อยากผิวสวยถาวรควรทำเทอเมจกี่ช็อต

ผู้หญิงที่เข้าสถาบันความงามล้วนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน การเสริมความงามไม่ได้ช่วยแค่ให้ผิวพรรณดีขึ้นเท่านั้น การเสริมความงามในแบบต่าง ๆ ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้หญิงและช่วยลดปัญหาที่รบกวนจิตใจทั้ง ปัญหาจากริ้วรอย ความหมองคล้ำที่ปรากฏบนใบหน้า รอยดำรอยแดงต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้หญิงทั้งสิ้น การเข้ารับการทำเทอเมจเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่ต้องการลดปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า เพียงแต่ไม่มีเวลาพักรักษาตัวหลังจากการเสริมความงาม การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การทำเทอเมจจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการรักษาผิวหน้าจากปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวหน้า รูขุมขนไม่กระชับ ผิวหน้าหมองคล้ำไม่กระจ่างใสเหมือนเดิม นอกจากจะรักษาปัญหาผิวหน้า ยังสามารถช่วยลดสัดส่วนต่าง ๆ ของผิวกายได้ทั้งปัญหาเซลล์ลูไรท์ที่ปรากฏบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา แม้จะพยายามออกกำลังกายเพื่อลดเซลล์ลูไรท์ในส่วนดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ การทำเทอเมจจึงเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะฉะนั้นควรที่จะเลือกสถาบันความงามที่ทำเทอเมจที่ได้มาตรฐานและมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำได้ ปัญหาผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการมีความแตกต่างกัน แพทย์จะแนะนำจำนวนช็อตสำหรับการรักษาปัญหาผิวหน้าที่เหมาะสม บทความนี้จะให้ความรู้เรื่องจำนวนช็อตที่เหมาะสมสำหรับปัญหาผิว

ปัญหาของผิวกับจำนวนช็อต

การทำเทอเมจจะต้องมีการประเมินลักษณะปัญหาของผิวหน้าของแต่ละบุคคล เพราะผู้เข้ารับบริการทำเทอเมจมีปัญหาผิวที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิว หรือมีทั้งปัญหาความหย่อนคล้อย ผิวขาดความกระชับ ผิวหน้ามองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่สดใสแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมด

  1. 400 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของเซลล์ลูไรท์ต่าง ๆ ทั้งบริเวณใบหน้า และตามร่างกายที่ต้องการให้ทุกสัดส่วนมีความกระชับขึ้น ทั้งใบหน้าที่ต้องการเพิ่มความชัดของกรอบใบหน้า
  2. 600 ช็อต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยทำงานและเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งแสงแดด ฝุ่น ควันจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดมลภาวะและสิ่งสกปรกสะสมบริเวณใบหน้า จนเข้าไปทำร้ายเซลล์ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ความหมองคล้ำ ริ้วรอยบริเวณต่าง ๆ ทั้งแก้ม หางตา และหน้าผาก ควรรับบริการจำนวน 600 ช็อตเพื่อเพิ่มความกระชับให้แก่ผิวหน้า พร้อมทั้งกระตุ้นให้เซลล์ผิวได้มีการสร้างคอลลาเจนมาซ่อมแซมผิวเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการ
  3. 1,200 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยอย่างรุนแรง มีความหมองคล้ำเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงก็ไม่สามารถเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าได้ การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อปรับการทำงานของเซลล์ผิวตั้งแต่ชั้นผิวแท้ไปจนถึงกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ ให้แก่เซลล์ผิวของผู้เข้ารับบริการ เพื่อให้ผิวหน้ากลับมากระชับ แลดูอ่อนเยาว์ ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ พร้อมทั้งลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ

ข้อจำกัดของการทำเทอเมจ

1 การทำเทอเมจมีราคาค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับผู้รับบริการบางกลุ่ม เช่นนักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

2 ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แพทย์จะไม่อนุญาติให้ทำเนื่องจากอาจจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

3 อาจจะเกิดผลข้างเคียงหลังทำ เช่นมีรอยแดง รอยนูนเกิดขึ้นในบริเวณที่ทำ อาการเหล่านี้สามารรหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้ายังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อดีของการทำเทอเมจ

  1.  การทำเทอเมจมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความสนใจในเรื่องการทำเทอเมจและได้ค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมและพัฒนาให้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
  2. การทำเทอเมจสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จากการทำเพียง 1 ครั้งแตกต่างจากการทำเลเซอร์ผิวที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
  3. การทำเทอเมจมีความสะดวกเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิว แต่มีระยะเวลาในการพักรักษาไม่มาก หลังจากการเข้ารับบริการไม่ต้องพักรักษาตัว สามารถไปทำงานได้ตามปกติ
  4. สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา และผิวผสม แค่เพียงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ รู้ขุมขนกว้าง สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว
  5. สามารถทำได้ง่าย และประหยัดเวลาในการทำ ไม่ต้องฉีดยาชา

ความสามารถของเทอเมจ

เทอเมจสามารถช่วยได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย สำหรับผู้ที่ประสบพบเจอกับปัญหาผิว เทอเมจจะช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายของผู้เข้ารับบริการเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

  1. ผิวหน้ามีความกระชับเพิ่มมากขึ้น
  2. มีปัญหากับกรอบใบหน้าที่ยังไม่ชัดเจน ต้องการที่จะเพิ่มกรอบหน้าให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
  3. มีไขมันสะสมทั้งบริเวณใต้คาง และบริเวณแก้มเป็นจำนวนมาก เทอเมจใช้พลังงานความร้อนในการช่วยให้ไขมันที่สะสมหดตัวลงและสร้างความกระชับให้แก่บริเวณใต้คาง และบริเวณแก้ม
  4. มีปัญหาผิวหมองคล้ำ เทอเมจจะช่วยในการกระตุ้นเซลล์ผิวให้เกิดการสร้างคอลลาเจนมาบำรุงผิว เพื่อลดปัญหาความหมองคล้ำของผิวหน้า
  5. มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยมีสาเหตุมาจากการลดน้ำหนัก ภาวะหลังการคลอดบุตร ทำให้บริเวณหน้าท้องเกิดความหย่อนคล้อย เทอเมจจะเพิ่มความกระชับให้แก่บริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้องที่เกิดความหย่อนคล้อย

เหตุผลที่ควรทำเทอเมจ

เหตุผลที่ผู้มีปัญหาผิวหน้าควรเข้ารับบริการเทอเมจ ก่อนเข้ารับบริการควรที่จะพิจารณาปัญหาของผิวหน้าก่อน ว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาผิวได้แก่ปัญหาความหมองคล้ำ ผิวขาดคอลลาเจน ผิวหน้าไม่กระจ่างใสใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ใดก็ยังไม่สามาแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ปัญหาของการเกิดสิวและมีริ้วรอยต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นปัญหาที่ควรจะใช้การเทอเมจเป็นตัวช่วยในการแก้ไขปัญหา เมื่อทำเทอเมจจะสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำ และจะเริ่มปรากฏผลอย่างชัดเจน 2-3 เดือน และจะคงทนได้ถึง 1-2 ปี จะช่วยให้เซลล์ผิวได้เกิดการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจนมาบำรุงชั้นผิว พร้อมทั้งเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและเริ่มสร้างเซลล์ผิวใหม่ การดูแลผิวหลังเข้ารับบริการคือ การทาครีมกันแดดเท่านั้น เพื่อให้ครีมกันแดดได้ปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้เข้ามาทำลายชั้นเซลลฺผิวที่กำลังสร้างคอลลาเจนที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้า แม้เทอเมจจะมีราคาในการทำค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะที่มีราคาแพง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป

วิธีการเลือกสถาบันความงามที่จะทำเทอเมจ

การจะทำเทอเมจผิวหน้าควรจะพิจารณาจากสิ่งใดบ้าง เพื่อที่จะได้สถาบันความงามที่ดีมีมาตรฐานและไม่เกิดอันตรายหลังการเข้ารับบริการ

  1. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐาน มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำสำหรับการทำเทอเมจผิวหน้าได้
  2. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีความสะอาดทั้งสถานที่และเครื่องมือ ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
  3. สามารถสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำเทอเมจผิวหน้าได้ และทางสถาบันความงามสามารถอธิบายได้ไม่ปิดบังข้อมูล
  4. ควรเลือกสถาบันความงามทีให้ความสำคัญกับผู้เข้ารับบริการ และมีการบริการหลังการเข้ารับการทำเทอเมจ
  5. ควรศึกษาข้อมูลการทำเทอเมจของแต่ละสถาบันก่อนเข้ารับการปรึกษา

จะเลือกรับบริการเทอเมจในสถาบันความงามใด ควรที่จะศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง เนื่องจากการทำเทอเมจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าคุ้มค่า การเลือกสถาบันความงามที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้ผู้รับบริการเสียทั้งทรัพย์และเวลา ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองจากสาธารณสุข พร้อมทั้งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาในปัญหาผิวหน้าที่มีความแตกต่างกัน และควรทำเทอเมจจำนวนช็อตที่แตกต่างกันด้วย

 

HIFU ดีอย่างไร ทำแล้วกี่วันเห็นผล

อยากมีใบหน้าที่เด็ก แต่ไม่อยากเจ็บตัว หลายคนจึงเลือกนวัตกรรมใหม่อย่าง HIFU (ไฮฟู) เพราะเป็นการยกกระชับหน้าแบบที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้คลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตราย และไม่มีผลข้างเคียง แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น เรามาดูข้อดีและผลลัพธ์ที่จะได้จากการทำ HIFU กันก่อน เพราะการทำมีราคาค่อนข้างสูง จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนทำ HIFU คืออะไร? ดีอย่างไร? กี่วันเห็นผล? ตามมาหาคำตอบกันได้เลย

HIFU คืออะไร?

HIFU (High Intensity Focus Ultrasound) นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ช่วยยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ด้วยการนำส่งคลื่น Ultrasound ลงไปยังชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า คล้ายกับวิธีการทำด้วย Ulthera ต่างกันตรงที่ HIFU จะใช้คลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1000 ครั้งต่อวินาที โดยหัวยิงของเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ยิงคลื่นได้ในระยะความลึกที่แม่นยำ และพลังงานที่เสถียรในแต่ละจุด เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย ทำให้ยกกระชับผิวให้ตึงยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ผิวดูอ่อนวัย

HIFU ดีอย่างไร?

ด้วยเพราะหลักการทำงานของ HIFU นั้น เป็นการปล่อยคลื่นความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผิวหน้าของแต่ละคน และยิงลงสู่ชั้นผิว SMAS ที่เป็นชั้นพังผืดรองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ลึกถึง 4.5 mm. เมื่อมีการปล่อยคลื่นพลังงานความร้อนลงบนผิว จึงทำให้ชั้นผิวหดลง โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวเบิร์น อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา จึงสามารถช่วยเน้นที่บริเวณใต้ตาและรอบดวงตาได้โดยตรง ช่วยยกกระชับผิวได้ทันที และเห็นผลลัพธ์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรก แก้ปัญหายกมุมปาก หนังตาตก คิ้วตก และใบหน้าหย่อนคล้อย เป็นวิธีที่ช่วยยกกระชับผิวได้ทั้งใบหน้า เหนียง และลำคอ รวมถึงต้นแขนและต้นขา ดีต่อคนที่กลัวเข็ม หรือยังไม่อยากทำศัลยกรรมผ่าตัด ไม่อยากนอนพักฟื้น HIFU จึงเป็นตัวเลือกที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

HIFU เหมาะกับใคร?

การทำ HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อย และต้องการให้ผิวตึง กระชับ ได้รูปทรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ที่มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือหนังตาตก คิ้วตก ใต้ตาห้อย แก้มย้อย มีริ้วรอย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะยิ่งทำให้ผิวหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างการจะลดการสร้างคอลลาเจนลง ส่งผลให้ผิวหน้าเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยได้

อายุที่เหมาะสมที่สามารถทำได้ เมื่ออายุเกิน 20 ปี อิลาสตินในชั้นผิวของเราจะเริ่มยืดออก ส่งผลให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย และเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการสร้างคอลลาเจนลง 1.5% และเมื่ออายุ 40 ปี กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะลดลงถึง 30% ทำให้ผิวเริ่มเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยลง มีร่องใต้ตา ร่องแก้ม หากปล่อยเวลาให้ยืดออกไป ผิวหน้าเราจะหย่อนคล้อยแบบทวีคูณ เพราะฉะนั้นหากเราต้องการกระชับใบหน้าให้ตึง เรียบเนียน อยู่ตลอดเวลานั้น ก็สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องรอให้ถึง 40 ปี ยิ่งทำตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องมุมปาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เราดูแก่ก่อนวัย และใบหน้าดูโทรมได้ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ก็สามารถทำ HIFU ได้เช่นกัน โดยการยกกระชับรูปหน้าและยกแนวคิ้ว รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย ลดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ให้กลับมาสดใส ดูผิวเรียบเนียนกระชับขึ้นได้

HIFU กี่วันเห็นผล?

หลังจากทำ HIFU จะเห็นผลทันทีเลยประมาณ 20-30% เนื่องจากผิวจะหดจากความร้อนที่ลงใต้ผิวประมาณ 60-70 องศา ทำให้ผิวเกิดการยกกระชับขึ้นในทันที และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นเต็มที่ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนหลังทำ โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน และอาจอยู่ได้นานถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและคนไข้ทนเจ็บได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการทำ HIFU ให้ได้ผลนานนั้น จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บ หากทำแล้วไม่เจ็บ อาจเป็นเพราะแพทย์ใช้คลื่นพลังงานที่ไม่สูง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน้อยลงไปด้วย ระยะเวลาการอยู่ก็จะสั้นลงเช่นกัน

HIFU ต่างจาก Ulthera อย่างไร?

Ulthera จะเป็นเครื่องที่ใช้พลังงานสูงกว่า HIFU 2 เท่า ทำให้ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานกว่า 2 เท่าเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บที่มากกว่า และเครื่อง Ulthera จะมีหน้าจอเพื่อระบุความลึกของการยิง ทำให้การยิงพลังงานลงในชั้น SMAS ได้ผลแม่นยำมากขึ้น แต่หากว่าแพทย์ที่มีความชำนาญแล้ว จะไม่มองที่หน้าจอ และอาศัยความชำนาญในการยิง ก็จะได้ผลที่ไม่ต่างจากการทำ HIFU เลย และหากเทียบความคุ้มค่าแล้ว การทำ HIFU จะคุ้มค่าและคุ้มราคาที่ต้องจ่ายไปมากกว่า หากเทียบผลของการยิงแบบช็อตต่อช็อต

HIFU ไม่ควรทำร่วมกับหัตถการอะไรบ้าง?

การรักษาผิวหน้าหย่อนคล้อยด้วยนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทำร่วมกันหรือผสมผสานกันได้ เช่น เราสามารถทำ HIFU ควบคู่ไปกับการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม ฉีดเมโสแฟต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรทำร่วมกับ Ulthera เพราะวิธีการและผลลัพธ์มีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการทำซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สำหรับคนที่ต้องการร้อยไหมและทำ HIFU ไปพร้อม ๆ กันนั้น สามารถทำทั้งสองอย่างร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อวิเคราะห์และประเมินว่าควรทำอะไรก่อนหลังเพื่อจะได้เห็นผลมากที่สุด เพราะปัญหาใบหน้าของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน รวมถึงการดูแลของแพทย์จะทำให้เราปลอดภัยในการทำอีกด้วย

ดูแลตนเองอย่างไรก่อนและหลังทำ HIFU

ก่อนทำ HIFU ควรเตรียมตัวอย่างไร

– นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

– งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิด

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

หลังทำ HIFU ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

– งดการสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะจะไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

– หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ เพื่อให้คอลลาเจนฟื้นฟู

– ทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แต่ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปเผชิญแสงแดดและมลภาวะนอกบ้าน โดยแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

– สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่งดการนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ

– หากมีอาการตึงที่ผิว สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อลดอาการได้

สรุปข้อดีและผลข้างเคียงจากการทำ HIFU

การทำ HIFU นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยไม่เยอะ มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องปาก ไม่ลึกมากนัก ซึ่งราคาของการทำ HIFU นั้นไม่แพงจนเกินไป สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง สำหรับคนที่ทนเจ็บทำ Ulthera ไม่ไหว ก็สามารถเลือกวิธีนี้ได้ นอกจากนี้หลังการทำ HIFU จะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ นอกจากจะรู้สึกอุ่น ๆ ในขณะที่ทำเท่านั้น แต่ผิวจะไม่เบิร์นหรือแสบร้อนแต่อย่างใด แถมยังสามารถทำการรักษาอย่างอื่นได้อีก จัดได้ว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ ทั้งนี้ขณะทำการรักษาแพทย์จะใช้ยาชาทาเพื่อลดอาการเจ็บปวดลง ทำให้หลังจากทำ HIFU สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยที่ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนรอยแดงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำนั้นจะหายเองได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

เพื่อความสวยงามและผิวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป การทำ HIFU เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้คุณดูอ่อนวัยลง ทั้งยังช่วยคืนความสาว ความสดใส ให้กลับคืนมา แก้ปัญหาความหย่อนคล้อย และริ้วรอยต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแนะนำก่อนทุกครั้ง และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

 

บอกเล่าประสบการณ์ก่อนทํา Ulthera และข้อควรระวังที่ควรรู้

นวัตกรรมการทำ Ulthera คือหนึ่งในเทคโนโลยีกระชับใบหน้ายอดนิยม เนื่องจากมีจุดเด่นในการรักษาคือ ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้ทันทีหลังทำ กรอบหน้าชัดเจนขึ้น ช่วยลดริ้วรอย มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเรียบเนียน อิ่มฟู และรูขุมขนกระชับ ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่กลับได้ใบหน้าที่เรียวสวยไม่หย่อนคล้อยกลับคืนมา แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำกันนั้น เราได้รวบรวมรวมประสบการณ์ก่อนทำ Ulthera และข้อควรรู้ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณพิจารณาได้ง่ายยิ่งขึ้น

รู้ไว้ก่อนทำ Ulthera

  1. อย่างแรกเลยคือต้องรู้ถึงปัญหาของใบหน้าตนเองก่อน เพราะนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าในปัจจุบันนั้นมีหลายวิธีให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Ulthera, Thermage หรือ HIFU ซึ่งหากว่าคุณเป็นคนที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อใบหน้า ต้องการลดริ้วรอย และต้องการให้หน้าได้รูปชัดเจน การทำ Ulthera ก็จะเหมาะสมสำหรับคุณที่สุด เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่สามารถยิงลึกลงไปถึงผิวชั้นลึก SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างพังผืดใต้ผิวหนังที่ช่วยพยุงโครงร่างผิวหนังไว้ ทำให้มีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าได้เป็นอย่างดี
  2. แม้ว่าเทคโนโยลีการทำ Ulthera นั้นจะไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะมีความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นได้ เนื่องจากได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำการยกกระชับหรือดึงหน้าให้ตึง ยิ่งลึกลงใต้ชั้นผิวเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเจ็บมากเท่านั้น หากคุณไม่สามารถทนเจ็บได้ อาจจะพิจารณาเลือกเป็นเทคโนโลยีอื่นอย่าง Thermage แทน
  3. หากมีปัญหาในบริเวณอื่น ๆ ที่ผิวค่อนข้างบาง เช่น เปลือกตา ริมฝีปาก การรักษาด้วยวิธี Ulthera อาจไม่สามารถช่วยยกกระชับได้ แต่แพทย์สามารถผสมผสานเทคโนโลยีระหว่าง Ulthera และ Thermage ในการรักษาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้
  4. ค่าใช้จ่ายในการทำ แม้ว่า Ulthera และ Thermage จะมีราคาใกล้เคียงกัน แต่การรักษาด้วย Ulthera จะคุมงบประมาณได้มากกว่า เพราะสามารถเลือกทำบริเวณที่ต้องการก่อน และกำหนดจำนวนช็อตที่จะทำได้ เช่น อยากยกกระชับบริเวณคิ้วและหางตา ก็อาจจะใช้เงินที่ไม่มากนักในการทำแต่ละครั้ง
  5. ระยะเวลาของการเห็นผล การทำ Ulthera จะเห็นผลแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะรู้สึกถึงผิวกระชับได้ในการทำครั้งแรกประมาณ 20-30% แต่เนื่องจาก Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดทำศัลยกรรม จึงทำให้ไม่สามารถเห็นผลชัดเจน 100% ได้ในทันที ต้องใช้ระยะเวลา โดยจะเห็นชัดขึ้นหลังทำประมาณ 3-6 เดือน และผลจะคงอยู่นาน 1-2 ปี แล้วแต่สภาพผิวและการดูแลของแต่ละคน
  6. ความปลอดภัยในการทำ การทำ Ulthera มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA เครื่องมือที่ใช้ทำจึงมีมาตรฐานและปลอดภัย แต่ทั้งนี้ก่อนทำต้องสอบถามให้แน่ชัดและสังเกตให้ดีก่อนว่า เครื่องที่คลินิกหรือสถานประกอบการนั้น ๆ ใช้ เป็นเครื่องแท้หรือไม่ เพราะหากเป็นเครื่องลอกเลียนแบบจะทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านของผลลัพธ์ที่ได้และผลข้างเคียงจากการทำ

Ulthera, Thermage และ HIFU แตกต่างกันอย่างไร?

นวัตกรรมการยกกระชับผิวหน้าทั้ง 3 แบบ อย่าง Ulthera, Thermage และ HIFU นั้น ล้วนแล้วแต่ช่วยให้ใบหน้ากระชับ ปรับรูปหน้า แต่เทคโนโลยีแต่ละอย่างนั้น ก็ย่อมมีวิธีการแตกต่างกันออกไป ใครที่สนใจในการทำ Ulthera นั้น มาดูความแตกต่างของการยกกระชับทั้ง 3 แบบนี้กันก่อน เพื่อจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

– Ulthera นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ ลงไปยังชั้น SMAS ที่อยู่เหนือกล้ามเนื้อ เป็นชั้นผิวที่ลึกที่สุด มีความแม่นยำสูง ความร้อนที่ยิงลงไปทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้เกิดการยกกระชับทันที และผิวเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– Thermage นวัตกรรมยกกระชับที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดียว สามารถปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่มีคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบสูงสุด ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้เกิดการกระชับของผิว ผิวเรียบเนียน ลดริ้วรอย และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้มีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี

– HIFU นวัตกรรมยกกระชับที่ปล่อยคลื่นพลังงานอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงลงบริเวณที่ทำ ลึกลงไปยังชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อผิวหนัง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ช่วยลดไขมันข้างแก้ม แก้ปัญหาเหนียงและคางสองชั้น ลดริ้วรอยให้ตื้นและเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์หลังทำ สามารถอยู่ได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี และต้องมีการทำซ้ำทุก ๆ 2 เดือน

ข้อจำกัดและข้อควรระวัง ของการทำ Ulthera ที่ควรรู้

  1. ก่อนจะทำ Ulthera ควรศึกษารายละเอียดของการรักษาให้ดีเสียก่อนว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง เพราะการรักษาด้วย Ulthera นั้น เน้นไปที่การยกกระชับใบหน้า ให้ใบหน้าเต่งตึง ไม่สามารถช่วยลดร่องรอยจุดด่างดำ หรือช่วยบำรุงผิวได้โดยตรง และอยู่ได้เพียง 1-2 ปี เป็นทางเลือกที่ดีของคนที่ไม่อยากผ่าตัดดึงหน้า
  2. ควรเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้ สะอาด และถูกหลักอนามัย ตั้งอยู่ในแหล่งที่เป็นที่รู้จักและหาง่าย ไม่ใช่คลินิกเถื่อนที่ซ่อนอยู่ในซอกซอยที่ลึกลับ และใช้เครื่องมือนำเข้าอย่างถูกต้อง เป็นของแท้ มีการรับรองจาก FDA จากอเมริกา และ อย.ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ตรวจสอบได้ เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลลัพธ์ที่จะได้
  3. แพทย์ที่จะทำต้องจบด้านการแพทย์โดยตรง และมีประสบการณ์ในด้านศัลยกรรมความงาม รวมถึงใช้เครื่องมือได้อย่างชำนาญ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีหรือไม่ สิ่งสำคัญคือเทคนิคและฝีมือของแพทย์ที่ทำ ถ้าแพทย์ที่เก่งและมีประสบการณ์สูง ก็จะสามารถยิงคลื่นลงไปได้อย่างตรงจุด ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงต้องเข้าใจในปัญหาและสภาพผิวของคนไข้ด้วย
  4. มีรีวิวการใช้บริการ ด้วยเพราะ Ulthera นั้น จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและปัญหาของแต่ละคน เนื่องจากไม่ใช่การผ่าตัดยกกระชับผิวหน้าจึงจะไม่เห็นผลที่ชัดเจนนักในช่วงแรก ๆ แต่เราสามารถขอดูรีวิวจากผู้ที่เคยทำ เพื่อดูรูปเปรียบเทียบก่อน-หลัง จากการทำ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดหลังทำ Ulthera

  1. หลังทำ Ulthera จะเห็นผลทันที 20-30% และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ใน 2 เดือน
  2. กรอบหน้าจะชัดขึ้น แก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ จากการที่ชั้น SMAS หดตัว
  3. ผิวดูอิ่มฟูขึ้น แน่นขึ้น จากการที่ส่งผ่านพลังงานไปยังชั้นผิวตื้น ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแก่ชั้นผิว
  4. หางคิ้วและหางตาจะถูกยกขึ้น ไขมันหนังตาดูลดลง เหมาะกับคนที่หนังตาหางตาตก แต่ยังไม่อยากทำศัลยกรรม
  5. ใบหน้ายกกระชับขึ้น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละบุคคลนั้นจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลรักษาหลังการทำ Ulthera อีกด้วย แต่หากมีการดูแลที่ดี การทำ Ulthera นั้น สามารถให้ผลลัพธ์ได้ยาวนาน 1-2 ปี

วิธีปฏิบัติตน หลังทำ Ulthera

หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำ Ulthera ความแตกต่างจากนวัตกรรมอื่น ๆ ผลลัพธ์ที่ได้ ข้อจำกัด และข้อควรระวัง ที่รู้กันไปแล้วนั้น เรื่องของวิธีปฏิบัติตนหลังจากการทำ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรรู้ไว้เช่นกัน

  1. หลังการทำ Ulthera สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทาครีมบำรุงหรือแต่งหน้า โดยไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดทุกครั้ง
  2. ไม่สัมผัสผิวหน้าหรือถูหน้าแรง ๆ เพราะในระยะแรกผิวอาจมีอาการบวมได้ ซึ่งสามารถประคบเย็นหลังทำเพื่อช่วยลดบวม และอาการบวมนั้นจะหายไปได้เองประมาณ 2-3 วันหลังทำ ควรนอนหมอนสูงจะช่วยบรรเทาอาการได้ด้วย

แม้ว่าการทำ Ulthera จะได้รับการยอมรับและกล่าวขานว่าเห็นผลดีและปลอดภัย แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น ต้องศึกษาให้ดีก่อน รวมถึงเลือกแพทย์และคลินิกที่เชื่อถือและไว้ใจได้ นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

ร้อยไหม และฉีดแฟต ไปพร้อมกัน ทำได้ไหม?

รูปหน้าใครว่าไม่สำคัญ ในปัจจุบันนี้หลายคนอยากที่จะกำหนดรูปหน้าของตัวเอง ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะรูปหน้าเรียวไข่ หรือรูปหน้าวีเชฟแบบสาวเกาหลี จะดีไหมถ้าเราสามารถเลือกรูปหน้าของเราได้ ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหม ที่ช่วยปรับรูปหน้ากระชับ ได้รูป ไม่กลม ไม่บาน ไม่หย่อน ไม่คล้อย ให้ออกมาเป็นรูปหน้าแบบที่เราฝันได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะร้อยไหมปรับรูปหน้าแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ช่วยลดแก้ม สลายไขมัน และทำให้หน้าเรียว นั่นก็คือ การฉีดแฟต แล้วเราสามารถทำการร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

ร้อยไหม คืออะไร

ร้อยไหม คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวให้กลับมาดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่จะใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อทำกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวกระชับขึ้น สามารถทำได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แต่คนนิยมทำกับผิวหน้ามากกว่า เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ได้อย่างเห็นผล และช่วยยกกระชับริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ อีกด้วย โดยการใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง เพื่อการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง และเนื่องจากไหมที่ใส่เข้าไปนั้นเป็นไหมละลาย คอลลาเจนที่เป็นเนื้อเยื่อของเราจะเข้าไปทดแทนไหมที่ละลายนั้น ทำให้ใบหน้าของเราดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ร้อยไหม ปลอดภัยหรือไม่

ไหมที่ใช้ในการทำนั้นเป็นไหมละลาย และจะละลายจนหมดไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย และไม่ไหลไปมาเหมือนฟิลเลอร์ ทำให้การร้อยไหมมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยกรีด และไม่มีการเสียเลือด เพียงแค่ฉีดเส้นไหมเข้าไปในร่างกายเท่านั้น

ชนิดของเส้นไหมมีกี่ประเภท

การร้อยไหมเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้านั้น จะนิยมใช้เส้นไหม 4 ประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามลักษณะของตัวไหม ดังนี้

  1. ไหมละลายแบบเรียบ (Mono threads) เป็นไหมละลายเส้นเรียบ ที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียว เริ่มใช้ในสมัยแรก ๆ ที่การร้อยไหมยังไม่เป็นที่นิยมนัก เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง ใบหน้าที่ถูกร้อยไหมจะดูเต่งตึงขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ และในปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่มีการใช้ไหมเรียบชนิดนี้กันแล้ว
  2. ไหมละลายแบบเกลียว (Screw threads) เป็นไหมละลายที่มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ ลักษณะเป็นเกลียวคล้ายสปริง เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง สามารถช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนยานได้
  3. ไหมละลายแบบเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำให้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้า เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณคาง หรือปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก
  4. ไหมละลายแบบกรวย (Silhouette soft) เป็นไหมละลายรูปแบบใหม่ ที่มีเทคนิคการร้อยใกล้เคียงกับไหมชนิดมีเงี่ยง ไหมชนิดนี้เน้นช่วยยกกระชับผิวมากกว่าการสร้างคอลลาเจน สามารถยกกระชับผิวได้ดีกว่าไหมรูปแบบอื่น และได้ผลยกกระชับที่ยาวนานกว่า โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ราว ๆ 1-3 ปี แต่ด้วยความที่ไหมชนิดนี้มีราคาสูง จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

ฉีดแฟต คืออะไร

การฉีดแฟต ที่เรียกกันติดปากนั้น ที่จริงแล้วมาจากคำว่า เมโสแฟต (Meso Fat) การฉีดเมโสแฟตนั้น คือนวัตกรรมสลายไขมันในร่างกาย โดยการฉีดยาเพื่อไปสลายไขมันบริเวณนั้นๆ และขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฉีดสาร Meso Fat ได้ เพราะอาจมีอาการแพ้สาร Meso Fat อีกทั้งหากได้รับการฉีด Meso Fat ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ชั้นไขมันเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อลุกลามได้ วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์ หรือคนที่ต้องการปรับรูปร่างให้กระชับสมส่วนยิ่งขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณแก้มและคาง เพื่อให้ใบหน้าเรียวสวยได้

ฉีดแฟต ปลอดภัยหรือไม่

ปกติแล้วการฉีดแฟตโดยผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย แต่หากฉีดในสถานบริการหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เป็นที่รู้จักก็อาจเสี่ยงอันตราย และส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยได้ เนื่องจากอาจมีการใช้ Meso Fat สูตรที่อันตราย ที่ทางอ.ย.ประกาศเตือน อันได้แก่

  1. การใช้สเตียรอยด์ ปกติแล้วแพทย์ผิวหนังจะใช้สเตียรอยด์ในการรักษา ฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ และใช้ในปริมาณที่น้อย แต่สเตียรอยด์ที่บางคลินิกนำมาผสม Meso Fat ในปริมาณมาก เพื่อการเห็นผลไว แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้หน้าบวมขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากไปกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ซึ่งสเตียรอยด์ที่ผสมใน Meso Fat จะมีทั้งแบบสีขาวขุ่นและสีขาวใส ดังนั้น ก่อนฉีดทุกครั้งควรขอดูยี่ห้อ Meso Fat ก่อนเพื่อความปลอดภัย
  2. ยาสลายฟิลเลอร์ ที่ชื่อว่า Hyaluronidase ปกติแล้ว จะมีการใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการนำมาฉีดในปริมาณมาก ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป เนื้อยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เห็นผลไว ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนยานลงได้

ร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

หากต้องการลดไขมันบนใบหน้า ไปพร้อม ๆ กับการยกกระชับใบหน้าด้วยนั้นสามารถทำได้ เพราะทั้งสองวิธีจะมีกลไกการทำงานและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แต่กลับช่วยเสริมให้ผลลัพธ์ออกมาดูดียิ่งขึ้น ซึ่งการร้อยไหมนั้นจะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กในทันที ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย ส่วนการฉีดแฟตนั้นคือสลายไขมันสะสมด้วยเมโสแฟต ปรับหน้าเรียวเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างของลักษณะของใบหน้าที่สามารถทำการร้อยไหมและฉีดแฟตไปพร้อมกันได้นั้น ได้แก่

  1. ผู้ที่มีรูปหน้าที่มีแต่แก้มแต่ไม่มีกราม ต้องการมีใบหน้าเรียวเป็นวีเชฟ สามารถฉีด Meso Fat เพื่อลดไขมันบริเวณแก้ม และยกกระชับรูปหน้าให้เรียวเป็นวีเชฟด้วยการร้อยไหม เท่านี้ก็จะได้รูปหน้าที่เป๊ะปัง กรอบหน้าชัดขึ้น
  2. ผู้ที่มีโหนกกราม ไม่มีแก้ม และไม่มีกราม แต่ต้องการปรับรูปหน้าใหม่ให้เรียวขึ้น ก็สามารถใช้วิธีร้อยไหมลดโหนกแก้ม และฉีด Meso Fat เพื่อให้โหนกแก้มดูต่ำลงมาได้
  3. ผู้ที่มีใบหน้ารูปเหลี่ยม มีกราม มีแก้ม ต้องการแก้ปัญหาลดความเหลี่ยมของใบหน้า เพื่อเเก้ปัญหารูปหน้านั้นสามารถฉีด Meso Fat เพื่อสลายไขมัน ในกรณีที่แก้มเยอะก็ต้องฉีดหลายเข็มจนกว่าแก้มจะหาย แล้วจึงร้อยไหมเพื่อยกกระชับปัญหาเเก้มคล้อย หลังจากฉีด Meso Fat แล้ว

หากอยากมีใบหน้าเรียวสวย เราสามารถเลือกวิธีในการแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า หรือฉีดแฟตเพื่อสลายไขมันที่แก้มให้หน้าดูเล็กลง แต่เพื่อความหน้าเรียวระดับ 10 ก็สามารถฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้มก่อนแล้วถึงตามด้วยการร้อยไหม เพื่อยกกระชับหน้าให้เรียวแบบสุดขีดได้ แต่ทั้งนี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อดูปัญหาของใบหน้าเราว่าควรจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเห็นผลในระยะยาว ปัญหาของรูปหน้าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ด้วยเพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาความสวยงามให้เราได้ เพียงเลือกให้ถูกต้องและเหมาะสมกับปัญหาของตนเอง และต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญ นอกจากจะทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการแล้วนั้น ยังหมายถึงความปลอดภัยอีกด้วย

อยากหน้าเรียวต้องอ่าน Thermage กี่วันเห็นผล?

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปัญหาหนึ่งที่จะต้องพบเจอนั่นก็คือ ผิวหน้าไม่กระชับและหย่อนคล้อย ปัญหานี้พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย หลายคนจึงต้องสรรหาสารพัดครีมมาใช้ แต่นั่นก็ใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผลหรือรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง และด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ของการยกกระชับปรับรูปหน้าที่เรียกว่า Thermage จึงทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกแก้ไข ช่วยคืนความอ่อนวัยให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องใช้เวลานานในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เฉกเช่นการใช้ครีมหรือทำทรีทเมนท์ หลายคนคงเกิดคำถามที่ว่า แล้วการทำ Thermage กี่วันเห็นผล? เรามาหาคำตอบนี้กัน

รู้จักกับ Thermage

Thermage คือหนึ่งในนวัตกรรมของการยกกระชับผิว ทั้งผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก และทุกส่วนของร่างกายที่ต้องการให้ผิวมีความกระชับ ขจัดเซลลูไลท์ และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้ ด้วยเครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) ที่มีเทคโนโลยีในการปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ที่อยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย สลายไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด และช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป็นวิธีที่ดีในการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือทำศัลยกรรม สามารถปรับให้รูปหน้าเรียวสวย ยกกระชับผิวรอบดวงตา และมีกระบวนการรักษาเพียงครั้งเดียวแบบไม่ต้องเจ็บตัว

Thermage ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  1. ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยไปตามวัยและกาลเวลา สร้างกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ให้ใบหน้าเรียวโดยไม่ต้องผ่าตัด
  2. ช่วยยกกระชับบริเวณเปลือกตา สำหรับคนที่หนังตาตก ผิวรอบตามีความหย่อนคล้อย ให้กระชับและดวงตาดูสดใสขึ้น
  3. ช่วยลดบริเวณแก้มและเหนียง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเนื้อแก้มเยอะ หรือมีเหนียงที่ชัดเจน
  4. ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบริเวณใบหน้าและร่องแก้มลึก และเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหน้า
  5. ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังจากลดน้ำหนัก และผิวที่ท้องแตกลายหลังคลอดบุตร
  6. ช่วยขจัดเซลลูไลท์ตามร่างกาย ให้ต้นขา ต้นแขน สะโพก และหน้าท้อง กระชับขึ้น

Thermage กี่วันเห็นผล

Thermage จะใช้เวลาในการทำ 1-2 ชั่วโมง และหลังจากทำเสร็จจะเห็นผลในเรื่องยกกระชับแบบทันทีประมาณ 30% หลังจากนั้นสภาพผิวจะดีขึ้นจากการที่มีการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวใหม่ โดยจะเห็นผลเต็มที่ในเวลา 3-6 เดือน และจะอยู่ไปอย่างน้อยราว ๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละคน สำหรับคนที่ต้องการให้ผลลัพธ์อยู่นาน ๆ สามารถทำซ้ำได้ในอีก 6 เดือนหลังจาก Thermage หมดฤทธิ์ ซึ่งการทำต่อเนื่องปีละครั้งจะช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้น และเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการชะลอวัยให้กับผิวหน้าได้ในระยะยาว

ขั้นตอนการทำ Thermage

  1. ทายาชาลงบนผิวบริเวณที่จะทำ Thermage ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้ยาชาออกฤทธิ์
  2. ทำความสะอาดผิวด้วยแอลกอฮอลล์ และแพทย์ผู้ทำจะทำการลอกรูปตาราง (Grid Paper) ลงบนผิว เพื่อความแม่นยำในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ เนื่องจากคนไข้บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ส่วนผสมในการลอกรูปตารางลงบนผิวได้ แพทย์อาจทำการพิจารณาไม่ใช้รูปตาราง
  3. ยิงรักษาทีละจุดตามตารางจนทั่วบริเวณจนครบจำนวนช็อต เช่น 600, 900 หรือ 1,200 ช็อต
  4. ให้ความเย็นแก่ผิวชั้นบนเป็นครั้งสุดท้าย (Spray Cooling) เพื่อป้องกันผิว Burn
  5. แพทย์อาจมีการกลับมายิงซ้ำในบริเวณที่ต้องการการรักษาหรือเน้นการดูแลเป็นพิเศษ
  6. หลังจากยิงเสร็จแล้ว ทำความสะอาดผิวและลบตารางออก

ผลข้างเคียงของการทำ Thermage

Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ปลอดภัยเพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้มีผลข้างเคียงน้อยมาก อาการที่อาจพบได้หลังจากการทำคือ

  1. รอยแดงหลังทำ สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการเกิดความร้อนที่บริเวณใต้ผิวหนังที่ทำ และจะหายได้เองหลังทำไม่กี่ชั่วโมง
  2. อาการบวม นูน เป็นอาการข้างเคียงที่อาจพบได้บ้าง แต่จะเป็นการบวมเพียงเล็กน้อย ไม่ได้บวมมากหรือรุนแรงเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม สามารถหายได้เองและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. ผิวไหม้ (Burn) อาจมีการเกิดขึ้นได้สำหรับการรักษาที่ใช้ความร้อนมากเกินไป เช่น ระดับ 3-4 เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นกว่าระดับอื่น แต่อาจส่งผลข้างเคียงหลังทำให้ผิวไหม้ หรือเกิดการบาดเจ็บระหว่างทำได้ เพราะฉะนั้นหากเรามีความรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว ต้องรีบบอกแพทย์ผู้ทำการรักษา เพราะปกติแล้วความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ Hot But Tolerated หรือร้อนในระดับที่พอทนได้ แต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด

คำแนะนำในการดูแลตนเองก่อนและหลังทำ Thermage

  1. ก่อนทำควรพักผิวหน้าหรือผิวบนร่างกายในบริเวณที่ต้องการทำ โดยงดการทำทรีทเมนท์หรือเลเซอร์อื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย Thermage
  2. เน้นทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่ต้องการทำอย่างสม่ำเสมอ และควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไปร่วมด้วย
  3. ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหรือต้องโดนแดดจัด ๆ โดยตรง หลังทำ Thermage ประมาณ 1 สัปดาห์
  4. หลังทำ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป เป็นประจำ
  5. หากแพทย์ให้ครีมบำรุงมาทา เพื่อป้องกันการอักเสบ บวม แดง และรอยแผลเป็น ควรทาครีมอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

ข้อดีของการทำ Thermage

  1. Thermage เป็นการยกกระชับผิวที่เห็นผลชัดตั้งแต่หลังทำ และให้ผลลัพธ์ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้เวลารอนาน
  2. การทำ Thermage สามารถช่วยปรับรูปหน้าได้ตามต้องการ และแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยได้ทั้งใบหน้า ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง
  3. สามารถทำได้ทุกสีผิวโดยไม่จำกัด แม้ว่าจะมีสีผิวเข้มก็ตาม
  4. Thermage เป็นการทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นผล หากเทียบกับการทำเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3-4 ครั้ง กว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างต้องการ
  5. เห็นผลยาวนาน 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแล รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร หรือการบำรุงผิว
  6. ทำง่าย รวดเร็ว และไม่เกิดผลกระทบหลังทำ เพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไม่เกิดบาดแผลใด ๆ และไม่มีผลกระทบระยะยาว ทั้งยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีหลังทำ

ข้อเสียของการทำ Thermage

อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางคน เช่น รอยแดง บวม แต่สามารถหายเองได้ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ๆ และข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือราคา ที่อาจจะสูงกว่าการใช้วิธีอื่น ๆ

การทำ Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาและแก้ปัญหารูปหน้ารวมไปถึงรูปร่าง ที่ได้ผลดี เห็นผลไว และอยู่ได้นาน ผลข้างเคียงน้อย ไม่มีแผลเป็น และไม่เจ็บขณะทำ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเห็นผลทันทีหลังทำ สามารถลดขนาดต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และบริเวณต่าง ๆ ที่มีปัญหาผิวเปลือกส้มได้ ช่วยลดไขมัน ขจัดเซลลูไลท์ ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงหากทำกับบริเวณใบหน้า นอกจากจะทำให้หน้าได้รูปขึ้นแล้วนั้น ยังช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น แก้ปัญหาหนังตาตก ริ้วรอย ร่องแก้ม ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยยกกระชับแก้มที่ห้อยย้อย หรือเหนียงใต้คาง เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัดทำศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า แต่ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้แพทย์ประเมินถึงความเหมาะสมหรือจำนวนช็อตในการทำ และต้องทำโดยแพทย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะนอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว เรายังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอีกด้วย และนี่ก็คืออีกหนึ่งวิธีในการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัยและเห็นผล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบอกลาริ้วรอยก่อนวัย แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมากระชับ ตึง เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ เด็กลงกว่าเดิม