HIFU เห็นผลในกี่เดือน

ก่อนจะไปสู่คำตอบของคำถามนี้ สาว ๆ ทุกคน คงรู้จักเทคโนโลยีความงามนี้กันอย่างดี เพราะมาแรงมาก ในช่วงหลัง ซึ่ง Hifu ก็คือเครื่องมือที่สามารถยกกระชับใบหน้าของคุณให้ไม่หย่อยคล้อย ลดริ้วรอยต่าง ๆ และ คืนความใสสู่ใบหน้าของคุณให้อ่อนเยาว์อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่เราอยากให้คุณสำรวจตัวเองอีกครั้งก่อนทำ ว่าคุณอายุอยู่ในเกณฑ์การเข้าการรักษาไหม และมีบริเวณใดบ้างที่อยากรักษเป็นพิเศษ เพราะเทคโนโลยี HIFU มีโปรแกรมการรักษาที่สอดรับทุกการต้องการของสาว ๆ เลยทีเดียวล่ะ

HIFU คืออะไร

เทคโนโลยี HIFU มีชื่อย่อมาจากคำว่า High Intensity Focused Ultrasound หรือ ว่าง่าย ๆ ก็คือการส่งคลื่นความถี่เสียง ลงสู่ชั้นผิวหนังแบบเฉพาะจุด เพื่อกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมีในชั้นผิวหนัง ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง โดยเครื่องมือ HIFU จะทำให้เกิดความร้อนในความลึกของแต่ละชั้นผิว กระตุ้นให้เกิด Collagen โดยพลังงานความถี่เสียงที่ส่งลงไปอย่างสม่ำเสมอ เสมือนกับการเย็บผิวชั้นนั้นให้หดตัว กระชับ และ ยกตัวขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยและลดริ้วรอย จากโครงสร้างภายในชั้นผิวอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด และ นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญหัวข้อแรก ๆ ที่ครองใจบรรดาสาวน้อยใหญ่เทคะแนนให้ เพราะนอกจาก “ความสวย รอไม่ได้” แล้ว แต่ขอไม่เจ็บด้วย ยิ่งดีเลย

HIFU เหมาะกับใครบ้าง และใช้เวลาเห็นผลนานแค่ไหน

เทคโนโลยีดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อย ซึ่งมีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และ มีปัญหาหนังตาตก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ยกใบหน้ากระชับ ยกแนวคิ้วขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ลดเหนียวใต้คาง โดย เนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จะเห็นผลชัดเจน และ ผิวเรียบเนียนตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไปขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้และการดูแลตนเองให้ดี ตั้งแต่ก่อนทำและหลังทำ และเมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว จะคงสภาพผิวได้อยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีเลยทีเดียว

สามารถทำโปรแกรม HIFU ได้บริเวณใดของร่างกายบ้าง

เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถส่งคลื่นสู่ชั้นผิวได้เฉพาะจุดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว หรืออาจกล่าวได้ว่า สามารถทำให้ทุก ๆ บริเวณทั่วร่างกาย (ยกเว้นส่วนของข้อต่อ เนื่องจากเป็นส่วนที่ยาก ต่อการคงสภาพ และใช้งานหนัก) ซึ่งบริเวณที่ได้รับความนิยม จะเป็นบริเวณที่เมื่อทำแล้วจะเห็นผลชัดเจน ได้แก่ บริเวณใบหน้า – หน้าผาก , เปลือกตาบน , ใต้ตา , กรอบหน้า , พวงแก้ม , ร่องแก้ม , ร่องมุมปาก , เหนียง และ คอ
บริเวณร่างกาย – หน้าท้อง , เอว , สะโพก , ต้นแขน และ ต้นขา

ควรเลือกทำ HIFU ที่ไหน และวิธีการเลือกโปรแกรมบริการและจำนวนช๊อต

ผู้ที่สนใจใช้บริการ HIFU จะต้องศึกษาข้อมูลในคลินิกต่าง ๆ ให้มาก เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และ การบริการ โดยขั้นตอนในการตัดสินใจ มี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  1. ยี่ห้อเครื่อง HIFU จะได้ผลดี เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลัก เพราะถ้าเครื่องยิงความถี่เกรดต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ บางช๊อตแรงมาก บางช๊อตเบามาก ทำให้คุณหมอไม่กล้าใช้พลังงานสูงจนเกินไป เพราะช๊อตที่แรงมาก อาจจะทำให้ผิวไหม้ได้เลย, การทำงานที่ไม่ Focus เฉพาะจุด บางจุดร้อน บางจุดไม่ร้อน ทำให้เห็นผลลัพธ์น้อยลง, อีกทั้งถ้าเครื่องคุณภาพต่ำ รอบการประมวลผลจะช้าใช้เวลายิงนานขึ้น แต่ผลลัพธ์เท่าเดิม
  2. ราคาการให้บริการ จากแพ็คเกจการให้บริการหลากหลายที่จะเห็นได้ว่ามีราคาที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากยี่ห้อเครื่องยิง ว่าเป็นเกรดใด โดยเฉพาะกรณีไม่จำกัดจำนวนช๊อต ก็ต้องถามเงื่อนไขให้ดี เพราะทุกการให้บริการย่อมมีต้นทุนหัวยิงและเปลี่ยนหัวเมื่อจำนวนช็อตหมด
  3. แพทย์ผู้ทำ ในข้อนี้ส่งผลไม่มากนัก เพราะการทำ HIFU มีรูปแบบการยิงที่ชัดเจน ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน แต่ก็อาจจะมีบางบริเวณที่อาจจะพิถีพิถัน อาทิ ถุงใต้ตา หนังตาตก หรือยกมุมแก้ม แต่ก็นับได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการโบท๊อก หรือร้อยไหมมากนัก
  4. การดูแลหลังการรักษา ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มีความคาดหวัง จากการบริการที่เกินจริง ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดังใจหวัง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากบางคลินิกมีการโฆษณาชวนเชื่อ และภาพตัดต่อที่เกินจริง อีกทั้งคนไข้ไม่ได้คุยกับหมอโดยตรง แต่คุยผ่านเซลล์ที่ให้คำแนะนำเท่านั้น จึงอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ให้การรักษา และคนไข้ หากเป็นคลินิกที่มีความรับผิดชอบ ย่อมสามารถแก้ไขให้คนไข้พึงพอใจได้ โดยสามารถดูได้จาก รีวิวตามสื่อต่าง ๆ ที่เป็นกลาง

HIFU กี่ช็อตเห็นผล และวิธีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

  • HIFU เห็นผลในกี่ช็อต เป็นคำถามที่หลากคนตั้งไว้ในใจ เพราะนับว่าเป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง ในการตัดสินใจเลือกการให้บริการด้วย เพราะการเลือกจำนวนช็อตที่มากไปก็ส่งผลเสียได้รูปทรงที่ผิดรูป หรือเลือกจำนวนช็อตที่น้อยไปก็ไม่เห็นผลเช่นกัน จึงต้องปรึกษาคุณหมอให้ดีก่อน เพราะคนไข้แต่ละท่านแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพผิวที่หย่อนคล้อย ปริมาณไขมันบนใบหน้า และความคาดหวังที่ต้องการได้ หากได้รับการประเมินก่อนการรักษา จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • HIFU เจ็บไหม เราจะเห็นโฆษณาต่าง ๆ ว่าการทำ HIFU เห็นผลทันทีและไม่เจ็บ ซึ่งเป็นความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะการทำ HIFU ให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ จะส่งผลให้ผิวมีความตึง ๆ รู้สึกปวดเล็กน้อยบริเวณผิวที่ทำการยิง แต่หากเป็นแพคเกจที่มีความเข้มข้นสูง ส่งผลลัพธ์ยาวนาน ก็จะต้องขอบอกว่าเจ็บเลยทีเดียวล่ะ แต่ก็ถือว่าเบากว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ มากแล้ว
  • HIFU อยู่ได้กี่เดือน โดยส่วนใหญ่แล้วหลังทำจะเห็นผลทันทีราว ๆ 20%  ชั้นผิวจะหดตัวจากความร้อนที่ FOCUS ลงใต้ผิว 60-70 องศา โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน และ ผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้นภายใน 2-3 เดือน และจะคงสภาพนั้น 5 ถึง 6 เดือน หรือ บางโปรแกรมส่งผลลัพธ์ชัดและคงสภาพได้นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกมากับจำนวนช็อตที่มากและการเจ็บที่มากกว่า

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ

เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนในชั้นผิว ผู้ที่ต้องการเข้ารับโปรแกรม HIFU นั้น จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้สมบูรณ์พร้อม ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ควร 5 หมู่ เนื่องการกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้ระบบต่าง ๆ ทั้งระบบย่อย ระบบการหมุนเวียนเลือด ทำงานได้อย่างครบวงจร และจะเอื้อต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำ

  • ควรใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้ยาวนาน
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • หากมีอาการเมื่อยล้า หรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ไม่ควรถู หรือ นวดหน้าแรง ๆ
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อการทำงานของปอด ที่รับหน้าที่สูบฉีดระบบไหลเวียนเลือด
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว

ข้อควรระวัง

แม้ได้รับการยอมรับว่าเทคโนโลยี HIFU มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสมอ เพราะสภาพผิวของแต่ละคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน จึงจะได้ผลลัพธ์ที่เกมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากที่สุด การที่มีอาการปวดตึงเล็กน้อย หลังทำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการมุมปากตก ยกคิ้วลำบาก ให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำโดยทันที

 

 

 

ร้อยไหมจมูกคุ้มค่าจริงหรือไม่?

การร้อยไหมจมูกคืออะไร?

ในปัจจุบันการศัลยกรรมเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย เพราะมีธุรกิจเกี่ยวกับการเสริมความงามเกิดขึ้นมากมายและมีราคาที่เอื้อมถึงได้ รวมถึงความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ทำให้การศัลยกรรมไม่น่ากลัวอีกต่อไป หนึ่งในตัวเลือกที่ผู้คนให้ความนิยมอย่างแพร่หลายคือ การร้อยไหมจมูก เพราะมีขั้นตอนการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยากและราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนเป็นอย่างมาก โดยมีไหมหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน ส่วนมากจะนิยมใช้ไหมละลาย  อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PCL   โดยแพทย์จะใช้ไหมร้อยเข้าไปในจมูก ก่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อสร้างเนื้อจมูกขึ้นมาใหม่ แต่การเลือกวิธีร้อยไหมจมูกนั้น จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ตามปัญหาของแต่ละบุคคล

 ส่วนมากหากคนไข้ต้องการปรับแต่งรูปจมูกอย่างถาวร แพทย์มักจะไม่แนะนำวิธีการร้อยไหม เพราะวิธีการร้อยไหมไม่สามารถคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้อย่างถาวร ไหมจะอยู่ได้ 6 เดือน – 5 ปี เท่านั้น ตามคุณภาพของไหมแต่ละชนิดและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล การร้อยไหมจมูกจึงเหมาะกับผู้ที่เนื้อจมูกน้อย กลัวการผ่าตัด หรือต้องการปรับแต่งจมูกเพียงเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมชาติ หรือผู้ที่เร่งรีบและไม่ต้องการพักฟื้นหลังจากทำการปรับแต่งจมูก การร้อยไหมจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหลังจากทำเสร็จทันที แต่จะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ไหมละลายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไหมอีกด้วย เพราะไหมแต่ละชนิดใช้เวลาในการละลายไม่เท่ากัน และผลลัพธ์ของการร้อยไหมจมูกส่วนหนึ่งก็มาจากการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ชนิดของไหมที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย

  1. ไหม POD เป็นไหมที่นิยมอย่างกว้างขวางมากในประเทศไทย มีความปลอดภัยสูง ถูกพัฒนาโดยประเทศเกาหลี เส้นไหมชนิดนี้ใช้เวลาในการละลายภายใน 4-6 เดือน
  2. ไหม PLLA สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้ดีที่สุด เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 12-18 เดือน
  3. ไหม PCL มีลักษณะเส้นที่ใหญ่ มีความยืดหยุ่นสูง แต่มีความเปราะบางง่าย จะทำให้ทรงจมูกเห็นชัดเจนมากกว่าไหมชนิดอื่นๆ เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 18 – 24 เดือน

ทั้งนี้การเลือกใช้เส้นไหมแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์  ซึ่งเส้นไหมแต่ละชนิดสามารถนำมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและระยะเวลาในการใช้งานได้ แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์หลังจากที่ทำการร้อยไหม เพราะจะเป็นการยืดอายุการใช้งานหรือลดอายุการใช้งานของเส้นไหมได้นั่นเอง

ข้อดีของการร้อยไหมจมูก

  1. ได้ทรงจมูกที่เป็นธรรมชาติกว่าการเสริมด้วยซิลิโคลนหรือการฉีดฟิลเลอร์ เพราะการร้อยไหมเป็นปรับแต่งหรือเสริมรูปจมูกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  2. การร้อยไหมนั้นมีความปลอดภัยสูงกว่าการปรับแต่งทรงจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะไม่ต้องผ่าตัดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเลือด อวัยวะที่สำคัญ เส้นไหมจะละลายได้เองโดยไม่มีสารตกค้าง พร้อมกับสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อเพิ่มความกระชับให้จมูกหลังจากที่เส้นไหมละลาย
  3. ลดความเสี่ยงของทรงจมูกที่ไม่พึงพอใจ การร้อยไหมนั้นสามารถละลายหายไปได้เองภายใน 6 -18 เดือน ขึ้นอยู่กับไหมแต่ละชนิด ซึ่งหากการปรับแต่งรูปจมูกไม่เป็นที่น่าพอใจ ผลลัพธ์จะหายไปเองตามระยะเวลาของเส้นไหม แต่ถ้าปรับแต่งจมูกโดยการเสริมด้วยซิลิโคลนอาจจะต้องมีการแก้ไขด้วยการผ่าตัดซึ่งอาจจะทำให้รูปจมูกเกิดการเปลี่ยนแปลงและเสียเงินมากขึ้นกว่าเดิม
  4. ไม่ต้องพักฟื้น หลังจากทำการร้อยไหม ท่านจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลตัวเองที่ไม่ยุ่งยากเหมือนการวิธีการอื่นๆในการปรับแต่งรูปจมูก เช่น การเสริมจมูกด้วยซิลิโคลน ที่ต้องทำการพักฟื้นเป็นเวลานาน และมีขั้นตอนการดูแลตัวเองที่ยุ่งยาก
  5. คนที่มีเนื้อจมูกน้อยไม่สามารถเสริมจมูกโดยใช้ซิลิโคลน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการทะลุภายหลัง แต่การร้อยไหมสามารถช่วยปรับแต่งรูปจมูกแทนการเสริมด้วยซิลิโคลนได้อย่างปลอดภัย

ข้อเสียของการร้อยไหมจมูก

  1. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร เพราะการร้อยไหมนั้นจะทำให้จมูกอยู่เป็นทรงชัดเจนตามระยะเวลาของเส้นไหมแต่ละชนิด บางชนิดอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน แต่บางชนิดอยู่ได้นานหลายปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากได้ทำการร้อยไหมบริเวณจมูกด้วย
  2. หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญในการร้อยไหมมากพอ อาจทำให้ผิวหนังย่น ขรุขระ หรือผิดรูปได้ และอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตหากทำพลาด
  3. การสร้างอิลาสตินมากเกินไปอาจก่อให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนังได้ ทำให้จมูกผิดรูปและต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  4. การร้อยไหมมีราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ ก็จริง แต่หากมีการร้อยไหมหลายเส้นมากเกินไป ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงตามจำนวนเส้นไหม ทางเลือกในการเสริมจมูกด้วยซิลิโคลนหรือฟิลเลอร์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการร้อยไหมจมูก

วิธีการเตรียมตัวก่อนจะไปร้อยไหมจมูก

การร้อยไหมจมูกไม่มีขั้นตอนการเตรียมตัวที่ยุ่งยาก เพราะหลังจากที่ร้อยไหมเสร็จเรียบร้อยนั้น ท่านสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องทำการพักฟื้น

  1. ควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจมูกให้เรียบร้อย
  2. หากเกิดอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด มีน้ำมูก เป็นไซนัส ควรงดการร้อยไหมบริเวณจมูกออกไปก่อน พร้อมกับปรึกษาแพทย์ในการแก้ไขปัญหา
  3. งดการกินยาหรือวิตามินที่จะทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินE และอาหารแสลง อาหารหมักดอง

วิธีการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมจมูก

  1. งดการนอนตะแครงหรือนอนคว่ำ เพราะจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณที่ร้อยไหมได้
  2. ทานยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อลดอาการบวมและอาการอักเสบ โดยงดยาที่จะส่งผลกระทบต่อเลือด เช่น วิตามิน E ยาแอสไพริน  
  3. หลังจากการร้อยไหม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหมเป็นเวลาประมาณ 14 วัน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ งดการแคะจมูกหรือสูดดมอย่างแรง
  4. งดการทำกิจกรรมเสริมความงามบริเวณผิวหน้า เช่น การทำเลเซอร์ การทำทรีตเม้นต์ การนวดหน้า การขัดหรือถูหน้าด้วยความแรง
  5. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือของแสลงต่าง ๆ เช่น ของหมักดอง ของดิบ เป็นต้น เพราะอาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการบวมช้ำได้

การร้อยไหมบริเวณจมูกนั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการปรับแต่งรูปทรงจมูกให้สวยงามขึ้น หรือแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยบริเวณจมูก เพราะจะทำให้จมูกสวยเป็นธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลอีกด้วยว่ามีปัญหาในเรื่องอะไร ศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจคือสิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนจะทำการเสริมความงาม เพราะจะได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและถูกต้อง ในปัจจุบันการทำธุรกิจเสริมความงามเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีคลินิกเสริมความงามก่อตั้งขึ้นมากมายให้เลือกใช้บริการ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการเลือกคลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการรับรองและถูกกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการเสริมความงามและป้องกันผลเสียในภายหลัง เพราะการเสริมความงามมีความเสี่ยงหมดทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้การปรับแต่งรูปทรงจมูกโดยการร้อยไหมนั้นคุ้มค่าหรือไม่? คงจะขึ้นอยู่กับความพอใจในผลลัพธ์และปัญหาที่ต้องการแก้ไขของแต่ละบุคคล เพราะในปัจจุบันวงการเสริมความงามมีเทคโนโลยีทันสมัยมากมายในการปรับแต่งรูปทรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมโดยใช้ซิลิโคลน การฉีดฟิลเลอร์  และการร้อยไหมจมูกนั้นก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีเทคนิคพิเศษที่จะช่วยให้สาว ๆ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น