ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ตัวเลือกใหม่ของสาวสายศัลฯ

ผู้หญิงทุก ๆ คน ล้วนมีความสวยแต่ความสวยนั้นก็จะมีแตกต่างกันไป บางคนก็ยังต้องมีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไข บางคนก็เพียบพร้อมไปด้วยความสวยแล้ว แต่สิ่งนั้นก็คือการที่ทำให้เรานั้นมีความมั่นใจมากขึ้น ในยุคสมัยนี้ก็มีการทำศัลยกรรมนั้นก็มีหลายรูปแบบเข้ามาสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเล็กหรือผ่าตัดใหญ่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เรานั้นมีความสวยอย่างรวดเร็ว เราก็เลยยกตัวอย่างการทำฟิลเลอร์ร่องแก้มมาให้สาว ๆ กันค่ะ

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์คือ สารที่เติมเต็มให้ใบหน้านั้นมีความอิ่มมีความฉ่ำวาวมีน้ำมีนวลซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละจุดที่เรานั้นได้ฉีดฟิลเลอร์เข้าไปฟิลเลอร์นั้น สามารถแต่งรูปหน้าหรือแก้ไขรูปหน้าได้ ซึ่งจะมีสารที่เลียนแบบธรรมชาติหรือเรียกว่า HA สารตัวนี้จะมีความปลอดภัยแล้วก็เป็นสารสกัดมาจากธรรมชาติจะมีลักษณะที่คล้ายกับเซลล์ของผิวเรา แต่จะมีความปลอดภัยสูงมากกว่า เพราะว่าฟิลเลอร์นั้นโดยปกติแล้วจะช่วยกักเก็บน้ำ และยังเติมความชุ่มชื้นให้แก่ใบหน้าจึงทำให้หน้าของเรานั้นมีความอิ่มเต็มเรียบเนียนซึ่งสามารถใช้เป็นสารทำให้ผิวพรรณนั้นกลับมาดูกระชับหรือเปล่งปลั่งได้อีกด้วย และยังช่วยเติมจุดที่บกพร่องแก่ใบหน้า

ฟิลเลอร์ร่องแก้มคืออะไร

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม คือการเติมร่องแก้มเพื่อเป็นตัวช่วยที่ทำให้ใบหน้านั้นดูอิ่มเต็ม และเป็นการเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าอีกด้วย เป็นการเติมเต็มริ้วรอยหรือชั้นร่องลึกบนใบหน้าทำให้ใบหน้าของเรานั้นกลับมาเด็กและดูเต่งตึงมากขึ้น

สาเหตุของการเกิดร่องแก้มนั้นก็มองได้หลายสาเหตุ

  1. มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุหรือวัยประมาณ 35 ขึ้นไปแต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะของผิวหน้าของแต่ละคนด้วยบางคนอายุน้อยก็สามารถเกิดร่องแก้มได้เช่นกัน
  2. อาจจะเกิดจากการที่เรายิ้ม หรือหัวเราะเป็นเวลานานหรือมากเกินไป
  3. การยุบตัวลงของกระดูกบริเวณช่วงร่องแก้มนั้นแต่ละช่วงวัยหรือใต้ตาซึ่งจะทำให้เห็นเส้นของร่องแก้มนั้นดูได้อย่างชัดและดูลึกหรืออาจจะเกิดจากภาวะจากคนที่มีรูปร่างที่ผอมจึงทำให้นั่นใบหน้านั้นดูแก่กว่าวัยและมีร่องแก้มเกิดขึ้นได้นั่นเอง
  4. เกิดได้ในภาวะคนที่มีน้ำหนักน้อยหรือมีริ้วรอยบริเวณใบหน้าร่องแก้มปัญหาแก้มตอบก็เกิดขึ้นได้
  5. แต่ปัญหาที่ทำให้สาวสาวมีริ้วรอยได้ก็มีอีกหนึ่งปัจจัยก็คือการสะสมความเครียดการที่เราดื่มกาแฟก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญการไม่ทาครีมกันแดดก็ทำให้เรานั้นมีผิวที่เหี่ยวย่นได้

อากการหลังจากการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

หลังจากการฉีดฟิลเลอร์นั้น ครั้งแรกอาจจะมีอาการบวม อาการก็จะแตกต่างไปตามแต่ละบุคคลบางคนก็อาจจะมีอาการแต่บางคนก็จะไม่มีอาการ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน แต่ละคนที่มีอาการบวมนั้นอาจจะมีประมาณ 2 ถึง 5 วันอาการก็จะค่อย  ๆ ดีขึ้นไปนั้นเอง กรณีหลังฉีดนั้นอาจจะรู้สึกว่าฟิลเลอร์เป็นก้อน หรือรู้สึกว่าฟิลเลอร์แข็งตัว ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะว่าเกิดจากการบวมเพราะการบวมนั้นค่อย ๆ ลดลงก็จะทำให้มีความนิ่มลงและก่อนก็จะหายไปเองโดยธรรมชาติ

หลักการดูแลตัวเองก่อนที่จะฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

การเตรียมตัวที่จะฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย

1 . ควรที่จะงดอาหารหรือยาบางชนิดจำพวกวิตามินหรือกลุ่มยาแอสไพริน

2 . การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นควรที่จะหลีกเหลี่ยงเป็นเวลา 3 วันก่อนที่จะทำฟิลเลอร์ร่องแก้ม

3 . ควรที่จะงดออกกำลังกายก่อนที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นเวลา 1-2 วัน

หลักการดูแลตัวเองหลังจากฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

  1. ไม่ควรที่จับหรือสัมผัสใบหน้าเพราะอาจจะทำให้ใบหน้าของเรานั้นเกิดความเสียหายได้ หรือฟิลเลอร์ที่เราฉีดไปนั้นจะไปกระจายทำให้ตัวยานั้นกระจายทั่วใบหน้าและทำให้ฟิลเลอร์ของเรานั้นไม่เป็นผล
  2. หลังการฉีดฟิลเลอร์ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงควรที่จะงดการดื่มแอลกอฮอล์ ควรหันมาดื่มน้ำเปล่าแทนเพราะการดื่มน้ำเปล่าน้ำจะทำให้ฟิลเลอร์นั้นอุ้มน้ำและสามารถเห็นผลได้ดีมากกว่า
  3. เมื่อฉีดฟิลเลอร์ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ควรที่จะงดการนวดหน้าแรง ๆ หรือการที่ไปซาวน่า และการเล่นโยคะร้อน อบสมุนไพร จะทำให้ฟิลเลอร์นั้นอาจจะเกิดการสลายตัวได้ การนวดหน้าแรง ๆ นั้นจะทำให้รูปทรงของใบหน้านั้นเปลี่ยนได้แต่การที่จะไปนวดหน้าแนะนำก็คือควรที่จะรอให้ครบประมาณ 2 ถึง 3 อาทิตย์ถึงจะไปนวดหน้าได้                               
  4. คนที่ถนัดนอนหงายนั้นควรที่จะนอนตะแคงและงดการนอนราบหลังการฉีดฟิลเลอร์นั้นเป็นเวลา 2 ถึง 5 ชั่วโมง           เป็นอย่างต่ำ สามารถนอนตะแคงซ้ายหรือขวาก็ได้ จะดีกว่าการนอนหงายและไม่ควรที่จะนอนหมอนต่ำจนเกินไป
  5. การอาบน้ำอุ่นหรือการโดนแสงแดดถ้าไม่โดนแสงแดดที่ร้อนมาก ๆ หรือหน้าที่อุ่นจนร้อนมากนั้นก็ไม่เป็นผล สามารถทำได้ปกติ

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นไม่เจ็บอย่างที่คิด เพราะว่าทางแพทย์นั้นจะใช้ยาชาที่ฉีดเฉพาะจุด หรือการประคบน้ำแข็งซึ่งจะลดความเจ็บปวดได้มาก หรือไม่มีอาการเจ็บเลยระยะเวลาในการรักษา จะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีถึง 30 นาที ซึ่งในแต่ละรอบนั้นก็จะมีคุณหมอที่คอยให้คำแนะนำว่าก่อนฉีดนั้นอาจจะต้องฉีดยาชาบริเวณที่ต้องการ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ  ไม่มีรอยแผลหรือรอยเขียวช้ำ การฉีดฟิลเลอร์นั้นจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการพักผ่อนหรือการฉีดฟิลเลอร์แล้วต้องไปทำงานเลยก็สามารถที่จะทำได้เลยเพราะว่ามันไม่ต้องเสียเวลาในการรักษาแผล

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มดีกว่าการทำร้อยไหมยังไง

 การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นจะอยู่ได้ในประมาณ  6 เดือน หรืออาจจะมากกว่านั้นเป็นเวลา 12 เดือนซึ่งผลของฟิลเลอร์จะขึ้นอยู่แล้วแต่ตามสภาพบุคคล และการรักษาขึ้น  บุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็สามารถที่จะฉีดฟิลเลอร์ได้   ซึ่งจะแตกต่างกับการร้อยไหม เพราะการร้อยไหมจะอยู่ได้ประมาณ 1 ถึง 2 ปีแต่หลังจากประมาณ 6 เดือนแรกนั้น จะต้องไปพบแพทย์เพื่อที่จะร้อยไหมเพิ่มเพื่อที่จะยืดระยะเวลาให้ใบหน้าให้เต่งตึง การร้อยไหมนั้นจึงแตกต่างจากการทำฟิลเลอร์เพราะจะต้องทำถึงสองรอบเพื่อที่คงสภาพ

สิ่งที่ไม่ควรที่จะมองข้ามของการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มนั้นควรที่จะศึกษาข้อมูลให้ดี เพราะอาจจะเจอแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์หรือแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญการที่เราตรวจสอบ และเช็คให้ดีก่อนนั้นจะเป็นการป้องกันให้เรานั้นไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ หรืออาจจะเป็นหมอกระเป๋าซึ่งกลุ่มเหล่านี้นั้น อาจจะทำให้เรานั้นเป็นอันตรายได้ ถ้าเราฉีดไปนั้นอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำการรักษาได้ยาก เพราะเป็นการเอาสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายเรา ควรที่จะหลีกเลี่ยงหรือถ้าเรายังไม่ประสบการณ์ในการทำศัลยกรรม หรือการไปฉีดฟิลเลอร์นั้นควรที่จะปรึกษาเกี่ยวกับสถานความงาม หรืออาจจะดูรีวิวว่าเคสต่าง ๆ ที่ออกมาถ้าหากเคยทำผิดพลาดมีความรับผิดชอบต่อตัวลูกค้าอย่างไรเป็นต้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจและ ความรอบคอบให้แก่เรา เพราะไม่เช่นนั้นการที่ทำฟิลเลอร์ร่องแก้มโดยแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญนอกจากจะเป็นอันตรายแล้วก็อาจจะไม่เห็นผลและฟิลเลอร์นั้นอาจจะเข้าไปทำอันตรายต่อร่างกายของเราได้

 

 

ร้อยไหมแก้หางตาตก ให้ดวงตากลับมาสวยแบบธรรมชาติอีกครั้ง

นวัตกรรมเสริมความงามที่ได้รับความนิยมและทุกคนรู้จักกันดีทั้ง ศัลยกรรม ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ การฉีดสารเติมเต็มในแต่ละส่วนของใบหน้าและร่างกาย เลเซอร์ และร้อยไหม ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมเสริมความงามที่คนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก การร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะก่อให้เกิดเป็นเส้นไยอิลาสตินที่ช่วยยืดหยุ่นประคองผิวไว้ เช่น หางตาที่ตกหย่อนลงจะดึงจากจุดยึดบริเวณหางตาที่ตกส่วนล่างไปส่วนยึดข้างบนทำให้ดวงตาเปิดและดูดีขึ้น

สาเหตุหนังตาตกเกิดจากอะไร

สภาวะหนังตาตก เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ หรือด้วยอายุที่มากขึ้น โดยธรรมชาติแล้วหนังตาบนจะหย่อนตัวลงมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำตาสองชั้น แต่หากมีหนังตาตกมากเกินไปสามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดแก้หนังตาตก เป็นการผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตานอก หากหนังตาไม่หย่อนจนเกินไป ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิคศัลยกรรม เช่น การยกคิ้ว การเลเซอร์และการร้อยไหม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเลือกการร้อยไหมเพราะมีราคาที่ถูกกว่าการศัลยกรรมนั่นเอง

ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่าบุคคลที่ผ่านการร้อยไหมที่หนังตามาสภาพผิวจะถูกฟื้นฟู ยกกระชับให้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะการใช้เส้นไหมละลายร้อยผ่านเข็มลงไปใต้ชั้นผิวหนังและใช้กล้ามเนื้อเพื่อยึดเกาะเส้นไหมให้อยู่ได้นาน และเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นไหมที่ใช้ด้วยเพราะเส้นไหมแต่ละประเภทนั้นจะใช้ระยะเวลาในการละลายไม่เท่ากัน

ประเภทและอายุการใช้งานของเส้นไหมละลาย

วัสดุของเส้นไหมที่แพทย์นิยมใช้และมีความปลอดภัยต่อคนไข้หลัก ๆ มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

  1. PCL (Polycaprolactone) เส้นไหมประเภทนี้จะมีสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดและเส้นใหญ่ที่สุด ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 18-24 เดือน
  2. PLLA (Polylactate) เส้นไหมประเภทนี้จะมีเส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น และอาจจะพบปัญหา ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 12-18 เดือน
  3. PDO (Polydioxanone) เส้นไหมประเภทนี้จะมีเส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นที่นิยมที่การแพทย์เลือกใช้มากที่สุด ไหมประเภทนี้จะใช้เวลาในการละลายจนหมดภายใน 4-6 เดือน

ส่วนมากไหมที่นิยมนำมาใช้ จะเป็นไหมที่ผลิตจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (polydioxanone) ซึ่งเป็นไหมที่ใช้ในการเย็บแผลได้ ตามมาตรฐานของการทำศัลยกรรมตกแต่ง ไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ สามารถสลายได้เองภายใน 8 เดือน ไหมที่ดึงหน้าได้ดีที่สุดคือไหมที่มีลักษณะเงี่ยงใหญ่ และมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะเป็นที่นิยมใช้ในทุก ๆ คลินิก ทั้งนี้ในส่วนของราคาก็อาจจะแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของเส้นไหมและความพึงพอใจของลูกค้าและแพทย์ที่เลือกใช้อีกด้วย

ประเภทเส้นไหมไม่ละลาย

  1. ไหมที่ทำจากพลาสติกประเภท “พอลิโพไพรลีน” (polypropylene) มั่นใจได้ว่าสามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากทางการแพทย์นิยมใช้พลาสติกชนิดดังกล่าวเพื่อทำไหมเทียมในการเย็บแผล หรือเป็นวัสดุทางการแพทย์อื่น ๆ ได้ ด้วยคุณสมบัติที่ทนความร้อนในการฆ่าเชื้อถึง 100ºc (Sterilization) ไหมดังกล่าวถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายก้างปลา เพื่อการดึงรั้งมัดกล้ามเนื้อบนผิวหน้าให้ยกกระชับ ในปัจจุบันพบว่าการใช้ไหมชนิดนี้มีผลข้างเคียงมากมาย ทั้งอาการอักเสบบริเวณปมของไหม หรือการพบเส้นไหมแทงออกมาบริเวณผิวหน้าและยังทำให้อิลาสตินใต้ผิวหนังบางลงอีกด้วย
  2. ไหมที่ทำจากโลหะ ไหมทองคำที่มีความบริสุทธิ์ ทางการแพทย์เชื่อว่าทองคำสามารถลดอาการอักเสบในชั้นเนื้อเยื่อของผิว และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ แต่เส้นไหมทองคำนั้นไม่สามารถนำมาทำเป็นปมในการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อการยกกระชับได้ ด้วยราคาที่สูงและคุณสมบัติของทองคำที่ไม่ทนต่อความร้อน ผู้ใช้จึงเกิดความยุ่งยากในการระวัง ไหมชนิดนี้จึงเสื่อมความนิยมลงไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. ไม่ต้องวางยาสลบและไม่ต้องผ่าตัด
  2. ค่าใช้จ่ายราคาไม่แพงเหมือนการผ่าตัด
  3. ใช้ระยะเลาเวลาทำไม่นาน สะดวกและรวดเร็ว
  4. การร้อยไหมจะเห็นผลหลังทำทันที
  5. จะไม่มีรอยแผลขนาดใหญ่ให้เป็นที่กังวลใจ และใช้เวลาการพักฟื้นไม่นาน
  6. มีผลข้างเคียงเล็กน้อยและมีอาการบวมช้ำหลังทำไม่มาก

การร้อยไหมจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของผู้ใช้อีกด้วย เพราะสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกันผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะแตกต่างกันไป

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. ผิวของเส้นไหมจะมีเงี่ยงที่ทำหน้าที่คล้ายตะขอสำหรับดึงผิวไปในทิศที่ต้องการ ถ้าร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ไม่ถูกต้องหรือร้อยตื้นเกินไป ก็จะเกิดรอยบุ๋มขึ้นตามแนวที่ร้อยไหมได้
  2. ไหมละลายมีอายุ 4 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นไหม แต่เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 6-8 เดือน เส้นไหมที่เกาะผิวหนังก็จะหลุดออกมาก่อนเวลา เส้นไหมอาจจะไม่คงทนเสมอไป
  3. หากเป็นไหมพลาสติกหรือไหมโลหะ ตัวโลหะจะดูดความร้อนจากการทำ X-ray, MRI, เครื่องสแกนต่างๆ และจะทำให้ผิวเกิดการไหม้ได้
  4. เส้นไหมจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นใย คอลลาเจน และ อิลาสติน ขึ้นมา แต่ถ้าซ้อนทับกันมากเกินไป และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องก็กลายเป็น พังผืด จนดึงรั้งผิวให้ผิดรูปไป
  5. การร้อยไหมมีโอกาสทำให้ เกิดอาการผิวหนังบวมแดง เนื่องจากแพ้ไหมละลายได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย กรณีส่วนนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะบางคน
  6. การร้อยไหมใช้ไหมที่ไม่ละลาย จะมีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย และเป็นอันตรายในระยะยาว ผู้ใช้จึงต้องปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางก่อนที่จะทำเสมอ

ข้อควรระวังหลังการร้อยไหมยกหางตา

  1. ทานยาตามแพทย์ให้มาเป็นประจำ เพื่อลดอาการบวม ลดการอักเสบ และการติดเชื้อ
  2. ควรระวังไม่ให้เกิดการกดทับตรงบริเวณหางตาที่เพิ่งร้อยไหมมาใหม่ เช่น นอนคว่ำ หรือขยี้ดวงตาแรง ๆ เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นมาได้
  3. ในช่วงแรกของการรักษาแผลควรงดเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์ อาหาทะเล และอาหารประเภทหมักดองต่าง ๆ
  4. หากมีอาการเจ็บปวด บวมช้ำ สามารถใช้น้ำแข็งหรือเจลเย็นประคบเพื่อลดอาการเจ็บปวด แต่หากมีอาการปวดรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที
  5. ไม่ควรทำเลเซอร์ นวดหน้า อบไอน้ำ หรือกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวกับความร้อนและการใช้ความรุนแรงตรงบริเวณที่ร้อยไหม

การเลือกสถานที่ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ต้องเตรียมหาข้อมูลไว้เพราะปัจจุบันนี้มีหลากหลายที่ที่บริการในด้านนี้อยู่มาก สำหรับคนที่จะทำครั้งแรกและยังไม่มีประสบการณ์จะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างแรกคือเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตามสถานที่นั้น ๆ เพราะหากมีข้อมูลไม่มากพอแล้วตัดสินใจทำก็อาจจะส่งผลเสียในอนาคตได้ หรือดูรีวิวตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือ Youtuber ที่รีวิวเรื่องการร้อยไหม และคำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายออกมาก่อนก็อาจจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุใดก็คงอยากจะดูดี ดูสวยเป็นธรรมชาติ และการร้อยไหมก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะช่วยลดริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า ให้กลับมาเต่งตึงเหมือนย้อนเวลากลับไปเป็นวัยรุ่น แม้กระทั่งดวงตาที่เปรียบได้ว่าเป็นหน้าต่างของหัวใจเมื่ออายุมากขึ้นหนังตาก็หย่อนคล้อยลงแต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหมยกหางตาที่ทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่ก็ต้องศึกษาให้มั่นใจว่าปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองในอนาคต