ร้อยไหมจมูกคุ้มค่าจริงหรือไม่?

การร้อยไหมจมูกคืออะไร?

ในปัจจุบันการศัลยกรรมเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย เพราะมีธุรกิจเกี่ยวกับการเสริมความงามเกิดขึ้นมากมายและมีราคาที่เอื้อมถึงได้ รวมถึงความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ทำให้การศัลยกรรมไม่น่ากลัวอีกต่อไป หนึ่งในตัวเลือกที่ผู้คนให้ความนิยมอย่างแพร่หลายคือ การร้อยไหมจมูก เพราะมีขั้นตอนการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยากและราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนเป็นอย่างมาก โดยมีไหมหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน ส่วนมากจะนิยมใช้ไหมละลาย  อาทิเช่น ไหม POD , ไหม PLLA , ไหม PCL   โดยแพทย์จะใช้ไหมร้อยเข้าไปในจมูก ก่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อสร้างเนื้อจมูกขึ้นมาใหม่ แต่การเลือกวิธีร้อยไหมจมูกนั้น จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ตามปัญหาของแต่ละบุคคล

 ส่วนมากหากคนไข้ต้องการปรับแต่งรูปจมูกอย่างถาวร แพทย์มักจะไม่แนะนำวิธีการร้อยไหม เพราะวิธีการร้อยไหมไม่สามารถคงผลลัพธ์ให้อยู่ได้อย่างถาวร ไหมจะอยู่ได้ 6 เดือน – 5 ปี เท่านั้น ตามคุณภาพของไหมแต่ละชนิดและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล การร้อยไหมจมูกจึงเหมาะกับผู้ที่เนื้อจมูกน้อย กลัวการผ่าตัด หรือต้องการปรับแต่งจมูกเพียงเล็กน้อย เพื่อความเป็นธรรมชาติ หรือผู้ที่เร่งรีบและไม่ต้องการพักฟื้นหลังจากทำการปรับแต่งจมูก การร้อยไหมจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยหลังจากทำเสร็จทันที แต่จะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่ไหมละลายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของไหมอีกด้วย เพราะไหมแต่ละชนิดใช้เวลาในการละลายไม่เท่ากัน และผลลัพธ์ของการร้อยไหมจมูกส่วนหนึ่งก็มาจากการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ชนิดของไหมที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย

  1. ไหม POD เป็นไหมที่นิยมอย่างกว้างขวางมากในประเทศไทย มีความปลอดภัยสูง ถูกพัฒนาโดยประเทศเกาหลี เส้นไหมชนิดนี้ใช้เวลาในการละลายภายใน 4-6 เดือน
  2. ไหม PLLA สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้ดีที่สุด เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 12-18 เดือน
  3. ไหม PCL มีลักษณะเส้นที่ใหญ่ มีความยืดหยุ่นสูง แต่มีความเปราะบางง่าย จะทำให้ทรงจมูกเห็นชัดเจนมากกว่าไหมชนิดอื่นๆ เส้นไหมใช้เวลาละลายภายใน 18 – 24 เดือน

ทั้งนี้การเลือกใช้เส้นไหมแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์  ซึ่งเส้นไหมแต่ละชนิดสามารถนำมาใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและระยะเวลาในการใช้งานได้ แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์หลังจากที่ทำการร้อยไหม เพราะจะเป็นการยืดอายุการใช้งานหรือลดอายุการใช้งานของเส้นไหมได้นั่นเอง

ข้อดีของการร้อยไหมจมูก

  1. ได้ทรงจมูกที่เป็นธรรมชาติกว่าการเสริมด้วยซิลิโคลนหรือการฉีดฟิลเลอร์ เพราะการร้อยไหมเป็นปรับแต่งหรือเสริมรูปจมูกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  2. การร้อยไหมนั้นมีความปลอดภัยสูงกว่าการปรับแต่งทรงจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะไม่ต้องผ่าตัดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นเลือด อวัยวะที่สำคัญ เส้นไหมจะละลายได้เองโดยไม่มีสารตกค้าง พร้อมกับสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน เพื่อเพิ่มความกระชับให้จมูกหลังจากที่เส้นไหมละลาย
  3. ลดความเสี่ยงของทรงจมูกที่ไม่พึงพอใจ การร้อยไหมนั้นสามารถละลายหายไปได้เองภายใน 6 -18 เดือน ขึ้นอยู่กับไหมแต่ละชนิด ซึ่งหากการปรับแต่งรูปจมูกไม่เป็นที่น่าพอใจ ผลลัพธ์จะหายไปเองตามระยะเวลาของเส้นไหม แต่ถ้าปรับแต่งจมูกโดยการเสริมด้วยซิลิโคลนอาจจะต้องมีการแก้ไขด้วยการผ่าตัดซึ่งอาจจะทำให้รูปจมูกเกิดการเปลี่ยนแปลงและเสียเงินมากขึ้นกว่าเดิม
  4. ไม่ต้องพักฟื้น หลังจากทำการร้อยไหม ท่านจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีและสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีวิธีการดูแลตัวเองที่ไม่ยุ่งยากเหมือนการวิธีการอื่นๆในการปรับแต่งรูปจมูก เช่น การเสริมจมูกด้วยซิลิโคลน ที่ต้องทำการพักฟื้นเป็นเวลานาน และมีขั้นตอนการดูแลตัวเองที่ยุ่งยาก
  5. คนที่มีเนื้อจมูกน้อยไม่สามารถเสริมจมูกโดยใช้ซิลิโคลน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการทะลุภายหลัง แต่การร้อยไหมสามารถช่วยปรับแต่งรูปจมูกแทนการเสริมด้วยซิลิโคลนได้อย่างปลอดภัย

ข้อเสียของการร้อยไหมจมูก

  1. ผลลัพธ์คงอยู่ไม่ถาวร เพราะการร้อยไหมนั้นจะทำให้จมูกอยู่เป็นทรงชัดเจนตามระยะเวลาของเส้นไหมแต่ละชนิด บางชนิดอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน แต่บางชนิดอยู่ได้นานหลายปี ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังจากได้ทำการร้อยไหมบริเวณจมูกด้วย
  2. หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญในการร้อยไหมมากพอ อาจทำให้ผิวหนังย่น ขรุขระ หรือผิดรูปได้ และอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตหากทำพลาด
  3. การสร้างอิลาสตินมากเกินไปอาจก่อให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนังได้ ทำให้จมูกผิดรูปและต้องทำการแก้ไขด้วยวิธีที่ยุ่งยาก อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับการรักษา
  4. การร้อยไหมมีราคาถูกกว่าการเสริมจมูกด้วยวิธีอื่น ๆ ก็จริง แต่หากมีการร้อยไหมหลายเส้นมากเกินไป ค่าใช้จ่ายยิ่งสูงตามจำนวนเส้นไหม ทางเลือกในการเสริมจมูกด้วยซิลิโคลนหรือฟิลเลอร์ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการร้อยไหมจมูก

วิธีการเตรียมตัวก่อนจะไปร้อยไหมจมูก

การร้อยไหมจมูกไม่มีขั้นตอนการเตรียมตัวที่ยุ่งยาก เพราะหลังจากที่ร้อยไหมเสร็จเรียบร้อยนั้น ท่านสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่ต้องทำการพักฟื้น

  1. ควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจมูกให้เรียบร้อย
  2. หากเกิดอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นหวัด มีน้ำมูก เป็นไซนัส ควรงดการร้อยไหมบริเวณจมูกออกไปก่อน พร้อมกับปรึกษาแพทย์ในการแก้ไขปัญหา
  3. งดการกินยาหรือวิตามินที่จะทำให้เลือดออกง่าย เช่น วิตามินE และอาหารแสลง อาหารหมักดอง

วิธีการดูแลตัวเองหลังจากร้อยไหมจมูก

  1. งดการนอนตะแครงหรือนอนคว่ำ เพราะจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณที่ร้อยไหมได้
  2. ทานยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อลดอาการบวมและอาการอักเสบ โดยงดยาที่จะส่งผลกระทบต่อเลือด เช่น วิตามิน E ยาแอสไพริน  
  3. หลังจากการร้อยไหม ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหมเป็นเวลาประมาณ 14 วัน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ งดการแคะจมูกหรือสูดดมอย่างแรง
  4. งดการทำกิจกรรมเสริมความงามบริเวณผิวหน้า เช่น การทำเลเซอร์ การทำทรีตเม้นต์ การนวดหน้า การขัดหรือถูหน้าด้วยความแรง
  5. งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือของแสลงต่าง ๆ เช่น ของหมักดอง ของดิบ เป็นต้น เพราะอาจทำให้ใบหน้าเกิดอาการบวมช้ำได้

การร้อยไหมบริเวณจมูกนั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการปรับแต่งรูปทรงจมูกให้สวยงามขึ้น หรือแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยบริเวณจมูก เพราะจะทำให้จมูกสวยเป็นธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลอีกด้วยว่ามีปัญหาในเรื่องอะไร ศึกษาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนและการปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจคือสิ่งที่ควรปฏิบัติก่อนจะทำการเสริมความงาม เพราะจะได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและถูกต้อง ในปัจจุบันการทำธุรกิจเสริมความงามเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีคลินิกเสริมความงามก่อตั้งขึ้นมากมายให้เลือกใช้บริการ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการเลือกคลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการรับรองและถูกกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการเสริมความงามและป้องกันผลเสียในภายหลัง เพราะการเสริมความงามมีความเสี่ยงหมดทั้งสิ้น

สุดท้ายนี้การปรับแต่งรูปทรงจมูกโดยการร้อยไหมนั้นคุ้มค่าหรือไม่? คงจะขึ้นอยู่กับความพอใจในผลลัพธ์และปัญหาที่ต้องการแก้ไขของแต่ละบุคคล เพราะในปัจจุบันวงการเสริมความงามมีเทคโนโลยีทันสมัยมากมายในการปรับแต่งรูปทรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมโดยใช้ซิลิโคลน การฉีดฟิลเลอร์  และการร้อยไหมจมูกนั้นก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีเทคนิคพิเศษที่จะช่วยให้สาว ๆ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

 

ผลข้างเคียง ยกกระชับผิวหน้า V-Shape ด้วยการร้อยไหมก้างปลา

เทคโนโลยีด้านเสริมความงามพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ เทคนิคการร้อยไหมด้วยไหมละลาย เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียวสวยงาม โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัด มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเกาหลี หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย ซึ่งนอกจากช่วยแก้ไขข้อบกพร่อง ช่วยยกกระชับผิวให้ตึงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกิดเส้นใย อิลาสติน (Elastin) ช่วยให้ผิวเด้งและเกิดความยืดหยุ่น แถมยังช่วยเร่งสเต็มเซลล์ภายในร่างกาย และการไหลเวียนโลหิต ที่จะเป็นการช่วยให้เกิดการสร้างคอลลาเจน (Collagen) เพิ่มความกระชับ และความหนาของผิวหนังชั้นหนังแท้ได้ด้วย ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เราดูอ่อนกว่าวัย ผิวหน้ากระชับ มีความยืดหยุ่นและลดเลือนริ้วรอย เมื่อเวลาผ่านไป 6-18 เดือนเส้นไหมก็จะละลายไปโดยไม่เป็นอันตราย

หนึ่งในการศัลยกรรมร้อยไหมยกกระชับ ที่ได้รับความนิยม คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมละลายชนิดหนึ่ง เส้นไหมที่ใช้นั่นคือ เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมก้างปลา ด้วยลักษณะที่มีเงี่ยงโผล่ 2 ด้าน ตลอดทั้งเส้น ดังเช่นฟัน หรือก้างของปลา นั่นคือที่มาของชื่อ “การร้อยไหมก้างปลา” เมื่อมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในการใช้เส้นไหมชนิดนี้

ชนิดของเส้นไหม ที่นิยมใช้ ในการร้อยไหม ยกกระชับผิว

  • เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าฝาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิวหนัง
  • เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน
  • เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ ไหมเงี่ยงกุหลาบ ไหมก้างปลา เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape หรือเรียกว่า “ร้อยไหมก้างปลา”

ช่วงอายุที่จะเหมาะกับทำการร้อยไหมก้างปลา

การยกกระชับผิวหน้าด้วยการร้อยไหมก้างปลา เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัว หรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่นจึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

อยากหน้าเด็ก หน้าสวย ใบหน้า V-Shape เรียวสวยได้รูป

เส้นไหมที่นิยมร้อยไหมเพื่อยกกระชับ บริเวณคาง ปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape คือ “การร้อยไหมก้างปลา” เป็นการใช้เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) หรือ เป็นเส้นไหมเส้นเดียวแต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยาน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหม และบริเวณเงี่ยง การร้อยไหมก้างปลา เป็นเทคนิคการยกกระชับใบหน้าที่ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และต้องทำในสถานที่ให้บริการที่มาตรฐานด้านความปลอดภัย ในขั้นตอนแรก คือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอนการร้อยไหม ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

ขั้นตอนการร้อยไหมก้างปลา หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด แพทย์จะพิจารณาตามโครงหน้าของคนไข้เป็นหลัก ขณะทำจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อย ใช้เวลาเพียง    20-40 นาที อาจพบรอยช้ำตามแนวรอยไหมได้บ้าง ร่วมกับอาการบวม แต่จะหายไปเองโดยไม่ต้องพักฟื้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และจะเห็นผลชัดเจนในช่วงประมาณ 2 เดือนหลังร้อยไหม และอาจจะเห็นผลต่อเนื่องนานประมาณ 1-2 ปี หลังจากนี้ก็ต้องมาทำการร้อยไหมใหม่อีกครั้ง

ข้อเสีย 4 ข้อ ที่เราต้องรู้ ก่อนตัดสินใจร้อยไหมก้างปลา

  1. การร้อยไหมเป็นศาสตร์ และศิลปะ ที่ต้องใช้ความชำนาญ และเทคนิคการร้อยไหม หากทำไม่ถูกต้องหรือเลือกชนิดของเส้นไหมที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือเห็นรอยไหมตามแนวที่ร้อยได้
  2. การร้อยไหมก็เป็นการสร้างพังผืด (Fibrosis) ในบางกรณี ไหมอาจจะทะลุโผล่ออกมานอกผิวหนังได้ นั่นเป็นเพราะว่าบางทีไหมละลายยังไม่หมด ผิวอาจจะผลักเส้นไหมออกมา หรือบางทีผิวหนังบริเวณที่ร้อยไหมขาดความยืดหยุ่น จนทำให้ไหมเคลื่อนตัวจนทะลุออกมาตามจุดที่ร้อยไว้ได้
  3. คนไข้ที่มีโหนกแก้ม การร้อยไหมอาจจะยิ่งทำให้โหนกแก้มเด่นขึ้น
  4. หลังจากร้อยไหมเสร็จจะเกิดการบวมช้ำเล็กน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าต้องใช้เข็มพร้อมเส้นไหมแทงผิวเข้าไป และจะหายจากการบวมก็อาจจะใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากร้อยไหมก้างปลา

การร้อยไหม คือ การใช้เข็มสเตอไรด์ เครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่งที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เพื่อนำเส้นไหมที่เป็นไหมละลายเข้าไปใต้ผิวหนัง “การร้อยไหมก้างปลา” เพื่อยกกระชับผิวหน้าให้ได้รูปเรียว V-Shape สวยงาม เป็นการใช้เส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ซึ่งทำหน้าที่เสมือนหมุดยึดตรึงไหมไว้กับผิวหนัง เมื่อทำการร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้า ซึ่งอาจทำให้มีรอยช้ำได้ มากกว่าไหมเรียบ หลังการร้อยไหมก้างปลา ผิวจะมีอาการบวมแดง และมีรอยช้ำตามแนวการสอดเส้นไหม ซึ่งรอยเหล่านี้จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์  ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า การร้อยไหมก้างปลาสามารถทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับได้จริง และไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันอีกว่าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหนหลังการร้อยไหม การร้อยไหมก้างปลา การร้อยไหมก้างปลา ชนิดมีเงี่ยงสามารถทำให้ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงเดือนแรกหลังการร้อยไหมเท่านั้น แต่ผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา การที่ผิวดูกระชับขึ้นในช่วงแรก เชื่อว่าเกิดจากการที่ผิวเกิดการบวม และอักเสบจากการสอดเส้นไหม

ผลข้างเคียงการร้อยไหมก้างปลา หรือเส้นไหมชนิดมีเงี่ยง ได้แก่ การเกิดผิวหนังบวมแดงเนื่องจากการแพ้เส้นไหม คลำได้ปมไหม ปลายไหมโผล่ คลำหรือสัมผัสเส้นไหมบริเวณผิวได้ซึ่งเกิดจากการร้อยไหมในระดับตื้นเกินไป หรือการเกิดรอยบุ๋มของผิวหนัง ผิวหนังสองข้างกระชับไม่เท่ากัน และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง และแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมดุล หรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

การร้อยไหมก้างปลา จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ของรูปหน้า หางคิ้ว หางตายก เนื่องจากลักษณะพิเศษของเส้นไหมก้างปลา เงี่ยงของไหมนั้น ช่วยทำให้ยึดผิวหนังใบหน้าไว้ จึงช่วยให้ใบหน้าเกิดลักษณะ V-Shape ดูเรียวสวยงามยิ่งขึ้น การที่ได้รับรู้ทั้งข้อดี และข้อเสีย รวมถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น ทั้งหมดจะเป็นข้อมูลที่สำคัญใช้ประกอบการตัดสินใจว่าคุ้มค่ากับการลงทุนเพื่อความสวยงาม ด้วยการร้อยไหมก้างปลาหรือไม่??

 

รู้ยังข้อดี ข้อเสียของ hifu กับร้อยไหมต่างกันออกไป

ความสวยงามของใบหน้าและร่างกายในปัจจุบันนี้ถือเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องการ แต่หลายคนนั่นไม่ต้องการที่จะใช้การผ่าตัดในการเสริมความงามเหล่านั้น จึงมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ที่ใคร ๆ หลายคนต้องการ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับการทำ hifu กับการร้อยไหม ว่ามีข้อดี ข้อเสียแตกต่างอย่างไร

Hifu

Hifu ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือ รูปแบบการเสริมความงามแบบใหม่ที่นำคลื่นอัลตร้าซาวด์ความถี่สูงส่งผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยลดริ้วรอย ลดเหนียง และยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าการทำ ไฮฟู (HIFU) ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ รวมไปถึงต้นแขน และต้นขา ที่สามารถเห็นผลหลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ที่กลัวเข็มหรือกลัวการผ่าตัด

Hifu นั่นเหมาะกับทุกเพศที่มีอายุ 25–35 ปี หรือมากกว่านี้ ซึ่งเกิดปัญหาผิวบนใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตาตก หรือมีริ้วรอยมาก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ผ่านการผ่าตัด และผู้ที่ต้องการลดเหนียงใต้คาง หรือลดคางสองชั้น จำนวนครั้งของการทำ Hifu ในแต่ละคนนั่นจะไม่เท่ากัน โดยจะขึ้นอยู่กับปัญหารูปหน้าของผู้เข้ารับรักษา ที่ควรทำอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้ และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30–50 นาที และจะเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือน

ข้อดีของการทำ Hifu

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที
  • ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ โดยไม่ใช้เข็ม
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  • ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • สามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  • จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  • ไม่มีบาดแผลในการรักษา ไม่บวม ไม่ต้องประคบเย็น

ข้อเสียของการทำHifu

  • มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  • ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  • ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  • คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด

การดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

สิ่งที่ควรทำก่อนเข้ารับบริการ คือ คุณต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ หรือเคื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

ควรทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน หรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ถ้าหากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แล้วไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ ที่สำคัญไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

การร้อยไหม

การร้อยไหมคือ เทคนิคการยกกระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย และการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลายโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย

นวัตกรรมร้อยไหมคือ การร้อยไหมเส้นเล็กเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้ไหมไปยกกระชับผิวหน้าดูเด็กลง และไหมยังไปสร้างคอลลาเจนช่วยเติมเต็มผิวหนังมากขึ้น โดยจะเห็นผลทันที 50 % และจะเห็นผล 100% 3-4 สัปดาห์ ขึ้นไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ
  • เส้นไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที
  • ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นาน 6-8 เดือน
  • การร้อยไหมนั้นจะเห็นผลทันทีหลังทำทันที
  • ในตอนที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • หลังจากร้อยไหม อาจมีอาการบวมแดง และรอยช้ำตามแนวการสอดไหม
  • ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย
  • หากเส้นไหมไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม
  • ห้ามกดหรือนวดหลังการร้อยไหม
  • เส้นไหมอาจเกิดการไหล, ทะลุ, ดีด, และขาดได้

วิธีการดูแลตัวเองก่อนการร้อยไหม

ควรงดยา อาหารเสริมหรือวิตามินที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด อย่างเช่น ยาแอสไพริน อาหารเสริมจำพวกวิตามินอี ฯลฯ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนเข้ารับการรักษาแบบการรร้อยไหม

วิธีการดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

ห้ามทำแผลโดนน้ำเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งแผลหลังร้อยไหมจะเป็นเพียงรูเปิดเข็มบริเวณไรเส้นผมเล็ก ๆ ข้างละ 1-2 จุดเท่านั้น โดยแผลจะจางหายไปเองภายใน 1-3 วัน และรับประทานยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมๆ ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลา 1-2 วัน ตามที่คำแนะนำของแพทย์ แล้วงดการสัมผัสใบหน้าแรง ๆ เช่น การล้างหรือถูหน้าแรง ๆ แต่ให้ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แทนหรือควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังทำ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการบวมช้ำอักเสบ และงดการทำทรีทเม้นท์ เลเซอร์ นวดหน้า ขัดผิว อาจทำให้แผลอักเสบจากการโดนความร้อนได้ แล้วข้อห้ามสุดท้ายคือ งดการออกกำลังหรือกิจกรรมที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ 2 สัปดาห์ เช่น หัวเราะแรง ๆ, การกัดแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อทำให้ไหมได้ล็อคตัวกับเนื้อเยื่ออย่างเต็มที่ ข้อมูลข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการทำ Hifuกับการร้อยไหมนั่นมีขั้นตอนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็มีความแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั่นมีความเหมือนกัน ถึงแม้จะใช้เวลาที่ในการเห็นผลไม่เท่ากัน และการทำHifu จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ส่งลงใต้ผิวหนังในรักษา ส่วนการ้อยไหมนั่นจะใช้เส้นไหมรอยลงใต้ผิวหนัง

Hifuกับการร้อยไหม นั่นจะเน้นในเรื่องของการยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้เรียววีเชฟ ส่วนการทำHifuเป็นวิธีการยกกระชับ ที่จะเจ็บน้อยกว่า และไม่ทิ้งรอยแผล แต่ทว่าทั้งการทำHifuกับการร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้น และสามารถไปทำงานต่อได้ทันที ถ้าหากถามว่าการร้อยไหมหรือHifu อะไรดีกว่ากัน ก็มีคำแนะนำข้างต้นแบบนี้ถ้าแก้มหย่อนคล้อยเยอะ แนะนำการร้อยไหมเพราะการร้อยไหมจะช่วยดึงได้เยอะกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า การร้อยไหม ดึงได้ใกล้เคียงกับการดึงหน้า แต่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเปิดแผล มีแค่รอยรูเข็ม แต่ถ้าหากแก้มหย่อนคล้อยไม่เยอะ แนะนำให้ทำHifu เพราะการทำHifuจะเน้นการยกกระชับ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ในบางจุดที่การร้อยไหมเข้าไม่ถึง และถ้าหากคุณกลัวการร้อยไหม ก็สามารถทำ Hifuแทนได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ในการดึงยกกระชับผิวหนังไม่เท่าการร้อยไหมที่ช่วยยกกระชับได้ประมาณ 10-20% สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจทำความงามไม่ว่าจะเป็น Hifu หรือการร้อยไหมก็ตามทางเราอย่างให้ทุกคนเลือก และดูประวัติของคลินิกหรือสถานพยาบาลให้ดี

ร้อยไหมดีอย่างไร ทำไมต้องทำ

นวัตกรรมเสริมความงานสมัยใหม่อย่าง “การร้อยไหม” เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงอ่อนเยาว์ ผิวมีความเรียบกระชับทุกสัดส่วน เดิมทีการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่นิยมมากกว่า แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสผิดพลาดสูง ปัจจุบันคนจึงนิยมการร้อยไหมมากกว่าวิธีอื่น เลยทำให้หลาย ๆ คนสงสัยว่าการร้อยไหมดีอย่างไร ซึ่งในบทความนี้ตั้งใจจะมาอธิบายว่า การร้อยไหมคืออะไร มีวิธีการทำอย่างไร ร้อยไหมแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเรา และอะไรคือผลข้างเคียง

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคทางการแพทย์ ที่ใช้ในการกระชับผิวหนังทั่วร่างกาย แต่นิยมใช้บนใบหน้ามากที่สุด ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่น ขากรรไกร ร่องจมูก และหน้าผาก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะการนำไหมละลายจำนวนหลายเส้น ร้อยเข้าด้านใต้ผิวหนัง เพื่อให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ เพื่อให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม อีกทั้งยังทำให้เลือดไหลเวียนผิวหนังบริเวณนั้นมากขึ้นด้วย ซึ่งไหมที่ใช้มีหลายชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดคือไหมละลาย PDO ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) ซึ่งปกติจะใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดหัวใจ เพราะสามารถเข้ากับร่างกายได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ อีกทั้งยังได้รับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไหมละลายจะละลายหายไปโดยไม่ตกค้างภายในระยะเวลา 8 เดือน

วิธีการร้อยไหมทำอย่างไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคที่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะแพทย์ทางศัลยกรรม เริ่มต้นการรอยไหมด้วยการทายาชาบริเวณที่ทำ จากนั้นจึงนำเส้นไหมมาร้อยยึดตามเนื้อเยื่อผิว ซึ่งจะร้อยเรียงเส้นไหมไปตามโครงหน้าของคนไข้ ใช้เวลาช่วงนี้ประมาณ 20 – 40 นาที อาจทำให้รู้สึกเจ็บ มีรอยช้ำ หรือบวมเล็กน้อย แต่พักฟื้นแค่เพียง 1 – 2 สัปดาห์ก็จะกลับมาปกติ หลังจากนั้นต้องร้อยไหมซ้ำอีกครั้ง เพื่อยึดชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น โดยผิวหนังชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) จะอยู่ลึกกว่าชั้นผิวหนังแท้ ในระหว่างนี้ใบหน้าส่วนที่ร้อยไหมจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ทำเลเซอร์หรืออะไรที่รุนแรงกับใบหน้า เพราะอาจเกิดอาการบวมแดงได้

ลักษณะเส้นไหมที่นิยมใช้

1.เส้นไหมเรียบ (Mono Threads) มีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว          นิยมใช้ร้อยไหมบริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง แต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิว

2.เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้น เกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรผิวหนัง บริเวณที่ยุบตัวลงหรือเป็นแอ่ง เส้นไหมเกลียวจะให้ความแข็งแรงมากกว่าไหมเส้นเรียบ จึงเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงต้านแรงโน้มถ่วง

3.เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียว แต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม คล้ายกับหนามกุหลาบหรือก้างปลา จะทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนคล้อย รวมถึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบ ๆ เส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้จึงเหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง และช่งบปรับรูปหน้าให้เรียวมากขึ้น

ใครที่เหมาะจะร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นการยกกระชับผิวหนัง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัย 30 – 60 ปี โดยคนที่จะทำได้ต้องมีเนื้อเยื่อที่ไม่ยุบตัว หรือมีผิวหนังที่ไม่หย่อนคล้อยมากจนเกินไป และจะให้ผลดีกับผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว แต่ยังไม่พร้อมที่จะผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าจะให้เห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการร้อยไหมร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น การทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมัน เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นเทคนิคการยกกระชับผิวหน้าเพียงชั่วคราว โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี และอาจเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยเล็กน้อยได้หลังจาก 6 เดือนแรก ทำให้ต้องกลับมาเข้ารับการร้อยไหมอีกครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์ให้ได้ยาวนานมากขึ้น โดยทั่วไปใบหน้าของผู้เข้ารับการร้อยไหมอาจบวมในตอนแรก และกลับมาดูเป็นปกติภายใน 1-2 วันหลังการรักษา แต่บางรายอาจปรากฏรอยพับหรือรอยย่นของผิวหนังหลายสัปดาห์ รวมถึงอาการบวม ฟกช้ำ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของไหม อาจพบภาวะติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือมีขั้นตอนการทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม

บางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้ดื้อยาและยากต่อการรักษา ทั้งนี้ไหมแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ไหมเส้นเรียบที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียวอาจทำให้มีอาการฟกช้ำ ส่วนไหมที่มีเงี่ยงอาจทิ้งรอยสอดไหมไว้ให้เห็นได้ และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้นในขั้นตอนก่อนรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากการร้อยไหม

การร้อยไหมเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณ 15-20% ของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและแก้ไขได้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมมาตรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรืออาจเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำ เพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าว
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปบริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงอาจทำให้เกิดเนื้อเยื่ออักเสบได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีการอักเสบ
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหัก ในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง หรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้

  1. เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย ซึ่งอาจทำให้เป็นอัมพาตใบหน้า และหลอดเลือดได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เข็มในการร้อยไหม
  2. มีอาการปวดเรื้อรัง
  3. ใบหน้าสัมผัสได้ถึงไหมที่มี มักเกิดขึ้นจากการใช้ไหมชนิดมีเงี่ยง แต่ก็จะหายไปได้เองหลังผ่านไปหลายวัน
  4. มีเลือดออก
  5. ประสาทการรับรู้บกพร่อ
  6. ภาวะภูมิไวเกิน คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสาร ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไหมละลายชนิด PDO จะได้การรับรองความปลอดภัยจาก อย. แต่นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดเผยว่า อย. ไม่อนุญาต หรือไม่รับรองวิธีการร้อยไหมเพื่อการกระชับผิว แต่อนุญาตให้ใช้ในการเย็บแผลเท่านั้น นอกจากนี้ การร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ยังไม่ได้ถูกรับรองใช้ในสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศในทวีปยุโรป เพราะยังไม่มีผลการศึกษาทางการแพทย์ที่แน่ชัด ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่สนใจการร้อยไหมเพื่อกระชับผิวหน้า ควรพิจารณาไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะได้มาว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://thecloverbeautyclinic.com/