รู้ไว้ใช่ว่า ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

วันนี้เราจะมาสอนทุกท่าน โกงอย่างถูกกฎหมายกันค่ะ ไม่ใช่โกงเงิน หรือโกงใคร แต่เป็นการโกงความงามและความอ่อนวัยให้กับตัวท่านเอง วิวัฒนาการในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิดได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป แต่ในวันนี้เราจะแนะนำให้รู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์ ที่จะมาคืนความเยาว์และโกงความงามของคุณกลับมาได้ แต่ก่อนที่เราจะจิ้มเข็มเข้าไปบนหน้าเรา เราก็ควรจะศึกษาให้ดี รวมถึงการเตรียมตัวก่อนไปฉีดฟิลเลอร์ด้วย

สารฟิลเลอร์ทำจากอะไร

ฟิลเลอร์คือการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปยังชั้นผิวหนังหรือชั้นใต้ผิวหนังของเรา สารเติมเต็มดังกล่าวเป็นสารที่มีชื่อว่า “Hyaluronic acid” หรือ HA เป็นน้ำตาลโมเลกุลซ้อนซึ่งพบได้ในแป้งและหัวมันหัวเผือก ทำให้ ไม่เกิดการแพ้ และไม่เป็นอันตรายกับร่างกาย โดยสารเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่มีบริเวณแผลที่เป็นหลุม หรือริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยลึก เพื่อเติมหลุมและร่องให้ตื้นขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวมีน้ำมีนวล ดูเต่งตึง โกงความอ่อนเยาว์ลงไปมากอย่างเป็นธรรมชาติด้วย และยังสามารถใช้ปรับเปลี่ยนบางส่วนของใบหน้าได้ เช่น เปลี่ยนรูปปาก หรือเติมให้อวบอิ่มขึ้น เสริมคางให้หน้าดูเรียวยาวได้รูป เสริมจมูกให้โด่งได้รูป บริเวณมักจะได้รับการแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ คือ ร่องแก้ม, ริ้วรอยเล็กๆ รอบริมฝีปาก, ริมฝีปากทั้งบนและล่าง, แผลเป็นหลุม,ร่องลึกที่หน้าผาก, รอยตีนกา, ใต้ตา และรอยขมวดคิ้ว

ฟิลเลอร์มีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งฟิลเลอร์ได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับคงรูปของฟิลเลอร์หลังฉีด

  1. ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler) คือการฉีดสารเติมเต็ม หรือ การฉีด Hyaluronic acid หรือ HA ที่เป็นที่นิยมกันในขณะนี้ เมื่อฉีดเข้าไปในบริเวณี่ต้องการเติมเต็มหรือปรับแก้แล้ว สารจะสามารถคงอยู่ได้ประมาณปีครึ่งถึงสองปี และสลายไปเองโดยธรรมชาติ โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) หารการใช้สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นแต่ยังสามารถกับเนื้อเยื้อที่อยู่ในผิวหน้าเราได้ โดยจะอยู่ได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น ยิ่งสารสามารถอยู่บนใบหน้าเราได้นานเท่าไหร่ จะยิ่งมีความอันตรายจากผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นฟิลเลอร์ชนิดนี้จึงมีความปลอดภัยระดับปานกลาง
  3. ฟิลเลอร์ถาวร (Permanent Filler) หรือ การใช้สารสกัดจากน้ำมันพาราฟิน หรือซิลิโคนเหลว ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะไม่สามารถละลายหรือสลายไปได้เอง หากต้องการจะเอาออกจากใบหน้าจะต้องฉีดสารย่อยสลายหรือให้แพทย์ขูดออกให้เท่านั้น สารดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงและเกิดการอักเสบได้ เราจึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่มีให้บริการในประเทศไทย Belotero, Perfectha, Neuramis, Restylane และ Juvederm,  โดยฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อจะใช้กับพื้นผิวของผิวหน้าที่ต่างกันออกไป คำแนะนำที่สำคัญคือต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการและความปลอดภัยต่อตัวท่านเอง

ข้อห้ามก่อนฉีดฟิลเลอร์

จากที่เราได้เกริ่นมาข้างต้นแล้ว เราจะมาพาท่านนับถอยหลัง 14 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์กัน

14 วันล่วงหน้า หาข้อมูลให้เยอะ อ่านรีวิวให้มาก ก่อนจิ้มเข็ม

  • เราจำเป็นต้องหาข้อมูล การฉีดฟิลเลอร์ตามช่องทางหลัก ๆ ที่จะช่วยพิจารณาผลลัพธ์ของการรักษาปรับรูปหน้าแต่ล่ะที่ได้จาก รีวิวจากปากของคนไข้ที่ได้เข้ารับการรักษาจากที่นั้นจริง ๆ เราจึงต้องเริ่มจาการพิจารณาจากรีวิวในแหล่งที่เป็นกลาง เชื่อถือได้ และห้ามลืมดูวันที่ในการรีวิวเพื่อป้องกันการนำรีวิวเก่ามาใช้ซ้ำ นอกจากรีวิวดีแล้วต้องดูรีวิวเคสที่ไม่ดีด้วย เพื่อจะดูว่าคลินิกนั้นรับผิดชอบต่อคนไข้อย่างไร  ในต่างประเทศรีวิวประเภทนี้จะเป็นรีวิวคนไข้เชื่อถือมากที่สุด
  • แต่ของเสียของเมืองไทยคือ เรายังไม่มีช่องทางหรือเว็บไซต์ ที่ให้รีวิวคลินิกกันอย่างเป็นกลาง โดยส่วนมากหากมีเคสหลุดโดนพาดพิงก็จะลบออกได้ง่ายและรวดเร็ว สิ่งเดียวที่เมืองไทยก็จะมีและน่าเชื่อถือมากสุดคือ คำวิจารณ์จาก Facebook และ รีวิวผ่าน Google map เท่านั้น ที่ทางคลินิกลบออกเองไม่ได้ หากกรณีที่คลินิกนั้น ๆ มีรีวิวในแง่ลบก็ควรอ่านคำอธิบายของคนไข้การรับผิดชอบของคลินิก ประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อความมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งจากคลินิกอื่น
  • ในส่วนการรีวิวจากแหล่งอื่นๆ ส่วนมากจะมีแต่การนำเคสสวยๆมาให้ดู ไม่เปิดเผยเคสที่ผิดพลาด ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ อีกเรื่องสำคัญคือไม่ควรเชื่อรีวิวที่มีแต่รูปเพราะอาจผ่านการตกแต่งจากโปรแกรมมาแล้ว ถ้าเป็นคลิปวิดีโอก่อน-ระหว่าง-หลังทำจะเชื่อถือได้กว่ามากในคลิปคนไข้ไม่ควรแต่งหน้าด้วย เพราะหากดูจากคลิปเราจะได้ทราบถึงกระบวนการก่อนทำและหลังทำ ว่าได้ผลจริงหรือไม่ มีอาการบวมแค่ไหน น่ากลัวและอันตรายพอจะรับได้หรือไม่ได้ชัดกว่า

การศึกษารีวิวคุณหมอท่านต่าง ๆ และเทคนิคการทำหัตถการ

ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยเทคนิคในการทำสูง จำเป็นต้องให้แพทย์ที่มีประสบการณ์ในการดูแล และถ้าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกับอวัยวะส่วนนั้นได้จะยิ่งเป็นเรื่องดีมาก เพื่อไม่ให้ให้เกิดการบวมช้ำหรือเกิดน้อยที่สุด และได้ผลลัพธ์ชัดเจนและออกมาเป็นธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วในประเทศไทยยังไม่มีสาขาแพทย์เฉพาะทางที่เรียนด้านนี้ องค์ความรู้ต่างๆ ของการแพทย์เหล่านี้ก็มักจะมาจากหลักสูตรที่จัดสอนเพิ่มเติมทั้งในประเทศและต่างประเทศทั้งสิ้น

ปัจจุบันสาขาเวชศาสตร์ความงาม หรือ aesthetic medicine ยังไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทาง แต่ในอนาคตอาจจะมีข่าวดีกับประเทศไทย เพราะอาจจะมีการจัดตั้งสาขาเฉพาะทางด้านนี้ขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเลือกแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเฉพาะทางก็ได้ แต่ยังจำเป็นต้องดูเคสการรีวิวจากเว็บไซต์หรือแหล่งที่เชื่อถือได้ ร่วมถึงการพิจรณาประสบการณ์ของแพทย์ และความเชี่ยวชาญของคลินิกเป็นสำคัญพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหลังการฉีดฟิลเลอร์ การเลือกยี่ห้อของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์ชนิดที่ปลอดภัยที่สุดคือ ฟิลเลอร์ที่ใช้สารเติมเต็ม hyaluronic acid เป็นหลัก เนื่องจากสามารถสลายออกบางส่วน โดยใช้ใช้เอนไชม์ hyaluronidase หรือทั้งหมดเพื่อแก้ไขปรับแต่งได้ 100% ซึ่งตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยเราได้เขียนไว้ให้ข้างต้นแล้ว

เดินทางมาถึง 7 วันก่อนทำกันแล้ว ส่วนสำคัญของช่วงเวลานี้คืองดยาและวิตามินบางชนิด

  • ควรงดยา แอสไพรินและยาแก้อักเสบ เช่น ibruprofen diclofenac ponstan เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่ก่อนที่จะหยุดยา
  • ควรงดวิตามิน John’s Wort, สารสกัดจากเมล็ดแปะก๊วย, น้ำมันพริมโรส, กระเทียม, โสม, และ วิตามินอี เป็นเวลา 1 อาทิตย์
  • ควรงดครีมทาหน้าที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น Tretinoin (Retin-A), Retinoids, Retinols, Glycolic Acid, หรือครีมในกลุ่มชะลอการเกิดริ้วรอยทุกชนิด ล่วงหน้า 3 วัน
  • ควรงดการกำจัดขน(แว็กซ์) หรือกิจกรรมใดใดที่มีส่วนช่วยในการผลัดผิว การดึงขน โกนขนในบริเวณนั้นๆ ล่วงหน้าเป็นเวลา 3 วัน
  • หากมีโรคประจำตัว หรือมียาที่กินเป็นประจำอยู่แล้ว จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า

ช่วงเวลาสำคัญ 24 ชั่วโมงนับถอยหลังก่อนถอยหน้าใหม่

  • ควรงดดื่มแอลกอฮอล์และงดกิจกรรมที่ทำออกแรงมาก เช่น เข้าซาวน่า หรือ ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ้ เพราะกิจรกรรมทั้งสองอย่างอาจทำให้หลอดเลือดขยาย เพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เลือดออกใต้ชั้นผิวหนังได้

ข้อปฏิบัติเมื่อเรามาถึงคลินิกแล้ว

เราสามารถขอยาชาชนิดทา หรือยาชาชนิดแปะได้จากทางคลินิก แต่ถ้าท่านใดที่มีอาการแพ้และระคายเคืองจากยาชาแบบทาก็สามารถใช้ยาชาแบบฉีดแทนได้ แต่ราคาก็ขึ้นอยู่กับคลินิกนั้น ๆ  โดยปกติแล้วไม่ได้ห้ามแต่งหน้ามาฉีดฟิลเลอร์แต่อย่างใด แต่ก่อนทำทางคลินิกจำเป็นจะต้องลบเครื่องสำอางค์ออกในบางจุดกรือจุดที่จะฉีดฟิลเลอร์เข้าไป

ขั้นตอนสุดท้ายการเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

ทางคลินิกให้กินยาห้ามเลือดหรือฉีดยาลดบวมเพื่อป้องกันการเกิดอาการบวมช้ำหลังทำ ในบางกรณีจำเป็นต้องให้ยาที่แรงกว่าเดิมแต่ไม่ใช่ทุกกรณี เพื่อลดการติดเชื้อหรือการอักเสบหลังทำเสร็จ ในเคสที่กลัวเจ็บแพทย์อาจจะให้ทานยาแก้ปวดเพิ่มก่อนจะเริ่มฉีด แต่ข้อเสียของการกินยาแก้ปวดก่อน คือจะทำให้เลือดออกได้ง่ายกว่าเดิม ควรอยู่ในการพิจรณาของแพทย์ เมื่อเราได้รู้การเตียมตัวก่อนฉีดฟิเลอร์แล้ว ก็ทำให้รู้ได้เลยว่าการฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวขนาดนั้น เตรียมตัวให้ดีแล้ว ไปโกงอายุและความงามให้คนข้างๆ จำไม่ได้กันดีกว่า

 

 

ร้อยไหม และฉีดแฟต ไปพร้อมกัน ทำได้ไหม?

รูปหน้าใครว่าไม่สำคัญ ในปัจจุบันนี้หลายคนอยากที่จะกำหนดรูปหน้าของตัวเอง ให้เป็นอย่างที่ต้องการ ไม่ว่าจะรูปหน้าเรียวไข่ หรือรูปหน้าวีเชฟแบบสาวเกาหลี จะดีไหมถ้าเราสามารถเลือกรูปหน้าของเราได้ ด้วยนวัตกรรมการร้อยไหม ที่ช่วยปรับรูปหน้ากระชับ ได้รูป ไม่กลม ไม่บาน ไม่หย่อน ไม่คล้อย ให้ออกมาเป็นรูปหน้าแบบที่เราฝันได้อย่างง่าย ๆ โดยไม่ต้องผ่าตัด และยังดูสวยแบบเป็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะร้อยไหมปรับรูปหน้าแล้ว ยังมีอีกวิธีที่ช่วยลดแก้ม สลายไขมัน และทำให้หน้าเรียว นั่นก็คือ การฉีดแฟต แล้วเราสามารถทำการร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

ร้อยไหม คืออะไร

ร้อยไหม คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวให้กลับมาดูเต่งตึงและอ่อนเยาว์ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่จะใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อทำกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวกระชับขึ้น สามารถทำได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย แต่คนนิยมทำกับผิวหน้ามากกว่า เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ได้อย่างเห็นผล และช่วยยกกระชับริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ อีกด้วย โดยการใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง เพื่อการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง และเนื่องจากไหมที่ใส่เข้าไปนั้นเป็นไหมละลาย คอลลาเจนที่เป็นเนื้อเยื่อของเราจะเข้าไปทดแทนไหมที่ละลายนั้น ทำให้ใบหน้าของเราดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ

ร้อยไหม ปลอดภัยหรือไม่

ไหมที่ใช้ในการทำนั้นเป็นไหมละลาย และจะละลายจนหมดไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในร่างกาย และไม่ไหลไปมาเหมือนฟิลเลอร์ ทำให้การร้อยไหมมีความปลอดภัยสูง ทั้งยังไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยกรีด และไม่มีการเสียเลือด เพียงแค่ฉีดเส้นไหมเข้าไปในร่างกายเท่านั้น

ชนิดของเส้นไหมมีกี่ประเภท

การร้อยไหมเพื่อยกกระชับและปรับรูปหน้านั้น จะนิยมใช้เส้นไหม 4 ประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามลักษณะของตัวไหม ดังนี้

  1. ไหมละลายแบบเรียบ (Mono threads) เป็นไหมละลายเส้นเรียบ ที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียว เริ่มใช้ในสมัยแรก ๆ ที่การร้อยไหมยังไม่เป็นที่นิยมนัก เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง ใบหน้าที่ถูกร้อยไหมจะดูเต่งตึงขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ และในปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่มีการใช้ไหมเรียบชนิดนี้กันแล้ว
  2. ไหมละลายแบบเกลียว (Screw threads) เป็นไหมละลายที่มีความแข็งแรงกว่าไหมเรียบ ลักษณะเป็นเกลียวคล้ายสปริง เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง สามารถช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนยานได้
  3. ไหมละลายแบบเงี่ยง (Barbed threads หรือ Cog threads) เป็นไหมละลายที่นิยมมากในปัจจุบัน ลักษณะเป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำให้ดึงผิวให้ยกขึ้นได้ดี ช่วยลดความหย่อนคล้อยของใบหน้า เหมาะสำหรับการยกกระชับบริเวณคาง หรือปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก
  4. ไหมละลายแบบกรวย (Silhouette soft) เป็นไหมละลายรูปแบบใหม่ ที่มีเทคนิคการร้อยใกล้เคียงกับไหมชนิดมีเงี่ยง ไหมชนิดนี้เน้นช่วยยกกระชับผิวมากกว่าการสร้างคอลลาเจน สามารถยกกระชับผิวได้ดีกว่าไหมรูปแบบอื่น และได้ผลยกกระชับที่ยาวนานกว่า โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ราว ๆ 1-3 ปี แต่ด้วยความที่ไหมชนิดนี้มีราคาสูง จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก

ฉีดแฟต คืออะไร

การฉีดแฟต ที่เรียกกันติดปากนั้น ที่จริงแล้วมาจากคำว่า เมโสแฟต (Meso Fat) การฉีดเมโสแฟตนั้น คือนวัตกรรมสลายไขมันในร่างกาย โดยการฉีดยาเพื่อไปสลายไขมันบริเวณนั้นๆ และขับออกมาทางปัสสาวะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่ทุกคนจะสามารถฉีดสาร Meso Fat ได้ เพราะอาจมีอาการแพ้สาร Meso Fat อีกทั้งหากได้รับการฉีด Meso Fat ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ชั้นไขมันเกิดการอักเสบ หรือติดเชื้อลุกลามได้ วิธีนี้จะเหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์ หรือคนที่ต้องการปรับรูปร่างให้กระชับสมส่วนยิ่งขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณแก้มและคาง เพื่อให้ใบหน้าเรียวสวยได้

ฉีดแฟต ปลอดภัยหรือไม่

ปกติแล้วการฉีดแฟตโดยผู้เชี่ยวชาญจะมีความปลอดภัย แต่หากฉีดในสถานบริการหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เป็นที่รู้จักก็อาจเสี่ยงอันตราย และส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยได้ เนื่องจากอาจมีการใช้ Meso Fat สูตรที่อันตราย ที่ทางอ.ย.ประกาศเตือน อันได้แก่

  1. การใช้สเตียรอยด์ ปกติแล้วแพทย์ผิวหนังจะใช้สเตียรอยด์ในการรักษา ฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ และใช้ในปริมาณที่น้อย แต่สเตียรอยด์ที่บางคลินิกนำมาผสม Meso Fat ในปริมาณมาก เพื่อการเห็นผลไว แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้หน้าบวมขึ้นกว่าเดิม เสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อ และเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากไปกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย ซึ่งสเตียรอยด์ที่ผสมใน Meso Fat จะมีทั้งแบบสีขาวขุ่นและสีขาวใส ดังนั้น ก่อนฉีดทุกครั้งควรขอดูยี่ห้อ Meso Fat ก่อนเพื่อความปลอดภัย
  2. ยาสลายฟิลเลอร์ ที่ชื่อว่า Hyaluronidase ปกติแล้ว จะมีการใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการนำมาฉีดในปริมาณมาก ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป เนื้อยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว เห็นผลไว ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อฉีดหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนยานลงได้

ร้อยไหมไปพร้อมกับการฉีดแฟตได้ไหม?

หากต้องการลดไขมันบนใบหน้า ไปพร้อม ๆ กับการยกกระชับใบหน้าด้วยนั้นสามารถทำได้ เพราะทั้งสองวิธีจะมีกลไกการทำงานและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน แต่กลับช่วยเสริมให้ผลลัพธ์ออกมาดูดียิ่งขึ้น ซึ่งการร้อยไหมนั้นจะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็กในทันที ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย ส่วนการฉีดแฟตนั้นคือสลายไขมันสะสมด้วยเมโสแฟต ปรับหน้าเรียวเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างของลักษณะของใบหน้าที่สามารถทำการร้อยไหมและฉีดแฟตไปพร้อมกันได้นั้น ได้แก่

  1. ผู้ที่มีรูปหน้าที่มีแต่แก้มแต่ไม่มีกราม ต้องการมีใบหน้าเรียวเป็นวีเชฟ สามารถฉีด Meso Fat เพื่อลดไขมันบริเวณแก้ม และยกกระชับรูปหน้าให้เรียวเป็นวีเชฟด้วยการร้อยไหม เท่านี้ก็จะได้รูปหน้าที่เป๊ะปัง กรอบหน้าชัดขึ้น
  2. ผู้ที่มีโหนกกราม ไม่มีแก้ม และไม่มีกราม แต่ต้องการปรับรูปหน้าใหม่ให้เรียวขึ้น ก็สามารถใช้วิธีร้อยไหมลดโหนกแก้ม และฉีด Meso Fat เพื่อให้โหนกแก้มดูต่ำลงมาได้
  3. ผู้ที่มีใบหน้ารูปเหลี่ยม มีกราม มีแก้ม ต้องการแก้ปัญหาลดความเหลี่ยมของใบหน้า เพื่อเเก้ปัญหารูปหน้านั้นสามารถฉีด Meso Fat เพื่อสลายไขมัน ในกรณีที่แก้มเยอะก็ต้องฉีดหลายเข็มจนกว่าแก้มจะหาย แล้วจึงร้อยไหมเพื่อยกกระชับปัญหาเเก้มคล้อย หลังจากฉีด Meso Fat แล้ว

หากอยากมีใบหน้าเรียวสวย เราสามารถเลือกวิธีในการแก้ปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า หรือฉีดแฟตเพื่อสลายไขมันที่แก้มให้หน้าดูเล็กลง แต่เพื่อความหน้าเรียวระดับ 10 ก็สามารถฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแก้มก่อนแล้วถึงตามด้วยการร้อยไหม เพื่อยกกระชับหน้าให้เรียวแบบสุดขีดได้ แต่ทั้งนี้ ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ เพื่อดูปัญหาของใบหน้าเราว่าควรจะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเห็นผลในระยะยาว ปัญหาของรูปหน้าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป ด้วยเพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาความสวยงามให้เราได้ เพียงเลือกให้ถูกต้องและเหมาะสมกับปัญหาของตนเอง และต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญ นอกจากจะทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการแล้วนั้น ยังหมายถึงความปลอดภัยอีกด้วย

ไขข้อข้องใจ! HIFU ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

ในปัจจุบันนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น มีวิธีหลากหลายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป ทั้งการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า การฉีดไหม การฉีดโบท็อก รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของการแพทย์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหา และสอดคล้องต่อกระแสความนิยมของธุรกิจศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน เพราะสังคมในปัจจุบันรูปร่างหน้าตาภายนอกเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้เกิดการสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ส่งผลต่อการเข้าสังคมพบปะสังสรรค์ หรือติดต่อเจรจาธุรกิจที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ และตัวช่วยที่จะพึ่งพาได้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มา คือ การทำศัลยกรรม จึงบางครั้งเกิดเป็นค่านิยม สวย/หล่อ ด้วยแพทย์ เกิดขึ้น และไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เมื่อผลลัพธ์สามารถเห็นได้อย่างรวดเร็วและออกมาเป็นที่น่าพอใจประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถสร้างสรรค์ความงามได้ดังปรารถนา

มาทำความรู้จัก HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น อัลตร้าซาวด์ที่เน้นความเข้มสูงของ HIFU เป็นเทคนิคการรักษาแบบไม่รุกราน ทำให้เกิดแผลน้อยมาก และยังสามารถใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดหรือน้ำเหลือง หรือเพื่อทำลายเนื้อเยื่อเช่นเนื้องอกผ่านกลไกของ HIFU

ทั้งนี้เทคโนโลยี HIFU มีความคล้ายคลึงกับการถ่ายภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงถึงแม้ว่าจะมีความถี่ต่ำกว่าและต่อเนื่องมากกว่า เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกำลังใช้แว่นขยายเพื่อโฟกัสแสงแดด เฉพาะจุดโฟกัสของแว่นขยายเท่านั้นที่มีความเข้มสูง แม้ว่าจะมีการใช้เลนส์แบบดั้งเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้อย่างง่ายดาย จำนวนครั้งของการทำ HIFU ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้า

หลักการทำงานของ HIFU

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที ลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวหดกระชับและยกตัวขึ้น โดยผิวหนังแท้จะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางหรือชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนใช้หัว 3.0 mm และผิวหนังชั้นเนื้อเยื่อพังผืด ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย

โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังการทำ HIFU

การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ ริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา สำหรับคนที่ไม่อยากฉีดโบท็อกเพราะรู้สึกว่าตึงเกินไป การทำ HIFU เพื่อให้ชั้นผิวหนาขึ้นก็สามารถทำให้ริ้วรอยเหล่านี้น้อยลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายกกระชับขึ้น ริ้วรอยลดน้อยลง กรอบหน้าชัดขึ้น เหนียงลดลง ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลเต็มที่ 100% ในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน อีกทั้ง ยังช่วยคอลลาเจนในรูขุมขน คอลลาเจนที่ร่องแก้ม

อีกหนึ่งจุดเด่นของ HIFU คือ ช่วงไขมันเหนียงและริ้วรอยที่คอ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผลการยกกระชับใบหน้า อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับสภาพผิวของคนไข้ และ HIFU จะสามารถทำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีผลเสีย ยิ่งทำยิ่งกระชับมากขึ้น ซึ่งใบปัจจุบันคนนิยมทำ HIFU ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักหน้าและหน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง HIFU จะช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้

การทำ HIFU ทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

HIFU เป็นนวัตกรรมความงามใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์ความรวดเร็วในการช่วยดูแลผิวหน้า ซึ่งการรักษาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยใช้เวลาการรักษาแค่เพียง 30 – 45 นาที และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานต่อเนื่อง 6 เดือน – 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล) ทั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับแก้มหย่อนคล้อย มุมปากตก หางคิ้วตก จะรู้สึกว่าผิวถูกยกกระชับ หน้าได้รูปขึ้น จะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังการทำประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ คำแนะนำ คือ สำหรับคนที่อายุ 25-35 ปี อาจจะเว้นระยะห่างในการทำมากกว่า แต่แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้งโดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และ 4เดือน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาจะอยู่ยาวนานและได้ประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญหลัก คือ ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อการทำงานอย่างเต็มสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์สูงสุด รักษาสภาพให้ผิวกระชับ เต่งตึงได้อย่างยาวนาน

ทั้งนี้การทำ HIFU ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ว่าเป็นวิธีการยกกระชับใบหน้าที่มีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมากจากผู้เข้ารับการรักษาจริง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตอบโจทย์ของใครหลาย ๆ คนได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านขั้นตอนการรักษาที่ไม่ต้องทนเจ็บ ผลลัพธ์ของการรักษาที่สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา ทั้งยังผลพลอยได้ตามมาทั้ง การช่วยลดไขมันบริเวณกรอบหน้า รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ใบหน้าที่กระชับเข้ารูป แถมยังได้ผิวหน้าที่สดใสเปล่งปลั่งอีกด้วย แต่เนื่องจากการทำ HIFU ราคาค่อนข้างสูงจึงแนะนำให้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจ ว่าจะได้ผลในแบบที่เราต้องการจริงหรือไม่ ได้ผลตามที่โฆษณาจริงไหม ควรเลือกทำที่คลินิกไหนดี และต้องเลือกใช้เครื่องยี่ห้อไหนจึงจะได้ผลคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย สิ่งสำคัญ คือ ศึกษาข้อมูลก่อนทำให้ดี ๆ เพราะถ้าไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ก็ทำให้คุณเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปฟรี ๆ ได้

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที เข้าไปทุกชั้นของผิว ตั้งแต่ ผิวชั้นบนโดยจะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางใช้หัว 3.0 mm ผิวชั้น SMAS ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ฟิลเลอร์ Perfectha

ฟิลเลอร์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ ไฮยารูรอนิคแอซิค (HA) ผิวหนังของเราจะมี ไฮยารูรอนิคแอซิด เป็นส่วนประกอบ มีหน้าที่ช่วยในเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และเป็นส่วนประกอบของคอลลาเจนในผิวหนัง เมื่อเราอายุมากขึ้น  และส่วนประกอบอื่น ๆ ในผิวหนัง จะเสื่อมสภาพลงไป ส่งผลให้ขาดความชุ่มชื้นและแห้งกร้าน เป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอย ดังนั้นการที่ฉีด ไฮยารูรอนิคแอซิด จึงเป็นตัวช่วยเสริมที่ช่วยในเรื่องของการเติมเต็ม ให้คงสภาพผิวไว้ให้เหมือนเก่า

ที่มาของ ฟิลเลอร์ Perfectha

เป็นฟิลเลอร์ที่ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส มีการจัดจำหน่ายมากกว่า 70 ประเทศ ดังนั้น ฟิลเลอร์ Perfectha จึงเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก โดยใช้เทคโนโลยีที่มีชื่อว่า E-Brid Technology เทคโนโลยีนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้โครงสร้างของ HA เมื่อมีการฉีดเข้าสู่ใต้ชั้นผิวหนังแล้ว จะทำให้ได้โครงสร้างที่มีความแข็งแรงมากขึ้น ดูเป็นธรรมชาติและไม่เคลื่อนไปยังตำแหน่งอื่น เมื่อมีการเคลื่อนไหวแสดงอารมณ์บนใบหน้า ฟิลเลอร์ Perfectha จะคืนกลับสู่ตำแหน่งเดิม เรียกได้ว่า ฟิลเลอร์ Perfectha เป็นฟิลเลอร์ 3 มิติ และปริมาณของ HA มีความเข้มข้นสูง ทำให้มีระยะเวลาที่คงอยู่ยาวนานมาก อีกเรื่องที่ควรคำนึงถึงก็คือ ด้านความปลอดภัย โดยปกติทั่วไปนั้น ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อจะมีสารที่กระตุ้นก่อให้เกิดเชื้อมะเร็ง แต่สำหรับ ฟิลเลอร์ Perfectha ชนิดนี้ จะมีการกำจัดสารกระตุ้นการก่อให้เกิดมะเร็ง จนมั่นใจก่อนที่จะตัดสินใจฉีดว่าปลอดภัย

เทคโนโลยี E-Brid Technology กับความสมบรูณ์แบบ 5 ข้อต่อไปนี้

  1. โครงสร้างที่มีความแข็งแรง จึงทำให้มีความทนทานต่อ เอนไซม์ Hyaluranidase ที่อยู่ในร่างกายกายของมนุษย์
  2. ความหนืดสูง จึงทำให้สามารถยึดติดอยู่กับตำแหน่ง หลังจากฉีดเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้ดี ไม่ไหลหรือเคลื่อนไปยังตำแหน่งอื่น
  3. มีปริมาณ Cross-Linked Hyaluronic Acid ที่สูง ช่วยให้คงคุณภาพที่ดีและมีระยะเวลานานได้ตามที่กำหนด
  4. ความยืดหยุ่น ทำให้ฉีดออกมาแล้วดูเป็นธรรมชาติ
  5. ความปลอดภัยสูง ปราศจากสาร BDDE จึงไม่ทำให้พบสารกระตุ้นที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

ชนิดของ ฟิลเลอร์ Perfectha มีดังต่อไปนี้

  •          Perfectha Subskin ฉีดลงบริเวณใต้ผิวหนัง (ระยะเวลา 12 – 18 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มริ้วรอยร่องตื้น ได้แก่ ริ้วรอยใต้ปาก ผิวเปลือกส้ม ริ้วรอยเหี่ยวย่น
  •          Perfectha Deep ฉีดบริเวณผิวหนังชั้นลึก (ระยะเวลา 8 – 12 เดือน) นิยมใช้ในการเติมเต็มร่องและริ้วรอยลึก เติมเต็มร่องแก้ม เติมเต็มริมฝีปาก ยกมุมปาก
  •          Perfectha Derm ฉีดบริเวณผิวหนังชั้นกลาง (ระยะเวลา 6 – 12 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มริ้วรอยลึก ริ้วรอยระหว่างคิ้ว
  •          Perfectha Fine Lines ฉีดลงบริเวณผิวหนังตื้น ( ระยะเวลา 4 – 6 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มร้วรอยตื้น ตีกา ริ้วรอยรอบดวงตา
  •          Perfectha Complement ฉีดลงบริเวณผิวหนังตื้น (ระยะเวลา 4 – 6 เดือน) นิยมใช้เติมเต็มในบริเวณริ้วรอยตื้น

ประเภทของฟิลเลอร์ แบ่งได้ 3 ชนิด ดังต่อไปนี้

  1. การฉีดสารเติมเต็มแบบชั่วคราว (Temporary Filler) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา ให้ใกล้เคียงกับเนื้อเยื้อที่มีอยู่แล้วภายใต้ผิวหนัง เช่น สารไฮยารูรอนิคแอซิค (Hyaluronic Acid) สารคอลลาเจน (Collagen)
  2. การฉีดสารเติมเต็มแบบกึ่งถาวร (Semi-Permanent Filler) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้น เพื่อให้เข้าได้กับเนื้อเยื่อ ภายใต้ชั้นผิวหนังของมนุษย์ เช่น สาร PMMA (Polymethyl-methacrylate) สารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide)
  3. การฉีดสารเติมเต็มแบบถาวร (Permanent Filler) เป็นสารที่ให้ผลลัพธ์แบบถาวร โดยไม่สามารถสลายออกเองได้ สารประเภทนี้มีผลข้างเคียงในระยะยาว เช่น ซิลิโคนเหลว น้ำมันพาราฟิน

ข้อปฏิบัติก่อนการฉีด ฟิลเลอร์ Perfectha ต้องทำอย่างไร

  1. แจ้งความต้องการของผู้ที่ต้องการจะฉีด
  2. ปรึกษาแพทย์และให้แพทย์ประเมินถึงความเป็นไปได้     
  3. ควรงดและหลีกเลี่ยง การรับประทานยาที่ส่งผลให้เลือดไม่แข็งตัว
  4. เตรียมสภาพร่างกายและจิตใจให้พร้อม
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ

ข้อปฏิบัติหลังการฉีด ฟิลเลอร์ Perfectha ต้องทำอย่างไร

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าแรง ๆ
  2. หลีกเลี่ยงความร้อน เนื่องจากฟิลเลอร์ยังไม่คงรูป จึงอาจส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ
  3. งดดื่มแอลกอฮอล์ 2 – 3 วัน
  4. งดการสูบบุหรี่
  5. งดการทำทรีทเม้นต์ งดนวดหน้า และงดการทำเลเซอร์ทุกชนิด

ทำไมต้องฉีด ฟิลเลอร์ Perfectha

ร่างกายของมนุษย์สามารถผลิต HA ได้เอง โดย HA เป็นส่วนประกอบของคอลลาเจนที่อยู่ในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) คอลลาเจนมีหน้าที่ช่วยเชื่อมเซลล์แต่ละเซลล์เข้าด้วยกัน ทำให้ผิวหนังดูกระชับเรียบเนียน โครงสร้างของผิวหนังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งผลให้ผลิต HA น้อยลงไปด้วย เมื่อเราอายุมากขึ้น ความเสื่อมสภาพของคอลลาเจนส่งผลให้ผิวหนังขาดความตึงกระชับ และเกิดการหย่อนคล้อยของผิวหนังในที่สุด อีกทั้งความชุ่มชื้นของผิวหนังก็ลดลงไปอีกด้วย ด้วยสาเหตุนี้เอง ฟิลเลอร์ Perfectha จึงเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ไขให้ปัญหาผิวหนังเหล่านั้นหายไป ฟิลเลอร์ Perfectha จากประเทศฝรั่งเศส ทำหน้าที่ช่วยเติมเต็มผิวหนังในส่วนที่หย่อนคล้อย แก้ไขรูปหน้า อาทิ การเติมเต็มร่องแก้ม การเติมเต็มหน้าผาก การปรับเปลี่ยนรูปทรงของคาง เป็นต้น ความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ฟิลเลอร์ Perfectha นั้นสามารถกำจัดสารที่กระตุ้นก่อให้เกิดเชื้อมะเร็งได้ อีกทั้งยังผ่านการอนุมัติโดยคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) สามารถตรวจเช็คเลขทะเบียนได้ และยังมีวันที่ผลิตรวมถึงวันหมดอายุระบุไว้ชัดเจนที่ข้างกล่อง

การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha เหมาะสำหรับใคร

การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha เหมาะสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องริ้วรอย หรือประสงค์ที่จะปรับเปลี่ยนรูปหน้า รวมถึงร่องรอยลึกรอบดวงตา มุมปาก หรือบริเวณอื่น ๆ บนใบหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่พอใจ ช่วยให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความมั่นใจ

สามารถฉีดฟิลเลอร์ Perfectha ร่วมกับการเสริมความงามวิธีอื่นได้หรือไม่

ปัจจุบันยังไม่มีการายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนไข้ที่มีการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha ร่วมกับการเสริมความงามวิธีอื่น การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha ร่วมกับการใช้ Botulinum Toxin หรือการผลัดเซลล์ผิวแบบ Chemical peeling อาจช่วยส่งเสริมให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ระยะเวลาในการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha จะใช้เวลาไม่นานมากนัก โดยประมาณ 15 – 30 นาที โดยเมื่อฟิลเลอร์อยู่ในตำแหน่งบริเวณที่ต้องการทำการแก้ไข ก็จะทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ออกมาได้ทันที อาจใช้เวลาสักพักให้ฟิลเลอร์ Perfectha เข้าที่และรับกับรูปหน้าเรา ดังนั้นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอาจเป็นช่วง 1 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับการแก้ไขไป

อย่างไรก็ตาม ฟิลเลอร์บางชนิดอาจไม่เห็นผลในทันทีหลังทำการฉีด อาจใช้เวลาสักระยะเพื่อกระตุ้นผิวหนัง ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

  1. ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ ไม่ต้องพักฟื้น
  2. สามารถช่วยแก้ไขในเรื่องการปรับโครงสร้างใบหน้าให้เข้ารูปมากขึ้น
  3. ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ และยังเชื่อกันว่าเป็นการเสริมโหงวเฮ้งตามความเชื่ออีกด้วย
  4. เป็นสารจากธรรมชาติ ที่สามารถสลายได้เอง
  5. เสริมสร้างความมั่นใจ

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

  1. การฉีดฟิลเลอร์ Perfectha โดยแพทย์ผู้ไม่เชี่ยวชาญ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่จะตามมาได้
  2. การฉีดฟิลเลอร์แบบถาวร เช่น ซิลิโคนเหลว หรือ น้ำมันพาราฟิน อาจทำให้ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน จนอาจก่อให้เกิดพังผืด
  3. ฟิลเลอร์ Perfectha ที่ไม่ได้มาตราฐาน อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ หรือมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์ Perfectha

  1. ปัจจุบันมีสารแปลกปลอมมากมาย ที่ลักษณะคล้ายกับฟิลเลอร์ จึงควรตรวจสอบกับแพทย์ทุกครั้ง ก่อนที่จะทำการฉีด
  2. ควรใช้บริการจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตราฐานที่น่าเชื่อถือ
  3. ห้ามฉีดฟิลเลอร์ Perfectha กับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร

วิธีตรวจสอบฟิลเลอร์ Perfectha

  1. แพทย์จะทำการเปิดกล่องฟิลเลอร์ต่อหน้าคนไข้ เพื่อสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง
  2. ตรวจสอบ Serial Number และหมายเลขอ้างอิง
  3. สอบถามบริษัทที่ทำการนำเข้าหรือผลิต

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่นิยมใช้ในไทย

Restylane , Juvederm , Belotero , Perfectha และ Neuramis ฟิลเลอร์แต่ละชนิดเหมาะสมกับปัญหาผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้นก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรศึกษาข้อมูลให้ได้ตรงกับความต้องการ พร้อมทั้งปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความสะอาดและปลอดภัย

ผลข้างเคียง

ผิวหนังอาจแดง บวม อาจมีอาการคัน หรือปวด มีจ้ำเลือด หรือคล้ำเป็นก้อนภายใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา บางรายอาจพบรอยด่างหรือผิวหนังมีสีที่เปลี่ยนไป (Discoloration) บริเวณที่ฉีดยา ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้จะสามารถหายไปได้เอง

สุดท้ายนี้การเลือกสถานที่เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจมากที่สุด คลินิกจะต้องได้รับการรับรอง เครื่องมือที่สะอาด ปลอดเชื้อ เราไม่ควรเห็นแก่ราคาถูกมากกว่าความปลอดภัย คลินิกหรือโรงพยาบาล ต้องสามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้ว่า สารที่นำมาฉีดให้บริการนั้น เป็นสารชนิดใด เพราะหากสารดังกล่าวไม่ได้มาตราฐาน อาจส่งผลก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง