มหัศจรรย์ฟิลเลอร์ปาก ลดอายุ

เทรนการฉีดปากกำลังเป็นที่สนใจของทุกคน เพราะนอกจากจะไม่เจ็บตัวมาก แล้วยังสามารถเลือกรูปแบบที่เราต้องการได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นปากแบบเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป จะแบบไหนก็ย่อมได้ ซึ่งการฉีดปากให้ได้รูปแบบดังกล่าวนั้น จะเกิดจากการฉีด ‘ฟิลเลอร์’ เข้าไปที่ การฉีดฟิลเลอร์น่าจะเป็นที่คุ้นหูของหลาย ๆ คนอยู่แล้ว ผลของการฉีดฟิลเลอร์ก็จะช่วยให้ปากเต็มอิ่ม อวบอิ่มได้รูปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี เราควรศึกษาข้อมูลการฉีดฟิลเลอร์ปากให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำ

การฉีดฟิลเลอร์ปากดีกว่าการผ่าตัดอย่างไร

การฉีดฟิลเลอร์ ใช้เวลาน้อยและไม่มีการลงเข็มบริเวณใบหน้า ทำให้ไม่ต้องพักฟื้นทั้งก่อนและหลังการฉีด นอกจากนั้นไม่ต้องมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าอีกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยแก้ไข้รูปปากที่ไม่เท่ากัน หรือไม่ได้ดั่งใจ เช่นปากคว่ำ ปากหนา ปากบางเกินไป ยิ้มแล้วเห็นเหงือก ริมฝีปากไม่เท่ากัน ช่วยให้ดูอายุน้อยลง เพราะเมื่ออายุมากขึ้นริมฝีปากก็จะบางลง แต่การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปจะทำให้ปากดูอวบอิ่ม มีน้ำมีนวลมากขึ้น ปรับบุคลิกภาพให้เรามั่นใจมากขึ้น เพราะเราสามารถเลือกแบบปากที่เราถูกใจและนำไปให้หมอช่วยดูได้ว่า แบบใดที่เหมาะสมจะอยู่บนหน้าเรา ข้อดีอีกอย่างของการฉีดฟิลเลอร์ปากคือ หากเราไม่พอใจกับรูปปากที่เราฉีดมา สามารถปรับแต่งแก้ไขได้ง่าย เพราะมีแผลคือแค่รอยเข็มที่ไม่ถึงอาทิตย์ก็จะหายไปแล้ว และสามารถกลบได้ด้วยลิปสติก

ฉีดปากเจ็บไหม

จากการศึกษาและสอบถามผ็มีประสบการณ์การฉีดปากมาแล้ว ทุกท่านบอกเป็นเสียเดียวกันว่าไม่เจ็บ เพราะก่อนฉีดทางคลินิกก็จะมีการทายาชา หรือแปะยาชาเอาไว้ก่อนฉีด 30 – 40 นาที หรือบางคนที่แพ้แบบแปะหรือทาก็ใช้ยาชาแบบฉีดได้ ทำให้ความเจ็บปวดไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด และในฟิลเลอร์บางยี่ห้อก็จะมียาชาผสมอยู่ด้วย เมื่อฉีดฟิลเลอร์ปากเสร็จเราจะสัมผัสได้ถึงความบวมตุ่ยบริเวณริมฝีปากของเราเหมือนมีก้อนบางอย่างเกาะอยู่ที่ปาก อย่าได้ตกใจไปเพราะเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดหลังการฉีดปากอยู่แล้ว ฟิลเลอร์จะใช้เวลาเซตตัว 3 – 4 วันแล้วจะเข้ารูปเอง แต่ช่วงเวลาที่จะดูสวยกำลังพอดีคือหลังจากหนึ่งอาทิตย์เป็นต้นไป ปากจะเริ่มยุบลง ไม่บวมตึงเหมือนตอนที่พึ่งฉีดมา

ฟิลเลอร์ปากต้องเติมบ่อยไหม

หลายคนอาจจะได้ยินมามากว่า ฟิลเลอร์ปากอยู่ได้ไม่นาน ประเดี๋ยวก็ละลายหายไปหมดแล้ว เราได้ไปลองศึกษาและเก็บสถิติจากคนที่เคยฉีดฟิลเลอร์ปากจริงมาแล้วพบว่า ฟิลเลอร์จะอยู่ได้เฉลี่ย 6 – 8 เดือนก็จะเริ่มละลายหายไปเป็นปากปกติแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ปัจจัยแรกคือชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ โดยปกติเราจะใช้สารที่ชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA ที่ทำจากน้ำตาลโมเลกุลซ้อน ไม่ก่อให้เกิอาการแพ้ แต่ถ้าจะให้อยู่นานกว่านั้นต้องเลือกที่เป็นฟิลเลอร์โมเลกุลหนัก ก็จะทนกว่าฟิลเลอร์โมเลกุลเบา ปัจจัยต่อมาคือความร้อน ใครที่ชอบทานของร้อนก็จะทำให้ฟิลเลอร์ละลายได้อย่างรวดเร็ว ข้อนี้ต้องระวังให้ดี ถ้าไม่อยากสูญเงินไวก็อย่าทานของร้อนบ่อยหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก คำแนะนำอื่นนอกเนื่อจากนี้คือ สาร Hyaluronic acid เป็นสารที่ชื่นชอบน้ำ ถ้าเราดื่มน้ำบ่อยๆก็จะช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ปากเต่งตึง อวบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติและอยู่คงทนกับเราไปได้นาน อย่าลืมดูแลฟิลเลอร์ปากด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ

ถ้าปากผิดรูปแก้ไขได้หรือไม่

เมื่อฟิลเลอร์เซตตัวแล้วบางท่านอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับรูปปากที่ได้มา ทำให้สงสัยว่าเราจะแก้รูปปากได้หรือไม่ เจ็บไหม ต้องนอนโรงพยาบาลรึเปล่า คำตอบคือ แก้ได้ การแก้ไขรูปปากหลักการฉีดฟิลเลอร์จะคล้ายกับตอนฉีดฟิลเลอร์เข้าไปที่ปากของเราเลย แต่จะเปลี่ยนสารที่ฉีดเข้าไป โดยใช้สารละลายที่ชื่อว่า Hyaluronidase เข้าไปละลายสาร Hyaluronic acid อีกที แต่ถ้าคนไข้ไม่ได้ฉีดสารดังกล่าว แต่ใช้ซิลิโคนหรืฟิลเลอร์ปลอมก็จำเป็นจะทำการผ่าตัด และขูดสารเหล่านี้ออกโดยวิธีการขูดนี้อาจจะทำให้เจ็บและอาจะต้องนอนโรงพยาบาล แต่การแก้แบบฉีดสารละลายไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้

ข้อดีของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

ข้อดีของการฉีดปากคือสามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องก้อนเนื้อตกค้าง หรือสารตกค้างในร่างกายเรา การฉีดฟิลเลอร์ได้ผลอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นยาวหรืออยู่โรงพยาบาล แต่อาจจะดูบวมขึ้นในช่วงวันแรกๆ แต่ไม่นานก็จะหายดีเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากการผ่าตัดอย่างมาก เพราะถ้าผ่าตัดไปแล้วจะแก้ให้เป็นแบบก่อนทำไม่ได้ แต่สำหรับฟิลเลอร์ถ้าไม่พอใจสามารถฉีดสารละลายแก้ไขให้กลับไปเป็นแบบก่อนฉีดได้ ข้อดีอีกอย่างของฟิลเลอร์คือ ช่วยแก้ไขรูปปากที่มีปัญหาตั้งแต่เกิดได้ เช่นปากเบี้ยว ปากบนล่างไม่เท่ากัน ปาดปิดไม่สนิท ยิ้มเห็นเหงือก ปากคว้ำ ปากบาง เป็นต้น และลูกค้าหลาย ๆ ท่านรีวิวด้วยว่าหลังฉีดปากแล้ว ทาลิปสติกแล้วดูสวยขึ้นเพราะปากเต็มแน่น ดูอวบอิ่ม สีชัดเจนขึ้นและที่สำคัญทำให้ลิปสติกไม่ตกร่องบนริมฝีปาก การเติมฟิลเลอร์ช่วยให้ปากอวบอิ่มขึ้นส่งผลให้ใบหน้าเราดูเด็กลงด้วย เมื่อปากอิ่มเอิ่บดูเป็นธรรมชาติแล้วนั้น ก็จะทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และเด็กลง แก้ปัญหาปากแห้งที่ทำให้ดูสุขภาพไม่ดีและดูมีอายุได้

ข้อเสียของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

สิ่งที่อันตรายของการฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใดบนใบหน้าก็ตามคือ การใช้ฟิลเลอร์ปลอม เพราะอาจทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนของฟิลเลอร์ หรือจับตัวกับกล้ามเนื้อบางมัดทำให้เกิดผังพือและไม่ย่อยละลายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าหากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญชำนาญการก็อาจจะทำให้ตัวเราเสี่ยงด้วยเช่นกัน บริเวณปากเป็นบริเวณที่เราใช้งานบ่อยสุด ไม่ว่าจะพูด หรือรับประทานอาหาร จึงส่งผลให้ฟิลเลอร์ปากเป็นจุดที่สลายได้ง่ายมากที่สุด โดยเฉพาะหากเราทานของร้อนบ่อยๆ สาร Hyaluronic acid ก็จะสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นข้อควรระวังหลังจากการฉีดปาก นอกจากการทานของร้อนแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ และการจูบก็ควรจะล่ะเว้นไว้ 2 -3 วันเช่นกัน

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

แพทย์จะเริ่มจากการประเมินรูปทรงปากที่คนไข้ต้องการกับรูปทรงที่เป็นไปได้ ก่อนทำ 30 – 40 นาที แพทย์จะทำการทายาชาหรือปะยาชาบริเวณที่จะฉีด หากใครแพ้ยาชาแบบครีมก็สามารถเลือกเป็นยาชาแบบฉีดได้เช่นกัน ราคาก็ขึ้นอยู่กับแต่ล่ะคลินิก เมื่อยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้วแพทย์ก็จะทำการฉีด โดยการฉีดนั้นทำได้หลายเทคนิค เช่น ฉีดจากข้างๆแก้มแล้วแทงมาที่ปาก หรืออีกเทคนิคคือจิ้มลงบนปากโดยตรงเลย เป็นต้น

หลังจากที่อ่านบทความข้างต้นไปแล้ว น่าจะช่วยให้ใครหลายๆคนคลายข้อสงสัยไปได้หลายข้อ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะเน้นอีกครั้งคือการหาคลินิคที่เชื่อถือได้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการฉีดให้เรา โดยการหารีวิวที่เชื่อถือได้จากเว็บไซต์ต่างๆ หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนเพราะผู้ที่เคยทำมาแล้วจะช่วยแนะนำเราได้อย่างชัดเจน เพราะตามเว็บไซต์ต่างๆอาจจะมีการปรุงแต่งเนื้อหา หรือมีการแต่งรูปเพื่อการโฆษณา นอกจากนั้นการดูแลตัวเองหลังจากฉีดปากก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน สิ่งสำคัญสำหรับฟิลเลอร์ที่ลืมไม่ได้เลยคือ การดื่มน้ำให้มากๆ เพราะสาร Hyaluronic acid เป็นสารอุ้มน้ำ ดังนั้นยิ่งดื่มน้ำมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะทำให้ริมฝีปากของเราอวบอิ่ม และเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ฉีดให้ริมฝีปากอวบอิ่มก็สามารถช่วยให้เราดูอ่อนเยาว์ลงได้ มาพบกับมหัศจรรย์ของการฉีดฟิลเลอร์ปากไปด้วยกัน

 

HIFU ดีอย่างไร ทำแล้วกี่วันเห็นผล

อยากมีใบหน้าที่เด็ก แต่ไม่อยากเจ็บตัว หลายคนจึงเลือกนวัตกรรมใหม่อย่าง HIFU (ไฮฟู) เพราะเป็นการยกกระชับหน้าแบบที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้คลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตราย และไม่มีผลข้างเคียง แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น เรามาดูข้อดีและผลลัพธ์ที่จะได้จากการทำ HIFU กันก่อน เพราะการทำมีราคาค่อนข้างสูง จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนทำ HIFU คืออะไร? ดีอย่างไร? กี่วันเห็นผล? ตามมาหาคำตอบกันได้เลย

HIFU คืออะไร?

HIFU (High Intensity Focus Ultrasound) นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ช่วยยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ด้วยการนำส่งคลื่น Ultrasound ลงไปยังชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า คล้ายกับวิธีการทำด้วย Ulthera ต่างกันตรงที่ HIFU จะใช้คลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1000 ครั้งต่อวินาที โดยหัวยิงของเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ยิงคลื่นได้ในระยะความลึกที่แม่นยำ และพลังงานที่เสถียรในแต่ละจุด เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย ทำให้ยกกระชับผิวให้ตึงยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ผิวดูอ่อนวัย

HIFU ดีอย่างไร?

ด้วยเพราะหลักการทำงานของ HIFU นั้น เป็นการปล่อยคลื่นความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผิวหน้าของแต่ละคน และยิงลงสู่ชั้นผิว SMAS ที่เป็นชั้นพังผืดรองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ลึกถึง 4.5 mm. เมื่อมีการปล่อยคลื่นพลังงานความร้อนลงบนผิว จึงทำให้ชั้นผิวหดลง โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวเบิร์น อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา จึงสามารถช่วยเน้นที่บริเวณใต้ตาและรอบดวงตาได้โดยตรง ช่วยยกกระชับผิวได้ทันที และเห็นผลลัพธ์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรก แก้ปัญหายกมุมปาก หนังตาตก คิ้วตก และใบหน้าหย่อนคล้อย เป็นวิธีที่ช่วยยกกระชับผิวได้ทั้งใบหน้า เหนียง และลำคอ รวมถึงต้นแขนและต้นขา ดีต่อคนที่กลัวเข็ม หรือยังไม่อยากทำศัลยกรรมผ่าตัด ไม่อยากนอนพักฟื้น HIFU จึงเป็นตัวเลือกที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

HIFU เหมาะกับใคร?

การทำ HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อย และต้องการให้ผิวตึง กระชับ ได้รูปทรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ที่มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือหนังตาตก คิ้วตก ใต้ตาห้อย แก้มย้อย มีริ้วรอย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะยิ่งทำให้ผิวหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างการจะลดการสร้างคอลลาเจนลง ส่งผลให้ผิวหน้าเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยได้

อายุที่เหมาะสมที่สามารถทำได้ เมื่ออายุเกิน 20 ปี อิลาสตินในชั้นผิวของเราจะเริ่มยืดออก ส่งผลให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย และเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการสร้างคอลลาเจนลง 1.5% และเมื่ออายุ 40 ปี กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะลดลงถึง 30% ทำให้ผิวเริ่มเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยลง มีร่องใต้ตา ร่องแก้ม หากปล่อยเวลาให้ยืดออกไป ผิวหน้าเราจะหย่อนคล้อยแบบทวีคูณ เพราะฉะนั้นหากเราต้องการกระชับใบหน้าให้ตึง เรียบเนียน อยู่ตลอดเวลานั้น ก็สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องรอให้ถึง 40 ปี ยิ่งทำตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องมุมปาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เราดูแก่ก่อนวัย และใบหน้าดูโทรมได้ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ก็สามารถทำ HIFU ได้เช่นกัน โดยการยกกระชับรูปหน้าและยกแนวคิ้ว รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย ลดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ให้กลับมาสดใส ดูผิวเรียบเนียนกระชับขึ้นได้

HIFU กี่วันเห็นผล?

หลังจากทำ HIFU จะเห็นผลทันทีเลยประมาณ 20-30% เนื่องจากผิวจะหดจากความร้อนที่ลงใต้ผิวประมาณ 60-70 องศา ทำให้ผิวเกิดการยกกระชับขึ้นในทันที และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นเต็มที่ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนหลังทำ โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน และอาจอยู่ได้นานถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและคนไข้ทนเจ็บได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการทำ HIFU ให้ได้ผลนานนั้น จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บ หากทำแล้วไม่เจ็บ อาจเป็นเพราะแพทย์ใช้คลื่นพลังงานที่ไม่สูง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน้อยลงไปด้วย ระยะเวลาการอยู่ก็จะสั้นลงเช่นกัน

HIFU ต่างจาก Ulthera อย่างไร?

Ulthera จะเป็นเครื่องที่ใช้พลังงานสูงกว่า HIFU 2 เท่า ทำให้ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานกว่า 2 เท่าเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บที่มากกว่า และเครื่อง Ulthera จะมีหน้าจอเพื่อระบุความลึกของการยิง ทำให้การยิงพลังงานลงในชั้น SMAS ได้ผลแม่นยำมากขึ้น แต่หากว่าแพทย์ที่มีความชำนาญแล้ว จะไม่มองที่หน้าจอ และอาศัยความชำนาญในการยิง ก็จะได้ผลที่ไม่ต่างจากการทำ HIFU เลย และหากเทียบความคุ้มค่าแล้ว การทำ HIFU จะคุ้มค่าและคุ้มราคาที่ต้องจ่ายไปมากกว่า หากเทียบผลของการยิงแบบช็อตต่อช็อต

HIFU ไม่ควรทำร่วมกับหัตถการอะไรบ้าง?

การรักษาผิวหน้าหย่อนคล้อยด้วยนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทำร่วมกันหรือผสมผสานกันได้ เช่น เราสามารถทำ HIFU ควบคู่ไปกับการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม ฉีดเมโสแฟต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรทำร่วมกับ Ulthera เพราะวิธีการและผลลัพธ์มีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการทำซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สำหรับคนที่ต้องการร้อยไหมและทำ HIFU ไปพร้อม ๆ กันนั้น สามารถทำทั้งสองอย่างร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อวิเคราะห์และประเมินว่าควรทำอะไรก่อนหลังเพื่อจะได้เห็นผลมากที่สุด เพราะปัญหาใบหน้าของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน รวมถึงการดูแลของแพทย์จะทำให้เราปลอดภัยในการทำอีกด้วย

ดูแลตนเองอย่างไรก่อนและหลังทำ HIFU

ก่อนทำ HIFU ควรเตรียมตัวอย่างไร

– นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

– งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิด

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

หลังทำ HIFU ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

– งดการสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะจะไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

– หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ เพื่อให้คอลลาเจนฟื้นฟู

– ทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แต่ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปเผชิญแสงแดดและมลภาวะนอกบ้าน โดยแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

– สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่งดการนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ

– หากมีอาการตึงที่ผิว สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อลดอาการได้

สรุปข้อดีและผลข้างเคียงจากการทำ HIFU

การทำ HIFU นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยไม่เยอะ มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องปาก ไม่ลึกมากนัก ซึ่งราคาของการทำ HIFU นั้นไม่แพงจนเกินไป สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง สำหรับคนที่ทนเจ็บทำ Ulthera ไม่ไหว ก็สามารถเลือกวิธีนี้ได้ นอกจากนี้หลังการทำ HIFU จะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ นอกจากจะรู้สึกอุ่น ๆ ในขณะที่ทำเท่านั้น แต่ผิวจะไม่เบิร์นหรือแสบร้อนแต่อย่างใด แถมยังสามารถทำการรักษาอย่างอื่นได้อีก จัดได้ว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ ทั้งนี้ขณะทำการรักษาแพทย์จะใช้ยาชาทาเพื่อลดอาการเจ็บปวดลง ทำให้หลังจากทำ HIFU สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยที่ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนรอยแดงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำนั้นจะหายเองได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

เพื่อความสวยงามและผิวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป การทำ HIFU เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้คุณดูอ่อนวัยลง ทั้งยังช่วยคืนความสาว ความสดใส ให้กลับคืนมา แก้ปัญหาความหย่อนคล้อย และริ้วรอยต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแนะนำก่อนทุกครั้ง และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

 

บอกเล่าประสบการณ์ก่อนทํา Ulthera และข้อควรระวังที่ควรรู้

นวัตกรรมการทำ Ulthera คือหนึ่งในเทคโนโลยีกระชับใบหน้ายอดนิยม เนื่องจากมีจุดเด่นในการรักษาคือ ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ทันทีหลังทำ กรอบหน้าชัดเจนขึ้น ช่วยลดริ้วรอย มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเรียบเนียน อิ่มฟู และรูขุมขนกระชับ ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่กลับได้ใบหน้าที่เรียวสวยไม่หย่อนคล้อยกลับคืนมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำกันนั้น เราได้รวบรวมรวมประสบการณ์ก่อนทำ Ulthera และข้อควรรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพิจารณาได้ง่ายยิ่งขึ้น

รู้ไว้ก่อนทำ Ulthera

  1. อย่างแรกเลยคือต้องรู้ถึงปัญหาของใบหน้าตนเองก่อน เพราะนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลายวิธีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ulthera, Thermage หรือ HIFU ซึ่งหากว่าคุณเป็นคนที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อใบหน้า ต้องการลดริ้วรอย และต้องการให้หน้าได้รูปชัดเจน การทำ Ulthera ก็จะเหมาะสมสำหรับคุณที่สุด เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่สามารถยิงลึกลงไปถึงผิวชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังที่ช่วยพยุงโครงร่างผิวหนังไว้ ทำให้มีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าได้เป็นอย่างดี
  2. แม้ว่าเทคโนโยลีการทำ Ulthera นั้นจะไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะมีความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นได้ เนื่องจากได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำการยกกระชับหรือดึงหน้าให้ตึง ยิ่งลึกลงใต้ชั้นผิวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเจ็บมากเท่านั้น หากคุณไม่สามารถทนเจ็บได้ อาจจะพิจารณาเลือกเป็นเทคโนโลยีอื่นอย่าง Thermage แทน
  3. หากมีปัญหาในบริเวณอื่น ๆ ที่ผิวค่อนข้างบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก การรักษาด้วยวิธี Ulthera อาจไม่สามารถช่วยยกกระชับได้ แต่แพทย์สามารถผสมผสานเทคโนโลยีระหว่าง Ulthera และ Thermage ในการรักษาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้
  4. ค่าใช้จ่ายในการทำ แม้ว่า Ulthera และ Thermage จะมีราคาใกล้เคียงกัน แต่การรักษาด้วย Ulthera จะคุมงบประมาณได้มากกว่า เพราะสามารถเลือกทำบริเวณที่ต้องการก่อน และกำหนดจำนวนช็อตที่จะทำได้ เช่น อยากยกกระชับบริเวณคิ้วและหางตา ก็อาจจะใช้เงินที่ไม่มากนักในการทำแต่ละครั้ง
  5. ระยะเวลาของการเห็นผล การทำ Ulthera จะเห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะรู้สึกถึงผิวกระชับได้ในการทำครั้งแรกประมาณ 20-30% แต่เนื่องจาก Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดทำศัลยกรรม จึงทำให้ไม่สามารถเห็นผลชัดเจน 100% ได้ในทันที ต้องใช้ระยะเวลา โดยจะเห็นชัดขึ้นหลังทำประมาณ 3-6 เดือน และผลจะคงอยู่นาน 1-2 ปี แล้วแต่สภาพผิวและการดูแลของแต่ละคน
  6. ความปลอดภัยในการทำ การทำ Ulthera มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA เครื่องมือที่ใช้ทำจึงมีมาตรฐานและปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก่อนทำต้องสอบถามให้แน่ชัดและสังเกตให้ดีก่อนว่า เครื่องที่คลินิกหรือสถานประกอบการนั้น ๆ ใช้ เป็นเครื่องแท้หรือไม่ เพราะหากเป็นเครื่องลอกเลียนแบบจะทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านของผลลัพธ์ที่ได้และผลข้างเคียงจากการทำ

Ulthera, Thermage และ HIFU แตกต่างกันอย่างไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวหน้าทั้ง 3 แบบ อย่าง Ulthera, Thermage และ HIFU นั้น ล้วนแล้วแต่ช่วยให้ใบหน้ากระชับ ปรับรูปหน้า แต่เทคโนโลยีแต่ละอย่างนั้น ก็ย่อมมีวิธีการแตกต่างกันออกไป ใครที่สนใจในการทำ Ulthera นั้น มาดูความแตกต่างของการยกกระชับทั้ง 3 แบบนี้กันก่อน เพื่อจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

– Ulthera นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ลงไปยังชั้น SMAS ที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อ เป็นชั้นผิวที่ลึกที่สุด มีความแม่นยำสูง ความร้อนที่ยิงลงไปทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้เกิดการยกกระชับทันที และผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– Thermage นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดียว สามารถปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่มีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบสูงสุด ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้เกิดการกระชับของผิว ผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอย และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้มีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– HIFU นวัตกรรมยกกระชับที่ปล่อยคลื่นพลังงานอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงลงบริเวณที่ทำ ลึกลงไปยังชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยลดไขมันข้างแก้ม แก้ปัญหาเหนียงและคางสองชั้น ลดริ้วรอยให้ตื้นและเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี และต้องมีการทำซ้ำทุก ๆ 2 เดือน

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง ของการทำ Ulthera ที่ควรรู้

  1. ก่อนจะทำ Ulthera ควรศึกษารายละเอียดของการรักษาให้ดีเสียก่อนว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง เพราะการรักษาด้วย Ulthera นั้น เน้นไปที่การยกกระชับใบหน้า ให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่สามารถช่วยลดร่องรอยจุดด่างดำ หรือช่วยบำรุงผิวได้โดยตรง และอยู่ได้เพียง 1-2 ปี เป็นทางเลือกที่ดีของคนที่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า
  2. ควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ สะอาด และถูกหลักอนามัย ตั้งอยู่ในแหล่งที่เป็นที่รู้จักและหาง่าย ไม่ใช่คลินิกเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในซอกซอยที่ลึกลับ และใช้เครื่องมือนำเข้าอย่างถูกต้อง เป็นของแท้ มีการรับรองจาก FDA จากอเมริกา และ อย.ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ตรวจสอบได้ เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลลัพธ์ที่จะได้
  3. แพทย์ที่จะทำต้องจบด้านการแพทย์โดยตรง และมีประสบการณ์ในด้านศัลยกรรมความงาม รวมถึงใช้เครื่องมือได้อย่างชำนาญ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเทคนิคและฝีมือของแพทย์ที่ทำ ถ้าแพทย์ที่เก่งและมีประสบการณ์สูง ก็จะสามารถยิงคลื่นลงไปได้อย่างตรงจุด ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงต้องเข้าใจในปัญหาและสภาพผิวของคนไข้ด้วย
  4. มีรีวิวการใช้บริการ ด้วยเพราะ Ulthera นั้น จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและปัญหาของแต่ละคน เนื่องจากไม่ใช่การผ่าตัดยกกระชับผิวหน้าจึงจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนนักในช่วงแรก ๆ แต่เราสามารถขอดูรีวิวจากผู้ที่เคยทำ เพื่อดูรูปเปรียบเทียบก่อน-หลัง จากการทำ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดหลังทำ Ulthera

  1. หลังทำ Ulthera จะเห็นผลทันที 20-30% และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ใน 2 เดือน
  2. กรอบหน้าจะชัดขึ้น แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ จากการที่ชั้น SMAS หดตัว
  3. ผิวดูอิ่มฟูขึ้น แน่นขึ้น จากการที่ส่งผ่านพลังงานไปยังชั้นผิวตื้น ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแก่ชั้นผิว
  4. หางคิ้วและหางตาจะถูกยกขึ้น ไขมันหนังตาดูลดลง เหมาะกับคนที่หนังตาหางตาตก แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรม
  5. ใบหน้ายกกระชับขึ้น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละบุคคลนั้นจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลรักษาหลังการทำ Ulthera อีกด้วย แต่หากมีการดูแลที่ดี การทำ Ulthera นั้น สามารถให้ผลลัพธ์ได้ยาวนาน 1-2 ปี

วิธีปฏิบัติตน หลังทำ Ulthera

หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำ Ulthera ความแตกต่างจากนวัตกรรมอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ ข้อจำกัด และข้อควรระวัง ที่รู้กันไปแล้วนั้น เรื่องของวิธีปฏิบัติตนหลังจากการทำ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน

  1. หลังการทำ Ulthera สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้า โดยไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดทุกครั้ง
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าหรือถูหน้าแรง ๆ เพราะในระยะแรกผิวอาจมีอาการบวมได้ ซึ่งสามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อช่วยลดบวม และอาการบวมนั้นจะหายไปได้เองประมาณ 2-3 วันหลังทำ ควรนอนหมอนสูงจะช่วยบรรเทาอาการได้ด้วย

แม้ว่าการทำ Ulthera จะได้รับการยอมรับและกล่าวขานว่าเห็นผลดีและปลอดภัย แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น ต้องศึกษาให้ดีก่อน รวมถึงเลือกแพทย์และคลินิกที่เชื่อถือและไว้ใจได้ นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

ร้อยไหม และฉีดแฟต ไปพร้อมกัน ทำได้ไหม?

รูปหน้าใครว่าไม่สำคัญ ในปัจจุบันนี้หลายคนอยากที่จะกำหนดรูปหน้าของตัวเอง ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะรูปหน้าเรียวไข่ หรือรูปหน้าวีเชฟแบบสาวเกาหลี จะดีไหมถ้าเราสามารถเลือกรูปหน้าของเราได้ ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหม ที่ช่วยปรับรูปหน้ากระชับ ได้รูป ไม่กลม ไม่บาน ไม่หย่อน ไม่คล้อย ให้ออกมาเป็นรูปหน้าแบบที่เราฝันได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะร้อยไหมปรับรูปหน้าแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ช่วยลดแก้ม สลายไขมัน และทำให้หน้าเรียว นั่นก็คือ การฉีดแฟต แล้วเราสามารถทำการร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

ร้อยไหม คืออะไร

ร้อยไหม คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวให้กลับมาดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่จะใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อทำกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวกระชับขึ้น สามารถทำได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แต่คนนิยมทำกับผิวหน้ามากกว่า เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ได้อย่างเห็นผล และช่วยยกกระชับริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ อีกด้วย โดยการใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง เพื่อการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง และเนื่องจากไหมที่ใส่เข้าไปนั้นเป็นไหมละลาย คอลลาเจนที่เป็นเนื้อเยื่อของเราจะเข้าไปทดแทนไหมที่ละลายนั้น ทำให้ใบหน้าของเราดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ร้อยไหม ปลอดภัยหรือไม่

ไหมที่ใช้ในการทำนั้นเป็นไหมละลาย และจะละลายจนหมดไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย และไม่ไหลไปมาเหมือนฟิลเลอร์ ทำให้การร้อยไหมมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยกรีด และไม่มีการเสียเลือด เพียงแค่ฉีดเส้นไหมเข้าไปในร่างกายเท่านั้น

ชนิดของเส้นไหมมีกี่ประเภท

การร้อยไหมเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้านั้น จะนิยมใช้เส้นไหม 4 ประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามลักษณะของตัวไหม ดังนี้

  1. ไหมละลายแบบเรียบ (Mono threads) เป็นไหมละลายเส้นเรียบ ที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียว เริ่มใช้ในสมัยแรก ๆ ที่การร้อยไหมยังไม่เป็นที่นิยมนัก เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง ใบหน้าที่ถูกร้อยไหมจะดูเต่งตึงขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ และในปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่มีการใช้ไหมเรียบชนิดนี้กันแล้ว
  2. ไหมละลายแบบเกลียว (Screw threads) เป็นไหมละลายที่มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ ลักษณะเป็นเกลียวคล้ายสปริง เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง สามารถช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนยานได้
  3. ไหมละลายแบบเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำให้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้า เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณคาง หรือปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก
  4. ไหมละลายแบบกรวย (Silhouette soft) เป็นไหมละลายรูปแบบใหม่ ที่มีเทคนิคการร้อยใกล้เคียงกับไหมชนิดมีเงี่ยง ไหมชนิดนี้เน้นช่วยยกกระชับผิวมากกว่าการสร้างคอลลาเจน สามารถยกกระชับผิวได้ดีกว่าไหมรูปแบบอื่น และได้ผลยกกระชับที่ยาวนานกว่า โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ราว ๆ 1-3 ปี แต่ด้วยความที่ไหมชนิดนี้มีราคาสูง จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

ฉีดแฟต คืออะไร

การฉีดแฟต ที่เรียกกันติดปากนั้น ที่จริงแล้วมาจากคำว่า เมโสแฟต (Meso Fat) การฉีดเมโสแฟตนั้น คือนวัตกรรมสลายไขมันในร่างกาย โดยการฉีดยาเพื่อไปสลายไขมันบริเวณนั้นๆ และขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฉีดสาร Meso Fat ได้ เพราะอาจมีอาการแพ้สาร Meso Fat อีกทั้งหากได้รับการฉีด Meso Fat ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ชั้นไขมันเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อลุกลามได้ วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์ หรือคนที่ต้องการปรับรูปร่างให้กระชับสมส่วนยิ่งขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณแก้มและคาง เพื่อให้ใบหน้าเรียวสวยได้

ฉีดแฟต ปลอดภัยหรือไม่

ปกติแล้วการฉีดแฟตโดยผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย แต่หากฉีดในสถานบริการหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เป็นที่รู้จักก็อาจเสี่ยงอันตราย และส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยได้ เนื่องจากอาจมีการใช้ Meso Fat สูตรที่อันตราย ที่ทางอ.ย.ประกาศเตือน อันได้แก่

  1. การใช้สเตียรอยด์ ปกติแล้วแพทย์ผิวหนังจะใช้สเตียรอยด์ในการรักษา ฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ และใช้ในปริมาณที่น้อย แต่สเตียรอยด์ที่บางคลินิกนำมาผสม Meso Fat ในปริมาณมาก เพื่อการเห็นผลไว แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้หน้าบวมขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากไปกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ซึ่งสเตียรอยด์ที่ผสมใน Meso Fat จะมีทั้งแบบสีขาวขุ่นและสีขาวใส ดังนั้น ก่อนฉีดทุกครั้งควรขอดูยี่ห้อ Meso Fat ก่อนเพื่อความปลอดภัย
  2. ยาสลายฟิลเลอร์ ที่ชื่อว่า Hyaluronidase ปกติแล้ว จะมีการใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการนำมาฉีดในปริมาณมาก ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป เนื้อยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เห็นผลไว ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนยานลงได้

ร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

หากต้องการลดไขมันบนใบหน้า ไปพร้อม ๆ กับการยกกระชับใบหน้าด้วยนั้นสามารถทำได้ เพราะทั้งสองวิธีจะมีกลไกการทำงานและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แต่กลับช่วยเสริมให้ผลลัพธ์ออกมาดูดียิ่งขึ้น ซึ่งการร้อยไหมนั้นจะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กในทันที ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย ส่วนการฉีดแฟตนั้นคือสลายไขมันสะสมด้วยเมโสแฟต ปรับหน้าเรียวเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างของลักษณะของใบหน้าที่สามารถทำการร้อยไหมและฉีดแฟตไปพร้อมกันได้นั้น ได้แก่

  1. ผู้ที่มีรูปหน้าที่มีแต่แก้มแต่ไม่มีกราม ต้องการมีใบหน้าเรียวเป็นวีเชฟ สามารถฉีด Meso Fat เพื่อลดไขมันบริเวณแก้ม และยกกระชับรูปหน้าให้เรียวเป็นวีเชฟด้วยการร้อยไหม เท่านี้ก็จะได้รูปหน้าที่เป๊ะปัง กรอบหน้าชัดขึ้น
  2. ผู้ที่มีโหนกกราม ไม่มีแก้ม และไม่มีกราม แต่ต้องการปรับรูปหน้าใหม่ให้เรียวขึ้น ก็สามารถใช้วิธีร้อยไหมลดโหนกแก้ม และฉีด Meso Fat เพื่อให้โหนกแก้มดูต่ำลงมาได้
  3. ผู้ที่มีใบหน้ารูปเหลี่ยม มีกราม มีแก้ม ต้องการแก้ปัญหาลดความเหลี่ยมของใบหน้า เพื่อเเก้ปัญหารูปหน้านั้นสามารถฉีด Meso Fat เพื่อสลายไขมัน ในกรณีที่แก้มเยอะก็ต้องฉีดหลายเข็มจนกว่าแก้มจะหาย แล้วจึงร้อยไหมเพื่อยกกระชับปัญหาเเก้มคล้อย หลังจากฉีด Meso Fat แล้ว

หากอยากมีใบหน้าเรียวสวย เราสามารถเลือกวิธีในการแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า หรือฉีดแฟตเพื่อสลายไขมันที่แก้มให้หน้าดูเล็กลง แต่เพื่อความหน้าเรียวระดับ 10 ก็สามารถฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้มก่อนแล้วถึงตามด้วยการร้อยไหม เพื่อยกกระชับหน้าให้เรียวแบบสุดขีดได้ แต่ทั้งนี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อดูปัญหาของใบหน้าเราว่าควรจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเห็นผลในระยะยาว ปัญหาของรูปหน้าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ด้วยเพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาความสวยงามให้เราได้ เพียงเลือกให้ถูกต้องและเหมาะสมกับปัญหาของตนเอง และต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญ นอกจากจะทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการแล้วนั้น ยังหมายถึงความปลอดภัยอีกด้วย