเจ็บปวดไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด และในฟิลเลอร์บางยี่ห้อก็จะมียาชาผสมอยู่ด้วย เมื่อฉีดฟิลเลอร์ปากเสร็จเราจะสัมผัสได้ถึงความบวมตุ่ยบริเวณริมฝีปากของเราเหมือนมีก้อนบางอย่างเกาะอยู่ที่ปาก อย่าได้ตกใจไปเพราะเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดหลังการฉีดปากอยู่แล้ว ฟิลเลอร์จะใช้เวลาเซตตัว 3 – 4 วันแล้วจะเข้ารูปเอง แต่ช่วงเวลาที่จะดูสวยกำลังพอดีคือหลังจากหนึ่งอาทิตย์เป็นต้นไป ปากจะเริ่มยุบลง ไม่บวมตึงเหมือนตอนที่พึ่งฉีดมา

ฟิลเลอร์ปากต้องเติมบ่อยไหม

หลายคนอาจจะได้ยินมามากว่า ฟิลเลอร์ปากอยู่ได้ไม่นาน ประเดี๋ยวก็ละลายหายไปหมดแล้ว เราได้ไปลองศึกษาและเก็บสถิติจากคนที่เคยฉีดฟิลเลอร์ปากจริงมาแล้วพบว่า ฟิลเลอร์จะอยู่ได้เฉลี่ย 6 – 8 เดือนก็จะเริ่มละลายหายไปเป็นปากปกติแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ปัจจัยแรกคือชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ โดยปกติเราจะใช้สารที่ชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA ที่ทำจากน้ำตาลโมเลกุลซ้อน ไม่ก่อให้เกิอาการแพ้ แต่ถ้าจะให้อยู่นานกว่านั้นต้องเลือกที่เป็นฟิลเลอร์โมเลกุลหนัก ก็จะทนกว่าฟิลเลอร์โมเลกุลเบา ปัจจัยต่อมาคือความร้อน ใครที่ชอบทานของร้อนก็จะทำให้ฟิลเลอร์ละลายได้อย่างรวดเร็ว ข้อนี้ต้องระวังให้ดี ถ้าไม่อยากสูญเงินไวก็อย่าทานของร้อนบ่อยหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก คำแนะนำอื่นนอกเนื่อจากนี้คือ สาร Hyaluronic acid เป็นสารที่ชื่นชอบน้ำ ถ้าเราดื่มน้ำบ่อยๆก็จะช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ปากเต่งตึง อวบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติและอยู่คงทนกับเราไปได้นาน อย่าลืมดูแลฟิลเลอร์ปากด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ

ถ้าปากผิดรูปแก้ไขได้หรือไม่

เมื่อฟิลเลอร์เซตตัวแล้วบางท่านอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับรูปปากที่ได้มา ทำให้สงสัยว่าเราจะแก้รูปปากได้หรือไม่ เจ็บไหม ต้องนอนโรงพยาบาลรึเปล่า คำตอบคือ แก้ได้ การแก้ไขรูปปากหลักการฉีดฟิลเลอร์จะคล้ายกับตอนฉีดฟิลเลอร์เข้าไปที่ปากของเราเลย แต่จะเปลี่ยนสารที่ฉีดเข้าไป โดยใช้สารละลายที่ชื่อว่า Hyaluronidase เข้าไปละลายสาร Hyaluronic acid อีกที แต่ถ้าคนไข้ไม่ได้ฉีดสารดังกล่าว แต่ใช้ซิลิโคนหรืฟิลเลอร์ปลอมก็จำเป็นจะทำการผ่าตัด และขูดสารเหล่านี้ออกโดยวิธีการขูดนี้อาจจะทำให้เจ็บและอาจะต้องนอนโรงพยาบาล แต่การแก้แบบฉีดสารละลายไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้

ข้อดีของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

ข้อดีของการฉีดปากคือสามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องก้อนเนื้อตกค้าง หรือสารตกค้างในร่างกายเรา การฉีดฟิลเลอร์ได้ผลอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นยาวหรืออยู่โรงพยาบาล แต่อาจจะดูบวมขึ้นในช่วงวันแรกๆ แต่ไม่นานก็จะหายดีเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากการผ่าตัดอย่างมาก เพราะถ้าผ่าตัดไปแล้วจะแก้ให้เป็นแบบก่อนทำไม่ได้ แต่สำหรับฟิลเลอร์ถ้าไม่พอใจสามารถฉีดสารละลายแก้ไขให้กลับไปเป็นแบบก่อนฉีดได้ ข้อดีอีกอย่างของฟิลเลอร์คือ ช่วยแก้ไขรูปปากที่มีปัญหาตั้งแต่เกิดได้ เช่นปากเบี้ยว ปากบนล่างไม่เท่ากัน ปาดปิดไม่สนิท ยิ้มเห็นเหงือก ปากคว้ำ ปากบาง เป็นต้น และลูกค้าหลาย ๆ ท่านรีวิวด้วยว่าหลังฉีดปากแล้ว ทาลิปสติกแล้วดูสวยขึ้นเพราะปากเต็มแน่น ดูอวบอิ่ม สีชัดเจนขึ้นและที่สำคัญทำให้ลิปสติกไม่ตกร่องบนริมฝีปาก การเติมฟิลเลอร์ช่วยให้ปากอวบอิ่มขึ้นส่งผลให้ใบหน้าเราดูเด็กลงด้วย เมื่อปากอิ่มเอิ่บดูเป็นธรรมชาติแล้วนั้น ก็จะทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และเด็กลง แก้ปัญหาปากแห้งที่ทำให้ดูสุขภาพไม่ดีและดูมีอายุได้

ข้อเสียของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

สิ่งที่อันตรายของการฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใดบนใบหน้าก็ตามคือ การใช้ฟิลเลอร์ปลอม เพราะอาจทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนของฟิลเลอร์ หรือจับตัวกับกล้ามเนื้อบางมัดทำให้เกิดผังพือและไม่ย่อยละลายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าหากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญชำนาญการก็อาจจะทำให้ตัวเราเสี่ยงด้วยเช่นกัน บริเวณปากเป็นบริเวณที่เราใช้งานบ่อยสุด ไม่ว่าจะพูด หรือรับประทานอาหาร จึงส่งผลให้ฟิลเลอร์ปากเป็นจุดที่สลายได้ง่ายมากที่สุด โดยเฉพาะหากเราทานของร้อนบ่อยๆ สาร Hyaluronic acid ก็จะสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นข้อควรระวังหลังจากการฉีดปาก นอกจากการทานของร้อนแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ และการจูบก็ควรจะล่ะเว้นไว้ 2 -3 วันเช่นกัน

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

แพทย์จะเริ่มจากการประเมินรูปทรงปากที่คนไข้ต้องการกับรูปทรงที่เป็นไปได้ ก่อนทำ 30 – 40 นาที แพทย์จะทำการทายาชาหรือปะยาชาบริเวณที่จะฉีด หากใครแพ้ยาชาแบบครีมก็สามารถเลือกเป็นยาชาแบบฉีดได้เช่นกัน ราคาก็ขึ้นอยู่กับแต่ล่ะคลินิก เมื่อยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้วแพทย์ก็จะทำการฉีด โดยการฉีดนั้นทำได้หลายเทคนิค เช่น ฉีดจากข้างๆแก้มแล้วแทงมาที่ปาก หรืออีกเทคนิคคือจิ้มลงบนปากโดยตรงเลย เป็นต้น

หลังจากที่อ่านบทความข้างต้นไปแล้ว น่าจะช่วยให้ใครหลายๆคนคลายข้อสงสัยไปได้หลายข้อ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะเน้นอีกครั้งคือการหาคลินิคที่เชื่อถือได้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการฉีดให้เรา โดยการหารีวิวที่เชื่อถือได้จากเว็บไซต์ต่างๆ หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนเพราะผู้ที่เคยทำมาแล้วจะช่วยแนะนำเราได้อย่างชัดเจน เพราะตามเว็บไซต์ต่างๆอาจจะมีการปรุงแต่งเนื้อหา หรือมีการแต่งรูปเพื่อการโฆษณา นอกจากนั้นการดูแลตัวเองหลังจากฉีดปากก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน สิ่งสำคัญสำหรับฟิลเลอร์ที่ลืมไม่ได้เลยคือ การดื่มน้ำให้มากๆ เพราะสาร Hyaluronic acid เป็นสารอุ้มน้ำ ดังนั้นยิ่งดื่มน้ำมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะทำให้ริมฝีปากของเราอวบอิ่ม และเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ฉีดให้ริมฝีปากอวบอิ่มก็สามารถช่วยให้เราดูอ่อนเยาว์ลงได้ มาพบกับมหัศจรรย์ของการฉีดฟิลเลอร์ปากไปด้วยกัน

 

ฟิลเลอร์อยู่ได้นานไหม ต้องฉีดยี่ห้อไหนถึงจะดี

ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์ เป็นเทคโนโลยีเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีฟิลเลอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็จะมีรุ่นย่อย ๆ ให้เลือกใช้หลายชนิดรวมถึงแต่ละยี่ห้อก็จะมีระยะเวลาการอยู่ตัวของฟิลเลอร์ด้วยว่าอยู่ได้นานแค่ไหน วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่าแล้วฟิลเลอร์คืออะไร ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน ฟิลเลอร์คือ สารเติมเต็มผิว ที่ชื่อว่าไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ “HA” จะช่วยเติมเต็มใต้ชั้นผิว หรือช่วยเสริมในชั้นผิวหนังแม้กระทั่งใต้ผิวหนัง เราสามารถใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มในส่วนที่เป็นร่องลึก ให้กลับมาดูอวบอิ่ม เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ลงได้

หลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้วจะอยู่ได้นานแค่ไหน

โดยมาตรฐานของฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ จะมีอายุอยู่ได้ 8 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของสาร Hyaluronic Acid และรูปแบบการผลิต ว่าได้รับมาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยาหรือไม่ จำเป็นต้องเป็นสารที่เลียนแบบสารตามธรรมชาติ ต้องสามารถย่อยสลายได้เอง ตามกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกายและไม่มีการทิ้งสารตกค้างในร่างกาย อีกสิ่งที่ควรจะต้องระวังคือ ฟิลเลอร์ปลอม หรือ ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์รูปแบบนี้จะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง

คุณสมบัติของฟิลเลอร์ที่ควรทราบ

  1. ความแข็ง (Elasticity)

เราจะใช้ฟิลเลอร์ที่มีความแข็งในการปรับโยกโครงหน้าให้สูงขึ้น เพราะต้องฉีดเข้าไปถึงโครงหน้าในชั้นกระดูก ใช้ร่วมกับเทคนิคการฉีดแนวตั้ง ดังนั้นฟิลเลอร์จำเป็นต้องมีความทนต่อแรงกดในแนวตั้งอย่างมาก โดยเทคนิคดังกว่าจะใช้ในการฉีดคาง และจมูก เป็นต้น

  1. ความยืดหยุ่น (Plasticity Cohesiveness)

ความยืดหยุ่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการเลือกฟิลเลอร์ เพราะจุดที่จำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นสูงอย่าง ร่องแก้ม มุมปาก ข้างแก้ม ฟิลเลอร์ที่เราเลือกจำเป็นต้องทนต่อแรงบิดในแนวนอนได้ และทนต่อการขยับบ่อย ๆ ได้

  1. ความกระจายตัว (Tissue Integration)

คุณสมบัตินี้จำเป็นมากต่อคนที่มีผิวบางหรือผิวแห้ง เพราะเป็นคุณสมบัติที่ช่วยสมานผิวที่อยู่รอบ ๆ ฟิลเลอร์ที่เราฉีดไป จะทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปไม่จับตัวกันเป็นก้อน เรียบเนียนไปกับผิว

  1. ค่าความอุ้มน้ำ (Water holding)เราสามารถแบ่งความฟูของฟิลเลอร์ได้เป็น 2 ระดับด้วยกัน ระดับแรกคือ ฟูมาก คือฟิลเลอร์ที่มีค่าการอุ้มน้ำสูง ถ้าเราดื่มน้ำมากฟิลเลอร์ก็จะฟูมากเช่น ฉีดแค่ 1ซีซี ก็สามารถฟูได้ถึง 1.5ซีซี เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัด การดื่มน้ำช่วยก็จะได้ผลมาก เหมาะกับส่วนที่ต้องการการฟูมากเช่น ร่องแก้ม และขมับ แบบที่สองคือฟูน้อย แบบนี้ค่าการอุ้มน้ำน้อยกว่า เหมาะกับส่วนที่ไม่ต้องการความบวมหรืออิ่มน้ำมากเกินไป เช่น ใต้ตา เพราะไม่อย่างนั้นดูทำให้ดูตาบวม

     

  2. จำนวนการเชื่อมพันธะ (Crosslink)

ยี่ห้อที่เด่นด้านจำนวนการเชื่อมพันธะของฟิลเลอร์ คือ Juvederm ใช้ crosslink ที่มีประสิทธิภาพสูง (Vycross) อยู่ได้นานและปลอดภัย เป็นเนื้อเจลไม่เป็นเม็ด จำนวนการเชื่อมพันธะจะช่วยให้ทนต่อแรงบิดแนวนอนได้ มีค่าการกระจายตัวปานกลางเหมาะกับผิวบริเวณที่ต้องขยับบ่อย ๆ ฟิลเลอร์ที่มีจำนวนพันธะเยอะขึ้น จะอยู่ได้นานขึ้น ฟูน้อยลง และอุ้มน้ำได้น้อยลง แต่ถ้าปริมาณ crosslink เยอะเกินไปคือจะส่งผลให้สลายยากและเกิดการแพ้ได้ง่าย และหากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป จะมีโอกาสเกิดพังผืดหรือจับกันเป็นก้อนได้ ซึ่งจะพบได้ในฟิลเลอร์ที่มาตรฐานต่ำ, ฟิลเลอร์ปลอมจากจีน, ฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ผ่านมาตรฐานองค์การอาหารและยา

  1. ขนาดของเม็ดฟิลเลอร์ (Particle size)

ขนาดฟิลเลอร์แบ่งได้เป็น 2 ขนาดหลัก ๆ คือเม็ดเล็กและเม็ดใหญ่ ซึ่งแต่ล่ะแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ฟิลเลอร์ที่เม็ดใหญ่ก็จะอยู่ได้นาน และมีค่าความแข็งที่สูง การกระจายตัวต่ำ ยกหน้าชั้นที่อยู่ลึกได้ดี แต่จะไม่ทนต่อแรงบิดในแนวนอน ดังนั้นไม่ควรฉีดบริเวณที่มีการขยับบ่อย เพราะจะทำให้เม็ดฟิลเลอร์แตกตัวสลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ และสลายได้รวดเร็ว ยี่ห้อ Restylane จะโดดเด่นในด้านนี้ โดยจะทำงานร่วมกับ เทคนิคการม้วนขดเส้นใยลิขสิทธิ์เฉพาะของ Restylane เท่านั้น

ตำแหน่งที่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ และประมาณที่ควรใช้

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา : ช่วยลดความหมองคล้ำ เบ้าตาแพนด้า หรือเบาตาที่ลึกเกินไป ปริมาณที่ควรใช้เติมใต้ตาคือ 1-3 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์คาง : ปรับรูปหน้าให้เรียวยาวขึ้นและมีมิติ ปริมาณที่ควรใช้เติมคางคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้มตอบ : ลดรอยเหี่ยวย่นที่ร่องแก้มลง และเพิ่มเนื้อบริเวณแก้ม ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ปริมาณที่ควรใช้เติมร่องใต้มุมปากคือ 1-2 ml., เติมแก้ม แก้มตอบคือ 2-4 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์จมูก : เสริมความสูงของจมูกให้โด่งได้รูปแบบที่ต้องการ ปริมาณที่ควรใช้เติมจมูกคือ 1 ml., สำหรับจมูกหยดน้ำคือ 1 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก : ช่วยให้ใบหน้าดูเต่งตึง ไร้ริ้วรอย ปริมาณที่ควรใช้เติมหน้าผากคือ 4-6 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ปาก : ทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มมีน้ำมีนวล แก้ไข้อาการบกพร่อง เช่น ปากบางหรือปากเบี้ยวได้ ปริมาณที่ควรใช้เติมปากอวบอิ่มคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ขมับ : ทำให้โหนกแก้มดูยุบและหน้าดูหวานขึ้น ปริมาณที่ใช้เติมขมับคือ 2-3 ml.

การฉีดฟิลเลอร์หรือการรักษาโดยใช้ฟิลเลอร์แต่ละจุดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาบนใบหน้าของแต่ละบุคคล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าในแต่ละตำแหน่ง ควรใช้ปริมาณฟิลเลอร์เท่าไหร่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของคนไข้และปัญหาที่ต้องการแก้ไขเช่นกัน ทั้งนี้ปริมาณดังกล่าวเป็นปริมาณโดยประมาณเท่านั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง

ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองในประเทศไทย(อย.ไทย)

ฟิลเลอร์ในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด หลายรุ่น หลายราคาด้วยกัน แต่มีไม่กี่ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมและผ่านการรับรองจากจากองค์กรอาหารและยาของประเทศไทย และฟิลเลอร์แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันออกไป ข้อสำคัญคือก่อนฉีดทุกครั้งต้องปรึกษาแพทย์และเลือกแบบฟิลเลอร์ให้เหมาะกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข

  • Juvederm ฟิลเลอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา รับประกันคุณภาพมายาวนาน ตัวฟิลเลอร์ของยี่ห้อนี้ มีจะหลายรุ่นให้เลือก ตามความเหมาะสมของแต่ละส่วนบนใบหน้า
  • Ultra/ Ultra plus เป็น 2 รุ่น ที่ให้ความเข้มข้นของสารไฮยาลูรอนิค แอซิดสูง เหมาะในการเติมเต็มในตำแหน่งที่ต้องการปริมาตรมาก เช่น ขมับ แก้มตอบ แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มเทคโนโลยีแบบเก่า จึงมีอายุสั้นกว่าแบบอื่น ๆ อยู่ได้เพียง 1 ปี ถึง ปีครึ่ง
  • Voluma filler เน้นใช้กับคาง ขมับ หรือการฉีดยกกระชับใบหน้า
  • Volift filler ใช้สำหรับแก้ไขริ้วรอยร่องลึก ที่เกิดจากสภาวะแก่ก่อนวัย
  • Vobella filler ใช้สำหรับ ฉีดใต้ตา ฉีดปากอวบอิ่ม เมื่อนำมาใช้ฉีดแล้วจะทำให้ได้ใต้ตาที่ดูสวยเป็นธรรมชาติ
  • Volite filler ใช้สำหรับเติมความยืดหยุ่นให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น และลดรอยยับบนใบหน้า
  • Perfectha filler new generationจากประเทศฝรั่งเศส ผ่านการตรวจรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศไทย และต่างประเทศ
  • Belotero fillerหรือ colorful filler จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้รับความนิยมอย่างมาก ราคาไม่แพง
  • Restylanefiller จากประเทศสวีเดน เป็นอีกยี่ห้อที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก มี หลายรุ่นให้เลือก ขึ้นอยู่กับแต่ละตำแหน่งปัญหา
  • Neuramis filler จากประเทศเกาหลี ราคาประหยัด ผ่านการรับรองในประเทศไทยแล้ว
  • Revanesse fillerจากประเทศแคนนาดา เทคโนโลยีการผลิต Thixofix technology ผ่านการรับรองในประเทศไทยแล้ว

คำแนะนำทุกครั้งก่อนฉีดฟิลเลอร์คือต้องเป็นยี่ห้อที่ได้มาตรฐานและศึกษารีวิวของแพทย์และคลินิกที่ไว้ใจ ก่อนแกะกล่องแพทย์จะต้องแกะตรงหน้าทุกครั้ง ฉีดเสร็จต้องสามารถถ่ายรูปหรือนำกล่องกลับบ้านเพื่อนำไปตรวจสอบเลข Lot กับบริษัทที่นำเข้าได้ เพื่อความปลอดภัย

หน้าสวย เรียวได้ ด้วยฟิลเลอร์คาง

หลายคนคงมีปัญหาเรื่องหน้าที่ไม่ได้รูป รู้สึกคางสั้นไป ถ่ายรูปออกมาแล้วดูหน้าอ้วน ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ไม่อยากออกกล้อง ทั้ง ๆ ที่อุส่าแบกชุดสวยกับกล้องตัวใหม่ไปเที่ยวด้วยทั้งที อีกหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ถ้าอยากทำคางให้ยาวกว่านี้คงหนีไม่พ้นการศัลยกรรมเป็นแน่ อยากจะทุบหน้าแต่ก็กลัวเจ็บ ไหนจะค่าใช้จ่ายแพง ๆ หรือจะต้องบินไปทำสวยถึงเกาหลีก็คงจะไม่ไหว วันนี้เรามีทางออกให้คุณแล้วค่ะ คิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยิน การทำฟิลเลอร์คางมาบ้าง แต่วันนี้เราจะให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์คางให้ดีมากกว่าขึ้นกว่าเดิมจากบทความนี้ค่ะ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ?

ฟิลเลอร์คือสารสกัดจากธรรมชาติประเภท Hyaluronic Acid (ไฮยาลูรอนิค แอซิด) มีฤทธิ์เป็นสารเติมเต็ม สามารถฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูสมมาตรหรือเรียกว่า V shape (วี-เชป) ได้ นอกจากนั้นจาก Hyaluronic Acid ยังช่วยให้ผิวเต่งตึง ยกกระชับผิว ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงได้อีกด้วย หากเราฉีดด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและคุณหมอที่เชี่ยวชาญ การฉีดฟิลเลอร์คางของเราก็จะไม่น่ากลัวเลย อีกทั้งยังได้ผลลัพธ์ดีไม่แพ้การผ่าตัดศัลยกรรมอีกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ยังใช้เวลารวดเร็ว ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่มีความจำเป็นที่ต้องพักฟื้นทีโรงพยาบาลอีกด้วย ฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปีขึ้นอยู่กับคุณภาพของยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เราใช้ ฟิลเลอร์ที่สลายไปแล้วจะไม่มีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย และยังสามารถฉีดเพิ่มเติมได้เรื่อย ๆ แต่แนะนำให้ทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการ

ฉีดฟิลเลอร์คางที่ไหนดี

สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรกับใบหน้าเราคือ การศึกษาเลือกสถานที่และแพทย์ที่จะทำว่ามีความชำนาญแค่ไหนและคลินิกได้มาตราฐานหรือไม่ โดยสังเกตได้จากลักษณะต่อไปนี้

  1. เลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในงานหัตถกรรมด้านนี้ เพราะการทำศัลยกรรมคืองานหัตถกรรมที่ละเอียดอ่อน ถ้าผิดพลาดไปเราอาจจะไม่กล้าโชว์หน้าสวย ๆ  อีกก็เป็นได้ ดังนั้นการเลือกแพทย์ที่มีความถนัดเฉพาะด้านจึงสำคัญมาก เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามได้รูปเป็นธรรมชาติ

  1. เลือกคลินิกที่มีชื่อเสียง

คลินิกที่เลือกจำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข และควรศึกษาผ่านเว็ปไซต์ช่องทางต่าง ๆ  ศึกษาว่าคลินิกมีกรณีหรือเคสที่มีปัญหาหรือไม่ และในแต่ละเคสคลินิกมีการแก้ปัญหาอย่างไร หาภาพเปรียบเทียบผลงานก่อนและหลังทำหัตถกรรมของคลินิกนั้น ๆ

  1. หมั่นดูรีวิวและสอบถามผู้มีประสบการณ์มาก่อน

การสอบถามผู้ที่มีประสอบการการฉีดคางมาก่อนนั้น ถือว่าช่วยได้มากเพราะจำทำให้เรารู้ว่าจุดไหนที่ควรระวัง แพทย์และคลินิกไหนมีชื่อเสียง สามารถไปตามได้ไหม เพราะการที่เคยมีคนไปก่อนแล้วจะทำให้เรามั่นใจและเชื่อมั่นในคลินิกนั้นได้มากขึ้น อีกทั้งเราสามารถดูงานจากใบหน้าผู้ที่เราสอบถามได้กับตา ยิ่งถ้าเป็นคนสนิทเราก็ควรจะลองสัมผัสว่าเนื้อฟิลเลอร์ที่ถูกฉีดเข้ามาบนใบหน้าเรานั้นเป็นแบบที่เราต้องการหรือไม่ และคนสนิทจะสามารถพูดถึงข้อดีและข้อเสียได้แบบจริงใจด้วย

ข้อดีข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น การทำฟิลเลอร์ก็เช่นกัน

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์คาง

  • การฉีดฟิลเลอร์คางเหมาะกับคนที่ต้องการใบหน้าที่เรียวสวยแบบเร่งด่วน เพราะใช้เวลาไม่นาน แต่ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว พอฉีดเสร็จก็จะได้ใบหน้าเรียวยาว สวยทันที อาจจะมีรอยเข็มใต้คางเล็กน้อยแต่ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ก็จะหายไปแล้ว
  • ไม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล เพราะจะใช้เพียงแค่เข็มฉีดเข้าไปใต้คางเท่านั้น ไม่มีการเปิดแผลหรือการลงมีดบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเราไม่ต้องนอนพักหรือนอนเตรียมตัวที่โรงพยาบาลเลย ฉีดเสร็จเดินกลับบ้านพร้อมคางใหม่ไฉไลกว่าเดิม
  • สามารถปรับแก้ฟิลเลอร์คางได้ตลอดเวลา เพราะหากเยอะเกินไปจะมีสารสลายฟิลเลอร์ ฉีดลงไปเพื่อย่อยสลายบางส่วนออกได้ทันที หากน้อยเกินไปก็เดิมได้ตลอดเวลา
  • การฉีดฟิลเลอร์จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดเสริมคาง หากให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีเทคนิคดีๆ ก็จะได้คางที่ธรรมชาติมากๆ และควรใช้ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานร่วมกันด้วย เพราะฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานจะไม่ทำให้ค้างย้อย หรือ ไหลจนผิดรูป
  • ฟิลเลอร์สามารถย่อยสลายได้แต่ไม่ทำให้เนื้อคางผิดรูปหรือหนังคางยืดย้วยห้อยลงมาแต่อย่างใด และเมื่อฟิลเลอร์หมดไปแล้วก็สามารถฉีดใหม่ได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

  • ฟิลเลอร์มีอายุเพียง 1 – 2 ปี เท่านั้น ทำให้ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลามาเติมบ่อยๆ
  • หากฉีดโดยแพทย์ที่ไม่เชียวชาญ อาจจะมีผลให้คางผิดรูปได้เพราะถ้าฉีดไปโดนกล้ามเนื้อที่สำคัญ จะทำให้ฟิลเลอร์เกาะกันเป็นก้อนได้ และถ้าฉีดไม่ลึกพอ ฟิลเลอร์ก็จะถูกกล้ามเนื้อดึงมารวมกันทำให้เวลาพูดหรือยิ้ม เห็นฟิลเลอร์เป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ วิธีแก้คือต้องฉีดเข้าไปสลายฟิลเลอร์ที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้นก่อน แล้วค่อยฉีดฟิลเลอร์ใหม่ แต่หากยังไม่ได้ผลอีกก็จำเป็นต้องฉีดโบท็อกเข้าที่กล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อมาดึงฟิลเลอร์และจับกันเป็นก้อนอีก

การเลือกฟิลเลอร์แท้ทำอย่างไร

การศึกษาและรู้จักฟิลเลอร์แท้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลเสียของฟิลเลอร์ปลอมย่อมมีมากไม่แพ้ข้อดีของฟิลเลอร์แน่นอน ฟิลเลอร์ปลอมจะย่อยสลายเร็วอยู่ได้ไม่นานก็จะหายไป นอกจากนั้นยังย้อย เป็นก้อนแข็งด้วย ของปลอมที่เราพอเจอบ่อยๆคือ ของที่ลักลอบนำเข้าไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน เราจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องศึกษาการดูฟิลเลอร์ของแท้ ยี่ห้อฟิลเลอร์แท้ที่พบเจอได้บ่อย ได้แก่ Perfectha subskin, Juvederm UltraPlusXC, Juvedrem Voluma, Juvedrem Vobella, Restylane และ Restylane Perlane Lyft เป็นต้น หากพบเห็นว่าเป็นชื่อเหล่านี้มั่นใจได้เลยว่าเป็นของแท้แน่นอน

วิธีการดูฟิลเลอร์ของแท้

  • มีป้ายภาษาไทยหรือมีเอกสารกำกับภาษาไทยอยู่ในกล่อง
  • มีเลข Lot ที่กล่อง, ซอง, สติกเกอร์, หลอดเป็นเลขเดียวกัน
  • กล่องไม่ถูกเปิดใช้งานมาก่อนและมีสติกเกอร์ซีลปิดบริเวณปากกล่อง
  • โดยที่เราสามารถโทรไปสอบถามเลข Lot ได้กับบริษัทที่ผลิตหรือนำเข้า

การดูแลตัวเองหลังฉีดคาง

การดูแลตัวเองหลังจากฉีดคางเป็นอีกหนึ่งเรืองที่สำคัญ จริง ๆ แล้วจะใช้เวลาที่ฟิลเลอร์เซตตัวไม่นาน ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ก็สามารถใช้ชีวิตแบบไม่ต้องระวังได้แล้ว

  1. พยายามหลีกลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวกับความร้อน เช่น การเข้าซาวน่า การไดร์ผม หรือการทำอาหารหน้าเตาร้อน ๆ เป็นต้น เพราะกิจกรรมเหล่านั้นส่งผลให้ผิวมีการหดและขยายตัว มีผลกับการจัดรูปของฟิลเลอร์ได้
  2. งดการออกกำลังกายประมาณ 48 ชั่วโมง การออกกำลังการทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง นอกจากนั้นยังทำให้ร่างกายเสียน้ำ ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื่น และการเคลื่อนไวที่รุนแรงอาจทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปด้วย
  3. ควรระวังท่าในการนอน โดยเฉพาะการนอนคว่ำหน้าเพราะคางอาจจะไปเคยกับหมอนทำให้คางเสียรูปได้
  4. หลีกเลี่ยงการสวมหมวกกันน็อคที่รัดแน่น เพราะจะทำให้คางเสียรูป
  5. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือการสัมผัสใบหน้า เพราะจังหวะที่เราจับหน้าเราอาจจะกะน้ำหนักมือไม่ดี และทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะช่วยให้หลาย ๆ ท่านตัดสินใจในการฉีดฟิลเลอร์คางได้ไม่มากก็น้อย การฉีดฟิลเลอร์ไม่มีความเสี่ยงเพียงแต่ต้องหาข้อมูลเยอะ ๆ อ่านรีวิวและสอบถามจากผู้มีประสบการณ์ พกความกล้าเดินเข้าคลินิกและออกมาพร้อมกับใบหน้าเรียวยาว อย่างเป็นธรรมชาติได้เลย