Thermage กับ HIFU ต่างกันอย่างไร

วันเวลาได้พัดพาเอาความเอ่อนยาว์จากไป และคอยขับเน้นร่องริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยให้เริ่มปรากฏเด่นบนใบหน้าของเราเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนไปจากชั้นผิวของเรา ชั้นหนังแท้ในผิวหนังของเรามีคอลลาเจน Type I ประมาณ 80% (คอลลาเจนชนิดที่มีมากที่สุดในร่างกายของเรา) และอีก 15% ประกอบด้วยคอลลาเจน Type III ไฟโบรบลาสต์ อิลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิค สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเมทริกซ์นอกเซลล์ (extracellular matrix) ของผิวของเรา ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว จากช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 20 แม้ว่าจะมีวิทยาการต่างๆมากมายมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่น การผ่าตัดยกกระชับใบหน้า เคยเป็นทางเลือกเดียวสำหรับการรักษาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิวหนัง แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เรียกว่า Thermage และ HIFU ที่เป็นสองตัวอย่างอันยอดเยี่ยมสำหรับดูแลปัญหาในเรื่องนี้

Thermage คืออะไร

ก่อนที่เราจะทราบถึงความแตกต่างของ Thermage และ HIFU นั้น เราจะต้องทราบถึงความหมายและวิธีการของ Thermage และ HIFU กันเสียก่อน Thermage เป็นการรักษายกกระชับผิวแบบไม่รบกวนผิว ใช้เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นให้เรียบเนียนและกระชับขึ้น สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ไม่มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของผิวหรือการเกิดรอยแผลเป็น การรักษาด้วย Thermage สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การรักษาแบบผิวหน้าด้านบนของชั้นผิว สำหรับการกระชับผิวหน้า ลำคอ และเปลือกตา ส่วนอีกแบบหนึ่งคือการรักษาที่ลงลึกลงไปมากกว่าแบบแรก สำหรับการกระชับลำตัวบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ก้น และแขน ในระหว่างกระบวนการที่พลังงานคลื่นวิทยุได้แทรกซึมลึกเข้าไปในผิวหนังเพื่อให้ความร้อนแก่เนื้อเยื่อที่รองรับผิว ทำให้เกิดการกระชับผิวในทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะช่วยการกระชับของผิวอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

HIFU คืออะไร

HIFU เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับรูปร่างใบหน้า ลบเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิว กระบวนการทำงานของ HIFU Treatment (High-Intensity Focused Ultrasound) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการกระชับผิวโดยส่ง Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง ส่งไปยังผิวหนังชั้นลึกโดยตรง เพื่อทำลายคอลลาเจนเก่าและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึงและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น HIFU นั้นเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่สำหรับการยกกระชับผิว เมื่อก่อนนั้น HIFU เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการใช้งานในการรักษาเนื้องอก รายงานการใช้งาน HIFU ครั้งแรกเพื่องานด้านความงามที่เชื่อถือได้เกิดขึ้นในปี 2008 HIFU ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) ในปี 2009 และยังผ่านการรับรองจาก FDA ในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น การทดลองทางคลินิกขนาดเล็กหลายแห่งพบว่า HIFU มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย ซึ่งผู้คนสามารถเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังการรักษา โดยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดอีกด้วย 

ข้อแตกต่างของ Thermage กับ HIFU

ข้อแตกต่างที่สำคัญของ Thermage กับ HIFU นั้นมีหลายประการ อันประกอบไปด้วย

  1. ประการแรกก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่า Thermage เป็นการรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ส่วน HIFU ใช้ High-Intensity Focused Ultrasound ที่เป็นพลังงานอัลตร้าซาวด์เน้นความเข้มสูง
  2. ประการต่อมาคือ ระดับความลึกของชั้นผิวหนังในการรักษา Thermage นั้น ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้นไขมันและชั้นคอลลาเจนของผิว ส่วน HIFU ระดับความลึกจะอยู่ที่ชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า โดยระดับความลึกของการรักษานี้อาจขึ้นอยู่กับการทำ HIFU ของแต่ละแบรนด์)
  3. บริเวณที่มีข้อจำกัดในการรักษา Thermage จะไม่สามารถทำการรักษาบริเวณที่มีอุปกรณ์เทียม หรือที่มีวัสดุเป็นโลหะฝังอยู่ ส่วน HIFU จะมีข้อจำกัดไม่สามารถทำได้บริเวณใกล้กับกระดูก
  4. ระยะเวลาของผลลัพธ์ ในการใช้วิธี Thermage ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานราว 1-2 ปี และจะเห็นผลลัพธ์ได้แทบในทันที แต่เป็นผลลัพธ์ประมาณ 20% ของผลลัพธ์จริง ส่วนแบบ HIFU นั้น ระยะเวลาของผลลัพธ์จะอยู่ที่ราว 3-4 เดือน ซึ่งระยะเวลาของ HIFU จะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่สามารถเห็นผลได้ทันทีหลังจากที่ทำไปแล้ว และจะค่อยๆยกกระชับตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และถ้าหากเข้ารับการทำ HIFU อย่างต่อเนื่องจะช่วยแก้ปัญหาริ้วรอย ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  5. ในด้านของราคานั้น HIFU มักจะมีจุดเด่นที่ได้รับความนิยมจากคนจำนวนมากเลยก็คือเรื่องราคาที่ค่อนข้างย่อมเยาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับ Thermage 

Thermage กับ HIFU เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน

 ในขณะที่เรามีอายุมากขึ้น โดยทั่วไปแล้วเราจะแบ่งลักษณะของอายุผิวหน้าออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละรูปแบบของอายุจะแสดงลักษณะของริ้วรอยที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีประโยชน์เพื่อใช้อธิบายวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน โดยรูปแบบของอายุผิวหน้าจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

  1. The Sinker

            มีลักษณะที่สูญเสียปริมาณเนื้อบริเวณส่วนสำคัญของใบหน้า เช่น ขมับกลางใบหน้าและแก้ม สิ่งนี้อาจทำให้เกิดการจมลึกของร่อง หรือมีลักษณะที่ดูตอบและผอมแห้ง ระหว่าง Thermage และ HIFU อายุผิวที่มีลักษณะนี้ควรเลือก Thermage น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะ The Sinker จะไม่ละลายไขมันและมีการเร่งการปรากฏตัวของร่องริ้วรอย ลักษณะอายุผิวประเภทนี้ อาจสามารถรับการรักษาที่เป็นระโยชน์มากขึ้น ด้วยวิธีการผสมผสานของการรักษาความกระชับผิว ร่วมกับฟิลเลอร์ผิวหนัง เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียปริมาณเนื้อบนใบหน้า

  1. The Saggers

            กลุ่มที่มีลักษณะอายุผิวแบบนี้ มักจะบ่นเรื่องผิวหนังและเนื้อเยื่อที่หลวมขึ้น ซึ่งเนื้อเยื่อหลวมคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นนอกเหนือไปจากคอลลาเจน โดยลักษณะนี้ การรักษาแบบ HIFU จะเหมาะสมและมีประโยชน์ในการกระตุ้นความกระชับของชั้นผิว SMAS สามารถทำให้ได้ผลการยกที่ลึกยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การละลายไขมันและเนื้อเยื่อส่วนเกินบนใบหน้าส่วนล่างควบคู่ไปด้วย จะช่วยเราย้อนคืนนาฬิกาแห่งเยาว์วัยให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

  1. The Wrinkler

          ลักษณะอายุผิวประภทนี้จะมีรอยย่นบนผิวหนังส่วนใหญ่ และจะปรากฏอย่างชัดเจนอยู่บริเวณรอบดวงตา คิ้วและริมฝีปาก ซึ่งการใช้โบท็อกซ์จะสามารถพาเราบรรลุผลลัพธ์ที่ดีและเห็นผลได้ทันทีสำหรับปัญหาอายุผิวนี้ แต่สำหรับการรักษาที่สามารถคงผลลัพทธ์ได้ยืนยาวและมีประสิทธิภาพ เราสามารถใช้ได้ทั้ง Thermage และ HIFU ควบคู่กันไปทั้งสองอย่างได้ หรือจะใช้การรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่มีริ้วรอยหลายเส้นและมีริ้วรอยบนคิ้ว รอบดวงตา และใบหน้า อาจเหมาะสมและได้รับประโยชน์จาก Thermage มากกว่า ในขณะที่คนที่มีริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อย อาจเหมาะสำหรับวิธีการรักษาแบบ HIFU มากกว่า

ทั้งวิธีการรักษาแบบ Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นการยกกระชับใบหน้าที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งมีดผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และทั้ง Thermage และ HIFU ต่างก็เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของคนในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองแบบเองก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันเป็นของตัวเอง แบบ Thermage นั้นเป็นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่และทำงานเป็นวงกว้าง ไม่มีทิศทาง เด่นในด้านการลดชั้นไขมันบนใบหน้าและเพิ่มคุณภาพผิว เหมาะสำหรับคนที่ทนความเจ็บได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการทำ HIFU นั้น มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้า ทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ระดับความเจ็บของ HIFU ไม่มากนัก และมีราคาที่ไม่สูงมาก ซึ่งเพื่อผลลัพธ์ที่ดีและต้องกับความต้องการของเรามากที่สุด  เราควรจะต้องสังเกตปัญหาผิวหน้าของเราก่อน และศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Thermage และ HIFU ให้เข้าใจ แล้วจึงตัดสินใจเลือกสถาบันที่เหมาะสมเชื่อถือได้สำหรับตัวเอง

อยากผิวสวยถาวรควรทำเทอเมจกี่ช็อต

ผู้หญิงที่เข้าสถาบันความงามล้วนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน การเสริมความงามไม่ได้ช่วยแค่ให้ผิวพรรณดีขึ้นเท่านั้น การเสริมความงามในแบบต่าง ๆ ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้หญิงและช่วยลดปัญหาที่รบกวนจิตใจทั้ง ปัญหาจากริ้วรอย ความหมองคล้ำที่ปรากฏบนใบหน้า รอยดำรอยแดงต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้หญิงทั้งสิ้น การเข้ารับการทำเทอเมจเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่ต้องการลดปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า เพียงแต่ไม่มีเวลาพักรักษาตัวหลังจากการเสริมความงาม การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การทำเทอเมจจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการรักษาผิวหน้าจากปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวหน้า รูขุมขนไม่กระชับ ผิวหน้าหมองคล้ำไม่กระจ่างใสเหมือนเดิม นอกจากจะรักษาปัญหาผิวหน้า ยังสามารถช่วยลดสัดส่วนต่าง ๆ ของผิวกายได้ทั้งปัญหาเซลล์ลูไรท์ที่ปรากฏบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา แม้จะพยายามออกกำลังกายเพื่อลดเซลล์ลูไรท์ในส่วนดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ การทำเทอเมจจึงเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะฉะนั้นควรที่จะเลือกสถาบันความงามที่ทำเทอเมจที่ได้มาตรฐานและมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำได้ ปัญหาผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการมีความแตกต่างกัน แพทย์จะแนะนำจำนวนช็อตสำหรับการรักษาปัญหาผิวหน้าที่เหมาะสม บทความนี้จะให้ความรู้เรื่องจำนวนช็อตที่เหมาะสมสำหรับปัญหาผิว

ปัญหาของผิวกับจำนวนช็อต

การทำเทอเมจจะต้องมีการประเมินลักษณะปัญหาของผิวหน้าของแต่ละบุคคล เพราะผู้เข้ารับบริการทำเทอเมจมีปัญหาผิวที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิว หรือมีทั้งปัญหาความหย่อนคล้อย ผิวขาดความกระชับ ผิวหน้ามองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่สดใสแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมด

  1. 400 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของเซลล์ลูไรท์ต่าง ๆ ทั้งบริเวณใบหน้า และตามร่างกายที่ต้องการให้ทุกสัดส่วนมีความกระชับขึ้น ทั้งใบหน้าที่ต้องการเพิ่มความชัดของกรอบใบหน้า
  2. 600 ช็อต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยทำงานและเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งแสงแดด ฝุ่น ควันจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดมลภาวะและสิ่งสกปรกสะสมบริเวณใบหน้า จนเข้าไปทำร้ายเซลล์ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ความหมองคล้ำ ริ้วรอยบริเวณต่าง ๆ ทั้งแก้ม หางตา และหน้าผาก ควรรับบริการจำนวน 600 ช็อตเพื่อเพิ่มความกระชับให้แก่ผิวหน้า พร้อมทั้งกระตุ้นให้เซลล์ผิวได้มีการสร้างคอลลาเจนมาซ่อมแซมผิวเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการ
  3. 1,200 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยอย่างรุนแรง มีความหมองคล้ำเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงก็ไม่สามารถเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าได้ การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อปรับการทำงานของเซลล์ผิวตั้งแต่ชั้นผิวแท้ไปจนถึงกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ ให้แก่เซลล์ผิวของผู้เข้ารับบริการ เพื่อให้ผิวหน้ากลับมากระชับ แลดูอ่อนเยาว์ ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ พร้อมทั้งลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ

ข้อจำกัดของการทำเทอเมจ

1 การทำเทอเมจมีราคาค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับผู้รับบริการบางกลุ่ม เช่นนักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

2 ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แพทย์จะไม่อนุญาติให้ทำเนื่องจากอาจจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

3 อาจจะเกิดผลข้างเคียงหลังทำ เช่นมีรอยแดง รอยนูนเกิดขึ้นในบริเวณที่ทำ อาการเหล่านี้สามารรหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้ายังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อดีของการทำเทอเมจ

  1.  การทำเทอเมจมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความสนใจในเรื่องการทำเทอเมจและได้ค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมและพัฒนาให้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
  2. การทำเทอเมจสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จากการทำเพียง 1 ครั้งแตกต่างจากการทำเลเซอร์ผิวที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
  3. การทำเทอเมจมีความสะดวกเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิว แต่มีระยะเวลาในการพักรักษาไม่มาก หลังจากการเข้ารับบริการไม่ต้องพักรักษาตัว สามารถไปทำงานได้ตามปกติ
  4. สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา และผิวผสม แค่เพียงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ รู้ขุมขนกว้าง สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว
  5. สามารถทำได้ง่าย และประหยัดเวลาในการทำ ไม่ต้องฉีดยาชา

ความสามารถของเทอเมจ

เทอเมจสามารถช่วยได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย สำหรับผู้ที่ประสบพบเจอกับปัญหาผิว เทอเมจจะช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายของผู้เข้ารับบริการเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

  1. ผิวหน้ามีความกระชับเพิ่มมากขึ้น
  2. มีปัญหากับกรอบใบหน้าที่ยังไม่ชัดเจน ต้องการที่จะเพิ่มกรอบหน้าให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
  3. มีไขมันสะสมทั้งบริเวณใต้คาง และบริเวณแก้มเป็นจำนวนมาก เทอเมจใช้พลังงานความร้อนในการช่วยให้ไขมันที่สะสมหดตัวลงและสร้างความกระชับให้แก่บริเวณใต้คาง และบริเวณแก้ม
  4. มีปัญหาผิวหมองคล้ำ เทอเมจจะช่วยในการกระตุ้นเซลล์ผิวให้เกิดการสร้างคอลลาเจนมาบำรุงผิว เพื่อลดปัญหาความหมองคล้ำของผิวหน้า
  5. มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยมีสาเหตุมาจากการลดน้ำหนัก ภาวะหลังการคลอดบุตร ทำให้บริเวณหน้าท้องเกิดความหย่อนคล้อย เทอเมจจะเพิ่มความกระชับให้แก่บริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้องที่เกิดความหย่อนคล้อย

เหตุผลที่ควรทำเทอเมจ

เหตุผลที่ผู้มีปัญหาผิวหน้าควรเข้ารับบริการเทอเมจ ก่อนเข้ารับบริการควรที่จะพิจารณาปัญหาของผิวหน้าก่อน ว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาผิวได้แก่ปัญหาความหมองคล้ำ ผิวขาดคอลลาเจน ผิวหน้าไม่กระจ่างใสใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ใดก็ยังไม่สามาแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ปัญหาของการเกิดสิวและมีริ้วรอยต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นปัญหาที่ควรจะใช้การเทอเมจเป็นตัวช่วยในการแก้ไขปัญหา เมื่อทำเทอเมจจะสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำ และจะเริ่มปรากฏผลอย่างชัดเจน 2-3 เดือน และจะคงทนได้ถึง 1-2 ปี จะช่วยให้เซลล์ผิวได้เกิดการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจนมาบำรุงชั้นผิว พร้อมทั้งเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและเริ่มสร้างเซลล์ผิวใหม่ การดูแลผิวหลังเข้ารับบริการคือ การทาครีมกันแดดเท่านั้น เพื่อให้ครีมกันแดดได้ปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้เข้ามาทำลายชั้นเซลลฺผิวที่กำลังสร้างคอลลาเจนที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้า แม้เทอเมจจะมีราคาในการทำค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะที่มีราคาแพง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป

วิธีการเลือกสถาบันความงามที่จะทำเทอเมจ

การจะทำเทอเมจผิวหน้าควรจะพิจารณาจากสิ่งใดบ้าง เพื่อที่จะได้สถาบันความงามที่ดีมีมาตรฐานและไม่เกิดอันตรายหลังการเข้ารับบริการ

  1. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐาน มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำสำหรับการทำเทอเมจผิวหน้าได้
  2. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีความสะอาดทั้งสถานที่และเครื่องมือ ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
  3. สามารถสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำเทอเมจผิวหน้าได้ และทางสถาบันความงามสามารถอธิบายได้ไม่ปิดบังข้อมูล
  4. ควรเลือกสถาบันความงามทีให้ความสำคัญกับผู้เข้ารับบริการ และมีการบริการหลังการเข้ารับการทำเทอเมจ
  5. ควรศึกษาข้อมูลการทำเทอเมจของแต่ละสถาบันก่อนเข้ารับการปรึกษา

จะเลือกรับบริการเทอเมจในสถาบันความงามใด ควรที่จะศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง เนื่องจากการทำเทอเมจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าคุ้มค่า การเลือกสถาบันความงามที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้ผู้รับบริการเสียทั้งทรัพย์และเวลา ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองจากสาธารณสุข พร้อมทั้งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาในปัญหาผิวหน้าที่มีความแตกต่างกัน และควรทำเทอเมจจำนวนช็อตที่แตกต่างกันด้วย