UITHERA ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

สภาพแวดล้อมในปัจจุบันทั้งมลภาวะ สิ่งแวดล้อม อาทิ แสงแดดที่มีรังสียูวีเอ ฝุ่นละออง มลพิษจากท่อไอเสียบนท้องถนน การใช้ชีวิตในแต่ละวัน ทั้งไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ทานอาหารไม่เพียงพอ การพักผ่อน เพราะหากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จะขาดโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ที่ช่วยในเรื่องความอ่อนเยาว์ ซึ่งจะหลั่งในขณะหลับ ตลอดจนความเครียด ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ กระชับ เรียบเนียน หากเครียดเรื้อรัง เซลล์ผิวหนังจะเสื่อมลงและผิวขาดความยืดหยุ่น เกิดความหย่อนคล้อย รวมถึงปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การสร้างสารประกอบในผิวหนังลดลง ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจน อิลาสติน เป็นต้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดปัญหาผิวตามมามากมาย ทั้งเกิดการหย่อนคล้อยของผิวชั้นลึกสุดหรือที่เรียกว่าชั้น SMAS สูญเสียคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวไม่เต่งตึงเหมือนเดิม และบวกกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของร่างกายโดยเฉพาะผิวพรรณจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่อายุเลข 3 ปลายๆ เป็นต้นไป ความหย่อนคล้อยของผิวที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้ดูมีอายุและขาดความมั่นใจ ดังนั้นนอกจากการดูแลสุขภาพที่ดี การหาตัวช่วยคืนความกระชับให้ผิวอย่างการทำ ULTHERAPY หรือบางคนเรียกสั้น ๆ ว่า ULTHERA คืออีกหนึ่งทางเลือกในการคงความอ่อนเยาว์ให้ยืนยาว

ULTHERA คืออะไร?

ULTHERA เป็นการใช้พลังงานคลื่น Ultrasound ลงไปในชั้นผิวหนังระดับลึกที่เรียกว่า SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังที่คอยพยุงโครงร่างผิวหนังที่ดึงรั้งยกกระชับรูปหน้าเราไว้ นวัตกรรมใหม่ล่าสุดในวงการแพทย์ผิวหนัง ต้องบอกแบบนี้ว่าในอดีตการจะลงไปแก้ใขผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ ศัลยแพทย์ต้องผ่าตัดเย็บดึงผิวชั้น SMAS ให้ยกกระชับขึ้น แต่ปัจจุบันนี้การใช้เครื่อง ULTHERA เปรียบเสมือนแทนเข็มเย็บโดยใช้คลื่นเสียงเปลี่ยนเป็นความร้อนใต้ผิวหนัง ลงไปกระชับปรับรูปหน้าได้และไม่มีแผลตามมา โดยใช้เวลาในการรักษาประมาณ 30-45 นาที หลังการทำสามารถแต่งหน้าได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว ผลลัพธ์หลังจากทำการรักษาเสร็จ จะรู้สึกถึงผิวตึงกระชับเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยจางลง ใบหน้าจะยกกระชับ และผลลัพธ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อยตามคอลลาเจนใหม่ที่สร้างขึ้นมา

ULTHERA ทำงานอย่างไร?

ULTHERA ใช้เทคโนโลยีการปล่อยพลังงานคลื่นเสียงที่มีความเฉพาะเจาะจงไปยังผิวหนัง แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนจุดเล็กๆลงลึกสู่ใต้ชั้นผิวหนัง มุ่งเป้าหมายไปยังรอยต่อของชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน SMAS โดยเน้นกระตุ้นที่เซลล์ไฟโบรลาสต์ของชั้น SMAS ให้มีการหดตัวเหมือนกับการเย็บเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใหม่ ซึ่งเป็นหลักการแบบเดียวกับการดึงหน้าด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งเทคโนโลยีอื่น ๆ ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ยกเว้นการทำศัลยกรรม อัลเทอร่า จะส่งผ่านความร้อนนี้จะลงเป็นจุดเล็ก ๆ ที่มีระยะห่างระหว่างจุดเท่า ๆ กันประมาณ 1 มม. จึงมีความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิว และ ยังสามารถลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำการรักษา โดยแพทย์สามารถเห็นสภาพผิวหนังที่กำลังรักษาผ่านหน้าจอเครื่องตลอดเวลา นำมาซึ่งการรักษาที่แม่นยำสูง และ ได้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า ขบวนการรักษาทั้งหมดนี้จะไปกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ผิวค่อย ๆ ตึง เรียบเนียนขึ้นทีละน้อย ดูเป็นธรรมชาติ จึงทำให้มีความปลอดภัยสูง และ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ULTHERA จะใช้ได้ผลดีกับ ?

หากเปรียบผิวคนเราดั่งแอปเปิ้ล เมื่อลูกแอปเปิ้ลเพิ่งถูกเก็บมาใหม่ ผิวแอปเปิ้ลจะมีความเรียบเนียน เต่งตึง ไม่ต่างจากเราตอนเด็ก ๆ แต่ยิ่งเราอายุมากขึ้น ผิวก็ยิ่งเสื่อมโทรม เหมือนกับแอปเปิ้ลที่ถูกเก็บมาเป็นเวลานาน อีลาสตินและคอลลาเจนในผิวจะถูกย่อยสลายไปตามกาลเวลา เพราะถูกทำร้ายจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งมลภาวะ อนุมูลอิสระ แสงแดด หรือแม้กระทั่งแรงโน้มถ่วงโลก รวมไปถึงความแก่ชราตามสภาพร่างกาย ส่งผลให้เกิดจุดด่างดำ ริ้วรอย ความเหี่ยวย่น ผิวหย่อนคล้อย และร่องลึกตามบริเวณใบหน้า โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเคยชิน ที่เห็นหน้าตัวเองอยู่ทุกวัน กว่าจะรู้ว่าผิวสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินไปมากแล้ว จากหน้าตาที่เคยเป็นหนุ่มสาวกลับเปลี่ยนแปลง ดูแก่ลงจนสังเกตได้ ทั้งหนังตาห้อย หนังตาตก คิ้วตก กรอบหน้าไม่ชัด แก้มห้อย หน้าย้อย มุมปากตก มีเหนียงบริเวณคาง ลำคอนิ้วมือเหี่ยวย่น เป็นต้น ดังนั้น หากต้องการยกกระชับรูปหน้าให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิวให้เต่งตึงอีกครั้ง จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป เพราะนั่นอาจเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ หากแต่การวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั้น ทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างชั้นผิวของเราก่อน เพื่อเข้าใจวิธีการทำงานของ ULTHERA มากขึ้น

ULTHERA จะใช้ได้ผลดีกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยดึงหน้าและยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น หน้าดูเด็กลง ยกคิ้ว แก้ปัญหาหนังตาตก รวมทั้งดึงกระชับขอบตาล่างที่หย่อนยาน ช่วยลดถุงใต้ตาโดยไม่ต้องผ่าตัด ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ลดเหนียง คาง 2 ชั้น และ ยกกระชับผิวบริเวณลำคอ เนินอกและส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ให้ตึงเรียบเนียน นอกจากนี้ ULTHERA ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการจะปรับรูปหน้าให้ใบหน้าเรียวขึ้น

ULTHERA เหมาะสำหรับใคร?

อายุที่แนะนำสำหรับการทำ ULTHERA  อยู่ระหว่างอายุ 35-60 ปี ซึ่งอายุตั้งแต่ 30 ปี จะเป็นช่วงที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏให้เห็น อีกทั้งคอลลาเจนเริ่มเสื่อม และร่างกายไม่สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่แล้ว ส่วนอายุตั้งแต่ 60 ปี เป็นช่วงที่ผิวมีริ้วรอย ร่องลึก และสัญลักษณ์ของความแก่ชราให้เห็นอย่างชัดเจน การทำ ULTHERA จะช่วยให้ผิวเนียนเรียบขึ้น ริ้วรอย และอายุผิวลดลง อีกทั้งใบหน้าได้รูป ยกกระชับ มีมิติมากขึ้น การเริ่มต้นดูแลตัวเอง และผิวพรรณตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี เมื่ออายุยังน้อยควรหาวิธียืดอายุความอ่อนเยาว์ของผิวให้ได้นานที่สุด ดังนั้นอายุประมาณ 25 ปี ก็สามารถเริ่มทำ ULTHERA ได้แล้ว เนื่องจากวัยนี้ผิวเริ่มบางลง และส่งสัญญาณความเสื่อมสภาพ และความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีลดลงเรื่อยๆ รวมทั้งคอลลาเจน และความยืดหยุ่นของผิวลดลงประมาณปีละ 1% ซึ่งการทำ ULTHERA จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ ยิ่งทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุก 1-2 ปี ผิวจะอ่อนเยาว์กว่าอายุนานนับ 10 ปีทีเดียว

ทั้งนี้บางครั้งการหาตัวช่วยดี ๆ ที่ทันสมัยและมีความปลอภัยสูงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวคุณเอง ในเมื่อมันเป็นวัฏจักรของชีวิตและกายภาพ เราจะดูแล รูปร่างหน้าตาผิวพรรณอย่างไร ให้มีสุขภาพดีและคงความอ่อนเยาว์วัยได้ ส่วนหนึ่งของการมีผิวพรรณที่ดี ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ กินผักและผลไม้ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เมื่ออายุที่เพิ่มมากขึ้นบวกกับการดูแลรักษาผิวที่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถปฏิบัติหรือดูแลผิวพรรณของตนเองให้ดีเหมือนแต่ก่อนได้ เทคโนโลยีสามารถตอบโจทย์การรักษาที่รวดเร็วและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ความมั่นใจถือเป็นกระบวนการคิดอันดับแรก ๆ ของการตัดสินใจ และที่สำคัญเรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราเริ่มแก่ขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าเราแก่หรือเปล่า วิธีง่าย ๆ ลองส่องดูกระจกแล้วมองไปที่ลำคอ คางแก้ม ร่องแก้ม ระหว่างคิ้วและหน้าผาก ลองวนซ้ำไปซ้ำมาสัก 3-4 รอบ แล้วเปรียบเทียบว่าคุณในวันนี้กับคุณเมื่อ 5 ปีก่อน ต่อไปเราจะแก่ไปอีกขนาดไหน เราไม่สามารถหยุดอายุไม่ให้มากขึ้นได้ในโลกนี้ สามอย่างที่ไม่มีวันย้อนกลับได้ คือ เวลา โอกาศ และ สายน้ำ ในเมื่อ เวลาไม่สามารถหวนคือได้อายุก็เช่นกัน แต่เราสามารถหยุดร่างกาย ใบหน้า ให้ไม่เดินตามอายุได้ สำหรับทุกคนโดยเฉพาะสาว ๆ แม้ไม่สามารถหยุดเวลาในชีวิตจริงได้ แต่เวลาผิวเราเลือกที่จะหยุดมันไว้ได้ เพื่อให้เราได้เก็บความสดใส เก็บวัยเยาว์ไว้ให้อยู่กับเราได้เสมอ

 

 

 

 

 

 

 

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ข้อเสียของไหมเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยง

ในปัจจุบัน การทำศัลยกรรมความงามที่ได้รับความนิยมอย่ามาก คือ “การร้อยไหม” ช่วยยกกระชับผิวหนังหน่อยคล้อยบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเรียวงามชวนให้น่ามอง ซึ่งการร้อยไหมนั้น เป็นการนำเส้นไหมชนิดพิเศษมาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบ ๆ เส้นไหม ทำให้ใบหน้าเกิดแรงตึง และยกกระชับ นองจากข้อดีของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) ยังมีข้อเสียที่เราไม่ทราบอีก และข้อเสียในอดีตของการร้อยไหมก้างปลา นำมาซึ่งวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงชนิดเส้นไหมที่ใช้ร้อยไหมในปัจจุบัน

มาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

เรามาทำความรู้จักกับการร้อยไหมก้างปลากันก่อน ที่จริงการร้อยไหมไม่ใช่ของใหม่ มีมานานกว่า 10 ปี เกิดจากแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด การร้อยไหมในยุดแรก ที่ได้รับความนิยมคือ “การร้อยไหมก้างปลา” (Aptos Threads) ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา เป็นไหมชนิดที่ไม่ละลาย ด้วยเหตุที่อุปมาเปรียบเทียบ เวลาร้อยเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง เงี่ยงของไหมก้างปลาก็จะเกาะเกี่ยวพยุงเนื้อเยื่อของใบหน้าเอาไว้เพื่อ ยกกระชับผิวหน้าไม่ให้ย้อยตกลงมา คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น การร้อยไหมก้างปลานั้น ทำได้ทั้งในผู้หญิง และ ผู้ชาย ไม่จำกัดช่วงอายุ การร้อยไหมก้างปลาจะเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง หรือต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับได้รูป

ร้อยไหมก้างปลา (BARB) ร้อยด้วยเส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) ด้วยลักษณะของเส้นไหม เป็นไหมมีลักษณะเส้นใหญ่ และมีเงี่ยงโผล่ทั้ง 2 ข้าง คล้ายๆ ฟัน หรือก้างปลา เป็นเส้นไหมนำเข้าจากอเมริกา และเกาหลี ให้ผลเทียบเท่าการทำศัลยกรรมดึงหน้าขนาดเล็ก ยกกระชับได้อย่างชัดเจน ไหมก้างปลา (BARB ) จะเน้นกลุ่มคนผู้ที่ต้องการยกกระชับหรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย  ผลลัพธ์ที่ได้จากการร้อยไหมก้างปลา คือช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape อย่างชัดเจน

การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตา ยก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา ที่มีความหนาใหญ่ และเงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้เส้นไหมจำนวนหลาย การร้อยไหมก้างปลา (BARB) จะใช้เส้นไหม น้อยกว่าโดยประมาณเพียง 8-10 เส้นเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะยกกระชับใบหน้า และผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับอีกครั้ง

ข้อดี ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB)

การร้อยไหมด้วยไหมก้างปลา คือ เงี่ยงที่โผล่อออกมาจากตัวไหม และลักษณะเส้นที่ค่อนข้างหนาใหญ่ ทำให้ช่วยอุ้มพยุงเนื้อเยื่อผิวหน้าได้อย่างดี เห็นผลชัดเจนในเวลาอันสั้นหลังจากทำการร้อยไหม นอกจากนี้ยังใช้เส้นไหมน้อยในการยกกระชับใบหน้า ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ถึง 10 เส้น ลักษณะการร้อยไหมก้างปลา จะร้อยในชั้นลึกที่เรียกว่า SMAS ซึ่งจะช่วยยกกระชับได้ดี

ข้อเสีย ของการร้อยไหมก้างปลา (BARB) เส้นไหมที่มีเงี่ยง

การร้อยไหมก้างปลา เพื่อยกกระชับเริ่มมีการใช้มาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไหมที่ใช้ในระยะแรกเป็นไหมชนิดมีเงี่ยงซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหม ข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา คือ ใช้เส้นไหมมีลักษณะหนาใหญ่ เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา อาจทำให้มีรอยช้ำได้มากกว่าไหมเรียบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและเทคนิคของแพทย์ผู้ร้อยไหม และมีลักษณะเป็นก้างปลา ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแล้ว เพราะมักเกิดปัญหา เมื่อใช้ไปเป็นระยะนานๆ ตัวก้างปลามักจะหัก ทำให้ผิวให้ผิวหน้าที่เคยตึง กระชับ กลับมาหย่อนคล้อยลงได้อีก หรือ อาจมีเงี่ยงของเส้นไหมโผล่ออกจากผิว ทำให้ต้องแก้ไขผ่าเอาออก หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม

การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรกเชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้ไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

จากแนวคิดที่ทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด “การร้อยไหมก้างปลา” จึงเป็นความนิยมในยุคแรก ของการศัลยกรรมร้อยไหมเพื่อความสวยงาม ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง ยกกระชับผิวหน้า ช่วยให้ได้ใบหน้าเรียว V shape ด้วยลักษณะของเส้นไหมที่มีเงี่ยงโผล่ออกมาทั้ง 2 ข้าง ลักษณะคล้ายๆ ฟันปลา หรือก้างปลา จะเป็นหมุดช่วยยึดตรึงผิวหนังไว้ “การร้อยไหมก้างปลา” ในอดีตเป็นเส้นไหมชนิดที่ไม่ละลาย และมีลักษณะเส้นหนาใหญ่  ข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา จึงเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อของผิวหนัง หลังการร้อยไหมก้างปลาส่งผลให้เกิดใบหน้าบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม และอาจเกิดการอักเสบตามมา เมื่อระยะเวลาผ่านไปเส้นไหมอาจเกิดการหัก ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยตามเดิม ด้วยปัญหาข้อจำกัด และข้อเสียของการร้อยไหมก้างปลา ที่ใช้เส้นไหมชนิดเส้นใหญ่ที่มีเงี่ยงโผล่ และไม่ละลายได้เองในอดีต แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการศัลยกรรม และเทคนิคของแพทย์ผู้ชำนาญ การร้อยไหมก้างปลาได้เปลี่ยนไป เปลี่ยนเส้นไหมเป็นแบบ PDO ที่ละลายได้เองภายใน 4-6 เดือน เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ชนิดไหมเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) แต่ยังคงเอกลักษณ์คุณลักษณะของเงี่ยงที่ใช้ยึดติดยกกระชับผิวหนังดังเดิม ลักษณะเป็นเส้นคล้ายก้างปลาจึงใช้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าได้ ไหมชนิดนี้อาจมีการใช้ชื่ออื่นๆ เช่น ไหมปากฉลาม หรือไหมกุหลาบ เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อยของผิวหนัง หน้าเด็ก หน้าสวย เรียวได้รูป ซึ่งในปัจจุบันวิวัฒนาการ ๆ ได้เกิดชนิดเส้นไหมต่างๆ มากมาย เพื่อตอบโจทย์ศัลยกรรมความงามประเภทการร้อยไหมมากขึ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจร้อยไหม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหม

 

ร้อยไหมยกแก้ม หน้าเด็ก หน้าสวย เพิ่มความสวยกระชับใบหน้า

คนเราทุกคนอยากให้ตัวเองดูดี หน้าเด็ก หน้าสวย และอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงทำให้เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง หนึ่งในเทคนิคเหล่านั้นที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย

การร้อยไหมยกแก้ม คือ เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลาย และโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย วิธีนี้มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ขั้นตอนการทำ และความเสี่ยงอย่างไรบ้าง รายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นว่าจะเพิ่มความกระชับบนใบหน้าด้วยวิธีร้อยไหมยกแก้มดีหรือไม่?

ร้อยไหมยกแก้ม คืออะไร?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิควิธียกกระชับผิวหน้าบริเวณแก้ม โดยจะมีจุดที่ดึงคือ บริเวณแก้มส่วนล่าง และจุดที่ยึดอยู่บริเวณขมับ ดึงเข้าหากันจึงสามารถดึงแก้มที่หย่อนขึ้นได้ทันที ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณแก้ม ร่องจมูก ขากรรไกร หน้าผาก โดยใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง การทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิว และกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง ทั้งยังช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณดังกล่าวมากขึ้น

วัสดุที่ปลอดภัย ใช้สำหรับร้อยไหมยกแก้ม  

แบ่งได้มี 3 ชนิด คุณลักษณะแต่ละประเภทดังนี้

  • PCL (Polycaprolactone) ละลายหมดภายใน 18-24 เดือน เส้นสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด เส้นใหญ่ที่สุด
  • PLLA (Polylactate) ละลายหมดภายใน 12-18 เดือน เส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย
  • PDO (Polydioxanone) ละลายหมดภายใน 4-6 เดือน เส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง เป็นที่นิยมมากที่สุด

เส้นไหมชนิดที่นิยมใช้ร้อยไหมยกแก้มกันมาก ทำมาจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (Polydioxanone หรือ PDO) เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหมยกแก้ม

  1. เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  2. เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  3. เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว

การร้อยไหมยกแก้ม เส้นไหมที่นำมาใช้มีให้เลือกหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะผิวก่อนทำ และทุกประเภทสามารถใช้ร่วมกับการยกกระชับหน้าด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น การใช้ไหมร่วมกับการทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมันที่หน้า เหล่านี้อาจช่วยให้ผิวหนังกระชับตัวมากกว่าการร้อยไหมเพียงอย่างเดียว

อายุเท่าไหร่? ที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมยกแก้ม

การร้อยไหมยกแก้ม การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

ร้อยไหมยกแก้ม ทำได้ที่ไหน? ขั้นตอนมีอะไรบ้าง?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ผู้ที่ต้องการใช้วิธีนี้ควรศึกษาข้อมูลสถานให้บริการที่น่าเชื่อถือ และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอน ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง รวมถึงประเมินความเหมาะสมของคนไข้ต่อการร้อยไหม โดยซักถามประวัติสุขภาพ และตรวจดูว่ามีโรคหรือภาวะที่ไม่แนะนำให้เข้ารับการร้อยไหมยกแก้มหรือไม่  แพทย์แจ้งให้ทราบถึงผลลัพธ์ตามความเป็นจริง ข้อจำกัด ผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างละเอียด ก่อนจะให้เวลาคนไข้กลับไปตัดสินใจว่าจะร้อยไหมยกแก้มหรือไม่? หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมยกแก้ม หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลักในเวลาเพียง 20-40 นาที ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย     อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ร้อยไหมยกแก้ม ใช้ไหมแต่ละชนิดราคาเท่าไหร่?

ร้อยไหมยกแก้ม ราคาก็จะแตกกต่างกันตามชนิดวัสดุของไหม  PDO, PLLA, PCL และโดยดูตามลักษณะเส้นไหม       เช่น ไหมกรวย, ไหมเงี่ยงใหญ่, ไหมเงี่ยงเล็ก, ไหมเกลียว, ไหมเรียบ เราสามารถสอบถามทางคลินิกที่สนใจใช้บริการได้โดยตรง ซึ่งคลินิกต่างๆ จะมีชื่อเรียกไหมชนิดต่างๆ มากมาย ตั้งชื่อกันขึ้นมาเองเพื่อให้คนไข้ไม่สามารถเช็คราคาร้อยไหมเทียบกับคลินิกอื่น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมยกแก้ม

ข้อควรระวังหลังจากทำร้อยไหมยกแก้ม คือ ไม่ควรทำเลเซอร์ หรือหัตถการใด ๆ กับใบหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรนวดหน้าแรง ๆ ในตำแหน่งที่ร้อยไหมประมาณ 2 เดือน ผลข้างเคียงจากการร้อยไหมยกแก้ม ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความรู้สึกเจ็บ และไม่สบายใบหน้า อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ เกิดการเคลื่อนตัวของไหม และติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือบางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เส้น ไหมที่ใช้ร้อยไหมยกแก้มแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้น ในขั้นตอนก่อนทำจึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

การร้อยไหมยกแก้ม เสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  • การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  • การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  • ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  • ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ควรทำอะไรดี? ระหว่างการร้อยไหมยกแก้ม – ฟิลเลอร์ – โบท็อก – Ulthera/Hifu

  • ร้อยไหมยกแก้ม เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนมากๆ จะเห็นผลได้ชัดเจน โดยที่ราคาไม่แพง
  • ฟิลเลอร์ เหมาะสำหรับคนที่หน้าหย่อนคล้อยจากร่องใต้ตาร่องแก้มที่ลึก
  • โบท็อก สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะ(กัดฟันแล้วกรามเด้งเยอะ) ร่วมกับมีริ้วรอยบริเวณหางตา-หน้าผาก
  • Ulthera/Hifu เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนไม่มาก เห็นผลไม่ชัดเจนเท่าร้อยไหม และราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม

หากต้องการให้ตนเอง หน้าเด็ก หน้าสวย รูปหน้าดูเรียวใบหน้ากระชับ ลดการหย่อนคล้อยของใบหน้า ด้วยวิธีการร้อยไหมยกแก้ม เทคนิคที่ใช้เส้นไหมร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมยกแก้ม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหมยกแก้ม