อยากผิวสวยถาวรควรทำเทอเมจกี่ช็อต

ผู้หญิงที่เข้าสถาบันความงามล้วนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน การเสริมความงามไม่ได้ช่วยแค่ให้ผิวพรรณดีขึ้นเท่านั้น การเสริมความงามในแบบต่าง ๆ ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้หญิงและช่วยลดปัญหาที่รบกวนจิตใจทั้ง ปัญหาจากริ้วรอย ความหมองคล้ำที่ปรากฏบนใบหน้า รอยดำรอยแดงต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่รบกวนจิตใจของผู้หญิงทั้งสิ้น การเข้ารับการทำเทอเมจเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่ต้องการลดปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้า เพียงแต่ไม่มีเวลาพักรักษาตัวหลังจากการเสริมความงาม การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

การทำเทอเมจจะเป็นตัวช่วยอย่างดีในการรักษาผิวหน้าจากปัญหาความหย่อนคล้อยของผิวหน้า รูขุมขนไม่กระชับ ผิวหน้าหมองคล้ำไม่กระจ่างใสเหมือนเดิม นอกจากจะรักษาปัญหาผิวหน้า ยังสามารถช่วยลดสัดส่วนต่าง ๆ ของผิวกายได้ทั้งปัญหาเซลล์ลูไรท์ที่ปรากฏบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา แม้จะพยายามออกกำลังกายเพื่อลดเซลล์ลูไรท์ในส่วนดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้ การทำเทอเมจจึงเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะฉะนั้นควรที่จะเลือกสถาบันความงามที่ทำเทอเมจที่ได้มาตรฐานและมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำได้ ปัญหาผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการมีความแตกต่างกัน แพทย์จะแนะนำจำนวนช็อตสำหรับการรักษาปัญหาผิวหน้าที่เหมาะสม บทความนี้จะให้ความรู้เรื่องจำนวนช็อตที่เหมาะสมสำหรับปัญหาผิว

ปัญหาของผิวกับจำนวนช็อต

การทำเทอเมจจะต้องมีการประเมินลักษณะปัญหาของผิวหน้าของแต่ละบุคคล เพราะผู้เข้ารับบริการทำเทอเมจมีปัญหาผิวที่แตกต่างกัน บางคนมีปัญหาความหย่อนคล้อยของผิว หรือมีทั้งปัญหาความหย่อนคล้อย ผิวขาดความกระชับ ผิวหน้ามองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าไม่สดใสแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมด

  1. 400 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของเซลล์ลูไรท์ต่าง ๆ ทั้งบริเวณใบหน้า และตามร่างกายที่ต้องการให้ทุกสัดส่วนมีความกระชับขึ้น ทั้งใบหน้าที่ต้องการเพิ่มความชัดของกรอบใบหน้า
  2. 600 ช็อต เหมาะสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยทำงานและเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งแสงแดด ฝุ่น ควันจากการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดมลภาวะและสิ่งสกปรกสะสมบริเวณใบหน้า จนเข้าไปทำร้ายเซลล์ผิวเกิดความหย่อนคล้อย ความหมองคล้ำ ริ้วรอยบริเวณต่าง ๆ ทั้งแก้ม หางตา และหน้าผาก ควรรับบริการจำนวน 600 ช็อตเพื่อเพิ่มความกระชับให้แก่ผิวหน้า พร้อมทั้งกระตุ้นให้เซลล์ผิวได้มีการสร้างคอลลาเจนมาซ่อมแซมผิวเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าของผู้เข้ารับบริการ
  3. 1,200 ช็อต เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยอย่างรุนแรง มีความหมองคล้ำเป็นอย่างมาก แม้จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงก็ไม่สามารถเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวหน้าได้ การทำเทอเมจจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อปรับการทำงานของเซลล์ผิวตั้งแต่ชั้นผิวแท้ไปจนถึงกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานต่าง ๆ ให้แก่เซลล์ผิวของผู้เข้ารับบริการ เพื่อให้ผิวหน้ากลับมากระชับ แลดูอ่อนเยาว์ ลดปัญหาผิวหมองคล้ำ พร้อมทั้งลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ

ข้อจำกัดของการทำเทอเมจ

1 การทำเทอเมจมีราคาค่อนข้างสูง จึงไม่เหมาะกับผู้รับบริการบางกลุ่ม เช่นนักเรียน นักศึกษา เป็นต้น

2 ผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แพทย์จะไม่อนุญาติให้ทำเนื่องจากอาจจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

3 อาจจะเกิดผลข้างเคียงหลังทำ เช่นมีรอยแดง รอยนูนเกิดขึ้นในบริเวณที่ทำ อาการเหล่านี้สามารรหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้ายังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อดีของการทำเทอเมจ

  1.  การทำเทอเมจมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความสนใจในเรื่องการทำเทอเมจและได้ค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติมและพัฒนาให้มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
  2. การทำเทอเมจสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จากการทำเพียง 1 ครั้งแตกต่างจากการทำเลเซอร์ผิวที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไปจึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้
  3. การทำเทอเมจมีความสะดวกเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิว แต่มีระยะเวลาในการพักรักษาไม่มาก หลังจากการเข้ารับบริการไม่ต้องพักรักษาตัว สามารถไปทำงานได้ตามปกติ
  4. สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา และผิวผสม แค่เพียงมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ รู้ขุมขนกว้าง สามารถเข้ารับบริการได้ทุกสภาพผิว
  5. สามารถทำได้ง่าย และประหยัดเวลาในการทำ ไม่ต้องฉีดยาชา

ความสามารถของเทอเมจ

เทอเมจสามารถช่วยได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย สำหรับผู้ที่ประสบพบเจอกับปัญหาผิว เทอเมจจะช่วยให้ผิวหน้าและผิวกายของผู้เข้ารับบริการเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

  1. ผิวหน้ามีความกระชับเพิ่มมากขึ้น
  2. มีปัญหากับกรอบใบหน้าที่ยังไม่ชัดเจน ต้องการที่จะเพิ่มกรอบหน้าให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
  3. มีไขมันสะสมทั้งบริเวณใต้คาง และบริเวณแก้มเป็นจำนวนมาก เทอเมจใช้พลังงานความร้อนในการช่วยให้ไขมันที่สะสมหดตัวลงและสร้างความกระชับให้แก่บริเวณใต้คาง และบริเวณแก้ม
  4. มีปัญหาผิวหมองคล้ำ เทอเมจจะช่วยในการกระตุ้นเซลล์ผิวให้เกิดการสร้างคอลลาเจนมาบำรุงผิว เพื่อลดปัญหาความหมองคล้ำของผิวหน้า
  5. มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยมีสาเหตุมาจากการลดน้ำหนัก ภาวะหลังการคลอดบุตร ทำให้บริเวณหน้าท้องเกิดความหย่อนคล้อย เทอเมจจะเพิ่มความกระชับให้แก่บริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้องที่เกิดความหย่อนคล้อย

เหตุผลที่ควรทำเทอเมจ

เหตุผลที่ผู้มีปัญหาผิวหน้าควรเข้ารับบริการเทอเมจ ก่อนเข้ารับบริการควรที่จะพิจารณาปัญหาของผิวหน้าก่อน ว่าเป็นผู้ที่มีปัญหาผิวได้แก่ปัญหาความหมองคล้ำ ผิวขาดคอลลาเจน ผิวหน้าไม่กระจ่างใสใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ใดก็ยังไม่สามาแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ปัญหาของการเกิดสิวและมีริ้วรอยต่าง ๆ ก็นับว่าเป็นปัญหาที่ควรจะใช้การเทอเมจเป็นตัวช่วยในการแก้ไขปัญหา เมื่อทำเทอเมจจะสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำ และจะเริ่มปรากฏผลอย่างชัดเจน 2-3 เดือน และจะคงทนได้ถึง 1-2 ปี จะช่วยให้เซลล์ผิวได้เกิดการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจนมาบำรุงชั้นผิว พร้อมทั้งเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ใบหน้า เป็นการผลัดเซลล์ผิวเก่าและเริ่มสร้างเซลล์ผิวใหม่ การดูแลผิวหลังเข้ารับบริการคือ การทาครีมกันแดดเท่านั้น เพื่อให้ครีมกันแดดได้ปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้เข้ามาทำลายชั้นเซลลฺผิวที่กำลังสร้างคอลลาเจนที่ใช้ในการบำรุงผิวหน้า แม้เทอเมจจะมีราคาในการทำค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะที่มีราคาแพง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากับราคาที่เสียไป

วิธีการเลือกสถาบันความงามที่จะทำเทอเมจ

การจะทำเทอเมจผิวหน้าควรจะพิจารณาจากสิ่งใดบ้าง เพื่อที่จะได้สถาบันความงามที่ดีมีมาตรฐานและไม่เกิดอันตรายหลังการเข้ารับบริการ

  1. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐาน มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำสำหรับการทำเทอเมจผิวหน้าได้
  2. ควรเลือกสถาบันความงามที่มีความสะอาดทั้งสถานที่และเครื่องมือ ต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน
  3. สามารถสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำเทอเมจผิวหน้าได้ และทางสถาบันความงามสามารถอธิบายได้ไม่ปิดบังข้อมูล
  4. ควรเลือกสถาบันความงามทีให้ความสำคัญกับผู้เข้ารับบริการ และมีการบริการหลังการเข้ารับการทำเทอเมจ
  5. ควรศึกษาข้อมูลการทำเทอเมจของแต่ละสถาบันก่อนเข้ารับการปรึกษา

จะเลือกรับบริการเทอเมจในสถาบันความงามใด ควรที่จะศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง เนื่องจากการทำเทอเมจจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าคุ้มค่า การเลือกสถาบันความงามที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้ผู้รับบริการเสียทั้งทรัพย์และเวลา ควรเลือกสถาบันความงามที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรองจากสาธารณสุข พร้อมทั้งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาในปัญหาผิวหน้าที่มีความแตกต่างกัน และควรทำเทอเมจจำนวนช็อตที่แตกต่างกันด้วย

 

ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage

ความใฝ่ฝันของหลายคนคือการมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์อยู่เสมอแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม และในยุคปัจจุบันนี้เองก็มีหลากวิธีที่จะทำให้เราหน้าเด็กลงได้แม้ไม่ผ่านการทำศัลยกรรม หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ Thermage (เทอมาจ) นวัตกรรมยกกระชับใบหน้า ลดไขมัน ลดริ้วรอย ที่จะทำให้คุณกลับมาดูอ่อนกว่าวัย เรียกคืนความสดใสและความมั่นใจกลับมา ด้วยวิธีที่ปลอดภัย เห็นผล ปรับรูปหน้าให้กระชับและเรียบเนียนอย่างที่คุณต้องการ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำนั้น ต้องมารู้ถึงข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้

รู้จักกันสักหน่อยก่อนทำ Thermage คืออะไร

นวัตกรรมที่ใช้เครื่องมือช่วยในการยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยการใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ลงไปในชั้นผิวหนังจนถึงชั้นไขมัน โดยคลื่นความร้อนนี้จะถูกส่งผ่านไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวที่ถูกทำ Thermage จึงมีความเต่งตึง แน่น และกระชับขึ้นได้ในระยะยาว สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยได้อีกด้วย ซึ่งบริเวณผิวที่ทำ Thermage นั้น จะดูสดใสมีน้ำมีนวลขึ้น ดังนั้นการทำ Thermage จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวมีการปรับโครงสร้างให้แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมสูง

คอลลาเจนมีความสำคัญอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการรวมตัวของกรดอะนิโม ที่ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ ช่วยเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นตัวช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส และเปล่งปลั่ง ร่างกายจะผลิตได้มากเมื่ออายุยังน้อย แต่เมื่ออายุมากขึ้นตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะเริ่มลดการผลิตลงเรื่อย ๆ จนถึงในวัยเลข 4 คอลลาเจนแทบจะไม่ผลิตออกมาเลย ส่งผลให้ผิวหนังเหี่ยว ย่น มีริ้วรอย และเกิดการหย่อนคล้อยได้ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรงเรียบเนียนขึ้น ทั้งยังชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ การทำ Thermage เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว จึงเป็นอีกวิธีในการดูแลผิวหน้าให้กลับมาสดใสไร้ริ้วรอย

Thermage รักษาหรือแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

– รักษาผิวหน้าด้วย Thermage ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ไร้ความตึงและกระชับ สามารถแก้ปัญหาได้ รวมไปถึงความห้อยย้อยของแก้ม คาง ก็สามารถดึงและปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้

– รักษาผิวรอบดวงตาด้วย Thermage ริ้วรอยรอบดวงตา หนังตาตก หางคิ้วตก ใต้ตาหย่อนคล้อย สามารถทำ Thermage เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ ทำให้ดวงตากลับมาสดใส และมีชีวิตชีวา

– รักษารูปร่างด้วย Thermage ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ย้วย ไม่กระชับ มีไขมันและเซลลูไลท์สะสมเยอะ สามารถแก้ไขด้วย Thermage หลังจากทำผิวบริเวณนั้นจะตึงกระชับขึ้น ทั้งยังเรียบเนียนยิ่งขึ้นด้วย

Thermage เหมาะสำหรับใครบ้าง

  1. ผู้ที่ต้องการยกกระชับ ปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องการผ่าตัดทำศัลยกรรม
  2. มีผิวหนังหย่อนคล้อย ทั้งบริเวณใบหน้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  3. ผิวหน้าหย่อนยาน ขาดการยืดหยุ่น
  4. แก้มห้อยย้อย มีไขมันใต้คาง แนวขากรรไกรไม่คมชัด
  5. ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35-60 ปี จะเห็นผลชัดและได้ผลดีที่สุด
  6. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดดึงหน้า

เลือกทำ Thermage ที่ไหนดีที่ปลอดภัย

หากตัดสินใจที่จะทำ Thermage แล้วนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลยก็คือ ควรศึกษาข้อมูลของ Thermage อย่างละเอียด ถึงวิธีการทำ ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงผลข้างเคียง และเลือกคลินิกหรือสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพราะหากคลินิกใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วนั้น เครื่องจะให้พลังงานที่ไม่สม่ำเสมอ และอาจเกิดผลค้างเคียงได้ เช่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ อาจทำให้ผิวไม่สม่ำเสมอ มีการยุบบุ๋มเป็นบางที่ หรืออาจทำให้ผิวไหม้ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ต้องทำกับเครื่องแท้ที่มีเอกสารผ่านการรับรอง และควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะแพทย์จะสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับปัญหาของคนไข้ได้ รวมถึงประสบการณ์และฝีมือของแพทย์ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนในการรักษาด้วย Thermage

  1. แพทย์จะเริ่มต้นการทำรักษาโดยให้ความเย็นกับผิวชั้นบน เพื่อให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย
  2. วางหัว Tip ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษบนบริเวณผิวที่จะทำการรักษา
  3. พลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะถูกส่งผ่านลึกลงไปยังชั้นผิวแบบเฉพาะเจาะจง และเกิดเป็นพลังงานความร้อน เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว
  4. แพทย์จะใช้ Cryogen เพื่อช่วยให้ความเย็นกับชั้นผิว ให้รู้สึกสบายหลังการรักษา โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษานั้นจะประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ความรู้สึกระหว่างทำการรักษาด้วย Thermage

ในขณะที่ทำการรักษาและหลังการรักษา จะรู้สึกสบายไม่มีการแสบร้อน เนื่องจากขั้นตอนการส่งผ่านพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นเพื่อหยุดยั้งสัญญาณการตอบสนองของระบบประสาท และในระหว่างขั้นตอนการทำ ระบบการให้ความเย็นแก่ผิวนั้นจะเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการส่งผ่านพลังงานไปยังผิว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนจำกัดอยู่แค่ในชั้นของหนังแท้และเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวเท่านั้น โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก ในขณะทำการรักษาด้วย Thermage ทุก 1 shot จะรู้สึกเป็น 3 ช่วง คือ เริ่มจากรู้สึกเย็นสั้น ๆ จากนั้นจะรู้สึกว่าหัว Tip สั่น พร้อมกับได้รับความร้อนลึก ๆ แล้วก็รู้สึกเย็นอีกครั้ง ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเพียง 2 วินาทีต่อ 1 shot

หลังทำ Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

ก่อนจะทำ Thermage ควรรู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทำได้ ซึ่งเทคโนโลยี Thermage นั้น เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัย เนื่องจากได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ในผลการรักษา ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้นมีน้อยมาก เรียกว่าน้อยกว่า 1% ผลข้างเคียงที่พบคือ อาจเป็นผื่นในบริเวณที่ทำ หรือเกิดการบวมแดงขึ้นเล็กน้อย และจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวังการทำ Thermage ก็คือ ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังจากการรักษา โดยบริเวณแก้มและคางจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้น ใบหน้าที่ความเรียวกระชับได้สัดส่วน เนื่อจากไขมันส่วนเกินได้ถูกกำจัดออกไป ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง ดูอ่อนวัย เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลึกถึงระดับเซลล์ผิว มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของความกระชับ เรียบเนียน ผิวจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว เพราะเส้นใยคอลลาเจนที่สมบูรณ์จะช่วยให้ผิวเรียบตึงและริ้วรอยลดลง หลังการรักษาด้วย Thermage จะสามารถอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ขึ้นกัอยู่กับช่วงอายุ การดูแล และการตอบสนองของแต่ละบุคคล

การดูแลหลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะมีจุดเด่นก็คือ หลังจากการทำเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องดูแลผิวเป็นพิเศษ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง เพียงแค่ดูแลผิวทั่วไป เช่น ทาครีมบำรุง ครีมกันแดด และไม่จำเป็นต้องทำการพักฟื้น สามารถแต่งหน้าได้ตามไลฟ์สไตล์ประจำวัน ไม่ต้องเพิ่มเติมการดูแลให้วุ่นวาย ทั้งยังไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงแสงแดด และไม่มีข้อควรระวังพิเศษก่อนและหลังการรักษาเหมือนกับการทำเลเซอร์ทั่วไป และนี่ก็คือข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage ที่ควรจะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ ไม่ว่าจะเลือกเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องหาข้อมูลให้มากพอและทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่ว่าจะได้ตอบสนองผลลัพธ์ได้อย่างตรงความต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกสถานที่ทำที่ได้มาตรฐาน เพราะในปัจจุบันเราสามารถทำ Thermage ในราคาที่เหมาะสมได้ ซึ่งถ้าหากราคาถูกเกินไป อาจจะมีการใช้เครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเครื่องเลียนแบบได้ จึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนตัดสินใจทำด้วย

 

 

อยากรู้ไหมว่า ทำ Ulthera กี่วันเห็นผล?

ปัญหาผิวหน้ามีริ้วรอยและหย่อนคล้อยไปตามกาลเวลานั้น เป็นปัญหาที่หลายคนประสบอยู่ แต่ในยุคนี้ที่มีเทคโนโลยีมากมาย ให้เรากลับมามีผิวเด็กแบบโกงอายุได้ไม่ยาก ด้วยการทำอัลเทอร่าหน้าเด็ก หนึ่งในนวัตกรรมการยกกระชับผิวปรับรูปหน้าด้วยอัลตร้าซาวด์ เพื่อคืนคอลลาเจนให้กับผิว กลับมาเต่งตึงและย้อนวัยได้อีกครั้ง แต่หลายคนคงมีข้อสงสัยว่าการทำ Ulthera นั้นต้องทำกี่วันถึงจะเห็นผล แล้วการทำ Ulthera ช่วยให้หน้าเด็กลงได้จริงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว

การทำ Ulthera คืออะไร

Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดศัลยกรรมและไม่ใช่การทำเลเซอร์ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ที่มีความถี่สูง โดยหลักการทำงานคือ จะปล่อยคลื่นออกมาเป็น dot เล็ก ๆ ที่ผิวหนังในชั้นที่เฉพาะเจาะจงลงไปในผิวชั้นลึก รู้สึกคล้ายมีการเย็บผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงกระชับขึ้น เพราะมีการยิงจุดเล็ก ๆ  และมีระยะห่างเท่า ๆ กัน คือ 1-1.5 มิลลิเมตร เรียงเป็นแนวต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง สามารถทำได้กับทุกสีผิว อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยจาง รู้สึกผิวตึงเหมือนผิวเด็ก ซึ่งประสิทธิภาพและผลการรักษานั้นได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

การรักษาด้วย Ulthera ปลอดภัยหรือไม่

Ulthera เป็นการรักษาที่ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ถึง 50 ปีแล้ว ซึ่งพัฒนาและปรับปรุงมาจากอัลตร้าซาวด์ที่เรารู้จักกันดี โดยมีการใช้ในแพทย์ทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และแพทย์ผิวหนังหลาย ๆ ประเทศ มานานกว่า 12 ปี ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ว่าสามารถยกกระชับตาและใบหน้าได้จริง ทั้งยังมีความปลอดภัยสูงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง จึงมั่นใจได้ในการเข้ารับการรักษา

มีอาการข้างเคียงหลังจากทำ Ulthera หรือไม่

อาการข้างเคียงจากการทำพบได้น้อยมากจนถึงอาจจะไม่พบเลยในบางราย สามารถกลับไปทำงานได้ทันที และใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยที่ไม่ต้องนอนพักฟื้นแต่อย่างใด ในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงหลังทำเพียงเล็กน้อย เช่น ใบหน้าอาจมีอาการบวมหรือแดงสักระยะหนึ่ง ราว ๆ 2-10 วัน และจากนั้นจะทุเลาลงและหายได้เอง

การทำ Ulthera นั้น กี่วันถึงจะเห็นผล

จุดเด่นของการทำ Ulthera คือการ Lifting หรือการยกกระชับผิว ความรู้สึกหลังทำอัลเทอร่าทันทีคือจะรู้สึกร้อนผ่าว ๆ ที่ผิวลึก ๆ เนื่องจากผิวหน้าเราถูกกระตุ้นและยกตัวขึ้นจากการที่ชั้น SMAS หดตัว ผิวที่หย่อนคล้อยดูยกกระชับขึ้นประมาณ 20% และกรอบหน้าชัดขึ้น

– หลังจากทำได้ 3 วัน ผิวจะรู้สึกได้ถึงการกระชับที่มากขึ้น ผิวมีความแน่น เนื้อแก้มที่ห้อยย้อยเริ่มยกตัวขึ้น ผิวดูฟู เด้ง มีความยืดหยุ่น ร่องแก้มและร่องใต้ตาตื้นขึ้นค่อนข้างชัด

– หลังจากทำได้ 7 วัน ผิวหน้าเริ่มยกอย่างชัดเจนขึ้น เนื้อแก้มที่ห้อยตกเริ่มยกกระชับกว่าเดิม กรอบหน้าเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผิวดูมีน้ำมีนวลสดใส

– หลังจากทำได้ 1 เดือน ผิวจะกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างชัดเจน ใบหน้าเริ่มดูอ่อนเยาว์ลงกว่าก่อนทำ

– หลังจากผ่านไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน จะเห็นผลชัดเจนที่สุด เนื่องจากคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นใหม่ จะถูกสร้างออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 เดือน โครงสร้างผิวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ ผิวที่ค่อนข้างเหี่ยวและคล้อยจะดูตึงและกระชับมากขึ้น และคงสภาพอยู่ยาวนานกว่า 1-2 ปี

ซึ่งนอกจากการทำ Ulthera จะทำให้ผิวที่ห้อยย้อยกลับมาเต่งตึงกระชับ กรอบหน้าคมชัดขึ้นแล้วนั้น ยังทำให้ผิวใส มีออร่า และดูอ่อนวัยไปอีกหลายปี ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย สวยจากภายในสู่ภายนอก

การทำ Ulthera ดีจริงไหม?

หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่งการทำ Ulthera นั้น มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มากมายว่าได้ผลดี และการทำ Ulthera ก็เป็นนวัตกรรมยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการทำศัลยกรรมหรือพักฟื้น ส่วนผลลัพธ์ที่ได้นั้น การทำ Ulthera ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้จริง แต่มีปัจจัยที่สำคัญคือ จะต้องทำกับเครื่องมือแท้ที่นำเข้าจากอเมริกา และทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในเครื่องมือเท่านั้น ถึงจะได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี

จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่อง Ulthera ที่ใช้เป็นของแท้หรือของปลอม

เมื่อการจะทำ Ulthera  ให้ได้ผลที่ดีแล้วนั้น จำต้องขึ้นอยู่กับเครื่องที่ใช้ด้วย เพราะ Ulthera เป็นหัตถการที่เป็นที่นิยม ทำให้มีเครื่องปลอมในท้องตลาด ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกันแต่ผลิตมาจากประเทศจีน มีราคาถูกกว่าของแท้มาก แต่เสี่ยงต่ออันตรายและผลลัพธ์ที่ได้ เราสามารถสังเกตคร่าว ๆ ได้ว่าเครื่องแท้นั้นจะต้องเป็นอย่างไร ดังนี้

  1. เครื่องอัลเทอร่าแท้จะมีขนาดประมาณหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ประกอบด้วยตัวเครื่องที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หัวยิง และแฮนพีช
  2. หน้าจอเครื่องจะต้องเป็นแบบ Real Time คือแพทย์สามารถเห็นชั้นผิวของเราได้ขณะที่ทำ
  3. เพื่อผลการรักษาที่ดี ควรจะเป็นเครื่องที่นำเข้าอย่างถูกต้องจากบริษัท Merz Asthetic ที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าเครื่อง Ulthera เพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งเราสามารถเข้าเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อตรวจสอบรายชื่อคลินิกที่ใช้เครื่อง Ulthera แท้ได้โดยตรง
  4. ที่สถานพยาบาลหรือสถานประกอบการ หากมีการใช้เครื่องแท้อย่างถูกต้อง จะต้องมีสัญลักษณ์คริสตัล Ultherapy ใบประกาศ (Certificate of Authenticity) และโล่ ตั้งไว้ยังสถานพยาบาลนั้น ๆ อย่างชัดเจน เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตี

Ulthera มีกี่แบบ

ในความเป็นจริงแล้วนั้น อัลเทอร่ามีเพียงแบบเดียว เพียงแต่ได้มีการอัพเกรดหัวอัลเทอร่าแบบใหม่ให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมถึงทำให้มีอาการเจ็บในขณะทำน้อยลงด้วยนั่นเอง สำหรับชนิดของหัวอัลเทอร่าที่ใช้กันนั้น จะแบ่งตามบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ โดยมี 3 หัวด้วยกันคือ

– หัวขนาด 1.5 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้

– หัวขนาด 3.0 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นไขมัน รอบดวงตา และบริเวณหน้าผาก

– หัวขนาด 4.5 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นกล้ามเนื้อ แก้ม เหนียง และลำคอ

ข้อดีและข้อเสียของการทำ Ulthera

ข้อดีของ Ulthera

  1. สามารถยกกระชับหน้าได้ทุกช่วงอายุ แม้อายุ 45 ปีก็เห็นผล
  2. หลังจากทำแล้ว อยู่ได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการทำ Thermage และ Hifu
  3. เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นพลังงานความร้อนที่สามารถส่งตรงไปยังเนื้อเยื่อบริเวณที่ต้องการแก้ปัญหาได้อย่างเฉพาะเจาะจง จึงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยสูง
  4. นอกจากจะช่วยให้ใบหน้ากลับมากระชับแล้ว ยังช่วยลดจุดด่างดำต่าง ๆ ผิวเรียบเนียนและใสขึ้น ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

ข้อเสียของ Ulthera

  1. ขณะทำการรักษาเพื่อปล่อยคลื่นลงบนผิวนั้น อาจทำให้รู้สึกอุ่นที่ใต้ผิวหนัง และอาจรู้สึกเหมือนมีหนามเล็ก ๆ แทงลงบนผิว แต่แพทย์จะใช้ยาชาทาในบริเวณที่จะรักษาก่อนทำการรักษา เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวได้
  2. ในบางรายอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้บ้าง แต่จะหายเป็นปกติภายใน 1 ชั่วโมง
  3. บางรายอาจพบรอยบวมหรือเขียว แต่สามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน
  4. มีราคาค่อนข้างสูง

การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีการทำ Ulthera นั้น จัดได้ว่าเป็นอีกวิธีที่ปลอดภัยสูง และได้ผลลัพธ์ที่ดี เป็นที่นิยม แต่เทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องมีระยะเวลาของผลลัพธ์ การทำ Ulthera ก็เช่นกัน แม้ว่าจะรู้สึกผิวตึงได้ในทันทีหลังทำ แต่เพื่อผลลัพธ์ที่สูงสุด ก็ต้องใช้เวลาราว ๆ 3-6 เดือน ถึงจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจทำสามารถศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมถึงระยะเวลาในการติดตามผล เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนทำ และเลือกเทคโนโลยีในการแก้ปัญหารูปหน้าหรือผิวหน้าให้ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ให้คุณเปลี่ยนมาเป็นคนใหม่ ที่สวยสดใส หน้าตึงได้ทุกช่วงวัย เหมือนโกงอายุ

 

Thermage ผลข้างเคียง

กล้ามเนื้อมีพังผืดห่อหุ้มกล้ามเนื้อเรียกว่า SMAS เป็นเสมือนเบาะตาข่ายรองอยู่ใต้ชั้นไขมัน ซึ่งยึดติดอยู่กับชั้นผิวหนังอีกที เมื่ออายุมากขึ้นตาข่ายพังผืดนี้จะขาดความแข็งแรง และเริ่มหย่อนคล้อยส่งผลให้ผิวหย่อนยานตามไปด้วย เปรียบเหมือนโครงหลังคาที่ยึดกระเบื้องไว้ เมื่อชำรุดก็ไม่สามารถยึดกระเบื้องไว้ได้เช่นเดียวกับผิว เมื่อ SMAS มีความหย่อนคล้อย เสื่อมสภาพก็ไม่สามารถยึดคอลลาเจนให้มีความตึงกระชับยืดหยุ่นดีไว้ได้

หลายปัจจัยที่ทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อย ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น แสงแดด มลภาวะ เมื่อเวลาผ่านไป คอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นผิว ก็เริ่มลดลงไม่แน่นกระชับดังเดิม ผิวที่เคยกระชับตึงก็จะสูญเสียความยืดหยุ่น ทั้งนี้ เกิดจากคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพ คอลลาเจน คือ โปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวหนังทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกันมีลักษณะเป็นสายยาว โดยมีมากที่สุดที่ผิวหนัง ผิวหนังมีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มากจึงมีแรงสปริงตัวและ ยืดหยุ่นได้ดี เมื่ออายุมากขึ้นเส้นใยของคอลลาเจน จะเสื่อมสภาพลงทำให้แรงสปริงตัวและ ความยืดหยุ่นที่เคยมีในวัยเด็กเสื่อมสลายไปทำให้เกิดความหย่อนคล้อยของผิว

Thermage คือ อะไร

เทคโนโลยีการยกกระชับผิว เครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) นำเข้าจากประเทศอเมริกา ผ่านการรับรองจากทั้งอ.ย. ของประเทศอเมริกา และ อ.ย. ของประเทศไทย เข้าไปทำงานยังชั้นผิวหนัง ใช้กระตุ้นได้ลึกลงตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) จนถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยคลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับกลับมาหดตัว ผิวที่ถูกทำด้วย Thermage จะกลับมามีเกลียวขึงเนื้อเยื่อให้มีความยืดหยุ่นและกระชับได้ดีอีกครั้ง ลดร่องรอยต่างๆ ทำให้รูขุมขนเล็กลง ช่วยยกกระชับผิวหน้า และลดริ้วรอยโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงแลดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก

ความสำคัญของคอลลาเจน

คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนเนื้อเยื่อเส้นใยที่ร่างกายมนุษย์สร้างได้เองตามธรรมชาติ มีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนังที่มีคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส เปล่งปลั่ง เมื่ออายุยังน้อยร่างกายจะผลิตได้มาก แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นในวัยเลข 3 การผลิตคอลลาเจนจะลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรง เรียบเนียน และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้

วิธีการทำงานของ Thermage รักษาผิวภายนอก กระชับภายใน

ขั้นตอนในการส่งผ่านความร้อนอย่างสม่ำเสมอ โดยความร้อนที่มีคุณภาพนี้ ส่งผลทำให้โครงสร้างใต้ชั้นผิวหนังเกิดการกระชับตัวดีขึ้น นอกจากนี้คอลลาเจนจะถูกสร้างเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวของผู้เข้ารับบริการ เกิดความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น มีความนุ่มนวลมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการลดร่องรอยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รูขุมขนมีขนาดเล็กลง โดยใช้เวลาในการทำเพียงแค่ครั้งละ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น การปล่อยพลังงานของ Thermage ความร้อนจะกระจายกว้าง ละเอียด ลงโดนทุกคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ลงถี่รักษาเต็มทุกพื้นที่ ทำให้คอลลาเจนแข็งแรงขึ้นฉับพลัน หดตัว และ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ นิยมใช้ดูแลปัญหาผิวที่คอลลาเจนเสื่อม หรือทำล่วงหน้ากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อชะลอวัยทำให้ผิวหน้าแน่น ใบหน้ากระชับ เซลล์ไขมันตาย ดูหน้าเข้ารูปขึ้น

ข้อดีของการทำ Thermage มีดังนี้

  1. รักษาเพียงครั้งเดียว ซึ่งต่างจากเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3 – 4 ครั้ง
  2. ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีบาดแผล
  3. สามารถทำได้กับทุกสภาพผิว
  4. สะดวก รวดเร็ว
  5. ผิวกระชับขึ้นทันทีหลังการทำ

ใครที่ควรทำ Thermage

  1. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเพื่อการรักาาที่เห็นผลชัดเจน
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหย่อยคล้อย
  3. ผู้ที่มีไขมันส่วนเกิน
  4. ผู้หญิงหลังผ่านการคลอดบุตร และต้องการให้ผิวหน้าท้องกลับมากระชับ
  5. ผู้ที่ประสงคืจะปรับรูปโครงหน้า

บริเวณที่นิยมทำ Thermage

  1. ใบหน้า ลำคอ ได้สัดส่วน ได้หน้าเรียวขึ้น ผิวหน้าดีขึ้น เรียบเนียนขึ้น ตึงขึ้น อ่อนวัย เด็กลง หาแฟนง่ายกว่าเก่า (ล้อเล่น:p)
  2. ตา แก้ปัญหาหนังตาตก ห้อย รอยตีนกาไม่เฟิร์ม รอยทีนกา ริ้วรอยตามวัยที่เราไม่อยากจะมี แก้ปัญหาเปลือกตาที่เริ่มจะไม่ตึง
  3. แขน ท้องแขนที่ไม่เรียบ ห้อย ก็จะเฟิร์ม ดึ๋งดั๋งมากขึ้น
  4. มือ มือที่มีริ้วรอยไม่เรียบ ก็จะตึงขึ้นจนคนเริ่มเดาอายุไม่ถูก
  5. หน้าท้อง หน้าท้องที่หย่อนคล้อย โดยเฉพาะหลังจากการคลอดบุตร ก็กระชับขึ้น
  6. ขา โดยเฉพาะส่วนเขา เรียบเนียน ตึงขึ้น

ความรู้สึกระหว่างการรักษา

ระหว่างการทำ Thermage จะรู้สึกได้ถึงความร้อน อาจรู้สึกไม่สบายตัวบ้าง ความร้อนนั่นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยยกกระชับคอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่เพื่อผลการรักษาสูงสุด หลังจากการรักษาด้วย Thermage จะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบาย

หลังทำ Thermage เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  1. ช่วยยกกระชับใบหน้าและลดเลือนริ้วรอย
  2. กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่
  3. ปรับโครงหน้าให้เข้ารูป และได้สัดส่วน
  4. ทำให้ดูอ่อนกว่าวัย
  5. เพิ่มความแข็งแรงให้ผิวหนัง
  6. ผิวหนังได้รับการฟื้นฟูลงลึกถึงระดับเซลล์ผิว

ผลของการรักษายาวนานแค่ไหน และคุ้มค่าไหม

หลังจากการทำ Thermage บางคนอาจเห็นผลลัพธ์ได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่เด่นชัดที่สุดจะปรากฎให้เห็นหลังจาก 2-3 เดือนที่ได้รับการรักษา ภายใต้ผิวหนังจะยังคงสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง และจะยกกระชับได้ดีเมื่อเข้าสู่เดือนที่ หลังจากนั้นจะคงสภาพไว้ประมาณ 1-2 ปี แต่โดยรวมแล้วผลลัพธ์ของการทำ Thermage นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล

Thermage ที่มาพร้อมกับความเจ็บ 

มีการปรับระดับความอุ่นที่คนไข้ทนไหว ยิ่งร้อนยิ่งดี เป็นสัญญาณว่าใต้ผิวหนังเราตอบสนอง ความร้อนเหล่านี้จะส่งผ่านลึกไปใต้ชั้นผิว เพื่อเสริมสร้างคอลลาเจน โดยที่คุณหมอจะคอยสอบถามวัดระดับร้อนในระดับที่เราสามารถทนไหว การยิงแต่ละครั้ง จะยิงแช่ไว้ 1 วินาที มีจำนวนการยิงตั้งแต่ 300–900 ครั้ง มากกว่าหรือน้อยกว่า ขึ้นกับบริเวณที่จะทำ

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้จากการทำ Thermage

  1. รอยแดงสามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจาก มีการเกิดความร้อนใต้ผิว และจะหายไปเอง
  2. อาการบวม อาจมีรอยนูน หรืออาการบวมเกิดขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง
  3. ผิวไหม้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ ความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ทนได้ ผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความทนของผิวแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

ผลข้างเคียงที่รุนแรง

เพื่อหวังกอบโกยเงินทางลัดด้วยวิธีที่มักง่าย เพราะความเห็นแก่ตัว โดยไม่สนใจถึงผลเสียของผู้ที่เข้าใช้บริการ จึงทำให้เกิดคนที่ฉกฉวยโอกาส ไม่ประสงค์ดีทำ Thermage ปลอมขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่ากำลังเป็นที่นิยมของตลาด ดังนั้นผู้ที่เข้าใช้บริการเอง ก็จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้บริการเป็นอย่างมาก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา รวมทั้งต้องพยายามหมั่นหาความรู้ เป็นเกราะป้องกันตัวเอง เพื่อปกป้องและรู้ข้อมูลเบื้องลึกเกี่ยวกับเครื่อง เทอร์มาจ สามารถแยกแยะได้ว่า ของจริงหรือของปลอมนั้นแต่ต่างกันอย่างไร เป็นเครื่องที่มีมาตราฐานรองรับหรือไม่ มิเช่นนั้นอาจหลงกล จนทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงตามมา

ผลข้างเคียง ของการใช้ Thermage ปลอม

  1. เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก
  2. ผิวหน้าอาจเกิดการอักเสบที่รุนแรง เนื่องจาการรักษาที่ผิดวิธี
  3. เกิดรอยดำที่ชัดเจน จากการที่ผิวหนังไหม้
  4. อาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็น
  5. สภาพผิวหน้าเปลี่ยนไป

การตัดสินใจเลือกสถานที่ทำ thermage

  1. มีใบอนุญาตประกอบการ จากกระทรวงสาธารณสุข
  2. แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม จากสภาวิชาชีพของแพทย์หรือ “แพทยสภา”
  3. แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญในการทำ
  4. แพทย์ต้องมีประสบการณ์
  5. ให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจน สามารถให้ข้อมูลที่สงสัยได้ทุกอย่าง

ไม่ใช่แค่การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมเท่านั้น การปรับรูปหน้าตามองศาความงาม หรือตามทิศทางกล้ามเนื้อที่เหมาะสม จะทำให้โครงหน้าสวยงามได้รูป แพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า จะดีไซน์ให้ลงพลังงานอย่างเหมาะสมในแต่ละจุด เพื่อการปรับรูปหน้ากลับสู่องศาความงามมากที่สุด ทำให้สวยขึ้นในแบบของคุณเอง ดูโดดเด่นขึ้น อีกทั้งการใช้พลังงานที่เหมาะสม ทำให้ลดความเสี่ยงต่างๆ อันอาจจะเกิดจากการใช้เครื่องมือแพทย์ค่ะ ดังนั้นแล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนตัดสินใจ และเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และประสบการณ์

การทำ Thermage มีหลายราคา โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคน หากมีความต้องการณ์ที่จะทำหลายช็อต ก็จะส่งผลให้ราคาสูงขึ้นตามจำนวนช็อตไปด้วย ส่วนราคานั้นเริ่มต้นที่ 30,000 – 100,000 บาท Thermage อาจจะขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพในระยะยาว แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงให้เห็นอยู่บ้าง อาทิ รอยนูนที่อาจก่อให้เกิดแผล รอยแดงที่เกิดจากความร้อน อาการคันจากผดผื่นที่ขึ้นบนใบหน้าหลังจากทำเสร็จ บางครั้งอาจรุนแรงจนถึงขั้นผิวหนังไหม้ เราจึงควรคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนตันสินใจทำ