Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะเห็นผลชัดเจน

ปัจจุบันผิวของเราต้องเผชิญกับมลภาวะมากมาย ทั้งฝุ่นละอองและควัน รวมถึงสภาพอากาศต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อีกด้วย สาว ๆ ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนยาน ไม่กระชับ รู้สึกผิวไม่แข็งแรง ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป เพราะมีวิธีการรักษาและแก้ปัญหานี้ได้อย่างปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทั้งยังได้ผลลัพธ์ที่ดี วิธีนี้ก็คือ การทำ Themage ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และกระชับผิวให้เต่งตึง กลับมาสวยอย่างเดิมได้ แต่การจะทำ Themage ให้ได้ผลดีนั้น ต้องคำนึงถึงด้วยว่า Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ

Themage คืออะไร?

การทำ Themage คือการใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency: RF) ที่ความถี่ 6 เมกะเฮิร์ต เพื่อกระตุ้นและส่งความร้อนผ่านผิวหน้าเข้าไปยังผิวในระดับลึกที่มีคอลลาเจนอยู่ โดยใช้หัวส่งคลื่นความถี่วางทาบลงบนผิวหน้าเบา ๆ คลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับ ขาดการยืดหยุ่น กลับมาหดตัวและมีเกลี่ยวขึงเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แข็งแรงขึ้น ลดริ้วรอย ร่องลึก โดยไม่ต้องผ่าตัด จึงดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก

ใครบ้างที่เหมาะสำหรับการทำ Themage

Themage เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าย่อนคล้อย มีริ้วรอย ร่องแก้มลึก ต้องการยกกระชับปรับรูปหน้า โดยไม่ทำศัลยกรรม หรือผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ต้องการยกคิ้วหรือหางตา มีไขมันสะสมส่วนเกินบริเวณแก้ม คาง และใบหน้า รวมไปถึงผู้ที่ต้องการให้รูปร่างกระชับขึ้น ลดเซลลูไลท์ตามบริเวณต่าง ๆ อาทิ ต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และสะโพก ซึ่งช่วงอายุของผู้ที่เหมาะสมในการทำ ควรอยู่ระหว่าง 30-60 ปี เพื่อการรักษาที่ได้ผลสูงสุด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุมากเกินไป ผิวหย่อนคล้อยมาก ต้องให้แพทย์ประเมินถึงวิธีการทำที่เหมาะสม ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคงูสวัด และสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการทำ

Thermage ควรทำกี่ Shot

หลายคนที่มีความสนใจที่จะทำ Themage จะต้องมีคำถามในใจแน่นอนว่า Themage นั้นควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งจำนวน Shot ที่เหมาะสมกับใบหน้านั้น จะต้องดูตามปัญหาของแต่ละคน และจำนวน Shot นี่แนะนำคือ

– 400 Shot จะเหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากนัก แต่มีไขมันที่แก้มและคางเยอะ ต้องการมีกรอบหน้าที่ชัดเจน และรูปหน้าที่เล็กลง เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้จะทำให้ไขมันลดลงและดูกระชับขึ้น

– 600 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปลาย ๆ ขึ้นไป ที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อย แก้มห้อย ร่องแก้มลึก ต้องการให้ผิวที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นทันที และต้องการให้ร่องแก้มตื้นขึ้น เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้แก้มจะเล็กลงและกระชับยิ่งขึ้น กรอบหน้าชัด เป็นจำนวนช็อตที่แนะนำที่สุดสำหรับการเริ่มทำ เพราะจะเห็นผลชัดเจน

– 1200 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหามาก ผิวหย่อนคล้อยทั่วทั้งใบหน้าและบริเวณลำคอ จำนวนช็อตนี้จะช่วยยกกระชับทั้งผิวหน้าและลำคอ ให้ผิวแน่นขึ้น ฟูขึ้น ได้ผลลัพธ์อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ จำนวน Shot ที่มากหรือน้อย นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคนแล้วนั้น ยังขึ้นอยู่กับเรื่องของค่าใช้จ่ายด้วย เพราะจำนวน Shot ที่มากขึ้น ก็หมายถึงราคาที่สูงขึ้น ซึ่งราคาจะคิดตามจำนวน Shot โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 100,000 บาท แล้วแต่สถานที่ให้บริการ

การทำ Themage คุ้มหรือไม่

การทำ Themage เป็นการรักษาเพียง 1 ครั้งก็เห็นผลในทันที ในเรื่องของการยกกระชับและดูเป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป และผลของการรักษาสามารถอยู่ในนานถึง 1-2 ปี จึงนับว่าเป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ให้ความคุ้มค่า เพราะทำเพียงครั้งเดียวก็สามารถดูอ่อนเยาว์ได้เป็นเวลานาน แต่สิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามในการรักษา ที่นอกไปจากเรื่องราคาแล้วนั้น ควรเข้ารับบริการในสถานที่ที่ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เพราะจำเป็นจะต้องใช้ความชำนาญในการทำอย่างมาก เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษา และคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป

ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย Themage จะอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลการรักษาด้วย Themage จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ เห็นผลทันทีหลังการรักษา โดยกรอบหน้าจะชัดขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนมีการหดตัวหลังมีการได้รับคลื่นความถี่วิทยุ หลังจากนั้นจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลการรักษาจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากทำไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน โดยจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวหน้ามีการยกกระชับขึ้น เรียบเนียน ริ้วรอยลดเลือนลง และจะคงอยู่สภาพแบบนี้ไปอีกราว ๆ 1-2 ปี ทำให้คุณมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลง ทั้งนี้ผลลัพธ์ของการรักษาที่ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน รวมไปถึงการดูแลและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

ความรู้สึกขณะทำ Themage

ขณะทำการรักษาคนไข้จะมีความรู้สึกแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันคือ

  1. รู้สึกเย็นสบายที่ผิว เนื่องจากแพทย์ผู้ทำการรักษาจะใช้เจลที่มีความเย็นเพื่อปกป้องผิวหนังชั้นบน
  2. รู้สึกถึงความสั่นที่บริเวณผิว เมื่อเครื่องมือแตะที่ผิวในตำแหน่งที่ทำการรักษา
  3. รู้สึกร้อนสลับเย็นที่บริเวณผิว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่พลังงานคลื่นวิทยุ RF ถูกส่งผ่านผิวหนังไปยังผิวชั้นลึกลงไป เกิดเป็นความร้อนที่จะทำให้ผิวยกกระชับขึ้น หากรู้สึกร้อนในระดับที่ทนได้ คือระดับ 2-2.5 จะให้ผลในการรักษาตามที่ต้องการ แต่หากรู้สึกร้อนเกินกว่าจะรับได้ หรือรู้สึกแสบบริเวณที่ทำ คือระดับ 3-4 นั่นแปลว่าร้อนมากเกินไป แม้ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าระดับอื่น แต่จะส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่าย

การดูแลตัวเองหลังทำ Themage

เนื่องจากการทำ Themage ไม่มีแผลผ่าตัด จึงทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวัน หรือไปทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทาครีมบำรุง และครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ ที่จะเป็นตัวการในการทำร้ายผิว

อาการไม่พึงประสงค์ของการทำ Themage ที่อาจเกิดขึ้นได้

  1. อาจมีอาการเจ็บขณะทำ แต่สามารถลดอาการเจ็บปวดได้จากการทายาชาในบริเวณที่จะทำ ก่อนการทำ 1 ชั่วโมง
  2. อาจมีอาการชาชั่วคราวได้
  3. หลังทำ อาจมีสีผิวที่เข้มขึ้นได้บ้าง แต่จะค่อย ๆ จางลงและหายไปเอง
  4. ในบางรายอาจมีอาการบวม แดง หรือแสบร้อนเล็ก ๆ แต่อาการจะไม่รุนแรง ส่วนมากจะหายได้เอง และพบได้น้อยมาก
  5. อาจมีตุ่มน้ำใส ๆ หรือสะเก็ดเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้ในบางคน ที่บริเวณกรอบหน้าหรือช่วงแก้ม ซึ่งเป็นอาการปกติหลังทำ Themage เนื่องจากมีการยิงในพลังงานที่สูง ซึ่งรอยต่าง ๆ นี้ จะหายได้เองใน 5-7 วัน และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้แต่อย่างใด

หากใครมีความสนใจที่จะทำ Themage นั้น ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ รวมถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา และการเลือกว่าควรทำกี่ Shot ถึงจะเหมาะสมกับปัญหาของสภาพผิวของตนเอง ก็ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และตรงกับความต้องการ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจในการเลือกสถานประกอบการในการทำ ควรเลือกสถานที่ที่มีใบอนุญาต และเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง แม้ว่าเราจะหยุดยั้งอายุและกาลเวลาไม่ได้ แต่เราสามารถหยุดอายุของใบหน้าเราได้ ให้คงความอ่อนเยาว์ไว้ตลอดกาล หยุดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยต่าง ๆ เอาไว้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง Themage กับนวัตกรรมจากอเมริกา ที่นอกจากจะปลอดภัยและไม่เจ็บตัวแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหน้าของคุณให้กลับมาสวยสดใส เต่งตึง คงความเยาว์วัย และไม่ต้องพบกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

ร้อยไหมกรอบหน้า ขั้นตอนหน้าเรียว โดยไม่ต้องผ่าตัด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การดูแลตัวเอง ให้ดูอยู่นั้นเป็นสิ่งที่หลายคนขาดไม่ได้ เพราะการดูแลตัวเองให้ดูดี ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการส่องกระจก หรือ การพบเจอผู้คนภายนอกก็ตาม เพราะไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็ต้องอยากให้ตัวเองดูดีอ มีผิวกระชับ อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ยิ่งหากก้าวเข้าสู่วัยเอจแล้วย่อมเกิดปัญหาริ้วรอยมาให้กังวลใจ จะปล่อยปัญหาให้ผ่านไปอย่างนิ่งนอนใจได้อย่างไร จริงมั้ยคะ ทำให้ปัจจุบันมีการแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหน้าเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แต่ที่ฮิตแบบติดลมบนที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นการ ร้อยไหม นั่นเอง เพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ให้ยุ่งยากเสียเวลาเลยด้วยซ้ำ

ไหมมีอะไรบ้าง มาทำความรู้จักไหมให้ดีก่อนคิด ร้อยไหมกรอบหน้า

การร้อยไหม เพื่อช่วยในการยกกระชับ ในปัจจุบัน ชนิดของเส้นไหมละลาย  ไหม PDO (Polydioxanone) ที่เป็นที่นิยมมักนำเข้ามาจากประเทศเกาหลี โดยมีด้วยกันทั้งหมด 3 แบบ คือ  

  1. เส้นไหมแบบชนิดเรียบ หรือ Mono Threads โดยส่วนใหญ่จะใช้รักษาในบริเวณ ลำคอ หน้าผาก และใต้ตา โดยตัวไหมมีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียวใด ๆ รอบเส้น มีความสามารถช่วยให้ผิวหนังในบริเวณที่ทำการร้อยไหม เกิดความเต่งตึง ฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิวให้กลับมาทำงานได้อีก
  2. เส้นไหมแบบชนิดเกลียว หรือ Screw Thresads ใช้รักษาด้วยการยกชั้นผิว ที่เกิดอาการผิวหย่อนยานเป็นพิเศษ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหาผิวหนังที่มีอาการยุบ เป็นแอ่งหลุม ให้กลับมาเติมเต็มได้อีกครั้ง ตัวไหมมีลักษณะเป็นสองแบบคือ เส้นไหมเดียว ที่ถูกเกลียว หรือ เส้นไหมสองเส้น ที่หมุนเกลียวเข้าด้วยกัน
  3. เส้นไหมเงี่ยง หรือ Cog threads ใช้ในการรักษาเรื่องการยกกระชับที่ต้องการความชัดเจน เช่น ปรับรูปทรงของใบหน้าให้ดูเรียว มีมิตมาขึ้น ยกกระชับผิวบริเวณคาง แก้ไขปัญหาเหนียง คางสองชั้น ลักษณะของเส้นไหมจะมีหน้าตาคล้ายเคียงกับเงี่ยงของตะขอตกปลา ไล่จนตลอดเส้นไหม โดยสามารถเข้าไปยกเนื้อเยื่อใต้ผิวที่เกิดความหย่อนได้อย่างเห็นชัดเจน

นอกจากนี้ในอดีตยังมีเส้นไหมที่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมอีกแล้ว นั่นก็คือเส้นไหมประเภท ไม่ละลาย อาจทำจากพัสดุประเภท โลหะ หรือ พลาสติก คือ

  1. ไหมทองคำ หรือ Gold Thread ใช้ชะลออายุของผิว ให้มีผิวเด็ก เนียน เด้ง เต่งตึงอีกครั้ง โดยเป็นเส้นไหมที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99% ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากในแต่ละเส้น ที่สำคัญด้วยความที่เส้นไหมนั้นเป็นโลหะ จึงทำให้เส้นไหมนั้นไม่ค่อยมีความคงทนต่อความร้อนนั่นเอง โดยผิวที่ผ่านการทำร้อยไหมด้วย ไหมทองคำ จะไม่สามารถทำเลเซอร์บางชนิดที่ใช้ความร้อนลงไปใต้ชั้นผิวได้ เพราะจะทำให้ไหมเกิดการสูญเสียโครงสร้างจนก่อให้เกิดใบหน้าบิดเบี้ยว หรือ ผิดรูปได้ ทำให้ปัจจุบันการทำร้อยไหมทองคำ ไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไหร่นัก
  2. ไหมพลาสติก พอลิโพรไพลีน หรือ Polypropylene เป็นเส้นไหมที่ช่วยยกกระชับใบหน้า ออกแบบมามีลักษณะใกล้เคียงกับเส้นไหมละลาย อย่าง เส้นไหมก้างปลา หรือ เส้นไหมเงี่ยง ในปัจจุบัน โดยเป็นไหมเทียมที่ปกติแพทย์ใช้ในการเย็บบาดแผลนั่นเอง แต่ข้อเสียของเส้นไหมประเภทนี้ คือเมื่อร้อยไหมไปแล้วสักระยะ บริเวณหนามเงี่ยงของเส้นไหม อาจเกิดอาการเปราะ หรือหักได้ ทำให้เกิดความอักเสบในบริเวณใต้ผิวหนัง จนเกิดภาวะผิวหนังกลับมาหย่อนคล้อยได้อีกครั้ง ที่สำคัญการเอาเส้นไหมออกนั้น จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อเอาออก เพราะเส้นไหมพลาสติกไม่สามารถสลายไปเองได้ตามธรรมชาติ

ข้อดีของการ ร้อยไหมกรอบหน้า เพื่อยกกระชับ

– การร้อยไหม สามารถยกกระชับผิวได้ โดยไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการวางยาสลบ

– การร้อยไหม สามารถจำกัดงบประมาณค่าใช้จ่ายได้

– การร้อยไหม หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

– การร้อยไหม ใช้ระยะเวลาการทำไม่นาน สะดวกรวดเร็ว

– การร้อยไหม สามารถเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ

– การร้อยไหม ไม่ก่อให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่ ทำให้หมดกังวลเรื่อง รอยแผลเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นที่หลัง

– การร้อยไหม มีผลข้างเคียงหลังทำน้อยมาก อาจเกิดอาการบวม หรือ ช้ำได้ แต่ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ข้อควรระวังในการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

การร้อยไหม อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลข้างเคียงจากภาวะแทรกซ้อนได้ แต่โอกาสที่จะเกิดถือได้ว่าน้อยมาก ร้อยละ 15 – 20 ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดไม่ค่อยรุนแรง และสามารถแก้ไขได้ วิธีป้องกันในเบื้องต้นง่าย ๆ นั่นก็คือการเลือกสถานที่ดูแลความงาม ที่มีมาตรฐาน แพทย์ที่ทำมีความเชี่ยวชาญในด้านผิวพรรณและความงาม โดยความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการร้อยไหม นั่นก็คือ

– เกิดอาการใบหน้าไม่เท่ากัน เนื่องจากเดิมทีใบหน้าของคนไข้อาจมีอาการไม่สมมาตรกันอยู่แล้ว ผลจากแพทย์ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในรูปหน้าเท่าไหร่นัก อาจร้อยไหมแล้วทำให้ใบหน้าไม่เท่ากันได้

– เกิดอาการติดเชื้อ ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะก่อนทำทุกครั้งย่อมมีกระบวนการในการฆ่าเชื้อเพื่อความสะอาด และความปลอดภัยนั่นเอง

– เกิดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณที่ได้ร้อยไหม เนื่องจากไหมที่ร้อยในบริเวณหน้านั้น ถูกร้อยเข้าไปในบริเวณเนื้อเยื่อ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มเนื้อเยื่ออักเสบได้

– เกิดอาการเส้นไหมแตกหัก เส้นไหมเมื่อร้อยเข้าไปแล้ว ในระหว่างการร้อยนั้น ขั้นตอนการสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิว อาจเกิดการหักงอได้ หากแพทย์ที่ทำการร้อยไหมยังไม่มีความชำนาญเท่าไหร่นัก

ร้อยไหม ทำได้หลายบริเวณ ไม่ใช่เพียงแค่ กรอบหน้า เท่านั้น

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อยกกระชับใบหน้า แก้ไขปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อยให้เกิดความเรียวเต่งตึงขึ้นอีกครั้ง

– ร้อยไหม บริเวณกรอบหน้า เพื่อแก้ไขปัญหากรอบหน้าไม่ชัดเจน ดูไม่มีมิติ ขาดความ V-shape

– ร้อยไหม บริเวณจมูก เพื่อให้จมูกดูโด่งสวย ปีกจมูกมีขาดเล็กลง โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับคนที่มีปลายจมูกไม่ได้รูป หรือหากต้องการเพิ่มความเป็นหยดน้ำที่ปลายจมูก ก็สามารถร้อยไหมได้

– ร้อยไหม บริเวณร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องแก้ม เติมเต็มให้ดูเต็มอิ่มมากขึ้น บอกลาปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมากที่ทำให้ดูแก่กว่าวัย

– ร้อยไหม บริเวณใบหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนใต้ผิว เพื่อผิวแน่น นุ่ม เด้ง เต่งตึง

ผลลัพธ์หลังทำ ร้อยไหมกรอบหน้า

ระยะเวลาของผลลัพธ์หลังการร้อยไหมนั้น ที่จริงแล้วสามารถเห็นรูปหน้าหลังการทำได้ในทันที โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวน และลักษณะของเส้นไหม ที่เข้าไปแก้ไขปัญหาของใบหน้า นั่นเอง โดยจะสามารถเห็นผลกระชับหลังทำในทันที ประมาณ 50% และจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่เมื่อไหมเริ่มละลายจนหมด ประมาณ 1 – 3 เดือน สามารถอยู่ได้นานมากถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมไปด้วยเช่นกัน โดยจำนวนเส้นไหมนั้น ทางแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและออกแบบรูปทรงของใบหน้า และแก้ปัญหาให้ตรงจุดกับคนไข้มากที่สุด

การดูแลตัวเองหลังการ ร้อยไหมกรอบหน้า ยกกระชับ

  1. ควรงดโดนน้ำบริเวณแผลอย่างน้อยเป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้รูบริเวณแผลปิดก่อน โดยแผลจะจางหายไปได้เองในเวลา 1 – 3 วัน
  2. หากแพทย์จ่ายยา ฆ่าเชื้อ หรือ ยาแก้อักเสบ ควรรับประทานให้ครบตามคำสั่งแพทย์
  3. สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการบวมได้
  4. งดสัมผัส จับ ถู ใบหน้าแรง ๆ
  5. ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์ และ สูบบุหรี่ อย่งาน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวมช้ำ หรือ อักเสบที่อาจเกิดขึ้นได้
  6. ควรงดการนวดหน้า ทำทรีทเมนต์ที่มีการ ขวด ขัด อาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการอักเสบได้หลังทำ
  7. งดการอ้าปากกว้าง ๆ อย่างประมาณ 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเจ็บจากการที่ไหมล็อคตัวเองได้หลังทำ

ผลข้างเคียง ยกกระชับผิวหน้า V-Shape ด้วยการร้อยไหมก้างปลา

เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวยงาม โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัด มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย ซึ่งนอกจากช่วยแก้ไขข้อบกพร่อง ช่วยยกกระชับผิวให้ตึงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดเส้นใย อิลาสติน (Elastin) ช่วยให้ผิวเด้งและเกิดความยืดหยุ่น แถมยังช่วยเร่งสเต็มเซลล์ภายในร่างกาย และการไหลเวียนโลหิต ที่จะเป็นการช่วยให้เกิดการสร้างคอลลาเจน (Collagen) เพิ่มความกระชับ และความหนาของผิวหนังชั้นหนังแท้ได้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เราดูอ่อนกว่าวัย ผิวหน้ากระชับ มีความยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอย เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย

หนึ่งในการศัลยกรรมร้อยไหมยกกระชับ ที่ได้รับความนิยม คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมละลายชนิดหนึ่ง เส้นไหมที่ใช้นั่นคือ เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมก้างปลา ด้วยลักษณะที่มีเงี่ยงโผล่ 2 ด้าน ตลอดทั้งเส้น ดังเช่นฟัน หรือก้างของปลา นั่นคือที่มาของชื่อ “การร้อยไหมก้างปลา” เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในการใช้เส้นไหมชนิดนี้

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหม ยกกระชับผิว

  • เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  • เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  • เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape หรือเรียกว่า “ร้อยไหมก้างปลา”

ช่วงอายุที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมก้างปลา

การยกกระชับผิวหน้าด้วยการร้อยไหมก้างปลา เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

อยากหน้าเด็ก หน้าสวย ใบหน้า V-Shape เรียวสวยได้รูป

เส้นไหมที่นิยมร้อยไหมเพื่อยกกระชับ บริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหม และบริเวณเงี่ยง การร้อยไหมก้างปลา เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และต้องทำในสถานที่ให้บริการที่มาตรฐานด้านความปลอดภัย ในขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอนการร้อยไหม ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมก้างปลา หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลัก ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ใช้เวลาเพียง    20-40 นาที อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ข้อเสีย 4 ข้อ ที่เราต้องรู้ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมก้างปลา

  1. การร้อยไหมเป็นศาสตร์ และศิลปะ ที่ต้องใช้ความชำนาญ และเทคนิคการร้อยไหม หากทำไม่ถูกต้องหรือเลือกชนิดของเส้นไหมที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือเห็นรอยไหมตามแนวที่ร้อยได้
  2. การร้อยไหมก็เป็นการสร้างพังผืด (Fibrosis) ในบางกรณี ไหมอาจจะทะลุโผล่ออกมานอกผิวหนังได้ นั่นเป็นเพราะว่าบางทีไหมละลายยังไม่หมด ผิวอาจจะผลักเส้นไหมออกมา หรือบางทีผิวหนังบริเวณที่ร้อยไหมขาดความยืดหยุ่น จนทำให้ไหมเคลื่อนตัวจนทะลุออกมาตามจุดที่ร้อยไว้ได้
  3. คนไข้ที่มีโหนกแก้ม การร้อยไหมอาจจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นขึ้น
  4. หลังจากร้อยไหมเสร็จจะเกิดการบวมช้ำเล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าต้องใช้เข็มพร้อมเส้นไหมแทงผิวเข้าไป และจะหายจากการบวมก็อาจจะใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมก้างปลา

การร้อยไหม คือ การใช้เข็มสเตอไรด์ เครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เพื่อนำเส้นไหมที่เป็นไหมละลายเข้าไปใต้ผิวหนัง “การร้อยไหมก้างปลา” เพื่อยกกระชับผิวหน้าให้ได้รูปเรียว V-Shape สวยงาม เป็นการใช้เส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหมไว้กับผิวหนัง เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ซึ่งอาจทำให้มีรอยช้ำได้ มากกว่าไหมเรียบ หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม การร้อยไหมก้างปลา การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรก เชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม

ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้เส้นไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

การร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้าไว้ จึงช่วยให้ใบหน้าเกิดลักษณะ V-Shape ดูเรียวสวยงามยิ่งขึ้น การที่ได้รับรู้ทั้งข้อดี และข้อเสีย รวมถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น ทั้งหมดจะเป็นข้อมูลที่สำคัญใช้ประกอบการตัดสินใจว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อความสวยงาม ด้วยการร้อยไหมก้างปลาหรือไม่??

 

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ข้อเสียของไหมเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยง

ในปัจจุบัน การทำศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมอย่ามาก คือ “การร้อยไหม” ช่วยยกกระชับผิวหนังหน่อยคล้อยบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเรียวงามชวนให้น่ามอง ซึ่งการร้อยไหมนั้น เป็นการนำเส้นไหมชนิดพิเศษมาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม ทำให้ใบหน้าเกิดแรงตึง และยกกระชับ นองจากข้อดีของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) ยังมีข้อเสียที่เราไม่ทราบอีก และข้อเสียในอดีตของการร้อยไหมก้างปลา นำมาซึ่งวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงชนิดเส้นไหมที่ใช้ร้อยไหมในปัจจุบัน

มาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

เรามาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลากันก่อน ที่จริงการร้อยไหมไม่ใช่ของใหม่ มีมานานกว่า 10 ปี เกิดจากแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหมในยุดแรก ที่ได้รับความนิยมคือ “การร้อยไหมก้างปลา” (Aptos Threads) ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย ด้วยเหตุที่อุปมาเปรียบเทียบ เวลาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เงี่ยงของไหมก้างปลาก็จะเกาะเกี่ยวพยุงเนื้อเยื่อของใบหน้าเอาไว้เพื่อ ยกกระชับผิวหน้าไม่ให้ย้อยตกลงมา คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น การร้อยไหมก้างปลานั้น ทำได้ทั้งในผู้หญิง และ ผู้ชาย ไม่จำกัดช่วงอายุ การร้อยไหมก้างปลาจะเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรือต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับได้รูป

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ร้อยด้วยเส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) ด้วยลักษณะของเส้นไหม เป็นไหมมีลักษณะเส้นใหญ่ และมีเงี่ยงโผล่ทั้ง 2 ข้าง คล้ายๆ ฟัน หรือก้างปลา เป็นเส้นไหมนำเข้าจากอเมริกา และเกาหลี ให้ผลเทียบเท่าการทำศัลยกรรมดึงหน้าขนาดเล็ก ยกกระชับได้อย่างชัดเจน ไหมก้างปลา (BARB ) จะเน้นกลุ่มคนผู้ที่ต้องการยกกระชับหรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย  ผลลัพธ์ที่ได้จากการร้อยไหมก้างปลา คือช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape อย่างชัดเจน

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตา ยก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา ที่มีความหนาใหญ่ และเงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นไหมจำนวนหลาย การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะใช้เส้นไหม น้อยกว่าโดยประมาณเพียง 8-10 เส้นเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะยกกระชับใบหน้า และผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับอีกครั้ง

ข้อดี ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

การร้อยไหมด้วยไหมก้างปลา คือ เงี่ยงที่โผล่อออกมาจากตัวไหม และลักษณะเส้นที่ค่อนข้างหนาใหญ่ ทำให้ช่วยอุ้มพยุงเนื้อเยื่อผิวหน้าได้อย่างดี เห็นผลชัดเจนในเวลาอันสั้นหลังจากทำการร้อยไหม นอกจากนี้ยังใช้เส้นไหมน้อยในการยกกระชับใบหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ถึง 10 เส้น ลักษณะการร้อยไหมก้างปลา จะร้อยในชั้นลึกที่เรียกว่า SMAS ซึ่งจะช่วยยกกระชับได้ดี

ข้อเสีย ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) เส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา เพื่อยกกระชับเริ่มมีการใช้มาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไหมที่ใช้ในระยะแรกเป็นไหมชนิดมีเงี่ยงซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหม ข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา คือ ใช้เส้นไหมมีลักษณะหนาใหญ่ เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา อาจทำให้มีรอยช้ำได้มากกว่าไหมเรียบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและเทคนิคของแพทย์ผู้ร้อยไหม และมีลักษณะเป็นก้างปลา ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะมักเกิดปัญหา เมื่อใช้ไปเป็นระยะนานๆ ตัวก้างปลามักจะหัก ทำให้ผิวให้ผิวหน้าที่เคยตึง กระชับ กลับมาหย่อนคล้อยลงได้อีก หรือ อาจมีเงี่ยงของเส้นไหมโผล่ออกจากผิว ทำให้ต้องแก้ไขผ่าเอาออก หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม

การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรกเชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้ไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

จากแนวคิดที่ทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด “การร้อยไหมก้างปลา” จึงเป็นความนิยมในยุคแรก ของการศัลยกรรมร้อยไหมเพื่อความสวยงาม ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง ยกกระชับผิวหน้า ช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา จะเป็นหมุดช่วยยึดตรึงผิวหนังไว้ “การร้อยไหมก้างปลา” ในอดีตเป็นเส้นไหมชนิดที่ไม่ละลาย และมีลักษณะเส้นหนาใหญ่  ข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา จึงเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อของผิวหนัง หลังการร้อยไหมก้างปลาส่งผลให้เกิดใบหน้าบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม และอาจเกิดการอักเสบตามมา เมื่อระยะเวลาผ่านไปเส้นไหมอาจเกิดการหัก ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยตามเดิม ด้วยปัญหาข้อจำกัด และข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา ที่ใช้เส้นไหมชนิดเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยงโผล่ และไม่ละลายได้เองในอดีต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการศัลยกรรม และเทคนิคของแพทย์ผู้ชำนาญ การร้อยไหมก้างปลาได้เปลี่ยนไป เปลี่ยนเส้นไหมเป็นแบบ PDO ที่ละลายได้เองภายใน 4-6 เดือน เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ชนิดไหมเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) แต่ยังคงเอกลักษณ์คุณลักษณะของเงี่ยงที่ใช้ยึดติดยกกระชับผิวหนังดังเดิม ลักษณะเป็นเส้นคล้ายก้างปลาจึงใช้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ ไหมชนิดนี้อาจมีการใช้ชื่ออื่นๆ เช่น ไหมปากฉลาม หรือไหมกุหลาบ เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง หน้าเด็ก หน้าสวย เรียวได้รูป ซึ่งในปัจจุบันวิวัฒนาการ ๆ ได้เกิดชนิดเส้นไหมต่างๆ มากมาย เพื่อตอบโจทย์ศัลยกรรมความงามประเภทการร้อยไหมมากขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจร้อยไหม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหม