Ulthera ทําได้กี่ครั้งและบ่อยแค่ไหน จึงจะได้ผลดีอย่างที่สุด

ปัญหาบนใบหน้าส่วนใหญ่ที่ผู้หญิงต้องเผชิญ คงหนีไม่พ้น ริ้วรอย และความหย่อนคล้อยบนใบหน้า ที่เปรียบเสมือนแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่วัยเข้าสู่หลักสาม ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอยรอบดวงตา รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่ตึงกระชับ ใต้คอมีเหนียง ล้วนเป็นอุปสรรคบั่นทอนความงาม และความมั่นใจของผู้หญิงเป็นอย่างมาก

แต่ด้วยวิทยาการด้านความงามในปัจจุบัน ที่สามารถยกกระชับหน้าได้แบบไม่ต้องผ่าตัด อย่างเทคโนโลยี Ulthera ที่เป็นการยกกระชับหน้าที่จะช่วยยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย ให้เต่งตึง เรียบเนียนได้อีกครั้ง   แต่ทว่าผลของการทำ Ulthera จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน และต้องทำบ่อยแค่ไหน จึงจะได้ผลดีอย่างที่สุด ไปหาคำตอบกัน

Ulthera ทำหน้าที่อย่างไร

Ulthera  เป็นนวัตกรรมยกกระชับด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์โดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงไปยังชั้นผิวหนังที่ต้องการรักษา โดยจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนผ่านผิวหนังไปสู่ผิวในระดับความลึกที่ต้องการในสภาพอุณหภูมิที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ เพื่อเข้าไปต่อต้านการหย่อนคล้อยที่เกิดตามแรงโน้มถ่วงและความเสื่อมโทรมตามธรรมชาติของผิวชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน SMAS  ( Superficial Musculo Aponeurotic System )  ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีความลึกกว่าชั้นคอลลาเจน  

กระตุ้นให้มีการหดตัวคล้ายกับการเย็บเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นชั้นผิวเดียวกันกับการที่ศัลยแพทย์ผ่าตัดดึงใบหน้า โดยจะช่วยทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในระดับ SMAS ร่วมกับการสร้าง คอลลาเจนใหม่ ผิวจะค่อยๆ ถูกรั้งให้ตึง เมื่อชั้นผิวดีขึ้นจากภายใน ก็จะช่วยให้ผิวภายนอกกระชับและเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ ลดปัญหาผิวหย่อนคล้อยทำให้ดูสดใสขึ้นทั่วบริเวณที่ทำ

Ulthera ปลอดภัย และเหมาะกับใครบ้าง

Ulthera เป็นเครื่องมือที่มีความจำเพาะสำหรับแต่ละบุคคล ด้วยโปรแกรม SEE and TREAT  ที่ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นภาพชั้นผิวหนังที่กำลังได้รับการรักษาผ่านหน้าจอเครื่องได้ตลอดเวลา (Real Time Visualization System) ระหว่างที่เครื่องส่งคลื่นเสียงที่มีพลังงานความร้อนลงสู่ผิวหนังชั้นลึก จะทำการแสดงภาพผ่านหน้าจอ โดยที่แพทย์จะมองเห็นภาพผิวหนังทุกชั้นของผู้เข้ารับการรักษา ทำให้แพทย์สามารถทำการรักษาไปพร้อมกับการปรับคลื่นเสียงที่พอเหมาะกับสภาพผิวหนังของผู้มารับการรักษาแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ โดยใช้เวลาในการรักษา 30 – 60 นาที จึงมั่นใจได้ว่าวิธี Ulthera ยกกระชับหน้านี้มีความปลอดภัยสูง ไม่ก่อผลกระทบกับผิวบริเวณข้างเคียงและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ที่สำคัญเครื่อง Ulthera ยังได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาที่ให้การยอมรับผลลัพธ์ของการยกกระชับหน้าว่ามีประสิทธิภาพ

Ulthera จึงเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย ที่มีปัญหาสภาพผิวหน้าหย่อนคล้อยไม่กระชับหรือหางคิ้วตก ที่ต้องการปรับสภาพผิวให้ดูมีความอ่อนเยาว์และยืดหยุ่นดีขึ้นจากเดิม ผู้ที่การปรับกรอบหน้าให้มีความเรียวและชัดเจน รวมถึงผู้ที่มีรูขุมขนกว้างไม่เรียบเนียนนุ่มลื่น และต้องการลดเหนียง คางสองชั้น หรือแก้ปัญหาคอที่เหี่ยวย่น

Ulthera สามารถทำได้บริเวณใดและแก้ปัญหาใดได้บ้าง

  • ยกแก้มห้อย ยกร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก
  • ดึงหน้าและยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น ช่วยให้ดูหน้าเด็กลง
  • ยกคิ้ว แก้ปัญหาหนังตาตก ทำให้ตาเปิดกว้าง ลดอายุ
  • ผิวรอบตาตึงกระชับขึ้นแบบธรรมชาติ
  • ดึงกระชับขอบตาล่างที่หย่อนยาน ช่วยลดถุงใต้ตาโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ปรับรูปหน้าให้ใบหน้าเรียว V shape
  • ลดริ้วรอยบนใบหน้า
  • ลดเหนียง คาง 2 ชั้น
  • ยกกระชับผิวบริเวณลำคอเพื่อแก้ปัญหาคอเหี่ยวย่น

ราคาเริ่มต้นของการทำ Ulthera

ในแต่ละสถานที่ราคาการทำ Ulthera อาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่แต่ละที่และบริเวณผิวหนังที่ต้องการแก้ปัญหาด้วยว่าอยู่บริเวณใด ราคาเริ่มตั้งแต่ 15,000 บาท ขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยจะต้องกระทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น 

ข้อเสียของการทำ Ulthera ก็มี แต่ข้อดีนั้นดีกว่า

ในการทำขณะ Ulthera  ระหว่างการปล่อยคลื่นพลังงานเพื่อรักษานั้น อาจรู้สึกเหมือนมีหนามเล็ก ๆ แทงลงบนผิว หรือรู้สึกอุ่น ๆ ใต้ผิวหนังได้บ้าง แต่แพทย์จะใช้ยาชาก่อนลงมือรักษา ซึ่งจะสามารถช่วยบรรเทาอาการนี้ได้ หรือในบางรายอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้บ้าง แต่จะหายเป็นปกติภายใน 1 ชั่วโมง หรืออาจมีบ้างที่พบรอยบวมหรือเขียวที่สามารถหายได้เอง โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน

ข้อดีและผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการทำ Ulthera

  • ยกกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอย
  • แนวคิ้วยกขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น
  • รูขุมขนเล็กลง
  • กรอบหน้าชัดขึ้น
  • ผิวหนังบริเวณที่ยกกระชับ เต่งตึงขึ้น
  • ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส ดูอ่อนเยาว์
  • ผลที่ได้สามารถอยู่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 – 2 ปี

Ulthera เหมาะที่จะทำบ่อยแค่ไหน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด

หลังจากการทำ Ulthera จะค่อย ๆ เห็นผลลัพธ์ทันทีตั้งแต่หลังการรักษา ผลลัพธ์ที่ดีจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องภายใน 3 เดือน โครงสร้างผิวจึงจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ (Collagen Remodeling) และอยู่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 – 2 ปี ดังนั้นการทำ Ulthera จึงไม่จำเป็นต้องทำบ่อย ๆ นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ที่การทำหนึ่งครั้งแต่ให้ผลลัพธ์ระยะยาว

โดยส่วนมากจะทำแค่ 1 ครั้งต่อบริเวณ ทุก 1 – 2 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละบุคคลนั้นอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ ขึ้นอยู่กับสภาพความหย่อนคล้อยของผิวแต่ละบุคคล และการตอบสนองต่อการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย รวมไปถึงการดูแลรักษาผิวหลังการทำ Ulthera อีกด้วย เช่น ผู้ที่อายุยังไม่มาก มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย และกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายยังดีอยู่ อาจจะทำ 1 ครั้งต่อบริเวณทุก 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี แต่สำหรับคนที่มีอายุมากขึ้น ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเยอะ และกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายน้อยลงตามวัยที่เพิ่มขึ้น อาจจะต้องทำซ้ำทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี ดังนั้นผลของการทำ Ulthera จะช่วย ย้อนวัยผิวลงไป 5 – 10 ปี เช่น ถ้าคนไข้วัย 40 ผลหลังทำก็จะได้สภาพผิวของวัย 30 – 35 ที่ดูเป็นธรรมชาติ อ่อนวัย และถึงแม้จะเลยผลของการทำ Ulthera ไปแล้ว 1 – 2 ปี การเสื่อมสภาพของผิวก็จะถูกชะลอไป 5 – 10 ปี ตามการรักษา

การดูแลผิวหลังจากการทำ Ulthera ที่ขาดไม่ได้

การดูแลผิวหลังจากการทำ Ulthera เป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะหลังการทำอาจมีรอยบวมแดงอมชมพูที่ผิวเล็กน้อย หรืออาจรู้สึกอุ่น ๆ ที่ผิวเล็กน้อย และหายเป็นปกติภายใน 48 – 72 ชั่วโมง โดยในคืนแรกหลังทำ Ulthera ควรทำความสะอาดหน้าด้วยน้ำเปล่า หากมีอาการบวมแดงก็ให้ใช้วิธีประคบเย็น และควรนอนหมอนสูงจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้างในระยะนี้ และต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวแรง ๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น กรณีนัดติดตามผลหลังการทำยกกระชับหน้า

นอกจากนี้ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่างเช่น การแต่งหน้าหรือทาครีมกันแดด โดยไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น และควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดนาน ๆ และหลังจาก 1 สัปดาห์ ก็สามารถทำเลเซอร์ตัวอื่น ๆ หรือทำทรีทเม้นท์ต่อได้เลย และที่สำคัญคือการดูแลสุขภาพผิวจากทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Ulthera อยู่ไปนาน ๆ การรักษาด้วยวิธี Ulthera ยกกระชับหน้า สามารถตอบโจทย์ของผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาผิวหน้าในระยะยาวได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ ผิวที่ตึงกระชับ ใบหน้ายกได้รูป รูขุมขนเล็กลง ผิวเรียบเนียนขึ้นทั้งบริเวณหน้าและคอ โดยไม่ต้องพึ่งการทำศัลยกรรมใด ๆ แม้แต่น้อย นับเป็นการลงทุนด้านความงามที่คุ้มค่า เพราะให้ผลนานถึง 1 – 2 ปี  ทำให้ไม่ต้องทำ Ulthera ยกกระชับหน้าบ่อย ๆ ก็สามารถมีผิวที่กระชับและสวยสดใสอ่อนกว่าวัยได้ยาว ๆ เลยทีเดียว

ร้อยไหมยกแก้ม หน้าเด็ก หน้าสวย เพิ่มความสวยกระชับใบหน้า

คนเราทุกคนอยากให้ตัวเองดูดี หน้าเด็ก หน้าสวย และอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงทำให้เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง หนึ่งในเทคนิคเหล่านั้นที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย

การร้อยไหมยกแก้ม คือ เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลาย และโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย วิธีนี้มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ขั้นตอนการทำ และความเสี่ยงอย่างไรบ้าง รายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นว่าจะเพิ่มความกระชับบนใบหน้าด้วยวิธีร้อยไหมยกแก้มดีหรือไม่?

ร้อยไหมยกแก้ม คืออะไร?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิควิธียกกระชับผิวหน้าบริเวณแก้ม โดยจะมีจุดที่ดึงคือ บริเวณแก้มส่วนล่าง และจุดที่ยึดอยู่บริเวณขมับ ดึงเข้าหากันจึงสามารถดึงแก้มที่หย่อนขึ้นได้ทันที ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณแก้ม ร่องจมูก ขากรรไกร หน้าผาก โดยใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง การทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิว และกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง ทั้งยังช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณดังกล่าวมากขึ้น

วัสดุที่ปลอดภัย ใช้สำหรับร้อยไหมยกแก้ม  

แบ่งได้มี 3 ชนิด คุณลักษณะแต่ละประเภทดังนี้

  • PCL (Polycaprolactone) ละลายหมดภายใน 18-24 เดือน เส้นสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด เส้นใหญ่ที่สุด
  • PLLA (Polylactate) ละลายหมดภายใน 12-18 เดือน เส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย
  • PDO (Polydioxanone) ละลายหมดภายใน 4-6 เดือน เส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง เป็นที่นิยมมากที่สุด

เส้นไหมชนิดที่นิยมใช้ร้อยไหมยกแก้มกันมาก ทำมาจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (Polydioxanone หรือ PDO) เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหมยกแก้ม

  1. เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  2. เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  3. เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว

การร้อยไหมยกแก้ม เส้นไหมที่นำมาใช้มีให้เลือกหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะผิวก่อนทำ และทุกประเภทสามารถใช้ร่วมกับการยกกระชับหน้าด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น การใช้ไหมร่วมกับการทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมันที่หน้า เหล่านี้อาจช่วยให้ผิวหนังกระชับตัวมากกว่าการร้อยไหมเพียงอย่างเดียว

อายุเท่าไหร่? ที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมยกแก้ม

การร้อยไหมยกแก้ม การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

ร้อยไหมยกแก้ม ทำได้ที่ไหน? ขั้นตอนมีอะไรบ้าง?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ผู้ที่ต้องการใช้วิธีนี้ควรศึกษาข้อมูลสถานให้บริการที่น่าเชื่อถือ และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอน ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง รวมถึงประเมินความเหมาะสมของคนไข้ต่อการร้อยไหม โดยซักถามประวัติสุขภาพ และตรวจดูว่ามีโรคหรือภาวะที่ไม่แนะนำให้เข้ารับการร้อยไหมยกแก้มหรือไม่  แพทย์แจ้งให้ทราบถึงผลลัพธ์ตามความเป็นจริง ข้อจำกัด ผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างละเอียด ก่อนจะให้เวลาคนไข้กลับไปตัดสินใจว่าจะร้อยไหมยกแก้มหรือไม่? หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมยกแก้ม หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลักในเวลาเพียง 20-40 นาที ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย     อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ร้อยไหมยกแก้ม ใช้ไหมแต่ละชนิดราคาเท่าไหร่?

ร้อยไหมยกแก้ม ราคาก็จะแตกกต่างกันตามชนิดวัสดุของไหม  PDO, PLLA, PCL และโดยดูตามลักษณะเส้นไหม       เช่น ไหมกรวย, ไหมเงี่ยงใหญ่, ไหมเงี่ยงเล็ก, ไหมเกลียว, ไหมเรียบ เราสามารถสอบถามทางคลินิกที่สนใจใช้บริการได้โดยตรง ซึ่งคลินิกต่างๆ จะมีชื่อเรียกไหมชนิดต่างๆ มากมาย ตั้งชื่อกันขึ้นมาเองเพื่อให้คนไข้ไม่สามารถเช็คราคาร้อยไหมเทียบกับคลินิกอื่น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมยกแก้ม

ข้อควรระวังหลังจากทำร้อยไหมยกแก้ม คือ ไม่ควรทำเลเซอร์ หรือหัตถการใด ๆ กับใบหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรนวดหน้าแรง ๆ ในตำแหน่งที่ร้อยไหมประมาณ 2 เดือน ผลข้างเคียงจากการร้อยไหมยกแก้ม ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความรู้สึกเจ็บ และไม่สบายใบหน้า อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ เกิดการเคลื่อนตัวของไหม และติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือบางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เส้น ไหมที่ใช้ร้อยไหมยกแก้มแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้น ในขั้นตอนก่อนทำจึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

การร้อยไหมยกแก้ม เสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  • การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  • การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  • ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  • ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ควรทำอะไรดี? ระหว่างการร้อยไหมยกแก้ม – ฟิลเลอร์ – โบท็อก – Ulthera/Hifu

  • ร้อยไหมยกแก้ม เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนมากๆ จะเห็นผลได้ชัดเจน โดยที่ราคาไม่แพง
  • ฟิลเลอร์ เหมาะสำหรับคนที่หน้าหย่อนคล้อยจากร่องใต้ตาร่องแก้มที่ลึก
  • โบท็อก สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะ(กัดฟันแล้วกรามเด้งเยอะ) ร่วมกับมีริ้วรอยบริเวณหางตา-หน้าผาก
  • Ulthera/Hifu เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนไม่มาก เห็นผลไม่ชัดเจนเท่าร้อยไหม และราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม

หากต้องการให้ตนเอง หน้าเด็ก หน้าสวย รูปหน้าดูเรียวใบหน้ากระชับ ลดการหย่อนคล้อยของใบหน้า ด้วยวิธีการร้อยไหมยกแก้ม เทคนิคที่ใช้เส้นไหมร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมยกแก้ม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหมยกแก้ม

 

 

รู้ยังข้อดี ข้อเสียของ hifu กับร้อยไหมต่างกันออกไป

ความสวยงามของใบหน้าและร่างกายในปัจจุบันนี้ถือเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องการ แต่หลายคนนั่นไม่ต้องการที่จะใช้การผ่าตัดในการเสริมความงามเหล่านั้น จึงมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ที่ใคร ๆ หลายคนต้องการ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับการทำ hifu กับการร้อยไหม ว่ามีข้อดี ข้อเสียแตกต่างอย่างไร

Hifu

Hifu ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือ รูปแบบการเสริมความงามแบบใหม่ที่นำคลื่นอัลตร้าซาวด์ความถี่สูงส่งผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยลดริ้วรอย ลดเหนียง และยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าการทำ ไฮฟู (HIFU) ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ รวมไปถึงต้นแขน และต้นขา ที่สามารถเห็นผลหลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ที่กลัวเข็มหรือกลัวการผ่าตัด

Hifu นั่นเหมาะกับทุกเพศที่มีอายุ 25–35 ปี หรือมากกว่านี้ ซึ่งเกิดปัญหาผิวบนใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตาตก หรือมีริ้วรอยมาก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ผ่านการผ่าตัด และผู้ที่ต้องการลดเหนียงใต้คาง หรือลดคางสองชั้น จำนวนครั้งของการทำ Hifu ในแต่ละคนนั่นจะไม่เท่ากัน โดยจะขึ้นอยู่กับปัญหารูปหน้าของผู้เข้ารับรักษา ที่ควรทำอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้ และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30–50 นาที และจะเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือน

ข้อดีของการทำ Hifu

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที
  • ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ โดยไม่ใช้เข็ม
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  • ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • สามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  • จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  • ไม่มีบาดแผลในการรักษา ไม่บวม ไม่ต้องประคบเย็น

ข้อเสียของการทำHifu

  • มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  • ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  • ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  • คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด

การดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

สิ่งที่ควรทำก่อนเข้ารับบริการ คือ คุณต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ หรือเคื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

ควรทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน หรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ถ้าหากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แล้วไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ ที่สำคัญไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

การร้อยไหม

การร้อยไหมคือ เทคนิคการยกกระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย และการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลายโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย

นวัตกรรมร้อยไหมคือ การร้อยไหมเส้นเล็กเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้ไหมไปยกกระชับผิวหน้าดูเด็กลง และไหมยังไปสร้างคอลลาเจนช่วยเติมเต็มผิวหนังมากขึ้น โดยจะเห็นผลทันที 50 % และจะเห็นผล 100% 3-4 สัปดาห์ ขึ้นไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ
  • เส้นไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที
  • ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นาน 6-8 เดือน
  • การร้อยไหมนั้นจะเห็นผลทันทีหลังทำทันที
  • ในตอนที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • หลังจากร้อยไหม อาจมีอาการบวมแดง และรอยช้ำตามแนวการสอดไหม
  • ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย
  • หากเส้นไหมไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม
  • ห้ามกดหรือนวดหลังการร้อยไหม
  • เส้นไหมอาจเกิดการไหล, ทะลุ, ดีด, และขาดได้

วิธีการดูแลตัวเองก่อนการร้อยไหม

ควรงดยา อาหารเสริมหรือวิตามินที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด อย่างเช่น ยาแอสไพริน อาหารเสริมจำพวกวิตามินอี ฯลฯ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนเข้ารับการรักษาแบบการรร้อยไหม

วิธีการดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

ห้ามทำแผลโดนน้ำเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งแผลหลังร้อยไหมจะเป็นเพียงรูเปิดเข็มบริเวณไรเส้นผมเล็ก ๆ ข้างละ 1-2 จุดเท่านั้น โดยแผลจะจางหายไปเองภายใน 1-3 วัน และรับประทานยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมๆ ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลา 1-2 วัน ตามที่คำแนะนำของแพทย์ แล้วงดการสัมผัสใบหน้าแรง ๆ เช่น การล้างหรือถูหน้าแรง ๆ แต่ให้ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แทนหรือควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังทำ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการบวมช้ำอักเสบ และงดการทำทรีทเม้นท์ เลเซอร์ นวดหน้า ขัดผิว อาจทำให้แผลอักเสบจากการโดนความร้อนได้ แล้วข้อห้ามสุดท้ายคือ งดการออกกำลังหรือกิจกรรมที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ 2 สัปดาห์ เช่น หัวเราะแรง ๆ, การกัดแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อทำให้ไหมได้ล็อคตัวกับเนื้อเยื่ออย่างเต็มที่ ข้อมูลข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการทำ Hifuกับการร้อยไหมนั่นมีขั้นตอนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็มีความแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั่นมีความเหมือนกัน ถึงแม้จะใช้เวลาที่ในการเห็นผลไม่เท่ากัน และการทำHifu จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ส่งลงใต้ผิวหนังในรักษา ส่วนการ้อยไหมนั่นจะใช้เส้นไหมรอยลงใต้ผิวหนัง

Hifuกับการร้อยไหม นั่นจะเน้นในเรื่องของการยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้เรียววีเชฟ ส่วนการทำHifuเป็นวิธีการยกกระชับ ที่จะเจ็บน้อยกว่า และไม่ทิ้งรอยแผล แต่ทว่าทั้งการทำHifuกับการร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้น และสามารถไปทำงานต่อได้ทันที ถ้าหากถามว่าการร้อยไหมหรือHifu อะไรดีกว่ากัน ก็มีคำแนะนำข้างต้นแบบนี้ถ้าแก้มหย่อนคล้อยเยอะ แนะนำการร้อยไหมเพราะการร้อยไหมจะช่วยดึงได้เยอะกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า การร้อยไหม ดึงได้ใกล้เคียงกับการดึงหน้า แต่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเปิดแผล มีแค่รอยรูเข็ม แต่ถ้าหากแก้มหย่อนคล้อยไม่เยอะ แนะนำให้ทำHifu เพราะการทำHifuจะเน้นการยกกระชับ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ในบางจุดที่การร้อยไหมเข้าไม่ถึง และถ้าหากคุณกลัวการร้อยไหม ก็สามารถทำ Hifuแทนได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ในการดึงยกกระชับผิวหนังไม่เท่าการร้อยไหมที่ช่วยยกกระชับได้ประมาณ 10-20% สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจทำความงามไม่ว่าจะเป็น Hifu หรือการร้อยไหมก็ตามทางเราอย่างให้ทุกคนเลือก และดูประวัติของคลินิกหรือสถานพยาบาลให้ดี

Hifu ก่อนและหลังทำ ต่างไม่ต่าง คุ้มไม่คุ้ม

เมื่ออายุมากขึ้นผิวที่เคยเรียบเนียนตึงกระชับอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ปรากฏริ้วรอย ร่องลึก ความหย่อนคล้อยตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หลายเทคโนโลยีทางความงามจึงเข้ามาตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่าง Hifu หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focused Ultrasound นวัตกรรมความงามการยกกระชับ ลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว แต่ทว่าหลายคนอาจจะยังมีคำถามและข้อสงสัยว่า ระหว่างก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้น จะมีความแตกต่างกันมากน้อยอย่างไร จะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปด้วยหรือไม่ ผลที่ได้จะดีจริงอย่างที่คุณสมบัติว่าไว้ไหมนั้น เรามีคำตอบไขข้อข้องใจเหล่านี้

Hifu ทำหน้าที่อย่างไร

Hifu เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่สามารถลงลึกถึงเนื้อเยื่อผิวชั้น SMAS ( Superficial Musculo Aponeurotic System ) โดยจะส่งผ่านพลังงานคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปในผิวที่ต้องการอย่างเจาะจง  คลื่นดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อชั้นในของชั้น SMAS ( ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน ) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีความลึกกว่าชั้นคอลลาเจน มีโครงสร้างเป็นเนื้อเยื่อพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อที่มีความหนาและเหนียว ที่เมื่ออายุมากขึ้นก็จะปรากฏผิวหย่อนคล้อยที่เป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย การเกิดริ้วรอย ร่องลึก ความเหี่ยวย่นของผิวนั่นเอง

ดังนั้นคลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงของ Hifu นี้ จะเข้าไปทำให้ผิวหนังชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บผิวชั้นคอลลาเจนในรูปแบบ Multi Functional โดยการทำงานนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในชั้น SMAS ใต้ชั้นผิว จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อผิวชั้นบน ขณะเดียวกันก็เข้าไปทำหน้าที่การกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวดูเต่งตึงและแข็งแรงดูอ่อนเยาว์มากขึ้น

Hifu เหมาะกับใครบ้าง

Hifu เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ตอบโจทย์ได้ดีสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อย อย่าง ริ้วรอยบนหน้าผาก หางตาและคิ้วที่หย่อนคล้อย ริ้วรอยใต้ตา ร่องแก้ม มุมปาก หรืออยากลดเหนียงใต้คาง ใต้กราม ปรับใบหน้าที่ไม่ได้รูปให้เรียวสวยขึ้น การทำ Hifu จะใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30 – 60 นาที  ในระหว่างการทำ Hifu นั้นจะรู้สึกถึงความอุ่นบนผิวขณะทำ ผิวจะไม่แสบร้อนจากคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีความถี่สูง 1,000 ครั้งต่อวินาทีที่แตกตัวพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วบริเวณที่ทำการรักษา เพราะเป็นการปล่อยพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิวด้วยความเร็วสูง จึงทำให้ระบบรับความรู้สึกของผิวไม่สามารถรับความรู้สึกเจ็บปวด ไม่มีบาดแผล และไม่ต้องพักฟื้น

สำหรับบางรายที่อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยหลังจากการทำ แต่ก็สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ที่สำคัญหลังการทำ Hifu แล้วนั้น ยังสามารถทำการรักษาอื่น ๆ เพิ่มควบคู่กันได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การฉีดฟีลเลอร์ โบท๊อก หรือร้อยไหม เป็นต้น

เลือก Hifu ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างน่าพึงพอใจสูงสุด

ถึงแม้ว่าการทำ Hifu จะได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูง แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นอีกหนึ่งความสำคัญในการทำ Hifu ให้ได้ผลดี และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานหรือไม่นั้น ขึ้นกับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลักด้วยเช่นกัน เครื่อง Hifu ที่ใช้ต้องผ่านการรับรอง มี อย. ทั้งในประเทศไทยและจากประเทศผู้ผลิต สำหรับการยิงนั้นจะต้องยิงออกมาเป็นคลื่นอัลตร้าซาวด์ และลงลึกถึงชั้น SMAS จริง ๆ ด้วยพลังงานที่เสถียร ยิงออกมาแบบเรียงตัวเป็นระเบียบ เพื่อช่วยให้แพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถเล็งและยิงคลื่นอัลตร้าซาวด์ได้อย่างแม่นยำในจุดที่ต้องการรักษา

จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกสถานบริการที่มีคุณภาพ ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นผู้ประเมินสภาพปัญหาและแนวทางการรักษาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการสูงสุด

ราคาและจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ ต้องเท่าไหร่ถึงได้ผล

ราคาของการทำ Hifu มีราคาตั้งแต่ 3,000 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น และเครื่อง Hifu แต่ละยี่ห้อนั้นล้วนมีคุณภาพแตกต่างกันไป ดังนั้นจำเป็นต้องรู้ว่าทางสถานที่ให้บริการ Hifu นั้น ๆ ใช้เครื่องยี่ห้ออะไร ไม่ควรตัดสินใจจากแค่ราคาเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาประกอบควบคู่กันด้วย สำหรับจำนวน Shot Hifu ที่ใช้ 1 shot คือ 1 เส้น ประกอบด้วยจุด 0.5 – 1 มิลลิเมตร เรียงกัน 15 – 25 จุด เส้นหนึ่งยาวประมาณ 2.5  เซนติเมตร (1 shot = 1 เส้น) ดังนั้น 1 shot จะเท่ากับ 15 – 25 จุดเรียงกัน

แต่ละคนจะต้องใช้จำนวน shot เท่าไหร่นั้น แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนของ Shot ให้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพราะหากน้อยไปก็ไม่เห็นผล มากไปก็ไม่ดี จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมและแม่นยำ

ผลลัพธ์หลังจากการทำ Hifu

  • แก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตา คิ้วหย่อนคล้อย และมีส่วนช่วยให้ร่องแก้มตื้นขึ้นได้
  • สามารถลดรอยตีนกา ริ้วรอยหน้าผากและเหนียงใต้คาง
  • ช่วยเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ และกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าใสขึ้น
  • รูปหน้าและกรอบหน้าชัดขึ้น ใบหน้าเรียวขึ้น

ใช้เวลาแค่ไหนจึงจะเห็นความแตกต่าง

การทำ Hifu ยกกระชับหน้าจะเห็นผลทันทีหลังทำประมาณ 20 – 30 % และเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในระยะ 2 – 3 เดือน ริ้วรอยหายไป กรอบหน้าดูชัดเจนมากขึ้น ผิวหน้าดูสดใสขึ้น โดยการทำ 1 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้ 3 – 6 เดือน หลังจากนั้นอาจไม่กระชับเหมือนในช่วงแรก 100 % แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับใบหน้าของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ในการดูแลหลังการรักษาอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการให้ผลลัพธ์ชัดเจนดีขึ้นเรื่อย ๆ สามารถทำซ้ำทุก ๆ 6 – 12 เดือน โดยเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรกเป็นเวลา 2 เดือน ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพผิวของตนเองให้ดีเพื่อได้ผลอย่างสูงสุด

การดูแลตนเองก่อนและหลังการทำ Hifu เพื่อให้ผลที่ดียิ่งขึ้น

ก่อนการทำ Hifu

  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  • ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ก่อนการเข้ารับการทำ Hifu 3 – 7 วัน
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการ เพราะจะช่วยในการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้กับเซลล์ใหม่ทำงานได้ดีมากขึ้น

หลังการทำ Hifu

  • หลังจากการเข้ารับการทำ Hifu บางรายอาจมีอาการเมื่อ รู้สึกตึงผิว หรือรู้สึกเจ็บเล็กน้อยในบริเวณที่ทำการรักษา โดยสามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาได้
  • ใบหน้าหลังการทำ ไม่บวมช้ำ ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น สามารถทาครีมบำรุงผิวหน้าได้ตามปกติ
  • สามารถแต่งหน้าทำกิจกรรมได้ตามปกติ
  • หลีกเลี่ยงการนวด กดใบหน้า และไม่ควรถูใบหน้าแรงๆ ในขณะล้างหน้า
  • ทาครีมกัดแดดที่มีค่าป้องกันรังสี UVA และ UVE และควรหลักเลี่ยงแสงแดดแรงๆ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อกลไกการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง และส่งผลให้ผลลัพธ์ของการทำ Hifu ไม่มีประสิทธิภาพตามที่ควร

การทำ Hifu จึงนับเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยต่างๆ โดยจะเห็นผลจริงถึงความต่างของก่อนและหลังทำอย่างชัดเจน  ด้วยคุณสมบัติอันเป็นหัวใจสำคัญของ Hifu ในการยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอยได้ตรงจุด อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้รูป Hifu จึงจัดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีความงามที่ปลอดภัย ไม่มีผลอันตรายข้างเคียง คุ้มค่าราคาไม่สูง เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากลองการยกกระชับโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดหมอ เพียงเท่านี้ก็พร้อมทิ้งทุกริ้วรอยและความหย่อนคล้อยไปจากชีวิตได้เลย