ก่อนทํากับหลังทำ hifu ต้องงดแอลกอฮอล์รู้ยัง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้ใคร ๆ ต่างก็อยากที่จะสวย อยากที่จะหล่อกันทั้งนั่น จึงมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการเสริมความงามให้เลือกทำมากมาย และหนึ่งในที่ใคร ๆ ต่างเลือกเป็นอันดับต้น ๆ นั้นคือ การทำ Hifu เพราะเป็นยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที วันนี้ทางเราจึงจะพาทุกท่านไปรู้ว่าก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้นต้องทำอะไรบ้าง และห้ามทำอะไรกันบ้าง

Hifu

Hifu เป็นการช่วยยกกระชับให้ผิวดูเต่งตึง โดยการใช้เครื่องมือส่งผ่านพลังงานชนิดคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงลงไปใต้ผิว และสามารถลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นหดกระชับหรือยกตัวขึ้น แล้วเกิดกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินออกมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวที่แน่นยกกระชับ ปรับรูปหน้า หน้าเรียวเข้ารูป ริ้วรอยหย่อนคล้อยแลดูลดเลือนลง

การมีนวัตกรรมที่สามารถปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปได้ถึง 3 ระดับ ความลึกของผิวนั้น มีความสำคัญกับการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย เพราะการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาเพิ่มขึ้น เป็นผลให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนมีปริมาณแน่นหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น ผิวหน้าทั้งโครงสร้างจึงยกกระชับขึ้น และหน้าดูเข้ารูปมากขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าแลดูลดลง หน้าดูเรียวสวยเป็นวีเชฟโดยไม่ต้องผ่าตัด

จุดเริ่มต้นของHifu

 Hifu เป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่มีไว้กำจัดเนื้องอก ต่อมาได้มีการทดลองประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เพิ่มมาซึ่งพบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ชั้นใต้ผิวหนังได้ องค์การอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้นำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงาม แล้วFocused Ultrasound เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำUltheraหรือก็คือเทคโนโลยีที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ Hifu

ข้อดีของการทำ Hifu

  1. เห็นผลลัพธ์100%ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นอาจเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที 10-20%
  2. ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ
  3. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  4. ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติสามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  5. จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  6. ไม่มีบาดแผลในการรักษา
  7. ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เข็มในการรักษา
  8. ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมส่วนเกิน บริเวณร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา เอว หน้าท้อง และสะโพก

ข้อเสียของการทำHifu

  1. มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  2. ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  3. ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  4. คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด 

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. งดการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  3. งดแต่งหน้า ทารองพื้น ทาแป้ง หรือครีมบำรุงผิวหน้าอื่นๆ ในวันที่จะทำ Hifu
  4. งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี
  6. ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อโรคเริม ควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 2 วัน ก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  7. ผู้ที่เจาะจมูกหรือเจาะตามส่วนอื่นบนใบหน้าควรถอดเครื่องประดับดังกล่าวออกให้หมด 

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

  1. ทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
  2. ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด
  3. หากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ
  5. หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งสัก 1-2 สัปดาห์ หลังทำ HIFU เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิว 
  6. ไม่ควรสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง
  7. ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคเริมควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 6 วัน หลังเข้ารับการทำ Hifu

นวัตกรรมการทำ Hifu นี้เป็นการยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ที่ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการบำรุงผิวหน้า และดูแลตัวเองให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่กังวลปัญหาริ้วรอย ไขมันสะสม หรือหน้าตาดูหมองคล้ำก็อย่ารอช้า สามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้แล้วกับการเข้าทำ Hifuทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนด้วย และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมดูแลตัวเองพร้อมกับทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอหลังการทำ Hifu เพื่อผลลัพธ์บนใบหน้าที่ยาวนานที่สุด

Hifu เหมาะกับใคร

การทำHifu เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีทางศัลยกรรม หรือไม่ต้องการใช้การผ่าตัดและผู้ที่กลัวเข็ม แล้วต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น และตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นวัยที่เห็นผลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกสถานที่ที่ดี

  1. สถานที่

สถานพยาบาลที่เป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลต้องได้รับมาตฐานของกระทรวงสาธารสุข ที่ผ่านการตรวจสอบสถานที่ก่อนเปิดให้บริการ ต้องมีเครื่องมือที่ครบวงจร และดูความสะอาดภายในคลินิก หรือโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการ เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเช็คสถานพยาบาล โดยปกติแล้วหากทางคลินิกได้รับอนุญาติการเปิดจะมีเลขสถานพยาบาล 11 ตัว สามารถเช็คสถานพยาบาลได้ในเว็บเพิ่มเติมได้ เพียงแค่กรอกชื่อสถานพยาบาลแล้วกดค้นหา ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

  1. หมอ หรือแพทย์

การทำHifuต้องได้การรักษาจากแพทย์เท่านั้น โดยหมอที่ทำการรักษาต้องมีความรู้ และยังต้องคอยอัพเดทเทคนิคการใช้เครื่องมือต่าง ๆ แล้วได้รับการเทรนการใช้เครื่องมือเพื่อเกิดการชำนาญ หากไม่มีความเชี่ยวชาญอาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย ซึ่งส่งผลต่อสถานที่และผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ผู้เข้ารับการรักษา และแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทำการรักให้เรา หรือมีการประเมินก่อนทำอย่างละเอียด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

  1. รีวิวเชื่อถือได้จริง

การดูรีวิวจากผู้ที่ผ่านการทำHifuจากคลินิก หรือ สถานพยาบาลนั้น ๆ ที่เราเล็งไว้จะไปทำที่นั้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจในการจะเข้าไปใช้บริการในสถานที่นั่น เราต้องดูรีวิวของคนที่มีปัญหารูปหน้าคล้ายกับเรา หรือดูรีวิวการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านการทำHifuว่ามีผลออกมาเป็นอย่างไร นวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าอย่างHifu ถือเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยและเห็นผลหลังทำทันที ในขณะทำจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ ใต้ชั้นผิว มีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือสามารถยกกระชับปรับรูปทรงได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ส่งผลให้ผิวยกกระชับดูอ่อนเยาว์ เรียบเนียน รูขุมขนเล็ก หน้าเนียนใสขึ้น

การทำHifuยังสามารถช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก หรือเพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายการยึดเกาะตัวของพังพืด แล้วลดการสะสมของเซลล์ไขมันอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม แล้วหลังการรักษาคุณสามารถแต่งหน้า หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติทันที ดังนั้น Hifu นวัตกรรมยกกระชับหน้า จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของใบหน้า โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือใช้เข็ม สุดท้ายนี้การเสริมความงามให้ตัวเองนั้นถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำ และสิ่งที่สำคัญนั่นคือการดูแลตัวเองก่อนและหลังการทำHifu

Ulthera กี่เดือนเห็นผล

Ulthera (อัลเทอร่า) คืออะไร

มลภาวะและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน มักจะทำให้ผิวแก่กว่าวัยหากไม่รู้จักการดูแลตัวเองที่ดี เมื่ออายุมากขึ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จะมีปริมาณน้อยลง เป็นสาเหตุทำให้ผิวไม่เต่งตึงเหมือนเดิม ปัญหาเกิดจากภายใต้ผิวหนังชั้นลึกสุดหรือชั้น (SMAS) ที่เปรียบเสมือนตาข่าย เมื่อเวลาผ่านไปตาข่ายก็เริ่มเสื่อม และไม่ประสานกันดีเหมือนเดิม จึงทำให้ผิวที่เคยกระชับเต่งตึงเริ่มหย่อนคล้อย

Ulthera (อัลเทอร่า) คือ นวัตกรรมเลเซอร์หนึ่งเดียวที่ช่วย ยกกระชับและปรับรูปหน้าเรียวได้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีการใช้อัลตร้าซาวด์ที่มีพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง Advance-Focused Ultrasound ที่สามารถปล่อยพลังงาน ลงลึกถึงชั้น SMAS ชั้นที่แพทย์ศัลยกรรมใช้ในการผ่าตัดดึงใบหน้า จำเพาะตรงต่อจุดที่ต้องการรักษา ในเคสที่มีความหย่อนคล้อยไม่มาก แต่ได้ผลเทียบเคียงกับการผ่าตัดดึงหน้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ในวงการแพทย์ผิวหนัง เพื่อใช้ในการยกกระชับผิวหย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น ลดริ้วรอย โดยสามารถเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นได้ในระยะเวลา 30 – 45 นาที แรก (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) โดยระหว่างที่ทำการยกกระชับด้วย Ulthera (อัลเทอร่า) พลังงานที่นำส่งลงไป จะไปทำการกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง และไม่ทำให้เกิดบาดแผล หลังการทำ สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว เป็นเครื่องมือแพทย์หนึ่งเดียวที่นำมาใช้ในการยกกระชับผิว ( Tissue lifting ) โดยไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บกับผิวหนังด้านบน ไม่ทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองแม้กระทั่งผิวที่แพ้ง่าย และไม่มีผลแม้จะโดนแสงแดดทันทีหลังจากทำการรักษา

จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเครื่อง Ulthera (อัลเทอร่า) แท้

  1. เครื่อง Ulthera (อัลเทอร่า) แท้ จะมีขนาดประมาณหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ประกอบด้วยตัวเครื่องที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ “หัวยิง” และ “แฮนพีช” (สำหรับใส่หัวยิงและต่อกับตัวเครื่องอีกที) รวมไปถึงหน้าจอจะมีสัญลักษณ์ Ulthera แสดงอย่างอยู่อย่างชัดเจน
  2. ในประเทศไทย บริษัท Merz Asthetic เป็นบริษัทเดียวที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าเครื่อง Ulthera ดังนั้นสามารถเข้าเว็ปไซต์ตรวจสอบรายชื่อคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ได้โดยตรง
  3. เพื่อการันตีว่าเป็นเครื่องแท้ จะต้องมีสัญลักษณ์ “Ultherapy” ในใบประกาศ (Certificate of Authenticity) ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ใครที่เหมาะกับการทำ Ulthera (อัลเทอร่า)

  1. คนไข้ที่มีไขมันแก้มไม่เยอะมาก แต่ต้องการยกกระชับผิวหน้า
  2. คนที่กรอบหน้าไม่ชัด ไม่เห็นแนวกราม มีเหนียง
  3. คนที่บริเวณหนังตา และบริเวณหางตาตก ต้องการยกบริเวณหางตาหางคิ้วขึ้น
  4. คนที่ต้องการฟื้นฟูบำรุงผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชั้นลึกกว่าการทาครีม
  5. คนที่อยากบำรุงผิว แต่มีเวลาไม่มาก เพราะทำแค่ปีละครั้ง
  6. คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ให้นมบุตรที่อยากดูแลตัวเอง สามารถทำในขณะให้นมได้ ปลอดภัยและใช้เวลาไม่นาน
  7. คนไข้ที่มีความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า ไม่อยากพักฟื้น
  8. คนไข้ที่ต้องการยกกระชับฟื้นฟูผิว บริเวณคอ และ เนินอก

ประสิทธิภาพของ Ulthera (อัลเทอร่า) กี่เดือนเห็นผล

จากความสำเร็จในการค้นคว้า วิจัยและทดลองเครื่อง Ultrasound โดย DR. Rox Anderson แพทย์ผิวหนังชื่อดังผู้เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ผิวหนังชั้นแนวหน้า และเป็นผู้อำนวยการของสถาบัน Wellman Center for Photomedicine, Boston, MA, USA ที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีมาตั้งแต่ปี 1994 จนได้เครื่อง Focused Ultrasound เครื่องแรกที่ใช้ในการยกกระชับผิวและปรับรูปหน้า ภายใต้ชื่อ Ulthera (อัลเทอร่า) จุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ Ulthera เป็นเครื่องมือที่มีความจำเพาะสำหรับแต่ละบุคคล คือ โปรแกรม SEE and TREAT โปรแกรมที่ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นภาพชั้นผิวหนังที่กำลังได้รับการรักษาผ่านหน้าจอเครื่องได้ตลอดเวลา (Real Time Monitoring System) แพทย์จึงสามารถปรับระดับคลื่นเสียงที่มีระดับพลังงานได้เหมาะสม และมีความจำเพาะในการรักษาได้มากขึ้น จึงส่งผลให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยสูง และให้ผลการรักษาที่ดีกว่า

ด้วยการรักษาเพียง 1 ครั้ง สามารถให้ผลลัพธ์ที่เป็นที่พึ่งพอใจ การทำ Ulthera (อัลเทอร่า) ใช้เวลาประมาณ  30 – 60 นาที สามารถเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังทำ และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายใน 1-3 เดือน และอยู่ได้ประมาณ 1 – 2 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอายุ การใช้ชีวิตประจำวัน และการดูแลตัวเองหลังทำอีกด้วย การรักษาด้วย Ulthera (อัลเทอร่า) จากการทดลองพบว่า 9 ใน 10 หลังจากที่ผ่านการรักษา จะสามารถรับรู้ถึงผลการรักษาอย่างชัดเจนว่า คิ้วยกขึ้น ( lift of the the brow line ) ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น เพิ่มความอ่อนเยาว์บนใบหน้า นอกจากนี้แล้วยังรู้สึกว่าผิวตึง รูขุมขนเล็กลง ผิวยกกระชับ เรียบเนียนขึ้นทั้งบริเวณหน้า และคอ โดยไม่ต้องทำศัลยกรรม ลดริ้วรอยที่หน้าผาก ลดริ้วรอยรอบดวงตา ยกกระชับคิ้ว ยกกระชับบริเวณกราม ใต้คาง และจะเห็นผลอย่างชัดเจนอย่างต่อเนื่องหลังการรักษาประมาณ 3 เดือน Ulthera (อัลเทอร่า) ไม่ส่งผลรบกวนกับการ ฉีดโบท็อกซ์ หรือ ฟิลเลอร์ แต่แนะนำให้ทำในระยะเวลาที่ต่างกันเพื่อความปลอดภัยและประหยัดงบประมาณของตัวเอง หรือไม่ก็ฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์เพื่อดูผลลัพธ์ก่อนว่าพึงพอใจหรือไม่

ข้อดี

  1. ปรับผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ปรับให้ผิวกระชับ เปล่งปลั่ง หน้าเด็กลงไปหลายปี
  2. ไม่มีรอย ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น ไม่มีการผ่าตัดหรือใช้เข็ม จึงทำให้ไม่มีรอยแผลใด ๆ ทั้งสิ้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  3. สามารถใช้บริเวณรอบดวงตาได้ รวมถึงถุงใต้ตา
  4. ไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหนังไหม้
  5. ผู้ที่เป็นฝ้า กระ สามารถทำได้โดยที่ไม่ทำให้ฝ้า กระ กระจายตัวมากขึ้น หรือมีสีเข้มขึ้น

ข้อเสีย

  1. หากใช้ความร้อนที่มากเกิดไป ผิวหนังอาจมีอาการเบิร์น
  2. อาจรู้สึกเหมือนมีหนามเล็ก ๆ แทงลงบนผิว
  3. อาจมีอาการบวมหลังได้รับการรักษา
  4. อาจมีอาการแดง บริเวณผิวหนังที่ได้รับการรักษา
  5. หากรักษาผิดวิธี อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ที่รุนแรง

วิธีดูแลตนเองหลังการทำ Ulthera (อัลเทอร่า)

สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เช่น แต่งหน้าหรือทาครีมกันแดด ไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น แต่ไม่ควรสัมผัสผิวหน้าแรงๆ เพราะในระยะแรกผิวหนังอาจยังมีอาการระบมอยู่ หากมีอาการบวมแดงให้ใช้วิธีประคบเย็น และควรนอนหมอนสูงจะช่วยบรรเทาอาการได้ ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ และต้องรอให้ครบ 1 สัปดาห์ก่อน หลังจากนั้นจึงสามารถทำเลเซอร์หรือทำทรีทเม้นท์ได้

ความปลอดภัย

เทคโนโลยี Ulthera (อัลเทอร่า) ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์มานานกว่า 50 ปี และมีการใช้ Ulthera (อัลเทอร่า) โดยแพทย์ผิวหนัง และแพทย์ทางด้านศัลยกรรมตกแต่งชั้นนำทั่วโลกมามากกว่า 3,000 ราย เป็นเทคโนโลยีจากประเทศอเมริกาที่ได้รับการรับรอง FDA ทั้งอเมริกา ไทย เอเซีย ยุโรป รับรอง ในเรื่องของการยกกระชับ มีความปลอดภัยและแม่นยำสูงเนื่องจากมีหน้าจอเรียลไทม์ ให้เห็นชั้นผิวทุกครั้งก่อนจะยิงลงไปดังนั้น ในการยิงทุกช็อตของ Ulthera (อัลเทอร่า) มีประสิทธิภาพสูงกว่าการยิง HIFU จึงเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพ และผลที่ได้รับหลังจากการรักษาอย่างมาก ต้องคำนึงถึงความหน้าเชื่อถือและความสะอาด คลินิกทางการแพทย์ที่เลือกฉีดทำ Ulthera (อัลเทอร่า) นั้นต้องเลือกให้สะอาด ถูกหลักอนามัย เป็นคลินิกที่มีหลักแหล่งที่ตั้งชัดเจน หาง่าย ไม่ลึกลับ ไม่เปลี่ยนที่หรือย้ายที่บ่อย มีการรับรองการเปิดให้บริการ การทำ Ulthera (อัลเทอร่า) แพทย์ต้องมีความรู้และประสบการณ์ทางด้านศัลยกรรมความงาม อีกทั้งยังมีศิลปะในการเสริมแต่งใบหน้าของลูกค้าให้สวยและมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เข้าใจในสภาพผิวและปัญหาของลูกค้า คลินิกมีเจ้าหน้าที่เอาใจใส่ มีความรู้สามารถให้ข้อมูลพื้นฐานได้ ทางคลินิกต้องมีพนักงานที่มีความรู้ทางด้านการรักษาเพียงพอที่จะสามารถตอบคำถามลูกค้าได้ อีกทั้งยังต้องมีความเต็มใจในการให้บริการลูกค้า ควรจะมีการรีวิวก่อนทำและหลังทำ จากลูกค้าที่เข้ารับการรักษาจริง มีรูปเปรียบเทียบก่อนและหลังหลาย ๆ รูปเพื่อช่วยในการตัดสินใจด้วย และยังทำให้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้แม้ว่า Ulthera (อัลเทอร่า) จะมีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มากมายว่าได้ผลดี โดยต่างก็ยอมรับว่า Ulthera (อัลเทอร่า) เป็นนวัตกรรมยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด นวัตกรรมแรก และ นวัตกรรมเดียว ที่ได้รับการรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัย จากองค์กรอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ US-FDA โดยเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ในปี 2017 มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า มีผู้คนได้รับการรักษา ยกกระชับโดยไม่ต่างจากการผ่าตัด หรือ ทำ Ulthera (อัลเทอร่า) ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านเคส แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดและขาดไม่ได้ นั่นคือ ต้องได้รับการรักษาจากเครื่องที่มีการรับรอง และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นของแท้ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เท่านั้น ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

ต้องทํา Thermage กี่ครั้งถึงจะเห็นผล

ด้วยวันเวลาที่ผ่านไปทำให้ผิวพรรณมีความหย่อนคล้อยตามวัยที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการรักษาผิวให้กระชับขึ้นก็ทำได้ยาก ถึงแม้ว่าจะมีครีมมากมายหลายแบรนด์ที่ผลิตออกมาเพื่อช่วยมนการบำรุงผิวแต่ก็ยังไม่พบว่ามีครีมชนิดใดที่จะช่วยแก้ปัญหาที่จะคืนความกระชับให้แก่ผิวจนลึกถึงชั้นโครงสร้างผิวได้ปัจจุบันจึงได้มีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่าการทำ  Thermage  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ให้ผลลัพธ์ได้ดีอย่างน่าพึงพอใจโดยไม่ต้องพึ่งการศัลยกรรม

หลายคนที่กำลังมองหาตัวช่วยในการกระชับผิวอย่างล้ำลึกการทำ Thermage ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีให้แก่คุณ แต่แน่นอนว่าบางคนที่สนใจจะทำ Thermage ยังคงมีความกังวลหลายอย่าง เช่น ทำแล้วจะเห็นผลลัพธ์จริงหรือ, ทำแล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่, ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล เป็นต้น เราจึงจะมาให้ข้อมูลเพื่อช่วยคลายความกังวลให้แก่คุณแต่ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องผลลัพธ์เราควรที่จะมาทำความรู้จักกับ Thermage กันเสียก่อน

Thermage คืออะไร

Thermage เป็นการใช้ความถี่ของคลื่นวิทยุแบบขั้วเดียว ซึ่งนำมาใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมาหดตัว ผิวที่ถูกทำปฏิกริยาด้วยคลื่นของThermage จะกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้งถือเป็นการยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัดอีกทั้งผิวในบริเวณที่ทำ Thermage จะดูมีน้ำมีนวลเต่งตึงขึ้นอีกด้วย

วิธีการทำงานของ Thermage

Thermage จะมีพลังงานคลื่นวิทยุที่มีกระบวนการส่งความร้อนอย่างสม่ำเสมอโดยความร้อนนี้จะไปทำให้โครงสร้างใต้ผิวหนังกระชับตัวดีขึ้นอีกทั้งในระยะต่อมาก็จะทำให้ผิวของคุณสร้างคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรงและนุ่มนวลช่วยลดร่องรอยเหี่ยวย่นต่าง ๆ รูขุมขนเล็กลงแลดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอกซึ่งการทำงานของ Thermage จะใช้เวลาทำเพียงแค่ครั้งละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

การยกกระชับหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลากหลายวิธี แต่ที่เป็นที่นิยมคือการ ยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยอาศัยคลื่นพลังงาน ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว หรือทำให้เยี้อกล้ามเนื้อผิวกลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง พลังงานที่ว่านี้ คือพลังงาน Thermage ซึ่งใช้พลังงาน Radio Frequency คล้ายคลื่นวิทยุ ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว

Thermage เหมาะสำหรับใคร

ในการทำ Thermage จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยมีริ้วรอยร่องแก้มลึกผู้ที่มีหนังตาตกต้องการยกคิ้วหรือยกหางตาขึ้นหรือต้องการที่จะกระชับหนังตาบน ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำไม่สดใสมีริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก แก้มและริมฝีปาก ผู้ที่มีปัญหาผิวเหี่ยวย่นบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา และมือรวมไปถึงผู้ที่มีผิวไม่เรียบเนียนเป็นเซลล์ลูไลท์ก็สามารถทำ Thermage ได้ทั่วทั้งบริเวณผิวหน้าและลำตัวหรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่ผ่านการคลอดบุตรและต้องการให้ผิวหน้าท้องให้กลับมากระชับเหมือนเดิมหรือผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันแล้วพบว่าบางส่วนยังไม่กระชับก็สามารถทำได้เช่นกัน

แล้ว Thermage ควรทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล

การทำ Thermage นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลคุ้มค่าพอสมควรเพราะทำเพียง 1 ครั้งก็สามารถเห็นผลลัพธ์ว่าผิวดูอ่อนเยาว์ลง ผิวดูยกกระชับขึ้นทันทีเนื่องจากคอลลาเจนหดตัว ประมาณ 20-30% หลังการทำ Thermage ในบางคนจะเห็นผลทันที และสังเกตผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้นในเดือนที่ 2 – 3 โดยจะมีอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผิวจะสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องและยกกระชับได้ดีในเดือนที่ 6 แล้วคงอยู่สภาพนี้ประมาณ 1 – 2 ปี ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงได้ถึง 5 – 15 ปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลรวมไปถึงการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารและการบำรุงผิวในแต่ละบุคคลด้วย

แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและต่อเนื่องนั้นควรที่จะทำ Thermage ปีละ 1 ครั้งเพื่อช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้นและทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ และเพื่อเป็นการชะลอวัยในระยะยาวซึ่งนี่ถือได้ว่าเป็นข้อดีที่มีความแตกต่างจากการบำรุงอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม การโบท็อกซ์หรือการเลเซอร์ทั่วไปที่อาจจะต้องกลับไปทำซ้ำ ๆ  3 – 4 ครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจนฉะนั้นหากต้องการผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกเราก็ควรที่จะบำรุงดูแลผิวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วยและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หลังทำ Thermage ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง
  2. หลังทำ Thermage ไม่ต้องพักฟื้น ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 30+ ขึ้นไปควบคู่กันเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
  3. ควรหยุดพักทำ Treatment หรือ Laser อื่น ๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์
  4. ไม่ใช้น้ำร้อนล้างหน้า ทำสตรีมซาวด์น่าหรือนวดหน้าด้วยความร้อนในวันแรกหลังทำการรักษาและหลังทำ 1 สัปดาห์
  5. อาจมีรอยแดงเล็กน้อยหลังจากทำควรประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทารอยแดงให้จางหายไปและรอยจะค่อย ๆ จางลงเองภายใน 1-3 ชั่วโมง

หากปฏิบัติตามเพียงเท่านี้หลังทำ Thermage เพียงแค่ครั้งเดียวคุณก็จะมีผิวที่กระชับไม่หย่อนคล้อยและไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ อาจจะไม่ต้องกลับไปทำซ้ำอีกหลายรอบทั้งนี้ผลลัพธ์ของการทำ Thermage ที่ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยหากสภาพผิวของคุณมีปัญหาที่ต้องรักษามากก็อาจจะต้องทำ 2 ครั้งต่อปี แต่ถ้าหากสภาพผิวไม่มีปัญหามากจนเกินไปก็ทำเพียงแค่ 1  ครั้งต่อปีดังนั้นก่อนตัดสินใจทำควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจก่อนเสมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดีตรงตามความต้องการ

ข้อควรระวังในการทำ Thermage

บุคคลที่ห้ามทำ Thermage ได้แก่ผู้ป่วยที่ติดอุปกรณ์เกี่ยวกับหัวใจหรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคงูสวัด รวมทั้งสตรีที่กำลังตั้งครรภ์และอยู่ระหว่างให้นมบุตรเนื่องจากอาจจะได้รับคลื่นวิทยุจากเครื่อง Thermage ทำให้เกิดอันตรายต่อบุคคลเหล่านี้ได้

หลังทำ Thermage เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  1. Thermage จะช่วยยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องทำการผ่าตัดอีกทั้งยังไม่มีบาดแผลจากการทำอีกด้วย
  2. Thermage จะช่วยทำให้คอลลาเจนและอิลาสตินหดตัวในชั้นผิวหนังแล้วไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่
  3. Thermage จะยกกระชับผิวหนังหย่อนคล้อยของใบหน้า คอ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา
  4. Thermage ช่วยให้รูปหน้าเรียวเล็ก ได้สัดส่วน ลดร่องแก้ม แก้ไขแก้มหย่อนคล้อย เนื่องจากปัญหาไขมันสะสมถูกกำจัดไป
  5. Thermage ช่วยลดเหนียง ลดถุงใต้ตา ริ้วรอยรอบดวงตาและเปลือกตาลดลง ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยขึ้น
  6. Thermage ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิวหนัง พร้อมคงความอ่อนเยาว์ให้ผิวเนียน นุ่ม
  7. Thermage ช่วยให้ผิวมีความสมบูรณ์ดีมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลงลึกถึงระดับเซลล์

หลังรักษาด้วย Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

Thermage เป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยไม่ต้องผ่าตัดหลังรักษาจะพบผลข้างเคียงน้อยมากส่วนใหญ่อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก็จะไม่รุนแรง เช่น มีรอยแดง บวม รอยนูน รอยพอกแสบร้อนเล็ก ๆ บริเวณผิวหนังไม่เรียบซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก อาการข้างเคียงจากการทำ Thermage ส่วนใหญ่จะหายไปโดยไม่มีอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใดสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวเมื่อทำเสร็จก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

และนี่ก็คือข้อมูลที่จะเป็นคำตอบให้กับผู้ที่กำลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ Thermage ว่าควรจะทำกี่ครั้ง และเมื่อทำ Thermage นั้นผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร หวังว่าผู้ที่กำลังจะตัดสินใจทำ Thermage หรือผู้ที่ทำแล้วอยากที่จะทำซ้ำอีกก็ให้นำข้อมูลที่ให้ไปข้างต้นไปพิจารณาและปฏิบัติตามเพื่อผลลัพธ์ของผิวที่ดีในอนาคต

 

 

 

 

 

ร้อยไหมกรอบหน้า ขั้นตอนหน้าเรียว โดยไม่ต้องผ่าตัด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การดูแลตัวเอง ให้ดูอยู่นั้นเป็นสิ่งที่หลายคนขาดไม่ได้ เพราะการดูแลตัวเองให้ดูดี ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการส่องกระจก หรือ การพบเจอผู้คนภายนอกก็ตาม เพราะไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ต้องอยากให้ตัวเองดูดีอ มีผิวกระชับ อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ยิ่งหากก้าวเข้าสู่วัยเอจแล้วย่อมเกิดปัญหาริ้วรอยมาให้กังวลใจ จะปล่อยปัญหาให้ผ่านไปอย่างนิ่งนอนใจได้อย่างไร จริงมั้ยคะ ทำให้ปัจจุบันมีการแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหน้าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ที่ฮิตแบบติดลมบนที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการ ร้อยไหม นั่นเอง เพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ให้ยุ่งยากเสียเวลาเลยด้วยซ้ำ

ไหมมีอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไหมให้ดีก่อนคิด ร้อยไหมกรอบหน้า

การร้อยไหม เพื่อช่วยในการยกกระชับ ในปัจจุบัน ชนิดของเส้นไหมละลาย  ไหม PDO (Polydioxanone) ที่เป็นที่นิยมมักนำเข้ามาจากประเทศเกาหลี โดยมีด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ คือ  

  1. เส้นไหมแบบชนิดเรียบ หรือ Mono Threads โดยส่วนใหญ่จะใช้รักษาในบริเวณ ลำคอ หน้าผาก และใต้ตา โดยตัวไหมมีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียวใด ๆ รอบเส้น มีความสามารถช่วยให้ผิวหนังในบริเวณที่ทำการร้อยไหม เกิดความเต่งตึง ฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิวให้กลับมาทำงานได้อีก
  2. เส้นไหมแบบชนิดเกลียว หรือ Screw Thresads ใช้รักษาด้วยการยกชั้นผิว ที่เกิดอาการผิวหย่อนยานเป็นพิเศษ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหาผิวหนังที่มีอาการยุบ เป็นแอ่งหลุม ให้กลับมาเติมเต็มได้อีกครั้ง ตัวไหมมีลักษณะเป็นสองแบบคือ เส้นไหมเดียว ที่ถูกเกลียว หรือ เส้นไหมสองเส้น ที่หมุนเกลียวเข้าด้วยกัน
  3. เส้นไหมเงี่ยง หรือ Cog threads ใช้ในการรักษาเรื่องการยกกระชับที่ต้องการความชัดเจน เช่น ปรับรูปทรงของใบหน้าให้ดูเรียว มีมิตมาขึ้น ยกกระชับผิวบริเวณคาง แก้ไขปัญหาเหนียง คางสองชั้น ลักษณะของเส้นไหมจะมีหน้าตาคล้ายเคียงกับเงี่ยงของตะขอตกปลา ไล่จนตลอดเส้นไหม โดยสามารถเข้าไปยกเนื้อเยื่อใต้ผิวที่เกิดความหย่อนได้อย่างเห็นชัดเจน

นอกจากนี้ในอดีตยังมีเส้นไหมที่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว นั่นก็คือเส้นไหมประเภท ไม่ละลาย อาจทำจากพัสดุประเภท โลหะ หรือ พลาสติก คือ

  1. ไหมทองคำ หรือ Gold Thread ใช้ชะลออายุของผิว ให้มีผิวเด็ก เนียน เด้ง เต่งตึงอีกครั้ง โดยเป็นเส้นไหมที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากในแต่ละเส้น ที่สำคัญด้วยความที่เส้นไหมนั้นเป็นโลหะ จึงทำให้เส้นไหมนั้นไม่ค่อยมีความคงทนต่อความร้อนนั่นเอง โดยผิวที่ผ่านการทำร้อยไหมด้วย ไหมทองคำ จะไม่สามารถทำเลเซอร์บางชนิดที่ใช้ความร้อนลงไปใต้ชั้นผิวได้ เพราะจะทำให้ไหมเกิดการสูญเสียโครงสร้างจนก่อให้เกิดใบหน้าบิดเบี้ยว หรือ ผิดรูปได้ ทำให้ปัจจุบันการทำร้อยไหมทองคำ ไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไหร่นัก
  2. ไหมพลาสติก พอลิโพรไพลีน หรือ Polypropylene เป็นเส้นไหมที่ช่วยยกกระชับใบหน้า ออกแบบมามีลักษณะใกล้เคียงกับเส้นไหมละลาย อย่าง เส้นไหมก้างปลา หรือ เส้นไหมเงี่ยง ในปัจจุบัน โดยเป็นไหมเทียมที่ปกติแพทย์ใช้ในการเย็บบาดแผลนั่นเอง แต่ข้อเสียของเส้นไหมประเภทนี้ คือเมื่อร้อยไหมไปแล้วสักระยะ บริเวณหนามเงี่ยงของเส้นไหม อาจเกิดอาการเปราะ หรือหักได้ ทำให้เกิดความอักเสบในบริเวณใต้ผิวหนัง จนเกิดภาวะผิวหนังกลับมาหย่อนคล้อยได้อีกครั้ง ที่สำคัญการเอาเส้นไหมออกนั้น จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อเอาออก เพราะเส้นไหมพลาสติกไม่สามารถสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ

ข้อดีของการ ร้อยไหมกรอบหน้า เพื่อยกกระชับ

– การร้อยไหม สามารถยกกระชับผิวได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการวางยาสลบ

– การร้อยไหม สามารถจำกัดงบประมาณค่าใช้จ่ายได้

– การร้อยไหม หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

– การร้อยไหม ใช้ระยะเวลาการทำไม่นาน สะดวกรวดเร็ว

– การร้อยไหม สามารถเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ

– การร้อยไหม ไม่ก่อให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่ ทำให้หมดกังวลเรื่อง รอยแผลเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นที่หลัง

– การร้อยไหม มีผลข้างเคียงหลังทำน้อยมาก อาจเกิดอาการบวม หรือ ช้ำได้ แต่ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ข้อควรระวังในการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

การร้อยไหม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากภาวะแทรกซ้อนได้ แต่โอกาสที่จะเกิดถือได้ว่าน้อยมาก ร้อยละ 15 – 20 ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดไม่ค่อยรุนแรง และสามารถแก้ไขได้ วิธีป้องกันในเบื้องต้นง่าย ๆ นั่นก็คือการเลือกสถานที่ดูแลความงาม ที่มีมาตรฐาน แพทย์ที่ทำมีความเชี่ยวชาญในด้านผิวพรรณและความงาม โดยความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการร้อยไหม นั่นก็คือ

– เกิดอาการใบหน้าไม่เท่ากัน เนื่องจากเดิมทีใบหน้าของคนไข้อาจมีอาการไม่สมมาตรกันอยู่แล้ว ผลจากแพทย์ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในรูปหน้าเท่าไหร่นัก อาจร้อยไหมแล้วทำให้ใบหน้าไม่เท่ากันได้

– เกิดอาการติดเชื้อ ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะก่อนทำทุกครั้งย่อมมีกระบวนการในการฆ่าเชื้อเพื่อความสะอาด และความปลอดภัยนั่นเอง

– เกิดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้ร้อยไหม เนื่องจากไหมที่ร้อยในบริเวณหน้านั้น ถูกร้อยเข้าไปในบริเวณเนื้อเยื่อ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มเนื้อเยื่ออักเสบได้

– เกิดอาการเส้นไหมแตกหัก เส้นไหมเมื่อร้อยเข้าไปแล้ว ในระหว่างการร้อยนั้น ขั้นตอนการสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิว อาจเกิดการหักงอได้ หากแพทย์ที่ทำการร้อยไหมยังไม่มีความชำนาญเท่าไหร่นัก

ร้อยไหม ทำได้หลายบริเวณ ไม่ใช่เพียงแค่ กรอบหน้า เท่านั้น

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อยกกระชับใบหน้า แก้ไขปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยให้เกิดความเรียวเต่งตึงขึ้นอีกครั้ง

– ร้อยไหม บริเวณกรอบหน้า เพื่อแก้ไขปัญหากรอบหน้าไม่ชัดเจน ดูไม่มีมิติ ขาดความ V-shape

– ร้อยไหม บริเวณจมูก เพื่อให้จมูกดูโด่งสวย ปีกจมูกมีขาดเล็กลง โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับคนที่มีปลายจมูกไม่ได้รูป หรือหากต้องการเพิ่มความเป็นหยดน้ำที่ปลายจมูก ก็สามารถร้อยไหมได้

– ร้อยไหม บริเวณร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องแก้ม เติมเต็มให้ดูเต็มอิ่มมากขึ้น บอกลาปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมากที่ทำให้ดูแก่กว่าวัย

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนใต้ผิว เพื่อผิวแน่น นุ่ม เด้ง เต่งตึง

ผลลัพธ์หลังทำ ร้อยไหมกรอบหน้า

ระยะเวลาของผลลัพธ์หลังการร้อยไหมนั้น ที่จริงแล้วสามารถเห็นรูปหน้าหลังการทำได้ในทันที โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวน และลักษณะของเส้นไหม ที่เข้าไปแก้ไขปัญหาของใบหน้า นั่นเอง โดยจะสามารถเห็นผลกระชับหลังทำในทันที ประมาณ 50% และจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่เมื่อไหมเริ่มละลายจนหมด ประมาณ 1 – 3 เดือน สามารถอยู่ได้นานมากถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมไปด้วยเช่นกัน โดยจำนวนเส้นไหมนั้น ทางแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและออกแบบรูปทรงของใบหน้า และแก้ปัญหาให้ตรงจุดกับคนไข้มากที่สุด

การดูแลตัวเองหลังการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

  1. ควรงดโดนน้ำบริเวณแผลอย่างน้อยเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้รูบริเวณแผลปิดก่อน โดยแผลจะจางหายไปได้เองในเวลา 1 – 3 วัน
  2. หากแพทย์จ่ายยา ฆ่าเชื้อ หรือ ยาแก้อักเสบ ควรรับประทานให้ครบตามคำสั่งแพทย์
  3. สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการบวมได้
  4. งดสัมผัส จับ ถู ใบหน้าแรง ๆ
  5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ และ สูบบุหรี่ อย่งาน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวมช้ำ หรือ อักเสบที่อาจเกิดขึ้นได้
  6. ควรงดการนวดหน้า ทำทรีทเมนต์ที่มีการ ขวด ขัด อาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการอักเสบได้หลังทำ
  7. งดการอ้าปากกว้าง ๆ อย่างประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเจ็บจากการที่ไหมล็อคตัวเองได้หลังทำ