ลดเลือนริ้วรอยด้วยฟิลเลอร์หรือการร้อยไหมดี?

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับความงาม มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีเทคโนโลยีมากมาย ที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างความมั่นใจและแก้ไขข้อบกพร่องให้กับผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดศัลยกรรม , การทำ HIFU , การฉีด BOTOX เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้บริการนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และปัญหาที่ต้องการแก้ไข การร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เป็นอีกตัวช่วยที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลได้ทันทีหลังจากการทำ แม้ว่าทั้งสองตัวช่วยจะมีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยแห่งวัยได้เหมือนกัน แต่ก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง เราจึงได้รวบรวมข้อมูลความแตกต่างของการร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

การร้อยไหมคืออะไร?

การร้อยไหมคือตัวช่วยในการยกกระชับใบหน้าให้เรียวสวย ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย โดยการใช้เส้นไหมสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยบริเวณดังกล่าวถูกดึงยกกระชับ และเกิดการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งสามารถทำได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนมากจะนิยมทำบริเวณใบหน้า โดยมีเส้นไหมหลายชนิดให้เลือกใช้ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ไหมละลายในการทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และปัญหาของแต่ละบุคคล  โดยส่วนมาก การร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก หรือมีริ้วรอยแห่งวัย

ประเภทของเส้นไหม

  1. ไหมละลาย

ในปัจจุบันผู้คนนิยมใช้ไหมละลายในการร้อยไหมมากกว่า เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งวัสดุทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินได้เป็นอย่างดี ซึ่งไหมจะละลายหายไปได้เองตามอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องทำการตัดไหมจากแพทย์ อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PLC เป็นต้น

  1. ไหมไม่ละลาย

ในปัจจุบันมีการใช้ไหมไม่ละลายน้อยมากสำหรับผิวหนัง ยกเว้นการเย็บแผล ซึ่งไหมชนิดนี้ไม่สามารถละลายหายไปได้เองตามธรรมชาติ แม้ไหมไม่ละลายมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าไหมละลายหลายเท่า แต่ก็มีข้อจำกัดมากกว่าหลายอย่าง อาทิเช่น การร้อยไหมด้วยไหมทองคำ ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีสถานความงามหลายแห่งนำมาใช้ ซึ่งการใช้ไหมทองคำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ต้องเลือกใช้กับผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะมักใช้กับผู้ที่มีอายุมาก

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. สามารถยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอย ได้เป็นอย่างดี
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูง เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้เอง โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. หากแพทย์ไม่มีความสามารถมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูป หรือผิวเป็นคลื่นได้
  2. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของเส้นไหมแต่ละชนิด
  3. หากใช้ไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  4. หากใช้ไหมจำนวนมากเกินไป อาจก่อให้เกิดพังผืนในบริเวณดังกล่าวได้ และต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  5. หากเส้นไหมสัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร?

คือการฉีดสารเติมเต็มไฮยารูโรนิก แอซิต ให้กับใบหน้า หรือร่างกาย โดยเน้นแก้ไขจุดบกพร่อง หรือร่องลึกแต่ละจุดบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น ใต้ตา , จมูก , ปาก โดยคุณสมบัติของฟิลเลอร์ จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้น หรือเติมเต็มบางส่วนให้มีขนาดเพิ่มขึ้นมาก ช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหน้ามีความเต่งตึง ช่วยชะลอวัยได้อย่างดี โดยการฉีดฟิลเลอร์นั้นก็มีหลายประเภทในเลือกใช้ ตามปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การเลือกใช้ฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก และผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์เปรียบเสมือนงานศิลปะ ที่ต้องใช้เทคนิคในการปั้น เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละบุคคล

ประเภทของฟิลเลอร์

  1. ฟิลเลอร์ชั่วคราว

เป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้คน เพราะมีความปลอดภัยสูง เพราะมีสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก โดยจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้เพียง 6 เดือน และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์กึ่งถาวร

เป็นฟิลเลอร์จำพวกที่มีส่วนผสมของแคลเซียม มีความปลอดภัยรองลงมาจากฟิลเลอร์แบบชั่วคราว ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 5 ปี และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์ถาวร

ฟิลเลอร์ชนิดนี้ส่วนมากจะทำมากจากเม็ดพลาสติก หรือซิลิโคลน หลังจากทำการฉีดสารเข้าไป สารจะแปรสภาพเป็นของแข็ง และจะไม่สามารถสลายหายไปเองได้ แต่มีผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างถาวร โดยฟิลเลอร์นั้นไม่สามารถสลายเองได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. สามารถลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เติมเต็มจุดบกพร่องตามจุดต่าง ๆ ช่วยปรับโครงหน้าได้อย่างสวยงาม
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังการทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูงหากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้
  5. ช่วยเสริมโหงวเฮ้งได้ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล เพราะฟิลเลอร์สามารถเติมเต็มหน้าผากให้กว้างขึ้น เติมเต็มริมฝีปากให้อวบอิ่มขึ้น เติมเต็มใบหน้าให้มีน้ำมีนวลมากขึ้นได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์

  1. หากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้ จะมีผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร
  2. การฉีดฟิลเลอร์ เปรียบเสมือนงานศิลปะ หากแพทย์ไม่มีฝีมือมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  3. หากเลือกฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร ไม่สามารถสลายหายไปเองได้ อาจก่อให้เกิดพังผืดในบริเวณดังกล่าวได้
  4. หากฟิลเลอร์สัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

หากต้องการลดริ้วรอยควรเลือดฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมดี?

การฉีดฟิลเลอร์ และการร้อยไหม สามารถลดเลือนริ้วรอยได้เหมือนกัน แต่มีกระบวนการและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากการร้อยไหมจะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก เพราะผิวหนังที่หย่อนคล้อยมากเกินไป การร้อยไหมจะช่วยดึงกระชับได้มากกว่าการฉีดสารเติมเต็มเข้าไป แต่การฉีดฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ใช้ในการปรับโครงหน้า มีส่วนช่วยให้หน้าดูเด็กลง หรือช่วยในการเสริมโหงวเฮ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้บริการเสริมความงามแต่ละอย่าง ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและปัญหาของแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จึงจะรู้ความเหมาะสมในการเลือกการฉีดฟิลเลอร์ หรือการร้อยไหม

การเกิดริ้วรอยแห่งวัยนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน มีผลทำให้เกิดริ้วรอยได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือการดูแลตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้คนเป็นอย่างมาก การฉีดฟิลเลอร์ หรือ การร้อยไหม เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นตัวช่วยในการลดเลือนริ้วรอยได้เป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ในการตัดสินใจใช้บริการเกี่ยวกับการเสริมความงาม ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดอย่างถี่ถ้วนเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข้อดี หรือข้อเสีย กระบวนการในการทำ ขั้นตอนการดูแลตัวเอง ผลข้างเคียงหลังจากการทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกใช้บริการในสถานเสริมความงามที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะตามมาในอนาคต

ไขข้อข้องใจ! HIFU ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

ในปัจจุบันนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น มีวิธีหลากหลายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป ทั้งการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า การฉีดไหม การฉีดโบท็อก รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของการแพทย์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหา และสอดคล้องต่อกระแสความนิยมของธุรกิจศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน เพราะสังคมในปัจจุบันรูปร่างหน้าตาภายนอกเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้เกิดการสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ส่งผลต่อการเข้าสังคมพบปะสังสรรค์ หรือติดต่อเจรจาธุรกิจที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ และตัวช่วยที่จะพึ่งพาได้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มา คือ การทำศัลยกรรม จึงบางครั้งเกิดเป็นค่านิยม สวย/หล่อ ด้วยแพทย์ เกิดขึ้น และไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เมื่อผลลัพธ์สามารถเห็นได้อย่างรวดเร็วและออกมาเป็นที่น่าพอใจประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถสร้างสรรค์ความงามได้ดังปรารถนา

มาทำความรู้จัก HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น อัลตร้าซาวด์ที่เน้นความเข้มสูงของ HIFU เป็นเทคนิคการรักษาแบบไม่รุกราน ทำให้เกิดแผลน้อยมาก และยังสามารถใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดหรือน้ำเหลือง หรือเพื่อทำลายเนื้อเยื่อเช่นเนื้องอกผ่านกลไกของ HIFU

ทั้งนี้เทคโนโลยี HIFU มีความคล้ายคลึงกับการถ่ายภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงถึงแม้ว่าจะมีความถี่ต่ำกว่าและต่อเนื่องมากกว่า เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกำลังใช้แว่นขยายเพื่อโฟกัสแสงแดด เฉพาะจุดโฟกัสของแว่นขยายเท่านั้นที่มีความเข้มสูง แม้ว่าจะมีการใช้เลนส์แบบดั้งเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้อย่างง่ายดาย จำนวนครั้งของการทำ HIFU ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้า

หลักการทำงานของ HIFU

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที ลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวหดกระชับและยกตัวขึ้น โดยผิวหนังแท้จะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางหรือชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนใช้หัว 3.0 mm และผิวหนังชั้นเนื้อเยื่อพังผืด ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย

โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังการทำ HIFU

การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ ริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา สำหรับคนที่ไม่อยากฉีดโบท็อกเพราะรู้สึกว่าตึงเกินไป การทำ HIFU เพื่อให้ชั้นผิวหนาขึ้นก็สามารถทำให้ริ้วรอยเหล่านี้น้อยลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายกกระชับขึ้น ริ้วรอยลดน้อยลง กรอบหน้าชัดขึ้น เหนียงลดลง ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลเต็มที่ 100% ในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน อีกทั้ง ยังช่วยคอลลาเจนในรูขุมขน คอลลาเจนที่ร่องแก้ม

อีกหนึ่งจุดเด่นของ HIFU คือ ช่วงไขมันเหนียงและริ้วรอยที่คอ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผลการยกกระชับใบหน้า อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับสภาพผิวของคนไข้ และ HIFU จะสามารถทำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีผลเสีย ยิ่งทำยิ่งกระชับมากขึ้น ซึ่งใบปัจจุบันคนนิยมทำ HIFU ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักหน้าและหน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง HIFU จะช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้

การทำ HIFU ทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

HIFU เป็นนวัตกรรมความงามใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์ความรวดเร็วในการช่วยดูแลผิวหน้า ซึ่งการรักษาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยใช้เวลาการรักษาแค่เพียง 30 – 45 นาที และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานต่อเนื่อง 6 เดือน – 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล) ทั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับแก้มหย่อนคล้อย มุมปากตก หางคิ้วตก จะรู้สึกว่าผิวถูกยกกระชับ หน้าได้รูปขึ้น จะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังการทำประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ คำแนะนำ คือ สำหรับคนที่อายุ 25-35 ปี อาจจะเว้นระยะห่างในการทำมากกว่า แต่แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้งโดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และ 4เดือน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาจะอยู่ยาวนานและได้ประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญหลัก คือ ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อการทำงานอย่างเต็มสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์สูงสุด รักษาสภาพให้ผิวกระชับ เต่งตึงได้อย่างยาวนาน

ทั้งนี้การทำ HIFU ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ว่าเป็นวิธีการยกกระชับใบหน้าที่มีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมากจากผู้เข้ารับการรักษาจริง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตอบโจทย์ของใครหลาย ๆ คนได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านขั้นตอนการรักษาที่ไม่ต้องทนเจ็บ ผลลัพธ์ของการรักษาที่สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา ทั้งยังผลพลอยได้ตามมาทั้ง การช่วยลดไขมันบริเวณกรอบหน้า รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ใบหน้าที่กระชับเข้ารูป แถมยังได้ผิวหน้าที่สดใสเปล่งปลั่งอีกด้วย แต่เนื่องจากการทำ HIFU ราคาค่อนข้างสูงจึงแนะนำให้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจ ว่าจะได้ผลในแบบที่เราต้องการจริงหรือไม่ ได้ผลตามที่โฆษณาจริงไหม ควรเลือกทำที่คลินิกไหนดี และต้องเลือกใช้เครื่องยี่ห้อไหนจึงจะได้ผลคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย สิ่งสำคัญ คือ ศึกษาข้อมูลก่อนทำให้ดี ๆ เพราะถ้าไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ก็ทำให้คุณเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปฟรี ๆ ได้

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที เข้าไปทุกชั้นของผิว ตั้งแต่ ผิวชั้นบนโดยจะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางใช้หัว 3.0 mm ผิวชั้น SMAS ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ตอบทุกข้อสงสัยของการทำ Hifu

Hifu เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่หลาย ๆ ท่านคงได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย สำหรับสาว ๆ ที่รักการดูแลตัวเอง คงคุ้นเคยกับนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ชื่อว่า Hifu กันเป็นอย่างดี ซึ่งหลัก ๆ แล้วของความนิยมที่สาว ๆ หลาย ๆ ท่านที่นิยมทำ Hifu ก็เนื่องจากผลลัพธ์หลังการทำที่เห็นได้ทันทีก็คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กขึ้น และดูเต่งตึง โดยไม่ต้องฉีดสารเข้าไปในผิว หรือการผ่าตัดและการเย็บกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังใด ๆ เฉกเช่นสมัยก่อนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำ เพียงแค่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงทาบผ่านผิวหนังเพียงเท่านี้ ท่านก็จะมีผิวหน้าที่เรียบเนียน และหน้าที่ดูเรียวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ทราบรายละเอียดในการทำและการปฎิบัติตัวต่าง ๆ ก่อนและหลังทำนั้น ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและข้อสงใสต่าง ๆ รวมถึงคำถามยอดฮิตอย่าง ผู้ที่ตั้งท้องนั้นสามารถทำ Hifu ด้วยได้หรือไม่

Hifu คืออะไร

ขอเล่าก่อนว่าหัตถกรรมทางการแพทย์ในสมัยก่อนนั้น การที่จะทำให้ผิวหน้านั้นยกกระชับขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัดให้ลึกไปถึงชั้นผิว SMAS และทำการกรีดและเย็บขึ้นใหม่ เพื่อยกกระชับผิวหน้าภายนอกให้หายหย่อยคล้อยอย่างแรกเราต้องทำความรู้จักกับ Hifu นวัตกรรมใหม่ที่มาเพียงไม่กี่ปี ก็เป็นที่นิยมและกล่าวถึงกันอย่างแผ่หลาย เป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมดแต่อย่างได้ ไม่เจ็บปวดและทรมานผิวหน้าอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมนี้คือการใช้เครื่องเทคโนโลยี คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ทาบไปบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ เพื่อให้คลื่นความถี่สูงไปสร้างความร้อนภายใต้ผิวหนัง ไปยังชั้นผิว SMAS (ชั้นผังผืดที่อยู่ใต้ผิวหนังถึง4.5มม.) โดยกระบวนการนี้จะทำให้ชั้น SMAS นั้นเกิดความร้อนจนชั้นผิวนั้นหดตัวตึงขึ้น และคลื่นความที่นี้ยังกระตุ้นให้ผิวชั้น SMAS นั้นสร้างคอลลาเจนขึ้นได้โดยธรรมชาติ เหตุนี้จึงส่งผลทำให้ผิวหน้าของท่านนั้นยกกระชับขึ้น ลดความหย่อยคล้อยของผิวที่ขาดคอลลาเจนได้อีกด้วย

Hifu ดีอย่างไร

นอกจากการที่ Hifu นั้นช่วยในการยกกระชับผิวโดยตรงแล้วนั้น Hifu ยังช่วยให้ผิวนั้นนุ่มนวล เรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วยด้วย ไม่เพียงแค่นี้นวัตรรมยอดฮิตแบบนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่งการทำ Hifu นั้นมีข้อดีที่จะส่งผลกับผิวดังนี้

  1. ยกกระชับผิวให้ตึงขึ้น
  2. ทำให้หน้านั้นดูเรียวเล็ก
  3. ทำให้ผิวเรียบเนียนและเต่งตึง
  4. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ช่วยเรื่องของเหนียงที่หย่อยคล้อย

Hifu มีข้อจำกัดอะไรบ้าง

นวัตกรรม Hifu นั้นข้อจำกัดนั้นมีอยู่น้อยมากถ้าเทียบกับนวัตกรรมตัวอื่น ๆ เพราะ Hifu นั้นสามารถทำรวมกับหัตกรรมทางการแพทย์ตัวอื่น ๆ ได้ เช่น ท่านที่ร้อยไหมมา หรือท่านที่ฉีดโบท็อกมาก่อนหน้านี้ ก็สามารถเข้ารับการทำนวัตกรรมนี้ได้ โดยผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปก็สามารถเข้าทำ Hifu ได้ตามปกติ

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า Hifu นั้นคือการใช้คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ซึ่งคลื่นความถี่นี้ไม่มีความอันตรายใด ๆ ต่อผู้ใช้ที่ไม่ได้ตั้งครรถ์ แต่สำหรับท่านที่กำลังตั้งครรถ์ หรือท้องอยู่นั้น ทางเราไม่แนะนำให้ทำ Hifu เพราะการทำ Hifu นั้นจากการปล่อยคลื่นความถี่สูงในชั้นผิวที่ลึก อาจทำให้ท่านนั้นรู้สึกเจ็บ และจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ไม่ว่าจะเป็นการเกร็งมือเกร็งเท้าระหว่างการทำ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อภายในอย่าง มดลูก ยิ่งถ้าอายุครรถ์ที่มากการที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็งนั้น จะส่งผลทำให้เด็กคลอดได้ทันที คำแนะนำจากทางการแพทย์คือ ไม่ควรทำ Hifu ขณะตั้งครรถ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวแม่และเด็กนั้น จำเป็นที่จะต้องรอหลังคลอดแล้วท่านจึงสามารถเข้ารับบริการได้ทันที

คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ตั้งครรถ์

แท้จริงแล้วผู้ที่กำลังตั้งครรถ์อยู่นั้นสามารถทำทรีทเม้นต์ต่าง ๆ ของบริการการดูแลผิวหน้าได้ตามปกติ และรวมถึงการทำ ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ การทำหัตถกรรมพวกนี้ท่านที่ตั้งครรถ์สามารถทำได้แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงหัตถกรรมใหญ่ ๆ เช่นการทำ Hifu, Ulthera รวมถึงการทำ Laser นั้นมีกระบวนการทำที่จะทำให้คนไข้หรือท่านเองนั้นรู้สึกถึงความเจ็บมากหรือน้อยก็แล้วแต่ล่ะบุคคล ซึ่งความเจ็บนี้จะทำให้ท่านนั้นเกิดความเกร็ง กล้ามเนื้อต่าง ๆ เกิดการหดตัว จึงทำให้มีผลกระทบต่อคุณแม่ที่ตั้งครรถืไปยังลูกน้อยในท้อง ฉะนั้นผู้ที่ตั้งครรถ์ควรศึกษาข้อมูลของการทำหัตถการแต่ล่ะตัวให้แน่ชัด หรือรอหลังการคลอดก็สามารถทำทุกอย่างได้เป็นปกติ

Hifu ตอนทำรู้สึกอย่างไร

จากที่หลาย ๆ ท่านรับทราบถึงข้อมูลและข้อจำกัดที่มีของการทำ Hifu ครบแล้วนั้น สำหรับท่านที่ไม่เคยเข้ารับบริการนวัตกรรมนี้ก็คงสงสัยไม่แพ้กันว่าความรู้สึกตอนทำ Hifu นั้นมีความรู้สึกอย่างไร จะเจ็บเหมือนเวลาร้อยไหม หรือเจ็บเท่าการฉีดโบท็อกหรือไม่ โดยที่ก่อนการทำ Hifu นั้นจะมีการทาเจลเย็น ๆ บนผิวที่ต้องการทำก่อนเสมอ และในขณะที่คลื่นความถี่สูงนี้ถูกลงไปบนผิวหน้า ท่านจะมีความรุ้สึกเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่มพร้อมกับความอุ่นจากเครื่อง จึงทำให้ท่านนั้นไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด ซึ่งความรู้สึกของแต่ล่ะท่านนั้นจะต่างกันไปตามความเคยชินของการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ผ่านมา

Hifu ทำแล้วเห็นผลเลยไหม

สำหรับคำถามยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็อยากทราบว่าหลังจากการทำ Hifu นั้นผิวจะยกกระชับขึ้นทันทีเลยหรือไม่ ขอกล่าวตรงนี้เลยว่าหลังจากการทำเสร็จนั้น ท่านจะเห็นผลทันทีประมาณ 20-30% โดยเฉพาะช่วงกรอบหน้าหน้าที่จะชัดขึ้น เพราะใต้ชั้นผิวถูกความร้อนจนทำให้ผิวหน้ายกกระชับเข้ารูปตามกรอบหน้า พอผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนผิวหน้าจะค่อย ๆ กระชับมากขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่ตามสภาพผิวพื้นฐานของแต่ล่ะบุคคล

ข้อแนะนำการทำ Hifu ให้เห็นผล

แท้จริงแล้วการทำ Hifu นั้นเป็นการใช้คลื่นความถี่สูง โดยไม่มีการฉีดหรือผ่าตัดใด ๆ ในการทำให้ผิวนั้นยกกระชับขึ้น ดังนั้นสำหรับท่านที่เข้ารับบริการแล้วหรือสนใจในการทำ Hifu นี้ ควรที่จะต้องมีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่เต็มที่ โดยแบ่งการปฏิบัติตัวตามข้อต่อไปนี้

ก่อนการทำ Hifu

  • สำหรับท่านที่เคยเป็นโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ
  • สำหรับวันที่ทำ Hifu ไม่ควรแต่งหน้าหรือทารองพื้น เพราะการทำนั้นจะต้องทำความสะอาดใบหน้าก่อนเริ่มทำ

หลังการทำ Hifu

  • ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการทาครีมกันแดดอย่างเป็นประจำ
  • แนะนำให้รัปประทานวิตามินจำพวก คอลลาเจน จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น
  • ควรเลี่ยงการสูบบุหรี่และเดิมแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง

นอกจากนี้ท่านก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ท่านสามารถไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลังจากการทำทันที โดยไม่มีการเกิดรอยแดงหรือแผลใด ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้า ซึ่งสำหรับท่านที่อยากให้ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมากขึ้นแนะนำให้ทำ Hifu อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ 6 เดือน หรือตามที่แพทย์แนะนำ โดยรวมแล้วการ Hifu นั้นเหมาะกับผู้หญิงที่มีปัญหาผิวหน้าที่ยังหย่อยคล้อยแต่ไม่มากนัก คือช่วงประมาณอายุ 25-35 ปี ที่มีร่องแก้มที่ลึกขึ้น รอยตีนกา หรือร่องรอบดวงตา เพราะคอลลาเจนนั้นเริ่มที่จะผลิตได้น้อยลง หรือช้าลงนั้นเอง ถ้าท่านนั้นดูแลผิวตั้งแต่เริ่มต้นที่ปัญหาของผิวนั้นยังไม่มากเกินไป ก็จะสามารถเห็นผลได้ชัดเจนและผิวจะดีคงทนอยู่นานกว่า ถ้าท่านรอให้ผิวหน้านั้นเสื่อมสภาพไปนาน ๆ แล้วค่อยเข้ารับการดูแล แต่สำหรับท่านที่มีอายุมากแล้วมีปัญหาผิวที่เยอะกว่า ก็สามารถทำ Hifu ร่วมไปกับหัตถกรรมอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม้ หรือการฉีดโบท็อก ควบคู่กันไปได้

ร้อยไหมกรอบหน้า ขั้นตอนหน้าเรียว โดยไม่ต้องผ่าตัด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การดูแลตัวเอง ให้ดูอยู่นั้นเป็นสิ่งที่หลายคนขาดไม่ได้ เพราะการดูแลตัวเองให้ดูดี ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการส่องกระจก หรือ การพบเจอผู้คนภายนอกก็ตาม เพราะไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ต้องอยากให้ตัวเองดูดีอ มีผิวกระชับ อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ยิ่งหากก้าวเข้าสู่วัยเอจแล้วย่อมเกิดปัญหาริ้วรอยมาให้กังวลใจ จะปล่อยปัญหาให้ผ่านไปอย่างนิ่งนอนใจได้อย่างไร จริงมั้ยคะ ทำให้ปัจจุบันมีการแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหน้าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ที่ฮิตแบบติดลมบนที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการ ร้อยไหม นั่นเอง เพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ให้ยุ่งยากเสียเวลาเลยด้วยซ้ำ

ไหมมีอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไหมให้ดีก่อนคิด ร้อยไหมกรอบหน้า

การร้อยไหม เพื่อช่วยในการยกกระชับ ในปัจจุบัน ชนิดของเส้นไหมละลาย  ไหม PDO (Polydioxanone) ที่เป็นที่นิยมมักนำเข้ามาจากประเทศเกาหลี โดยมีด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ คือ  

  1. เส้นไหมแบบชนิดเรียบ หรือ Mono Threads โดยส่วนใหญ่จะใช้รักษาในบริเวณ ลำคอ หน้าผาก และใต้ตา โดยตัวไหมมีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียวใด ๆ รอบเส้น มีความสามารถช่วยให้ผิวหนังในบริเวณที่ทำการร้อยไหม เกิดความเต่งตึง ฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิวให้กลับมาทำงานได้อีก
  2. เส้นไหมแบบชนิดเกลียว หรือ Screw Thresads ใช้รักษาด้วยการยกชั้นผิว ที่เกิดอาการผิวหย่อนยานเป็นพิเศษ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหาผิวหนังที่มีอาการยุบ เป็นแอ่งหลุม ให้กลับมาเติมเต็มได้อีกครั้ง ตัวไหมมีลักษณะเป็นสองแบบคือ เส้นไหมเดียว ที่ถูกเกลียว หรือ เส้นไหมสองเส้น ที่หมุนเกลียวเข้าด้วยกัน
  3. เส้นไหมเงี่ยง หรือ Cog threads ใช้ในการรักษาเรื่องการยกกระชับที่ต้องการความชัดเจน เช่น ปรับรูปทรงของใบหน้าให้ดูเรียว มีมิตมาขึ้น ยกกระชับผิวบริเวณคาง แก้ไขปัญหาเหนียง คางสองชั้น ลักษณะของเส้นไหมจะมีหน้าตาคล้ายเคียงกับเงี่ยงของตะขอตกปลา ไล่จนตลอดเส้นไหม โดยสามารถเข้าไปยกเนื้อเยื่อใต้ผิวที่เกิดความหย่อนได้อย่างเห็นชัดเจน

นอกจากนี้ในอดีตยังมีเส้นไหมที่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว นั่นก็คือเส้นไหมประเภท ไม่ละลาย อาจทำจากพัสดุประเภท โลหะ หรือ พลาสติก คือ

  1. ไหมทองคำ หรือ Gold Thread ใช้ชะลออายุของผิว ให้มีผิวเด็ก เนียน เด้ง เต่งตึงอีกครั้ง โดยเป็นเส้นไหมที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากในแต่ละเส้น ที่สำคัญด้วยความที่เส้นไหมนั้นเป็นโลหะ จึงทำให้เส้นไหมนั้นไม่ค่อยมีความคงทนต่อความร้อนนั่นเอง โดยผิวที่ผ่านการทำร้อยไหมด้วย ไหมทองคำ จะไม่สามารถทำเลเซอร์บางชนิดที่ใช้ความร้อนลงไปใต้ชั้นผิวได้ เพราะจะทำให้ไหมเกิดการสูญเสียโครงสร้างจนก่อให้เกิดใบหน้าบิดเบี้ยว หรือ ผิดรูปได้ ทำให้ปัจจุบันการทำร้อยไหมทองคำ ไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไหร่นัก
  2. ไหมพลาสติก พอลิโพรไพลีน หรือ Polypropylene เป็นเส้นไหมที่ช่วยยกกระชับใบหน้า ออกแบบมามีลักษณะใกล้เคียงกับเส้นไหมละลาย อย่าง เส้นไหมก้างปลา หรือ เส้นไหมเงี่ยง ในปัจจุบัน โดยเป็นไหมเทียมที่ปกติแพทย์ใช้ในการเย็บบาดแผลนั่นเอง แต่ข้อเสียของเส้นไหมประเภทนี้ คือเมื่อร้อยไหมไปแล้วสักระยะ บริเวณหนามเงี่ยงของเส้นไหม อาจเกิดอาการเปราะ หรือหักได้ ทำให้เกิดความอักเสบในบริเวณใต้ผิวหนัง จนเกิดภาวะผิวหนังกลับมาหย่อนคล้อยได้อีกครั้ง ที่สำคัญการเอาเส้นไหมออกนั้น จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อเอาออก เพราะเส้นไหมพลาสติกไม่สามารถสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ

ข้อดีของการ ร้อยไหมกรอบหน้า เพื่อยกกระชับ

– การร้อยไหม สามารถยกกระชับผิวได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการวางยาสลบ

– การร้อยไหม สามารถจำกัดงบประมาณค่าใช้จ่ายได้

– การร้อยไหม หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

– การร้อยไหม ใช้ระยะเวลาการทำไม่นาน สะดวกรวดเร็ว

– การร้อยไหม สามารถเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ

– การร้อยไหม ไม่ก่อให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่ ทำให้หมดกังวลเรื่อง รอยแผลเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นที่หลัง

– การร้อยไหม มีผลข้างเคียงหลังทำน้อยมาก อาจเกิดอาการบวม หรือ ช้ำได้ แต่ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ข้อควรระวังในการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

การร้อยไหม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากภาวะแทรกซ้อนได้ แต่โอกาสที่จะเกิดถือได้ว่าน้อยมาก ร้อยละ 15 – 20 ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดไม่ค่อยรุนแรง และสามารถแก้ไขได้ วิธีป้องกันในเบื้องต้นง่าย ๆ นั่นก็คือการเลือกสถานที่ดูแลความงาม ที่มีมาตรฐาน แพทย์ที่ทำมีความเชี่ยวชาญในด้านผิวพรรณและความงาม โดยความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการร้อยไหม นั่นก็คือ

– เกิดอาการใบหน้าไม่เท่ากัน เนื่องจากเดิมทีใบหน้าของคนไข้อาจมีอาการไม่สมมาตรกันอยู่แล้ว ผลจากแพทย์ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในรูปหน้าเท่าไหร่นัก อาจร้อยไหมแล้วทำให้ใบหน้าไม่เท่ากันได้

– เกิดอาการติดเชื้อ ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะก่อนทำทุกครั้งย่อมมีกระบวนการในการฆ่าเชื้อเพื่อความสะอาด และความปลอดภัยนั่นเอง

– เกิดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้ร้อยไหม เนื่องจากไหมที่ร้อยในบริเวณหน้านั้น ถูกร้อยเข้าไปในบริเวณเนื้อเยื่อ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มเนื้อเยื่ออักเสบได้

– เกิดอาการเส้นไหมแตกหัก เส้นไหมเมื่อร้อยเข้าไปแล้ว ในระหว่างการร้อยนั้น ขั้นตอนการสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิว อาจเกิดการหักงอได้ หากแพทย์ที่ทำการร้อยไหมยังไม่มีความชำนาญเท่าไหร่นัก

ร้อยไหม ทำได้หลายบริเวณ ไม่ใช่เพียงแค่ กรอบหน้า เท่านั้น

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อยกกระชับใบหน้า แก้ไขปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยให้เกิดความเรียวเต่งตึงขึ้นอีกครั้ง

– ร้อยไหม บริเวณกรอบหน้า เพื่อแก้ไขปัญหากรอบหน้าไม่ชัดเจน ดูไม่มีมิติ ขาดความ V-shape

– ร้อยไหม บริเวณจมูก เพื่อให้จมูกดูโด่งสวย ปีกจมูกมีขาดเล็กลง โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับคนที่มีปลายจมูกไม่ได้รูป หรือหากต้องการเพิ่มความเป็นหยดน้ำที่ปลายจมูก ก็สามารถร้อยไหมได้

– ร้อยไหม บริเวณร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องแก้ม เติมเต็มให้ดูเต็มอิ่มมากขึ้น บอกลาปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมากที่ทำให้ดูแก่กว่าวัย

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนใต้ผิว เพื่อผิวแน่น นุ่ม เด้ง เต่งตึง

ผลลัพธ์หลังทำ ร้อยไหมกรอบหน้า

ระยะเวลาของผลลัพธ์หลังการร้อยไหมนั้น ที่จริงแล้วสามารถเห็นรูปหน้าหลังการทำได้ในทันที โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวน และลักษณะของเส้นไหม ที่เข้าไปแก้ไขปัญหาของใบหน้า นั่นเอง โดยจะสามารถเห็นผลกระชับหลังทำในทันที ประมาณ 50% และจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่เมื่อไหมเริ่มละลายจนหมด ประมาณ 1 – 3 เดือน สามารถอยู่ได้นานมากถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมไปด้วยเช่นกัน โดยจำนวนเส้นไหมนั้น ทางแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและออกแบบรูปทรงของใบหน้า และแก้ปัญหาให้ตรงจุดกับคนไข้มากที่สุด

การดูแลตัวเองหลังการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

  1. ควรงดโดนน้ำบริเวณแผลอย่างน้อยเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้รูบริเวณแผลปิดก่อน โดยแผลจะจางหายไปได้เองในเวลา 1 – 3 วัน
  2. หากแพทย์จ่ายยา ฆ่าเชื้อ หรือ ยาแก้อักเสบ ควรรับประทานให้ครบตามคำสั่งแพทย์
  3. สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการบวมได้
  4. งดสัมผัส จับ ถู ใบหน้าแรง ๆ
  5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ และ สูบบุหรี่ อย่งาน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวมช้ำ หรือ อักเสบที่อาจเกิดขึ้นได้
  6. ควรงดการนวดหน้า ทำทรีทเมนต์ที่มีการ ขวด ขัด อาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการอักเสบได้หลังทำ
  7. งดการอ้าปากกว้าง ๆ อย่างประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเจ็บจากการที่ไหมล็อคตัวเองได้หลังทำ