Thermage กับ HIFU ต่างกันอย่างไร

วันเวลาได้พัดพาเอาความเอ่อนยาว์จากไป และคอยขับเน้นร่องริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยให้เริ่มปรากฏเด่นบนใบหน้าของเราเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนไปจากชั้นผิวของเรา ชั้นหนังแท้ในผิวหนังของเรามีคอลลาเจน Type I ประมาณ 80% (คอลลาเจนชนิดที่มีมากที่สุดในร่างกายของเรา) และอีก 15% ประกอบด้วยคอลลาเจน Type III ไฟโบรบลาสต์ อิลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิค สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเมทริกซ์นอกเซลล์ (extracellular matrix) ของผิวของเรา ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว จากช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 20 แม้ว่าจะมีวิทยาการต่างๆมากมายมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่น การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า เคยเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการรักษาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Thermage และ HIFU ที่เป็นสองตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับดูแลปัญหาในเรื่องนี้

Thermage คืออะไร

ก่อนที่เราจะทราบถึงความแตกต่างของ Thermage และ HIFU นั้น เราจะต้องทราบถึงความหมายและวิธีการของ Thermage และ HIFU กันเสียก่อน Thermage เป็นการรักษายกกระชับผิวแบบไม่รบกวนผิว ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นให้เรียบเนียนและกระชับขึ้น สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของผิวหรือการเกิดรอยแผลเป็น การรักษาด้วย Thermage สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาแบบผิวหน้าด้านบนของชั้นผิว สำหรับการกระชับผิวหน้า ลำคอ และเปลือกตา ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการรักษาที่ลงลึกลงไปมากกว่าแบบแรก สำหรับการกระชับลำตัวบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ก้น และแขน ในระหว่างกระบวนการที่พลังงานคลื่นวิทยุได้แทรกซึมลึกเข้าไปในผิวหนังเพื่อให้ความร้อนแก่เนื้อเยื่อที่รองรับผิว ทำให้เกิดการกระชับผิวในทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะช่วยการกระชับของผิวอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

HIFU คืออะไร

HIFU เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับรูปร่างใบหน้า ลบเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว กระบวนการทำงานของ HIFU Treatment (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับผิวโดยส่ง Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง ส่งไปยังผิวหนังชั้นลึกโดยตรง เพื่อทำลายคอลลาเจนเก่าและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึงและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น HIFU นั้นเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการยกกระชับผิว เมื่อก่อนนั้น HIFU เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการใช้งานในการรักษาเนื้องอก รายงานการใช้งาน HIFU ครั้งแรกเพื่องานด้านความงามที่เชื่อถือได้เกิดขึ้นในปี 2008 HIFU ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ในปี 2009 และยังผ่านการรับรองจาก FDA ในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น การทดลองทางคลินิกขนาดเล็กหลายแห่งพบว่า HIFU มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย ซึ่งผู้คนสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดอีกด้วย 

ข้อแตกต่างของ Thermage กับ HIFU

ข้อแตกต่างที่สำคัญของ Thermage กับ HIFU นั้นมีหลายประการ อันประกอบไปด้วย

  1. ประการแรกก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่า Thermage เป็นการรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่วน HIFU ใช้ High-Intensity Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง
  2. ประการต่อมาคือ ระดับความลึกของชั้นผิวหนังในการรักษา Thermage นั้น ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้นไขมันและชั้นคอลลาเจนของผิว ส่วน HIFU ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า โดยระดับความลึกของการรักษานี้อาจขึ้นอยู่กับการทำ HIFU ของแต่ละแบรนด์)
  3. บริเวณที่มีข้อจำกัดในการรักษา Thermage จะไม่สามารถทำการรักษาบริเวณที่มีอุปกรณ์เทียม หรือที่มีวัสดุเป็นโลหะฝังอยู่ ส่วน HIFU จะมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้บริเวณใกล้กับกระดูก
  4. ระยะเวลาของผลลัพธ์ ในการใช้วิธี Thermage ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานราว 1-2 ปี และจะเห็นผลลัพธ์ได้แทบในทันที แต่เป็นผลลัพธ์ประมาณ 20% ของผลลัพธ์จริง ส่วนแบบ HIFU นั้น ระยะเวลาของผลลัพธ์จะอยู่ที่ราว 3-4 เดือน ซึ่งระยะเวลาของ HIFU จะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากที่ทำไปแล้ว และจะค่อยๆยกกระชับตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และถ้าหากเข้ารับการทำ HIFU อย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  5. ในด้านของราคานั้น HIFU มักจะมีจุดเด่นที่ได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากเลยก็คือเรื่องราคาที่ค่อนข้างย่อมเยาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ Thermage 

Thermage กับ HIFU เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน

 ในขณะที่เรามีอายุมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งลักษณะของอายุผิวหน้าออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละรูปแบบของอายุจะแสดงลักษณะของริ้วรอยที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีประโยชน์เพื่อใช้อธิบายวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน โดยรูปแบบของอายุผิวหน้าจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

  1. The Sinker

            มีลักษณะที่สูญเสียปริมาณเนื้อบริเวณส่วนสำคัญของใบหน้า เช่น ขมับกลางใบหน้าและแก้ม สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการจมลึกของร่อง หรือมีลักษณะที่ดูตอบและผอมแห้ง ระหว่าง Thermage และ HIFU อายุผิวที่มีลักษณะนี้ควรเลือก Thermage น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะ The Sinker จะไม่ละลายไขมันและมีการเร่งการปรากฏตัวของร่องริ้วรอย ลักษณะอายุผิวประเภทนี้ อาจสามารถรับการรักษาที่เป็นระโยชน์มากขึ้น ด้วยวิธีการผสมผสานของการรักษาความกระชับผิว ร่วมกับฟิลเลอร์ผิวหนัง เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียปริมาณเนื้อบนใบหน้า

  1. The Saggers

            กลุ่มที่มีลักษณะอายุผิวแบบนี้ มักจะบ่นเรื่องผิวหนังและเนื้อเยื่อที่หลวมขึ้น ซึ่งเนื้อเยื่อหลวมคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นนอกเหนือไปจากคอลลาเจน โดยลักษณะนี้ การรักษาแบบ HIFU จะเหมาะสมและมีประโยชน์ในการกระตุ้นความกระชับของชั้นผิว SMAS สามารถทำให้ได้ผลการยกที่ลึกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การละลายไขมันและเนื้อเยื่อส่วนเกินบนใบหน้าส่วนล่างควบคู่ไปด้วย จะช่วยเราย้อนคืนนาฬิกาแห่งเยาว์วัยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

  1. The Wrinkler

          ลักษณะอายุผิวประภทนี้จะมีรอยย่นบนผิวหนังส่วนใหญ่ และจะปรากฏอย่างชัดเจนอยู่บริเวณรอบดวงตา คิ้วและริมฝีปาก ซึ่งการใช้โบท็อกซ์จะสามารถพาเราบรรลุผลลัพธ์ที่ดีและเห็นผลได้ทันทีสำหรับปัญหาอายุผิวนี้ แต่สำหรับการรักษาที่สามารถคงผลลัพทธ์ได้ยืนยาวและมีประสิทธิภาพ เราสามารถใช้ได้ทั้ง Thermage และ HIFU ควบคู่กันไปทั้งสองอย่างได้ หรือจะใช้การรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่มีริ้วรอยหลายเส้นและมีริ้วรอยบนคิ้ว รอบดวงตา และใบหน้า อาจเหมาะสมและได้รับประโยชน์จาก Thermage มากกว่า ในขณะที่คนที่มีริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อย อาจเหมาะสำหรับวิธีการรักษาแบบ HIFU มากกว่า

ทั้งวิธีการรักษาแบบ Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นการยกกระชับใบหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และทั้ง Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองแบบเองก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง แบบ Thermage นั้นเป็นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่และทำงานเป็นวงกว้าง ไม่มีทิศทาง เด่นในด้านการลดชั้นไขมันบนใบหน้าและเพิ่มคุณภาพผิว เหมาะสำหรับคนที่ทนความเจ็บได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการทำ HIFU นั้น มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ระดับความเจ็บของ HIFU ไม่มากนัก และมีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและต้องกับความต้องการของเรามากที่สุด  เราควรจะต้องสังเกตปัญหาผิวหน้าของเราก่อน และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Thermage และ HIFU ให้เข้าใจ แล้วจึงตัดสินใจเลือกสถาบันที่เหมาะสมเชื่อถือได้สำหรับตัวเอง

7 ข้อห้าม ที่คนอยากสวยด้วย HIFU ต้องระวัง!

เรื่องความสวยความงามไม่ว่าจะกับคุณผู้หญิงท่านไหนก็คงอยากจะให้คงอยู่ไปตลอดกาล เพราะความสวยคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หลาย ๆ คนมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผิวพรรณที่เริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และด้วยการที่ผู้หญิงต่างไม่ต้องการที่จะหยุดสวย นวัตกรรมเพื่อความงามที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันมากมายก็ได้กลายเป็นทางเลือกที่สาว ๆ ต่างให้ความสนใจ แต่ด้วยความกลัวเจ็บหรือเรื่องของค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย ก็ล้วนแต่ทำให้สาว ๆ คิดไม่ตกกันเลยทีเดียวว่าจะเลือกใช้บริการเสริมความงามรูปแบบใดดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า การทำ HIFU ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการเสริมความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายท่าน เพราะการทำ HIFU ไม่ต้องถึงขั้นได้ใช้มีดหมอแบบที่หลายคนกลัว ‘HIFU’ หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของคุณผู้หญิง ด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงขั้น SMAS หรือ  Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะทำให้ผิวกระชับขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมานั่นเอง สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองทำ HIFU เพื่อสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ไม่ควรทำทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการทำ HIFU คือสิ่งที่ทุก ๆ คนควรให้ความสนใจ ซึ่ง 7 ข้อห้ามที่คนอยากสวยต้องระวังมีดังนี้

  1. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอออล์ทุกชนิด

แม้จะเป็นคนรักการสังสรรค์มากเพียงใด ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะต้องมีการเฉลิมฉลองต่าง ๆ นานา แต่หากอยากสวยด้วย HIFU อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วล่ะก็ ผู้ที่เข้ารับการทำ HIFU ก็ควรงดกิจกรรมสังสรรค์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ บุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็เป็นข้อห้ามที่จะมาสกัดความสวยของคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ด้วยความที่มีสารต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการทำ HIFU อีกทั้งกระทบกับสุขภาพของผู้ที่ตัดสินใจทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนควรจะงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยต้องเริ่มงดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำจนไปถึงหลังจากที่ทำแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่กำลังจะเกิดใหม่

  1. เลิกนิสัยโต้รุ่ง

ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการทำ HIFU ทุกคนควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่าการทำ HIFU มีการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงกับเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตนเองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมให้การทำ HIFU มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าก่อนทำ HIFU ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อน ไม่ควรอดหลับอดนานเด็ดขาด

  1. อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับแสงแดด

สำหรับคนที่เข้ารับการทำ HIFU แน่นอนว่าใบหน้าจะบอบบางขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนแสงแดดที่ร้อนแรงก็มีผลต่อการทำ HIFU เช่นกัน ซึ่งผู้ที่เพิ่งทำ HIFU มาควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดดไปสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากแสงแดดสามารถทำลายคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ควรจะเลี่ยงแสงแดดไปสักพัก หรือหากมีความจำเป็นต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้งจริง ๆ ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อปกป้องผิวของตนเองเสมอ อย่างเช่น หมวกทที่สามารถบังแสงแดดได้ หรือจะเป็นร่มกันแดด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดปะทะกับผิวโดยตรง และที่สำคัญคือควรที่จะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไว้อีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจกับตัวผู้รับการทำ HIFU เอง และถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงแดดไปสัก 1-2 สัปดาห์หลังจากที่รับการทำ HIFU

  1. งดสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรง

หลังจากที่ทำ HIFU มานั้น ทุกคนควรจะงดการแตะหรือสัมผัสกับใบหน้าของตัวเอง เนื่องจากใบหน้าของเราในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและค่อนข้างที่จะบอบบางเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มือแตะหรือจับบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความรู้ตึง ๆ หรือเมื่อยบริเวณใบหน้า จึงอาจทำให้เผลอไปนวดหรือสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรงเอาได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากทำ HIFU มา เพราะอาจทำให้การทำ HIFU เสื่อมประสิทธิภาพได้

  1. อย่าละเลยการบำรุงใบหน้าของตัวเอง

เชื่อว่าคนอยากที่สวยอยู่เสมอหลายคนคงดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การที่ใบหน้าของเรากำลังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัวและบอบบางเป็นพิเศษ แน่นอนว่าขั้นตอนการดูแลใบหน้าก็ควรที่จะพิเศษตามไปด้วย เพราะหากไม่ดูแลรักษาใบหน้าให้ดี ค่าใช้จ่ายที่เสียไปอาจไม่เกิดประโยชน์ก็เป็นได้ ดังนั้นเหล่าสาว ๆ จึงไม่ควรที่จะละเลยการบำรุงใบหน้าด้วยครีมหรือทรีตเมนท์ต่าง ๆ เป็นอันขาด นอกจากนี้เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน จึงควรที่จะล้างหน้าและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ใบหน้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสี่ยงกับการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง 

  1. อย่าลืมเช็คความน่าเชื่อถือของสถานที่ที่รับทำ HIFU

แม้จะอยากสวยหรือกลับมาดูอ่อนวัยมากเพียงใด แต่ก็ควรมีสติและเลือกคลินิกหรือสถานเสริมความงามที่มีความน่าเชื่อถือ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ควรได้มาตรฐาน และผู้ที่ทำการให้บริการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับที่ไว้วางใจได้ ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการทำ HIFU ควรจะตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเริ่มทำเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อร่างกายและเงินในกระเป๋า เนื่องจากความเป็นที่นิยมของ HIFU จึงอาจทำให้มีสื่อหลายรูปแบบที่ออกมาโฆษณาเกินจริง อาจดูน่าเชื่อถือแต่ก็ไม่สามรถไว้วางใจได้ การตรวจสอบก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด

  1. อย่าขัดคำสั่งของคุณหมอ

เมื่อได้รับการทำ HIFU แล้ว สิ่งที่สาว ๆ ทุกคนห้ามละเลยก็คือคำสั่งจากคุณหมอที่ดูแลเรา เพราะเขาคือผู้ที่จะคอยติดตามผลลัพธ์จากการทำ HIFU และคอยให้คำแนะนำหรือวิธีการปฏิบัติตัวต่าง ๆ หลังจากทำให้แก่ผู้รับบริการ และหากว่าไม่ทำตามคำแนะนำของคุณหมอ จากที่จะสวยอาจกลายเป็นแย่ยิ่งกว่าก่อนทำไปเลยก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรเชื่อฟังคำเตือนของคุณหมอ สิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำก็ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ และหากเกิดอาการผิดปกติหลังจากทำ ผู้ทำ HIFU ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าคิดไปเองว่าอาจจะไม่เป็นอะไร เพื่อความปลอดภัยและความสวยที่คงทนแบบที่ทุกคนต้องการ     

การทำ HIFU เป็นนวัตกรรมที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผู้ที่ทำให้ได้กลับมามีความมั่นใจกับใบหน้าของตนเองอีกครั้ง โดยส่วนมากแล้วผู้ที่ต้องการทำมักอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปีขึ้นไป โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือเรื่องของความเหี่ยวย่นของใบหน้า รู้สึกใบหน้าไม่กระชับเหมือนสมัยยังสาว อีกทั้งยังมีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ทำให้สาว ๆ หมดความมั่นใจเอาได้ง่าย ๆ และแม้การทำ HIFU จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างน้อยและราคาไม่แพงมาก แต่การระมัดระวังตนเองก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และไม่เกิดผลเสียต่อตัวของผู้เข้ารับการทำ HIFU โดยข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อที่ได้กล่าวไปนั้น สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และผู้ที่จะเข้ารับการทำ HIFU ก็ควรที่จะศึกษาไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวถูกในระดับหนึ่ง แต่นอกจากข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อแล้ว หากมีสิ่งใดที่สงสัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดคือผู้เชี่ยวชาญที่รับหน้าที่ในการทำ HIFU ตามคลินิกหรือสถานเสริมความงามต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้เข้ารับบริการเสมอ

           

 

 

 

ลดเลือนริ้วรอยด้วยฟิลเลอร์หรือการร้อยไหมดี?

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับความงาม มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีเทคโนโลยีมากมาย ที่เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างความมั่นใจและแก้ไขข้อบกพร่องให้กับผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดศัลยกรรม , การทำ HIFU , การฉีด BOTOX เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้บริการนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และปัญหาที่ต้องการแก้ไข การร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เป็นอีกตัวช่วยที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลได้ทันทีหลังจากการทำ แม้ว่าทั้งสองตัวช่วยจะมีคุณสมบัติในการลดริ้วรอยแห่งวัยได้เหมือนกัน แต่ก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง เราจึงได้รวบรวมข้อมูลความแตกต่างของการร้อยไหม และการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจ และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

การร้อยไหมคืออะไร?

การร้อยไหมคือตัวช่วยในการยกกระชับใบหน้าให้เรียวสวย ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย โดยการใช้เส้นไหมสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อยบริเวณดังกล่าวถูกดึงยกกระชับ และเกิดการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งสามารถทำได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนมากจะนิยมทำบริเวณใบหน้า โดยมีเส้นไหมหลายชนิดให้เลือกใช้ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ไหมละลายในการทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และปัญหาของแต่ละบุคคล  โดยส่วนมาก การร้อยไหมเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก หรือมีริ้วรอยแห่งวัย

ประเภทของเส้นไหม

  1. ไหมละลาย

ในปัจจุบันผู้คนนิยมใช้ไหมละลายในการร้อยไหมมากกว่า เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งวัสดุทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินได้เป็นอย่างดี ซึ่งไหมจะละลายหายไปได้เองตามอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องทำการตัดไหมจากแพทย์ อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PLC เป็นต้น

  1. ไหมไม่ละลาย

ในปัจจุบันมีการใช้ไหมไม่ละลายน้อยมากสำหรับผิวหนัง ยกเว้นการเย็บแผล ซึ่งไหมชนิดนี้ไม่สามารถละลายหายไปได้เองตามธรรมชาติ แม้ไหมไม่ละลายมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าไหมละลายหลายเท่า แต่ก็มีข้อจำกัดมากกว่าหลายอย่าง อาทิเช่น การร้อยไหมด้วยไหมทองคำ ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีสถานความงามหลายแห่งนำมาใช้ ซึ่งการใช้ไหมทองคำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ต้องเลือกใช้กับผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะมักใช้กับผู้ที่มีอายุมาก

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. สามารถยกกระชับใบหน้า ลดเลือนริ้วรอย ได้เป็นอย่างดี
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูง เพราะไหมสามารถละลายหายไปได้เอง โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

ข้อเสียของการร้อยไหม

  1. หากแพทย์ไม่มีความสามารถมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูป หรือผิวเป็นคลื่นได้
  2. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของเส้นไหมแต่ละชนิด
  3. หากใช้ไหมที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  4. หากใช้ไหมจำนวนมากเกินไป อาจก่อให้เกิดพังผืนในบริเวณดังกล่าวได้ และต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  5. หากเส้นไหมสัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร?

คือการฉีดสารเติมเต็มไฮยารูโรนิก แอซิต ให้กับใบหน้า หรือร่างกาย โดยเน้นแก้ไขจุดบกพร่อง หรือร่องลึกแต่ละจุดบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น ใต้ตา , จมูก , ปาก โดยคุณสมบัติของฟิลเลอร์ จะเข้าไปเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้น หรือเติมเต็มบางส่วนให้มีขนาดเพิ่มขึ้นมาก ช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้า กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหน้ามีความเต่งตึง ช่วยชะลอวัยได้อย่างดี โดยการฉีดฟิลเลอร์นั้นก็มีหลายประเภทในเลือกใช้ ตามปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การเลือกใช้ฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก และผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ เพราะการฉีดฟิลเลอร์เปรียบเสมือนงานศิลปะ ที่ต้องใช้เทคนิคในการปั้น เพื่อให้เข้ากับรูปหน้าของแต่ละบุคคล

ประเภทของฟิลเลอร์

  1. ฟิลเลอร์ชั่วคราว

เป็นฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้คน เพราะมีความปลอดภัยสูง เพราะมีสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่นัก โดยจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ได้เพียง 6 เดือน และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์กึ่งถาวร

เป็นฟิลเลอร์จำพวกที่มีส่วนผสมของแคลเซียม มีความปลอดภัยรองลงมาจากฟิลเลอร์แบบชั่วคราว ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 5 ปี และจะสลายไปเองตามการดูดซึมของร่างกาย

  1. ฟิลเลอร์ถาวร

ฟิลเลอร์ชนิดนี้ส่วนมากจะทำมากจากเม็ดพลาสติก หรือซิลิโคลน หลังจากทำการฉีดสารเข้าไป สารจะแปรสภาพเป็นของแข็ง และจะไม่สามารถสลายหายไปเองได้ แต่มีผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างถาวร โดยฟิลเลอร์นั้นไม่สามารถสลายเองได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

  1. สามารถลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เติมเต็มจุดบกพร่องตามจุดต่าง ๆ ช่วยปรับโครงหน้าได้อย่างสวยงาม
  2. เห็นผลชัดเจนทันทีหลังจากการทำ
  3. ไม่ต้องพักฟื้น หลังการทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก
  4. มีความปลอดภัยสูงหากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้
  5. ช่วยเสริมโหงวเฮ้งได้ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล เพราะฟิลเลอร์สามารถเติมเต็มหน้าผากให้กว้างขึ้น เติมเต็มริมฝีปากให้อวบอิ่มขึ้น เติมเต็มใบหน้าให้มีน้ำมีนวลมากขึ้นได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์

  1. หากใช้ฟิลเลอร์ที่สามารถสลายหายไปเองได้ จะมีผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร
  2. การฉีดฟิลเลอร์ เปรียบเสมือนงานศิลปะ หากแพทย์ไม่มีฝีมือมากพอ อาจทำให้ใบหน้าผิดรูปได้
  3. หากเลือกฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร ไม่สามารถสลายหายไปเองได้ อาจก่อให้เกิดพังผืดในบริเวณดังกล่าวได้
  4. หากฟิลเลอร์สัมผัสกับความร้อน อาจทำให้สลายหายไปเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง

หากต้องการลดริ้วรอยควรเลือดฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมดี?

การฉีดฟิลเลอร์ และการร้อยไหม สามารถลดเลือนริ้วรอยได้เหมือนกัน แต่มีกระบวนการและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยส่วนมากการร้อยไหมจะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมาก เพราะผิวหนังที่หย่อนคล้อยมากเกินไป การร้อยไหมจะช่วยดึงกระชับได้มากกว่าการฉีดสารเติมเต็มเข้าไป แต่การฉีดฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยเติมเต็มร่องลึกต่าง ๆ ใช้ในการปรับโครงหน้า มีส่วนช่วยให้หน้าดูเด็กลง หรือช่วยในการเสริมโหงวเฮ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้บริการเสริมความงามแต่ละอย่าง ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและปัญหาของแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จึงจะรู้ความเหมาะสมในการเลือกการฉีดฟิลเลอร์ หรือการร้อยไหม

การเกิดริ้วรอยแห่งวัยนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน มีผลทำให้เกิดริ้วรอยได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือการดูแลตัวเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้คนเป็นอย่างมาก การฉีดฟิลเลอร์ หรือ การร้อยไหม เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นตัวช่วยในการลดเลือนริ้วรอยได้เป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ในการตัดสินใจใช้บริการเกี่ยวกับการเสริมความงาม ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดอย่างถี่ถ้วนเสมอ ไม่ว่าจะเป็น ข้อดี หรือข้อเสีย กระบวนการในการทำ ขั้นตอนการดูแลตัวเอง ผลข้างเคียงหลังจากการทำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเลือกใช้บริการในสถานเสริมความงามที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำ เพื่อป้องกันผลเสียที่จะตามมาในอนาคต

ร้อยไหมยกแก้ม หน้าเด็ก หน้าสวย เพิ่มความสวยกระชับใบหน้า

คนเราทุกคนอยากให้ตัวเองดูดี หน้าเด็ก หน้าสวย และอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงทำให้เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง หนึ่งในเทคนิคเหล่านั้นที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย

การร้อยไหมยกแก้ม คือ เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลาย และโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย วิธีนี้มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ขั้นตอนการทำ และความเสี่ยงอย่างไรบ้าง รายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นว่าจะเพิ่มความกระชับบนใบหน้าด้วยวิธีร้อยไหมยกแก้มดีหรือไม่?

ร้อยไหมยกแก้ม คืออะไร?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิควิธียกกระชับผิวหน้าบริเวณแก้ม โดยจะมีจุดที่ดึงคือ บริเวณแก้มส่วนล่าง และจุดที่ยึดอยู่บริเวณขมับ ดึงเข้าหากันจึงสามารถดึงแก้มที่หย่อนขึ้นได้ทันที ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณแก้ม ร่องจมูก ขากรรไกร หน้าผาก โดยใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง การทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิว และกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง ทั้งยังช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณดังกล่าวมากขึ้น

วัสดุที่ปลอดภัย ใช้สำหรับร้อยไหมยกแก้ม  

แบ่งได้มี 3 ชนิด คุณลักษณะแต่ละประเภทดังนี้

  • PCL (Polycaprolactone) ละลายหมดภายใน 18-24 เดือน เส้นสีขาวขุ่น มีความยืดหยุ่นสูงที่สุด เส้นใหญ่ที่สุด
  • PLLA (Polylactate) ละลายหมดภายใน 12-18 เดือน เส้นสีขาวใส ขาดความยืดหยุ่น ไหมขาด ไหมทะลุได้บ่อย
  • PDO (Polydioxanone) ละลายหมดภายใน 4-6 เดือน เส้นสีน้ำเงิน มีความยืดหยุ่นสูง เป็นที่นิยมมากที่สุด

เส้นไหมชนิดที่นิยมใช้ร้อยไหมยกแก้มกันมาก ทำมาจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (Polydioxanone หรือ PDO) เป็นไหมที่นำมาใช้ในการทำศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อยมาก และไม่มีปฏิกิริยาต่อผิวหนัง ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งในและต่างประเทศ เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหมยกแก้ม

  1. เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  2. เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  3. เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว

การร้อยไหมยกแก้ม เส้นไหมที่นำมาใช้มีให้เลือกหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะผิวก่อนทำ และทุกประเภทสามารถใช้ร่วมกับการยกกระชับหน้าด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น การใช้ไหมร่วมกับการทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมันที่หน้า เหล่านี้อาจช่วยให้ผิวหนังกระชับตัวมากกว่าการร้อยไหมเพียงอย่างเดียว

อายุเท่าไหร่? ที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมยกแก้ม

การร้อยไหมยกแก้ม การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

ร้อยไหมยกแก้ม ทำได้ที่ไหน? ขั้นตอนมีอะไรบ้าง?

การร้อยไหมยกแก้ม เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ผู้ที่ต้องการใช้วิธีนี้ควรศึกษาข้อมูลสถานให้บริการที่น่าเชื่อถือ และผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอน ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง รวมถึงประเมินความเหมาะสมของคนไข้ต่อการร้อยไหม โดยซักถามประวัติสุขภาพ และตรวจดูว่ามีโรคหรือภาวะที่ไม่แนะนำให้เข้ารับการร้อยไหมยกแก้มหรือไม่  แพทย์แจ้งให้ทราบถึงผลลัพธ์ตามความเป็นจริง ข้อจำกัด ผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างละเอียด ก่อนจะให้เวลาคนไข้กลับไปตัดสินใจว่าจะร้อยไหมยกแก้มหรือไม่? หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมยกแก้ม หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลักในเวลาเพียง 20-40 นาที ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย     อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ร้อยไหมยกแก้ม ใช้ไหมแต่ละชนิดราคาเท่าไหร่?

ร้อยไหมยกแก้ม ราคาก็จะแตกกต่างกันตามชนิดวัสดุของไหม  PDO, PLLA, PCL และโดยดูตามลักษณะเส้นไหม       เช่น ไหมกรวย, ไหมเงี่ยงใหญ่, ไหมเงี่ยงเล็ก, ไหมเกลียว, ไหมเรียบ เราสามารถสอบถามทางคลินิกที่สนใจใช้บริการได้โดยตรง ซึ่งคลินิกต่างๆ จะมีชื่อเรียกไหมชนิดต่างๆ มากมาย ตั้งชื่อกันขึ้นมาเองเพื่อให้คนไข้ไม่สามารถเช็คราคาร้อยไหมเทียบกับคลินิกอื่น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมยกแก้ม

ข้อควรระวังหลังจากทำร้อยไหมยกแก้ม คือ ไม่ควรทำเลเซอร์ หรือหัตถการใด ๆ กับใบหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และไม่ควรนวดหน้าแรง ๆ ในตำแหน่งที่ร้อยไหมประมาณ 2 เดือน ผลข้างเคียงจากการร้อยไหมยกแก้ม ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความรู้สึกเจ็บ และไม่สบายใบหน้า อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ เกิดการเคลื่อนตัวของไหม และติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือบางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เส้น ไหมที่ใช้ร้อยไหมยกแก้มแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้น ในขั้นตอนก่อนทำจึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

การร้อยไหมยกแก้ม เสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  • การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  • การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  • ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  • ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ควรทำอะไรดี? ระหว่างการร้อยไหมยกแก้ม – ฟิลเลอร์ – โบท็อก – Ulthera/Hifu

  • ร้อยไหมยกแก้ม เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนมากๆ จะเห็นผลได้ชัดเจน โดยที่ราคาไม่แพง
  • ฟิลเลอร์ เหมาะสำหรับคนที่หน้าหย่อนคล้อยจากร่องใต้ตาร่องแก้มที่ลึก
  • โบท็อก สำหรับคนที่มีกล้ามเนื้อกรามเยอะ(กัดฟันแล้วกรามเด้งเยอะ) ร่วมกับมีริ้วรอยบริเวณหางตา-หน้าผาก
  • Ulthera/Hifu เหมาะสำหรับคนที่แก้มหย่อนไม่มาก เห็นผลไม่ชัดเจนเท่าร้อยไหม และราคาค่อนข้างสูง เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม

หากต้องการให้ตนเอง หน้าเด็ก หน้าสวย รูปหน้าดูเรียวใบหน้ากระชับ ลดการหย่อนคล้อยของใบหน้า ด้วยวิธีการร้อยไหมยกแก้ม เทคนิคที่ใช้เส้นไหมร้อยเข้าไปใต้ผิวหนัง ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมยกแก้ม ควรศึกษาหาข้อมูล และปรึกษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น และทำกับสถานบริการที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งแพทย์แต่ละคลินิกจะคำตอบได้ดีที่สุด ทั้งราคาค่าใช้จ่าย และผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากทำการร้อยไหมยกแก้ม

 

 

ร้อยไหมเจ็บ จนทนไม่ไหว ถึงขั้นต้องฉีดยาชาจริงไหม

ร้อยไหม

การร้อยไหม คือ การยกกระชับผิว โดยการใช้เทคนิคหนึ่งที่ไม่ใช้การผ่าตัด แต่เป็นนวัตกรรมที่ในช่วยยกกระชับผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และดูเต่งตึงขึ้น โดยการใช้เข็มนำเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงสอดลงใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อบริเวณที่ทำการรอยไหมกระชับตัว เส้นไหมละลายที่ใช้ในการร้อยไหม เมื่อเวลาผ่านไป 6-8 เดือน เส้นไหมจะเกิดการละลายไปแบบไม้เป็นอันตราย และหากการร้อยนั้นใช้เทคนิคที่ถูกต้องจะเกิดเป็นเส้นใยอิลาสตินช่วยประคองผิวอีกด้วย ชั้นผิวจะถูกเงี่ยงเกี่ยวขึ้นมาตามเส้นไหม คล้ายกับตะขอเกี่ยว

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ผิวหนังจะหย่อนคล้อย สิ่งแรกที่ทุกคนคิดที่จะทำ คือ การยกกระชับผิวให้เต่งตึง และการร้อยไหมเป็นวิธีแรกที่คุณหมอแนะนำ หรือสิ่งแรกที่ทุกคนคิดถึง ในวันนี้เราจึงอยากจะพาสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ที่กำลังคิดที่จะร้อยไหมมารู้จักต้นกำเนิดของการร้อยไหม ข้อดี ข้อเสีย ของการร้อยไหม และควรเลือกร้อยไหมที่ไหนดี แล้วคำถามที่ทุกคนมักจะถามเป็นอันดับแรกนั่น คือ ร้อยไหม เจ็บไหม ต้องฉีดยาชาไหม ไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย

ต้นกำเนิดการร้อยไหม

การร้อยไหม ในปัจจุบันนั้นถือว่าเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะการที่มีหน้าเรียวแหลมที่ว่าใคร ๆ ก็อยากมีไม่ว่าจะ หญิง หรือชาย โดยจะพูดถึง ดร.ควอน ฮัน จิน นายแพทย์ผู้คิดค้นไหมละลายเสริมความงามคนแรกของโลก และยังเป็นผู้คิดค้นศาสตร์การร้อยไหมที่โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อราว ๆ ต้นปี 2010 มีคนไข้จำนวนมากที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวบนใบหน้ามาขอคำปรึกษากับ ดร.ควอน ฮัน จิน  แต่ไม่ต้องการผ่าตัด ซึ่งในปกติแล้วนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าในตอนนั้น มีเครื่องเลเซอร์ยกกระชับใบหน้าให้บริการแทนการผ่าตัด แต่คนไข้จำนวนมากที่ผ่านการรักษาด้วยเครื่องเลเซอร์นั้น ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหาได้ ดร.ควอน ฮัน จิน จึงมองหา และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า การร้อยไหม นั่นเอง

การร้อยไหมเป็นเทคโนโลยีของยุโรปที่มีมานาน ก่อนที่เกาหลีจะนำมาพัฒนา ที่มีไหมแบบเป็นก้าง หรือเป็นกรวย ตอนนำมาใช้กับคนไข้ผลลับที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการทำศัลยกรรมที่ไม่มีความเป็นธรรมชาติ และอยู่ได้ไม่นานเพราะเป็นเพียงการนำไหมทั้ง 2 แบบ มาเกี่ยวกับเนื้อเยื่อของผิวหน้าเท่านั้น เวลาร้อยไหมก็จะไปเกาะยึดกับผิวหนัง แต่ผิวหนังของเรานั้นสามารถยืดได้ จึงอยู่ได้ไม่นานใบหน้าก็หย่อนอีกเพราะผิวยืดออก นวัตกรรมที่มีอยู่แก้ปัญหาไม่ได้ จึงมีการคิดค้นไหมละลายแบบใหม่ เพื่อใช้กับใบหน้า และไหมชนิดนั่น คือ ไหมชนิดเดดียวกับไหมที่ใช้ในการเย็บหลอดเลือดหัวใจในห้องผ่าตัดที่อยู่นานถึง 6-8 เดือน ก่อนจะละลายหายไป

ร้อยไหม เจ็บไหม ต้องฉีดยาชาไหม

ร้อยไหม เจ็บไหม บอกได้เลยว่า นี่เป็นคำถามที่คนไข้มักที่จะถามคุณหมอทุกครั้ง ก่อนเข้ารับการรักษาแบบร้อยไหม เพราะคนส่วนมากนั้นกลัวเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา และไม่กล้าที่จะรักษาแบบผ่าตัด จึงเลือกการร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิวบนใบหน้าแทน  คำตอบที่จะได้รับจากหมอ คือ เจ็บแค่ตอนฉีดยาชาเท่านั้น แต่ระหว่างทำไม่เจ็บเลย ส่วนถ้าเป็นการทายานั้น อาจจะรู้สึกตึง ๆ และเจ็บแบบสามารถทนได้

การร้อยไหม คือ การที่เอาเข็มที่มีเส้นไหมร้อยไปใต้ชั้นผิวหนัง บอกได้เลยว่าเจ็บอย่างแน่นอน จึงมีการนำยาชามาทา หรือฉีดเฉพาะที่ แล้วแต่ละคนอาจมีการใช้ยาชาในปริมาณที่ไม่เท่ากัน และมีการถ่ายภาพเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงก่อนการรักษา และหลังเข้ารับการรักษา

การเลือกร้อยไหมที่ไหนดี

  1. สถานที่

ให้ดูสถานที่หรือสถานพยาบาลนั่น เป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลที่ได้รับมาตฐานของกระทรวงสาธารสุข ที่ผ่านการตรวจสอบสถานที่ก่อนเปิดให้บริการ มีเครื่องมือที่ครบวงจร ความสะอาดภายในคลินิก หรือโรงพยาบาลย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเช็คสถานพยาบาล โดยปกติแล้วหากทางคลินิกได้รับอนุญาติการเปิดจะมีเลขสถานพยาบาล 11 ตัว สามารถเช็คสถานพยาบาลได้ในเว็บ เพิ่มเติมได้ เพียงแค่กรอกชื่อสถานพยาบาลแล้วกดค้นหา ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

  1. หมอ หรือแพทย์

การร้อยไหมต้องดูแลจากแพทย์เท่านั้น โดยหมอที่ทำการร้อยไหมต้องมีความรู้ และยังต้องคอยอัพเดทเทคนิคการร้อยไหมแบบต่าง ๆ และได้รับการเทรนจากบริษัทการร้อยไหมแบบต่าง ๆ การร้อยไหมไม่ถูกชั้นผิว อาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย ซึ่งส่งผลร้านแน่นอน หากแพทย์นั้นไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือชำนาญ  แพทย์ที่ให้คำปรึกษาเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทำการรอยไหมให้เรา หรือไหม หมอจะชี้แจงรายระเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะแนะนำไหมที่จะใช้กับเรา บอกเทคนิคที่จะใช้บนใบหน้าของเราด้วย หรือแม้แต่เรื่องการใช้ยาชา

  1. เส้นไหมที่ใช้

ในปัจจุบันเส้นไหมมีหลายประเภท แต่เส้นไหมที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ คือ ไหมโพลีไดอ๊อกซาโนน เป็นไหมที่นำมาเย็บหัวใจตอนทำการผ่าตัด ซึ่งเป็นไหมที่มีโอการแพ้ไหมน้อยมาก จึงเป็นที่นิยม แต่ทว่าเส้นไหมแต่ละประเภทยังถูกแบ่งชนิดไปอีก เช่น เส้นไหมคลอลาเจน, เส้นไหมแขวน, เส้นไหม 360 องศา, และเส้นไหมเงี่ยง เป็นต้น เส้นไหมแต่ละแบบนั้นมีจุดเด่นต่างกันสามารถขอดูเส้นไหมก่อนทำการร้อยไหมได้อีกด้วย

  • เส้นไหมคลอลาเจน เป็นไหมเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่มเหรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ช่วยในการยกได้น้อย เนื่องจากข้อจำกัดในการดึงของตัวไหม อาศัยหลักการสร้างคลอลาเจนอิลาสตินใต้ผิวหนังที่ทำการร้อยมากกว่าการดึงผิว
  • เส้นไหมแขวน (Sling Lift) : เป็นไหมพัฒนาใหม่ ลักษณะเป็นไหมเงี่ยงติดเข็มสองด้าน ระหว่างสองด้านของเส้นไหมออกแบบมาให้เป็นจุดดึงเพื่อให้เกิดแรงที่มากขึ้นของไหมเงี่ยงสองด้านดึงเข้าหากัน ต้องอาศัยการออกแบบและแนวการร้อยโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดแรงดึงที่เหมาะสมในการดึงหน้าและจัดรูปหน้าให้ละมุนละมัย เหมาะสำหรับการเก็บความหย่อนคล้อยในบริเวณที่ดึงโดยทั่วไปทำได้ยาก เช่น มุมปาก กรอบหน้า โหนกแก้ม
  • เส้นไหม 360 องศา หรือร้อยไหมเงี่ยงที่มีลักษณะเป็นเส้นไหมทรงกระบอก มีเงี่ยงตลอดแนวไหมเกลียว 360 องศา มีความยืดหยุ่น ปริมาณเนื้อไหมมาก มีจุดแขวนหรือจุดคล้องใต้ผิวหนังบริเวณขมับ เหนือใบหู ซึ่งอยู่ในชั้นที่เรียกว่า SMAS จึงคล้ายกับการผ่าตัดขนาดเล็ก เหมาะกับการยกกระชับ ปรับรูปหน้าให้เรียว และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนัง หลังร้อยไหมเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก
  • เส้นไหมเงี่ยง (Cog threads) : เป็นไหมที่ขนาดใหญ่ขึ้นมีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยานขึ้นไปตามแนวไหม คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับ ปรับรูปหน้าให้เรียว ดึงผิวได้มากกว่าไหมสองชนิดแรก จึงใช้ในการวางแผนการดึงผิวในบริเวณที่มีความหย่อนคล้อยมาก เช่น กรอบหน้า ใต้คาง
  1. รีวิวเชื่อถือได้จริง

การดูรีวิวจากผู้ที่ผ่านการร้อยไหมจากคลินิก หรือ สถานพยาบาลนั้น ๆ ที่เราเล็งไว้จะไปทำที่นั้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจในการจะเข้าไปใช้บริการ การร้อยไหมในสถานที่นั้น เราต้องดูรีวิวของคนที่มีปัญหารูปหน้าคล้ายกับเรา หรือดูรีวิวการเปลี่ยนแปลงหลังจากร้อยไหมแล้วผลออกมาเป็นอย่างไร

  1. โรคประจำตัว หรือสภาวะของร่างกาย

สำหรับการร้อยไหมนั้นไม่สามารถทำการร้อยไหมได้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวนั้นไม่ควรร้อยไหมเด็ดขาด อย่าลืมที่จะแจ้งแพทย์ หรือพนักงานทุกครั้ง หากมีโรคตามนี้

  • โรคไวรัสตับอักเสบซี
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • โรค เอช ไอ วี
  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง
  • โรคไวรัสตับอักเสบบี
  • มีภาวีติดเชื้อ
  • มีประวัติการเป็นคีรอยด์ได้ง่าย
  • กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

ถ้าหากมีการแพ้ยาชาทั้งทา และการฉีดควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้งในการเข้ารับรักษา การร้อยไหม สามารรถทำได้ทั้งชาย หญิง และสามารถทำได้กับทุกส่วนของร่างกาย เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง ตั้งแต่การเลือกวัสดุที่ผลิตไหม ชนิดของไหม รูปแบบความหย่อนคล้อยของผิวว่าควรจะใช้ไหมชนิดไหน และการจะใช้เทคนิคอะไรในการรักษาให้ได้ผล คุ้มค่าการลงทุนทั้งเงิน เวลา ความเสี่ยง ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือศึกษาหาข้อมูลดูรีวิวต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา

นวัตกรรมเสริมความงามที่คนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก การร้อยไหมด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะก่อให้เกิดเป็นเส้นไยอิลาสตินที่ช่วยยืดหยุ่นประคองผิวไว้ การร้อยไหมนั้นจะมีการที่เอาเข็มที่มีเส้นไหมร้อยไปใต้ชั้นผิวหนัง จึงมีการฉีดยาชาหรือทายาชาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บในขณะที่ร้อยไหม  สุดท้ายอย่าลืมที่จะเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ผลการรักษาทีมีประสิทธิภาพ และมีควาปลอดภัยที่ดีที่สุด

รู้ยังข้อดี ข้อเสียของ hifu กับร้อยไหมต่างกันออกไป

ความสวยงามของใบหน้าและร่างกายในปัจจุบันนี้ถือเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องการ แต่หลายคนนั่นไม่ต้องการที่จะใช้การผ่าตัดในการเสริมความงามเหล่านั้น จึงมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ที่ใคร ๆ หลายคนต้องการ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับการทำ hifu กับการร้อยไหม ว่ามีข้อดี ข้อเสียแตกต่างอย่างไร

Hifu

Hifu ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือ รูปแบบการเสริมความงามแบบใหม่ที่นำคลื่นอัลตร้าซาวด์ความถี่สูงส่งผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยลดริ้วรอย ลดเหนียง และยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าการทำ ไฮฟู (HIFU) ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ รวมไปถึงต้นแขน และต้นขา ที่สามารถเห็นผลหลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ที่กลัวเข็มหรือกลัวการผ่าตัด

Hifu นั่นเหมาะกับทุกเพศที่มีอายุ 25–35 ปี หรือมากกว่านี้ ซึ่งเกิดปัญหาผิวบนใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตาตก หรือมีริ้วรอยมาก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ผ่านการผ่าตัด และผู้ที่ต้องการลดเหนียงใต้คาง หรือลดคางสองชั้น จำนวนครั้งของการทำ Hifu ในแต่ละคนนั่นจะไม่เท่ากัน โดยจะขึ้นอยู่กับปัญหารูปหน้าของผู้เข้ารับรักษา ที่ควรทำอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้ และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30–50 นาที และจะเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือน

ข้อดีของการทำ Hifu

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที
  • ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ โดยไม่ใช้เข็ม
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  • ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • สามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  • จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  • ไม่มีบาดแผลในการรักษา ไม่บวม ไม่ต้องประคบเย็น

ข้อเสียของการทำHifu

  • มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  • ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  • ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  • คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด

การดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

สิ่งที่ควรทำก่อนเข้ารับบริการ คือ คุณต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ หรือเคื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

ควรทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน หรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ถ้าหากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แล้วไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ ที่สำคัญไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

การร้อยไหม

การร้อยไหมคือ เทคนิคการยกกระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย และการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลายโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย

นวัตกรรมร้อยไหมคือ การร้อยไหมเส้นเล็กเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้ไหมไปยกกระชับผิวหน้าดูเด็กลง และไหมยังไปสร้างคอลลาเจนช่วยเติมเต็มผิวหนังมากขึ้น โดยจะเห็นผลทันที 50 % และจะเห็นผล 100% 3-4 สัปดาห์ ขึ้นไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ
  • เส้นไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที
  • ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นาน 6-8 เดือน
  • การร้อยไหมนั้นจะเห็นผลทันทีหลังทำทันที
  • ในตอนที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • หลังจากร้อยไหม อาจมีอาการบวมแดง และรอยช้ำตามแนวการสอดไหม
  • ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย
  • หากเส้นไหมไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม
  • ห้ามกดหรือนวดหลังการร้อยไหม
  • เส้นไหมอาจเกิดการไหล, ทะลุ, ดีด, และขาดได้

วิธีการดูแลตัวเองก่อนการร้อยไหม

ควรงดยา อาหารเสริมหรือวิตามินที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด อย่างเช่น ยาแอสไพริน อาหารเสริมจำพวกวิตามินอี ฯลฯ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนเข้ารับการรักษาแบบการรร้อยไหม

วิธีการดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

ห้ามทำแผลโดนน้ำเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งแผลหลังร้อยไหมจะเป็นเพียงรูเปิดเข็มบริเวณไรเส้นผมเล็ก ๆ ข้างละ 1-2 จุดเท่านั้น โดยแผลจะจางหายไปเองภายใน 1-3 วัน และรับประทานยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมๆ ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลา 1-2 วัน ตามที่คำแนะนำของแพทย์ แล้วงดการสัมผัสใบหน้าแรง ๆ เช่น การล้างหรือถูหน้าแรง ๆ แต่ให้ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แทนหรือควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังทำ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการบวมช้ำอักเสบ และงดการทำทรีทเม้นท์ เลเซอร์ นวดหน้า ขัดผิว อาจทำให้แผลอักเสบจากการโดนความร้อนได้ แล้วข้อห้ามสุดท้ายคือ งดการออกกำลังหรือกิจกรรมที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ 2 สัปดาห์ เช่น หัวเราะแรง ๆ, การกัดแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อทำให้ไหมได้ล็อคตัวกับเนื้อเยื่ออย่างเต็มที่ ข้อมูลข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการทำ Hifuกับการร้อยไหมนั่นมีขั้นตอนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็มีความแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั่นมีความเหมือนกัน ถึงแม้จะใช้เวลาที่ในการเห็นผลไม่เท่ากัน และการทำHifu จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ส่งลงใต้ผิวหนังในรักษา ส่วนการ้อยไหมนั่นจะใช้เส้นไหมรอยลงใต้ผิวหนัง

Hifuกับการร้อยไหม นั่นจะเน้นในเรื่องของการยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้เรียววีเชฟ ส่วนการทำHifuเป็นวิธีการยกกระชับ ที่จะเจ็บน้อยกว่า และไม่ทิ้งรอยแผล แต่ทว่าทั้งการทำHifuกับการร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้น และสามารถไปทำงานต่อได้ทันที ถ้าหากถามว่าการร้อยไหมหรือHifu อะไรดีกว่ากัน ก็มีคำแนะนำข้างต้นแบบนี้ถ้าแก้มหย่อนคล้อยเยอะ แนะนำการร้อยไหมเพราะการร้อยไหมจะช่วยดึงได้เยอะกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า การร้อยไหม ดึงได้ใกล้เคียงกับการดึงหน้า แต่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเปิดแผล มีแค่รอยรูเข็ม แต่ถ้าหากแก้มหย่อนคล้อยไม่เยอะ แนะนำให้ทำHifu เพราะการทำHifuจะเน้นการยกกระชับ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ในบางจุดที่การร้อยไหมเข้าไม่ถึง และถ้าหากคุณกลัวการร้อยไหม ก็สามารถทำ Hifuแทนได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ในการดึงยกกระชับผิวหนังไม่เท่าการร้อยไหมที่ช่วยยกกระชับได้ประมาณ 10-20% สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจทำความงามไม่ว่าจะเป็น Hifu หรือการร้อยไหมก็ตามทางเราอย่างให้ทุกคนเลือก และดูประวัติของคลินิกหรือสถานพยาบาลให้ดี

ร้อยไหมดีอย่างไร ทำไมต้องทำ

นวัตกรรมเสริมความงานสมัยใหม่อย่าง “การร้อยไหม” เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงอ่อนเยาว์ ผิวมีความเรียบกระชับทุกสัดส่วน เดิมทีการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่นิยมมากกว่า แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสผิดพลาดสูง ปัจจุบันคนจึงนิยมการร้อยไหมมากกว่าวิธีอื่น เลยทำให้หลาย ๆ คนสงสัยว่าการร้อยไหมดีอย่างไร ซึ่งในบทความนี้ตั้งใจจะมาอธิบายว่า การร้อยไหมคืออะไร มีวิธีการทำอย่างไร ร้อยไหมแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเรา และอะไรคือผลข้างเคียง

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคทางการแพทย์ ที่ใช้ในการกระชับผิวหนังทั่วร่างกาย แต่นิยมใช้บนใบหน้ามากที่สุด ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่น ขากรรไกร ร่องจมูก และหน้าผาก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะการนำไหมละลายจำนวนหลายเส้น ร้อยเข้าด้านใต้ผิวหนัง เพื่อให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ เพื่อให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม อีกทั้งยังทำให้เลือดไหลเวียนผิวหนังบริเวณนั้นมากขึ้นด้วย ซึ่งไหมที่ใช้มีหลายชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดคือไหมละลาย PDO ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) ซึ่งปกติจะใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดหัวใจ เพราะสามารถเข้ากับร่างกายได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ อีกทั้งยังได้รับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไหมละลายจะละลายหายไปโดยไม่ตกค้างภายในระยะเวลา 8 เดือน

วิธีการร้อยไหมทำอย่างไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคที่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะแพทย์ทางศัลยกรรม เริ่มต้นการรอยไหมด้วยการทายาชาบริเวณที่ทำ จากนั้นจึงนำเส้นไหมมาร้อยยึดตามเนื้อเยื่อผิว ซึ่งจะร้อยเรียงเส้นไหมไปตามโครงหน้าของคนไข้ ใช้เวลาช่วงนี้ประมาณ 20 – 40 นาที อาจทำให้รู้สึกเจ็บ มีรอยช้ำ หรือบวมเล็กน้อย แต่พักฟื้นแค่เพียง 1 – 2 สัปดาห์ก็จะกลับมาปกติ หลังจากนั้นต้องร้อยไหมซ้ำอีกครั้ง เพื่อยึดชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น โดยผิวหนังชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) จะอยู่ลึกกว่าชั้นผิวหนังแท้ ในระหว่างนี้ใบหน้าส่วนที่ร้อยไหมจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ทำเลเซอร์หรืออะไรที่รุนแรงกับใบหน้า เพราะอาจเกิดอาการบวมแดงได้

ลักษณะเส้นไหมที่นิยมใช้

1.เส้นไหมเรียบ (Mono Threads) มีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว          นิยมใช้ร้อยไหมบริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง แต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิว

2.เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้น เกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรผิวหนัง บริเวณที่ยุบตัวลงหรือเป็นแอ่ง เส้นไหมเกลียวจะให้ความแข็งแรงมากกว่าไหมเส้นเรียบ จึงเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงต้านแรงโน้มถ่วง

3.เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียว แต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม คล้ายกับหนามกุหลาบหรือก้างปลา จะทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนคล้อย รวมถึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบ ๆ เส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้จึงเหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง และช่งบปรับรูปหน้าให้เรียวมากขึ้น

ใครที่เหมาะจะร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นการยกกระชับผิวหนัง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัย 30 – 60 ปี โดยคนที่จะทำได้ต้องมีเนื้อเยื่อที่ไม่ยุบตัว หรือมีผิวหนังที่ไม่หย่อนคล้อยมากจนเกินไป และจะให้ผลดีกับผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว แต่ยังไม่พร้อมที่จะผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าจะให้เห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการร้อยไหมร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น การทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมัน เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นเทคนิคการยกกระชับผิวหน้าเพียงชั่วคราว โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี และอาจเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยเล็กน้อยได้หลังจาก 6 เดือนแรก ทำให้ต้องกลับมาเข้ารับการร้อยไหมอีกครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์ให้ได้ยาวนานมากขึ้น โดยทั่วไปใบหน้าของผู้เข้ารับการร้อยไหมอาจบวมในตอนแรก และกลับมาดูเป็นปกติภายใน 1-2 วันหลังการรักษา แต่บางรายอาจปรากฏรอยพับหรือรอยย่นของผิวหนังหลายสัปดาห์ รวมถึงอาการบวม ฟกช้ำ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของไหม อาจพบภาวะติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือมีขั้นตอนการทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม

บางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้ดื้อยาและยากต่อการรักษา ทั้งนี้ไหมแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ไหมเส้นเรียบที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียวอาจทำให้มีอาการฟกช้ำ ส่วนไหมที่มีเงี่ยงอาจทิ้งรอยสอดไหมไว้ให้เห็นได้ และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้นในขั้นตอนก่อนรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากการร้อยไหม

การร้อยไหมเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณ 15-20% ของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและแก้ไขได้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมมาตรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรืออาจเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำ เพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าว
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปบริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงอาจทำให้เกิดเนื้อเยื่ออักเสบได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีการอักเสบ
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหัก ในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง หรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้

  1. เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย ซึ่งอาจทำให้เป็นอัมพาตใบหน้า และหลอดเลือดได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เข็มในการร้อยไหม
  2. มีอาการปวดเรื้อรัง
  3. ใบหน้าสัมผัสได้ถึงไหมที่มี มักเกิดขึ้นจากการใช้ไหมชนิดมีเงี่ยง แต่ก็จะหายไปได้เองหลังผ่านไปหลายวัน
  4. มีเลือดออก
  5. ประสาทการรับรู้บกพร่อ
  6. ภาวะภูมิไวเกิน คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสาร ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไหมละลายชนิด PDO จะได้การรับรองความปลอดภัยจาก อย. แต่นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดเผยว่า อย. ไม่อนุญาต หรือไม่รับรองวิธีการร้อยไหมเพื่อการกระชับผิว แต่อนุญาตให้ใช้ในการเย็บแผลเท่านั้น นอกจากนี้ การร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ยังไม่ได้ถูกรับรองใช้ในสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศในทวีปยุโรป เพราะยังไม่มีผลการศึกษาทางการแพทย์ที่แน่ชัด ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่สนใจการร้อยไหมเพื่อกระชับผิวหน้า ควรพิจารณาไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะได้มาว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://thecloverbeautyclinic.com/