รู้ไว้ใช่ว่า ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

วันนี้เราจะมาสอนทุกท่าน โกงอย่างถูกกฎหมายกันค่ะ ไม่ใช่โกงเงิน หรือโกงใคร แต่เป็นการโกงความงามและความอ่อนวัยให้กับตัวท่านเอง วิวัฒนาการในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิดได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป แต่ในวันนี้เราจะแนะนำให้รู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์ ที่จะมาคืนความเยาว์และโกงความงามของคุณกลับมาได้ แต่ก่อนที่เราจะจิ้มเข็มเข้าไปบนหน้าเรา เราก็ควรจะศึกษาให้ดี รวมถึงการเตรียมตัวก่อนไปฉีดฟิลเลอร์ด้วย

สารฟิลเลอร์ทำจากอะไร

ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปยังชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวเป็นสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ ไม่เกิดการแพ้ และไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีบริเวณแผลที่เป็นหลุม หรือริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก เพื่อเติมหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวมีน้ำมีนวล ดูเต่งตึง โกงความอ่อนเยาว์ลงไปมากอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังสามารถใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณมักจะได้รับการแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับคงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณปีครึ่งถึงสองปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) หารการใช้สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถกับเนื้อเยื้อที่อยู่ในผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ จะยิ่งมีความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นฟิลเลอร์ชนิดนี้จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) หรือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจะต้องฉีดสารย่อยสลายหรือให้แพทย์ขูดออกให้เท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงและเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในประเทศไทย Belotero, Perfectha, Neuramis, Restylane และ Juvederm,  โดยฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำที่สำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

จากที่เราได้เกริ่นมาข้างต้นแล้ว เราจะมาพาท่านนับถอยหลัง 14 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์กัน

14 วันล่วงหน้า หาข้อมูลให้เยอะ อ่านรีวิวให้มาก ก่อนจิ้มเข็ม

  • เราจำเป็นต้องหาข้อมูล การฉีดฟิลเลอร์ตามช่องทางหลัก ๆ ที่จะช่วยพิจารณาผลลัพธ์ของการรักษาปรับรูปหน้าแต่ล่ะที่ได้จาก รีวิวจากปากของคนไข้ที่ได้เข้ารับการรักษาจากที่นั้นจริง ๆ เราจึงต้องเริ่มจาการพิจารณาจากรีวิวในแหล่งที่เป็นกลาง เชื่อถือได้ และห้ามลืมดูวันที่ในการรีวิวเพื่อป้องกันการนำรีวิวเก่ามาใช้ซ้ำ นอกจากรีวิวดีแล้วต้องดูรีวิวเคสที่ไม่ดีด้วย เพื่อจะดูว่าคลินิกนั้นรับผิดชอบต่อคนไข้อย่างไร  ในต่างประเทศรีวิวประเภทนี้จะเป็นรีวิวคนไข้เชื่อถือมากที่สุด
  • แต่ของเสียของเมืองไทยคือ เรายังไม่มีช่องทางหรือเว็บไซต์ ที่ให้รีวิวคลินิกกันอย่างเป็นกลาง โดยส่วนมากหากมีเคสหลุดโดนพาดพิงก็จะลบออกได้ง่ายและรวดเร็ว สิ่งเดียวที่เมืองไทยก็จะมีและน่าเชื่อถือมากสุดคือ คำวิจารณ์จาก Facebook และ รีวิวผ่าน Google map เท่านั้น ที่ทางคลินิกลบออกเองไม่ได้ หากกรณีที่คลินิกนั้น ๆ มีรีวิวในแง่ลบก็ควรอ่านคำอธิบายของคนไข้การรับผิดชอบของคลินิก ประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อความมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งจากคลินิกอื่น
  • ในส่วนการรีวิวจากแหล่งอื่นๆ ส่วนมากจะมีแต่การนำเคสสวยๆมาให้ดู ไม่เปิดเผยเคสที่ผิดพลาด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ อีกเรื่องสำคัญคือไม่ควรเชื่อรีวิวที่มีแต่รูปเพราะอาจผ่านการตกแต่งจากโปรแกรมมาแล้ว ถ้าเป็นคลิปวิดีโอก่อน-ระหว่าง-หลังทำจะเชื่อถือได้กว่ามากในคลิปคนไข้ไม่ควรแต่งหน้าด้วย เพราะหากดูจากคลิปเราจะได้ทราบถึงกระบวนการก่อนทำและหลังทำ ว่าได้ผลจริงหรือไม่ มีอาการบวมแค่ไหน น่ากลัวและอันตรายพอจะรับได้หรือไม่ได้ชัดกว่า

การศึกษารีวิวคุณหมอท่านต่าง ๆ และเทคนิคการทำหัตถการ

ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยเทคนิคในการทำสูง จำเป็นต้องให้แพทย์ที่มีประสบการณ์ในการดูแล และถ้าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกับอวัยวะส่วนนั้นได้จะยิ่งเป็นเรื่องดีมาก เพื่อไม่ให้ให้เกิดการบวมช้ำหรือเกิดน้อยที่สุด และได้ผลลัพธ์ชัดเจนและออกมาเป็นธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วในประเทศไทยยังไม่มีสาขาแพทย์เฉพาะทางที่เรียนด้านนี้ องค์ความรู้ต่างๆ ของการแพทย์เหล่านี้ก็มักจะมาจากหลักสูตรที่จัดสอนเพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งสิ้น

ปัจจุบันสาขาเวชศาสตร์ความงาม หรือ aesthetic medicine ยังไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง แต่ในอนาคตอาจจะมีข่าวดีกับประเทศไทย เพราะอาจจะมีการจัดตั้งสาขาเฉพาะทางด้านนี้ขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเลือกแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเฉพาะทางก็ได้ แต่ยังจำเป็นต้องดูเคสการรีวิวจากเว็บไซต์หรือแหล่งที่เชื่อถือได้ ร่วมถึงการพิจรณาประสบการณ์ของแพทย์ และความเชี่ยวชาญของคลินิกเป็นสำคัญพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลังการฉีดฟิลเลอร์ การเลือกยี่ห้อของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์ชนิดที่ปลอดภัยที่สุดคือ ฟิลเลอร์ที่ใช้สารเติมเต็ม hyaluronic acid เป็นหลัก เนื่องจากสามารถสลายออกบางส่วน โดยใช้ใช้เอนไชม์ hyaluronidase หรือทั้งหมดเพื่อแก้ไขปรับแต่งได้ 100% ซึ่งตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยเราได้เขียนไว้ให้ข้างต้นแล้ว

เดินทางมาถึง 7 วันก่อนทำกันแล้ว ส่วนสำคัญของช่วงเวลานี้คืองดยาและวิตามินบางชนิด

  • ควรงดยา แอสไพรินและยาแก้อักเสบ เช่น ibruprofen diclofenac ponstan เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่ก่อนที่จะหยุดยา
  • ควรงดวิตามิน John’s Wort, สารสกัดจากเมล็ดแปะก๊วย, น้ำมันพริมโรส, กระเทียม, โสม, และ วิตามินอี เป็นเวลา 1 อาทิตย์
  • ควรงดครีมทาหน้าที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น Tretinoin (Retin-A), Retinoids, Retinols, Glycolic Acid, หรือครีมในกลุ่มชะลอการเกิดริ้วรอยทุกชนิด ล่วงหน้า 3 วัน
  • ควรงดการกำจัดขน(แว็กซ์) หรือกิจกรรมใดใดที่มีส่วนช่วยในการผลัดผิว การดึงขน โกนขนในบริเวณนั้นๆ ล่วงหน้าเป็นเวลา 3 วัน
  • หากมีโรคประจำตัว หรือมียาที่กินเป็นประจำอยู่แล้ว จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า

ช่วงเวลาสำคัญ 24 ชั่วโมงนับถอยหลังก่อนถอยหน้าใหม่

  • ควรงดดื่มแอลกอฮอล์และงดกิจกรรมที่ทำออกแรงมาก เช่น เข้าซาวน่า หรือ ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ้ เพราะกิจรกรรมทั้งสองอย่างอาจทำให้หลอดเลือดขยาย เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เลือดออกใต้ชั้นผิวหนังได้

ข้อปฏิบัติเมื่อเรามาถึงคลินิกแล้ว

เราสามารถขอยาชาชนิดทา หรือยาชาชนิดแปะได้จากทางคลินิก แต่ถ้าท่านใดที่มีอาการแพ้และระคายเคืองจากยาชาแบบทาก็สามารถใช้ยาชาแบบฉีดแทนได้ แต่ราคาก็ขึ้นอยู่กับคลินิกนั้น ๆ  โดยปกติแล้วไม่ได้ห้ามแต่งหน้ามาฉีดฟิลเลอร์แต่อย่างใด แต่ก่อนทำทางคลินิกจำเป็นจะต้องลบเครื่องสำอางค์ออกในบางจุดกรือจุดที่จะฉีดฟิลเลอร์เข้าไป

ขั้นตอนสุดท้ายการเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

ทางคลินิกให้กินยาห้ามเลือดหรือฉีดยาลดบวมเพื่อป้องกันการเกิดอาการบวมช้ำหลังทำ ในบางกรณีจำเป็นต้องให้ยาที่แรงกว่าเดิมแต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพื่อลดการติดเชื้อหรือการอักเสบหลังทำเสร็จ ในเคสที่กลัวเจ็บแพทย์อาจจะให้ทานยาแก้ปวดเพิ่มก่อนจะเริ่มฉีด แต่ข้อเสียของการกินยาแก้ปวดก่อน คือจะทำให้เลือดออกได้ง่ายกว่าเดิม ควรอยู่ในการพิจรณาของแพทย์ เมื่อเราได้รู้การเตียมตัวก่อนฉีดฟิเลอร์แล้ว ก็ทำให้รู้ได้เลยว่าการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวขนาดนั้น เตรียมตัวให้ดีแล้ว ไปโกงอายุและความงามให้คนข้างๆ จำไม่ได้กันดีกว่า

 

 

ฟิลเลอร์ก็หน้าอิ่ม ฉีดไขมันก็ดูเป็นธรรมชาติ เลือกแบบไหนดี วันนี้มีคำตอบ

ปัจจุบันการเติมความอิ่ม เต่งตึงให้กับผิวหน้ามีหลากหลายวิธีมาก ซึ่งการเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยให้ผิวหน้าของเราเปล่งปลั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้ การเติมเต็มที่ว่ามานั้นเราสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง วิธีที่นิยมมากในปัจจุบันนี้ก็คือ การฉีดฟิลเลอร์และการฉีดไขมัน แต่ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อเสียต่างกันยังไง เราจะมาบอกท่านผ่านบทความนี้

การฉีดไขมัน

การฉีดไขมันคือ การใช้ไขมันของตัวเองฉีดเข้าไปในส่วนที่ต้องการเติมเต็มบนใบหน้า หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการย้ายเซลล์ไขมันจากส่วนที่เราไม่ต้องการแล้ว ไปเติมเต็มในส่วนที่ขาดแทน และการเติมไขมันนั้นไม่ใช้ทำได้เพียงเพื่อแค่ความสวย แต่สามารถรักษารอยแผลเป็นที่เป็นหลุมเป็นร่องลึกได้ด้วย นอกจากนั้นเซลที่อยู่ในไขมันช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยการฉีดไขมันนั้นจะใช้เวลาในห้องผ่าตัดประมาณ 40 – 60 นาที

การฉีดไขมันมีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งการฉีดไข้มันอออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน

  1. การปลูกถ่ายไขมัน หรือ Autologous Fat graft คือ วิธีที่ต้องดูดไขมันจากช่วงหนึ่งหรือส่วนหนึ่งบนร่างกาย เช่น ต้นขา ท้อง หรือสะโพก มาผ่านการคัดกรองด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ให้เหลือแต่เนื้อเยื่อไขมัน แล้วฉีดกลับเข้าไปใต้ผิวหน้า เรียกได้ว่าเป็นการปลูกถ่ายเนื้อเยื้อก็ว่าได้
  2. การย้ายไขมัน หรือ Cell-Assisted lipotransfer: CAL คือ การย้ายเซลล์ไขมันที่คัดมาจากการดูดไขมันจากบริเวณต่าง ๆ บนร่างกายไม่ว่าจะ หน้าท้อง ต้นขา หรือก้น โดยเซลล์จะต้องอยู่ในสภาพดีแล้วนำมาผสมกับเซลล์ไขมันเพื่อทำให้เซลล์ไขมันคงอยู่ได้นานขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น โดยวิธีการนี้จะนิยมใช้ในการฉีดไขมันเพิ่มหน้าอก

ข้อดีของการฉีดไขมัน

ข้อดีของการฉีดไขมันสามารถสรุปได้ดังนี้  ไขมันที่นำมาฉีดเข้าไปในร่างกายเรานั้น เป็นไขมันของตัวเราเอง จึงไม่มีการต่อต้านจากร่างกายของเรา อีกทั้งไม่มีความอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมีและยังสามารถเติมเท่าไหร่ก็ได้ จึงสามารถเติมได้ทุกส่วนในร่างกายไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หน้าอก หรือสะโพก

ข้อเสียของการฉีดไขมัน

ข้อเสียของการฉีดไขมัน สามารถสรุปได้ดังนี้ เรามีความจำเป็นต้องฉีดเข้าไปบริเวณต่างๆในปริมาณมาก เนื่องจากไขมันเป็นเซลล์จึงตายได้เป็นเรื่องปกติและส่งผลให้มีปริมาณไข้มันในบริเวณที่เราเติมลดลงได้ เรื่องการคงสภาพจะขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วย จะสามารถอยู่ได้นานแค่ไหนหรือยู่ได้ตลอดชีวิตไหมจะขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละท่าน เพราะเมื่อไรที่เราอายุเยอะขึ้นผิวก็จะเหี่ยวลงเป็นธรรมดา ส่งผลให้ไขมันใต้ชั้นผิวลดลงไปด้วย ทำให้ต้องมาเติมซ้ำอยู่บ้าง

การเตรียมตัวก่อนฉีดไขมันเข้าใบหน้า

  • งดยาที่มีผลข้างเคียงละลายลิ่มเลือด (กลุ่มยา Aspirin, Ibuprofen) วิตามินเอ อี ซี สมุนไพร โสม สารสกัดจากใบแปะก๊วย น้ำมันตับปลา 2 อาทิตย์ แจ้งประวัติการแพ้ยา ยาและอาหารเสริมที่รับประทาน รวมถึงโรคประจำตัว และประวัติการผ่าตัดให้แพทย์ทราบ นำยาที่รับประทานประจำมาให้แพทย์ดู
  • งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและระยะการบวมที่นานเกินปกติ
  • ไม่มีความจำเป็นต้องอดอาหาร แต่ไม่ควรให้รับประทานอาหารให้อิ่มเกินไป
  • งดการผ่าตัดในช่วงที่ป่วย เช่น เป็นหวัด มีไข้ หรือ มีอาหารไอจาม
  • อาบน้ำสระผม ชำระร่างกายให้เรียบร้อยเพราะ แผลอาจจะไม่ควรโดนน้ำสักระยะหนึ่ง ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ถอดใส่สะดวก
  • ไม่ควรใช้เครื่องสำอางใดๆ ในบริเวณใบหน้า ที่ยากแก่การเช็ดออกก่อนการผ่าตัด เป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

ขั้นตอนการฉีดไขมันหน้า

ก่อนอื่นจะทำการดูดไขมันส่วนที่ไม่ต้องออกจากร่างกาย เช่น ต้นขา สะโพก เป็นต้น จากนั้นนำมาปั่นแยกสกัดเอาสเต็มเซลล์และเนื้อเยื่อไขมันบางส่วนที่มีคุณภาพสูงและยังมีชีวิตอยู่ โดยส่วนนี้ไม่ใช่ไขมันดีและใช้กระบวนการที่แตกต่างจากการดูดไขมัน เพราะสเต็มเซลล์จะไม่ถูกทำลายผ่านความร้อนเหมือนการดูดสลายไขมัน เมื่อได้ไขมันดังกล่าวแล้วแพทย์จะทำความสะอาดใบหน้า หรือบริเวณที่ต้องการจะฉีด ฆ่าเชื้อที่บริเวณนั้น ๆ และฉีดยาชา นำไขมันคุณภาพที่คัดมาแล้วกลับมาฉีดเข้าไปที่ใบหน้า หรือ บริเวณที่ต้องการ

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็ม หรือ สารไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) มีสรรพคุณช่วยทำให้ผิวหน้า มีน้ำมีนวล อวบอิ่มขึ้น ริ้วรอยร่องลึกที่เคยเป็นจะตื้นขึ้น  อีกทั้งฟิลเลอร์บางชนิดที่เลือกใช้ยังช่วยเติมใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยด้วยเวลาอันรวดเร็ว บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ รอบดวงตา ร่องกลางหน้าผาก ร่องลึกริมฝีปาก ซึ่งจะทำให้บริเวณเหล่านี้ตื้นขึ้น หรือใช้แก้ไขปรับแก้รูปหน้าที่ไม่ชอบใจ เช่น เติมริมฝีปากและร่องแก้มให้ดูอวบอิ่ม ปรับแต่งจมูกให้โด่งขึ้น อีกทั้งช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้กลับมากระชับ เพิ่มความอ่อนเยาว์ลงได้

ฟิลเลอร์อันตรายไหม

อย่างที่เราทราบกันดีกว่า ฟิลเลอร์คือสารเคมี ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า แล้วฟิลเลอร์อันตรายต่อร่างกายไหม คำตอบคือ หากเราใช้ฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบของ สารไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) ยังไงก็ไม่อันตรายเพราะ สารดังกล่าวสกัดมาจากน้ำตาลโมเลกุลคู่ซึ่งร่างกายเราสามารถย่อยสลายได้ จึงไม่เป็นอันตรายกับเรา แต่ถ้าเกิดใช่ฟิลเลอร์ปลอมที่มีส่วนผสมของ ซิลิโคนเหลว ก็จะยิ่งอันตรายมาก เพราะไม่สามารถฉีดสลายหรือรอให้สลายตามธรรมชาติได้ ต้องทำการผ่าตัดขูดออกเท่านั้น ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งการขูดออกไม่ได้ง่ายอย่างที่โฆษณา ซึ่งไม่สามารถเอาออกได้หมดอีกด้วย อาจจะมีอาการอักเสบบวมโต สร้างปัญหาขึ้นมาอีกก็ได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

ข้อดีอย่างแรกเลยคือฉีดเสร็จสามารถเดินทางกลับบ้านได้เลย เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ต้องวางยาสลบและไม่มีความจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้น ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรการอาหารและยา มีจะมีความปลอดภัย ไม่ทำให้ก่ออาการแพ้ และไม่มีปัญหาเรื่องของสารตกค้างในร่างกาย สามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ ฟิลเลอร์จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัย และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง การฉีดฟิลเลอร์ไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น ฟิลเลอร์สามารถเติมได้เรื่อย ๆ และปรับแต่งได้ ถ้าหากไม่ชอบก็สามารถฉีดสลายออกได้ ฟิลเลอร์ให้ผลที่สวยงามและเป็นธรรมชาติด้วย

ข้อเสียของฟิลเลอร์

ถ้าหากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนได้ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และหน้าอกที่จำเป็นจะต้องฉีดในปริมาณมาก ดังนั้นแพทย์หลาย ๆ ท่านจะแนะนำให้ฉีดไขมันมากกว่า เพราะจะดูสวย เป็นธรรมชาติและไม่จับตัวกันเป็นก้อน นอกจากนั้นต้องให้แพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำหัตถรรการ และต้องดูรีวิวคลินิกและเคสต่าง ๆ ให้มาก เพื่อให้แน่ใจว่าคลินิกนั้นไว้วางใจได้จริง

ระหว่าง ฟิลเลอร์ กับ ไขมัน อันไหนดีกว่ากัน

ฟิลเลอร์ : เป็นสารสังเคราะห์ที่เติมได้ทันทีแต่ไม่ได้มาจากตัวเรา ผิวจึงอาจจะไม่ได้สดใสเป็นธรรมชาติมากนัก ในบางกรณีหากฉีดไม่ดีอาจจะทำให้ผิวหนังด้านบนจะเป็นคลื่น ๆ หรือสัมผัสได้ถึงความเป็นก้อนไม่นิ่มเหมือนเนื้อหนังของเราจริง ๆ

ไขมัน : ฉีดแล้วจะทำให้ผิวสวย หน้าดูเนียน ฉ่ำวาวมากกว่าการเติมฟิลเลอร์ ผิวด้านบนใบหน้าจะดูเรียบเนียนมากกว่า

ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าฟิลเลอร์ และการฉีดไขมัน มีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป  การเลือกฟิลเลอร์และการฉีดไขมันก็ขึ้นอยู่กับความระดับความเป็นธรรมชาติในบริเวณที่เราต้องการ ฟิลเลอร์จะเหมาะกับบริเวณเล็ก ๆ เช่น คาง ร่อมแก้ม หว่างคิ้ว และปากเป็นต้น แต่การฉีดไขมันจะเน้นบริเวณที่ใหญ่กว่าและต้องการผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ เช่น หน้าอก และสะโพก เป็นต้น แต่สิ่งที่เหมือนกันทั้งสองอย่างคือ เราควรต้องศึกษาแพทย์และคลินิกที่เราต้องการจะไปทำให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

ฟิลเลอร์ก็น่าสน ร้อยไหมก็น่าลอง เลือกอันไหนดี

ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ผิวหน้าที่ห้อยย้อย เป็นสิ่งที่เราสามารถขจัดออกไปได้ เพราะในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายที่เข้ามาช่วยดูแลความสวยความงามของใบหน้าเรา ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์หรือการร้อยไหม มั่นในได้ว่าทุก ๆ ท่านต้องเคยได้ยินทั้งสองวิธีกันมาบ้างแล้ว แต่หลาย ๆ ท่านก็อาจจะยังมีข้อสงสัยว่า ทั้งสองวิธีดั่งกล่าวต่างกันอย่างไรและวิธีไหนจะเหมาะกับอายุและผิวหน้าของเรา วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ คือ การฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวคือสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นสารที่ใช้แล้วไม่เกิดการแพ้ เพราะเป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก หรือบริเวณแผลที่เป็นหลุม เพื่อเติมเต็มหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวเต่งตึง มีน้ำมีนวล ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ประเภทของฟิลเลอร์

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ วัดจากการอยู่คงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 ปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) คือ สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถเข้ากันกับเนื้อเยื้อบริเวณผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) คือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจำเป็นต้องฉีดสารย่อยสลายหรือขูดออกเท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงหรือเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในไทย Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis โดยฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำคือควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อดีของฟิลเลอร์

  1. การฉีดฟิลเลอร์ใช้เวลารวดเร็ว เพียง 30 – 40 นาทีก็เสร็จแล้ว
  2. ไม่มีความจำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลทั้งก่อนและหลังการฉีด เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่การผ่าตัด
  3. ฟิลเลอร์สามารถใช้ในการเติมเต็มจุดบกพร่อง ปรับแก้ส่วนที่ไม่ได้รูป และทำให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์ได้ ในเวลาเดียวกัน ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ และเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากๆ แค่เราทำเพียงครั้งเดียว
  4. การฉัดฟิลเลอร์มีความปลอดภัยสูง แต่ต้องเป็นฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างในร่างกาย และได้รับการรับรองที่ได้มาตรฐานจากองค์กรการอาหารและยา
  5. ราคาไม่แพง ราคาในการฉีดต่อครั้งจะวัดเป็น ซีซี(CC) โดยแต่ละจุดจะใช้ปริมาณ 1 ซีซี แต่ละคลินิกก็มีโปรโมชั่นมากมายที่เหมาะกับความต้องการและเงินในกระเป๋าของเราอยู่เป้นประจำ สามารถศึกษาได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ของคลินิก

ข้อเสียของฟิลเลอร์

  1. หากโชคร้ายเจอแพทย์ผู้ไม่เชี่ยวชาญในการฉีดฟิลเลอร์ อาจจะฉีดผิดจุดและเกิดการบิดเบี้ยวของใบหน้าได้ ทำให้ต้องไปแก้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่า
  2. การฉีดฟิลเลอร์ถาวร หรือการฉีก ซิลิโคลนและน้ำมันพาราฟิน จะไม่สามารถสลายเองได้ และมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงสูง เช่นการจับตัวกันเป็นก้อนและการอักเสบ การเอาออกคือต้องขูดออกเท่านั้น
  3. ฟิลเลอร์ปลอมหรือฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ได้มาตรฐานก็เป็นหนึ่งเรื่องที่อันตราย เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียง และได้ใบหน้าที่ไม่ตรงตามต้องการ

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี การร้อยไหมจะใช้เส้นไหมละลาย โดยจะใช้ไหมละลายที่มีเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นแผงตาข่ายใต้ชั้นผิวหนังของเรา บริเวณที่ร้อยแผงไหมเข้าไปจะถูกไหมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นมาก ส่งผลให้มีการสร้างคอลาเจนขึ้นด้วย เพราะเซลล์เส้นเลือดที่เกิดใหม่จะกระตุ้นการสร้างส้นใยคอลลาเจนมาพันรอบแนวเส้นไหม เทคนิคดังกล่าวจึงจะช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว พร้อมทั้งกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณใต้ผิวหน้าอีกด้วย ทำให้หน้าดูสดใส เปร่งปรั่งและอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. การร้อยไหมรวดเร็วและเห็นผลทันทีหลังทำ แค่ก้าวออกมาก็จะได้ใบหน้าวีเชปอย่างที่เราต้องการ
  2. การร้อยไหมอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปี แต่ใน 6 เดือนแรกอาจจะมีการหย่อนคล้อยลงบ้าง แต่ก็สามารถมาร้อยไหมเพิ่มได้
  3. การร้อยไหมทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเกิดความเปร่งปรั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้
  4. ไหมละลายที่อยู่ใต้ผิวหนังของเรานั้นจะกระตุ้นช่วยให้เกิดการกระตุ้นใต้ผิวหนัง ทำให้มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ช่วยให้ผิวดูสดใส

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. บนเส้นไหมมีตะขอเล็ก ๆ เกาะอยู่สำหรับการดึงผิวให้เข้าที่ไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเกิดเทคนิคไม่ดีหรือร้อยตื้นเกินไปจะทำให้เกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวของเส้นไหมได้
  2. เส้นไหมที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง หากร้อยกันทับซ้อนมากเกินไปจะทำให้เกิดผังผืดบริเวณใต้ผิวหนังได้ และทำให้เกิดการดึงที่ผิดรูป
  3. บางกรณีการร้อยไหมอาจจะไม่เป็นผลหรือสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ถูกใจได้ เช่น ร้อยไหมเพื่อดันโหนกแก้มให้เด่นขึ้น ในวิธีนี้จะแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มมากกว่าเพราะ การร้อยไหมจะทำให้แก้มดูตอบลง โหนกแก้มสูงและไม่สวยตามที่ต้องการได้
  4. การร้อยไหมมีความเสี่ยงที่จะให้เกิดการช้ำหลังทำได้จากการฉีดยาชา ช่วง 3 – 4 วันแรกจะอาจจะบวมขึ้น แต่ส่วนมากใช้เวลาเพียง 7 – 14 วันก็จะหายไปได้เอง
  5. บางคลินิกใช้การเติมไหมแทนการฉีดฟิลเลอร์ ไม่แนะนำให้ทำการรักษาแบบนั้น เพราะในบางส่วนของร่างกาย เช่น ใต้ตาหรือร่องแก้ม อาจทำให้เกิดผังผืดได้ในอนาคต

ฟิลเลอร์กับร้อยไหมทำร่วมกันได้ไหม

การร้อยไหมกับการฉีดฟิลเลอร์ไม่ควรทำร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะมีผลลัพธ์ที่คล้ายกันนั่นก็คือช่วยให้รูปหน้ากระชับ ทำให้เกิดวีเชป แต่หากทำร่วมกัน หรือทำมากเกินไปจะทำให้ใบหน้าผิดรูปหรือในอนาคตเกิดผังผืดเกาะตามส่วนต่างๆได้ แต่การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำร่วมกับการฉีดโบท็อกซ์ได้เพราะว่า กล้ามเนื้อบางส่วนที่ถูกฉีดฟิลเลอร์อาจจะโดนดึงขึ้นมาทำให้เกิดการผิดรูปหน้าได้เช่นกัน ดังนั้นการฉีกโบท็อกซ์จะช่วยดึงกล้ามเนื้อไม่ให้มารวมกันกับเนื้อฟิลเลอร์และเกินการเกาะตัวเป็นก้อนได้

 

 

ปรับโครงหน้าให้ขมับตึง  ลดอายุคุณภายในเข็มเดียว

ปัจจุบันนี้ฟิลเลอร์ไม่ได้ทำแค่เติมเต็มส่วนที่ไม่พอใจในใบหน้าเท่านั้น เรามักจะเจอการใช้ฟิลเลอร์เพื่อปรับสภาพผิว ให้ผิวชุ่มชื้น ดูอิ่มน้ำ เพื่อให้ใบหน้าดูฉ่ำวาวขึ้นด้วย สารที่เรานำมาใช้ในการฉีด ฟิลเลอร์หรือสารฟิลเลอร์นั้นคืออะไร หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าเป็นอันตรายกับร่างกายเราไหม และทำได้บ่อยขนาดไหน สารฟิลเลอร์หรือที่รู้จักกันดีอย่าง สารฮายารูโรนิก แอซิด    (Hyaluronic Acid)  หรือ HA เป็นสารที่ทำหน้าที่เติมเต็มที่ชั้นผิวหนัง หรือเติมเต็มใต้ชั้นผิวหนังของเรา โดยมีสรรพคุณช่วยให้ผิวมีความเอิบอิ่ม เต่งตึง ลดริ้วรอย คนที่มาฉีดฟิลเลอร์ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องริ้วรอย จากอายุ หรือมีแผล หรือผิวหน้าเป็นหลุมเป็นบ่อ ฟิลเลอร์ก็ช่วยคุณได้  หลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้วเราจะเห็นผลได้ทันที เรียกได้ว่าสวยแบบไม่ต้องรอ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลเลย

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ

การฉีดฟิลเลอร์ขมับใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างศีรษะของแต่ละคน ทำให้รูปหน้าไม่มีชีวิตชีวา รวมถึงสาเหตุจากอายุด้วย เพราะอายุที่มากขึ้นทำให้ไขมันใต้ผิวลดลงและเปิดปัญหาขมับตอบ ขมับยุบ ขมับบุ๋ม ซึ่งการฉีดขมับจะทำให้โหนกแก้มดูสูงขึ้น ทำให้หน้าดูเปล่งปลั่ง ใบหน้าดูมีน้ำมีนวลมากขึ้น และดูอ่อนวัยลง

อันตรายจากฉีดฟิลเลอร์ขมับ

ทุกสิ่งล้วนมีสองด้านทั้งสิ้นรวมถึงการฉีดฟิลเลอร์ขมับก็เช่นกัน  

  1. การฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นหนึ่งจุดที่ต้องมีการระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นหัตถกรรมการเฉพาะทาง จึงต้องอาศัยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ และมีใบรับรองวิชาชีพ ควรศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียด เพราะการฉีกฟิลเลอร์ต้องมีข้อจำกัดอย่างแน่นอน เช่น ห้ามอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ห้ามอยู่ในช่วงให้นมบุตร และอื่นๆ ความอันตรายอีกอย่างของการฉีดฟิลเลอร์ขมับคือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุฉีดเข้าเส้นเลือดมีโอกาสทำให้ตาบอดได้เลย การหารีวิวที่มั่นใจได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  2. อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าฟิลเลอร์ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เพราะว่าสาร Hyaluronic Acid คือน้ำตาลโมเลกุลคู่ ซึ่งเป็นสารที่คล้ายกับสารที่อยู่ในชั้นผิวหนังของมนุษย์ ทำให้ไม่มีการต่อต้าน หรือผลข้างเคียงน้อยมาก ในบางรายที่มีอาการแพ้คือ จะมีอาการบวมแดง หรือจุดแดง ๆ ตามรอยเข็มที่จิ้มลงบนหน้าเรา ซึ่งอาการดั่งกล่าวจะหายไปภายใน 3 – 4 วัน หลังจากนั้น
  3. ในกระบวนการฉีดฟิลเลอร์เราจะใช้เข็มทู่ (Blunt Cannula)หรือเข็มปลายทู่  ข้อดีของเข็มชนิดนี้คือ คือ ลดความเจ็บปวดของการถูกฉีด ลดอาการเขียวช้ำ ความปลอดภัยจากการฉีดโนเส้นเลือดสำคัญได้เพราะมีลักษณะเป็นเข็มทู่ ไม่มีคม แต่ยังช่วยให้ฟิลเลอร์กระจายตัวเข้าเส้นเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดตาบอดสามารถใช้เลาะพังผืดหรือเซาะให้เกิดช่อง เพื่อสร้างพื้นที่ในการเติมเต็มได้มากขึ้นด้วย
  4. สิ่งที่สำคัญมากๆหลังการฉีดฟิลเลอร์คือ ดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้วหรือ 2 ลิตรในช่วง 2 สัปดาห์แรกเพราะสาร Hyaluronic Acid เป็นสารที่ชอบน้ำ ยิ่งได้รับน้ำมากเท่าไหร่ ผิวส่วนที่เราฉีดเข้าไปก็จะดูอวบอิ่ม เต่งตึง ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด งดสัมผัสที่รุนแรง เช่นการนวด บีบ หรือการกดทับบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ เช่นการนอนคว่ำ หรือการการสวมหมวกกันน็อคที่รัดขมับจนเกินไป
  5. ศึกษาข้อมูล หรือสอบถามผู้รู้เยอะ ๆ เพราะบริเวณขมับถือว่าเป็นจุดบอบบางจุดหนึ่ง และยากแก่การฉีด เนื่องจาดเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นเลือดใหญ่หลายเส้น เราจึงต้องเข้ารับบริการจากสถานที่ที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ สมัยนี้เราสามารถหาข้อมูลของสถานบริการเสริมความงามและคลินิกต่าง ๆ ได้ง่ายมากขึ้น เพราะว่ามีรีวิว บอร์ดต่างๆ และกระทู้จำนวนมาก นอกจากนั้นกาถามผู้ที่เคยได้รับการรักษาจริงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราจะเชื่อได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเชื่อถือได้จริง เป็นเหตุผลว่าทำไมการฉีดฟิลเลอร์ขมับจึงต้องรับบริการจากแพทย์ผู้ชำนาญ และมีประสบการณ์สูง เพราะความปลอดภัยของตัวเราสำคัญที่สุด

ปวดหัวหลังจากฉีดฟิลเลอร์ขมับเกิดจากสาเหตุอะไร

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ขมับมาแล้ว เรามักจะเคยได้ยินว่า มีอาการปวดหัวตามมา ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดอาการปวดหัวเหล่านี้กับตัวเรา เพราะฟิลเลอร์เป็นสารสังเคราะห์ที่ฉีดลงไปใต้กล้ามเนื้อของเรา อาจะส่งผลให้มีอาการเมื่อยตึงบ้าง แต่ก็จะเกิดกับบางรายเท่านั้น อาการดังกล่าวก็จะดีขึ้นและค่อยๆหายไปภายใน 1 – 2 วันหลังจากนั้น แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ที่เกิดจากการผิดพลาดในการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ หรือกรณีที่พลาดเข้าไปในเส้นเลือดแดง จะส่งผลให้จอประสาทตาตาย และเกิดอาการตาบอดได้เช่นกัน มักมีอาการปวดหัวหรือปวดกระบอกตามร่วมด้วย

ฉีดฟิลเลอร์ขมับที่ไหนถึงจะปลอดภัย

ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์ที่ขมับกำลังเป็นที่นิยมซึ่งเราควรจะเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิคที่เชื่อถือได้มีที่ตั้งสถานที่ที่ชัดเจน มีรีวิวจากผู้ที่เคยใช้บริการก็จะดีมากและสามารถให้ข้อมูลกับท่านในกรณีที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ถ้ามีรีวิวจากผู้ที่เคยใช้บริการก็จะดีมาก ซึ่งตัวแพทย์เองจำเป็นจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ จะให้ดีควรเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นอย่างดี เพื่อที่ตัวแพทย์เองจะสามารถแนะนำชนิดหรือยี่ห้อของฟิลเลอร์รวมถึงบริเวณที่ฉีด โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นอันตรายเช่นขมับ เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของเรา ในปัจจุบันสำหรับฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับการฉีดบริเวณขมับคือสาร Hyaluronic Acid (เป็นกรดที่ปกติแล้วร่างกายของเราผลิตขึ้นมาเองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้นและลดการเสียดสีระหว่างเซลล์ได้) ซึ่งเราควรเลือกกล่องฟิลเลอร์ที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน มีป้ายรับรองจากองค์การอาหารและยาที่ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ ต้องทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล

การฉีดฟิลเลอร์ จะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวออกมาจากห้องฉีดแน่นอน แต่จะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและการดำเนินชีวิตของแต่ละคน และอายุก็มีผลเช่นกัน

ข้อจำกัดของฟิลเลอร์ – ผลข้างเคียง

1.หลักจากฉีดฟิลเลอร์ขมับมานั้นคนชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่ อาจจะต้องหยุดพักสักระยะ รวมถึงกิจกรรมที่ต้องตากแดดจัดๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพราะมีโอกาสเสี่ยงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

2.กลุ่มคนที่มีปัญหาเลือดออกง่าย เป็นกลุ่มไม่ควรฉีดอย่างยิ่ง หรือหากต้องการฉีดจริง ๆ ควรแจ้งแพทย์ก่อนการฉีดเพื่อรับคำแนะนำทีเหมาะสม เนืองจากถ้าเกิดเลือดออกที่ใต้ชั้นผิวหนังแล้วไม่หยุดนั้นจะเป็นอันตรายต่อผู้ได้รับการรักษาอย่างมาก

3.สตรีมีครรภ์ และผู้ที่ให้นมบุตร ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์

4.ข้อแนะนำอีกอย่างคือวคนที่ฉีดฟิลเลอร์ควรมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป เนื่องจากร่างกายยังของคนอายุน้อย จะยังมีการเจริญเติบโต มีกระบวนการสร้างเซลล์ผิวเพื่อเติมเต็มผิวโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องฉีดฟิลเลอร์แต่อย่างใด 

5.ห้ามฉีดฟิลเลอร์เพื่อการเสริมหน้าอก เสริมสะโพก ฉีดเข้ากระดูก เอ็นกล้ามเนื้อ เพราะมีโอกาสเกิดความผิดพลาดสูง และเมื่อผิดพลาดแล้วฟิลเลอร์จะเข้าไปยังเส้นเลือดจนเกิดหลอดเลือดอุดตัน อาจถึงขั้นตาบอดได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

1.ข้อดีข้อแรกของการฉีดฟิลเลอร์คือสะดวก ทำได้ง่าย เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้นเพราะไม่ใช่การผ่าตัด ทำกิจกรรมอื่นๆต่อได้เลย

2.มีความปลอดภัยสูง เพราะสารในฟิลเลอร์เป็นสารชนิดเดียวกับผิว และมีการสลายไปเองตามธรรมชาติ

3.สำหรับผู้ที่มีอายุขึ้น ฟิลเลอร์จะช่วยให้ปัญหาผิวโทรม มีริ้วรอยร่องลึกหมดไป อีกทั้งปรับแก้รูปหน้าได้ตามใจต้องการ 

4.ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยมากขึ้นเพราะฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มผิว ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำมากขึ้น สดใส อ่อนวัย รวดเร็วทันตาเห็น

หลังฉีดฟิลเลอร์ เราควรทำตัวอย่างไร ?

อายุอาจจะเป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่คงไม่มีใครอยากให้ใบหน้าของตัวเองบอกอายุที่แท้จริงเช่นกัน ในปัจจุบันการยกกระชับใบหน้ามีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ การฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในวิธีกำลังเป็นที่นิยม เพราะใช้เวลาน้อยและเห็นผลได้ชัดเจน หลายคนอาจจะยังกังวลว่าไปฉีดมาแล้วเราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรหลังฉีด มีกิจกรรมใดบ้างที่เราควรหรือไม่ควรทำ มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ค่ะ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร

ฟิลเลอร์คือ สารที่ช่วยเติมเต็ม ชื่อทางการแพทย์คือ  Hyaluronic acid หรือ HA ซึ่งสกัดได้จากธรรมชาติมีความปลอดภัยสูง ใช้ฉีดใต้ผิวหนังหรือในชั้นผิวหนัง มีสรรพคุณช่วยให้ในหน้าเต่งตึง ร่องลึกและริ้วรอยตื้นขึ้น มีน้ำมีนวลมากขึ้น นอกจากนั้น ฟิลเลอร์บางชนิดยังมีใยคอลลาเจนเมื่อฉีดเข้าไปในผิวหนังจะทำให้ดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์แบบเป็นธรรมชาติขึ้นด้วย

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์คือ การใช้สารเติมเต็มฉีดเข้าไปในบริเวณต่างๆบนใบหน้า เพื่อทำให้ร่องลึก ริ้วรอยตามจุดต่าง ๆ บริเวณใบหน้าดูเต็มและอิ่มเป็นธรรมชาติ  บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ส่วนมากคือ หน้าฝาก รอบดวงตา ร่องลึกริมฝีปาก นอกจากนั้นยังช่วยปรับแต่งรูปหน้า เช่น เติมร่องแก้มให้ดูอวบอิ่ม และปรับรูปริมฝีปากให้เต็มขึ้น ปรับรูปจมูกให้โด่งขึ้น และช่วยเรื่องการกระชับฟื้นฟูผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง อิ่มน้ำได้เช่นกัน

วิธีการฉีดฟิลเลอร์

ก่อนทำการฉีดฟิลเลอร์แพทย์อาจมีการทายาชาบริเวณนั้น ๆ ประมาณ 30 นาทีก่อนฉีด หลังจากทำการฉีดสารฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณหน้าแล้วจำมีการนวด คลึงขึ้นรูปในบริเวณที่ทำการรักษา จึงจะทำหลังการฉีดให้ผิวหนังบริเวณนั้นจะมีอาการแดงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายในเวลา 2 – 3 วัน

การดูแลตนเองหลังฉีดฟิลเลอร์

สามารถแบ่งออกได้เป็น 10 ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน

  1. หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด

หลายท่านที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์มาอาจจะเจอกับปัญหาอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีดไป อยากให้ทุกท่านอย่าพึ่งตกใจเพราะอาการบวมแดงที่ท่านเห็นนั้น เป็นผลข้างเคียงของการคลึงหรือกดเพื่อจัดรูป และรอยเข็มฉีดเข้าผัวหนังในระหว่างการฉีดฟิลเลอร์ ปล่อยทิ้งไว้อาการบวมแดงเหล่านั้นจะหายไปได้เองภายใน 3 – 4 วัน แต่หากยังไม่หายควรรีบไปปรึกษาแพทย์

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์มา

เพราะการสัมผัสบริเวณดังกล่าวอาจจะทำให้ใบหน้าเสียรูปได้ การสัมผัสนี้รวมไปถึง การนวด กด ปั้น ด้วย นอกจากนั้นต้องเลี่ยงการเท้าคางหรือสวมหมวกนิรภัยที่แน่ๆเป็นเวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบบางชนิด

แน่นอนว่าหลังการฉีดฟิลเลอร์จะต้องมีอาการปวด แต่ก่อนจะทานยาแก้ปวด ขอให้พลิกกลับไปอ่านฉลากยาสักนิดว่ายาที่ทำกำลังจะทาน มีส่วนผสมของแอสไพริน หรือ ไอบูโรเพน อยู่หรือไม่ เพราะยาที่มีส่วนผสมดังกล่าว จะทำให้เลือดหยุดไหลช้า ถ้าไม่แน่ใจแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หากมีประวัติกาแพ้ยาควรแจ้งแพทย์ให้ทราบล่วงหน้าเช่นกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรงดการใช้ยาดังกล่าวเป็นเวลา 1 อาทิตย์

  1. หลีกเลี่ยงวิตามิน หรือ อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้

วิตามินที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ ได้แก่ วิตามินอี กิงโกะหรือสารสกัดจากแปะก๊วย โสม น้ำมันพริมโรส และกระเทียม ทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ ไม่ได้มีผลร้ายกับสารฟิลเลอร์แต่อย่างใด แต่สารเหล่านั้นทำให้คนไข้เสี่ยงกับสภาวะช้ำง่ายกว่าปกติ นอกจากนั้นสารสกัดการผลไม้เช่น Retinoids BHA และ AHA ก็อาจะทำให้เกิดความระคายเคืองกับผิวได้เช่นกัน จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นการชั่วคราวไปก่อน

  1. ห้ามนอนราบหลังฉีดฟิลเลอร์

เพราะการนอนราบหลังฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปได้ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง นอกจากนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหน้าใน 2 สัปดาห์แรกเช่นกัน เพราะคางอาจจะไปเกยหมอน เกิดการกดทับทรงคางได้ แต่ไม่มีข้อห้ามสำหรับการนอนตะแคง แต่ทั้งนี้หลังจากฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ควรจะระมัดระวังเรื่องการนอนสัปดาห์แรกเป็นอย่างมาก

  1. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

สารที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์เป็นสารที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี ดังนั้นการดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้ฟิลเลอร์อุ้มน้ำและดูเป็นธรรมชาติ แพทย์จึงแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 – 10 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อผลลัพธ์ที่คงทนและสวยงามดูเป็นธรรมชาติ

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน และแสงแดด

หลังทำฟิลเลอร์ 48 ชั่วโมงแรกแพทย์จะแนะนำว่า ไม่ควรอยูใกล้กับบริเวรหรือกิจกรรมที่มีความร้อนสูง เช่น การทำเลเซอร์ การใช้ไดร์เป่าผม ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น การอยู่หน้าเตาหมูปิ้ง เตากระทะ และเข้าซาวน่า เป็นต้น เพราะความร้อนสูงๆจะทำให้ ผิวมีการกดและขยายตัว ทำให้ส่งผลต่อการจัดรูปของฟิลเลอร์ได้ นอกจากนั้นความร้อนจะทำให้ผิวบริเวณที่โดนเข็มทิ่มมาหลาย ๆ รูบนใบหน้าระคายเคืองและเกิดรอยแดงได้ และห้ามลืมทาครีมกันแดดทุก ๆ วันหลังฉีดฟิลเลอร์ด้วย

  1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรเลี่ยงหลังการฉีดฟิลเลอร์คือ การออกกำลัง เพราะเวลาที่เราออกกำลังกาย มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง เช่น ยกดัมเบลโดนหน้า ลื่นล้มจากเครื่องวิ่งหน้าฟาดพื้น เป็นต้น และการออกกำลังกายจะทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำ ส่งผลให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นอีกด้วย การเคลื่อนไหวที่รุนแรงอาจทำให้สารฟิลเลอร์เสียรูปด้วยเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการดังกล่าวเราจึงควรหลีกเลี่ยง การออกกำลังกายอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพราะเป็นเวลาเซตตัวของฟิลเลอร์

  1. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าและครีมบำรุงหลังฉีดฟิลเลอร์

เนื่องจากการแต่งหน้าและลงครีมบำรุงเราจำเป็นต้องใช้มือในการสัมผัสบริเวณใบหน้าซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จำสัมผัสไปโดนบริเวณที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์มา รวมถึงถ้าเรากะน้ำหนักมือไม่ดี อาจจะทำให้สัมผัสไปโดนฟิลเลอร์ทำให้เสียรูประหว่างการเซตตัวได้ ดังนั้นควรเลี่ยงการแต่งหน้าและทาครีมอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

ไม่ใช่เพราะแอลกอฮอล์มีผลโดยตรงต่อสารฟิลเลอร์ แต่แอลกอฮอล์ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีและทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ใบหน้าของคนไข้บางท่านรู้สึกตึง ๆ บวม ๆ ทำให้เกิดความกังวลว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดไปมีอาการอักเสบหรือไม่ นอกจากนั้นเมื่อดื่มแอลกอฮอล์แล้วอาจทำให้ท่านขาดสติในการคุมตัวเองและเผลอไปสัมผัสเอามือไปกดทับ หรือเท้าคาง บริเวณที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์ไปได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์อย่างต่ำ 3 – 7 วัน การสูบบุหรี่ก็เช่นกัน อาจจะส่งผลให้ปากที่ถูกจัดมาอย่างประณีตเสียรูปได้รวมถึงการจูบ เช่นกัน ดังนั้นควรงดกิจกรรมดังกล่าว เป็นเวลาอย่างน้อย 2 – 3 วัน

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์

ปัจจุบันมีสารหลายตัวที่มีลักษณะคล้ายฟิลเลอร์ โดยยี่ห้อที่เราพบเห็นและนำเข้าอย่างแพร่ในประเทศไทย ยกตัวอย่างได้ดังนี้ Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis ดังนั้นก่อนที่เราจะเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ที่ใดก็ตาม ควรศึกษายี่ห้อที่ทางคลินิกเหล่านั้นนำมาใช้ก่อนเพื่อลดความเสี่ยงการใช้ฟิลเลอร์ปลอมที่ไม่ถูกรับรองตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา อีกหนึ่งข้อควรระวังคือ ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์กับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และผู้มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก

วิธีการตรวจสอบฟิลเลอร์ว่าเป็นของจริงหรือไม่

ฟิลเลอร์ทุกกล่องทุกยี่ห้อจะมีเลข Lot Serial No. อยู่ ซึ่งเลขดังกล่าวจะต้องตรงกันทั้ง หน้ากล่อง ในกล่อง และตัวเข็ม โดยสามารถเช็คเลข Lot Serial No. กับบริษัทที่นำเข้าและทำการผลิตได้ ปกติแล้วแพทย์จะต้องแกะกล่องต่อหน้าคนไข้ เพื่อให้คนไข้สามารถตรวจสอบด้วยตัวเอง

การปฏิบัติตัวหลังจากฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องยากเลย เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของทุก ๆ ท่านอย่างแน่นอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม เป็นธรรมชาติ และความอ่อนวัยที่กลับมา หากท่านยังไม่มั่นใจในช่วงพักฟื้นก็สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยบนใบหน้าเป็นเรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ให้ฟิลเลอร์ช่วยคุณกันเถอะ

 

ลดเลือนริ้วรอยด้วยฟิลเลอร์หรือการร้อยไหมดี?

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับความงาม มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีเทคโนโลยีมากมาย ที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างความมั่นใจและแก้ไขข้อบกพร่องให้กับผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดศัลยกรรม , การทำ HIFU , การฉีด BOTOX เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้บริการนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และปัญหาที่ต้องการแก้ไข การร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เป็นอีกตัวช่วยที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลได้ทันทีหลังจากการทำ แม้ว่าทั้งสองตัวช่วยจะมีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยแห่งวัยได้เหมือนกัน แต่ก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง เราจึงได้รวบรวมข้อมูลความแตกต่างของการร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

การร้อยไหมคืออะไร?

การร้อยไหมคือตัวช่วยในการยกกระชับใบหน้าให้เรียวสวย ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย โดยการใช้เส้นไหมสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยบริเวณดังกล่าวถูกดึงยกกระชับ และเกิดการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งสามารถทำได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนมากจะนิยมทำบริเวณใบหน้า โดยมีเส้นไหมหลายชนิดให้เลือกใช้ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ไหมละลายในการทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และปัญหาของแต่ละบุคคล  โดยส่วนมาก การร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก หรือมีริ้วรอยแห่งวัย

ประเภทของเส้นไหม

  1. ไหมละลาย

ในปัจจุบันผู้คนนิยมใช้ไหมละลายในการร้อยไหมมากกว่า เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งวัสดุทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินได้เป็นอย่างดี ซึ่งไหมจะละลายหายไปได้เองตามอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องทำการตัดไหมจากแพทย์ อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PLC เป็นต้น

  1. ไหมไม่ละลาย

ในปัจจุบันมีการใช้ไหมไม่ละลายน้อยมากสำหรับผิวหนัง ยกเว้นการเย็บแผล ซึ่งไหมชนิดนี้ไม่สามารถละลายหายไปได้เองตามธรรมชาติ แม้ไหมไม่ละลายมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าไหมละลายหลายเท่า แต่ก็มีข้อจำกัดมากกว่าหลายอย่าง อาทิเช่น การร้อยไหมด้วยไหมทองคำ ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีสถานความงามหลายแห่งนำมาใช้ ซึ่งการใช้ไหมทองคำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ต้องเลือกใช้กับผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะมักใช้กับผู้ที่มีอายุมาก

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. สามารถยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอย ได้เป็นอย่างดี
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูง เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้เอง โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. หากแพทย์ไม่มีความสามารถมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูป หรือผิวเป็นคลื่นได้
  2. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของเส้นไหมแต่ละชนิด
  3. หากใช้ไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  4. หากใช้ไหมจำนวนมากเกินไป อาจก่อให้เกิดพังผืนในบริเวณดังกล่าวได้ และต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  5. หากเส้นไหมสัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร?

คือการฉีดสารเติมเต็มไฮยารูโรนิก แอซิต ให้กับใบหน้า หรือร่างกาย โดยเน้นแก้ไขจุดบกพร่อง หรือร่องลึกแต่ละจุดบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น ใต้ตา , จมูก , ปาก โดยคุณสมบัติของฟิลเลอร์ จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้น หรือเติมเต็มบางส่วนให้มีขนาดเพิ่มขึ้นมาก ช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหน้ามีความเต่งตึง ช่วยชะลอวัยได้อย่างดี โดยการฉีดฟิลเลอร์นั้นก็มีหลายประเภทในเลือกใช้ ตามปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การเลือกใช้ฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก และผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์เปรียบเสมือนงานศิลปะ ที่ต้องใช้เทคนิคในการปั้น เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละบุคคล

ประเภทของฟิลเลอร์

  1. ฟิลเลอร์ชั่วคราว

เป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้คน เพราะมีความปลอดภัยสูง เพราะมีสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก โดยจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้เพียง 6 เดือน และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์กึ่งถาวร

เป็นฟิลเลอร์จำพวกที่มีส่วนผสมของแคลเซียม มีความปลอดภัยรองลงมาจากฟิลเลอร์แบบชั่วคราว ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 5 ปี และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์ถาวร

ฟิลเลอร์ชนิดนี้ส่วนมากจะทำมากจากเม็ดพลาสติก หรือซิลิโคลน หลังจากทำการฉีดสารเข้าไป สารจะแปรสภาพเป็นของแข็ง และจะไม่สามารถสลายหายไปเองได้ แต่มีผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างถาวร โดยฟิลเลอร์นั้นไม่สามารถสลายเองได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. สามารถลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เติมเต็มจุดบกพร่องตามจุดต่าง ๆ ช่วยปรับโครงหน้าได้อย่างสวยงาม
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังการทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูงหากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้
  5. ช่วยเสริมโหงวเฮ้งได้ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล เพราะฟิลเลอร์สามารถเติมเต็มหน้าผากให้กว้างขึ้น เติมเต็มริมฝีปากให้อวบอิ่มขึ้น เติมเต็มใบหน้าให้มีน้ำมีนวลมากขึ้นได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์

  1. หากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้ จะมีผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร
  2. การฉีดฟิลเลอร์ เปรียบเสมือนงานศิลปะ หากแพทย์ไม่มีฝีมือมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  3. หากเลือกฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร ไม่สามารถสลายหายไปเองได้ อาจก่อให้เกิดพังผืดในบริเวณดังกล่าวได้
  4. หากฟิลเลอร์สัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

หากต้องการลดริ้วรอยควรเลือดฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมดี?

การฉีดฟิลเลอร์ และการร้อยไหม สามารถลดเลือนริ้วรอยได้เหมือนกัน แต่มีกระบวนการและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากการร้อยไหมจะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก เพราะผิวหนังที่หย่อนคล้อยมากเกินไป การร้อยไหมจะช่วยดึงกระชับได้มากกว่าการฉีดสารเติมเต็มเข้าไป แต่การฉีดฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ใช้ในการปรับโครงหน้า มีส่วนช่วยให้หน้าดูเด็กลง หรือช่วยในการเสริมโหงวเฮ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้บริการเสริมความงามแต่ละอย่าง ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและปัญหาของแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จึงจะรู้ความเหมาะสมในการเลือกการฉีดฟิลเลอร์ หรือการร้อยไหม

การเกิดริ้วรอยแห่งวัยนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน มีผลทำให้เกิดริ้วรอยได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือการดูแลตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้คนเป็นอย่างมาก การฉีดฟิลเลอร์ หรือ การร้อยไหม เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นตัวช่วยในการลดเลือนริ้วรอยได้เป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ในการตัดสินใจใช้บริการเกี่ยวกับการเสริมความงาม ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดอย่างถี่ถ้วนเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข้อดี หรือข้อเสีย กระบวนการในการทำ ขั้นตอนการดูแลตัวเอง ผลข้างเคียงหลังจากการทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกใช้บริการในสถานเสริมความงามที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะตามมาในอนาคต

ฟิลเลอร์ Perfectha

ฟิลเลอร์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ ไฮยารูรอนิคแอซิค (HA) ผิวหนังของเราจะมี ไฮยารูรอนิคแอซิด เป็นส่วนประกอบ มีหน้าที่ช่วยในเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และเป็นส่วนประกอบของคอลลาเจนในผิวหนัง เมื่อเราอายุมากขึ้น  และส่วนประกอบอื่น ๆ ในผิวหนัง จะเสื่อมสภาพลงไป ส่งผลให้ขาดความชุ่มชื้นและแห้งกร้าน เป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอย ดังนั้นการที่ฉีด ไฮยารูรอนิคแอซิด จึงเป็นตัวช่วยเสริมที่ช่วยในเรื่องของการเติมเต็ม ให้คงสภาพผิวไว้ให้เหมือนเก่า

ที่มาของ ฟิลเลอร์ Perfectha

เป็นฟิลเลอร์ที่ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส มีการจัดจำหน่ายมากกว่า 70 ประเทศ ดังนั้น ฟิลเลอร์ Perfectha จึงเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า E-Brid Technology เทคโนโลยีนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้โครงสร้างของ HA เมื่อมีการฉีดเข้าสู่ใต้ชั้นผิวหนังแล้ว จะทำให้ได้โครงสร้างที่มีความแข็งแรงมากขึ้น ดูเป็นธรรมชาติและไม่เคลื่อนไปยังตำแหน่งอื่น เมื่อมีการเคลื่อนไหวแสดงอารมณ์บนใบหน้า ฟิลเลอร์ Perfectha จะคืนกลับสู่ตำแหน่งเดิม เรียกได้ว่า ฟิลเลอร์ Perfectha เป็นฟิลเลอร์ 3 มิติ และปริมาณของ HA มีความเข้มข้นสูง ทำให้มีระยะเวลาที่คงอยู่ยาวนานมาก อีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงก็คือ ด้านความปลอดภัย โดยปกติทั่วไปนั้น ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อจะมีสารที่กระตุ้นก่อให้เกิดเชื้อมะเร็ง แต่สำหรับ ฟิลเลอร์ Perfectha ชนิดนี้ จะมีการกำจัดสารกระตุ้นการก่อให้เกิดมะเร็ง จนมั่นใจก่อนที่จะตัดสินใจฉีดว่าปลอดภัย

เทคโนโลยี E-Brid Technology กับความสมบรูณ์แบบ 5 ข้อต่อไปนี้

  1. โครงสร้างที่มีความแข็งแรง จึงทำให้มีความทนทานต่อ เอนไซม์ Hyaluranidase ที่อยู่ในร่างกายกายของมนุษย์
  2. ความหนืดสูง จึงทำให้สามารถยึดติดอยู่กับตำแหน่ง หลังจากฉีดเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดี ไม่ไหลหรือเคลื่อนไปยังตำแหน่งอื่น
  3. มีปริมาณ Cross-Linked Hyaluronic Acid ที่สูง ช่วยให้คงคุณภาพที่ดีและมีระยะเวลานานได้ตามที่กำหนด
  4. ความยืดหยุ่น ทำให้ฉีดออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติ
  5. ความปลอดภัยสูง ปราศจากสาร BDDE จึงไม่ทำให้พบสารกระตุ้นที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

ชนิดของ ฟิลเลอร์ Perfectha มีดังต่อไปนี้

  •          Perfectha Subskin ฉีดลงบริเวณใต้ผิวหนัง (ระยะเวลา 12 – 18 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มริ้วรอยร่องตื้น ได้แก่ ริ้วรอยใต้ปาก ผิวเปลือกส้ม ริ้วรอยเหี่ยวย่น
  •          Perfectha Deep ฉีดบริเวณผิวหนังชั้นลึก (ระยะเวลา 8 – 12 เดือน) นิยมใช้ในการเติมเต็มร่องและริ้วรอยลึก เติมเต็มร่องแก้ม เติมเต็มริมฝีปาก ยกมุมปาก
  •          Perfectha Derm ฉีดบริเวณผิวหนังชั้นกลาง (ระยะเวลา 6 – 12 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มริ้วรอยลึก ริ้วรอยระหว่างคิ้ว
  •          Perfectha Fine Lines ฉีดลงบริเวณผิวหนังตื้น ( ระยะเวลา 4 – 6 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มร้วรอยตื้น ตีกา ริ้วรอยรอบดวงตา
  •          Perfectha Complement ฉีดลงบริเวณผิวหนังตื้น (ระยะเวลา 4 – 6 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มในบริเวณริ้วรอยตื้น

ประเภทของฟิลเลอร์ แบ่งได้ 3 ชนิด ดังต่อไปนี้

  1. การฉีดสารเติมเต็มแบบชั่วคราว (Temporary Filler) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา ให้ใกล้เคียงกับเนื้อเยื้อที่มีอยู่แล้วภายใต้ผิวหนัง เช่น สารไฮยารูรอนิคแอซิค (Hyaluronic Acid) สารคอลลาเจน (Collagen)
  2. การฉีดสารเติมเต็มแบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้น เพื่อให้เข้าได้กับเนื้อเยื่อ ภายใต้ชั้นผิวหนังของมนุษย์ เช่น สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide)
  3. การฉีดสารเติมเต็มแบบถาวร (Permanent Filler) เป็นสารที่ให้ผลลัพธ์แบบถาวร โดยไม่สามารถสลายออกเองได้ สารประเภทนี้มีผลข้างเคียงในระยะยาว เช่น ซิลิโคนเหลว น้ำมันพาราฟิน

ข้อปฏิบัติก่อนการฉีด ฟิลเลอร์ Perfectha ต้องทำอย่างไร

  1. แจ้งความต้องการของผู้ที่ต้องการจะฉีด
  2. ปรึกษาแพทย์และให้แพทย์ประเมินถึงความเป็นไปได้     
  3. ควรงดและหลีกเลี่ยง การรับประทานยาที่ส่งผลให้เลือดไม่แข็งตัว
  4. เตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อม
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ

ข้อปฏิบัติหลังการฉีด ฟิลเลอร์ Perfectha ต้องทำอย่างไร

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าแรง ๆ
  2. หลีกเลี่ยงความร้อน เนื่องจากฟิลเลอร์ยังไม่คงรูป จึงอาจส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ
  3. งดดื่มแอลกอฮอล์ 2 – 3 วัน
  4. งดการสูบบุหรี่
  5. งดการทำทรีทเม้นต์ งดนวดหน้า และงดการทำเลเซอร์ทุกชนิด

ทำไมต้องฉีด ฟิลเลอร์ Perfectha

ร่างกายของมนุษย์สามารถผลิต HA ได้เอง โดย HA เป็นส่วนประกอบของคอลลาเจนที่อยู่ในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) คอลลาเจนมีหน้าที่ช่วยเชื่อมเซลล์แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังดูกระชับเรียบเนียน โครงสร้างของผิวหนังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลให้ผลิต HA น้อยลงไปด้วย เมื่อเราอายุมากขึ้น ความเสื่อมสภาพของคอลลาเจนส่งผลให้ผิวหนังขาดความตึงกระชับ และเกิดการหย่อนคล้อยของผิวหนังในที่สุด อีกทั้งความชุ่มชื้นของผิวหนังก็ลดลงไปอีกด้วย ด้วยสาเหตุนี้เอง ฟิลเลอร์ Perfectha จึงเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขให้ปัญหาผิวหนังเหล่านั้นหายไป ฟิลเลอร์ Perfectha จากประเทศฝรั่งเศส ทำหน้าที่ช่วยเติมเต็มผิวหนังในส่วนที่หย่อนคล้อย แก้ไขรูปหน้า อาทิ การเติมเต็มร่องแก้ม การเติมเต็มหน้าผาก การปรับเปลี่ยนรูปทรงของคาง เป็นต้น ความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ฟิลเลอร์ Perfectha นั้นสามารถกำจัดสารที่กระตุ้นก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งได้ อีกทั้งยังผ่านการอนุมัติโดยคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) สามารถตรวจเช็คเลขทะเบียนได้ และยังมีวันที่ผลิตรวมถึงวันหมดอายุระบุไว้ชัดเจนที่ข้างกล่อง

การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha เหมาะสำหรับใคร

การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha เหมาะสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องริ้วรอย หรือประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยนรูปหน้า รวมถึงร่องรอยลึกรอบดวงตา มุมปาก หรือบริเวณอื่น ๆ บนใบหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่พอใจ ช่วยให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความมั่นใจ

สามารถฉีดฟิลเลอร์ Perfectha ร่วมกับการเสริมความงามวิธีอื่นได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีการายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนไข้ที่มีการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha ร่วมกับการเสริมความงามวิธีอื่น การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha ร่วมกับการใช้ Botulinum Toxin หรือการผลัดเซลล์ผิวแบบ Chemical peeling อาจช่วยส่งเสริมให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ระยะเวลาในการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha จะใช้เวลาไม่นานมากนัก โดยประมาณ 15 – 30 นาที โดยเมื่อฟิลเลอร์อยู่ในตำแหน่งบริเวณที่ต้องการทำการแก้ไข ก็จะทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ออกมาได้ทันที อาจใช้เวลาสักพักให้ฟิลเลอร์ Perfectha เข้าที่และรับกับรูปหน้าเรา ดังนั้นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอาจเป็นช่วง 1 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับการแก้ไขไป

อย่างไรก็ตาม ฟิลเลอร์บางชนิดอาจไม่เห็นผลในทันทีหลังทำการฉีด อาจใช้เวลาสักระยะเพื่อกระตุ้นผิวหนัง ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

  1. ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ ไม่ต้องพักฟื้น
  2. สามารถช่วยแก้ไขในเรื่องการปรับโครงสร้างใบหน้าให้เข้ารูปมากขึ้น
  3. ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ และยังเชื่อกันว่าเป็นการเสริมโหงวเฮ้งตามความเชื่ออีกด้วย
  4. เป็นสารจากธรรมชาติ ที่สามารถสลายได้เอง
  5. เสริมสร้างความมั่นใจ

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

  1. การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha โดยแพทย์ผู้ไม่เชี่ยวชาญ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่จะตามมาได้
  2. การฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร เช่น ซิลิโคนเหลว หรือ น้ำมันพาราฟิน อาจทำให้ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน จนอาจก่อให้เกิดพังผืด
  3. ฟิลเลอร์ Perfectha ที่ไม่ได้มาตราฐาน อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

  1. ปัจจุบันมีสารแปลกปลอมมากมาย ที่ลักษณะคล้ายกับฟิลเลอร์ จึงควรตรวจสอบกับแพทย์ทุกครั้ง ก่อนที่จะทำการฉีด
  2. ควรใช้บริการจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตราฐานที่น่าเชื่อถือ
  3. ห้ามฉีดฟิลเลอร์ Perfectha กับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร

วิธีตรวจสอบฟิลเลอร์ Perfectha

  1. แพทย์จะทำการเปิดกล่องฟิลเลอร์ต่อหน้าคนไข้ เพื่อสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง
  2. ตรวจสอบ Serial Number และหมายเลขอ้างอิง
  3. สอบถามบริษัทที่ทำการนำเข้าหรือผลิต

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ในไทย

Restylane , Juvederm , Belotero , Perfectha และ Neuramis ฟิลเลอร์แต่ละชนิดเหมาะสมกับปัญหาผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรศึกษาข้อมูลให้ได้ตรงกับความต้องการ พร้อมทั้งปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

ผลข้างเคียง

ผิวหนังอาจแดง บวม อาจมีอาการคัน หรือปวด มีจ้ำเลือด หรือคล้ำเป็นก้อนภายใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา บางรายอาจพบรอยด่างหรือผิวหนังมีสีที่เปลี่ยนไป (Discoloration) บริเวณที่ฉีดยา ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถหายไปได้เอง

สุดท้ายนี้การเลือกสถานที่เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุด คลินิกจะต้องได้รับการรับรอง เครื่องมือที่สะอาด ปลอดเชื้อ เราไม่ควรเห็นแก่ราคาถูกมากกว่าความปลอดภัย คลินิกหรือโรงพยาบาล ต้องสามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้ว่า สารที่นำมาฉีดให้บริการนั้น เป็นสารชนิดใด เพราะหากสารดังกล่าวไม่ได้มาตราฐาน อาจส่งผลก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง

 UITHERA ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

สภาพแวดล้อมในปัจจุบันทั้งมลภาวะ สิ่งแวดล้อม อาทิ แสงแดดที่มีรังสียูวีเอ ฝุ่นละออง มลพิษจากท่อไอเสียบนท้องถนน การใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทั้งไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ทานอาหารไม่เพียงพอ การพักผ่อน เพราะหากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จะขาดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่ช่วยในเรื่องความอ่อนเยาว์ ซึ่งจะหลั่งในขณะหลับ ตลอดจนความเครียด ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ กระชับ เรียบเนียน หากเครียดเรื้อรัง เซลล์ผิวหนังจะเสื่อมลงและผิวขาดความยืดหยุ่น เกิดความหย่อนคล้อย รวมถึงปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การสร้างสารประกอบในผิวหนังลดลง ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจน อิลาสติน เป็นต้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมามากมาย ทั้งเกิดการหย่อนคล้อยของผิวชั้นลึกสุดหรือที่เรียกว่าชั้น SMAS สูญเสียคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวไม่เต่งตึงเหมือนเดิม และบวกกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายโดยเฉพาะผิวพรรณจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่อายุเลข 3 ปลายๆ เป็นต้นไป ความหย่อนคล้อยของผิวที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้ดูมีอายุและขาดความมั่นใจ ดังนั้นนอกจากการดูแลสุขภาพที่ดี การหาตัวช่วยคืนความกระชับให้ผิวอย่างการทำ ULTHERAPY หรือบางคนเรียกสั้น ๆ ว่า ULTHERA คืออีกหนึ่งทางเลือกในการคงความอ่อนเยาว์ให้ยืนยาว

ULTHERA คืออะไร?

ULTHERA เป็นการใช้พลังงานคลื่น Ultrasound ลงไปในชั้นผิวหนังระดับลึกที่เรียกว่า SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังที่คอยพยุงโครงร่างผิวหนังที่ดึงรั้งยกกระชับรูปหน้าเราไว้ นวัตกรรมใหม่ล่าสุดในวงการแพทย์ผิวหนัง ต้องบอกแบบนี้ว่าในอดีตการจะลงไปแก้ใขผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ ศัลยแพทย์ต้องผ่าตัดเย็บดึงผิวชั้น SMAS ให้ยกกระชับขึ้น แต่ปัจจุบันนี้การใช้เครื่อง ULTHERA เปรียบเสมือนแทนเข็มเย็บโดยใช้คลื่นเสียงเปลี่ยนเป็นความร้อนใต้ผิวหนัง ลงไปกระชับปรับรูปหน้าได้และไม่มีแผลตามมา โดยใช้เวลาในการรักษาประมาณ 30-45 นาที หลังการทำสามารถแต่งหน้าได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว ผลลัพธ์หลังจากทำการรักษาเสร็จ จะรู้สึกถึงผิวตึงกระชับเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยจางลง ใบหน้าจะยกกระชับ และผลลัพธ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อยตามคอลลาเจนใหม่ที่สร้างขึ้นมา

ULTHERA ทำงานอย่างไร?

ULTHERA ใช้เทคโนโลยีการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงที่มีความเฉพาะเจาะจงไปยังผิวหนัง แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนจุดเล็กๆลงลึกสู่ใต้ชั้นผิวหนัง มุ่งเป้าหมายไปยังรอยต่อของชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน SMAS โดยเน้นกระตุ้นที่เซลล์ไฟโบรลาสต์ของชั้น SMAS ให้มีการหดตัวเหมือนกับการเย็บเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นหลักการแบบเดียวกับการดึงหน้าด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งเทคโนโลยีอื่น ๆ ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ยกเว้นการทำศัลยกรรม อัลเทอร่า จะส่งผ่านความร้อนนี้จะลงเป็นจุดเล็ก ๆ ที่มีระยะห่างระหว่างจุดเท่า ๆ กันประมาณ 1 มม. จึงมีความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิว และ ยังสามารถลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำการรักษา โดยแพทย์สามารถเห็นสภาพผิวหนังที่กำลังรักษาผ่านหน้าจอเครื่องตลอดเวลา นำมาซึ่งการรักษาที่แม่นยำสูง และ ได้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า ขบวนการรักษาทั้งหมดนี้จะไปกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ผิวค่อย ๆ ตึง เรียบเนียนขึ้นทีละน้อย ดูเป็นธรรมชาติ จึงทำให้มีความปลอดภัยสูง และ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ULTHERA จะใช้ได้ผลดีกับ ?

หากเปรียบผิวคนเราดั่งแอปเปิ้ล เมื่อลูกแอปเปิ้ลเพิ่งถูกเก็บมาใหม่ ผิวแอปเปิ้ลจะมีความเรียบเนียน เต่งตึง ไม่ต่างจากเราตอนเด็ก ๆ แต่ยิ่งเราอายุมากขึ้น ผิวก็ยิ่งเสื่อมโทรม เหมือนกับแอปเปิ้ลที่ถูกเก็บมาเป็นเวลานาน อีลาสตินและคอลลาเจนในผิวจะถูกย่อยสลายไปตามกาลเวลา เพราะถูกทำร้ายจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งมลภาวะ อนุมูลอิสระ แสงแดด หรือแม้กระทั่งแรงโน้มถ่วงโลก รวมไปถึงความแก่ชราตามสภาพร่างกาย ส่งผลให้เกิดจุดด่างดำ ริ้วรอย ความเหี่ยวย่น ผิวหย่อนคล้อย และร่องลึกตามบริเวณใบหน้า โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเคยชิน ที่เห็นหน้าตัวเองอยู่ทุกวัน กว่าจะรู้ว่าผิวสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินไปมากแล้ว จากหน้าตาที่เคยเป็นหนุ่มสาวกลับเปลี่ยนแปลง ดูแก่ลงจนสังเกตได้ ทั้งหนังตาห้อย หนังตาตก คิ้วตก กรอบหน้าไม่ชัด แก้มห้อย หน้าย้อย มุมปากตก มีเหนียงบริเวณคาง ลำคอนิ้วมือเหี่ยวย่น เป็นต้น ดังนั้น หากต้องการยกกระชับรูปหน้าให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิวให้เต่งตึงอีกครั้ง จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป เพราะนั่นอาจเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ หากแต่การวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั้น ทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างชั้นผิวของเราก่อน เพื่อเข้าใจวิธีการทำงานของ ULTHERA มากขึ้น

ULTHERA จะใช้ได้ผลดีกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยดึงหน้าและยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น หน้าดูเด็กลง ยกคิ้ว แก้ปัญหาหนังตาตก รวมทั้งดึงกระชับขอบตาล่างที่หย่อนยาน ช่วยลดถุงใต้ตาโดยไม่ต้องผ่าตัด ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ลดเหนียง คาง 2 ชั้น และ ยกกระชับผิวบริเวณลำคอ เนินอกและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ให้ตึงเรียบเนียน นอกจากนี้ ULTHERA ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการจะปรับรูปหน้าให้ใบหน้าเรียวขึ้น

ULTHERA เหมาะสำหรับใคร?

อายุที่แนะนำสำหรับการทำ ULTHERA  อยู่ระหว่างอายุ 35-60 ปี ซึ่งอายุตั้งแต่ 30 ปี จะเป็นช่วงที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏให้เห็น อีกทั้งคอลลาเจนเริ่มเสื่อม และร่างกายไม่สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่แล้ว ส่วนอายุตั้งแต่ 60 ปี เป็นช่วงที่ผิวมีริ้วรอย ร่องลึก และสัญลักษณ์ของความแก่ชราให้เห็นอย่างชัดเจน การทำ ULTHERA จะช่วยให้ผิวเนียนเรียบขึ้น ริ้วรอย และอายุผิวลดลง อีกทั้งใบหน้าได้รูป ยกกระชับ มีมิติมากขึ้น การเริ่มต้นดูแลตัวเอง และผิวพรรณตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เมื่ออายุยังน้อยควรหาวิธียืดอายุความอ่อนเยาว์ของผิวให้ได้นานที่สุด ดังนั้นอายุประมาณ 25 ปี ก็สามารถเริ่มทำ ULTHERA ได้แล้ว เนื่องจากวัยนี้ผิวเริ่มบางลง และส่งสัญญาณความเสื่อมสภาพ และความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีลดลงเรื่อยๆ รวมทั้งคอลลาเจน และความยืดหยุ่นของผิวลดลงประมาณปีละ 1% ซึ่งการทำ ULTHERA จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ ยิ่งทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุก 1-2 ปี ผิวจะอ่อนเยาว์กว่าอายุนานนับ 10 ปีทีเดียว

ทั้งนี้บางครั้งการหาตัวช่วยดี ๆ ที่ทันสมัยและมีความปลอภัยสูงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวคุณเอง ในเมื่อมันเป็นวัฏจักรของชีวิตและกายภาพ เราจะดูแล รูปร่างหน้าตาผิวพรรณอย่างไร ให้มีสุขภาพดีและคงความอ่อนเยาว์วัยได้ ส่วนหนึ่งของการมีผิวพรรณที่ดี ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ กินผักและผลไม้ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เมื่ออายุที่เพิ่มมากขึ้นบวกกับการดูแลรักษาผิวที่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถปฏิบัติหรือดูแลผิวพรรณของตนเองให้ดีเหมือนแต่ก่อนได้ เทคโนโลยีสามารถตอบโจทย์การรักษาที่รวดเร็วและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ความมั่นใจถือเป็นกระบวนการคิดอันดับแรก ๆ ของการตัดสินใจ และที่สำคัญเรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราเริ่มแก่ขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าเราแก่หรือเปล่า วิธีง่าย ๆ ลองส่องดูกระจกแล้วมองไปที่ลำคอ คางแก้ม ร่องแก้ม ระหว่างคิ้วและหน้าผาก ลองวนซ้ำไปซ้ำมาสัก 3-4 รอบ แล้วเปรียบเทียบว่าคุณในวันนี้กับคุณเมื่อ 5 ปีก่อน ต่อไปเราจะแก่ไปอีกขนาดไหน เราไม่สามารถหยุดอายุไม่ให้มากขึ้นได้ในโลกนี้ สามอย่างที่ไม่มีวันย้อนกลับได้ คือ เวลา โอกาศ และ สายน้ำ ในเมื่อ เวลาไม่สามารถหวนคือได้อายุก็เช่นกัน แต่เราสามารถหยุดร่างกาย ใบหน้า ให้ไม่เดินตามอายุได้ สำหรับทุกคนโดยเฉพาะสาว ๆ แม้ไม่สามารถหยุดเวลาในชีวิตจริงได้ แต่เวลาผิวเราเลือกที่จะหยุดมันไว้ได้ เพื่อให้เราได้เก็บความสดใส เก็บวัยเยาว์ไว้ให้อยู่กับเราได้เสมอ

 

 

 

 

 

 

 

ผลข้างเคียง ยกกระชับผิวหน้า V-Shape ด้วยการร้อยไหมก้างปลา

เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวยงาม โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัด มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย ซึ่งนอกจากช่วยแก้ไขข้อบกพร่อง ช่วยยกกระชับผิวให้ตึงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดเส้นใย อิลาสติน (Elastin) ช่วยให้ผิวเด้งและเกิดความยืดหยุ่น แถมยังช่วยเร่งสเต็มเซลล์ภายในร่างกาย และการไหลเวียนโลหิต ที่จะเป็นการช่วยให้เกิดการสร้างคอลลาเจน (Collagen) เพิ่มความกระชับ และความหนาของผิวหนังชั้นหนังแท้ได้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เราดูอ่อนกว่าวัย ผิวหน้ากระชับ มีความยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอย เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย

หนึ่งในการศัลยกรรมร้อยไหมยกกระชับ ที่ได้รับความนิยม คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมละลายชนิดหนึ่ง เส้นไหมที่ใช้นั่นคือ เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมก้างปลา ด้วยลักษณะที่มีเงี่ยงโผล่ 2 ด้าน ตลอดทั้งเส้น ดังเช่นฟัน หรือก้างของปลา นั่นคือที่มาของชื่อ “การร้อยไหมก้างปลา” เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในการใช้เส้นไหมชนิดนี้

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหม ยกกระชับผิว

  • เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  • เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  • เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape หรือเรียกว่า “ร้อยไหมก้างปลา”

ช่วงอายุที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมก้างปลา

การยกกระชับผิวหน้าด้วยการร้อยไหมก้างปลา เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

อยากหน้าเด็ก หน้าสวย ใบหน้า V-Shape เรียวสวยได้รูป

เส้นไหมที่นิยมร้อยไหมเพื่อยกกระชับ บริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหม และบริเวณเงี่ยง การร้อยไหมก้างปลา เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และต้องทำในสถานที่ให้บริการที่มาตรฐานด้านความปลอดภัย ในขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอนการร้อยไหม ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมก้างปลา หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลัก ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ใช้เวลาเพียง    20-40 นาที อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ข้อเสีย 4 ข้อ ที่เราต้องรู้ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมก้างปลา

  1. การร้อยไหมเป็นศาสตร์ และศิลปะ ที่ต้องใช้ความชำนาญ และเทคนิคการร้อยไหม หากทำไม่ถูกต้องหรือเลือกชนิดของเส้นไหมที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือเห็นรอยไหมตามแนวที่ร้อยได้
  2. การร้อยไหมก็เป็นการสร้างพังผืด (Fibrosis) ในบางกรณี ไหมอาจจะทะลุโผล่ออกมานอกผิวหนังได้ นั่นเป็นเพราะว่าบางทีไหมละลายยังไม่หมด ผิวอาจจะผลักเส้นไหมออกมา หรือบางทีผิวหนังบริเวณที่ร้อยไหมขาดความยืดหยุ่น จนทำให้ไหมเคลื่อนตัวจนทะลุออกมาตามจุดที่ร้อยไว้ได้
  3. คนไข้ที่มีโหนกแก้ม การร้อยไหมอาจจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นขึ้น
  4. หลังจากร้อยไหมเสร็จจะเกิดการบวมช้ำเล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าต้องใช้เข็มพร้อมเส้นไหมแทงผิวเข้าไป และจะหายจากการบวมก็อาจจะใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมก้างปลา

การร้อยไหม คือ การใช้เข็มสเตอไรด์ เครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เพื่อนำเส้นไหมที่เป็นไหมละลายเข้าไปใต้ผิวหนัง “การร้อยไหมก้างปลา” เพื่อยกกระชับผิวหน้าให้ได้รูปเรียว V-Shape สวยงาม เป็นการใช้เส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหมไว้กับผิวหนัง เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ซึ่งอาจทำให้มีรอยช้ำได้ มากกว่าไหมเรียบ หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม การร้อยไหมก้างปลา การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรก เชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม

ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้เส้นไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

การร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้าไว้ จึงช่วยให้ใบหน้าเกิดลักษณะ V-Shape ดูเรียวสวยงามยิ่งขึ้น การที่ได้รับรู้ทั้งข้อดี และข้อเสีย รวมถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น ทั้งหมดจะเป็นข้อมูลที่สำคัญใช้ประกอบการตัดสินใจว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อความสวยงาม ด้วยการร้อยไหมก้างปลาหรือไม่??

 

ฟิลเลอร์ คืออะไร? ฉีดตรงไหนได้บ้าง อยากรู้ต้องอ่าน

ไม่ว่าใครก็อยากที่จะคงความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะอายุมากขึ้นแต่ก็ไม่อยากยอมแก่ ก็มักจะหันหน้ามาพึ่งคุณหมอ เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับสังคมในยุคสมัยนี้ แต่งนิดเติมหน่อย รอยเหี่ยวย่นเอยอะไรเอย ไม่มีทางได้อยู่บนหน้าแน่ ๆ วันนี้เลยมานำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารเติมเต็มที่ชื่อว่า ฟิลเลอร์ น่าจะคุ้นหู ใครหลาย ๆ คน มาฝากกัน

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร

ฟิลเลอร์ ที่จริงแล้วนั่นก็คือสารเติมเต็มผิว ที่มีชื่อจริงว่าสาร ไฮยาลูโรนิค แอซิค (Hyaluronic Acid) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า HA เป็นสารที่ช่วยเติมเต็ม และ เสริมสร้างคอลลาเจนภายใต้ชั้นผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยตัว HA นั้นมีความสามารถพิเศษในการเก็บกักน้ำไว้ใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวดูมีความยืดหยุ่นเรียบเนียน จนทำให้มองไม่เห็นรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นบนใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์ก็คือการเติมเต็มให้กับผิวในจุดที่มีความเสื่อมสภาพ ให้กลับขึ้นมาดูดีได้อีกครั้งนั่นเอง

ฟิลเลอร์ (Filler) มีทั้งหมดกี่ชนิด

ชนิดของฟิลเลอร์จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท คือ

  1. ฟิลเลอร์ประเภทชั่วคราว (Temporary Filler) คือ ไฮยาลูโรนิค แอซิค (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นสารที่สกัดมาจากธรรมชาติ มีความปลอดภัย เพราะเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้มีความใกล้เคียงกับสารที่อยู่ในบริเวณชั้นผิวหนังของมนุษย์มากที่สุด ก่อให้เกิดการแพ้หลังฉีดฟิลเลอร์เป็นไปได้ยาก หลังจากฉีดในบริเวณที่ต้องการแก้ไข จะสามารถอยู่ได้นานมากถึง 4 – 6 เดือน และสามารถสลายตัวไปได้เองโดยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องฉีดสารเพื่อสลายฟิลเลอร์
  2. ฟิลเลอร์ประเภทถาวร (Permanent Filler) คือ สารที่มาจาก ซิลิโคนเหลว น้ำมันพาราฟิน หรือ เม็ดพลาสติก จะให้ผลลัพธ์ในแบบถาวร และไม่สามารถสลายไปเองได้ จำเป็นต้องฉีดสารเพื่อสลายฟิลเลอร์ และอาจเกิดผลข้างเคียงหากฉีดในระยะยาว ทางการแพทย์จึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้อเข้าที่ใบหน้า

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการฉีดฟิลเลอร์นั้นมีราคาที่ถูกกว่าการทำ ศัลยกรรม หลายเท่าตัว ทำให้ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปในการทำ
  2. สามารถเห็นผลได้ในทันที หลังการฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้า สามารถเห็นผลได้ในทันทีหลังจากการฉีด เพราะเมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในบริเวณที่ต้องการแก้ไข ฟิลเลอร์จะคงตัวในตำแหน่งที่ฉีดทันที จึงไม่จำเป็นต้องรอเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม
  3. ไม่ต้องพักฟื้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์ จะฉีดเข้าไปในบริเวณที่ต้องการแก้ไขปัญหาเท่านั้น และเข็มที่ใช้ในการฉีดนั้น มีขนาดที่เล็ก จึงไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา ใช้เพียงการประคบด้วยความเย็นก่อนฉีดเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการพักฟื้นหลังฉีดแต่อย่างใด

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เหมาะกับใครบ้าง

– ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่องริ้วรอยที่เป็นร่องลึก

– ผู้ที่มีปัญหาบริเวณถุงใต้ตา ร่องน้ำตา ใต้ตาลึกดูหมองคล้ำ

– ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย แห้ง ไม่ชุ่มชื้น จากวัยที่เพิ่มขึ้น

– ผู้ทีมีปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากหลุมสิว และ รูขุมขนกว้าง

– ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาริมฝีปากไม่ได้รูปสวย ริมฝีปากบาง

– ผู้ที่ต้องการเติมเต็มส่วนต่าง ๆ บนใบนหน้า เช่น หน้าผาก คาง ขมับ ร่องแก้ม

– ผู้ที่ต้องการให้ผิวดูฉ่ำ อิ่มน้ำ ชุ่มชื้น

ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) อันตรายหรือไม่

การฉีดฟิลเลอร์นั้น เรียกได้ว่าใคร ๆ ก็ตามที่มีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้า ต่างพากันเรียกหา ฟิลเลอร์ ทำให้เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้มีฟิลเลอร์มากมายหลายยี่ห้อให้ได้เลือกใช้ โดยแต่ละรุ่นก็สามารถฉีดได้หลายตำแหน่งเช่นกัน ซึ่งฟิลเลอร์ของแท้ จะทำมาจากสารที่มีชื่อว่า HA หรือ ไฮยารูรอนนิก แอซิก (Hyaluronic acid) และการฉีดที่ถูกต้องนั้น ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จึงจะมีความปลอดภัย และไม่อันตรายต่อผู้ที่ฉีด

แต่หากเจอการปลอมแปลงของสารอื่นที่เข้ามาผสมในฟิลเลอร์อย่าง ซิลิโคนเหลว หรือ ฟิลเลอร์ปลอม ก็อาจเกิดผลที่ไม่คาดคิดได้อย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนฉีดทุกครั้งควรตรวจสอบฟิลเลอร์อย่างถี่ถ้วน ว่าฟิลเลอร์ที่กำลังฉีดนั้นเป็นฟิลเลอร์ของแท้ และทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ฟิลเลอร์ (Filler) ฉีดตรงไหนได้บ้าง

  1. บริเวณหน้าผาก เพื่อการแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดเป็นเส้นย่น ๆ ตามอายุ หรือพฤติกรรมเคยชิน รวมไปถึงการเติมเต็มหน้าผากสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าผากแบนราบ ให้ดูนูน เป็นทรงสวย
  2. ใต้ตา ฉีดเติมเต็มบริเวณเบ้าตา ร่องน้ำตาลึก แก้ไขริ้วรอยใต้ตาที่ดูย่น หย่อนคล้อย ให้ดูเต่งตึง หรือคนที่มีปัญหาใต้ตาตำ ก็สามารถฉีดฟิลเลอร์เข้าไปเติมเต็มเพื่อแก้ปัญหาได้เช่นกัน
  3. ตีนกา เติมร่องตีนกาให้ดูตื้นขึ้น
  4. สันจมูก เสริมบริเวณสันจมูกให้ดูสูงโด่งขึ้น ด้วยฟิลเลอร์ที่มีเนื้อแข็ง จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรม เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานทางจมูกอยู่แล้ว แต่ต้องการเติมให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น
  5. ร่องแก้ม/ร่องน้ำหมาก เป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวของใบหน้าอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้เกิดร่องรอยได้ง่าย การเติมฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จะทำให้ใบหน้าดูเด็กลงไปได้อีกหลายปี
  6. ริมฝีปาก แก้ไขปัญหาริมฝีปากไม่เท่ากัน หรือ ริมฝีปากบาง รวมไปถึงการเติมปากให้ดูอวบอิ่มเป็นทรงขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณริมฝีปากบนให้ดูหยดลงมาเป็นปากกระจับได้โดยไม่ต้องผ่าตัดอีกด้วย
  7. คาง สำหรับการฉีดคางถือเป็นที่นิยมมากที่สุดในบรรดาการฉีดฟิลเลอร์ สามารถเติมคางที่สั้นให้ดูเรียวยาวขึ้น เป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งจนเกินไป
  8. ริ้วรอยที่เกิดจากสิว/หลุมสิว ช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนเต่งตึงขึ้น
  9. ลำคอ สามารถฉีดเพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอให้กลับมาดูเต่งตึง เรียบเนียนได้อีกครั้ง
  10. หลังมือ สำหรับบางคนอายุยังไม่มากเท่าไหร่ แต่มีหลังมือที่ดูเหี่ยวย่น แก่กว่าไว การฉีดฟิลเลอร์สามารถแก้ไขปัญหาให้ผิวบริเวณหลังมือดูเต่งตึงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรม

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

ก่อนฉีดประมาณ 1 สัปดาห์ ควรงดวิตามิน และอาหารเสริมเช่น วิตามินอี คอลลาเจน น้ำมันตับปลา สารสกัดจากแปะก๊วย (กิงโกะ) และยาแอสไพริน เนื่องจากการรับประทานอาหารเสริมประเภทเหล่านี้ ก่อให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย และหยุดยาก อาจทำให้มีรอยช้ำ เขียวหลังจากการฉีดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง และสิ่งที่สำคัญก่อนทำการรักษาทุกครั้ง ควรแจ้งให้แพทย์ที่ฉีดได้รับทราบถึงประวัติส่วนตัวอย่าง โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา หรือ อาหาร

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  1. ไม่ควรสัมผัส นวด บริเวณที่ฉีด เพราะอาจส่งผลให้ทรงของฟิลเลอร์ที่แพทย์ได้ทำการฉีดไว้เปลี่ยนรูปทรงได้
  2. หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรดื่มน้ำตามให้มาก ๆ เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำ หากรับประทานน้ำหลังจากฉีดฟิลเลอร์เสร็จ จะทำให้ฟิลเลอร์ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
  3. งดการทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพราะการทำทรีทเมนต์ในบางครั้งอาจมีขั้นตอนการนวดหน้าที่กระทบต่อรูปทรงของฟิลเลอร์ได้
  4. หลังฉีด 24 ชั่วโมง งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากยิ่งขึ้น อาจทำให้รอยเข็มหลังฉีดหายช้าลง
  5. หลีกเลี่ยงสถานที่ ๆ มีความร้อนสูง อย่างเช่น ซาวน่า ห้องอบสมุนไพร ห้องโยคะร้อน เพราะจะทำให้ฟิลเลอร์เกิดการสลายตัวเร็วกว่าปกติ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ (Filler) ที่นำมาฝากในวันนี้ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำเตือนทุกท่าน ก่อนที่จะเติมเต็มความสวยด้วยฟิลเลอร์ นั่นก็คือการเลือกสถานที่ที่ได้มาตฐาน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเท่านั้น ไม่อย่างงั้นอาจจะต้องเสียเงินทั้งเงินไปอย่างน่าเสียดาย