หน้าสวยเป๊ะได้รูปด้วยฟิลเลอร์แบบใหม่ Nenuramis

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีเสริมความงามที่จะทำให้ใบหน้าของสาว ๆ ออกมาได้รูป สวยเป๊ะ อย่างที่ต้องการมีมากมายเต็มท้องตาลด แต่เทคโนโลยีที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้คือ การฉีดฟิลเลอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะมาพร้อมราคาที่ไม่แพง และไม่เจ็บตัวด้วย ไม่ต้องพักที่โรงพยาบาล อาการแพ้และผลข้างเคียงอันตรายก็ยังถือว่าน้อยมากเช่นกัน เป็นเทคโนโลยีที่มาพร้อมราคาที่ไม่สูงมาก คุ้มค่าในการปรับเปลี่ยนใบหน้าตามจุดต่างๆ อย่างที่ใจต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่การฉีดฟิลเลอร์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีนั้น จะมาพร้อมปัจจัยต่าง ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญและเทคนิคเฉพาะตัวของแพทย์แต่ละท่านอีกทั้งยี่ห้อของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้เช่นกัน วันนี้จึงมีตัวเลือกของฟิลเลอร์ที่ใหม่และดีมาให้ได้รู้จักกัน สำหรับผู้ที่กำลังสนใจจะฉีดฟิลเลอร์ก็สามารถเลือกได้ง่ายขึ้นว่าควรจะฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี ในวันนี้เรามีฟิลเลอร์น้องใหม่ผ่านมาตรฐาน อย.ไทยชื่อว่า ฟิลเลอร์ Neuramis มาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน

ฟิลเลอร์ Neuramis ดีอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอน แอซิด ที่มีความใกล้เคียงกับสารที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติซึ่งจะผลิตน้อยลงเมื่อคนเราอายุมากขึ้น แต่ไม่ใช่ฟิลเลอร์ทุกชนิดจะมีคุณภาพดี วันนี้เราจะมาแนะนำคุณภาพดีเกรดสูง นำเข้าจากประเทศเกาหลี มีชื่อว่า “ฟิลเลอร์Neuramis” เป็นฟิลเลอร์เมื่อเติมเข้าไปในใบหน้าเราแล้วจะทำให้ร่างกายและใบหน้าของเราคงสภาพความอ่อนเยาว์ของใบหน้าไว้ได้ อีกทั้งช่วยเติมเต็มส่วนที่หย่อนคล้อยให้กลับมากระชับเต่งตึงได้อีกด้วย

ทำไมต้องฟิลเลอร์ Neuramis

สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ Neuramis มีข้อดีอะไรบ้าง หลายคนอาจจะยังสงสัย เราจะมาช่วยหาคำตอบให้คุณเอง

  1. ฟิลเลอร์ Neuramis มีส่วนประกอบของไฮยาลูรอนที่มีเกดรพรีเมี่ยม ทำให้ใบหน้าเต่งตึง และดูอ่อนวัยได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่สำหรับฟิลเลอร์ Neuramis นั้นสารไฮยาลูนอนจะมีความเสถียรมากกว่ายี่ห้ออื่น ฉีดแล้วก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้
  2. หลังจากฉีดฟิลเลอร์ Neuramis แล้ว ส่วนต่าง ๆ ของใบหน้าที่ได้จะแลดูเต่งตึง เนียนใสเป็นธรรมชาติ ไม่ จับตัวเป็นก้อนแข็ง และสารไฮยาลูรอนยังสามารถจับตัวใต้ชั้นผิวได้เป็นอย่างดี โดยไม่ไหลไปยังจุดอื่นที่ไม่ต้องการอีกด้วย
  3. สามารถใช้ฉีดเพื่อแก้ไข ปรับปรุงผิวหน้าได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณร่องใต้ตา ขมับ หน้าผาก ริมฝีปาก จมูก ร่องแก้ม และแก้มตอบ โดยไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย
  4. ฟิลเลอร์ Neuramis เป็นเทคโนโลยีที่รับประกันความปลอดภัยแล้วได้รับการยืนยันว่าสารไฮยาลูรอน ของ ฟิลเลอร์ Neuramis นั้นระยะเวลาการคงรูปได้นานกว่าฟิลเลอร์ยี่ห้ออื่น ๆ โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยได้ถึง 6-12 เดือน
  5. สามารถฉีดได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่มีสารปนเปื้อน หรือจุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย โดยไม่ต้องกลัวอักเสบหรือติดเชื้อภายหลัง
  6. ฟิลเลอร์ Neuramis ได้รับยืนยันจาก FDA องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาแล้วว่า มีความปลอดภัยในการนำมาใช้ฉีดเข้าสู่ร่างกาย และสลายหายไปได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่ทิ้งสารตกค้างเอาไว้ภายในร่างกาย
  7. ฟิลเลอร์ Neuramis ที่มาพร้อมราคาไม่แพงแต่คุณภาพเกินราคา เมื่อพูดถึงฟิลเลอร์ที่ผ่านอย. และยี่ห้ออื่น ๆ แล้ว ถือเป็นฟิลเลอร์ในงบประมาณ ที่จะทำให้ สวยได้แบบต้องสิ้นเปลือง

ฟิลเลอร์ Neuramis มีกี่แบบ และอยู่ได้กี่เดือน

ฟิลเลอร์ของ Neuramis นั้น มีด้วยกันหลายรุ่น แต่ตัวที่เลือกนำเข้ามาใช้ในคลินิกของไทยเรามีอยู่แบบเดียวคือ ฟิลเลอร์ Neuramis Deep โดยเป็นฟิลเลอร์ที่มาในบรรจุภัณฑ์กล่องสีดำ ตัวหนังสือสีขาว มีคุณสมบัติในการเติมเต็มริ้วรอย ร่องลึก ร่องตื้น ปรับโครงสร้างของใบหน้าให้มีมิติและได้รูปทรงตามต้องการ เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่เริ่มพบกับปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรืออยากปรับสภาพผิวหน้าให้สวยสุขภาพดี โดย ฟิลเลอร์ Neuramis Deep จะมีอายุอยู่ได้ 6-12 เดือน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ของแต่ละท่านด้วย

ส่วนฟิลเลอร์ในแบบอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นที่นิยทในประเทศไทย ซึ่งผลิตภายใต้ยี่ห้อ Neuramis เช่นกัน ประกอบไปด้วย

  • Neuramis Meso : ฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติในการเติมเต็มร่องตื้น และริ้วรอยเล็กๆ ยังช่วยเรื่องปรับสภาพผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้นลูเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น โดยฟิลเลอร์ Neuramis Meso จะมีอายุ 6-12 เดือนหลังจากนั้นจะสามารถสลายหายไปเองตามธรรมชาติโดยที่เราสามารถเติมใหม่ได้เรื่อยๆ
  • Neuramis Volume : เป็นฟิลเลอร์ที่เน้น ให้ผิวหน้าของท่านเด้งฟูขึ้นอย่างมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าจะอิ่มตัว สวยสดใส และเยาว์วัยลง เหมาะสำหรับบริเวณโหนกแก้ม เพื่อปรับให้ได้รูป ปรับรูปทรงหน้าผาก จมูก และคางให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยฟิลเลอร์ Neuramis Volume จะมีอายุ 6-12 เดือนเช่นกัน หลังจากนั้นจะสลายหายไปเองตามธรรมชาติแต่เราก็สามารถเติมได้เรื่อยๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฟิลเลอร์ทั้ง 2 แบบ ยังไม่ถูกนำมาใช้ในบ้านเราอย่างถูกกฎหมาย และยังไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากอย. ไทยโดยฟิลเลอร์ที่ได้อย. ไทยมาแล้วนั้นมีแค่แบบ Neuramis Deep เท่านั้น หากพบเห็นผลิตภัณฑ์ 2 แบบทั้ง Neuramis Meso และ Neuramis Volume ในคลินิกหรือจามเว็บไซต์จำหน่ายในเมืองไทย ให้มั่นใจได้ว่าเป็นฟิลเลอร์ไม่ถูกกฎหมาย หรืออาจจะเป็นฟิลเลอร์ปลอม หรือลอกเลียนแบบก็เป็นได้

Filler Neuramis ของแท้หรือปลอม มีวิธีดูได้ดังนี้

  • กล่องผลิตภัณฑ์จะต้องปิดผนึกมาอย่างดี ไม่มีรอยแกะ หรือร่องรอยการเปิดก่อนหน้า
  • สังเกตบริเวณข้างกล่องจะต้องมีสติกเกอร์พร้อมบาร์โค้ดและเลข Lot ติดอยู่ด้วยทุกครั้ง
  • บริเวณตัวกล่องจะมี QR Code สำหรับใช้ตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีแถบคาร์บอนสีเทาที่ขูดออกได้ เพื่อใช้สำหรับตรวจสอบมาตรฐานกับโรงงานได้
  • บริเวณตัวกล่องจะมีข้อความภาษาไทยที่ระบุรุ่นการผลิตและวันหมดอายุเอาไว้ โดยวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ในวันที่เปิดใช้ไม่ควรน้อยกว่า 1 ปี
  • ราคาไม่ควรถูกมากเกินไป และถ้าหากถูกกว่ามาตรฐานแสดงว่าอาจเป็นของปลอมได้
  • รุ่นที่นำเข้ามาใช้ในประเทศไทย ณ ตอนนี้มีแค่รุ่น Neuramis Deep เท่านั้นหากพบเจอรุ่นอื่น ๆ วางขาย ก็มีโอกาสที่จะเป็นของปลอมได้

ต้องฉีดฟิลเลอร์ Neuramis เท่าไหร่ถึงจะเห็นผล

การฉีดฟิลเลอร์ให้เห็นผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์ผู้ฉีด ยิ่งเป็นจุดที่อันตรายด้วยแล้วยิ่งต้องมีความแม่นยำสูงตามไปด้วย ปริมาณของสารเติมเต็มที่จะเหมาะสมกับสภาพผิวที่เป็นปัญหา หากคนไข้มีร่องลึกเป็นจำนวนมาก จำเป็นที่จะเพิ่มปริมาณฟิลเลอร์ให้เพียงพอต่อการเติมเต็มในตำแหน่งดังกล่าว  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณเห็นผลของการรักษาที่ดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่าปริมาณที่มากขึ้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายจะสูงตามไปด้วย

ทั้งนี้เราได้หาข้อมูลคร่าว ๆ ของตำแหน่งที่ บริเวณทีฉีดฟิลเลอร์ และประมาณที่ควรใช้ในแต่ล่ะจุด

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา : ช่วยลดความหมองคล้ำ เบ้าตาแพนด้า หรือเบาตาที่ลึกเกินไป ปริมาณที่ควรใช้เติมใต้ตาคือ 1-3 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์คาง : ปรับรูปหน้าให้เรียวยาวขึ้นและมีมิติ ปริมาณที่ควรใช้เติมคางคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้มตอบ : ลดรอยเหี่ยวย่นที่ร่องแก้มลง และเพิ่มเนื้อบริเวณแก้ม ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ปริมาณที่ควรใช้เติมร่องใต้มุมปากคือ 1-2 ml., เติมแก้ม แก้มตอบคือ 2-4 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์จมูก : เสริมความสูงของจมูกให้โด่งได้รูปแบบที่ต้องการ ปริมาณที่ควรใช้เติมจมูกคือ 1 ml., สำหรับจมูกหยดน้ำคือ 1 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก : ช่วยให้ใบหน้าดูเต่งตึง ไร้ริ้วรอย ปริมาณที่ควรใช้เติมหน้าผากคือ 4-6 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ปาก : ทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มมีน้ำมีนวล แก้ไข้อาการบกพร่อง เช่น ปากบางหรือปากเบี้ยวได้ ปริมาณที่ควรใช้เติมปากอวบอิ่มคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ขมับ : ทำให้โหนกแก้มดูยุบและหน้าดูหวานขึ้น ปริมาณที่ใช้เติมขมับคือ 2-3 ml.

ผลข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์ Neuramis

การฉีดฟิลเลอร์ทุกยี่ห้อรวมถึงฟิลเลอร์ Neuramis ไม่มีผลข้างเคียงอันตรายกับร่างกาย แต่ส่วนใหญ่มักจะพบก็คือ อาการบวมตามตำแหน่งที่พึ่งฉีด แต่อาการเหล่านี้ 2-3 วันก็จะหายไปเอง โดยหลังจากฉีดฟิลเลอร์ไม่จำเป็นต้องนอนหรือพักฟื้นที่โรงพยาบาล เมื่อเสร็จการรักษาแล้วก็สามารถ ใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือแม้แต่แต่งหน้าก็ได้ แต่ควรจะต้องกลับมาพบแพทย์ตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อประเมินผลหลังการรักษาว่าเป็นไปได้อย่างที่ต้องการหรือไม่

 

สวยได้ทุกส่วน ด้วยฟิลเลอร์

ในปัจจุบันใบหน้าที่ได้รูปเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินความจริง เพราะเทคโนโลยีด้านความงามต่าง ๆ มีการพัฒนาไปไกลแล้ว วันนี้เราจะมาแนะนำอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่นิยมนั่นก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์จะช่วยให้ใบหน้าของเรากลับมาเต่งตึง อวบ อิ่มดูสดใสเป็นธรรมชาติ และยังช่วยให้ดูอ่อนวัยลงทันตาเห็น แต่ฟิลเลอร์คืออะไร สามารถฉีดเข้ากับบริเวรณไหนของใบหน้าได้บ้าง วันนี้เราจะมาชวนทุกท่านศึกษาไปพร้อม ๆ กันจากบทความนี้

ฟิลเลอร์คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์  คือ การฉีดสารเติมเต็มเพื่อให้ได้รูปหน้าที่เราต้องการ สารนี้ก็มีชื่อว่า สารไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid หรือ HA) เป็นสารสกัดจากธรรมชาติร่ายกานสามารถย่อยสลายได้ จึงเป็นสารที่ความปลอดภัยสูง ยังสามารถเติมเต็มริ้วรอยร่องลึก หรือรอยแผลเป็นที่เป็นหลุมเป็นบ่อตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้าของท่าน สาร Hyaluronic acid หรือ HA เป็นสารที่เลียนแบบสารที่มีตามธรรมชาติจะช่วยทำให้ใบหน้าของท่านมีน้ำมีนวล อวบอิ่มและเต่งตึง ริ้วรอยร่องลึกดูตื้นหรือนูนขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเติมเส้นใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาแลดูอ่อนเยาว์กว่าวัย นอกจากนั้นสารนี้ยังมีหน้าที่ช่วยเพิ่มและปรับโครงสร้างใต้ชั้นผิวหนังให้อ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น ช่วยลดเรือนริ้วรอย และเติมเต็มจุดบกพร่องบนใบหน้าจุดต่างๆเช่น ริมฝีบาก  ดวงตา และอวัยวะอื่น ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วย

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

  • ฟิลเลอร์ที่คงอยู่ได้ชั่วคราวเช่น สารไฮยาลูรอนิก แอซิด ที่สกัดจากสารธรรมชาติ เมื่อฉีดเข้าบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า แล้วจะคงอยู่ได้ประมาณ 6 – 8 เดือน จัดว่ามีความปลอดภัยมากสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
  • ฟิลเลอร์แบบคงรูปอยู่ได้ถาวรซึ่งประกอบไปด้วย ซิลิโคน หรือน้ำมันพาราฟิน ให้ผลลัพธ์ถาวรกล่าวคือไม่สามารถสลายได้เอง และอาจมีผลข้างเคียงในระยะยาว จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการอักเสบและเป็นอันตรายกับในอนาคต แพทย์จึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้

การฉีดฟิลเลอร์จะใช้เวลาไม่นาน หรือประมาณ 15 – 30 นาที ได้ผลรวดเร็วทันใจเมื่อฉีดแล้วจะพบความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังฉีดทันที และจะยิ่งเห็นผลชัดที่สุดในวันที่ 5 ของการฉีด โดยสามารถอยู่ได้นานถึง 6 เดือน หรือขึ้นอยู่กับผิวหน้าของแต่ละคน และกิจกรรมที่ทำหลังฉีดด้วย เมื่อเราได้ทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ และทราบแล้วว่าฟิลเลอร์มีกี่ชนิด ต่อไปเราก็จะมาดูว่า ส่วนไหนบนใบหน้าที่เราไม่พอใจ และเป็นส่วนที่สามารถเติมฟิลเลอร์ได้หรือไม่

ฟิลเลอร์คาง และ ฟิลเลอร์ขมับ

ส่วนแรกที่เราจะมาดูกันคือคางและขมับ หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่พอใจที่รูปหน้าดูสั้นไป  ถ่ายรูปออกมาแล้วหน้าดูอวบไป หน้าไม่มีมิติเพราะกลมเกินไป โหนกแก้มดูสูงไม่ได้ดั่งใจ ฟิลเลอร์คางและขมับจะช่วยคุณได้ ขมับและคางเป็นจุดที่ค่อนข้างแข็ง เหมาะกับฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm Voluma เพราะเป็นฟิลเลอร์ที่โมเลกุลมีความคงตัว จึงเหมาะที่จะนำมาเติมบริเวณที่มีความแข็งสูง และความแข็งนี้จะสามารถปั้นคางให้เป็นทรงต่าง ๆ ตามความต้องการได้ ส่วนขมับก็เช่นกันหากมีน้ำมีนวลขึ้นจะช่วยลบส่วนโหนกที่ดูสูง แต่ทำให้ใบหน้าช่วงบนมีน้ำมีนวลและส่วนล่างดูเรียวขึ้นได้ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับสาวหน้ากลม

ฟิลเลอร์ปาก

สิ่งสำคัญที่จะช่วยปรับรูปหน้าเราจากการฉีดฟิลเลอร์ปากคือ เมื่อเราอายุมากขึ้นริมฝีปากของเราจะบางลง ไม่อิ่มเอิบ เห็นริ้วรอยได้ง่าย ดูมีอายุ หากมีริมฝีปากที่อ่อนนุ่ม อิ่มเอิบ จะดูสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์ นอกจากนั้นการปรับรูปปากจะสัมพันธ์กับเวลายิ้ม สามารถทำให้การยิ้มของเราเปลี่ยนแปลงไปได้ ช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาที่พูด ยิ้ม พบปะผู้คน นอกจากนั้นถ้าริมฝีปากเราบาง ผิวหนังรอบ ๆ แห้ง เป็นเส้นริ้วรอย ไม่สวย จะดูมีอายุได้ง่าย การฉีดฟิลเลอร์ปากจะช่วยแก้ปัญหาปากเป็นร่อง ปากแห้ง ให้สวย อวบอิ่ม ชุ่มชื้นขึ้น เมื่อริมฝีปากอิ่มสวยและก็จะช่วยให้เราทาลิปสติกสนุกขึ้นได้ เพราะลิปสติกจะไม่ตกร่องบนริมฝีปากอีกต่อไป

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฟิลเลอร์ร่องแก้มเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึก ทำให้แก้มดูตอบ หน้าโทรม ไม่สดใส หรือคนที่มีอายุมากทำให้ผิวหน้าของเราเหี่ยวลง ก็เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แนะนำให้ใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm Ultra Plus เพราะรุ่นนี้มีลักษณะโมเลกุลที่นุ่ม ฟู สามารถเติมเต็มร่องต่าง ๆ ได้ดี จะทำให้ใบหน้าเต็มอิ่ม ดูเด็กได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้ง จะช่วยแก้ปัญหาแก้มตอบเพราะฟิลเลอร์จะเติมเต็มร่องแก้มให้อิ่มเต็มขึ้น ใบหน้าจึงสวยมีมิติมากขึ้น

ฟิลเลอร์จมูก

การฉีดฟิลเลอร์จมูกเป็นอีกหนึ่งวิธียอดนิยม ที่ช่วยเสริมจมูกให้ดูเป็นธรรมชาติ โดยการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์เข้าไปที่บริเวณสันจมูกหรือเนื้อจมูและทำให้จมูกให้ดูโด่งมากขึ้น ข้อดีก็คือดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องห่วงเรื่องซิลิโคนที่เสริมจมูกเพราะในบางครั้งซิลิโคนที่เสริมจมูกอาจจะทำออกมาแล้วไม่รับรับเนื้อจมูกทำให้ทะลุออกมานอกผิวหนังก็ได้ นอกจากนี้การฉีดฟิลเลอร์ก็ยังสามารถ เอาออกก็สามารถฉีดออกได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด  สารฟิลเลอร์จะสลายไปเอง ภายใน 4 – 6 เดือนโดยไม่เป็นอันตรายกับร่างกายแต่อย่างใด

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์จมูก็มีไม่น้อยเช่นกัน เพราะจมูกถือเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดอยู่มาก ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนฉีด หากผู้ฉีดไม่มีความเชี่ยวชาญมากพออาจทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนจนทำให้จมูกเบี้ยว หรืออาจฉีดเข้าไปผิดจุดจนทำให้สารฟิลเลอร์เข้าไปทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดจนตาบอดได้ ดังนั้นก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์จมูกควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเพื่อความปลอดภัย

ฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดฟิลเลอร์ตาจะเห็นผลได้ชัดกับผู้ที่มีใต้ตาที่อิดโรย ขอบตาแพนด้า คล้ำ เบ้าลึกโบ๋ หรืออยากเติมเต็มใต้ตาให้ดูฉ่ำเป็นธรรมชาติ ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่แนะนำคือ Restylane Vital Light เพราะฟิลเลอร์รุ่นนี้มีลักษณะโมเลกุลนุ่ม ๆ  เหมาะสำหรับเติมเต็มใต้ตาให้ดูเต็มโดยเฉพาะ ผลคือจะทำให้ใต้ตาไม่แข็ง ไม่เป็นก้อน อีกทั้งยังมีโมเลกุลนุ่มที่เหมาะสมกับการเติมเต็มใต้ตา ให้ได้รูปทรงอย่างที่ต้องการ ซึ่งจะทำให้ใต้ตาอิ่มกำลังดี แต่ไม่เป็นก้อนแข็ง

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์จะช่วยยกกระชับและปรับรูปหน้าเราให้เต็มและอิ่มน้ำ ดูเป็นธรรมชาติได้
  2. อีกทั้งช่วยผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ หน้าเด็กลง แลดูสุขภาพผิวดี เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำได้ดี เมื่อใต้ผิวเรามีน้ำเยอะก็จะทำให้ผิวเราดูอวบอิ่มสุขภาพดีได้เช่นกัน ดังนั้นหลังฉีดฟิลเลอร์จะแนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อผลลัพธ์ที่คงรูปได้นานและสวยงาม
  3. ฟิลเลอร์จะช่วยแก้ไขจุดบกพร่องบนในหน้าได้ เช่น ปัญหาร่องใต้ตา แก้มตอบ ปากบาง คางสั้น เป็นต้น
  4. ใช้เวลาไม่นานประมาณ 30 – 45 นาทีในการฉีดเท่านั้น
  5. เห็นผลหลังจากทำทันทีและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่ต้องวางยาสลบ

ข้อจำกัดหรือข้อเสียของฟิลเลอร์

  1. หากท่านใดมีอาการแพ้ยาชาแบบแปะหรือแบบทา จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมยาชาแบบ อื่นแทน และถ้ามีการแพ้ยาชาจริง ๆ ก็อาจมีความจำเป็นต้องฉีดแบบไม่มียาชา
  2. สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร และผู้ที่มีเลือดออกและหยุดยาก ควรหลีกเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ เพราะถ้าเลือดหลุดยากอาจส่งผลให้มีการเลือดออกใต้ชั้นผิวหนังได้
  3. ในท้องตลาดมี ฟิลเลอร์ ( Filler ) ออกมาวางจำหน่ายหลายเจ้าด้วยกัน ไม่ควรเลือกฟิลเลอร์จากแค่ราคาถูกเท่านั้น เพราะหากพลาดเจอของที่ไม่มีมาตรฐานหรือของปลอม อาจทำให้เกิดอันตรายต่อใบหน้า มีผลให้ใบหน้าผิดรูป ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาคลินิกที่ได้มาตรฐานก่อนทำการฉีด

 

Thermage กับ HIFU ต่างกันอย่างไร

วันเวลาได้พัดพาเอาความเอ่อนยาว์จากไป และคอยขับเน้นร่องริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยให้เริ่มปรากฏเด่นบนใบหน้าของเราเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนไปจากชั้นผิวของเรา ชั้นหนังแท้ในผิวหนังของเรามีคอลลาเจน Type I ประมาณ 80% (คอลลาเจนชนิดที่มีมากที่สุดในร่างกายของเรา) และอีก 15% ประกอบด้วยคอลลาเจน Type III ไฟโบรบลาสต์ อิลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิค สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเมทริกซ์นอกเซลล์ (extracellular matrix) ของผิวของเรา ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว จากช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 20 แม้ว่าจะมีวิทยาการต่างๆมากมายมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่น การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า เคยเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการรักษาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Thermage และ HIFU ที่เป็นสองตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับดูแลปัญหาในเรื่องนี้

Thermage คืออะไร

ก่อนที่เราจะทราบถึงความแตกต่างของ Thermage และ HIFU นั้น เราจะต้องทราบถึงความหมายและวิธีการของ Thermage และ HIFU กันเสียก่อน Thermage เป็นการรักษายกกระชับผิวแบบไม่รบกวนผิว ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นให้เรียบเนียนและกระชับขึ้น สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของผิวหรือการเกิดรอยแผลเป็น การรักษาด้วย Thermage สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาแบบผิวหน้าด้านบนของชั้นผิว สำหรับการกระชับผิวหน้า ลำคอ และเปลือกตา ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการรักษาที่ลงลึกลงไปมากกว่าแบบแรก สำหรับการกระชับลำตัวบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ก้น และแขน ในระหว่างกระบวนการที่พลังงานคลื่นวิทยุได้แทรกซึมลึกเข้าไปในผิวหนังเพื่อให้ความร้อนแก่เนื้อเยื่อที่รองรับผิว ทำให้เกิดการกระชับผิวในทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะช่วยการกระชับของผิวอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

HIFU คืออะไร

HIFU เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับรูปร่างใบหน้า ลบเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว กระบวนการทำงานของ HIFU Treatment (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับผิวโดยส่ง Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง ส่งไปยังผิวหนังชั้นลึกโดยตรง เพื่อทำลายคอลลาเจนเก่าและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึงและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น HIFU นั้นเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการยกกระชับผิว เมื่อก่อนนั้น HIFU เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการใช้งานในการรักษาเนื้องอก รายงานการใช้งาน HIFU ครั้งแรกเพื่องานด้านความงามที่เชื่อถือได้เกิดขึ้นในปี 2008 HIFU ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ในปี 2009 และยังผ่านการรับรองจาก FDA ในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น การทดลองทางคลินิกขนาดเล็กหลายแห่งพบว่า HIFU มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย ซึ่งผู้คนสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดอีกด้วย 

ข้อแตกต่างของ Thermage กับ HIFU

ข้อแตกต่างที่สำคัญของ Thermage กับ HIFU นั้นมีหลายประการ อันประกอบไปด้วย

  1. ประการแรกก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่า Thermage เป็นการรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่วน HIFU ใช้ High-Intensity Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง
  2. ประการต่อมาคือ ระดับความลึกของชั้นผิวหนังในการรักษา Thermage นั้น ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้นไขมันและชั้นคอลลาเจนของผิว ส่วน HIFU ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า โดยระดับความลึกของการรักษานี้อาจขึ้นอยู่กับการทำ HIFU ของแต่ละแบรนด์)
  3. บริเวณที่มีข้อจำกัดในการรักษา Thermage จะไม่สามารถทำการรักษาบริเวณที่มีอุปกรณ์เทียม หรือที่มีวัสดุเป็นโลหะฝังอยู่ ส่วน HIFU จะมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้บริเวณใกล้กับกระดูก
  4. ระยะเวลาของผลลัพธ์ ในการใช้วิธี Thermage ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานราว 1-2 ปี และจะเห็นผลลัพธ์ได้แทบในทันที แต่เป็นผลลัพธ์ประมาณ 20% ของผลลัพธ์จริง ส่วนแบบ HIFU นั้น ระยะเวลาของผลลัพธ์จะอยู่ที่ราว 3-4 เดือน ซึ่งระยะเวลาของ HIFU จะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากที่ทำไปแล้ว และจะค่อยๆยกกระชับตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และถ้าหากเข้ารับการทำ HIFU อย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  5. ในด้านของราคานั้น HIFU มักจะมีจุดเด่นที่ได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากเลยก็คือเรื่องราคาที่ค่อนข้างย่อมเยาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ Thermage 

Thermage กับ HIFU เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน

 ในขณะที่เรามีอายุมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งลักษณะของอายุผิวหน้าออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละรูปแบบของอายุจะแสดงลักษณะของริ้วรอยที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีประโยชน์เพื่อใช้อธิบายวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน โดยรูปแบบของอายุผิวหน้าจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

  1. The Sinker

            มีลักษณะที่สูญเสียปริมาณเนื้อบริเวณส่วนสำคัญของใบหน้า เช่น ขมับกลางใบหน้าและแก้ม สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการจมลึกของร่อง หรือมีลักษณะที่ดูตอบและผอมแห้ง ระหว่าง Thermage และ HIFU อายุผิวที่มีลักษณะนี้ควรเลือก Thermage น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะ The Sinker จะไม่ละลายไขมันและมีการเร่งการปรากฏตัวของร่องริ้วรอย ลักษณะอายุผิวประเภทนี้ อาจสามารถรับการรักษาที่เป็นระโยชน์มากขึ้น ด้วยวิธีการผสมผสานของการรักษาความกระชับผิว ร่วมกับฟิลเลอร์ผิวหนัง เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียปริมาณเนื้อบนใบหน้า

  1. The Saggers

            กลุ่มที่มีลักษณะอายุผิวแบบนี้ มักจะบ่นเรื่องผิวหนังและเนื้อเยื่อที่หลวมขึ้น ซึ่งเนื้อเยื่อหลวมคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นนอกเหนือไปจากคอลลาเจน โดยลักษณะนี้ การรักษาแบบ HIFU จะเหมาะสมและมีประโยชน์ในการกระตุ้นความกระชับของชั้นผิว SMAS สามารถทำให้ได้ผลการยกที่ลึกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การละลายไขมันและเนื้อเยื่อส่วนเกินบนใบหน้าส่วนล่างควบคู่ไปด้วย จะช่วยเราย้อนคืนนาฬิกาแห่งเยาว์วัยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

  1. The Wrinkler

          ลักษณะอายุผิวประภทนี้จะมีรอยย่นบนผิวหนังส่วนใหญ่ และจะปรากฏอย่างชัดเจนอยู่บริเวณรอบดวงตา คิ้วและริมฝีปาก ซึ่งการใช้โบท็อกซ์จะสามารถพาเราบรรลุผลลัพธ์ที่ดีและเห็นผลได้ทันทีสำหรับปัญหาอายุผิวนี้ แต่สำหรับการรักษาที่สามารถคงผลลัพทธ์ได้ยืนยาวและมีประสิทธิภาพ เราสามารถใช้ได้ทั้ง Thermage และ HIFU ควบคู่กันไปทั้งสองอย่างได้ หรือจะใช้การรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่มีริ้วรอยหลายเส้นและมีริ้วรอยบนคิ้ว รอบดวงตา และใบหน้า อาจเหมาะสมและได้รับประโยชน์จาก Thermage มากกว่า ในขณะที่คนที่มีริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อย อาจเหมาะสำหรับวิธีการรักษาแบบ HIFU มากกว่า

ทั้งวิธีการรักษาแบบ Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นการยกกระชับใบหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และทั้ง Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองแบบเองก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง แบบ Thermage นั้นเป็นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่และทำงานเป็นวงกว้าง ไม่มีทิศทาง เด่นในด้านการลดชั้นไขมันบนใบหน้าและเพิ่มคุณภาพผิว เหมาะสำหรับคนที่ทนความเจ็บได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการทำ HIFU นั้น มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ระดับความเจ็บของ HIFU ไม่มากนัก และมีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและต้องกับความต้องการของเรามากที่สุด  เราควรจะต้องสังเกตปัญหาผิวหน้าของเราก่อน และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Thermage และ HIFU ให้เข้าใจ แล้วจึงตัดสินใจเลือกสถาบันที่เหมาะสมเชื่อถือได้สำหรับตัวเอง

7 ข้อห้าม ที่คนอยากสวยด้วย HIFU ต้องระวัง!

เรื่องความสวยความงามไม่ว่าจะกับคุณผู้หญิงท่านไหนก็คงอยากจะให้คงอยู่ไปตลอดกาล เพราะความสวยคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หลาย ๆ คนมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผิวพรรณที่เริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และด้วยการที่ผู้หญิงต่างไม่ต้องการที่จะหยุดสวย นวัตกรรมเพื่อความงามที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันมากมายก็ได้กลายเป็นทางเลือกที่สาว ๆ ต่างให้ความสนใจ แต่ด้วยความกลัวเจ็บหรือเรื่องของค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย ก็ล้วนแต่ทำให้สาว ๆ คิดไม่ตกกันเลยทีเดียวว่าจะเลือกใช้บริการเสริมความงามรูปแบบใดดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า การทำ HIFU ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการเสริมความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายท่าน เพราะการทำ HIFU ไม่ต้องถึงขั้นได้ใช้มีดหมอแบบที่หลายคนกลัว ‘HIFU’ หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของคุณผู้หญิง ด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงขั้น SMAS หรือ  Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะทำให้ผิวกระชับขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมานั่นเอง สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองทำ HIFU เพื่อสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ไม่ควรทำทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการทำ HIFU คือสิ่งที่ทุก ๆ คนควรให้ความสนใจ ซึ่ง 7 ข้อห้ามที่คนอยากสวยต้องระวังมีดังนี้

  1. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอออล์ทุกชนิด

แม้จะเป็นคนรักการสังสรรค์มากเพียงใด ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะต้องมีการเฉลิมฉลองต่าง ๆ นานา แต่หากอยากสวยด้วย HIFU อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วล่ะก็ ผู้ที่เข้ารับการทำ HIFU ก็ควรงดกิจกรรมสังสรรค์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ บุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็เป็นข้อห้ามที่จะมาสกัดความสวยของคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ด้วยความที่มีสารต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการทำ HIFU อีกทั้งกระทบกับสุขภาพของผู้ที่ตัดสินใจทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนควรจะงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยต้องเริ่มงดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำจนไปถึงหลังจากที่ทำแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่กำลังจะเกิดใหม่

  1. เลิกนิสัยโต้รุ่ง

ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการทำ HIFU ทุกคนควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่าการทำ HIFU มีการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงกับเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตนเองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมให้การทำ HIFU มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าก่อนทำ HIFU ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อน ไม่ควรอดหลับอดนานเด็ดขาด

  1. อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับแสงแดด

สำหรับคนที่เข้ารับการทำ HIFU แน่นอนว่าใบหน้าจะบอบบางขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนแสงแดดที่ร้อนแรงก็มีผลต่อการทำ HIFU เช่นกัน ซึ่งผู้ที่เพิ่งทำ HIFU มาควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดดไปสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากแสงแดดสามารถทำลายคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ควรจะเลี่ยงแสงแดดไปสักพัก หรือหากมีความจำเป็นต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้งจริง ๆ ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อปกป้องผิวของตนเองเสมอ อย่างเช่น หมวกทที่สามารถบังแสงแดดได้ หรือจะเป็นร่มกันแดด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดปะทะกับผิวโดยตรง และที่สำคัญคือควรที่จะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไว้อีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจกับตัวผู้รับการทำ HIFU เอง และถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงแดดไปสัก 1-2 สัปดาห์หลังจากที่รับการทำ HIFU

  1. งดสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรง

หลังจากที่ทำ HIFU มานั้น ทุกคนควรจะงดการแตะหรือสัมผัสกับใบหน้าของตัวเอง เนื่องจากใบหน้าของเราในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและค่อนข้างที่จะบอบบางเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มือแตะหรือจับบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความรู้ตึง ๆ หรือเมื่อยบริเวณใบหน้า จึงอาจทำให้เผลอไปนวดหรือสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรงเอาได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากทำ HIFU มา เพราะอาจทำให้การทำ HIFU เสื่อมประสิทธิภาพได้

  1. อย่าละเลยการบำรุงใบหน้าของตัวเอง

เชื่อว่าคนอยากที่สวยอยู่เสมอหลายคนคงดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การที่ใบหน้าของเรากำลังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัวและบอบบางเป็นพิเศษ แน่นอนว่าขั้นตอนการดูแลใบหน้าก็ควรที่จะพิเศษตามไปด้วย เพราะหากไม่ดูแลรักษาใบหน้าให้ดี ค่าใช้จ่ายที่เสียไปอาจไม่เกิดประโยชน์ก็เป็นได้ ดังนั้นเหล่าสาว ๆ จึงไม่ควรที่จะละเลยการบำรุงใบหน้าด้วยครีมหรือทรีตเมนท์ต่าง ๆ เป็นอันขาด นอกจากนี้เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน จึงควรที่จะล้างหน้าและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ใบหน้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสี่ยงกับการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง 

  1. อย่าลืมเช็คความน่าเชื่อถือของสถานที่ที่รับทำ HIFU

แม้จะอยากสวยหรือกลับมาดูอ่อนวัยมากเพียงใด แต่ก็ควรมีสติและเลือกคลินิกหรือสถานเสริมความงามที่มีความน่าเชื่อถือ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ควรได้มาตรฐาน และผู้ที่ทำการให้บริการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับที่ไว้วางใจได้ ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการทำ HIFU ควรจะตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเริ่มทำเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อร่างกายและเงินในกระเป๋า เนื่องจากความเป็นที่นิยมของ HIFU จึงอาจทำให้มีสื่อหลายรูปแบบที่ออกมาโฆษณาเกินจริง อาจดูน่าเชื่อถือแต่ก็ไม่สามรถไว้วางใจได้ การตรวจสอบก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด

  1. อย่าขัดคำสั่งของคุณหมอ

เมื่อได้รับการทำ HIFU แล้ว สิ่งที่สาว ๆ ทุกคนห้ามละเลยก็คือคำสั่งจากคุณหมอที่ดูแลเรา เพราะเขาคือผู้ที่จะคอยติดตามผลลัพธ์จากการทำ HIFU และคอยให้คำแนะนำหรือวิธีการปฏิบัติตัวต่าง ๆ หลังจากทำให้แก่ผู้รับบริการ และหากว่าไม่ทำตามคำแนะนำของคุณหมอ จากที่จะสวยอาจกลายเป็นแย่ยิ่งกว่าก่อนทำไปเลยก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรเชื่อฟังคำเตือนของคุณหมอ สิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำก็ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ และหากเกิดอาการผิดปกติหลังจากทำ ผู้ทำ HIFU ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าคิดไปเองว่าอาจจะไม่เป็นอะไร เพื่อความปลอดภัยและความสวยที่คงทนแบบที่ทุกคนต้องการ     

การทำ HIFU เป็นนวัตกรรมที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผู้ที่ทำให้ได้กลับมามีความมั่นใจกับใบหน้าของตนเองอีกครั้ง โดยส่วนมากแล้วผู้ที่ต้องการทำมักอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปีขึ้นไป โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือเรื่องของความเหี่ยวย่นของใบหน้า รู้สึกใบหน้าไม่กระชับเหมือนสมัยยังสาว อีกทั้งยังมีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ทำให้สาว ๆ หมดความมั่นใจเอาได้ง่าย ๆ และแม้การทำ HIFU จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างน้อยและราคาไม่แพงมาก แต่การระมัดระวังตนเองก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และไม่เกิดผลเสียต่อตัวของผู้เข้ารับการทำ HIFU โดยข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อที่ได้กล่าวไปนั้น สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และผู้ที่จะเข้ารับการทำ HIFU ก็ควรที่จะศึกษาไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวถูกในระดับหนึ่ง แต่นอกจากข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อแล้ว หากมีสิ่งใดที่สงสัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดคือผู้เชี่ยวชาญที่รับหน้าที่ในการทำ HIFU ตามคลินิกหรือสถานเสริมความงามต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้เข้ารับบริการเสมอ

           

 

 

 

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ตัวเลือกใหม่ของสาวสายศัลฯ

ผู้หญิงทุก ๆ คน ล้วนมีความสวยแต่ความสวยนั้นก็จะมีแตกต่างกันไป บางคนก็ยังต้องมีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไข บางคนก็เพียบพร้อมไปด้วยความสวยแล้ว แต่สิ่งนั้นก็คือการที่ทำให้เรานั้นมีความมั่นใจมากขึ้น ในยุคสมัยนี้ก็มีการทำศัลยกรรมนั้นก็มีหลายรูปแบบเข้ามาสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเล็กหรือผ่าตัดใหญ่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เรานั้นมีความสวยอย่างรวดเร็ว เราก็เลยยกตัวอย่างการทำฟิลเลอร์ร่องแก้มมาให้สาว ๆ กันค่ะ

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์คือ สารที่เติมเต็มให้ใบหน้านั้นมีความอิ่มมีความฉ่ำวาวมีน้ำมีนวลซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละจุดที่เรานั้นได้ฉีดฟิลเลอร์เข้าไปฟิลเลอร์นั้น สามารถแต่งรูปหน้าหรือแก้ไขรูปหน้าได้ ซึ่งจะมีสารที่เลียนแบบธรรมชาติหรือเรียกว่า HA สารตัวนี้จะมีความปลอดภัยแล้วก็เป็นสารสกัดมาจากธรรมชาติจะมีลักษณะที่คล้ายกับเซลล์ของผิวเรา แต่จะมีความปลอดภัยสูงมากกว่า เพราะว่าฟิลเลอร์นั้นโดยปกติแล้วจะช่วยกักเก็บน้ำ และยังเติมความชุ่มชื้นให้แก่ใบหน้าจึงทำให้หน้าของเรานั้นมีความอิ่มเต็มเรียบเนียนซึ่งสามารถใช้เป็นสารทำให้ผิวพรรณนั้นกลับมาดูกระชับหรือเปล่งปลั่งได้อีกด้วย และยังช่วยเติมจุดที่บกพร่องแก่ใบหน้า

ฟิลเลอร์ร่องแก้มคืออะไร

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม คือการเติมร่องแก้มเพื่อเป็นตัวช่วยที่ทำให้ใบหน้านั้นดูอิ่มเต็ม และเป็นการเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าอีกด้วย เป็นการเติมเต็มริ้วรอยหรือชั้นร่องลึกบนใบหน้าทำให้ใบหน้าของเรานั้นกลับมาเด็กและดูเต่งตึงมากขึ้น

สาเหตุของการเกิดร่องแก้มนั้นก็มองได้หลายสาเหตุ

  1. มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุหรือวัยประมาณ 35 ขึ้นไปแต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะของผิวหน้าของแต่ละคนด้วยบางคนอายุน้อยก็สามารถเกิดร่องแก้มได้เช่นกัน
  2. อาจจะเกิดจากการที่เรายิ้ม หรือหัวเราะเป็นเวลานานหรือมากเกินไป
  3. การยุบตัวลงของกระดูกบริเวณช่วงร่องแก้มนั้นแต่ละช่วงวัยหรือใต้ตาซึ่งจะทำให้เห็นเส้นของร่องแก้มนั้นดูได้อย่างชัดและดูลึกหรืออาจจะเกิดจากภาวะจากคนที่มีรูปร่างที่ผอมจึงทำให้นั่นใบหน้านั้นดูแก่กว่าวัยและมีร่องแก้มเกิดขึ้นได้นั่นเอง
  4. เกิดได้ในภาวะคนที่มีน้ำหนักน้อยหรือมีริ้วรอยบริเวณใบหน้าร่องแก้มปัญหาแก้มตอบก็เกิดขึ้นได้
  5. แต่ปัญหาที่ทำให้สาวสาวมีริ้วรอยได้ก็มีอีกหนึ่งปัจจัยก็คือการสะสมความเครียดการที่เราดื่มกาแฟก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญการไม่ทาครีมกันแดดก็ทำให้เรานั้นมีผิวที่เหี่ยวย่นได้

อากการหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

หลังจากการฉีดฟิลเลอร์นั้น ครั้งแรกอาจจะมีอาการบวม อาการก็จะแตกต่างไปตามแต่ละบุคคลบางคนก็อาจจะมีอาการแต่บางคนก็จะไม่มีอาการ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน แต่ละคนที่มีอาการบวมนั้นอาจจะมีประมาณ 2 ถึง 5 วันอาการก็จะค่อย  ๆ ดีขึ้นไปนั้นเอง กรณีหลังฉีดนั้นอาจจะรู้สึกว่าฟิลเลอร์เป็นก้อน หรือรู้สึกว่าฟิลเลอร์แข็งตัว ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะว่าเกิดจากการบวมเพราะการบวมนั้นค่อย ๆ ลดลงก็จะทำให้มีความนิ่มลงและก่อนก็จะหายไปเองโดยธรรมชาติ

หลักการดูแลตัวเองก่อนที่จะฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

การเตรียมตัวที่จะฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย

1 . ควรที่จะงดอาหารหรือยาบางชนิดจำพวกวิตามินหรือกลุ่มยาแอสไพริน

2 . การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นควรที่จะหลีกเหลี่ยงเป็นเวลา 3 วันก่อนที่จะทำฟิลเลอร์ร่องแก้ม

3 . ควรที่จะงดออกกำลังกายก่อนที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นเวลา 1-2 วัน

หลักการดูแลตัวเองหลังจากฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  1. ไม่ควรที่จับหรือสัมผัสใบหน้าเพราะอาจจะทำให้ใบหน้าของเรานั้นเกิดความเสียหายได้ หรือฟิลเลอร์ที่เราฉีดไปนั้นจะไปกระจายทำให้ตัวยานั้นกระจายทั่วใบหน้าและทำให้ฟิลเลอร์ของเรานั้นไม่เป็นผล
  2. หลังการฉีดฟิลเลอร์ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงควรที่จะงดการดื่มแอลกอฮอล์ ควรหันมาดื่มน้ำเปล่าแทนเพราะการดื่มน้ำเปล่าน้ำจะทำให้ฟิลเลอร์นั้นอุ้มน้ำและสามารถเห็นผลได้ดีมากกว่า
  3. เมื่อฉีดฟิลเลอร์ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ควรที่จะงดการนวดหน้าแรง ๆ หรือการที่ไปซาวน่า และการเล่นโยคะร้อน อบสมุนไพร จะทำให้ฟิลเลอร์นั้นอาจจะเกิดการสลายตัวได้ การนวดหน้าแรง ๆ นั้นจะทำให้รูปทรงของใบหน้านั้นเปลี่ยนได้แต่การที่จะไปนวดหน้าแนะนำก็คือควรที่จะรอให้ครบประมาณ 2 ถึง 3 อาทิตย์ถึงจะไปนวดหน้าได้                               
  4. คนที่ถนัดนอนหงายนั้นควรที่จะนอนตะแคงและงดการนอนราบหลังการฉีดฟิลเลอร์นั้นเป็นเวลา 2 ถึง 5 ชั่วโมง           เป็นอย่างต่ำ สามารถนอนตะแคงซ้ายหรือขวาก็ได้ จะดีกว่าการนอนหงายและไม่ควรที่จะนอนหมอนต่ำจนเกินไป
  5. การอาบน้ำอุ่นหรือการโดนแสงแดดถ้าไม่โดนแสงแดดที่ร้อนมาก ๆ หรือหน้าที่อุ่นจนร้อนมากนั้นก็ไม่เป็นผล สามารถทำได้ปกติ

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นไม่เจ็บอย่างที่คิด เพราะว่าทางแพทย์นั้นจะใช้ยาชาที่ฉีดเฉพาะจุด หรือการประคบน้ำแข็งซึ่งจะลดความเจ็บปวดได้มาก หรือไม่มีอาการเจ็บเลยระยะเวลาในการรักษา จะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึง 30 นาที ซึ่งในแต่ละรอบนั้นก็จะมีคุณหมอที่คอยให้คำแนะนำว่าก่อนฉีดนั้นอาจจะต้องฉีดยาชาบริเวณที่ต้องการ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ  ไม่มีรอยแผลหรือรอยเขียวช้ำ การฉีดฟิลเลอร์นั้นจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการพักผ่อนหรือการฉีดฟิลเลอร์แล้วต้องไปทำงานเลยก็สามารถที่จะทำได้เลยเพราะว่ามันไม่ต้องเสียเวลาในการรักษาแผล

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มดีกว่าการทำร้อยไหมยังไง

 การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นจะอยู่ได้ในประมาณ  6 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นเป็นเวลา 12 เดือนซึ่งผลของฟิลเลอร์จะขึ้นอยู่แล้วแต่ตามสภาพบุคคล และการรักษาขึ้น  บุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็สามารถที่จะฉีดฟิลเลอร์ได้   ซึ่งจะแตกต่างกับการร้อยไหม เพราะการร้อยไหมจะอยู่ได้ประมาณ 1 ถึง 2 ปีแต่หลังจากประมาณ 6 เดือนแรกนั้น จะต้องไปพบแพทย์เพื่อที่จะร้อยไหมเพิ่มเพื่อที่จะยืดระยะเวลาให้ใบหน้าให้เต่งตึง การร้อยไหมนั้นจึงแตกต่างจากการทำฟิลเลอร์เพราะจะต้องทำถึงสองรอบเพื่อที่คงสภาพ

สิ่งที่ไม่ควรที่จะมองข้ามของการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นควรที่จะศึกษาข้อมูลให้ดี เพราะอาจจะเจอแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์หรือแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญการที่เราตรวจสอบ และเช็คให้ดีก่อนนั้นจะเป็นการป้องกันให้เรานั้นไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ หรืออาจจะเป็นหมอกระเป๋าซึ่งกลุ่มเหล่านี้นั้น อาจจะทำให้เรานั้นเป็นอันตรายได้ ถ้าเราฉีดไปนั้นอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำการรักษาได้ยาก เพราะเป็นการเอาสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเรา ควรที่จะหลีกเลี่ยงหรือถ้าเรายังไม่ประสบการณ์ในการทำศัลยกรรม หรือการไปฉีดฟิลเลอร์นั้นควรที่จะปรึกษาเกี่ยวกับสถานความงาม หรืออาจจะดูรีวิวว่าเคสต่าง ๆ ที่ออกมาถ้าหากเคยทำผิดพลาดมีความรับผิดชอบต่อตัวลูกค้าอย่างไรเป็นต้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจและ ความรอบคอบให้แก่เรา เพราะไม่เช่นนั้นการที่ทำฟิลเลอร์ร่องแก้มโดยแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญนอกจากจะเป็นอันตรายแล้วก็อาจจะไม่เห็นผลและฟิลเลอร์นั้นอาจจะเข้าไปทำอันตรายต่อร่างกายของเราได้