HIFU เห็นผลในกี่เดือน

ก่อนจะไปสู่คำตอบของคำถามนี้ สาว ๆ ทุกคน คงรู้จักเทคโนโลยีความงามนี้กันอย่างดี เพราะมาแรงมาก ในช่วงหลัง ซึ่ง Hifu ก็คือเครื่องมือที่สามารถยกกระชับใบหน้าของคุณให้ไม่หย่อยคล้อย ลดริ้วรอยต่าง ๆ และ คืนความใสสู่ใบหน้าของคุณให้อ่อนเยาว์อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่เราอยากให้คุณสำรวจตัวเองอีกครั้งก่อนทำ ว่าคุณอายุอยู่ในเกณฑ์การเข้าการรักษาไหม และมีบริเวณใดบ้างที่อยากรักษเป็นพิเศษ เพราะเทคโนโลยี HIFU มีโปรแกรมการรักษาที่สอดรับทุกการต้องการของสาว ๆ เลยทีเดียวล่ะ

HIFU คืออะไร

เทคโนโลยี HIFU มีชื่อย่อมาจากคำว่า High Intensity Focused Ultrasound หรือ ว่าง่าย ๆ ก็คือการส่งคลื่นความถี่เสียง ลงสู่ชั้นผิวหนังแบบเฉพาะจุด เพื่อกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมีในชั้นผิวหนัง ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง โดยเครื่องมือ HIFU จะทำให้เกิดความร้อนในความลึกของแต่ละชั้นผิว กระตุ้นให้เกิด Collagen โดยพลังงานความถี่เสียงที่ส่งลงไปอย่างสม่ำเสมอ เสมือนกับการเย็บผิวชั้นนั้นให้หดตัว กระชับ และ ยกตัวขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยและลดริ้วรอย จากโครงสร้างภายในชั้นผิวอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด และ นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญหัวข้อแรก ๆ ที่ครองใจบรรดาสาวน้อยใหญ่เทคะแนนให้ เพราะนอกจาก “ความสวย รอไม่ได้” แล้ว แต่ขอไม่เจ็บด้วย ยิ่งดีเลย

HIFU เหมาะกับใครบ้าง และใช้เวลาเห็นผลนานแค่ไหน

เทคโนโลยีดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อย ซึ่งมีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และ มีปัญหาหนังตาตก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ยกใบหน้ากระชับ ยกแนวคิ้วขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ลดเหนียวใต้คาง โดย เนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จะเห็นผลชัดเจน และ ผิวเรียบเนียนตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไปขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้และการดูแลตนเองให้ดี ตั้งแต่ก่อนทำและหลังทำ และเมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว จะคงสภาพผิวได้อยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีเลยทีเดียว

สามารถทำโปรแกรม HIFU ได้บริเวณใดของร่างกายบ้าง

เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถส่งคลื่นสู่ชั้นผิวได้เฉพาะจุดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว หรืออาจกล่าวได้ว่า สามารถทำให้ทุก ๆ บริเวณทั่วร่างกาย (ยกเว้นส่วนของข้อต่อ เนื่องจากเป็นส่วนที่ยาก ต่อการคงสภาพ และใช้งานหนัก) ซึ่งบริเวณที่ได้รับความนิยม จะเป็นบริเวณที่เมื่อทำแล้วจะเห็นผลชัดเจน ได้แก่ บริเวณใบหน้า – หน้าผาก , เปลือกตาบน , ใต้ตา , กรอบหน้า , พวงแก้ม , ร่องแก้ม , ร่องมุมปาก , เหนียง และ คอ
บริเวณร่างกาย – หน้าท้อง , เอว , สะโพก , ต้นแขน และ ต้นขา

ควรเลือกทำ HIFU ที่ไหน และวิธีการเลือกโปรแกรมบริการและจำนวนช๊อต

ผู้ที่สนใจใช้บริการ HIFU จะต้องศึกษาข้อมูลในคลินิกต่าง ๆ ให้มาก เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และ การบริการ โดยขั้นตอนในการตัดสินใจ มี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  1. ยี่ห้อเครื่อง HIFU จะได้ผลดี เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลัก เพราะถ้าเครื่องยิงความถี่เกรดต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ บางช๊อตแรงมาก บางช๊อตเบามาก ทำให้คุณหมอไม่กล้าใช้พลังงานสูงจนเกินไป เพราะช๊อตที่แรงมาก อาจจะทำให้ผิวไหม้ได้เลย, การทำงานที่ไม่ Focus เฉพาะจุด บางจุดร้อน บางจุดไม่ร้อน ทำให้เห็นผลลัพธ์น้อยลง, อีกทั้งถ้าเครื่องคุณภาพต่ำ รอบการประมวลผลจะช้าใช้เวลายิงนานขึ้น แต่ผลลัพธ์เท่าเดิม
  2. ราคาการให้บริการ จากแพ็คเกจการให้บริการหลากหลายที่จะเห็นได้ว่ามีราคาที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากยี่ห้อเครื่องยิง ว่าเป็นเกรดใด โดยเฉพาะกรณีไม่จำกัดจำนวนช๊อต ก็ต้องถามเงื่อนไขให้ดี เพราะทุกการให้บริการย่อมมีต้นทุนหัวยิงและเปลี่ยนหัวเมื่อจำนวนช็อตหมด
  3. แพทย์ผู้ทำ ในข้อนี้ส่งผลไม่มากนัก เพราะการทำ HIFU มีรูปแบบการยิงที่ชัดเจน ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน แต่ก็อาจจะมีบางบริเวณที่อาจจะพิถีพิถัน อาทิ ถุงใต้ตา หนังตาตก หรือยกมุมแก้ม แต่ก็นับได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการโบท๊อก หรือร้อยไหมมากนัก
  4. การดูแลหลังการรักษา ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มีความคาดหวัง จากการบริการที่เกินจริง ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดังใจหวัง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากบางคลินิกมีการโฆษณาชวนเชื่อ และภาพตัดต่อที่เกินจริง อีกทั้งคนไข้ไม่ได้คุยกับหมอโดยตรง แต่คุยผ่านเซลล์ที่ให้คำแนะนำเท่านั้น จึงอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ให้การรักษา และคนไข้ หากเป็นคลินิกที่มีความรับผิดชอบ ย่อมสามารถแก้ไขให้คนไข้พึงพอใจได้ โดยสามารถดูได้จาก รีวิวตามสื่อต่าง ๆ ที่เป็นกลาง

HIFU กี่ช็อตเห็นผล และวิธีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

  • HIFU เห็นผลในกี่ช็อต เป็นคำถามที่หลากคนตั้งไว้ในใจ เพราะนับว่าเป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง ในการตัดสินใจเลือกการให้บริการด้วย เพราะการเลือกจำนวนช็อตที่มากไปก็ส่งผลเสียได้รูปทรงที่ผิดรูป หรือเลือกจำนวนช็อตที่น้อยไปก็ไม่เห็นผลเช่นกัน จึงต้องปรึกษาคุณหมอให้ดีก่อน เพราะคนไข้แต่ละท่านแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพผิวที่หย่อนคล้อย ปริมาณไขมันบนใบหน้า และความคาดหวังที่ต้องการได้ หากได้รับการประเมินก่อนการรักษา จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • HIFU เจ็บไหม เราจะเห็นโฆษณาต่าง ๆ ว่าการทำ HIFU เห็นผลทันทีและไม่เจ็บ ซึ่งเป็นความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะการทำ HIFU ให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ จะส่งผลให้ผิวมีความตึง ๆ รู้สึกปวดเล็กน้อยบริเวณผิวที่ทำการยิง แต่หากเป็นแพคเกจที่มีความเข้มข้นสูง ส่งผลลัพธ์ยาวนาน ก็จะต้องขอบอกว่าเจ็บเลยทีเดียวล่ะ แต่ก็ถือว่าเบากว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ มากแล้ว
  • HIFU อยู่ได้กี่เดือน โดยส่วนใหญ่แล้วหลังทำจะเห็นผลทันทีราว ๆ 20%  ชั้นผิวจะหดตัวจากความร้อนที่ FOCUS ลงใต้ผิว 60-70 องศา โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน และ ผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้นภายใน 2-3 เดือน และจะคงสภาพนั้น 5 ถึง 6 เดือน หรือ บางโปรแกรมส่งผลลัพธ์ชัดและคงสภาพได้นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกมากับจำนวนช็อตที่มากและการเจ็บที่มากกว่า

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ

เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนในชั้นผิว ผู้ที่ต้องการเข้ารับโปรแกรม HIFU นั้น จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้สมบูรณ์พร้อม ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ควร 5 หมู่ เนื่องการกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้ระบบต่าง ๆ ทั้งระบบย่อย ระบบการหมุนเวียนเลือด ทำงานได้อย่างครบวงจร และจะเอื้อต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำ

  • ควรใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้ยาวนาน
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • หากมีอาการเมื่อยล้า หรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ไม่ควรถู หรือ นวดหน้าแรง ๆ
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อการทำงานของปอด ที่รับหน้าที่สูบฉีดระบบไหลเวียนเลือด
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว

ข้อควรระวัง

แม้ได้รับการยอมรับว่าเทคโนโลยี HIFU มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสมอ เพราะสภาพผิวของแต่ละคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน จึงจะได้ผลลัพธ์ที่เกมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากที่สุด การที่มีอาการปวดตึงเล็กน้อย หลังทำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการมุมปากตก ยกคิ้วลำบาก ให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำโดยทันที

 

 

 

ไขคำตอบ Ulthera กับ Botox ต่างกันยังไง?

ผ่านไปครึ่งทางแล้วของปี 2020 แต่เทรนด์หน้าเรียว V-shape ยังแรงดีไม่มีตก และคงไม่หมดเทรนด์ไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน ทำให้ใครหลายต่อหลายคนต่างพากันหาวิธีแก้ปัญหาหน้าบาน ให้กลายเป็นหน้าเรียวแซ่บสไตล์สาย ฝ. เพราะการมีใบหน้าที่เรียว V-shape กระชับได้สัดส่วนนั้น แต่งหน้าง่าย แถมมองมุมไหนก็ดูดี สวย ทุกมิติ วิธีที่จะทำให้หน้าเรียว หลายคนคงพากันนึกถึงการฉีด โบท็อกซ์ (Botox) เพื่อปรับกระชับรูปหน้าให้ดูดีได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัจจุบันคู่แข่งใหม่ของโบท็อกซ์ก็มาแรงไม่แพ้กันอย่าง Ulthera ทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะ

โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร

โบท็อกซ์ ที่จริงแล้วคือชื่อของสารยี่ห้อหนึ่งจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีไว้ใช้ลดริ้วรอย และปรับรูปหน้า ทำให้หลายคนเผลอเรียกกกันจนอย่างติดปาก ที่จริงแล้ว โบท็อกนั้นคือสาร Botulinum toxin A ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ได้จากการสร้างมาจากแบคทีเรียอย่าง คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) โดยเมื่อถูกฉีดเข้าไปในบริเวณของกล้ามเนื้อที่ต้องการแก้ไขปัญหาแล้วนั้น จะออกฤทธิ์ที่ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ จึงทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในภาวะคลายตัว และมีขนาดที่เล็กลง จึงทำให้บริเวณที่ฉีดดูเรียวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ โบท็อกซ์ ยังทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ ดูจางขึ้น เพราะกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด ไม่ถูกใช้งาน ทำให้มีการเคลื่อนไหวน้อย จึงมีริ้วรอยลดลงนั่นเอง

โบท็อกซ์ ฉีดได้บริเวณไหนบ้าง ? ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ ?

  1. โบท็อกซ์รักษาริ้วรอย ให้ดูเรียบเนียนขึ้น ลดการใช้กล้ามเนื้อบริเวณที่มีริ้วรอย
  2. โบท็อกซ์ลดกราม ให้หน้าดูเรียว มีความ V-shape มากขึ้น
  3. โบท็อกซ์ยกหางตา แก้ไขปัญหาหางตาตก ทำให้หน้าตาดูไม่สดชื่น
  4. โบท็อกซ์ลิฟติ้งหน้า ยกกระชับบริเวณหน้าให้ดูเต่งตึงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
  5. โบท็อกซ์ตีนกา แก้ไขปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา
  6. โบท็อกซ์หน้าผาก แก้ไขปัญหารอยย่น รอยพับ บริเวณหน้าผาก
  7. โบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว แก้ไขปมปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรม เช่น การขมวดคิ้ว
  8. โบท็อกซ์ลดโหนกแก้ม ลดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม โดยไม่ต้องผ่าตัด
  9. โบท็อกซ์ลดขนาดปีกจมูก แก้ไขปัญหาปีกจมูกแบบธรรมชาติ ไม่ให้ดูฟีบแบนจนเกินไป
  10. โบท็อกซ์ลดเหงื่อ ลดปัญหาเรื่องกลิ่นกาย กลิ่นอับ
  11. โบท็อกซ์น่อง แก้ปัญหากล้ามเนื้อบริเวณน่อง ที่มีอาการปูด บวมของกล้ามเนื้อให้เล็กลง
  12. โบท็อกซ์ยกมุมปาก แก้ปัญหามุมปากตกให้ดูยิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น

ก่อนเตรียมตัวฉีด โบท็อกซ์ ควรเตรียมตัวอย่างไร  ?

  1. ควรเลือกคลินิก หรือ โรงพยาบาล ที่มีมาตรฐาน มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการฉีดโบท็อกซ์
  2. เลือกใช้โบท็อกซ์ของแท้เท่านั้น ควรตรวจเช็คอย่างละเอียดก่อนฉีด
  3. ไม่ควรฉีดมากเกิน 300 unit/1 ครั้ง
  4. ระหว่างการฉีด ควรมีการประคบด้วยความเย็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือด รอบบริเวณที่ฉีด จะทำให้โบท็อกซ์จำกัดอยู่ในบริเวณที่ต้องการ
  5. ตรวจเช็คสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หยุดทานอาหารเสริมประเภทวิตามินอี น้ำมันปลา หรือยาแอสไพริน
  6. สตรีมีครรภ์ หรือ ให้นมบุตร ไม่ควรฉีด แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเข้ารับการรักษา

วิธีปฏิบัติตัวหลังฉีด โบท็อกซ์

  1. งดนอนนราบอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  2. ไม่ควรสัมผัส นวด บริเวณที่ฉีด
  3. งดการทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพราะการทำทรีทเมนต์ในบางครั้งอาจมีขั้นตอนการนวดหน้าที่กระทบได้
  4. หลังฉีด 24 ชั่วโมง งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากยิ่งขึ้น อาจทำให้รอยเข็มหลังฉีดหายช้าลง
  5. หลีกเลี่ยงสถานที่ ๆ มีความร้อนสูง อย่างเช่น ซาวน่า ห้องอบสมุนไพร ห้องโยคะร้อน

Ulthera คืออะไร ?

Ulthera คือนวัตกรรมการยกกระชับผิวหรือสร้างกรอบหน้าที่ได้รับการรับรองจาก US FDA ว่าเป็นหัตถการเพื่อการยกกระชับหน้าที่มีความปลอดภัยสูง โดยเป็นการส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่ในระดับสูง ผ่านรูปแบบ Focused Ultrasound  หลักการทำงานของ Ultheraคือจะเป็นการส่งพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากเข้าไปกระตุ้นผิวหนังชั้นลึก (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า) เพื่อให้ผิวที่หย่อนคล้อย ยกกระชับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความชัดเจนของกรอบหน้า การยกแนวคิ้วบริเวณหางตา การปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้น เหมาะแก่ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องความหย่อนคล้อยของผิว ไม่ว่าจะบริเวณคิ้ว หางตา แก้ม คาง หรือคอ ผู้ที่ผิวไม่กระชับ ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้น ผิวขาดคอลลาเจนและอิลาสติน

Ulthera ช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง

  1. บริเวณใบหน้า ช่วยดึงผิวหน้าและยกกระชับผิวที่มีความหย่อนคล้อย ให้กลับมาเรียบตึงได้อีกครั้ง ทำให้หน้าดูเด็กลงแบบธรรมชาติ ไม่ดูแข็งจนเกินไป โดยไม่จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเทียบเท่ากับการดึงหน้า ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและต้องพักฟื้น
  2. ยกคิ้ว แก้ไขปัญหาหนังตาตก การยกกระชับเวลาช่วงระหว่างคิ้วและดวงตาขึ้น ทำให้ดวงตาดูกลมโตขึ้น ชั้นตาชัดเจนมากขึ้น จะทำให้ใบหน้าดูสดใส และดูอ่อนกว่าวัย
  3. แก้ไขปัญหาตาถุงใต้ตาหย่อนยาน ลดถุงใต้ตาได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องผ่าตัด
  4. ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว มี V-shape มากขึ้น
  5. ลดเหนียง กำจัดคาง 2 ชั้น ยกกระชับผิวบริเวณลำคอให้ตึงและดูเรียบเนียนมากขึ้น

ข้อดีของการทำ Ulthera

เนื่องจากการทำ Ulthera นั้นเป็นการใช้คลื่นพลังงานความร้อน ส่งตรงไปยังบริเวณที่ต้องการได้รับการแก้ไข ได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องผ่านการฉีด หรือ การผ่าตัด ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างทำ อาจรู้สึกเพียงอุ่น ๆ เท่านั้นในขณะทำ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อในบริเวณใกล้เคียง จึงเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง ที่จะทำให้ใบหน้ากลับมามีความกระชับ เต่งตึง เรียบเนียนได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องยุ่งยาก และให้ผลลัพธ์ได้ในทันทีหลังทำ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Ulthera

  1. หลังทำ Ulthera จะค่อยเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่าง 3 – 4 เดือนแรกหลังทำการรักษา
  2. ผลลัพธ์หลังทำจะสามารถอยู่ได้เป็นเวลาประมาณ 1 ปี
  3. บริเวณที่ทำจะรู้สึกยกกระชับ และเต่งตึงขึ้น
  4. เกิดการฟื้นฟูของคอลลาเจนบริเวณใต้ผิวหนังที่ทำ
  5. รูขุมขนเล็กลง ผิวเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย

การดูแลตัวเองหลังทำ Ulthera

หลังจากที่รับการรักษาด้วยการทำ Ulthera เสร็จแล้ว เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องรอพักฟื้น ก็สามารถที่จะใช้ชีวิตประจำตามปกติได้เลย แนะนำให้เว้นการนวดหน้าทรีทเมนต์อย่างน้อย 1 – 2 อาทิตย์ เพื่อลดการกระทบกระเทือนในบริเวณที่ทำ รวมไปถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่อาจทำให้เกิดรอยช้ำบริเวณใต้ผิวหนังได้ ซึ่งบางคนหลังทำอาจมีอาการอักเสบ หรือ ระคายเคืองผิวบ้างในครั้งแรก ถือเป็นเรื่องปกติ สามารถขอให้แพทย์ที่ดูแลจ่ายยาแก้อักเสบเพื่อบรรเทาอาการได้

เลือกทำ Ulthera หรือ Botox ดี

สำหรับคนที่มีปัญหากล้ามเนื้อเยอะ กรามหนา ต้องการรูปหน้าเรียว มีความ V-shape แนะนำว่าให้รักษาด้วยการฉีด โบท็อกซ์ จะเป็นการแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ส่วนผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย อยากเห็นกรอบหน้าชัด ไม่อยากกังวลเรื่องเข็ม ผิวหน้าขาดความชุ่นชื้นแนะนำให้ทำ Ulthera จะตอบโจทย์มากที่สุด เพราะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ที่ผิวในทันที เพราะการทำ Ulthera เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาสะสมนั่นเอง

สุดท้ายอยากฝากถึงสาว ๆ ที่รักความสวยความงาม อยากหน้าเรียว V-shape กระชับได้สัดส่วน ให้เลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน และ คุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ ก่อนตัดสินใจจาก ราคาถูก เข้าว่านะคะ ไม่อย่างงั้นละก็ผลลัพธ์ที่ได้อาจออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตัวเองไม่พอ ยังต้องเสียเงิน แถมอาจจะต้องหาทางแก้ปัญหาในอนาคตอีกด้วย

ร้อยไหมดีอย่างไร ทำไมต้องทำ

นวัตกรรมเสริมความงานสมัยใหม่อย่าง “การร้อยไหม” เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากช่วยทำให้ใบหน้าดูเต่งตึงอ่อนเยาว์ ผิวมีความเรียบกระชับทุกสัดส่วน เดิมทีการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่นิยมมากกว่า แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสผิดพลาดสูง ปัจจุบันคนจึงนิยมการร้อยไหมมากกว่าวิธีอื่น เลยทำให้หลาย ๆ คนสงสัยว่าการร้อยไหมดีอย่างไร ซึ่งในบทความนี้ตั้งใจจะมาอธิบายว่า การร้อยไหมคืออะไร มีวิธีการทำอย่างไร ร้อยไหมแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเรา และอะไรคือผลข้างเคียง

ร้อยไหมคืออะไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคทางการแพทย์ ที่ใช้ในการกระชับผิวหนังทั่วร่างกาย แต่นิยมใช้บนใบหน้ามากที่สุด ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่น ขากรรไกร ร่องจมูก และหน้าผาก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะการนำไหมละลายจำนวนหลายเส้น ร้อยเข้าด้านใต้ผิวหนัง เพื่อให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ เพื่อให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม อีกทั้งยังทำให้เลือดไหลเวียนผิวหนังบริเวณนั้นมากขึ้นด้วย ซึ่งไหมที่ใช้มีหลายชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดคือไหมละลาย PDO ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) ซึ่งปกติจะใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดหัวใจ เพราะสามารถเข้ากับร่างกายได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ อีกทั้งยังได้รับรองความปลอดภัย จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไหมละลายจะละลายหายไปโดยไม่ตกค้างภายในระยะเวลา 8 เดือน

วิธีการร้อยไหมทำอย่างไร

การร้อยไหมเป็นเทคนิคที่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะแพทย์ทางศัลยกรรม เริ่มต้นการรอยไหมด้วยการทายาชาบริเวณที่ทำ จากนั้นจึงนำเส้นไหมมาร้อยยึดตามเนื้อเยื่อผิว ซึ่งจะร้อยเรียงเส้นไหมไปตามโครงหน้าของคนไข้ ใช้เวลาช่วงนี้ประมาณ 20 – 40 นาที อาจทำให้รู้สึกเจ็บ มีรอยช้ำ หรือบวมเล็กน้อย แต่พักฟื้นแค่เพียง 1 – 2 สัปดาห์ก็จะกลับมาปกติ หลังจากนั้นต้องร้อยไหมซ้ำอีกครั้ง เพื่อยึดชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปให้กระชับและแข็งแรงมากขึ้น โดยผิวหนังชั้น SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic System) จะอยู่ลึกกว่าชั้นผิวหนังแท้ ในระหว่างนี้ใบหน้าส่วนที่ร้อยไหมจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ทำเลเซอร์หรืออะไรที่รุนแรงกับใบหน้า เพราะอาจเกิดอาการบวมแดงได้

ลักษณะเส้นไหมที่นิยมใช้

1.เส้นไหมเรียบ (Mono Threads) มีลักษณะเป็นเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่ม หรือเกลียว          นิยมใช้ร้อยไหมบริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง แต่ไม่ได้ช่วยยกชั้นผิว

2.เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้น เกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรผิวหนัง บริเวณที่ยุบตัวลงหรือเป็นแอ่ง เส้นไหมเกลียวจะให้ความแข็งแรงมากกว่าไหมเส้นเรียบ จึงเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงต้านแรงโน้มถ่วง

3.เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียว แต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหม คล้ายกับหนามกุหลาบหรือก้างปลา จะทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนคล้อย รวมถึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบ ๆ เส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้จึงเหมาะกับการยกกระชับบริเวณคาง และช่งบปรับรูปหน้าให้เรียวมากขึ้น

ใครที่เหมาะจะร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นการยกกระชับผิวหนัง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยไม่เต่งตึง ผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วงวัย 30 – 60 ปี โดยคนที่จะทำได้ต้องมีเนื้อเยื่อที่ไม่ยุบตัว หรือมีผิวหนังที่ไม่หย่อนคล้อยมากจนเกินไป และจะให้ผลดีกับผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว แต่ยังไม่พร้อมที่จะผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้าจะให้เห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการร้อยไหมร่วมกับวิธีอื่น ๆ เช่น การทำฟิลเลอร์ หรือฉีดไขมัน เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นเทคนิคการยกกระชับผิวหน้าเพียงชั่วคราว โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี และอาจเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยเล็กน้อยได้หลังจาก 6 เดือนแรก ทำให้ต้องกลับมาเข้ารับการร้อยไหมอีกครั้ง เพื่อคงผลลัพธ์ให้ได้ยาวนานมากขึ้น โดยทั่วไปใบหน้าของผู้เข้ารับการร้อยไหมอาจบวมในตอนแรก และกลับมาดูเป็นปกติภายใน 1-2 วันหลังการรักษา แต่บางรายอาจปรากฏรอยพับหรือรอยย่นของผิวหนังหลายสัปดาห์ รวมถึงอาการบวม ฟกช้ำ ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของไหม อาจพบภาวะติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือมีขั้นตอนการทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม

บางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เพราะอาจทำให้ดื้อยาและยากต่อการรักษา ทั้งนี้ไหมแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ไหมเส้นเรียบที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียวอาจทำให้มีอาการฟกช้ำ ส่วนไหมที่มีเงี่ยงอาจทิ้งรอยสอดไหมไว้ให้เห็นได้ และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้นในขั้นตอนก่อนรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากการร้อยไหม

การร้อยไหมเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณ 15-20% ของคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและแก้ไขได้

  1. ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมมาตรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรืออาจเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำ เพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าว
  2. การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  3. การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปบริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงอาจทำให้เกิดเนื้อเยื่ออักเสบได้
  4. ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีการอักเสบ
  5. ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหัก ในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนัง หรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้

  1. เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย ซึ่งอาจทำให้เป็นอัมพาตใบหน้า และหลอดเลือดได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เข็มในการร้อยไหม
  2. มีอาการปวดเรื้อรัง
  3. ใบหน้าสัมผัสได้ถึงไหมที่มี มักเกิดขึ้นจากการใช้ไหมชนิดมีเงี่ยง แต่ก็จะหายไปได้เองหลังผ่านไปหลายวัน
  4. มีเลือดออก
  5. ประสาทการรับรู้บกพร่อ
  6. ภาวะภูมิไวเกิน คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสาร ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไหมละลายชนิด PDO จะได้การรับรองความปลอดภัยจาก อย. แต่นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดเผยว่า อย. ไม่อนุญาต หรือไม่รับรองวิธีการร้อยไหมเพื่อการกระชับผิว แต่อนุญาตให้ใช้ในการเย็บแผลเท่านั้น นอกจากนี้ การร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ยังไม่ได้ถูกรับรองใช้ในสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศในทวีปยุโรป เพราะยังไม่มีผลการศึกษาทางการแพทย์ที่แน่ชัด ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่สนใจการร้อยไหมเพื่อกระชับผิวหน้า ควรพิจารณาไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะได้มาว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

ขอบคุณบทความดีๆ จาก  https://thecloverbeautyclinic.com/

ยกกระชับผิว Thermage หรือ Botox ดี

หลาย ๆ คนเมื่อผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นแล้วเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องเจอคือปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย เมื่อเจอกับปัญหาเหล่านี้ก็ต้องหาวิธีแก้ บางคนอาจเลือกวิธีศัลยกรรม กินยาบำรุง หรือทาครีมบำรุง และยังมีอีกสารพัดวิธีที่ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ แต่วิธีไหนล่ะที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องรอพักฟื้นนาน หรือเห็นผลอย่างรวดเร็ว และเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาจะขอแนะนำให้รู้จักกับคู่เอกแห่งการยกกระชับผิวอย่าง Thermage และ Botox กันในบทความนี้

การทำงานของ Thermage กับ Botox แตกต่างกันอย่างไร

แน่นอนว่าเทคโนโลยีของทั้งสองนั้นมีมานานแล้ว และ ด้รับการยอมรับจาก อย.ไทย และ อย.อเมริกา เรียบร้อยแล้ว ว่าสามารถยกกระชับผิวได้จริง เพียงแต่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นกับคนไข้ หรือให้ผลลัพธ์ได้ดีตรงตามความต้องการของคนไข้ โดยเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้ คือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่อยู่ในผิวหนังชั้นยัไขมันขึ้นมาใหม่ แต่วิธีการทำงานเพื่อให้ผลลัพธ์แบบที่ต้องการนั้นยังถือว่าต่างกันอยู่ โดยจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

Thermage เครื่องมือที่สร้างคลื่นวิทยุความถี่สูง และมีปริมาณความร้อนสูง (สูงถึงขั้นทำลายเซลล์ผิว) เมื่อคลื่นนี้สัมผัสที่ผิวหนัง มันจะทะลุลงไปในผิวหนังชั้นไขมัน จนเกิดการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เมื่อคอลลาเจนสร้างขึ้นมาใหม่มากพอ ก็จะทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อย กลับมากระชับเต่งตึงได้อีกครั้ง อีกทั้งพวกไขมันส่วนเกินที่โดนคลื่นความร้อนนี้เข้าไป ก็จะสลายหายไปด้วย

Botox เป็นชื่อเรียกของสารโบลูทินัม ท็อกซิน ซึ่งเป็นสารทางธรรมชาติ มีลักษณะเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ สกัดได้จากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เริ่มแรกเป็นเพียงสารที่ทางการแพทย์นำมารักษาอาการตาเหล่ ตาเข และตากระตุกเท่านั้น แต่ผลที่ได้ไม่เพียงแต่รักษาอาการทางโรคเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดรอยย่น รอยตีนกา ให้จางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการนำสารนี้มาพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ในวงการความสวยงาม ซึ่งสามารถอธิบายการทำงานให้เข้าใจได้ง่าย ๆ คือ โดยปกติแล้วร่างกายของเรา จะมีปลายประสาทคอยสั่งการให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวอยู่เสมอ ผ่านทางสารแอซิติลโคลีน เมื่อมีสารนี้มากจึงเกิดเป็นรอยตีนกา หรือ ริวรอยในบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า ซึ่งอาจเกิดเพราะการแสดงสีหน้า หรือเกิดขึ้นตามวัย แต่เมื่อเราฉีดสารโบท็อกซ์นี้เข้าสู่ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ สารตัวนี้จะไปสกัดกั้นการผลิตสารแอซิติลโคลีน ทำให้กล้ายเนื้อเกิดการคลายตัว จึงทำให้พวกริ้วรอยต่าง ๆ ลดลงไปด้วย

Thermage และ Botox ให้ผลบริเวณใดบ้าง

เทคโนโลยีอย่าง Thermage นั้นจะมุ่งเน้นการกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างขึ้นใหม่ ลดความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และสลายไขมันส่วนเกิน ทำให้เครื่อง Thermage นี้สามารถทำได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แต่ให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับผิวหนังได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า ลำคอ บริเวณเปลือกตา หรือแม้แต่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังปลอดภัย และใช้เวลาการรักษาไม่นาน แต่ในส่วนการฉีด Botox เป็นการใช้เข็มฉีดสารโบลูทินัม ท็อกซิน เข้าไปกดทับเส้นประสาท ส่วนที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย จึงให้ผลที่แตกต่างกันไป เช่น

  • ฉีดบริเวณหน้าผากและหว่างคิ้ว จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น
  • ฉีดบริเวณปีกจมูก จะช่วยลดปีกจมูกให้เล็กลง
  • ฉีดบริเวณหางตา จะช่วยลดรอยตีนกา
  • ฉีดบริเวณคอ จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น และรอยปล้องรอบคอ
  • ฉีดบริเวณกรอบหน้า จะช่วยยกกระชับกรอบหน้า และทำให้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น
  • ฉีดบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า จะช่วยลดการทำงานของต่อมเหงื่อ
  • ฉีดบริเวณน่องขา จะช่วยลดกล้ามเนื้อให้เล็กลง

Thermage และ Botox ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน

เริ่มจาก Thermage ก่อนเลย นับว่าเป็นข่าวดีมาก ๆ ที่ปัจจุบันมีการผลิตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Thermage FLX เป็นรุ่นที่ดีที่สุดในขณะนี้แล้ว เพราะไม่ต้องพักฟื้นใด ๆ ย้ำว่าไม่ต้องพักฟื้นแม้แต่วันเดียว ใช้เวลารักษาประมาณ 1–2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้เลย เพียงแค่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลผิวให้ดีในช่วงสัปดาห์แรก เท่านี้ผลลัพธ์ก็จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลลัพธ์จะดีที่สุดในช่วง 6–12 เดือนแรก และเห็นผลนานสุด 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

ส่วนการทำ Botox ทางแพทย์จะทำการตรวจเช็คและทำความสะอาดใบหน้า หรือผิวหนังของเราเสียก่อน ตามด้วยประคบเย็นก่อนที่จะฉีด Botox เข้าสู่ผิวหนัง ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับ Thermage และห้ามทำกิจกรรมเกี่ยวกับความร้อน เช่น การเลเซอร์ ซาวน่า เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ใน 2 สัปดาห์เช่นกัน และให้ผลลัพธ์นานสุด 2 ปี โดยขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

Thermage และ Botox เจ็บหรือไม่

สำหรับ Thermage แล้วเป็นเพียงคลื่นวิทยุความถี่สูง อาจทำให้เกิดความร้อนพอรู้สึกได้ เหมือนการอาบน้ำโดยใช้เครื่องทำน้ำอุ่น แต่จะไม่ได้ให้ความรู้สึกเจ็บแต่อย่างใด ส่วน Botox เป็นการใช้เข็มฉีดบริเวณผิวหนัง แน่นอนว่าจะมีความรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็ผ่านขั้นตอนด้วยการประคบเย็น เรียบร้อยแล้วความเจ็บจึงลดน้อยลง

Thermage และ Botox ต้องใช้งบเท่าไร

แน่นอนว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นสวัสดิการของรัฐบาล และไม่ได้มีราคากลาง แบบที่คุณไปคลินิกหรือสถาบันความงามไหนก็จะมีราคาเท่ากันหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ งานบริการ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ หรือชื่อเสียงของคลินิกนั้น ๆ แต่ถึงอย่างไรในเมืองไทยก็มีราคาที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก จึงพอที่จะสรุปการรักษาได้ว่าต้องใช้จ่ายประมาณเท่าไร ทั้งนี้ไม่นับโปรโมชั่นของแต่ละสถาบันฯ Thermage การทำแต่ละครั้งจะเป็นการปล่อยคลื่นวิทยุปริมาณ 400 ช็อต ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 25,000 บาทต่อครั้ง ส่วนมากจะแนะนำให้ทำไม่เกิน 1,200 ช็อต หรือทำการรักษา 3 ครั้ง คิดเป็นค่าใช้จ่ายเท่ากับ 75,000 บาท จึงจะเห็นผลชัดลัพธ์ที่ชัดเจน

ส่วน Botox จะทำการฉีดรักษาเป็นจุด เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงขึ้นอยู่กับประมาณและจุดที่ฉีดด้วย โดยรวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 บาทต่อจุด หรือทั่วทั้งใบหน้าประมาณ 40,000–50,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสารที่ใช้อีกด้วย เพื่อจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด

ข้อคิดก่อนตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือ Botox ก็ดี ก่อนที่จะตกลงใจเข้ารับการรักษา ควรคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย แม้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีข่าวความผิดพลาดให้เห็นกันอยู่เสมอ เพราะมีกลุ่มบุคคลที่หวังแต่กำไร ไม่คำนึงถึงผู้ป่วย มีการใช้เครื่องมือหรือสารที่แปลกปลอมขึ้นมา ทำให้ผู้รักษาเสียเงินจ่ายไปแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตกลงกัน หรือร้ายแรงกว่านั้นทำให้คนไข้เกิดความเสียหายก็มี จึงเป็นหน้าที่ของทางคลินิกนั้น ๆ ที่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่คนไข้ทำการรักษาอยู่ มีการแสดงเอกสารรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าสามารถให้การรักษาได้จริง และเป็นไปตามมาตรฐาน รวมไปถึงตัวคนไข้เองก็ต้องตรวจสอบคลินิกหรือตัวแพทย์ผู้รักษา ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาจริงอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง และโปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เช่น ราคาโปรโมชั่นที่ถูกกว่าราคากลางมากจนเกินไป

ปัจจุบันไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็สนใจในเรื่องความสวยงามและความอ่อนเยาว์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการมีบุคลิกภาพที่ดี ดูน่ามอง และมีความอ่อนเยาว์นั้น สร้างความมั่นใจให้กับการใช้ชีวิตยุคนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งค่านิยมดังกล่าวจึงทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสนใจที่จะเข้าคลินิกความงามกันมากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจรักษากับที่สถาบันใด โปรดศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ เพื่อผลประโยชน์ของตัวคุณเอง