ฟิลเลอร์อยู่ได้นานไหม ต้องฉีดยี่ห้อไหนถึงจะดี

ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์ เป็นเทคโนโลยีเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีฟิลเลอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อก็จะมีรุ่นย่อย ๆ ให้เลือกใช้หลายชนิดรวมถึงแต่ละยี่ห้อก็จะมีระยะเวลาการอยู่ตัวของฟิลเลอร์ด้วยว่าอยู่ได้นานแค่ไหน วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่าแล้วฟิลเลอร์คืออะไร ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน ฟิลเลอร์คือ สารเติมเต็มผิว ที่ชื่อว่าไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือ “HA” จะช่วยเติมเต็มใต้ชั้นผิว หรือช่วยเสริมในชั้นผิวหนังแม้กระทั่งใต้ผิวหนัง เราสามารถใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มในส่วนที่เป็นร่องลึก ให้กลับมาดูอวบอิ่ม เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์ลงได้

หลังจากฉีดฟิลเลอร์แล้วจะอยู่ได้นานแค่ไหน

โดยมาตรฐานของฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ จะมีอายุอยู่ได้ 8 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของสาร Hyaluronic Acid และรูปแบบการผลิต ว่าได้รับมาตรฐานการรับรองจากองค์การอาหารและยาหรือไม่ จำเป็นต้องเป็นสารที่เลียนแบบสารตามธรรมชาติ ต้องสามารถย่อยสลายได้เอง ตามกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกายและไม่มีการทิ้งสารตกค้างในร่างกาย อีกสิ่งที่ควรจะต้องระวังคือ ฟิลเลอร์ปลอม หรือ ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์รูปแบบนี้จะไม่สามารถย่อยสลายได้เอง

คุณสมบัติของฟิลเลอร์ที่ควรทราบ

  1. ความแข็ง (Elasticity)

เราจะใช้ฟิลเลอร์ที่มีความแข็งในการปรับโยกโครงหน้าให้สูงขึ้น เพราะต้องฉีดเข้าไปถึงโครงหน้าในชั้นกระดูก ใช้ร่วมกับเทคนิคการฉีดแนวตั้ง ดังนั้นฟิลเลอร์จำเป็นต้องมีความทนต่อแรงกดในแนวตั้งอย่างมาก โดยเทคนิคดังกว่าจะใช้ในการฉีดคาง และจมูก เป็นต้น

  1. ความยืดหยุ่น (Plasticity Cohesiveness)

ความยืดหยุ่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการเลือกฟิลเลอร์ เพราะจุดที่จำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นสูงอย่าง ร่องแก้ม มุมปาก ข้างแก้ม ฟิลเลอร์ที่เราเลือกจำเป็นต้องทนต่อแรงบิดในแนวนอนได้ และทนต่อการขยับบ่อย ๆ ได้

  1. ความกระจายตัว (Tissue Integration)

คุณสมบัตินี้จำเป็นมากต่อคนที่มีผิวบางหรือผิวแห้ง เพราะเป็นคุณสมบัติที่ช่วยสมานผิวที่อยู่รอบ ๆ ฟิลเลอร์ที่เราฉีดไป จะทำให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปไม่จับตัวกันเป็นก้อน เรียบเนียนไปกับผิว

  1. ค่าความอุ้มน้ำ (Water holding)เราสามารถแบ่งความฟูของฟิลเลอร์ได้เป็น 2 ระดับด้วยกัน ระดับแรกคือ ฟูมาก คือฟิลเลอร์ที่มีค่าการอุ้มน้ำสูง ถ้าเราดื่มน้ำมากฟิลเลอร์ก็จะฟูมากเช่น ฉีดแค่ 1ซีซี ก็สามารถฟูได้ถึง 1.5ซีซี เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัด การดื่มน้ำช่วยก็จะได้ผลมาก เหมาะกับส่วนที่ต้องการการฟูมากเช่น ร่องแก้ม และขมับ แบบที่สองคือฟูน้อย แบบนี้ค่าการอุ้มน้ำน้อยกว่า เหมาะกับส่วนที่ไม่ต้องการความบวมหรืออิ่มน้ำมากเกินไป เช่น ใต้ตา เพราะไม่อย่างนั้นดูทำให้ดูตาบวม

     

  2. จำนวนการเชื่อมพันธะ (Crosslink)

ยี่ห้อที่เด่นด้านจำนวนการเชื่อมพันธะของฟิลเลอร์ คือ Juvederm ใช้ crosslink ที่มีประสิทธิภาพสูง (Vycross) อยู่ได้นานและปลอดภัย เป็นเนื้อเจลไม่เป็นเม็ด จำนวนการเชื่อมพันธะจะช่วยให้ทนต่อแรงบิดแนวนอนได้ มีค่าการกระจายตัวปานกลางเหมาะกับผิวบริเวณที่ต้องขยับบ่อย ๆ ฟิลเลอร์ที่มีจำนวนพันธะเยอะขึ้น จะอยู่ได้นานขึ้น ฟูน้อยลง และอุ้มน้ำได้น้อยลง แต่ถ้าปริมาณ crosslink เยอะเกินไปคือจะส่งผลให้สลายยากและเกิดการแพ้ได้ง่าย และหากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป จะมีโอกาสเกิดพังผืดหรือจับกันเป็นก้อนได้ ซึ่งจะพบได้ในฟิลเลอร์ที่มาตรฐานต่ำ, ฟิลเลอร์ปลอมจากจีน, ฟิลเลอร์หิ้วที่ไม่ผ่านมาตรฐานองค์การอาหารและยา

  1. ขนาดของเม็ดฟิลเลอร์ (Particle size)

ขนาดฟิลเลอร์แบ่งได้เป็น 2 ขนาดหลัก ๆ คือเม็ดเล็กและเม็ดใหญ่ ซึ่งแต่ล่ะแบบก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ฟิลเลอร์ที่เม็ดใหญ่ก็จะอยู่ได้นาน และมีค่าความแข็งที่สูง การกระจายตัวต่ำ ยกหน้าชั้นที่อยู่ลึกได้ดี แต่จะไม่ทนต่อแรงบิดในแนวนอน ดังนั้นไม่ควรฉีดบริเวณที่มีการขยับบ่อย เพราะจะทำให้เม็ดฟิลเลอร์แตกตัวสลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ และสลายได้รวดเร็ว ยี่ห้อ Restylane จะโดดเด่นในด้านนี้ โดยจะทำงานร่วมกับ เทคนิคการม้วนขดเส้นใยลิขสิทธิ์เฉพาะของ Restylane เท่านั้น

ตำแหน่งที่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ และประมาณที่ควรใช้

  • ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา : ช่วยลดความหมองคล้ำ เบ้าตาแพนด้า หรือเบาตาที่ลึกเกินไป ปริมาณที่ควรใช้เติมใต้ตาคือ 1-3 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์คาง : ปรับรูปหน้าให้เรียวยาวขึ้นและมีมิติ ปริมาณที่ควรใช้เติมคางคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้มตอบ : ลดรอยเหี่ยวย่นที่ร่องแก้มลง และเพิ่มเนื้อบริเวณแก้ม ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ปริมาณที่ควรใช้เติมร่องใต้มุมปากคือ 1-2 ml., เติมแก้ม แก้มตอบคือ 2-4 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์จมูก : เสริมความสูงของจมูกให้โด่งได้รูปแบบที่ต้องการ ปริมาณที่ควรใช้เติมจมูกคือ 1 ml., สำหรับจมูกหยดน้ำคือ 1 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก : ช่วยให้ใบหน้าดูเต่งตึง ไร้ริ้วรอย ปริมาณที่ควรใช้เติมหน้าผากคือ 4-6 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ปาก : ทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มมีน้ำมีนวล แก้ไข้อาการบกพร่อง เช่น ปากบางหรือปากเบี้ยวได้ ปริมาณที่ควรใช้เติมปากอวบอิ่มคือ 1-2 ml.
  • ฉีดฟิลเลอร์ขมับ : ทำให้โหนกแก้มดูยุบและหน้าดูหวานขึ้น ปริมาณที่ใช้เติมขมับคือ 2-3 ml.

การฉีดฟิลเลอร์หรือการรักษาโดยใช้ฟิลเลอร์แต่ละจุดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาบนใบหน้าของแต่ละบุคคล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าในแต่ละตำแหน่ง ควรใช้ปริมาณฟิลเลอร์เท่าไหร่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของคนไข้และปัญหาที่ต้องการแก้ไขเช่นกัน ทั้งนี้ปริมาณดังกล่าวเป็นปริมาณโดยประมาณเท่านั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง

ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองในประเทศไทย(อย.ไทย)

ฟิลเลอร์ในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด หลายรุ่น หลายราคาด้วยกัน แต่มีไม่กี่ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมและผ่านการรับรองจากจากองค์กรอาหารและยาของประเทศไทย และฟิลเลอร์แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันออกไป ข้อสำคัญคือก่อนฉีดทุกครั้งต้องปรึกษาแพทย์และเลือกแบบฟิลเลอร์ให้เหมาะกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข

  • Juvederm ฟิลเลอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา รับประกันคุณภาพมายาวนาน ตัวฟิลเลอร์ของยี่ห้อนี้ มีจะหลายรุ่นให้เลือก ตามความเหมาะสมของแต่ละส่วนบนใบหน้า
  • Ultra/ Ultra plus เป็น 2 รุ่น ที่ให้ความเข้มข้นของสารไฮยาลูรอนิค แอซิดสูง เหมาะในการเติมเต็มในตำแหน่งที่ต้องการปริมาตรมาก เช่น ขมับ แก้มตอบ แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มเทคโนโลยีแบบเก่า จึงมีอายุสั้นกว่าแบบอื่น ๆ อยู่ได้เพียง 1 ปี ถึง ปีครึ่ง
  • Voluma filler เน้นใช้กับคาง ขมับ หรือการฉีดยกกระชับใบหน้า
  • Volift filler ใช้สำหรับแก้ไขริ้วรอยร่องลึก ที่เกิดจากสภาวะแก่ก่อนวัย
  • Vobella filler ใช้สำหรับ ฉีดใต้ตา ฉีดปากอวบอิ่ม เมื่อนำมาใช้ฉีดแล้วจะทำให้ได้ใต้ตาที่ดูสวยเป็นธรรมชาติ
  • Volite filler ใช้สำหรับเติมความยืดหยุ่นให้ดีขึ้น เพิ่มความชุ่มชื้น และลดรอยยับบนใบหน้า
  • Perfectha filler new generationจากประเทศฝรั่งเศส ผ่านการตรวจรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศไทย และต่างประเทศ
  • Belotero fillerหรือ colorful filler จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้รับความนิยมอย่างมาก ราคาไม่แพง
  • Restylanefiller จากประเทศสวีเดน เป็นอีกยี่ห้อที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก มี หลายรุ่นให้เลือก ขึ้นอยู่กับแต่ละตำแหน่งปัญหา
  • Neuramis filler จากประเทศเกาหลี ราคาประหยัด ผ่านการรับรองในประเทศไทยแล้ว
  • Revanesse fillerจากประเทศแคนนาดา เทคโนโลยีการผลิต Thixofix technology ผ่านการรับรองในประเทศไทยแล้ว

คำแนะนำทุกครั้งก่อนฉีดฟิลเลอร์คือต้องเป็นยี่ห้อที่ได้มาตรฐานและศึกษารีวิวของแพทย์และคลินิกที่ไว้ใจ ก่อนแกะกล่องแพทย์จะต้องแกะตรงหน้าทุกครั้ง ฉีดเสร็จต้องสามารถถ่ายรูปหรือนำกล่องกลับบ้านเพื่อนำไปตรวจสอบเลข Lot กับบริษัทที่นำเข้าได้ เพื่อความปลอดภัย

ตอบทุกข้อสงสัยของการทำ Hifu

Hifu เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่หลาย ๆ ท่านคงได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย สำหรับสาว ๆ ที่รักการดูแลตัวเอง คงคุ้นเคยกับนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ชื่อว่า Hifu กันเป็นอย่างดี ซึ่งหลัก ๆ แล้วของความนิยมที่สาว ๆ หลาย ๆ ท่านที่นิยมทำ Hifu ก็เนื่องจากผลลัพธ์หลังการทำที่เห็นได้ทันทีก็คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กขึ้น และดูเต่งตึง โดยไม่ต้องฉีดสารเข้าไปในผิว หรือการผ่าตัดและการเย็บกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังใด ๆ เฉกเช่นสมัยก่อนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำ เพียงแค่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงทาบผ่านผิวหนังเพียงเท่านี้ ท่านก็จะมีผิวหน้าที่เรียบเนียน และหน้าที่ดูเรียวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ทราบรายละเอียดในการทำและการปฎิบัติตัวต่าง ๆ ก่อนและหลังทำนั้น ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและข้อสงใสต่าง ๆ รวมถึงคำถามยอดฮิตอย่าง ผู้ที่ตั้งท้องนั้นสามารถทำ Hifu ด้วยได้หรือไม่

Hifu คืออะไร

ขอเล่าก่อนว่าหัตถกรรมทางการแพทย์ในสมัยก่อนนั้น การที่จะทำให้ผิวหน้านั้นยกกระชับขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัดให้ลึกไปถึงชั้นผิว SMAS และทำการกรีดและเย็บขึ้นใหม่ เพื่อยกกระชับผิวหน้าภายนอกให้หายหย่อยคล้อยอย่างแรกเราต้องทำความรู้จักกับ Hifu นวัตกรรมใหม่ที่มาเพียงไม่กี่ปี ก็เป็นที่นิยมและกล่าวถึงกันอย่างแผ่หลาย เป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมดแต่อย่างได้ ไม่เจ็บปวดและทรมานผิวหน้าอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมนี้คือการใช้เครื่องเทคโนโลยี คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ทาบไปบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ เพื่อให้คลื่นความถี่สูงไปสร้างความร้อนภายใต้ผิวหนัง ไปยังชั้นผิว SMAS (ชั้นผังผืดที่อยู่ใต้ผิวหนังถึง4.5มม.) โดยกระบวนการนี้จะทำให้ชั้น SMAS นั้นเกิดความร้อนจนชั้นผิวนั้นหดตัวตึงขึ้น และคลื่นความที่นี้ยังกระตุ้นให้ผิวชั้น SMAS นั้นสร้างคอลลาเจนขึ้นได้โดยธรรมชาติ เหตุนี้จึงส่งผลทำให้ผิวหน้าของท่านนั้นยกกระชับขึ้น ลดความหย่อยคล้อยของผิวที่ขาดคอลลาเจนได้อีกด้วย

Hifu ดีอย่างไร

นอกจากการที่ Hifu นั้นช่วยในการยกกระชับผิวโดยตรงแล้วนั้น Hifu ยังช่วยให้ผิวนั้นนุ่มนวล เรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วยด้วย ไม่เพียงแค่นี้นวัตรรมยอดฮิตแบบนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่งการทำ Hifu นั้นมีข้อดีที่จะส่งผลกับผิวดังนี้

  1. ยกกระชับผิวให้ตึงขึ้น
  2. ทำให้หน้านั้นดูเรียวเล็ก
  3. ทำให้ผิวเรียบเนียนและเต่งตึง
  4. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ช่วยเรื่องของเหนียงที่หย่อยคล้อย

Hifu มีข้อจำกัดอะไรบ้าง

นวัตกรรม Hifu นั้นข้อจำกัดนั้นมีอยู่น้อยมากถ้าเทียบกับนวัตกรรมตัวอื่น ๆ เพราะ Hifu นั้นสามารถทำรวมกับหัตกรรมทางการแพทย์ตัวอื่น ๆ ได้ เช่น ท่านที่ร้อยไหมมา หรือท่านที่ฉีดโบท็อกมาก่อนหน้านี้ ก็สามารถเข้ารับการทำนวัตกรรมนี้ได้ โดยผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปก็สามารถเข้าทำ Hifu ได้ตามปกติ

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า Hifu นั้นคือการใช้คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ซึ่งคลื่นความถี่นี้ไม่มีความอันตรายใด ๆ ต่อผู้ใช้ที่ไม่ได้ตั้งครรถ์ แต่สำหรับท่านที่กำลังตั้งครรถ์ หรือท้องอยู่นั้น ทางเราไม่แนะนำให้ทำ Hifu เพราะการทำ Hifu นั้นจากการปล่อยคลื่นความถี่สูงในชั้นผิวที่ลึก อาจทำให้ท่านนั้นรู้สึกเจ็บ และจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ไม่ว่าจะเป็นการเกร็งมือเกร็งเท้าระหว่างการทำ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อภายในอย่าง มดลูก ยิ่งถ้าอายุครรถ์ที่มากการที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็งนั้น จะส่งผลทำให้เด็กคลอดได้ทันที คำแนะนำจากทางการแพทย์คือ ไม่ควรทำ Hifu ขณะตั้งครรถ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวแม่และเด็กนั้น จำเป็นที่จะต้องรอหลังคลอดแล้วท่านจึงสามารถเข้ารับบริการได้ทันที

คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ตั้งครรถ์

แท้จริงแล้วผู้ที่กำลังตั้งครรถ์อยู่นั้นสามารถทำทรีทเม้นต์ต่าง ๆ ของบริการการดูแลผิวหน้าได้ตามปกติ และรวมถึงการทำ ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ การทำหัตถกรรมพวกนี้ท่านที่ตั้งครรถ์สามารถทำได้แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงหัตถกรรมใหญ่ ๆ เช่นการทำ Hifu, Ulthera รวมถึงการทำ Laser นั้นมีกระบวนการทำที่จะทำให้คนไข้หรือท่านเองนั้นรู้สึกถึงความเจ็บมากหรือน้อยก็แล้วแต่ล่ะบุคคล ซึ่งความเจ็บนี้จะทำให้ท่านนั้นเกิดความเกร็ง กล้ามเนื้อต่าง ๆ เกิดการหดตัว จึงทำให้มีผลกระทบต่อคุณแม่ที่ตั้งครรถืไปยังลูกน้อยในท้อง ฉะนั้นผู้ที่ตั้งครรถ์ควรศึกษาข้อมูลของการทำหัตถการแต่ล่ะตัวให้แน่ชัด หรือรอหลังการคลอดก็สามารถทำทุกอย่างได้เป็นปกติ

Hifu ตอนทำรู้สึกอย่างไร

จากที่หลาย ๆ ท่านรับทราบถึงข้อมูลและข้อจำกัดที่มีของการทำ Hifu ครบแล้วนั้น สำหรับท่านที่ไม่เคยเข้ารับบริการนวัตกรรมนี้ก็คงสงสัยไม่แพ้กันว่าความรู้สึกตอนทำ Hifu นั้นมีความรู้สึกอย่างไร จะเจ็บเหมือนเวลาร้อยไหม หรือเจ็บเท่าการฉีดโบท็อกหรือไม่ โดยที่ก่อนการทำ Hifu นั้นจะมีการทาเจลเย็น ๆ บนผิวที่ต้องการทำก่อนเสมอ และในขณะที่คลื่นความถี่สูงนี้ถูกลงไปบนผิวหน้า ท่านจะมีความรุ้สึกเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่มพร้อมกับความอุ่นจากเครื่อง จึงทำให้ท่านนั้นไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด ซึ่งความรู้สึกของแต่ล่ะท่านนั้นจะต่างกันไปตามความเคยชินของการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ผ่านมา

Hifu ทำแล้วเห็นผลเลยไหม

สำหรับคำถามยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็อยากทราบว่าหลังจากการทำ Hifu นั้นผิวจะยกกระชับขึ้นทันทีเลยหรือไม่ ขอกล่าวตรงนี้เลยว่าหลังจากการทำเสร็จนั้น ท่านจะเห็นผลทันทีประมาณ 20-30% โดยเฉพาะช่วงกรอบหน้าหน้าที่จะชัดขึ้น เพราะใต้ชั้นผิวถูกความร้อนจนทำให้ผิวหน้ายกกระชับเข้ารูปตามกรอบหน้า พอผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนผิวหน้าจะค่อย ๆ กระชับมากขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่ตามสภาพผิวพื้นฐานของแต่ล่ะบุคคล

ข้อแนะนำการทำ Hifu ให้เห็นผล

แท้จริงแล้วการทำ Hifu นั้นเป็นการใช้คลื่นความถี่สูง โดยไม่มีการฉีดหรือผ่าตัดใด ๆ ในการทำให้ผิวนั้นยกกระชับขึ้น ดังนั้นสำหรับท่านที่เข้ารับบริการแล้วหรือสนใจในการทำ Hifu นี้ ควรที่จะต้องมีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่เต็มที่ โดยแบ่งการปฏิบัติตัวตามข้อต่อไปนี้

ก่อนการทำ Hifu

  • สำหรับท่านที่เคยเป็นโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ
  • สำหรับวันที่ทำ Hifu ไม่ควรแต่งหน้าหรือทารองพื้น เพราะการทำนั้นจะต้องทำความสะอาดใบหน้าก่อนเริ่มทำ

หลังการทำ Hifu

  • ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการทาครีมกันแดดอย่างเป็นประจำ
  • แนะนำให้รัปประทานวิตามินจำพวก คอลลาเจน จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น
  • ควรเลี่ยงการสูบบุหรี่และเดิมแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง

นอกจากนี้ท่านก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ท่านสามารถไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลังจากการทำทันที โดยไม่มีการเกิดรอยแดงหรือแผลใด ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้า ซึ่งสำหรับท่านที่อยากให้ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมากขึ้นแนะนำให้ทำ Hifu อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ 6 เดือน หรือตามที่แพทย์แนะนำ โดยรวมแล้วการ Hifu นั้นเหมาะกับผู้หญิงที่มีปัญหาผิวหน้าที่ยังหย่อยคล้อยแต่ไม่มากนัก คือช่วงประมาณอายุ 25-35 ปี ที่มีร่องแก้มที่ลึกขึ้น รอยตีนกา หรือร่องรอบดวงตา เพราะคอลลาเจนนั้นเริ่มที่จะผลิตได้น้อยลง หรือช้าลงนั้นเอง ถ้าท่านนั้นดูแลผิวตั้งแต่เริ่มต้นที่ปัญหาของผิวนั้นยังไม่มากเกินไป ก็จะสามารถเห็นผลได้ชัดเจนและผิวจะดีคงทนอยู่นานกว่า ถ้าท่านรอให้ผิวหน้านั้นเสื่อมสภาพไปนาน ๆ แล้วค่อยเข้ารับการดูแล แต่สำหรับท่านที่มีอายุมากแล้วมีปัญหาผิวที่เยอะกว่า ก็สามารถทำ Hifu ร่วมไปกับหัตถกรรมอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม้ หรือการฉีดโบท็อก ควบคู่กันไปได้

ต้องทํา Thermage กี่ครั้งถึงจะเห็นผล

ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปทำให้ผิวพรรณมีความหย่อนคล้อยตามวัยที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการรักษาผิวให้กระชับขึ้นก็ทำได้ยาก ถึงแม้ว่าจะมีครีมมากมายหลายแบรนด์ที่ผลิตออกมาเพื่อช่วยมนการบำรุงผิวแต่ก็ยังไม่พบว่ามีครีมชนิดใดที่จะช่วยแก้ปัญหาที่จะคืนความกระชับให้แก่ผิวจนลึกถึงชั้นโครงสร้างผิวได้ปัจจุบันจึงได้มีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่าการทำ  Thermage  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ให้ผลลัพธ์ได้ดีอย่างน่าพึงพอใจโดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม

หลายคนที่กำลังมองหาตัวช่วยในการกระชับผิวอย่างล้ำลึกการทำ Thermage ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีให้แก่คุณ แต่แน่นอนว่าบางคนที่สนใจจะทำ Thermage ยังคงมีความกังวลหลายอย่าง เช่น ทำแล้วจะเห็นผลลัพธ์จริงหรือ, ทำแล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่, ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล เป็นต้น เราจึงจะมาให้ข้อมูลเพื่อช่วยคลายความกังวลให้แก่คุณแต่ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องผลลัพธ์เราควรที่จะมาทำความรู้จักกับ Thermage กันเสียก่อน

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นการใช้ความถี่ของคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว ซึ่งนำมาใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมาหดตัว ผิวที่ถูกทำปฏิกริยาด้วยคลื่นของThermage จะกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้งถือเป็นการยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัดอีกทั้งผิวในบริเวณที่ทำ Thermage จะดูมีน้ำมีนวลเต่งตึงขึ้นอีกด้วย

วิธีการทำงานของ Thermage

Thermage จะมีพลังงานคลื่นวิทยุที่มีกระบวนการส่งความร้อนอย่างสม่ำเสมอโดยความร้อนนี้จะไปทำให้โครงสร้างใต้ผิวหนังกระชับตัวดีขึ้นอีกทั้งในระยะต่อมาก็จะทำให้ผิวของคุณสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรงและนุ่มนวลช่วยลดร่องรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ รูขุมขนเล็กลงแลดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอกซึ่งการทำงานของ Thermage จะใช้เวลาทำเพียงแค่ครั้งละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

การยกกระชับหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายวิธี แต่ที่เป็นที่นิยมคือการ ยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยอาศัยคลื่นพลังงาน ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว หรือทำให้เยี้อกล้ามเนื้อผิวกลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง พลังงานที่ว่านี้ คือพลังงาน Thermage ซึ่งใช้พลังงาน Radio Frequency คล้ายคลื่นวิทยุ ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว

Thermage เหมาะสำหรับใคร

ในการทำ Thermage จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยมีริ้วรอยร่องแก้มลึกผู้ที่มีหนังตาตกต้องการยกคิ้วหรือยกหางตาขึ้นหรือต้องการที่จะกระชับหนังตาบน ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำไม่สดใสมีริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก แก้มและริมฝีปาก ผู้ที่มีปัญหาผิวเหี่ยวย่นบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และมือรวมไปถึงผู้ที่มีผิวไม่เรียบเนียนเป็นเซลล์ลูไลท์ก็สามารถทำ Thermage ได้ทั่วทั้งบริเวณผิวหน้าและลำตัวหรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่ผ่านการคลอดบุตรและต้องการให้ผิวหน้าท้องให้กลับมากระชับเหมือนเดิมหรือผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันแล้วพบว่าบางส่วนยังไม่กระชับก็สามารถทำได้เช่นกัน

แล้ว Thermage ควรทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล

การทำ Thermage นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลคุ้มค่าพอสมควรเพราะทำเพียง 1 ครั้งก็สามารถเห็นผลลัพธ์ว่าผิวดูอ่อนเยาว์ลง ผิวดูยกกระชับขึ้นทันทีเนื่องจากคอลลาเจนหดตัว ประมาณ 20-30% หลังการทำ Thermage ในบางคนจะเห็นผลทันที และสังเกตผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้นในเดือนที่ 2 – 3 โดยจะมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผิวจะสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องและยกกระชับได้ดีในเดือนที่ 6 แล้วคงอยู่สภาพนี้ประมาณ 1 – 2 ปี ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงได้ถึง 5 – 15 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลรวมไปถึงการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารและการบำรุงผิวในแต่ละบุคคลด้วย

แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและต่อเนื่องนั้นควรที่จะทำ Thermage ปีละ 1 ครั้งเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้นและทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อเป็นการชะลอวัยในระยะยาวซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นข้อดีที่มีความแตกต่างจากการบำรุงอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม การโบท็อกซ์หรือการเลเซอร์ทั่วไปที่อาจจะต้องกลับไปทำซ้ำ ๆ  3 – 4 ครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจนฉะนั้นหากต้องการผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกเราก็ควรที่จะบำรุงดูแลผิวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วยและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หลังทำ Thermage ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง
  2. หลังทำ Thermage ไม่ต้องพักฟื้น ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30+ ขึ้นไปควบคู่กันเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
  3. ควรหยุดพักทำ Treatment หรือ Laser อื่น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  4. ไม่ใช้น้ำร้อนล้างหน้า ทำสตรีมซาวด์น่าหรือนวดหน้าด้วยความร้อนในวันแรกหลังทำการรักษาและหลังทำ 1 สัปดาห์
  5. อาจมีรอยแดงเล็กน้อยหลังจากทำควรประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทารอยแดงให้จางหายไปและรอยจะค่อย ๆ จางลงเองภายใน 1-3 ชั่วโมง

หากปฏิบัติตามเพียงเท่านี้หลังทำ Thermage เพียงแค่ครั้งเดียวคุณก็จะมีผิวที่กระชับไม่หย่อนคล้อยและไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ อาจจะไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกหลายรอบทั้งนี้ผลลัพธ์ของการทำ Thermage ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยหากสภาพผิวของคุณมีปัญหาที่ต้องรักษามากก็อาจจะต้องทำ 2 ครั้งต่อปี แต่ถ้าหากสภาพผิวไม่มีปัญหามากจนเกินไปก็ทำเพียงแค่ 1  ครั้งต่อปีดังนั้นก่อนตัดสินใจทำควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจก่อนเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีตรงตามความต้องการ

ข้อควรระวังในการทำ Thermage

บุคคลที่ห้ามทำ Thermage ได้แก่ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์เกี่ยวกับหัวใจหรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคงูสวัด รวมทั้งสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และอยู่ระหว่างให้นมบุตรเนื่องจากอาจจะได้รับคลื่นวิทยุจากเครื่อง Thermage ทำให้เกิดอันตรายต่อบุคคลเหล่านี้ได้

หลังทำ Thermage เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  1. Thermage จะช่วยยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดอีกทั้งยังไม่มีบาดแผลจากการทำอีกด้วย
  2. Thermage จะช่วยทำให้คอลลาเจนและอิลาสตินหดตัวในชั้นผิวหนังแล้วไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่
  3. Thermage จะยกกระชับผิวหนังหย่อนคล้อยของใบหน้า คอ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา
  4. Thermage ช่วยให้รูปหน้าเรียวเล็ก ได้สัดส่วน ลดร่องแก้ม แก้ไขแก้มหย่อนคล้อย เนื่องจากปัญหาไขมันสะสมถูกกำจัดไป
  5. Thermage ช่วยลดเหนียง ลดถุงใต้ตา ริ้วรอยรอบดวงตาและเปลือกตาลดลง ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยขึ้น
  6. Thermage ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวหนัง พร้อมคงความอ่อนเยาว์ให้ผิวเนียน นุ่ม
  7. Thermage ช่วยให้ผิวมีความสมบูรณ์ดีมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลงลึกถึงระดับเซลล์

หลังรักษาด้วย Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

Thermage เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยไม่ต้องผ่าตัดหลังรักษาจะพบผลข้างเคียงน้อยมากส่วนใหญ่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก็จะไม่รุนแรง เช่น มีรอยแดง บวม รอยนูน รอยพอกแสบร้อนเล็ก ๆ บริเวณผิวหนังไม่เรียบซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก อาการข้างเคียงจากการทำ Thermage ส่วนใหญ่จะหายไปโดยไม่มีอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใดสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวเมื่อทำเสร็จก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

และนี่ก็คือข้อมูลที่จะเป็นคำตอบให้กับผู้ที่กำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ Thermage ว่าควรจะทำกี่ครั้ง และเมื่อทำ Thermage นั้นผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร หวังว่าผู้ที่กำลังจะตัดสินใจทำ Thermage หรือผู้ที่ทำแล้วอยากที่จะทำซ้ำอีกก็ให้นำข้อมูลที่ให้ไปข้างต้นไปพิจารณาและปฏิบัติตามเพื่อผลลัพธ์ของผิวที่ดีในอนาคต

 

 

 

 

 

Ulthera กับ Thermage ต่างกันอย่างไร แล้วทำอะไรดีกว่ากันนะ?

เรียกได้ว่ากินกันไม่ลงจริง ๆ กับสองนวัตกรรมยกกระชับที่อย่าง Ulthera กับ Thermage เพราะทั้งสองขึ้นชื่อได้ว่าเป็นที่สุดแห่งวงการหน้าเรียว ยกกระชับ เลยก็ว่าได้ ทำให้หลายคนก็ต่างพากันศึกษาหาข้อมูลว่าทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วทำอะไรจะดีกว่ากันแน่ วันนี้ไม่ต้องไปนั่งหาข้อมูลที่อื่นเองให้ยุ่งยาก เพราะเราได้รวบรวมข้อมูลของทั้ง Ulthera และ Thermage มาไว้ในที่เดียว สำหรับใครที่อยากมีใบหน้าสวย เรียว โบกมือลาให้กับความหย่อนคล้อยของใบหน้า ฟื้นฟูผิวให้กลับมาเนียนนุ่มเด้งอีกครั้งหนึ่ง ขอเตือนเลยว่าห้ามพลาดเป็นอันเด็ดขาด

Ulthera ที่สุดแห่งเทคโนโลยียกกระชับ นวัตกรรมใหม่สุดฮิต

Ulthera ยกกระชับ คือนวัตกรรมแห่งการยกกระชับด้วยคลื่นเสียงที่มีความถี่ในระดับสูงอย่าง Ultrasound โดยจะส่งคลื่นพลังงานที่มีขนาดเล็ก ๆ ลงไปถึงผิวในระดับลึก เพื่อแก้ไขปัญหาบริเวณใบหน้าได้อย่างครบถ้วนหมดจด โดยการรักษาด้วย Ulthera ยกกระชับนั้น จะสามารถลงลึกไปขั้นสุดถึงชั้นผิวกล้ามเนื้ออย่างระดับ Smas (Superficial MusculoAponeurotic system) ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่คุณหมอผ่าตัดศัลยกรรมหลายท่าน ใช้เย็บในการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อยกกระชับให้หน้าเต่งตึงนั่นเอง ดังนั้นการทำ Ulthera ที่สามารถลงลึกไปได้ถึงระดับ SMAS นั้นจึงสามารถเห็นผลการเปลี่ยนได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ ที่สำคัญหลังทำยังไม่ต้องพักฟื้นอีกด้วย ทำให้ Ulthera จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ใครต่อใครหลายคนที่ชื่นชอบการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอเลือกใช้

Ulthera ยกกระชับ ฟื้นฟูความหย่อนคล้อย พร้อมเรียกคืนผิวเด็กนุ่มเด้ง

การทำ Ulthera ยกกระชับ นั้นนอกจากผลลัพธ์จากการยกกระชับ ที่สามารถลงไปในชั้นผิวกล้ามเนื้ออย่าง SMAS (Superficial MusculoAponeurotic system)  แล้วนั้น ยังช่วยฟื้นฟูคอลลาเจน และ อิลาสติน ให้กลับคืนมาอีกด้วย เหมาะอย่างสำหรับผู้มีวัยกำลังเข้าเลข 3 ขึ้นไป เพราะเมื่ออายุยังน้อย การฟื้นฟูของคอลลาเจน ยังสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่เมื่ออายุเข้าสู่วัยเลข 3 แล้วการสร้างคอลลาเจนใหม่ ก็เข้าสู่ในภาวะถดถอย การสร้างคอลลาเจนก็จะเสื่อมลงไปในทุก ๆ วัน ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ผิวเกิดความแห้งกร้าน ขาดความชุ่นชื้น เวลาลูบสัมผัสก็อาจทำให้รู้สึกสะดุด ขาดความเรียบเนียนนั่นเอง นอกจากนี้ คอลลาเจน ก็สามารถเกิดความสูญเสียได้จากปัจจัยภายนอกอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แสงแดง มลภาวะทางกาศ ฝุ่นละอองต่าง ๆ ก็อาจทำให้สูญเสียคอลลาเจนก่อนวัยอันควรได้ ดังนั้นการทำ Ulthera ถือเป็นการตอบโจทย์ได้ในหลายวัย ๆ ด้วยกัน เพราะสามารถกระตุ้นคอลลาเจน ให้กลับมาทำงาน ฟื้นฟูใต้ผิวได้อีกครั้ง ส่งผลให้มีความนุ่มลื่น ชุ่มชื้น ดูเด้งเนียนหน้าเด็ก

Ulthera ยกกระชับ สามารถแก้ไขปัญอะไรได้บ้าง

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาผิวที่มีความหย่อนคล้อย ไร้ความกระชับ ขาดความเต่งตึง

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาคิ้วตก คิ้วแคบ

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาหางตาตก

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาโครงสร้างของใบหน้า เช่น มีใบหน้าไม่เท่ากัน ใบหน้าไม่สมส่วน

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาผิว ขาดความยืดหยุ่น ดูแก่กว่าวัยอันควร

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหารูขุนขมกว้าง ต้องการความเรียบเนียน

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเหนียง คางสองชั้น

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาผิวหนังเหี่ยวย่น บริเวณลำคอ

– เหมาะกับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาเหี่ยวย่น ใต้ตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้า

Ulthera ยกกระชับ ทำแล้วจะปลอดภัยจริงหรือ?

พอได้ฟังสรรพคุณการแก้ไขปัญหาของ Ulthera ยกกระชับ แล้วหลายคนก็ต่างพากันไปแก้ปัญหาใบหน้าของตัวเองให้กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง แต่ก็ยังอดที่จะกังวลไม่ได้ว่า Ulthera ยกกระชับ นั้นจะปลอดภัยจริงหรือไม่ สำหรับการทำ Ulthera นั้น ถือเป็นนวัติกรรมใหม่ ที่มีความสามารถพิเศษในการแก้ปัญหาได้อย่างหมดจด โดยจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อพื้นผิวอื่น ๆ ในบริเวณรอบข้างของการทำ ทำให้ผู้รักษาสามารถไว้วางใจในความปลอดภัยขณะรักษา โดยเฉพาะคลื่นเสียงที่มีลักษะจำเพาะของ Ulthera อย่าง Foucused Ultrasound ที่เป็นพลังส่งลงไปในชั้นผิวที่อยู่ลึกที่สุด เป็นคลื่นเสียงเดียวกับที่ใช้ Ultrasound บุตรในสตรีมีครรภ์ พร้อมยังได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอย่าง FDA ที่ให้การยอมรับผลลัพธ์หลังทำของ Ulthera ไว้ว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุดในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

Thermage อีกหนึ่งตัวแม่แห่งวงการ ยกกระชับผิวหย่อนคล้อย

Thermage นวัตกรรมเพื่อการยกกระชับ พร้อมสลายไขมันส่วนเกิน ที่ยืนหนึ่งมาอย่างยาวนานในวงการ ยกกระชับ นั่นเอง โดย Thermage คือเทคโลโยความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่เป็นการรักษาแบบขั้นเดียว จึงสามารถเจาะจงตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ สามารถลงลึกได้หลายชั้น ไล่ไปตั้งแต่ชั้นหนังแท้ Dermis และลงลึกไปจนถึงชั้นใต้ผิวหนังที่อยู่ในบริเวณกล้ามเนื้ออย่าง SMAS (Superficial MusculoAponeurotic system) เป็นชั้นที่เทียบเท่ากับการรักษาด้วยการผ่าตัดศัลยกรรม เช่น การดึงหน้า เลยทีเดียว โดยการส่งคลื่นนั้น จะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของคอลลาเจนได้อีกด้วย เนื่องจากการสร้างตัวของคอลลาเจนนั้น มีการหมดอายุได้ในวัยที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ในบริเวณที่ได้รับการรักษา เกิดความยืดหยุ่น ผิวเนียน นุ่ม ชุ่มชื้นได้อีกครั้งหลังทำ

Thermage แก้ไขปัญหาใดได้บ้าง?

  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหาใบหน้าขาดความกระชับ ช่วยให้ใบหน้าดูเรียว มีมิติได้โดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัด
  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหาผิวให้เกิดความเรียบเนียน เนียนเด้ง เต่งตึงอีกครั้ง
  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหาริ้วรอย ตีนกา รอยเหี่ยวย่นรอบดวงตา ที่ให้ใบหน้าขาดความสดใส
  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหาหางตกตก ให้ดูกระชับ สวยชวนมอง
  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหามุมปากตก ริ้วรอยจากร่องน้ำหมาก
  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหาแก้มเยอะ แก้มป่อง ลดน้ำหนักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถลดได้
  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหาคางสองชั้น เหนียงบาน จนหน้าดูอ้วนกลม
  • Thermage สามารถแก้ไขปัญหาเนื้อส่วนเกินในบริเวณแนวขอบกรามเยอะ จนขาดความมั่นใจ

ผลลัพธ์หลังทำ Thermage เป็นอย่างไร ?

หลังการักษาด้วย Thermage อาจมีความรู้สึกร้อน ไม่สบายตัวบ้างแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยจะไม่รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด โดยภาวะการเกิดความร้อนนั้นถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำอย่างยิ่ง เพราะความร้อนนั้นจะช่วยเร่งการยกกระชับ และกระตุ้นคอลลาเจนให้เกิดใหม่อย่างเห็นผลสูงสุด ส่งผลให้ใบหน้ามีการฟื้นฟูของคอลลาเจนเกิดใหม่อีกครั้ง จนได้คอลลาเจนที่สมบูรณ์ แข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่จะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ในทันทีหลังทำตั้งแต่ครั้งแรก โดยผิวจะดูยกกระชับและเข้ารูปมายิ่งขึ้น โดยผลการรักษาจะให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพักฟื้นแต่อย่าง แต่ผลลัพธ์หลังทำจะชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าประมาณเดือนที่ 6 และสามารถอยู่ได้นาน 1 – 2 ปี โดยขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตประจำ และการดูแลผิวอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดทั้งมวลแนะนำให้ทุกคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าจะเลือก Ulthera หรือ Thermage เข้ามาปรึกษากับคุณหมอ เพื่อประเมินใบหน้าของตนเอง ว่ามีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาในจุดใดบ้าง และต้องเข้ารับการรักษาด้วย Ulthera หรือ Thermage นั่นเอง เพื่อการรักษาที่เห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุดกับคนไข้ โดยสำหรับการทำ Thermage แนะนำว่าเหมาะกับคนที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าปริมาณเยอะ และต้องการความกระชับในบริเวณเหนียงใต้คอ คางสองชั้น หรือบริเวณแก้มที่ความหย่อนคล้อยมาก และในส่วนของ Ulthera นั่นเหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมไม่มากนัก แต่มีภาวะผิวหนังมีความหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก ต้องการความเต่งตึงให้กับใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวในบริเวณรอบดวงตา หรือ คิ้ว