7 ข้อห้าม ที่คนอยากสวยด้วย HIFU ต้องระวัง!

เรื่องความสวยความงามไม่ว่าจะกับคุณผู้หญิงท่านไหนก็คงอยากจะให้คงอยู่ไปตลอดกาล เพราะความสวยคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หลาย ๆ คนมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผิวพรรณที่เริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และด้วยการที่ผู้หญิงต่างไม่ต้องการที่จะหยุดสวย นวัตกรรมเพื่อความงามที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันมากมายก็ได้กลายเป็นทางเลือกที่สาว ๆ ต่างให้ความสนใจ แต่ด้วยความกลัวเจ็บหรือเรื่องของค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย ก็ล้วนแต่ทำให้สาว ๆ คิดไม่ตกกันเลยทีเดียวว่าจะเลือกใช้บริการเสริมความงามรูปแบบใดดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า การทำ HIFU ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการเสริมความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายท่าน เพราะการทำ HIFU ไม่ต้องถึงขั้นได้ใช้มีดหมอแบบที่หลายคนกลัว ‘HIFU’ หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของคุณผู้หญิง ด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงขั้น SMAS หรือ  Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะทำให้ผิวกระชับขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมานั่นเอง สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองทำ HIFU เพื่อสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ไม่ควรทำทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการทำ HIFU คือสิ่งที่ทุก ๆ คนควรให้ความสนใจ ซึ่ง 7 ข้อห้ามที่คนอยากสวยต้องระวังมีดังนี้

  1. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอออล์ทุกชนิด

แม้จะเป็นคนรักการสังสรรค์มากเพียงใด ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะต้องมีการเฉลิมฉลองต่าง ๆ นานา แต่หากอยากสวยด้วย HIFU อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วล่ะก็ ผู้ที่เข้ารับการทำ HIFU ก็ควรงดกิจกรรมสังสรรค์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ บุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็เป็นข้อห้ามที่จะมาสกัดความสวยของคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ด้วยความที่มีสารต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการทำ HIFU อีกทั้งกระทบกับสุขภาพของผู้ที่ตัดสินใจทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนควรจะงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยต้องเริ่มงดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำจนไปถึงหลังจากที่ทำแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่กำลังจะเกิดใหม่

  1. เลิกนิสัยโต้รุ่ง

ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการทำ HIFU ทุกคนควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่าการทำ HIFU มีการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงกับเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตนเองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมให้การทำ HIFU มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าก่อนทำ HIFU ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อน ไม่ควรอดหลับอดนานเด็ดขาด

  1. อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับแสงแดด

สำหรับคนที่เข้ารับการทำ HIFU แน่นอนว่าใบหน้าจะบอบบางขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนแสงแดดที่ร้อนแรงก็มีผลต่อการทำ HIFU เช่นกัน ซึ่งผู้ที่เพิ่งทำ HIFU มาควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดดไปสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากแสงแดดสามารถทำลายคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ควรจะเลี่ยงแสงแดดไปสักพัก หรือหากมีความจำเป็นต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้งจริง ๆ ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อปกป้องผิวของตนเองเสมอ อย่างเช่น หมวกทที่สามารถบังแสงแดดได้ หรือจะเป็นร่มกันแดด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดปะทะกับผิวโดยตรง และที่สำคัญคือควรที่จะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไว้อีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจกับตัวผู้รับการทำ HIFU เอง และถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงแดดไปสัก 1-2 สัปดาห์หลังจากที่รับการทำ HIFU

  1. งดสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรง

หลังจากที่ทำ HIFU มานั้น ทุกคนควรจะงดการแตะหรือสัมผัสกับใบหน้าของตัวเอง เนื่องจากใบหน้าของเราในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและค่อนข้างที่จะบอบบางเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มือแตะหรือจับบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความรู้ตึง ๆ หรือเมื่อยบริเวณใบหน้า จึงอาจทำให้เผลอไปนวดหรือสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรงเอาได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากทำ HIFU มา เพราะอาจทำให้การทำ HIFU เสื่อมประสิทธิภาพได้

  1. อย่าละเลยการบำรุงใบหน้าของตัวเอง

เชื่อว่าคนอยากที่สวยอยู่เสมอหลายคนคงดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การที่ใบหน้าของเรากำลังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัวและบอบบางเป็นพิเศษ แน่นอนว่าขั้นตอนการดูแลใบหน้าก็ควรที่จะพิเศษตามไปด้วย เพราะหากไม่ดูแลรักษาใบหน้าให้ดี ค่าใช้จ่ายที่เสียไปอาจไม่เกิดประโยชน์ก็เป็นได้ ดังนั้นเหล่าสาว ๆ จึงไม่ควรที่จะละเลยการบำรุงใบหน้าด้วยครีมหรือทรีตเมนท์ต่าง ๆ เป็นอันขาด นอกจากนี้เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน จึงควรที่จะล้างหน้าและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ใบหน้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสี่ยงกับการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง 

  1. อย่าลืมเช็คความน่าเชื่อถือของสถานที่ที่รับทำ HIFU

แม้จะอยากสวยหรือกลับมาดูอ่อนวัยมากเพียงใด แต่ก็ควรมีสติและเลือกคลินิกหรือสถานเสริมความงามที่มีความน่าเชื่อถือ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ควรได้มาตรฐาน และผู้ที่ทำการให้บริการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับที่ไว้วางใจได้ ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการทำ HIFU ควรจะตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเริ่มทำเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อร่างกายและเงินในกระเป๋า เนื่องจากความเป็นที่นิยมของ HIFU จึงอาจทำให้มีสื่อหลายรูปแบบที่ออกมาโฆษณาเกินจริง อาจดูน่าเชื่อถือแต่ก็ไม่สามรถไว้วางใจได้ การตรวจสอบก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด

  1. อย่าขัดคำสั่งของคุณหมอ

เมื่อได้รับการทำ HIFU แล้ว สิ่งที่สาว ๆ ทุกคนห้ามละเลยก็คือคำสั่งจากคุณหมอที่ดูแลเรา เพราะเขาคือผู้ที่จะคอยติดตามผลลัพธ์จากการทำ HIFU และคอยให้คำแนะนำหรือวิธีการปฏิบัติตัวต่าง ๆ หลังจากทำให้แก่ผู้รับบริการ และหากว่าไม่ทำตามคำแนะนำของคุณหมอ จากที่จะสวยอาจกลายเป็นแย่ยิ่งกว่าก่อนทำไปเลยก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรเชื่อฟังคำเตือนของคุณหมอ สิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำก็ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ และหากเกิดอาการผิดปกติหลังจากทำ ผู้ทำ HIFU ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าคิดไปเองว่าอาจจะไม่เป็นอะไร เพื่อความปลอดภัยและความสวยที่คงทนแบบที่ทุกคนต้องการ     

การทำ HIFU เป็นนวัตกรรมที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผู้ที่ทำให้ได้กลับมามีความมั่นใจกับใบหน้าของตนเองอีกครั้ง โดยส่วนมากแล้วผู้ที่ต้องการทำมักอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปีขึ้นไป โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือเรื่องของความเหี่ยวย่นของใบหน้า รู้สึกใบหน้าไม่กระชับเหมือนสมัยยังสาว อีกทั้งยังมีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ทำให้สาว ๆ หมดความมั่นใจเอาได้ง่าย ๆ และแม้การทำ HIFU จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างน้อยและราคาไม่แพงมาก แต่การระมัดระวังตนเองก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และไม่เกิดผลเสียต่อตัวของผู้เข้ารับการทำ HIFU โดยข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อที่ได้กล่าวไปนั้น สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และผู้ที่จะเข้ารับการทำ HIFU ก็ควรที่จะศึกษาไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวถูกในระดับหนึ่ง แต่นอกจากข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อแล้ว หากมีสิ่งใดที่สงสัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดคือผู้เชี่ยวชาญที่รับหน้าที่ในการทำ HIFU ตามคลินิกหรือสถานเสริมความงามต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้เข้ารับบริการเสมอ

           

 

 

 

HIFU เห็นผลในกี่เดือน

ก่อนจะไปสู่คำตอบของคำถามนี้ สาว ๆ ทุกคน คงรู้จักเทคโนโลยีความงามนี้กันอย่างดี เพราะมาแรงมาก ในช่วงหลัง ซึ่ง Hifu ก็คือเครื่องมือที่สามารถยกกระชับใบหน้าของคุณให้ไม่หย่อยคล้อย ลดริ้วรอยต่าง ๆ และ คืนความใสสู่ใบหน้าของคุณให้อ่อนเยาว์อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่เราอยากให้คุณสำรวจตัวเองอีกครั้งก่อนทำ ว่าคุณอายุอยู่ในเกณฑ์การเข้าการรักษาไหม และมีบริเวณใดบ้างที่อยากรักษเป็นพิเศษ เพราะเทคโนโลยี HIFU มีโปรแกรมการรักษาที่สอดรับทุกการต้องการของสาว ๆ เลยทีเดียวล่ะ

HIFU คืออะไร

เทคโนโลยี HIFU มีชื่อย่อมาจากคำว่า High Intensity Focused Ultrasound หรือ ว่าง่าย ๆ ก็คือการส่งคลื่นความถี่เสียง ลงสู่ชั้นผิวหนังแบบเฉพาะจุด เพื่อกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมีในชั้นผิวหนัง ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง โดยเครื่องมือ HIFU จะทำให้เกิดความร้อนในความลึกของแต่ละชั้นผิว กระตุ้นให้เกิด Collagen โดยพลังงานความถี่เสียงที่ส่งลงไปอย่างสม่ำเสมอ เสมือนกับการเย็บผิวชั้นนั้นให้หดตัว กระชับ และ ยกตัวขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยและลดริ้วรอย จากโครงสร้างภายในชั้นผิวอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด และ นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญหัวข้อแรก ๆ ที่ครองใจบรรดาสาวน้อยใหญ่เทคะแนนให้ เพราะนอกจาก “ความสวย รอไม่ได้” แล้ว แต่ขอไม่เจ็บด้วย ยิ่งดีเลย

HIFU เหมาะกับใครบ้าง และใช้เวลาเห็นผลนานแค่ไหน

เทคโนโลยีดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อย ซึ่งมีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และ มีปัญหาหนังตาตก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ยกใบหน้ากระชับ ยกแนวคิ้วขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ลดเหนียวใต้คาง โดย เนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จะเห็นผลชัดเจน และ ผิวเรียบเนียนตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไปขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้และการดูแลตนเองให้ดี ตั้งแต่ก่อนทำและหลังทำ และเมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว จะคงสภาพผิวได้อยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีเลยทีเดียว

สามารถทำโปรแกรม HIFU ได้บริเวณใดของร่างกายบ้าง

เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถส่งคลื่นสู่ชั้นผิวได้เฉพาะจุดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว หรืออาจกล่าวได้ว่า สามารถทำให้ทุก ๆ บริเวณทั่วร่างกาย (ยกเว้นส่วนของข้อต่อ เนื่องจากเป็นส่วนที่ยาก ต่อการคงสภาพ และใช้งานหนัก) ซึ่งบริเวณที่ได้รับความนิยม จะเป็นบริเวณที่เมื่อทำแล้วจะเห็นผลชัดเจน ได้แก่ บริเวณใบหน้า – หน้าผาก , เปลือกตาบน , ใต้ตา , กรอบหน้า , พวงแก้ม , ร่องแก้ม , ร่องมุมปาก , เหนียง และ คอ
บริเวณร่างกาย – หน้าท้อง , เอว , สะโพก , ต้นแขน และ ต้นขา

ควรเลือกทำ HIFU ที่ไหน และวิธีการเลือกโปรแกรมบริการและจำนวนช๊อต

ผู้ที่สนใจใช้บริการ HIFU จะต้องศึกษาข้อมูลในคลินิกต่าง ๆ ให้มาก เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และ การบริการ โดยขั้นตอนในการตัดสินใจ มี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  1. ยี่ห้อเครื่อง HIFU จะได้ผลดี เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลัก เพราะถ้าเครื่องยิงความถี่เกรดต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ บางช๊อตแรงมาก บางช๊อตเบามาก ทำให้คุณหมอไม่กล้าใช้พลังงานสูงจนเกินไป เพราะช๊อตที่แรงมาก อาจจะทำให้ผิวไหม้ได้เลย, การทำงานที่ไม่ Focus เฉพาะจุด บางจุดร้อน บางจุดไม่ร้อน ทำให้เห็นผลลัพธ์น้อยลง, อีกทั้งถ้าเครื่องคุณภาพต่ำ รอบการประมวลผลจะช้าใช้เวลายิงนานขึ้น แต่ผลลัพธ์เท่าเดิม
  2. ราคาการให้บริการ จากแพ็คเกจการให้บริการหลากหลายที่จะเห็นได้ว่ามีราคาที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากยี่ห้อเครื่องยิง ว่าเป็นเกรดใด โดยเฉพาะกรณีไม่จำกัดจำนวนช๊อต ก็ต้องถามเงื่อนไขให้ดี เพราะทุกการให้บริการย่อมมีต้นทุนหัวยิงและเปลี่ยนหัวเมื่อจำนวนช็อตหมด
  3. แพทย์ผู้ทำ ในข้อนี้ส่งผลไม่มากนัก เพราะการทำ HIFU มีรูปแบบการยิงที่ชัดเจน ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน แต่ก็อาจจะมีบางบริเวณที่อาจจะพิถีพิถัน อาทิ ถุงใต้ตา หนังตาตก หรือยกมุมแก้ม แต่ก็นับได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการโบท๊อก หรือร้อยไหมมากนัก
  4. การดูแลหลังการรักษา ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มีความคาดหวัง จากการบริการที่เกินจริง ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดังใจหวัง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากบางคลินิกมีการโฆษณาชวนเชื่อ และภาพตัดต่อที่เกินจริง อีกทั้งคนไข้ไม่ได้คุยกับหมอโดยตรง แต่คุยผ่านเซลล์ที่ให้คำแนะนำเท่านั้น จึงอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ให้การรักษา และคนไข้ หากเป็นคลินิกที่มีความรับผิดชอบ ย่อมสามารถแก้ไขให้คนไข้พึงพอใจได้ โดยสามารถดูได้จาก รีวิวตามสื่อต่าง ๆ ที่เป็นกลาง

HIFU กี่ช็อตเห็นผล และวิธีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

  • HIFU เห็นผลในกี่ช็อต เป็นคำถามที่หลากคนตั้งไว้ในใจ เพราะนับว่าเป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง ในการตัดสินใจเลือกการให้บริการด้วย เพราะการเลือกจำนวนช็อตที่มากไปก็ส่งผลเสียได้รูปทรงที่ผิดรูป หรือเลือกจำนวนช็อตที่น้อยไปก็ไม่เห็นผลเช่นกัน จึงต้องปรึกษาคุณหมอให้ดีก่อน เพราะคนไข้แต่ละท่านแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพผิวที่หย่อนคล้อย ปริมาณไขมันบนใบหน้า และความคาดหวังที่ต้องการได้ หากได้รับการประเมินก่อนการรักษา จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • HIFU เจ็บไหม เราจะเห็นโฆษณาต่าง ๆ ว่าการทำ HIFU เห็นผลทันทีและไม่เจ็บ ซึ่งเป็นความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะการทำ HIFU ให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ จะส่งผลให้ผิวมีความตึง ๆ รู้สึกปวดเล็กน้อยบริเวณผิวที่ทำการยิง แต่หากเป็นแพคเกจที่มีความเข้มข้นสูง ส่งผลลัพธ์ยาวนาน ก็จะต้องขอบอกว่าเจ็บเลยทีเดียวล่ะ แต่ก็ถือว่าเบากว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ มากแล้ว
  • HIFU อยู่ได้กี่เดือน โดยส่วนใหญ่แล้วหลังทำจะเห็นผลทันทีราว ๆ 20%  ชั้นผิวจะหดตัวจากความร้อนที่ FOCUS ลงใต้ผิว 60-70 องศา โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน และ ผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้นภายใน 2-3 เดือน และจะคงสภาพนั้น 5 ถึง 6 เดือน หรือ บางโปรแกรมส่งผลลัพธ์ชัดและคงสภาพได้นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกมากับจำนวนช็อตที่มากและการเจ็บที่มากกว่า

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ

เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนในชั้นผิว ผู้ที่ต้องการเข้ารับโปรแกรม HIFU นั้น จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้สมบูรณ์พร้อม ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ควร 5 หมู่ เนื่องการกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้ระบบต่าง ๆ ทั้งระบบย่อย ระบบการหมุนเวียนเลือด ทำงานได้อย่างครบวงจร และจะเอื้อต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำ

  • ควรใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้ยาวนาน
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • หากมีอาการเมื่อยล้า หรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ไม่ควรถู หรือ นวดหน้าแรง ๆ
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อการทำงานของปอด ที่รับหน้าที่สูบฉีดระบบไหลเวียนเลือด
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว

ข้อควรระวัง

แม้ได้รับการยอมรับว่าเทคโนโลยี HIFU มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสมอ เพราะสภาพผิวของแต่ละคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน จึงจะได้ผลลัพธ์ที่เกมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากที่สุด การที่มีอาการปวดตึงเล็กน้อย หลังทำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการมุมปากตก ยกคิ้วลำบาก ให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำโดยทันที

 

 

 

ก่อนทํากับหลังทำ hifu ต้องงดแอลกอฮอล์รู้ยัง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้ใคร ๆ ต่างก็อยากที่จะสวย อยากที่จะหล่อกันทั้งนั่น จึงมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการเสริมความงามให้เลือกทำมากมาย และหนึ่งในที่ใคร ๆ ต่างเลือกเป็นอันดับต้น ๆ นั้นคือ การทำ Hifu เพราะเป็นยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที วันนี้ทางเราจึงจะพาทุกท่านไปรู้ว่าก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้นต้องทำอะไรบ้าง และห้ามทำอะไรกันบ้าง

Hifu

Hifu เป็นการช่วยยกกระชับให้ผิวดูเต่งตึง โดยการใช้เครื่องมือส่งผ่านพลังงานชนิดคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงลงไปใต้ผิว และสามารถลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นหดกระชับหรือยกตัวขึ้น แล้วเกิดกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินออกมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวที่แน่นยกกระชับ ปรับรูปหน้า หน้าเรียวเข้ารูป ริ้วรอยหย่อนคล้อยแลดูลดเลือนลง

การมีนวัตกรรมที่สามารถปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปได้ถึง 3 ระดับ ความลึกของผิวนั้น มีความสำคัญกับการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย เพราะการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาเพิ่มขึ้น เป็นผลให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนมีปริมาณแน่นหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น ผิวหน้าทั้งโครงสร้างจึงยกกระชับขึ้น และหน้าดูเข้ารูปมากขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าแลดูลดลง หน้าดูเรียวสวยเป็นวีเชฟโดยไม่ต้องผ่าตัด

จุดเริ่มต้นของHifu

 Hifu เป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่มีไว้กำจัดเนื้องอก ต่อมาได้มีการทดลองประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เพิ่มมาซึ่งพบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ชั้นใต้ผิวหนังได้ องค์การอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้นำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงาม แล้วFocused Ultrasound เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำUltheraหรือก็คือเทคโนโลยีที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ Hifu

ข้อดีของการทำ Hifu

  1. เห็นผลลัพธ์100%ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นอาจเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที 10-20%
  2. ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ
  3. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  4. ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติสามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  5. จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  6. ไม่มีบาดแผลในการรักษา
  7. ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เข็มในการรักษา
  8. ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมส่วนเกิน บริเวณร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา เอว หน้าท้อง และสะโพก

ข้อเสียของการทำHifu

  1. มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  2. ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  3. ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  4. คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด 

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. งดการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  3. งดแต่งหน้า ทารองพื้น ทาแป้ง หรือครีมบำรุงผิวหน้าอื่นๆ ในวันที่จะทำ Hifu
  4. งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี
  6. ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อโรคเริม ควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 2 วัน ก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  7. ผู้ที่เจาะจมูกหรือเจาะตามส่วนอื่นบนใบหน้าควรถอดเครื่องประดับดังกล่าวออกให้หมด 

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

  1. ทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
  2. ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด
  3. หากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ
  5. หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งสัก 1-2 สัปดาห์ หลังทำ HIFU เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิว 
  6. ไม่ควรสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง
  7. ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคเริมควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 6 วัน หลังเข้ารับการทำ Hifu

นวัตกรรมการทำ Hifu นี้เป็นการยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ที่ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการบำรุงผิวหน้า และดูแลตัวเองให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่กังวลปัญหาริ้วรอย ไขมันสะสม หรือหน้าตาดูหมองคล้ำก็อย่ารอช้า สามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้แล้วกับการเข้าทำ Hifuทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนด้วย และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมดูแลตัวเองพร้อมกับทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอหลังการทำ Hifu เพื่อผลลัพธ์บนใบหน้าที่ยาวนานที่สุด

Hifu เหมาะกับใคร

การทำHifu เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีทางศัลยกรรม หรือไม่ต้องการใช้การผ่าตัดและผู้ที่กลัวเข็ม แล้วต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น และตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นวัยที่เห็นผลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกสถานที่ที่ดี

  1. สถานที่

สถานพยาบาลที่เป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลต้องได้รับมาตฐานของกระทรวงสาธารสุข ที่ผ่านการตรวจสอบสถานที่ก่อนเปิดให้บริการ ต้องมีเครื่องมือที่ครบวงจร และดูความสะอาดภายในคลินิก หรือโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการ เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเช็คสถานพยาบาล โดยปกติแล้วหากทางคลินิกได้รับอนุญาติการเปิดจะมีเลขสถานพยาบาล 11 ตัว สามารถเช็คสถานพยาบาลได้ในเว็บเพิ่มเติมได้ เพียงแค่กรอกชื่อสถานพยาบาลแล้วกดค้นหา ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

  1. หมอ หรือแพทย์

การทำHifuต้องได้การรักษาจากแพทย์เท่านั้น โดยหมอที่ทำการรักษาต้องมีความรู้ และยังต้องคอยอัพเดทเทคนิคการใช้เครื่องมือต่าง ๆ แล้วได้รับการเทรนการใช้เครื่องมือเพื่อเกิดการชำนาญ หากไม่มีความเชี่ยวชาญอาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย ซึ่งส่งผลต่อสถานที่และผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ผู้เข้ารับการรักษา และแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทำการรักให้เรา หรือมีการประเมินก่อนทำอย่างละเอียด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

  1. รีวิวเชื่อถือได้จริง

การดูรีวิวจากผู้ที่ผ่านการทำHifuจากคลินิก หรือ สถานพยาบาลนั้น ๆ ที่เราเล็งไว้จะไปทำที่นั้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจในการจะเข้าไปใช้บริการในสถานที่นั่น เราต้องดูรีวิวของคนที่มีปัญหารูปหน้าคล้ายกับเรา หรือดูรีวิวการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านการทำHifuว่ามีผลออกมาเป็นอย่างไร นวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าอย่างHifu ถือเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยและเห็นผลหลังทำทันที ในขณะทำจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ ใต้ชั้นผิว มีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือสามารถยกกระชับปรับรูปทรงได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ส่งผลให้ผิวยกกระชับดูอ่อนเยาว์ เรียบเนียน รูขุมขนเล็ก หน้าเนียนใสขึ้น

การทำHifuยังสามารถช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก หรือเพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายการยึดเกาะตัวของพังพืด แล้วลดการสะสมของเซลล์ไขมันอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม แล้วหลังการรักษาคุณสามารถแต่งหน้า หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติทันที ดังนั้น Hifu นวัตกรรมยกกระชับหน้า จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของใบหน้า โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือใช้เข็ม สุดท้ายนี้การเสริมความงามให้ตัวเองนั้นถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำ และสิ่งที่สำคัญนั่นคือการดูแลตัวเองก่อนและหลังการทำHifu

ตอบทุกข้อสงสัยของการทำ Hifu

Hifu เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่หลาย ๆ ท่านคงได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย สำหรับสาว ๆ ที่รักการดูแลตัวเอง คงคุ้นเคยกับนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ชื่อว่า Hifu กันเป็นอย่างดี ซึ่งหลัก ๆ แล้วของความนิยมที่สาว ๆ หลาย ๆ ท่านที่นิยมทำ Hifu ก็เนื่องจากผลลัพธ์หลังการทำที่เห็นได้ทันทีก็คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กขึ้น และดูเต่งตึง โดยไม่ต้องฉีดสารเข้าไปในผิว หรือการผ่าตัดและการเย็บกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังใด ๆ เฉกเช่นสมัยก่อนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำ เพียงแค่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงทาบผ่านผิวหนังเพียงเท่านี้ ท่านก็จะมีผิวหน้าที่เรียบเนียน และหน้าที่ดูเรียวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ทราบรายละเอียดในการทำและการปฎิบัติตัวต่าง ๆ ก่อนและหลังทำนั้น ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและข้อสงใสต่าง ๆ รวมถึงคำถามยอดฮิตอย่าง ผู้ที่ตั้งท้องนั้นสามารถทำ Hifu ด้วยได้หรือไม่

Hifu คืออะไร

ขอเล่าก่อนว่าหัตถกรรมทางการแพทย์ในสมัยก่อนนั้น การที่จะทำให้ผิวหน้านั้นยกกระชับขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัดให้ลึกไปถึงชั้นผิว SMAS และทำการกรีดและเย็บขึ้นใหม่ เพื่อยกกระชับผิวหน้าภายนอกให้หายหย่อยคล้อยอย่างแรกเราต้องทำความรู้จักกับ Hifu นวัตกรรมใหม่ที่มาเพียงไม่กี่ปี ก็เป็นที่นิยมและกล่าวถึงกันอย่างแผ่หลาย เป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมดแต่อย่างได้ ไม่เจ็บปวดและทรมานผิวหน้าอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมนี้คือการใช้เครื่องเทคโนโลยี คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ทาบไปบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ เพื่อให้คลื่นความถี่สูงไปสร้างความร้อนภายใต้ผิวหนัง ไปยังชั้นผิว SMAS (ชั้นผังผืดที่อยู่ใต้ผิวหนังถึง4.5มม.) โดยกระบวนการนี้จะทำให้ชั้น SMAS นั้นเกิดความร้อนจนชั้นผิวนั้นหดตัวตึงขึ้น และคลื่นความที่นี้ยังกระตุ้นให้ผิวชั้น SMAS นั้นสร้างคอลลาเจนขึ้นได้โดยธรรมชาติ เหตุนี้จึงส่งผลทำให้ผิวหน้าของท่านนั้นยกกระชับขึ้น ลดความหย่อยคล้อยของผิวที่ขาดคอลลาเจนได้อีกด้วย

Hifu ดีอย่างไร

นอกจากการที่ Hifu นั้นช่วยในการยกกระชับผิวโดยตรงแล้วนั้น Hifu ยังช่วยให้ผิวนั้นนุ่มนวล เรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วยด้วย ไม่เพียงแค่นี้นวัตรรมยอดฮิตแบบนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่งการทำ Hifu นั้นมีข้อดีที่จะส่งผลกับผิวดังนี้

  1. ยกกระชับผิวให้ตึงขึ้น
  2. ทำให้หน้านั้นดูเรียวเล็ก
  3. ทำให้ผิวเรียบเนียนและเต่งตึง
  4. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ช่วยเรื่องของเหนียงที่หย่อยคล้อย

Hifu มีข้อจำกัดอะไรบ้าง

นวัตกรรม Hifu นั้นข้อจำกัดนั้นมีอยู่น้อยมากถ้าเทียบกับนวัตกรรมตัวอื่น ๆ เพราะ Hifu นั้นสามารถทำรวมกับหัตกรรมทางการแพทย์ตัวอื่น ๆ ได้ เช่น ท่านที่ร้อยไหมมา หรือท่านที่ฉีดโบท็อกมาก่อนหน้านี้ ก็สามารถเข้ารับการทำนวัตกรรมนี้ได้ โดยผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปก็สามารถเข้าทำ Hifu ได้ตามปกติ

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า Hifu นั้นคือการใช้คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ซึ่งคลื่นความถี่นี้ไม่มีความอันตรายใด ๆ ต่อผู้ใช้ที่ไม่ได้ตั้งครรถ์ แต่สำหรับท่านที่กำลังตั้งครรถ์ หรือท้องอยู่นั้น ทางเราไม่แนะนำให้ทำ Hifu เพราะการทำ Hifu นั้นจากการปล่อยคลื่นความถี่สูงในชั้นผิวที่ลึก อาจทำให้ท่านนั้นรู้สึกเจ็บ และจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ไม่ว่าจะเป็นการเกร็งมือเกร็งเท้าระหว่างการทำ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อภายในอย่าง มดลูก ยิ่งถ้าอายุครรถ์ที่มากการที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็งนั้น จะส่งผลทำให้เด็กคลอดได้ทันที คำแนะนำจากทางการแพทย์คือ ไม่ควรทำ Hifu ขณะตั้งครรถ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวแม่และเด็กนั้น จำเป็นที่จะต้องรอหลังคลอดแล้วท่านจึงสามารถเข้ารับบริการได้ทันที

คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ตั้งครรถ์

แท้จริงแล้วผู้ที่กำลังตั้งครรถ์อยู่นั้นสามารถทำทรีทเม้นต์ต่าง ๆ ของบริการการดูแลผิวหน้าได้ตามปกติ และรวมถึงการทำ ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ การทำหัตถกรรมพวกนี้ท่านที่ตั้งครรถ์สามารถทำได้แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงหัตถกรรมใหญ่ ๆ เช่นการทำ Hifu, Ulthera รวมถึงการทำ Laser นั้นมีกระบวนการทำที่จะทำให้คนไข้หรือท่านเองนั้นรู้สึกถึงความเจ็บมากหรือน้อยก็แล้วแต่ล่ะบุคคล ซึ่งความเจ็บนี้จะทำให้ท่านนั้นเกิดความเกร็ง กล้ามเนื้อต่าง ๆ เกิดการหดตัว จึงทำให้มีผลกระทบต่อคุณแม่ที่ตั้งครรถืไปยังลูกน้อยในท้อง ฉะนั้นผู้ที่ตั้งครรถ์ควรศึกษาข้อมูลของการทำหัตถการแต่ล่ะตัวให้แน่ชัด หรือรอหลังการคลอดก็สามารถทำทุกอย่างได้เป็นปกติ

Hifu ตอนทำรู้สึกอย่างไร

จากที่หลาย ๆ ท่านรับทราบถึงข้อมูลและข้อจำกัดที่มีของการทำ Hifu ครบแล้วนั้น สำหรับท่านที่ไม่เคยเข้ารับบริการนวัตกรรมนี้ก็คงสงสัยไม่แพ้กันว่าความรู้สึกตอนทำ Hifu นั้นมีความรู้สึกอย่างไร จะเจ็บเหมือนเวลาร้อยไหม หรือเจ็บเท่าการฉีดโบท็อกหรือไม่ โดยที่ก่อนการทำ Hifu นั้นจะมีการทาเจลเย็น ๆ บนผิวที่ต้องการทำก่อนเสมอ และในขณะที่คลื่นความถี่สูงนี้ถูกลงไปบนผิวหน้า ท่านจะมีความรุ้สึกเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่มพร้อมกับความอุ่นจากเครื่อง จึงทำให้ท่านนั้นไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด ซึ่งความรู้สึกของแต่ล่ะท่านนั้นจะต่างกันไปตามความเคยชินของการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ผ่านมา

Hifu ทำแล้วเห็นผลเลยไหม

สำหรับคำถามยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็อยากทราบว่าหลังจากการทำ Hifu นั้นผิวจะยกกระชับขึ้นทันทีเลยหรือไม่ ขอกล่าวตรงนี้เลยว่าหลังจากการทำเสร็จนั้น ท่านจะเห็นผลทันทีประมาณ 20-30% โดยเฉพาะช่วงกรอบหน้าหน้าที่จะชัดขึ้น เพราะใต้ชั้นผิวถูกความร้อนจนทำให้ผิวหน้ายกกระชับเข้ารูปตามกรอบหน้า พอผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนผิวหน้าจะค่อย ๆ กระชับมากขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่ตามสภาพผิวพื้นฐานของแต่ล่ะบุคคล

ข้อแนะนำการทำ Hifu ให้เห็นผล

แท้จริงแล้วการทำ Hifu นั้นเป็นการใช้คลื่นความถี่สูง โดยไม่มีการฉีดหรือผ่าตัดใด ๆ ในการทำให้ผิวนั้นยกกระชับขึ้น ดังนั้นสำหรับท่านที่เข้ารับบริการแล้วหรือสนใจในการทำ Hifu นี้ ควรที่จะต้องมีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่เต็มที่ โดยแบ่งการปฏิบัติตัวตามข้อต่อไปนี้

ก่อนการทำ Hifu

  • สำหรับท่านที่เคยเป็นโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ
  • สำหรับวันที่ทำ Hifu ไม่ควรแต่งหน้าหรือทารองพื้น เพราะการทำนั้นจะต้องทำความสะอาดใบหน้าก่อนเริ่มทำ

หลังการทำ Hifu

  • ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการทาครีมกันแดดอย่างเป็นประจำ
  • แนะนำให้รัปประทานวิตามินจำพวก คอลลาเจน จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น
  • ควรเลี่ยงการสูบบุหรี่และเดิมแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง

นอกจากนี้ท่านก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ท่านสามารถไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลังจากการทำทันที โดยไม่มีการเกิดรอยแดงหรือแผลใด ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้า ซึ่งสำหรับท่านที่อยากให้ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมากขึ้นแนะนำให้ทำ Hifu อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ 6 เดือน หรือตามที่แพทย์แนะนำ โดยรวมแล้วการ Hifu นั้นเหมาะกับผู้หญิงที่มีปัญหาผิวหน้าที่ยังหย่อยคล้อยแต่ไม่มากนัก คือช่วงประมาณอายุ 25-35 ปี ที่มีร่องแก้มที่ลึกขึ้น รอยตีนกา หรือร่องรอบดวงตา เพราะคอลลาเจนนั้นเริ่มที่จะผลิตได้น้อยลง หรือช้าลงนั้นเอง ถ้าท่านนั้นดูแลผิวตั้งแต่เริ่มต้นที่ปัญหาของผิวนั้นยังไม่มากเกินไป ก็จะสามารถเห็นผลได้ชัดเจนและผิวจะดีคงทนอยู่นานกว่า ถ้าท่านรอให้ผิวหน้านั้นเสื่อมสภาพไปนาน ๆ แล้วค่อยเข้ารับการดูแล แต่สำหรับท่านที่มีอายุมากแล้วมีปัญหาผิวที่เยอะกว่า ก็สามารถทำ Hifu ร่วมไปกับหัตถกรรมอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม้ หรือการฉีดโบท็อก ควบคู่กันไปได้

เผยความลับ Hifu ยกกระชับใบหน้า ต้องทำกี่ช็อตถึงจะเห็นผล

ปัญหาหน้าบาน แก้มกลม หน้าเหลี่ยม ถือเป็นปัญหาพาหนักใจอันดับต้น ๆ ของใครหลายคน เพราะใบหน้าถือเป็นสิ่งแรกที่มองเห็นในกระจก โดยเฉพาะสาว ๆ ถ้ามีใบหน้าที่ไม่ได้รูป คงจะน่ากลุ้มใจอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการทำศัลยกรรม จึงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่หลายคนเลือกจะทำ ซึ่งวิธีการทำศัลยกรรมนั้นบอกเลยว่า ถ้าไม่ได้คุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญ คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานก็อาจจะผิดหวังกลับมาก็เป็นได้ นอกจากเสียดายเงินแล้ว ยังเสียใบหน้าธรรมชาติที่อาจเรียกคืนกลับมาไม่ได้อีกด้วย

ทำให้ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมายมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ รวมไปถึงเลเซอร์ชื่อดังอย่าง Hifu ที่ใคร ๆ ก็แห่พากันไปทำเต็มไปหมด เพราะเป็นนวัตกรรมแก้ไขปัญหา ยกกระชับใบหน้า โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด และพักฟื้น อยากรู้แล้วล่ะสิว่า Hifu นั้นคืออะไร วันนี้เราจะพา Hifu มาให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกันค่ะ

Hifu ยกกระชับใบหน้า คืออะไร ?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมความงามในรูปแบบใหม่ ที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง โดยมีพัฒนาการมาจากอัลตร้าซาวด์ที่ใช้ดูครรภ์ทางการแพทย์ ทำให้การันตีถึงความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยการทำงานของ Hifu นั้นจะทำให้เกิดความร้อนในบริเวณใต้ชั้นผิว โดยสามารถกำหนดความลึกในแต่ระดับของปัญหาผิวได้ โดยสามารถลงไปถึงระดับลึกอย่างชั้น  SMAS หรือ Superficial Musculo Aponeurotic System ซึ่งเป็นชั้นผิวที่ทางการแพทย์ใช้ผ่าตัดศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานของ คอลลาเจน และ อิลาสตินใต้ชั้นผิวหนัง ให้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ผิวหน้าดูยกกระชับ และมีความอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด ที่สำคัญการส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์จะไม่ส่งผลกระทบต่อผิวชั้นนอกแต่อย่างใด 

ใครบ้างที่เหมาะจะทำ Hifu ยกกระชับใบหน้า

เมื่อย่างเข้าอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่ใบหน้าจะเริ่มออกอาการ มีความหย่อนคล้อยให้เห็นบ้าง ทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ เช่นบริเวณ ร่องแก้ม ร่องใต้ตา เริ่มสามารถมองเห็นได้ และหากปล่อยไปนาน ๆ เข้า ผิวหน้าก็จะปรากฎความหย่อนคล้อยให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นควรเริ่มต้นดูแลใบหน้าให้มีความกระชับอยู่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อายุยังไม่มาก เพื่อป้องกันปัญหาที่จะต้องเสียเงิน และใช้เวลามาก ในช่วงที่อายุเยอะ การทำ Hifu นั้นจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องริ้วรอย ผิวหนังหย่อนคล้อย กระชับรูขุมขน อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด รวมถึงการยกกระชับใบหน้าหรือยกแนวคิ้วให้ขึ้น และผู้ที่ต้องการลดเลือนริ้วรอย ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ลดเหนียงใต้คางหรือลดคางสองชั้น

ทำ Hifu ยกกระชับใบหน้า แล้วจะรู้สึกเจ็บไหม ?

หลายคนพอได้รู้ว่าการทำ Hifu นั้นจะสามารถลงลึกได้ถึงชั้น  SMAS หรือ Superficial Musculo Aponeurotic System ซึ่งเป็นชั้นที่ทางการแพทย์ใช้ผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า ก็พากันไม่กล้าทำ เพราะกลัวเจ็บ แต่ที่จริงแล้วการทำ Hifu นั้นต่างจากการผ่าตัดหลายเท่า เพราะไม่จำเป็นต้องทายาชาก่อนทำด้วยซ้ำ แค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจ็บ ใช้การประคบเย็นเพื่อเตรียมผิวให้ก่อนทำก็สามารถทำได้ ในระหว่างทำอาจมีความรู้ จี๊ด ๆ ที่บริเวณผิวบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผลระหว่างการทำจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

Hifu ยกกระชับ ทำได้บริเวณไหนบ้าง ?

– ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รอยเส้นยาว รอยพับย่นของหน้าผาก

– ริ้วรอยบริเวณระหว่างคิ้ว ปัญหาปมที่เกิดจากพฤติกรรมเช่นการ ขมวดคิ้ว ยักคิ้ว

– ริ้วรอยบริเวณหางตา ตีนกา หนังตาตก ให้รอบดวงตาดูสดใส ไม่หมองคล้ำ

– ริ้วรอยบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก แก้ไขให้ดูตื้นขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นหลังทำ

– ยกคิ้ว ใช้ให้ดวงตาดูกลมโต สดใสมากยิ่งขึ้น

– คางสองชั้น แก้ไขปัญหาเหนียง คางจม ทำให้หน้าดูอ้วน กลม

– ยกมุมปาก แก้ไขปัญหาใบหน้าบูดบึ้ง มุมปากตก ให้ดูอมยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ

– ปรับโครงหน้า ให้หน้าดูเรียว มีมิติ เพิ่มความ V-shape ของใบหน้ามากยิ่งขึ้น

ข้อดีของการทำ Hifu ยกกระชับ

สำหรับการทำ Hifu นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่อง ริ้วรอย ผิวหย่อนคล้อย ร่องลึกบนผิวหน้า โดยไม่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ หรือผ่าตัด อีกทั้งราคาในการทำมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเมื่อเทียบเท่ากับการศัลยกรรม พร้อมทั้งสามารถทำการรักษาได้บ่อยครั้ง ในการรักษาไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา หรือทายาชา เพียงแค่ใช้การประคบเย็น เพื่อเตรียมชั้นผิวให้พร้อมก่อนทำเท่านั้น หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้น เพราะไม่มีบาดแผลใด ๆ หลังทำเสร็จ จะสามารถเห็นผลหลังทำได้ประมาณ 10 – 20% ทันที แก้ไขปัญหา ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้เรียบเนียน โครงหน้าชัดขึ้น บริเวณที่ทำดูดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติตั้งแต่หลังทำทันที

ขั้นตอนการทำ Hifu ยกกระชับ

แพทย์จะทำการประเมินจำนวนช็อต และออกแบบรูปทรงของใบหน้าอย่างเหมาะสม จากนั้นจึงจะทำความสะอาดผิวหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนทำ โดยแพทย์จะทำการปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวนด์เข้าสู่บริเวณชั้นผิวของคนไข้ ระหว่างนี้อาจจะรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณผิวหนังชั้นบนเพียงเล็กน้อย แต่จะไม่ถึงขั้นรู้สึกเจ็บแต่อย่างใด

การเตรียมตัวก่อนทำ Hifu ยกกระชับ

– ควรเลือกคลินิก หรือ โรงพยาบาล ที่มีมาตรฐาน มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ Hifu

– ปรึกษาแพทย์เพื่อออกแบบใบหน้า และประเมิณจำนวนช็อตก่อนทำทุกครั้ง

– ตรวจเช็คสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หยุดทานอาหารเสริมประเภทวิตามินอี น้ำมันปลา หรือยาแอสไพริน

– สตรีมีครรภ์ หรือ ให้นมบุตร ไม่ควรฉีด แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเข้ารับการรักษา

วิธีปฏิบัติตัวหลังทำ Hifu ยกกระชับ

– สามารถทาครีมบำรุงผิวหน้า แต่งหน้าได้ตามปกติ

– ควรหลีกเลี่ยงการออกแสงแดดกลางแจ้งอย่างน้อย 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อให้คอลลาเจน และ อิลาสตินเกิดการฟื้นฟูใต้ชั้นผิวได้อย่างเต็มที่

– ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแสงแดด

– หลีกเลี่ยงการทำทรีทเมนต์ นวด ถู บริเวณหน้าอย่างน้อย 1 – 2 สัปดาห์

Hifu ต้องทำกี่ช็อต กี่ครั้ง ถึงจะเห็นผล

สำหรับการทำ Hifu ที่หลายคนเกิดความสงสัยว่าจะต้องทำทั้งหมดกี่ครั้ง หรือ กี่ช็อต ทั้งนี้ผลลัพธ์หลังทำนั้นย่อมแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษาทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์เป็นผู้ประเมิณปัญหาของแต่ละบุคคล เพราะใบหน้าย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของปริมาณไขมัน ความหย่อนคล้อย หรือ สภาพผิว ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรักษาแทบทั้งสิ้น โดยการทำ Hifu หลังทำจะสามารถเห็นผลได้ในทันทีประมาณ 10 – 20% เพราะผิวจะเกิดการหดตัวของความร้อนจากคลื่นอัลตร้าซาวน์ และจะเห็นผลเต็มที่ใน 1 – 2 เดือน หลังจากทำ โดยเมื่อทำเสร็จสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้น

Hifu สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้มั้ย ?

การทำ Hifu ยกกระชับ สามารถทำพร้อมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ เช่น ฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็ม ฉีดเมโสแฟตสลายไขมัน ฉีด/ร้อยไหม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดปัญหามากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นในบางคน มีบริเวณร่องแก้มที่ลึกจนสามารถมองเห็นได้ชัด แพทย์จะแนะนำให้ทำร่วมไปกับการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีที่ชัดเจน แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด แนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาและออกแบบรูปหน้าก่อนทำทุกครั้ง

เป็นยังไงกันบ้างคะ หลังจากได้อ่านทำความรู้จักกับเจ้า Hifu ยกกระชับใบหน้า แทบอยากจะจองคิวแพทย์ไปทำทันทีเลยมั้ยเอ่ย ? แต่สำหรับใครที่สนใจจะทำ Hifu ก็อย่าลืมศึกษาหาข้อมูลก่อนทำเยอะ ๆ เลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแล ออกแบบใบหน้า และที่ขาดไม่ได้คือ คลินิก หรือ โรงพยาบาลที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย ไม่หลอกลวงนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วหลังทำ อาจจะเสียทั้งเงิน และเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ สุดท้ายต้องมานั่งแก้ไขปัญหาระยะยาวตามหลังเอา จะได้ไม่คุ้มเสียนะคะ

รู้ยังข้อดี ข้อเสียของ hifu กับร้อยไหมต่างกันออกไป

ความสวยงามของใบหน้าและร่างกายในปัจจุบันนี้ถือเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องการ แต่หลายคนนั่นไม่ต้องการที่จะใช้การผ่าตัดในการเสริมความงามเหล่านั้น จึงมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายที่สามารถตอบโจทย์ที่ใคร ๆ หลายคนต้องการ วันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับการทำ hifu กับการร้อยไหม ว่ามีข้อดี ข้อเสียแตกต่างอย่างไร

Hifu

Hifu ย่อมาจาก High Intensity Focus Ultrasound คือ รูปแบบการเสริมความงามแบบใหม่ที่นำคลื่นอัลตร้าซาวด์ความถี่สูงส่งผ่านชั้นผิวหนังถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ช่วยลดริ้วรอย ลดเหนียง และยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าการทำ ไฮฟู (HIFU) ถือเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดในการยกกระชับผิว ทั้งบริเวณใบหน้า เหนียง คอ รวมไปถึงต้นแขน และต้นขา ที่สามารถเห็นผลหลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสาว ๆ ที่กลัวเข็มหรือกลัวการผ่าตัด

Hifu นั่นเหมาะกับทุกเพศที่มีอายุ 25–35 ปี หรือมากกว่านี้ ซึ่งเกิดปัญหาผิวบนใบหน้าหย่อนคล้อย หนังตาตก หรือมีริ้วรอยมาก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ผ่านการผ่าตัด และผู้ที่ต้องการลดเหนียงใต้คาง หรือลดคางสองชั้น จำนวนครั้งของการทำ Hifu ในแต่ละคนนั่นจะไม่เท่ากัน โดยจะขึ้นอยู่กับปัญหารูปหน้าของผู้เข้ารับรักษา ที่ควรทำอย่างต่อเนื่องจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้ และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำครั้งละประมาณ 30–50 นาที และจะเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือน

ข้อดีของการทำ Hifu

  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที
  • ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ โดยไม่ใช้เข็ม
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  • ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • สามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  • จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  • ไม่มีบาดแผลในการรักษา ไม่บวม ไม่ต้องประคบเย็น

ข้อเสียของการทำHifu

  • มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  • ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  • ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  • คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด

การดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

สิ่งที่ควรทำก่อนเข้ารับบริการ คือ คุณต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ หรือเคื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

ควรทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน หรือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ถ้าหากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แล้วไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ ที่สำคัญไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

การร้อยไหม

การร้อยไหมคือ เทคนิคการยกกระชับผิวให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย และการปรับรูปหน้าให้ดูเรียว ด้วยไหมละลายโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากมาร้อยเป็นเครือข่าย บริเวณใต้ผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย

นวัตกรรมร้อยไหมคือ การร้อยไหมเส้นเล็กเข้าสู่ผิวหนังเพื่อให้ไหมไปยกกระชับผิวหน้าดูเด็กลง และไหมยังไปสร้างคอลลาเจนช่วยเติมเต็มผิวหนังมากขึ้น โดยจะเห็นผลทันที 50 % และจะเห็นผล 100% 3-4 สัปดาห์ ขึ้นไป

ข้อดีของการร้อยไหม

  • ทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ
  • เส้นไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที
  • ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นาน 6-8 เดือน
  • การร้อยไหมนั้นจะเห็นผลทันทีหลังทำทันที
  • ในตอนที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • หลังจากร้อยไหม อาจมีอาการบวมแดง และรอยช้ำตามแนวการสอดไหม
  • ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย
  • หากเส้นไหมไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม
  • ห้ามกดหรือนวดหลังการร้อยไหม
  • เส้นไหมอาจเกิดการไหล, ทะลุ, ดีด, และขาดได้

วิธีการดูแลตัวเองก่อนการร้อยไหม

ควรงดยา อาหารเสริมหรือวิตามินที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด และการแข็งตัวของเลือด อย่างเช่น ยาแอสไพริน อาหารเสริมจำพวกวิตามินอี ฯลฯ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนเข้ารับการรักษาแบบการรร้อยไหม

วิธีการดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

ห้ามทำแผลโดนน้ำเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งแผลหลังร้อยไหมจะเป็นเพียงรูเปิดเข็มบริเวณไรเส้นผมเล็ก ๆ ข้างละ 1-2 จุดเท่านั้น โดยแผลจะจางหายไปเองภายใน 1-3 วัน และรับประทานยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อ ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมๆ ทุก ๆ 4 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลา 1-2 วัน ตามที่คำแนะนำของแพทย์ แล้วงดการสัมผัสใบหน้าแรง ๆ เช่น การล้างหรือถูหน้าแรง ๆ แต่ให้ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดเบา ๆ แทนหรือควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังทำ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการบวมช้ำอักเสบ และงดการทำทรีทเม้นท์ เลเซอร์ นวดหน้า ขัดผิว อาจทำให้แผลอักเสบจากการโดนความร้อนได้ แล้วข้อห้ามสุดท้ายคือ งดการออกกำลังหรือกิจกรรมที่ต้องอ้าปากกว้าง ๆ 2 สัปดาห์ เช่น หัวเราะแรง ๆ, การกัดแฮมเบอร์เกอร์ เพื่อทำให้ไหมได้ล็อคตัวกับเนื้อเยื่ออย่างเต็มที่ ข้อมูลข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการทำ Hifuกับการร้อยไหมนั่นมีขั้นตอนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาก็มีความแตกต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั่นมีความเหมือนกัน ถึงแม้จะใช้เวลาที่ในการเห็นผลไม่เท่ากัน และการทำHifu จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ส่งลงใต้ผิวหนังในรักษา ส่วนการ้อยไหมนั่นจะใช้เส้นไหมรอยลงใต้ผิวหนัง

Hifuกับการร้อยไหม นั่นจะเน้นในเรื่องของการยกกระชับใบหน้า ให้เต่งตึง ปรับรูปหน้าให้เรียววีเชฟ ส่วนการทำHifuเป็นวิธีการยกกระชับ ที่จะเจ็บน้อยกว่า และไม่ทิ้งรอยแผล แต่ทว่าทั้งการทำHifuกับการร้อยไหมไม่ต้องพักฟื้น และสามารถไปทำงานต่อได้ทันที ถ้าหากถามว่าการร้อยไหมหรือHifu อะไรดีกว่ากัน ก็มีคำแนะนำข้างต้นแบบนี้ถ้าแก้มหย่อนคล้อยเยอะ แนะนำการร้อยไหมเพราะการร้อยไหมจะช่วยดึงได้เยอะกว่า เห็นผลชัดเจนกว่า การร้อยไหม ดึงได้ใกล้เคียงกับการดึงหน้า แต่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเปิดแผล มีแค่รอยรูเข็ม แต่ถ้าหากแก้มหย่อนคล้อยไม่เยอะ แนะนำให้ทำHifu เพราะการทำHifuจะเน้นการยกกระชับ เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ในบางจุดที่การร้อยไหมเข้าไม่ถึง และถ้าหากคุณกลัวการร้อยไหม ก็สามารถทำ Hifuแทนได้ แต่จะให้ผลลัพธ์ในการดึงยกกระชับผิวหนังไม่เท่าการร้อยไหมที่ช่วยยกกระชับได้ประมาณ 10-20% สุดท้ายนี้ก่อนที่ทุกคนจะตัดสินใจทำความงามไม่ว่าจะเป็น Hifu หรือการร้อยไหมก็ตามทางเราอย่างให้ทุกคนเลือก และดูประวัติของคลินิกหรือสถานพยาบาลให้ดี

คุณสมบัติของ HIFU

ในยุคสมัยที่ความงามเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่หันมาให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เทคโนโลยีทางด้านความงามจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีความงามมากมาย ที่ถูกนำมาโฆษณาถึงสรรพคุณอันยอดเยี่ยมในการย้อนวัย หรือการจัดรูปหน้า แต่หนึ่งในเทคโนโลยีที่โดดเด่นน่าสนใจ คือ เทคโนโลยี HIFU (ไฮฟู่) ที่มีราคาไม่สูงมาก ทุกคนสามารถเอื้อมถึง และสามารถเห็นผลความแตกต่างได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงจุดเด่นที่สำคัญ คือ ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น โดยที่ HIFU มีเทคโนโลยีเทียบเท่ากับการร้อยไหม ที่ใช้หลักการทำให้ผิวหดตัว กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวหน้ากระชับ และยังสามารถรักษาได้ลึกถึงชั้นผิว SMAS

HIFU คืออะไร

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมในการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง ยิงผ่านชั้นผิวลงไปยังชั้นผิวที่ลึกที่สุด คือชั้น SMAS (Superficial Muscalar Aponeurotic System) โดยหลักการทำงานก็คือคลื่นอัลตร้าซาวด์จะเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนัง เพื่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และเซลล์ผิวหนังขึ้นมาทดแทนพร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการร้อยไหม เพียงแต่ HIFU จะไม่เจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น จึงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังการรักษา

HIFU เหมาะกับใคร

การทํา HIFU นั้นให้ผลดีด้านการยกกระชับ และการสร้างคอลลาเจน จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย  ผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ใบหน้ามีความหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีแก้ม มีเหนียง หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความคมชัดให้ใบหน้า รวมถึงสามารถกระชับสัดส่วน เช่น แขน ขา คอ ได้อีกด้วย

HIFU ควรทำเมื่ออายุเท่าไร

เทคโนโลยี HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 – 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่อยากเพิ่มความงามโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักรักษา ไม่ต้องใช้เข็ม หรือการผ่าตัด

อายุต่ำกว่า 25 ปีทำ HIFU ได้หรือไม่

คำตอบ คือ ทำได้แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากช่วงวัย 20 ปีต้นๆ เป็นช่วงวัยที่ผิวยังสามารถผลิตอิลาสตินได้ดี ผิวใบหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง และสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่เมื่ออายุเลย 25 ปีขึ้นไป ใบหน้าผลิตอีลาสตินได้น้อยลง จึงทำให้เริ่มมีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ตีนกา จึงถือเป็นช่วงอายุที่เหมาะในการเริ่มทำ HIFU

HIFU เห็นผลเมื่อไร

โดยปกติแล้วการทำ HIFU จะเริ่มเห็นผลทันทีหลังจากที่ทำเสร็จ และจะเข้ารูปเมื่อผ่านไป 2 เดือน จากนั้นจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 – 12 เดือน ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการรักษา และสภาพผิวของแต่ละคน

ข้อดีของการทำ HIFU

  1. เห็นผลชัดเจน ทั้งการยกกระชับ และลดริ้วรอย
  2. ไม่เจ็บ หรือเจ็บน้อยมาก
  3. ไม่ต้องพักฟื้น
  4. สามารถทำได้บ่อยครั้ง
  5. ราคาไม่แพง

ข้อควรระวังของการทํา HIFU

  1. รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยี HIFU จะได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการความงาม แต่เทคโนโลยีนี้ก็ต้องการฝีมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ความเข้าใจด้านกายวิภาคมากพอสมควร
  2. เลือกสถานบริการที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง มีความสะอาด และให้บริการที่น่าเชื่อถือ
  3. ความรู้สึกเจ็บตึงใบหน้า หลังจากเข้ารักการรักษา จะหายไปหลังจากทำเสร็จประมาณ 2-3 ชั่วโมง

อัตราค่ารักษา

ราคาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่ แต่ก็จะมีราคามาตรฐาน โดยจะเริ่มต้นที่ประมาณหลักพันบาท ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ทั้งการคิดราคาจากจำนวนช็อต และคิดราคาเป็นคอร์ส

เลือกใช้บริการ HIFU อย่างไร

  1. เลือกยี่ห้อของเครื่อง HIFU แบรนด์เครื่องมือมีหลายระดับราคา ซึ่งถ้าใช้เครื่องที่มีมาตรฐานต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ ทำให้แพทย์ไม่สามารถกะปริมาณพลังงานได้ถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้บางช็อตแรงเกินไป และบางช็อตเบาจนไม่ให้ผลการรักษาที่ดี
  2. สังเกตดูที่ราคาการรักษา การคิดราคาค่ารักษาที่ถูกเกินไป (ประมาณ 4,000 – 6,000 บาท) ก็อาจจะเป็นเครื่องที่มีคุณภาพต่ำอย่างที่กล่าวไป หรือจะมีการจำกัดช็อตการรักษาที่น้อยเกินไป จนอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
  3. เลือกสถาบันที่น่าเชื่อถือ พิจารณาจากใบรับรองต่าง ๆ ทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความชำนาญการของแพทย์
  4. ดูรีวิวประกอบการตัดสินใจ ลองเลือกดูรีวิวหลาย ๆ ที่เปรียบเทียบกัน หรือดูรีวิวจากหน้าเว็บฯ ของผู้ให้การรักษา แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกัน
  5. เช็คประวัติแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าแพทย์มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการรักษา รวมถึงชั่วโมงบินที่ผ่านมาในงานสายนี้

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFU

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น การสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น
  2. งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะทำให้ผิวแก่เร็วกว่าวัย
  3. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่
  4. ทาครีมบำรุงผิว สามารถทาครีมบำรุงได้ตามปกติ และแนะนำว่าควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงอย่างสม่ำเสมอด้วย
  5. งดการออกแดด งดอยู่ในที่แจ้ง เพื่อให้การทำ HIFU ได้ฟื้นฟูผิวได้อย่างเต็มที่
  6. กินยาแก้ปวด หากมีอาการเมื่อยหรือตึงผิว การกินยาแก้ปวดช่วยคุณได้
  7. ไม่สัมผัสใบหน้าแรง ๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง และไวต่อการเกิดริ้วรอย

เปรียบเทียบ HIFU กับร้อยไหม

ข้อดีของ HIFU

  1. HIFU ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง อย่างมากก็แค่ปวดหรือตึงผิวบริเวณใบหน้าเท่านั้น ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปหลังจากที่ทำ 1 – 2 วัน
  2. HIFU เจ็บตัวน้อยกว่า ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. HIFU เห็นผลประมาณ 20 – 30% ทันทีหลังจากการรักษา
  4. HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวเข็ม กลัวเจ็บ และกลัวจะมีสิ่งแปลกปลอมบนใบหน้า
  5. HIFU สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้มากกว่าการร้อยไหม

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป วัยที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ความหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องใช้การดึงรั้งของเส้นไหมเข้ามาช่วย การร้อยไหมจึงให้ผลที่ชัดเจนมากกว่า HIFU
  2. การร้อยไหมให้ผลที่คงอยู่ได้นานกว่า ไหมบางประเภทสามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี
  3. การร้อยไหมไม่ต้องทำบ่อย ๆ เมื่อเทียบกับ HIFU

เมื่อรู้ข้อมูลดังที่ได้เสนอไปข้างต้นแล้ว คุณคงตัดสินใจเลือกใช้บริการที่เหมาะกับคุณได้โดยไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นอกจากการพึ่งพาการรักษาด้วยเทคโนโลยีแล้ว คุณก็ควรที่จะดูแล รักษาผิวหน้า เพื่อช่วยชะลอวัยได้ด้วยตัวเอง ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  1. ทาครีมถูกวิธี เพื่อกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อย และต้านการเกิดริ้วรอย
  2. เลือกครีมที่เหมาะสมกับผิวหน้า
  3. การไม่จับหรือถูใยหน้าแรง ๆ
  4. ทาครีมกันแดดเป็นประจำและสม่ำเสมอ
  5. ออกกำลัง เพื่อกระตุ้นระบบการทำงานของร่างกาย ให้อยู่ในระดับสมดุล
  6. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นไม่ขาดน้ำ
  7. เลือกอาหารที่มีประโยชน์ และกินให้ครบ 5 หมู่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์และสารที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง