รู้ไว้ใช่ว่า ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

วันนี้เราจะมาสอนทุกท่าน โกงอย่างถูกกฎหมายกันค่ะ ไม่ใช่โกงเงิน หรือโกงใคร แต่เป็นการโกงความงามและความอ่อนวัยให้กับตัวท่านเอง วิวัฒนาการในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิดได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป แต่ในวันนี้เราจะแนะนำให้รู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์ ที่จะมาคืนความเยาว์และโกงความงามของคุณกลับมาได้ แต่ก่อนที่เราจะจิ้มเข็มเข้าไปบนหน้าเรา เราก็ควรจะศึกษาให้ดี รวมถึงการเตรียมตัวก่อนไปฉีดฟิลเลอร์ด้วย

สารฟิลเลอร์ทำจากอะไร

ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปยังชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวเป็นสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ ไม่เกิดการแพ้ และไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีบริเวณแผลที่เป็นหลุม หรือริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก เพื่อเติมหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวมีน้ำมีนวล ดูเต่งตึง โกงความอ่อนเยาว์ลงไปมากอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังสามารถใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณมักจะได้รับการแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับคงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณปีครึ่งถึงสองปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) หารการใช้สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถกับเนื้อเยื้อที่อยู่ในผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ จะยิ่งมีความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นฟิลเลอร์ชนิดนี้จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) หรือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจะต้องฉีดสารย่อยสลายหรือให้แพทย์ขูดออกให้เท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงและเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในประเทศไทย Belotero, Perfectha, Neuramis, Restylane และ Juvederm,  โดยฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำที่สำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

จากที่เราได้เกริ่นมาข้างต้นแล้ว เราจะมาพาท่านนับถอยหลัง 14 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์กัน

14 วันล่วงหน้า หาข้อมูลให้เยอะ อ่านรีวิวให้มาก ก่อนจิ้มเข็ม

  • เราจำเป็นต้องหาข้อมูล การฉีดฟิลเลอร์ตามช่องทางหลัก ๆ ที่จะช่วยพิจารณาผลลัพธ์ของการรักษาปรับรูปหน้าแต่ล่ะที่ได้จาก รีวิวจากปากของคนไข้ที่ได้เข้ารับการรักษาจากที่นั้นจริง ๆ เราจึงต้องเริ่มจาการพิจารณาจากรีวิวในแหล่งที่เป็นกลาง เชื่อถือได้ และห้ามลืมดูวันที่ในการรีวิวเพื่อป้องกันการนำรีวิวเก่ามาใช้ซ้ำ นอกจากรีวิวดีแล้วต้องดูรีวิวเคสที่ไม่ดีด้วย เพื่อจะดูว่าคลินิกนั้นรับผิดชอบต่อคนไข้อย่างไร  ในต่างประเทศรีวิวประเภทนี้จะเป็นรีวิวคนไข้เชื่อถือมากที่สุด
  • แต่ของเสียของเมืองไทยคือ เรายังไม่มีช่องทางหรือเว็บไซต์ ที่ให้รีวิวคลินิกกันอย่างเป็นกลาง โดยส่วนมากหากมีเคสหลุดโดนพาดพิงก็จะลบออกได้ง่ายและรวดเร็ว สิ่งเดียวที่เมืองไทยก็จะมีและน่าเชื่อถือมากสุดคือ คำวิจารณ์จาก Facebook และ รีวิวผ่าน Google map เท่านั้น ที่ทางคลินิกลบออกเองไม่ได้ หากกรณีที่คลินิกนั้น ๆ มีรีวิวในแง่ลบก็ควรอ่านคำอธิบายของคนไข้การรับผิดชอบของคลินิก ประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อความมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งจากคลินิกอื่น
  • ในส่วนการรีวิวจากแหล่งอื่นๆ ส่วนมากจะมีแต่การนำเคสสวยๆมาให้ดู ไม่เปิดเผยเคสที่ผิดพลาด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ อีกเรื่องสำคัญคือไม่ควรเชื่อรีวิวที่มีแต่รูปเพราะอาจผ่านการตกแต่งจากโปรแกรมมาแล้ว ถ้าเป็นคลิปวิดีโอก่อน-ระหว่าง-หลังทำจะเชื่อถือได้กว่ามากในคลิปคนไข้ไม่ควรแต่งหน้าด้วย เพราะหากดูจากคลิปเราจะได้ทราบถึงกระบวนการก่อนทำและหลังทำ ว่าได้ผลจริงหรือไม่ มีอาการบวมแค่ไหน น่ากลัวและอันตรายพอจะรับได้หรือไม่ได้ชัดกว่า

การศึกษารีวิวคุณหมอท่านต่าง ๆ และเทคนิคการทำหัตถการ

ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยเทคนิคในการทำสูง จำเป็นต้องให้แพทย์ที่มีประสบการณ์ในการดูแล และถ้าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกับอวัยวะส่วนนั้นได้จะยิ่งเป็นเรื่องดีมาก เพื่อไม่ให้ให้เกิดการบวมช้ำหรือเกิดน้อยที่สุด และได้ผลลัพธ์ชัดเจนและออกมาเป็นธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วในประเทศไทยยังไม่มีสาขาแพทย์เฉพาะทางที่เรียนด้านนี้ องค์ความรู้ต่างๆ ของการแพทย์เหล่านี้ก็มักจะมาจากหลักสูตรที่จัดสอนเพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งสิ้น

ปัจจุบันสาขาเวชศาสตร์ความงาม หรือ aesthetic medicine ยังไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง แต่ในอนาคตอาจจะมีข่าวดีกับประเทศไทย เพราะอาจจะมีการจัดตั้งสาขาเฉพาะทางด้านนี้ขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเลือกแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเฉพาะทางก็ได้ แต่ยังจำเป็นต้องดูเคสการรีวิวจากเว็บไซต์หรือแหล่งที่เชื่อถือได้ ร่วมถึงการพิจรณาประสบการณ์ของแพทย์ และความเชี่ยวชาญของคลินิกเป็นสำคัญพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลังการฉีดฟิลเลอร์ การเลือกยี่ห้อของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์ชนิดที่ปลอดภัยที่สุดคือ ฟิลเลอร์ที่ใช้สารเติมเต็ม hyaluronic acid เป็นหลัก เนื่องจากสามารถสลายออกบางส่วน โดยใช้ใช้เอนไชม์ hyaluronidase หรือทั้งหมดเพื่อแก้ไขปรับแต่งได้ 100% ซึ่งตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยเราได้เขียนไว้ให้ข้างต้นแล้ว

เดินทางมาถึง 7 วันก่อนทำกันแล้ว ส่วนสำคัญของช่วงเวลานี้คืองดยาและวิตามินบางชนิด

  • ควรงดยา แอสไพรินและยาแก้อักเสบ เช่น ibruprofen diclofenac ponstan เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่ก่อนที่จะหยุดยา
  • ควรงดวิตามิน John’s Wort, สารสกัดจากเมล็ดแปะก๊วย, น้ำมันพริมโรส, กระเทียม, โสม, และ วิตามินอี เป็นเวลา 1 อาทิตย์
  • ควรงดครีมทาหน้าที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น Tretinoin (Retin-A), Retinoids, Retinols, Glycolic Acid, หรือครีมในกลุ่มชะลอการเกิดริ้วรอยทุกชนิด ล่วงหน้า 3 วัน
  • ควรงดการกำจัดขน(แว็กซ์) หรือกิจกรรมใดใดที่มีส่วนช่วยในการผลัดผิว การดึงขน โกนขนในบริเวณนั้นๆ ล่วงหน้าเป็นเวลา 3 วัน
  • หากมีโรคประจำตัว หรือมียาที่กินเป็นประจำอยู่แล้ว จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า

ช่วงเวลาสำคัญ 24 ชั่วโมงนับถอยหลังก่อนถอยหน้าใหม่

  • ควรงดดื่มแอลกอฮอล์และงดกิจกรรมที่ทำออกแรงมาก เช่น เข้าซาวน่า หรือ ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ้ เพราะกิจรกรรมทั้งสองอย่างอาจทำให้หลอดเลือดขยาย เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เลือดออกใต้ชั้นผิวหนังได้

ข้อปฏิบัติเมื่อเรามาถึงคลินิกแล้ว

เราสามารถขอยาชาชนิดทา หรือยาชาชนิดแปะได้จากทางคลินิก แต่ถ้าท่านใดที่มีอาการแพ้และระคายเคืองจากยาชาแบบทาก็สามารถใช้ยาชาแบบฉีดแทนได้ แต่ราคาก็ขึ้นอยู่กับคลินิกนั้น ๆ  โดยปกติแล้วไม่ได้ห้ามแต่งหน้ามาฉีดฟิลเลอร์แต่อย่างใด แต่ก่อนทำทางคลินิกจำเป็นจะต้องลบเครื่องสำอางค์ออกในบางจุดกรือจุดที่จะฉีดฟิลเลอร์เข้าไป

ขั้นตอนสุดท้ายการเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

ทางคลินิกให้กินยาห้ามเลือดหรือฉีดยาลดบวมเพื่อป้องกันการเกิดอาการบวมช้ำหลังทำ ในบางกรณีจำเป็นต้องให้ยาที่แรงกว่าเดิมแต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพื่อลดการติดเชื้อหรือการอักเสบหลังทำเสร็จ ในเคสที่กลัวเจ็บแพทย์อาจจะให้ทานยาแก้ปวดเพิ่มก่อนจะเริ่มฉีด แต่ข้อเสียของการกินยาแก้ปวดก่อน คือจะทำให้เลือดออกได้ง่ายกว่าเดิม ควรอยู่ในการพิจรณาของแพทย์ เมื่อเราได้รู้การเตียมตัวก่อนฉีดฟิเลอร์แล้ว ก็ทำให้รู้ได้เลยว่าการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวขนาดนั้น เตรียมตัวให้ดีแล้ว ไปโกงอายุและความงามให้คนข้างๆ จำไม่ได้กันดีกว่า

 

 

มหัศจรรย์ฟิลเลอร์ปาก ลดอายุ

เทรนการฉีดปากกำลังเป็นที่สนใจของทุกคน เพราะนอกจากจะไม่เจ็บตัวมาก แล้วยังสามารถเลือกรูปแบบที่เราต้องการได้อย่างง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นปากแบบเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป จะแบบไหนก็ย่อมได้ ซึ่งการฉีดปากให้ได้รูปแบบดังกล่าวนั้น จะเกิดจากการฉีด ‘ฟิลเลอร์’ เข้าไปที่ การฉีดฟิลเลอร์น่าจะเป็นที่คุ้นหูของหลาย ๆ คนอยู่แล้ว ผลของการฉีดฟิลเลอร์ก็จะช่วยให้ปากเต็มอิ่ม อวบอิ่มได้รูปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี เราควรศึกษาข้อมูลการฉีดฟิลเลอร์ปากให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำ

การฉีดฟิลเลอร์ปากดีกว่าการผ่าตัดอย่างไร

การฉีดฟิลเลอร์ ใช้เวลาน้อยและไม่มีการลงเข็มบริเวณใบหน้า ทำให้ไม่ต้องพักฟื้นทั้งก่อนและหลังการฉีด นอกจากนั้นไม่ต้องมีรอยแผลเป็นบนใบหน้าอีกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยแก้ไข้รูปปากที่ไม่เท่ากัน หรือไม่ได้ดั่งใจ เช่นปากคว่ำ ปากหนา ปากบางเกินไป ยิ้มแล้วเห็นเหงือก ริมฝีปากไม่เท่ากัน ช่วยให้ดูอายุน้อยลง เพราะเมื่ออายุมากขึ้นริมฝีปากก็จะบางลง แต่การฉีดฟิลเลอร์เข้าไปจะทำให้ปากดูอวบอิ่ม มีน้ำมีนวลมากขึ้น ปรับบุคลิกภาพให้เรามั่นใจมากขึ้น เพราะเราสามารถเลือกแบบปากที่เราถูกใจและนำไปให้หมอช่วยดูได้ว่า แบบใดที่เหมาะสมจะอยู่บนหน้าเรา ข้อดีอีกอย่างของการฉีดฟิลเลอร์ปากคือ หากเราไม่พอใจกับรูปปากที่เราฉีดมา สามารถปรับแต่งแก้ไขได้ง่าย เพราะมีแผลคือแค่รอยเข็มที่ไม่ถึงอาทิตย์ก็จะหายไปแล้ว และสามารถกลบได้ด้วยลิปสติก

ฉีดปากเจ็บไหม

จากการศึกษาและสอบถามผ็มีประสบการณ์การฉีดปากมาแล้ว ทุกท่านบอกเป็นเสียเดียวกันว่าไม่เจ็บ เพราะก่อนฉีดทางคลินิกก็จะมีการทายาชา หรือแปะยาชาเอาไว้ก่อนฉีด 30 – 40 นาที หรือบางคนที่แพ้แบบแปะหรือทาก็ใช้ยาชาแบบฉีดได้ ทำให้ความเจ็บปวดไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด และในฟิลเลอร์บางยี่ห้อก็จะมียาชาผสมอยู่ด้วย เมื่อฉีดฟิลเลอร์ปากเสร็จเราจะสัมผัสได้ถึงความบวมตุ่ยบริเวณริมฝีปากของเราเหมือนมีก้อนบางอย่างเกาะอยู่ที่ปาก อย่าได้ตกใจไปเพราะเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดหลังการฉีดปากอยู่แล้ว ฟิลเลอร์จะใช้เวลาเซตตัว 3 – 4 วันแล้วจะเข้ารูปเอง แต่ช่วงเวลาที่จะดูสวยกำลังพอดีคือหลังจากหนึ่งอาทิตย์เป็นต้นไป ปากจะเริ่มยุบลง ไม่บวมตึงเหมือนตอนที่พึ่งฉีดมา

ฟิลเลอร์ปากต้องเติมบ่อยไหม

หลายคนอาจจะได้ยินมามากว่า ฟิลเลอร์ปากอยู่ได้ไม่นาน ประเดี๋ยวก็ละลายหายไปหมดแล้ว เราได้ไปลองศึกษาและเก็บสถิติจากคนที่เคยฉีดฟิลเลอร์ปากจริงมาแล้วพบว่า ฟิลเลอร์จะอยู่ได้เฉลี่ย 6 – 8 เดือนก็จะเริ่มละลายหายไปเป็นปากปกติแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับอีกหลายปัจจัย ปัจจัยแรกคือชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้ โดยปกติเราจะใช้สารที่ชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA ที่ทำจากน้ำตาลโมเลกุลซ้อน ไม่ก่อให้เกิอาการแพ้ แต่ถ้าจะให้อยู่นานกว่านั้นต้องเลือกที่เป็นฟิลเลอร์โมเลกุลหนัก ก็จะทนกว่าฟิลเลอร์โมเลกุลเบา ปัจจัยต่อมาคือความร้อน ใครที่ชอบทานของร้อนก็จะทำให้ฟิลเลอร์ละลายได้อย่างรวดเร็ว ข้อนี้ต้องระวังให้ดี ถ้าไม่อยากสูญเงินไวก็อย่าทานของร้อนบ่อยหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก คำแนะนำอื่นนอกเนื่อจากนี้คือ สาร Hyaluronic acid เป็นสารที่ชื่นชอบน้ำ ถ้าเราดื่มน้ำบ่อยๆก็จะช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ปากเต่งตึง อวบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติและอยู่คงทนกับเราไปได้นาน อย่าลืมดูแลฟิลเลอร์ปากด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ

ถ้าปากผิดรูปแก้ไขได้หรือไม่

เมื่อฟิลเลอร์เซตตัวแล้วบางท่านอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับรูปปากที่ได้มา ทำให้สงสัยว่าเราจะแก้รูปปากได้หรือไม่ เจ็บไหม ต้องนอนโรงพยาบาลรึเปล่า คำตอบคือ แก้ได้ การแก้ไขรูปปากหลักการฉีดฟิลเลอร์จะคล้ายกับตอนฉีดฟิลเลอร์เข้าไปที่ปากของเราเลย แต่จะเปลี่ยนสารที่ฉีดเข้าไป โดยใช้สารละลายที่ชื่อว่า Hyaluronidase เข้าไปละลายสาร Hyaluronic acid อีกที แต่ถ้าคนไข้ไม่ได้ฉีดสารดังกล่าว แต่ใช้ซิลิโคนหรืฟิลเลอร์ปลอมก็จำเป็นจะทำการผ่าตัด และขูดสารเหล่านี้ออกโดยวิธีการขูดนี้อาจจะทำให้เจ็บและอาจะต้องนอนโรงพยาบาล แต่การแก้แบบฉีดสารละลายไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลก็ได้

ข้อดีของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

ข้อดีของการฉีดปากคือสามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องกังวลเรื่องก้อนเนื้อตกค้าง หรือสารตกค้างในร่างกายเรา การฉีดฟิลเลอร์ได้ผลอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้นยาวหรืออยู่โรงพยาบาล แต่อาจจะดูบวมขึ้นในช่วงวันแรกๆ แต่ไม่นานก็จะหายดีเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากการผ่าตัดอย่างมาก เพราะถ้าผ่าตัดไปแล้วจะแก้ให้เป็นแบบก่อนทำไม่ได้ แต่สำหรับฟิลเลอร์ถ้าไม่พอใจสามารถฉีดสารละลายแก้ไขให้กลับไปเป็นแบบก่อนฉีดได้ ข้อดีอีกอย่างของฟิลเลอร์คือ ช่วยแก้ไขรูปปากที่มีปัญหาตั้งแต่เกิดได้ เช่นปากเบี้ยว ปากบนล่างไม่เท่ากัน ปาดปิดไม่สนิท ยิ้มเห็นเหงือก ปากคว้ำ ปากบาง เป็นต้น และลูกค้าหลาย ๆ ท่านรีวิวด้วยว่าหลังฉีดปากแล้ว ทาลิปสติกแล้วดูสวยขึ้นเพราะปากเต็มแน่น ดูอวบอิ่ม สีชัดเจนขึ้นและที่สำคัญทำให้ลิปสติกไม่ตกร่องบนริมฝีปาก การเติมฟิลเลอร์ช่วยให้ปากอวบอิ่มขึ้นส่งผลให้ใบหน้าเราดูเด็กลงด้วย เมื่อปากอิ่มเอิ่บดูเป็นธรรมชาติแล้วนั้น ก็จะทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และเด็กลง แก้ปัญหาปากแห้งที่ทำให้ดูสุขภาพไม่ดีและดูมีอายุได้

ข้อเสียของการฉีดปากด้วยฟิลเลอร์

สิ่งที่อันตรายของการฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใดบนใบหน้าก็ตามคือ การใช้ฟิลเลอร์ปลอม เพราะอาจทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนของฟิลเลอร์ หรือจับตัวกับกล้ามเนื้อบางมัดทำให้เกิดผังพือและไม่ย่อยละลายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าหากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญชำนาญการก็อาจจะทำให้ตัวเราเสี่ยงด้วยเช่นกัน บริเวณปากเป็นบริเวณที่เราใช้งานบ่อยสุด ไม่ว่าจะพูด หรือรับประทานอาหาร จึงส่งผลให้ฟิลเลอร์ปากเป็นจุดที่สลายได้ง่ายมากที่สุด โดยเฉพาะหากเราทานของร้อนบ่อยๆ สาร Hyaluronic acid ก็จะสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นข้อควรระวังหลังจากการฉีดปาก นอกจากการทานของร้อนแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์ และการจูบก็ควรจะล่ะเว้นไว้ 2 -3 วันเช่นกัน

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์

แพทย์จะเริ่มจากการประเมินรูปทรงปากที่คนไข้ต้องการกับรูปทรงที่เป็นไปได้ ก่อนทำ 30 – 40 นาที แพทย์จะทำการทายาชาหรือปะยาชาบริเวณที่จะฉีด หากใครแพ้ยาชาแบบครีมก็สามารถเลือกเป็นยาชาแบบฉีดได้เช่นกัน ราคาก็ขึ้นอยู่กับแต่ล่ะคลินิก เมื่อยาชาเริ่มออกฤทธิ์แล้วแพทย์ก็จะทำการฉีด โดยการฉีดนั้นทำได้หลายเทคนิค เช่น ฉีดจากข้างๆแก้มแล้วแทงมาที่ปาก หรืออีกเทคนิคคือจิ้มลงบนปากโดยตรงเลย เป็นต้น

หลังจากที่อ่านบทความข้างต้นไปแล้ว น่าจะช่วยให้ใครหลายๆคนคลายข้อสงสัยไปได้หลายข้อ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะเน้นอีกครั้งคือการหาคลินิคที่เชื่อถือได้และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการฉีดให้เรา โดยการหารีวิวที่เชื่อถือได้จากเว็บไซต์ต่างๆ หรือสอบถามจากผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อนเพราะผู้ที่เคยทำมาแล้วจะช่วยแนะนำเราได้อย่างชัดเจน เพราะตามเว็บไซต์ต่างๆอาจจะมีการปรุงแต่งเนื้อหา หรือมีการแต่งรูปเพื่อการโฆษณา นอกจากนั้นการดูแลตัวเองหลังจากฉีดปากก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน สิ่งสำคัญสำหรับฟิลเลอร์ที่ลืมไม่ได้เลยคือ การดื่มน้ำให้มากๆ เพราะสาร Hyaluronic acid เป็นสารอุ้มน้ำ ดังนั้นยิ่งดื่มน้ำมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะทำให้ริมฝีปากของเราอวบอิ่ม และเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ฉีดให้ริมฝีปากอวบอิ่มก็สามารถช่วยให้เราดูอ่อนเยาว์ลงได้ มาพบกับมหัศจรรย์ของการฉีดฟิลเลอร์ปากไปด้วยกัน

 

ฟิลเลอร์ก็น่าสน ร้อยไหมก็น่าลอง เลือกอันไหนดี

ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ผิวหน้าที่ห้อยย้อย เป็นสิ่งที่เราสามารถขจัดออกไปได้ เพราะในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่เข้ามาช่วยดูแลความสวยความงามของใบหน้าเรา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์หรือการร้อยไหม มั่นในได้ว่าทุก ๆ ท่านต้องเคยได้ยินทั้งสองวิธีกันมาบ้างแล้ว แต่หลาย ๆ ท่านก็อาจจะยังมีข้อสงสัยว่า ทั้งสองวิธีดั่งกล่าวต่างกันอย่างไรและวิธีไหนจะเหมาะกับอายุและผิวหน้าของเรา วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวคือสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นสารที่ใช้แล้วไม่เกิดการแพ้ เพราะเป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก หรือบริเวณแผลที่เป็นหลุม เพื่อเติมเต็มหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวเต่งตึง มีน้ำมีนวล ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ประเภทของฟิลเลอร์

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ วัดจากการอยู่คงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 ปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) คือ สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถเข้ากันกับเนื้อเยื้อบริเวณผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) คือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจำเป็นต้องฉีดสารย่อยสลายหรือขูดออกเท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงหรือเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในไทย Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis โดยฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำคือควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อดีของฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลารวดเร็ว เพียง 30 – 40 นาทีก็เสร็จแล้ว
  2. ไม่มีความจำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลทั้งก่อนและหลังการฉีด เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่การผ่าตัด
  3. ฟิลเลอร์สามารถใช้ในการเติมเต็มจุดบกพร่อง ปรับแก้ส่วนที่ไม่ได้รูป และทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ได้ ในเวลาเดียวกัน ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ และเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากๆ แค่เราทำเพียงครั้งเดียว
  4. การฉัดฟิลเลอร์มีความปลอดภัยสูง แต่ต้องเป็นฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย และได้รับการรับรองที่ได้มาตรฐานจากองค์กรการอาหารและยา
  5. ราคาไม่แพง ราคาในการฉีดต่อครั้งจะวัดเป็น ซีซี(CC) โดยแต่ละจุดจะใช้ปริมาณ 1 ซีซี แต่ละคลินิกก็มีโปรโมชั่นมากมายที่เหมาะกับความต้องการและเงินในกระเป๋าของเราอยู่เป้นประจำ สามารถศึกษาได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ของคลินิก

ข้อเสียของฟิลเลอร์

  1. หากโชคร้ายเจอแพทย์ผู้ไม่เชี่ยวชาญในการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะฉีดผิดจุดและเกิดการบิดเบี้ยวของใบหน้าได้ ทำให้ต้องไปแก้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า
  2. การฉีดฟิลเลอร์ถาวร หรือการฉีก ซิลิโคลนและน้ำมันพาราฟิน จะไม่สามารถสลายเองได้ และมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูง เช่นการจับตัวกันเป็นก้อนและการอักเสบ การเอาออกคือต้องขูดออกเท่านั้น
  3. ฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นหนึ่งเรื่องที่อันตราย เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียง และได้ใบหน้าที่ไม่ตรงตามต้องการ

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี การร้อยไหมจะใช้เส้นไหมละลาย โดยจะใช้ไหมละลายที่มีเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นแผงตาข่ายใต้ชั้นผิวหนังของเรา บริเวณที่ร้อยแผงไหมเข้าไปจะถูกไหมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาก ส่งผลให้มีการสร้างคอลาเจนขึ้นด้วย เพราะเซลล์เส้นเลือดที่เกิดใหม่จะกระตุ้นการสร้างส้นใยคอลลาเจนมาพันรอบแนวเส้นไหม เทคนิคดังกล่าวจึงจะช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว พร้อมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณใต้ผิวหน้าอีกด้วย ทำให้หน้าดูสดใส เปร่งปรั่งและอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. การร้อยไหมรวดเร็วและเห็นผลทันทีหลังทำ แค่ก้าวออกมาก็จะได้ใบหน้าวีเชปอย่างที่เราต้องการ
  2. การร้อยไหมอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปี แต่ใน 6 เดือนแรกอาจจะมีการหย่อนคล้อยลงบ้าง แต่ก็สามารถมาร้อยไหมเพิ่มได้
  3. การร้อยไหมทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดความเปร่งปรั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้
  4. ไหมละลายที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรานั้นจะกระตุ้นช่วยให้เกิดการกระตุ้นใต้ผิวหนัง ทำให้มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ช่วยให้ผิวดูสดใส

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. บนเส้นไหมมีตะขอเล็ก ๆ เกาะอยู่สำหรับการดึงผิวให้เข้าที่ไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดเทคนิคไม่ดีหรือร้อยตื้นเกินไปจะทำให้เกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวของเส้นไหมได้
  2. เส้นไหมที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง หากร้อยกันทับซ้อนมากเกินไปจะทำให้เกิดผังผืดบริเวณใต้ผิวหนังได้ และทำให้เกิดการดึงที่ผิดรูป
  3. บางกรณีการร้อยไหมอาจจะไม่เป็นผลหรือสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ถูกใจได้ เช่น ร้อยไหมเพื่อดันโหนกแก้มให้เด่นขึ้น ในวิธีนี้จะแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มมากกว่าเพราะ การร้อยไหมจะทำให้แก้มดูตอบลง โหนกแก้มสูงและไม่สวยตามที่ต้องการได้
  4. การร้อยไหมมีความเสี่ยงที่จะให้เกิดการช้ำหลังทำได้จากการฉีดยาชา ช่วง 3 – 4 วันแรกจะอาจจะบวมขึ้น แต่ส่วนมากใช้เวลาเพียง 7 – 14 วันก็จะหายไปได้เอง
  5. บางคลินิกใช้การเติมไหมแทนการฉีดฟิลเลอร์ ไม่แนะนำให้ทำการรักษาแบบนั้น เพราะในบางส่วนของร่างกาย เช่น ใต้ตาหรือร่องแก้ม อาจทำให้เกิดผังผืดได้ในอนาคต

ฟิลเลอร์กับร้อยไหมทำร่วมกันได้ไหม

การร้อยไหมกับการฉีดฟิลเลอร์ไม่ควรทำร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะมีผลลัพธ์ที่คล้ายกันนั่นก็คือช่วยให้รูปหน้ากระชับ ทำให้เกิดวีเชป แต่หากทำร่วมกัน หรือทำมากเกินไปจะทำให้ใบหน้าผิดรูปหรือในอนาคตเกิดผังผืดเกาะตามส่วนต่างๆได้ แต่การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ได้เพราะว่า กล้ามเนื้อบางส่วนที่ถูกฉีดฟิลเลอร์อาจจะโดนดึงขึ้นมาทำให้เกิดการผิดรูปหน้าได้เช่นกัน ดังนั้นการฉีกโบท็อกซ์จะช่วยดึงกล้ามเนื้อไม่ให้มารวมกันกับเนื้อฟิลเลอร์และเกินการเกาะตัวเป็นก้อนได้