ฟิลเลอร์ก็หน้าอิ่ม ฉีดไขมันก็ดูเป็นธรรมชาติ เลือกแบบไหนดี วันนี้มีคำตอบ

ปัจจุบันการเติมความอิ่ม เต่งตึงให้กับผิวหน้ามีหลากหลายวิธีมาก ซึ่งการเติมเต็มดังกล่าวจะช่วยให้ผิวหน้าของเราเปล่งปลั่งและดูอ่อนเยาว์ลงได้ การเติมเต็มที่ว่ามานั้นเราสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง วิธีที่นิยมมากในปัจจุบันนี้ก็คือ การฉีดฟิลเลอร์และการฉีดไขมัน แต่ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อเสียต่างกันยังไง เราจะมาบอกท่านผ่านบทความนี้

การฉีดไขมัน

การฉีดไขมันคือ การใช้ไขมันของตัวเองฉีดเข้าไปในส่วนที่ต้องการเติมเต็มบนใบหน้า หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการย้ายเซลล์ไขมันจากส่วนที่เราไม่ต้องการแล้ว ไปเติมเต็มในส่วนที่ขาดแทน และการเติมไขมันนั้นไม่ใช้ทำได้เพียงเพื่อแค่ความสวย แต่สามารถรักษารอยแผลเป็นที่เป็นหลุมเป็นร่องลึกได้ด้วย นอกจากนั้นเซลที่อยู่ในไขมันช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยการฉีดไขมันนั้นจะใช้เวลาในห้องผ่าตัดประมาณ 40 – 60 นาที

การฉีดไขมันมีกี่ประเภท

เราสามารถแบ่งการฉีดไข้มันอออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน

  1. การปลูกถ่ายไขมัน หรือ Autologous Fat graft คือ วิธีที่ต้องดูดไขมันจากช่วงหนึ่งหรือส่วนหนึ่งบนร่างกาย เช่น ต้นขา ท้อง หรือสะโพก มาผ่านการคัดกรองด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ให้เหลือแต่เนื้อเยื่อไขมัน แล้วฉีดกลับเข้าไปใต้ผิวหน้า เรียกได้ว่าเป็นการปลูกถ่ายเนื้อเยื้อก็ว่าได้
  2. การย้ายไขมัน หรือ Cell-Assisted lipotransfer: CAL คือ การย้ายเซลล์ไขมันที่คัดมาจากการดูดไขมันจากบริเวณต่าง ๆ บนร่างกายไม่ว่าจะ หน้าท้อง ต้นขา หรือก้น โดยเซลล์จะต้องอยู่ในสภาพดีแล้วนำมาผสมกับเซลล์ไขมันเพื่อทำให้เซลล์ไขมันคงอยู่ได้นานขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น โดยวิธีการนี้จะนิยมใช้ในการฉีดไขมันเพิ่มหน้าอก

ข้อดีของการฉีดไขมัน

ข้อดีของการฉีดไขมันสามารถสรุปได้ดังนี้  ไขมันที่นำมาฉีดเข้าไปในร่างกายเรานั้น เป็นไขมันของตัวเราเอง จึงไม่มีการต่อต้านจากร่างกายของเรา อีกทั้งไม่มีความอันตรายเพราะไม่ใช่สารเคมีและยังสามารถเติมเท่าไหร่ก็ได้ จึงสามารถเติมได้ทุกส่วนในร่างกายไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หน้าอก หรือสะโพก

ข้อเสียของการฉีดไขมัน

ข้อเสียของการฉีดไขมัน สามารถสรุปได้ดังนี้ เรามีความจำเป็นต้องฉีดเข้าไปบริเวณต่างๆในปริมาณมาก เนื่องจากไขมันเป็นเซลล์จึงตายได้เป็นเรื่องปกติและส่งผลให้มีปริมาณไข้มันในบริเวณที่เราเติมลดลงได้ เรื่องการคงสภาพจะขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วย จะสามารถอยู่ได้นานแค่ไหนหรือยู่ได้ตลอดชีวิตไหมจะขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละท่าน เพราะเมื่อไรที่เราอายุเยอะขึ้นผิวก็จะเหี่ยวลงเป็นธรรมดา ส่งผลให้ไขมันใต้ชั้นผิวลดลงไปด้วย ทำให้ต้องมาเติมซ้ำอยู่บ้าง

การเตรียมตัวก่อนฉีดไขมันเข้าใบหน้า

  • งดยาที่มีผลข้างเคียงละลายลิ่มเลือด (กลุ่มยา Aspirin, Ibuprofen) วิตามินเอ อี ซี สมุนไพร โสม สารสกัดจากใบแปะก๊วย น้ำมันตับปลา 2 อาทิตย์ แจ้งประวัติการแพ้ยา ยาและอาหารเสริมที่รับประทาน รวมถึงโรคประจำตัว และประวัติการผ่าตัดให้แพทย์ทราบ นำยาที่รับประทานประจำมาให้แพทย์ดู
  • งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและระยะการบวมที่นานเกินปกติ
  • ไม่มีความจำเป็นต้องอดอาหาร แต่ไม่ควรให้รับประทานอาหารให้อิ่มเกินไป
  • งดการผ่าตัดในช่วงที่ป่วย เช่น เป็นหวัด มีไข้ หรือ มีอาหารไอจาม
  • อาบน้ำสระผม ชำระร่างกายให้เรียบร้อยเพราะ แผลอาจจะไม่ควรโดนน้ำสักระยะหนึ่ง ควรใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ถอดใส่สะดวก
  • ไม่ควรใช้เครื่องสำอางใดๆ ในบริเวณใบหน้า ที่ยากแก่การเช็ดออกก่อนการผ่าตัด เป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

ขั้นตอนการฉีดไขมันหน้า

ก่อนอื่นจะทำการดูดไขมันส่วนที่ไม่ต้องออกจากร่างกาย เช่น ต้นขา สะโพก เป็นต้น จากนั้นนำมาปั่นแยกสกัดเอาสเต็มเซลล์และเนื้อเยื่อไขมันบางส่วนที่มีคุณภาพสูงและยังมีชีวิตอยู่ โดยส่วนนี้ไม่ใช่ไขมันดีและใช้กระบวนการที่แตกต่างจากการดูดไขมัน เพราะสเต็มเซลล์จะไม่ถูกทำลายผ่านความร้อนเหมือนการดูดสลายไขมัน เมื่อได้ไขมันดังกล่าวแล้วแพทย์จะทำความสะอาดใบหน้า หรือบริเวณที่ต้องการจะฉีด ฆ่าเชื้อที่บริเวณนั้น ๆ และฉีดยาชา นำไขมันคุณภาพที่คัดมาแล้วกลับมาฉีดเข้าไปที่ใบหน้า หรือ บริเวณที่ต้องการ

ฟิลเลอร์คืออะไร

ฟิลเลอร์ (Filler) คือสารเติมเต็ม หรือ สารไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) มีสรรพคุณช่วยทำให้ผิวหน้า มีน้ำมีนวล อวบอิ่มขึ้น ริ้วรอยร่องลึกที่เคยเป็นจะตื้นขึ้น  อีกทั้งฟิลเลอร์บางชนิดที่เลือกใช้ยังช่วยเติมใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยด้วยเวลาอันรวดเร็ว บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ รอบดวงตา ร่องกลางหน้าผาก ร่องลึกริมฝีปาก ซึ่งจะทำให้บริเวณเหล่านี้ตื้นขึ้น หรือใช้แก้ไขปรับแก้รูปหน้าที่ไม่ชอบใจ เช่น เติมริมฝีปากและร่องแก้มให้ดูอวบอิ่ม ปรับแต่งจมูกให้โด่งขึ้น อีกทั้งช่วยฟื้นฟูผิวพรรณให้กลับมากระชับ เพิ่มความอ่อนเยาว์ลงได้

ฟิลเลอร์อันตรายไหม

อย่างที่เราทราบกันดีกว่า ฟิลเลอร์คือสารเคมี ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า แล้วฟิลเลอร์อันตรายต่อร่างกายไหม คำตอบคือ หากเราใช้ฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบของ สารไฮยาลูโรนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) ยังไงก็ไม่อันตรายเพราะ สารดังกล่าวสกัดมาจากน้ำตาลโมเลกุลคู่ซึ่งร่างกายเราสามารถย่อยสลายได้ จึงไม่เป็นอันตรายกับเรา แต่ถ้าเกิดใช่ฟิลเลอร์ปลอมที่มีส่วนผสมของ ซิลิโคนเหลว ก็จะยิ่งอันตรายมาก เพราะไม่สามารถฉีดสลายหรือรอให้สลายตามธรรมชาติได้ ต้องทำการผ่าตัดขูดออกเท่านั้น ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งการขูดออกไม่ได้ง่ายอย่างที่โฆษณา ซึ่งไม่สามารถเอาออกได้หมดอีกด้วย อาจจะมีอาการอักเสบบวมโต สร้างปัญหาขึ้นมาอีกก็ได้

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์

ข้อดีอย่างแรกเลยคือฉีดเสร็จสามารถเดินทางกลับบ้านได้เลย เพราะการฉีดฟิลเลอร์ไม่ต้องวางยาสลบและไม่มีความจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้น ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรการอาหารและยา มีจะมีความปลอดภัย ไม่ทำให้ก่ออาการแพ้ และไม่มีปัญหาเรื่องของสารตกค้างในร่างกาย สามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ ฟิลเลอร์จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัย และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง การฉีดฟิลเลอร์ไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น ฟิลเลอร์สามารถเติมได้เรื่อย ๆ และปรับแต่งได้ ถ้าหากไม่ชอบก็สามารถฉีดสลายออกได้ ฟิลเลอร์ให้ผลที่สวยงามและเป็นธรรมชาติด้วย

ข้อเสียของฟิลเลอร์

ถ้าหากฉีดในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนได้ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก และหน้าอกที่จำเป็นจะต้องฉีดในปริมาณมาก ดังนั้นแพทย์หลาย ๆ ท่านจะแนะนำให้ฉีดไขมันมากกว่า เพราะจะดูสวย เป็นธรรมชาติและไม่จับตัวกันเป็นก้อน นอกจากนั้นต้องให้แพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำหัตถรรการ และต้องดูรีวิวคลินิกและเคสต่าง ๆ ให้มาก เพื่อให้แน่ใจว่าคลินิกนั้นไว้วางใจได้จริง

ระหว่าง ฟิลเลอร์ กับ ไขมัน อันไหนดีกว่ากัน

ฟิลเลอร์ : เป็นสารสังเคราะห์ที่เติมได้ทันทีแต่ไม่ได้มาจากตัวเรา ผิวจึงอาจจะไม่ได้สดใสเป็นธรรมชาติมากนัก ในบางกรณีหากฉีดไม่ดีอาจจะทำให้ผิวหนังด้านบนจะเป็นคลื่น ๆ หรือสัมผัสได้ถึงความเป็นก้อนไม่นิ่มเหมือนเนื้อหนังของเราจริง ๆ

ไขมัน : ฉีดแล้วจะทำให้ผิวสวย หน้าดูเนียน ฉ่ำวาวมากกว่าการเติมฟิลเลอร์ ผิวด้านบนใบหน้าจะดูเรียบเนียนมากกว่า

ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าฟิลเลอร์ และการฉีดไขมัน มีข้อดีข้อเสียต่างกันออกไป  การเลือกฟิลเลอร์และการฉีดไขมันก็ขึ้นอยู่กับความระดับความเป็นธรรมชาติในบริเวณที่เราต้องการ ฟิลเลอร์จะเหมาะกับบริเวณเล็ก ๆ เช่น คาง ร่อมแก้ม หว่างคิ้ว และปากเป็นต้น แต่การฉีดไขมันจะเน้นบริเวณที่ใหญ่กว่าและต้องการผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ เช่น หน้าอก และสะโพก เป็นต้น แต่สิ่งที่เหมือนกันทั้งสองอย่างคือ เราควรต้องศึกษาแพทย์และคลินิกที่เราต้องการจะไปทำให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

หน้าสวย เรียวได้ ด้วยฟิลเลอร์คาง

หลายคนคงมีปัญหาเรื่องหน้าที่ไม่ได้รูป รู้สึกคางสั้นไป ถ่ายรูปออกมาแล้วดูหน้าอ้วน ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ไม่อยากออกกล้อง ทั้ง ๆ ที่อุส่าแบกชุดสวยกับกล้องตัวใหม่ไปเที่ยวด้วยทั้งที อีกหลายคนอาจจะรู้สึกว่า ถ้าอยากทำคางให้ยาวกว่านี้คงหนีไม่พ้นการศัลยกรรมเป็นแน่ อยากจะทุบหน้าแต่ก็กลัวเจ็บ ไหนจะค่าใช้จ่ายแพง ๆ หรือจะต้องบินไปทำสวยถึงเกาหลีก็คงจะไม่ไหว วันนี้เรามีทางออกให้คุณแล้วค่ะ คิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยิน การทำฟิลเลอร์คางมาบ้าง แต่วันนี้เราจะให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับ การฉีดฟิลเลอร์คางให้ดีมากกว่าขึ้นกว่าเดิมจากบทความนี้ค่ะ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ?

ฟิลเลอร์คือสารสกัดจากธรรมชาติประเภท Hyaluronic Acid (ไฮยาลูรอนิค แอซิด) มีฤทธิ์เป็นสารเติมเต็ม สามารถฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูสมมาตรหรือเรียกว่า V shape (วี-เชป) ได้ นอกจากนั้นจาก Hyaluronic Acid ยังช่วยให้ผิวเต่งตึง ยกกระชับผิว ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงได้อีกด้วย หากเราฉีดด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและคุณหมอที่เชี่ยวชาญ การฉีดฟิลเลอร์คางของเราก็จะไม่น่ากลัวเลย อีกทั้งยังได้ผลลัพธ์ดีไม่แพ้การผ่าตัดศัลยกรรมอีกด้วย การฉีดฟิลเลอร์ยังใช้เวลารวดเร็ว ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงเท่านั้น และไม่มีความจำเป็นที่ต้องพักฟื้นทีโรงพยาบาลอีกด้วย ฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้นานถึง 1 – 2 ปีขึ้นอยู่กับคุณภาพของยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เราใช้ ฟิลเลอร์ที่สลายไปแล้วจะไม่มีสารตกค้างอยู่ในร่างกาย และยังสามารถฉีดเพิ่มเติมได้เรื่อย ๆ แต่แนะนำให้ทำภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการ

ฉีดฟิลเลอร์คางที่ไหนดี

สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรกับใบหน้าเราคือ การศึกษาเลือกสถานที่และแพทย์ที่จะทำว่ามีความชำนาญแค่ไหนและคลินิกได้มาตราฐานหรือไม่ โดยสังเกตได้จากลักษณะต่อไปนี้

  1. เลือกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในงานหัตถกรรมด้านนี้ เพราะการทำศัลยกรรมคืองานหัตถกรรมที่ละเอียดอ่อน ถ้าผิดพลาดไปเราอาจจะไม่กล้าโชว์หน้าสวย ๆ  อีกก็เป็นได้ ดังนั้นการเลือกแพทย์ที่มีความถนัดเฉพาะด้านจึงสำคัญมาก เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามได้รูปเป็นธรรมชาติ

  1. เลือกคลินิกที่มีชื่อเสียง

คลินิกที่เลือกจำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข และควรศึกษาผ่านเว็ปไซต์ช่องทางต่าง ๆ  ศึกษาว่าคลินิกมีกรณีหรือเคสที่มีปัญหาหรือไม่ และในแต่ละเคสคลินิกมีการแก้ปัญหาอย่างไร หาภาพเปรียบเทียบผลงานก่อนและหลังทำหัตถกรรมของคลินิกนั้น ๆ

  1. หมั่นดูรีวิวและสอบถามผู้มีประสบการณ์มาก่อน

การสอบถามผู้ที่มีประสอบการการฉีดคางมาก่อนนั้น ถือว่าช่วยได้มากเพราะจำทำให้เรารู้ว่าจุดไหนที่ควรระวัง แพทย์และคลินิกไหนมีชื่อเสียง สามารถไปตามได้ไหม เพราะการที่เคยมีคนไปก่อนแล้วจะทำให้เรามั่นใจและเชื่อมั่นในคลินิกนั้นได้มากขึ้น อีกทั้งเราสามารถดูงานจากใบหน้าผู้ที่เราสอบถามได้กับตา ยิ่งถ้าเป็นคนสนิทเราก็ควรจะลองสัมผัสว่าเนื้อฟิลเลอร์ที่ถูกฉีดเข้ามาบนใบหน้าเรานั้นเป็นแบบที่เราต้องการหรือไม่ และคนสนิทจะสามารถพูดถึงข้อดีและข้อเสียได้แบบจริงใจด้วย

ข้อดีข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น การทำฟิลเลอร์ก็เช่นกัน

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์คาง

  • การฉีดฟิลเลอร์คางเหมาะกับคนที่ต้องการใบหน้าที่เรียวสวยแบบเร่งด่วน เพราะใช้เวลาไม่นาน แต่ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว พอฉีดเสร็จก็จะได้ใบหน้าเรียวยาว สวยทันที อาจจะมีรอยเข็มใต้คางเล็กน้อยแต่ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ก็จะหายไปแล้ว
  • ไม่ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล เพราะจะใช้เพียงแค่เข็มฉีดเข้าไปใต้คางเท่านั้น ไม่มีการเปิดแผลหรือการลงมีดบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเราไม่ต้องนอนพักหรือนอนเตรียมตัวที่โรงพยาบาลเลย ฉีดเสร็จเดินกลับบ้านพร้อมคางใหม่ไฉไลกว่าเดิม
  • สามารถปรับแก้ฟิลเลอร์คางได้ตลอดเวลา เพราะหากเยอะเกินไปจะมีสารสลายฟิลเลอร์ ฉีดลงไปเพื่อย่อยสลายบางส่วนออกได้ทันที หากน้อยเกินไปก็เดิมได้ตลอดเวลา
  • การฉีดฟิลเลอร์จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดเสริมคาง หากให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีเทคนิคดีๆ ก็จะได้คางที่ธรรมชาติมากๆ และควรใช้ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานร่วมกันด้วย เพราะฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานจะไม่ทำให้ค้างย้อย หรือ ไหลจนผิดรูป
  • ฟิลเลอร์สามารถย่อยสลายได้แต่ไม่ทำให้เนื้อคางผิดรูปหรือหนังคางยืดย้วยห้อยลงมาแต่อย่างใด และเมื่อฟิลเลอร์หมดไปแล้วก็สามารถฉีดใหม่ได้

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์คาง

  • ฟิลเลอร์มีอายุเพียง 1 – 2 ปี เท่านั้น ทำให้ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลามาเติมบ่อยๆ
  • หากฉีดโดยแพทย์ที่ไม่เชียวชาญ อาจจะมีผลให้คางผิดรูปได้เพราะถ้าฉีดไปโดนกล้ามเนื้อที่สำคัญ จะทำให้ฟิลเลอร์เกาะกันเป็นก้อนได้ และถ้าฉีดไม่ลึกพอ ฟิลเลอร์ก็จะถูกกล้ามเนื้อดึงมารวมกันทำให้เวลาพูดหรือยิ้ม เห็นฟิลเลอร์เป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ วิธีแก้คือต้องฉีดเข้าไปสลายฟิลเลอร์ที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้นก่อน แล้วค่อยฉีดฟิลเลอร์ใหม่ แต่หากยังไม่ได้ผลอีกก็จำเป็นต้องฉีดโบท็อกเข้าที่กล้ามเนื้อเพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อมาดึงฟิลเลอร์และจับกันเป็นก้อนอีก

การเลือกฟิลเลอร์แท้ทำอย่างไร

การศึกษาและรู้จักฟิลเลอร์แท้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลเสียของฟิลเลอร์ปลอมย่อมมีมากไม่แพ้ข้อดีของฟิลเลอร์แน่นอน ฟิลเลอร์ปลอมจะย่อยสลายเร็วอยู่ได้ไม่นานก็จะหายไป นอกจากนั้นยังย้อย เป็นก้อนแข็งด้วย ของปลอมที่เราพอเจอบ่อยๆคือ ของที่ลักลอบนำเข้าไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน เราจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องศึกษาการดูฟิลเลอร์ของแท้ ยี่ห้อฟิลเลอร์แท้ที่พบเจอได้บ่อย ได้แก่ Perfectha subskin, Juvederm UltraPlusXC, Juvedrem Voluma, Juvedrem Vobella, Restylane และ Restylane Perlane Lyft เป็นต้น หากพบเห็นว่าเป็นชื่อเหล่านี้มั่นใจได้เลยว่าเป็นของแท้แน่นอน

วิธีการดูฟิลเลอร์ของแท้

  • มีป้ายภาษาไทยหรือมีเอกสารกำกับภาษาไทยอยู่ในกล่อง
  • มีเลข Lot ที่กล่อง, ซอง, สติกเกอร์, หลอดเป็นเลขเดียวกัน
  • กล่องไม่ถูกเปิดใช้งานมาก่อนและมีสติกเกอร์ซีลปิดบริเวณปากกล่อง
  • โดยที่เราสามารถโทรไปสอบถามเลข Lot ได้กับบริษัทที่ผลิตหรือนำเข้า

การดูแลตัวเองหลังฉีดคาง

การดูแลตัวเองหลังจากฉีดคางเป็นอีกหนึ่งเรืองที่สำคัญ จริง ๆ แล้วจะใช้เวลาที่ฟิลเลอร์เซตตัวไม่นาน ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ก็สามารถใช้ชีวิตแบบไม่ต้องระวังได้แล้ว

  1. พยายามหลีกลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวกับความร้อน เช่น การเข้าซาวน่า การไดร์ผม หรือการทำอาหารหน้าเตาร้อน ๆ เป็นต้น เพราะกิจกรรมเหล่านั้นส่งผลให้ผิวมีการหดและขยายตัว มีผลกับการจัดรูปของฟิลเลอร์ได้
  2. งดการออกกำลังกายประมาณ 48 ชั่วโมง การออกกำลังการทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง นอกจากนั้นยังทำให้ร่างกายเสียน้ำ ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื่น และการเคลื่อนไวที่รุนแรงอาจทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปด้วย
  3. ควรระวังท่าในการนอน โดยเฉพาะการนอนคว่ำหน้าเพราะคางอาจจะไปเคยกับหมอนทำให้คางเสียรูปได้
  4. หลีกเลี่ยงการสวมหมวกกันน็อคที่รัดแน่น เพราะจะทำให้คางเสียรูป
  5. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือการสัมผัสใบหน้า เพราะจังหวะที่เราจับหน้าเราอาจจะกะน้ำหนักมือไม่ดี และทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะช่วยให้หลาย ๆ ท่านตัดสินใจในการฉีดฟิลเลอร์คางได้ไม่มากก็น้อย การฉีดฟิลเลอร์ไม่มีความเสี่ยงเพียงแต่ต้องหาข้อมูลเยอะ ๆ อ่านรีวิวและสอบถามจากผู้มีประสบการณ์ พกความกล้าเดินเข้าคลินิกและออกมาพร้อมกับใบหน้าเรียวยาว อย่างเป็นธรรมชาติได้เลย

 

 

 

หลังฉีดฟิลเลอร์ เราควรทำตัวอย่างไร ?

อายุอาจจะเป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่คงไม่มีใครอยากให้ใบหน้าของตัวเองบอกอายุที่แท้จริงเช่นกัน ในปัจจุบันการยกกระชับใบหน้ามีด้วยกันหลากหลายรูปแบบ การฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในวิธีกำลังเป็นที่นิยม เพราะใช้เวลาน้อยและเห็นผลได้ชัดเจน หลายคนอาจจะยังกังวลว่าไปฉีดมาแล้วเราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรหลังฉีด มีกิจกรรมใดบ้างที่เราควรหรือไม่ควรทำ มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ค่ะ

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร

ฟิลเลอร์คือ สารที่ช่วยเติมเต็ม ชื่อทางการแพทย์คือ  Hyaluronic acid หรือ HA ซึ่งสกัดได้จากธรรมชาติมีความปลอดภัยสูง ใช้ฉีดใต้ผิวหนังหรือในชั้นผิวหนัง มีสรรพคุณช่วยให้ในหน้าเต่งตึง ร่องลึกและริ้วรอยตื้นขึ้น มีน้ำมีนวลมากขึ้น นอกจากนั้น ฟิลเลอร์บางชนิดยังมีใยคอลลาเจนเมื่อฉีดเข้าไปในผิวหนังจะทำให้ดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์แบบเป็นธรรมชาติขึ้นด้วย

การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์คือ การใช้สารเติมเต็มฉีดเข้าไปในบริเวณต่างๆบนใบหน้า เพื่อทำให้ร่องลึก ริ้วรอยตามจุดต่าง ๆ บริเวณใบหน้าดูเต็มและอิ่มเป็นธรรมชาติ  บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ส่วนมากคือ หน้าฝาก รอบดวงตา ร่องลึกริมฝีปาก นอกจากนั้นยังช่วยปรับแต่งรูปหน้า เช่น เติมร่องแก้มให้ดูอวบอิ่ม และปรับรูปริมฝีปากให้เต็มขึ้น ปรับรูปจมูกให้โด่งขึ้น และช่วยเรื่องการกระชับฟื้นฟูผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง อิ่มน้ำได้เช่นกัน

วิธีการฉีดฟิลเลอร์

ก่อนทำการฉีดฟิลเลอร์แพทย์อาจมีการทายาชาบริเวณนั้น ๆ ประมาณ 30 นาทีก่อนฉีด หลังจากทำการฉีดสารฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณหน้าแล้วจำมีการนวด คลึงขึ้นรูปในบริเวณที่ทำการรักษา จึงจะทำหลังการฉีดให้ผิวหนังบริเวณนั้นจะมีอาการแดงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายในเวลา 2 – 3 วัน

การดูแลตนเองหลังฉีดฟิลเลอร์

สามารถแบ่งออกได้เป็น 10 ข้อหลัก ๆ ด้วยกัน

  1. หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด

หลายท่านที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์มาอาจจะเจอกับปัญหาอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีดไป อยากให้ทุกท่านอย่าพึ่งตกใจเพราะอาการบวมแดงที่ท่านเห็นนั้น เป็นผลข้างเคียงของการคลึงหรือกดเพื่อจัดรูป และรอยเข็มฉีดเข้าผัวหนังในระหว่างการฉีดฟิลเลอร์ ปล่อยทิ้งไว้อาการบวมแดงเหล่านั้นจะหายไปได้เองภายใน 3 – 4 วัน แต่หากยังไม่หายควรรีบไปปรึกษาแพทย์

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์มา

เพราะการสัมผัสบริเวณดังกล่าวอาจจะทำให้ใบหน้าเสียรูปได้ การสัมผัสนี้รวมไปถึง การนวด กด ปั้น ด้วย นอกจากนั้นต้องเลี่ยงการเท้าคางหรือสวมหมวกนิรภัยที่แน่ๆเป็นเวลา 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบบางชนิด

แน่นอนว่าหลังการฉีดฟิลเลอร์จะต้องมีอาการปวด แต่ก่อนจะทานยาแก้ปวด ขอให้พลิกกลับไปอ่านฉลากยาสักนิดว่ายาที่ทำกำลังจะทาน มีส่วนผสมของแอสไพริน หรือ ไอบูโรเพน อยู่หรือไม่ เพราะยาที่มีส่วนผสมดังกล่าว จะทำให้เลือดหยุดไหลช้า ถ้าไม่แน่ใจแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หากมีประวัติกาแพ้ยาควรแจ้งแพทย์ให้ทราบล่วงหน้าเช่นกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรงดการใช้ยาดังกล่าวเป็นเวลา 1 อาทิตย์

  1. หลีกเลี่ยงวิตามิน หรือ อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้

วิตามินที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ ได้แก่ วิตามินอี กิงโกะหรือสารสกัดจากแปะก๊วย โสม น้ำมันพริมโรส และกระเทียม ทั้งก่อนและหลังการฉีดฟิลเลอร์ ไม่ได้มีผลร้ายกับสารฟิลเลอร์แต่อย่างใด แต่สารเหล่านั้นทำให้คนไข้เสี่ยงกับสภาวะช้ำง่ายกว่าปกติ นอกจากนั้นสารสกัดการผลไม้เช่น Retinoids BHA และ AHA ก็อาจะทำให้เกิดความระคายเคืองกับผิวได้เช่นกัน จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นการชั่วคราวไปก่อน

  1. ห้ามนอนราบหลังฉีดฟิลเลอร์

เพราะการนอนราบหลังฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปได้ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง นอกจากนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหน้าใน 2 สัปดาห์แรกเช่นกัน เพราะคางอาจจะไปเกยหมอน เกิดการกดทับทรงคางได้ แต่ไม่มีข้อห้ามสำหรับการนอนตะแคง แต่ทั้งนี้หลังจากฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ควรจะระมัดระวังเรื่องการนอนสัปดาห์แรกเป็นอย่างมาก

  1. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

สารที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์เป็นสารที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี ดังนั้นการดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้ฟิลเลอร์อุ้มน้ำและดูเป็นธรรมชาติ แพทย์จึงแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 – 10 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อผลลัพธ์ที่คงทนและสวยงามดูเป็นธรรมชาติ

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อน และแสงแดด

หลังทำฟิลเลอร์ 48 ชั่วโมงแรกแพทย์จะแนะนำว่า ไม่ควรอยูใกล้กับบริเวรหรือกิจกรรมที่มีความร้อนสูง เช่น การทำเลเซอร์ การใช้ไดร์เป่าผม ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น การอยู่หน้าเตาหมูปิ้ง เตากระทะ และเข้าซาวน่า เป็นต้น เพราะความร้อนสูงๆจะทำให้ ผิวมีการกดและขยายตัว ทำให้ส่งผลต่อการจัดรูปของฟิลเลอร์ได้ นอกจากนั้นความร้อนจะทำให้ผิวบริเวณที่โดนเข็มทิ่มมาหลาย ๆ รูบนใบหน้าระคายเคืองและเกิดรอยแดงได้ และห้ามลืมทาครีมกันแดดทุก ๆ วันหลังฉีดฟิลเลอร์ด้วย

  1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรเลี่ยงหลังการฉีดฟิลเลอร์คือ การออกกำลัง เพราะเวลาที่เราออกกำลังกาย มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง เช่น ยกดัมเบลโดนหน้า ลื่นล้มจากเครื่องวิ่งหน้าฟาดพื้น เป็นต้น และการออกกำลังกายจะทำให้ผิวหนังสูญเสียน้ำ ส่งผลให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นอีกด้วย การเคลื่อนไหวที่รุนแรงอาจทำให้สารฟิลเลอร์เสียรูปด้วยเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการดังกล่าวเราจึงควรหลีกเลี่ยง การออกกำลังกายอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพราะเป็นเวลาเซตตัวของฟิลเลอร์

  1. หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าและครีมบำรุงหลังฉีดฟิลเลอร์

เนื่องจากการแต่งหน้าและลงครีมบำรุงเราจำเป็นต้องใช้มือในการสัมผัสบริเวณใบหน้าซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จำสัมผัสไปโดนบริเวณที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์มา รวมถึงถ้าเรากะน้ำหนักมือไม่ดี อาจจะทำให้สัมผัสไปโดนฟิลเลอร์ทำให้เสียรูประหว่างการเซตตัวได้ ดังนั้นควรเลี่ยงการแต่งหน้าและทาครีมอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

  1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

ไม่ใช่เพราะแอลกอฮอล์มีผลโดยตรงต่อสารฟิลเลอร์ แต่แอลกอฮอล์ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดีและทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ใบหน้าของคนไข้บางท่านรู้สึกตึง ๆ บวม ๆ ทำให้เกิดความกังวลว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดไปมีอาการอักเสบหรือไม่ นอกจากนั้นเมื่อดื่มแอลกอฮอล์แล้วอาจทำให้ท่านขาดสติในการคุมตัวเองและเผลอไปสัมผัสเอามือไปกดทับ หรือเท้าคาง บริเวณที่พึ่งฉีดฟิลเลอร์ไปได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์อย่างต่ำ 3 – 7 วัน การสูบบุหรี่ก็เช่นกัน อาจจะส่งผลให้ปากที่ถูกจัดมาอย่างประณีตเสียรูปได้รวมถึงการจูบ เช่นกัน ดังนั้นควรงดกิจกรรมดังกล่าว เป็นเวลาอย่างน้อย 2 – 3 วัน

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์

ปัจจุบันมีสารหลายตัวที่มีลักษณะคล้ายฟิลเลอร์ โดยยี่ห้อที่เราพบเห็นและนำเข้าอย่างแพร่ในประเทศไทย ยกตัวอย่างได้ดังนี้ Restylane, Juvederm, Belotero, Perfectha และ Neuramis ดังนั้นก่อนที่เราจะเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ที่ใดก็ตาม ควรศึกษายี่ห้อที่ทางคลินิกเหล่านั้นนำมาใช้ก่อนเพื่อลดความเสี่ยงการใช้ฟิลเลอร์ปลอมที่ไม่ถูกรับรองตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา อีกหนึ่งข้อควรระวังคือ ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์กับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และผู้มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก

วิธีการตรวจสอบฟิลเลอร์ว่าเป็นของจริงหรือไม่

ฟิลเลอร์ทุกกล่องทุกยี่ห้อจะมีเลข Lot Serial No. อยู่ ซึ่งเลขดังกล่าวจะต้องตรงกันทั้ง หน้ากล่อง ในกล่อง และตัวเข็ม โดยสามารถเช็คเลข Lot Serial No. กับบริษัทที่นำเข้าและทำการผลิตได้ ปกติแล้วแพทย์จะต้องแกะกล่องต่อหน้าคนไข้ เพื่อให้คนไข้สามารถตรวจสอบด้วยตัวเอง

การปฏิบัติตัวหลังจากฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องยากเลย เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของทุก ๆ ท่านอย่างแน่นอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม เป็นธรรมชาติ และความอ่อนวัยที่กลับมา หากท่านยังไม่มั่นใจในช่วงพักฟื้นก็สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ริ้วรอยและความหย่อนคล้อยบนใบหน้าเป็นเรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ให้ฟิลเลอร์ช่วยคุณกันเถอะ

 

HIFU เห็นผลในกี่เดือน

ก่อนจะไปสู่คำตอบของคำถามนี้ สาว ๆ ทุกคน คงรู้จักเทคโนโลยีความงามนี้กันอย่างดี เพราะมาแรงมาก ในช่วงหลัง ซึ่ง Hifu ก็คือเครื่องมือที่สามารถยกกระชับใบหน้าของคุณให้ไม่หย่อยคล้อย ลดริ้วรอยต่าง ๆ และ คืนความใสสู่ใบหน้าของคุณให้อ่อนเยาว์อีกครั้งโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่เราอยากให้คุณสำรวจตัวเองอีกครั้งก่อนทำ ว่าคุณอายุอยู่ในเกณฑ์การเข้าการรักษาไหม และมีบริเวณใดบ้างที่อยากรักษเป็นพิเศษ เพราะเทคโนโลยี HIFU มีโปรแกรมการรักษาที่สอดรับทุกการต้องการของสาว ๆ เลยทีเดียวล่ะ

HIFU คืออะไร

เทคโนโลยี HIFU มีชื่อย่อมาจากคำว่า High Intensity Focused Ultrasound หรือ ว่าง่าย ๆ ก็คือการส่งคลื่นความถี่เสียง ลงสู่ชั้นผิวหนังแบบเฉพาะจุด เพื่อกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมีในชั้นผิวหนัง ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง โดยเครื่องมือ HIFU จะทำให้เกิดความร้อนในความลึกของแต่ละชั้นผิว กระตุ้นให้เกิด Collagen โดยพลังงานความถี่เสียงที่ส่งลงไปอย่างสม่ำเสมอ เสมือนกับการเย็บผิวชั้นนั้นให้หดตัว กระชับ และ ยกตัวขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยและลดริ้วรอย จากโครงสร้างภายในชั้นผิวอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่อย่างใด และ นี่อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญหัวข้อแรก ๆ ที่ครองใจบรรดาสาวน้อยใหญ่เทคะแนนให้ เพราะนอกจาก “ความสวย รอไม่ได้” แล้ว แต่ขอไม่เจ็บด้วย ยิ่งดีเลย

HIFU เหมาะกับใครบ้าง และใช้เวลาเห็นผลนานแค่ไหน

เทคโนโลยีดังกล่าว เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อย ซึ่งมีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และ มีปัญหาหนังตาตก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ยกใบหน้ากระชับ ยกแนวคิ้วขึ้น ลดเลือนริ้วรอย ลดเหนียวใต้คาง โดย เนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จะเห็นผลชัดเจน และ ผิวเรียบเนียนตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไปขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้และการดูแลตนเองให้ดี ตั้งแต่ก่อนทำและหลังทำ และเมื่อเห็นผลลัพธ์แล้ว จะคงสภาพผิวได้อยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปีเลยทีเดียว

สามารถทำโปรแกรม HIFU ได้บริเวณใดของร่างกายบ้าง

เทคโนโลยีชิ้นนี้เป็นเครื่องมือที่สามารถส่งคลื่นสู่ชั้นผิวได้เฉพาะจุดเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว หรืออาจกล่าวได้ว่า สามารถทำให้ทุก ๆ บริเวณทั่วร่างกาย (ยกเว้นส่วนของข้อต่อ เนื่องจากเป็นส่วนที่ยาก ต่อการคงสภาพ และใช้งานหนัก) ซึ่งบริเวณที่ได้รับความนิยม จะเป็นบริเวณที่เมื่อทำแล้วจะเห็นผลชัดเจน ได้แก่ บริเวณใบหน้า – หน้าผาก , เปลือกตาบน , ใต้ตา , กรอบหน้า , พวงแก้ม , ร่องแก้ม , ร่องมุมปาก , เหนียง และ คอ
บริเวณร่างกาย – หน้าท้อง , เอว , สะโพก , ต้นแขน และ ต้นขา

ควรเลือกทำ HIFU ที่ไหน และวิธีการเลือกโปรแกรมบริการและจำนวนช๊อต

ผู้ที่สนใจใช้บริการ HIFU จะต้องศึกษาข้อมูลในคลินิกต่าง ๆ ให้มาก เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ ทั้งในด้านราคา คุณภาพ และ การบริการ โดยขั้นตอนในการตัดสินใจ มี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

  1. ยี่ห้อเครื่อง HIFU จะได้ผลดี เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนและอยู่ได้นานนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องที่ใช้เป็นหลัก เพราะถ้าเครื่องยิงความถี่เกรดต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ บางช๊อตแรงมาก บางช๊อตเบามาก ทำให้คุณหมอไม่กล้าใช้พลังงานสูงจนเกินไป เพราะช๊อตที่แรงมาก อาจจะทำให้ผิวไหม้ได้เลย, การทำงานที่ไม่ Focus เฉพาะจุด บางจุดร้อน บางจุดไม่ร้อน ทำให้เห็นผลลัพธ์น้อยลง, อีกทั้งถ้าเครื่องคุณภาพต่ำ รอบการประมวลผลจะช้าใช้เวลายิงนานขึ้น แต่ผลลัพธ์เท่าเดิม
  2. ราคาการให้บริการ จากแพ็คเกจการให้บริการหลากหลายที่จะเห็นได้ว่ามีราคาที่แตกต่างกันออกไป ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากยี่ห้อเครื่องยิง ว่าเป็นเกรดใด โดยเฉพาะกรณีไม่จำกัดจำนวนช๊อต ก็ต้องถามเงื่อนไขให้ดี เพราะทุกการให้บริการย่อมมีต้นทุนหัวยิงและเปลี่ยนหัวเมื่อจำนวนช็อตหมด
  3. แพทย์ผู้ทำ ในข้อนี้ส่งผลไม่มากนัก เพราะการทำ HIFU มีรูปแบบการยิงที่ชัดเจน ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อน แต่ก็อาจจะมีบางบริเวณที่อาจจะพิถีพิถัน อาทิ ถุงใต้ตา หนังตาตก หรือยกมุมแก้ม แต่ก็นับได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการโบท๊อก หรือร้อยไหมมากนัก
  4. การดูแลหลังการรักษา ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะคนไข้ส่วนใหญ่มีความคาดหวัง จากการบริการที่เกินจริง ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นดังใจหวัง ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษา เนื่องจากบางคลินิกมีการโฆษณาชวนเชื่อ และภาพตัดต่อที่เกินจริง อีกทั้งคนไข้ไม่ได้คุยกับหมอโดยตรง แต่คุยผ่านเซลล์ที่ให้คำแนะนำเท่านั้น จึงอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ให้การรักษา และคนไข้ หากเป็นคลินิกที่มีความรับผิดชอบ ย่อมสามารถแก้ไขให้คนไข้พึงพอใจได้ โดยสามารถดูได้จาก รีวิวตามสื่อต่าง ๆ ที่เป็นกลาง

HIFU กี่ช็อตเห็นผล และวิธีการเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

  • HIFU เห็นผลในกี่ช็อต เป็นคำถามที่หลากคนตั้งไว้ในใจ เพราะนับว่าเป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง ในการตัดสินใจเลือกการให้บริการด้วย เพราะการเลือกจำนวนช็อตที่มากไปก็ส่งผลเสียได้รูปทรงที่ผิดรูป หรือเลือกจำนวนช็อตที่น้อยไปก็ไม่เห็นผลเช่นกัน จึงต้องปรึกษาคุณหมอให้ดีก่อน เพราะคนไข้แต่ละท่านแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพผิวที่หย่อนคล้อย ปริมาณไขมันบนใบหน้า และความคาดหวังที่ต้องการได้ หากได้รับการประเมินก่อนการรักษา จะได้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • HIFU เจ็บไหม เราจะเห็นโฆษณาต่าง ๆ ว่าการทำ HIFU เห็นผลทันทีและไม่เจ็บ ซึ่งเป็นความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะการทำ HIFU ให้มีประสิทธิภาพจริง ๆ จะส่งผลให้ผิวมีความตึง ๆ รู้สึกปวดเล็กน้อยบริเวณผิวที่ทำการยิง แต่หากเป็นแพคเกจที่มีความเข้มข้นสูง ส่งผลลัพธ์ยาวนาน ก็จะต้องขอบอกว่าเจ็บเลยทีเดียวล่ะ แต่ก็ถือว่าเบากว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ มากแล้ว
  • HIFU อยู่ได้กี่เดือน โดยส่วนใหญ่แล้วหลังทำจะเห็นผลทันทีราว ๆ 20%  ชั้นผิวจะหดตัวจากความร้อนที่ FOCUS ลงใต้ผิว 60-70 องศา โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน และ ผลลัพธ์จะเห็นชัดเจนขึ้นภายใน 2-3 เดือน และจะคงสภาพนั้น 5 ถึง 6 เดือน หรือ บางโปรแกรมส่งผลลัพธ์ชัดและคงสภาพได้นานถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องแลกมากับจำนวนช็อตที่มากและการเจ็บที่มากกว่า

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ

เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนในชั้นผิว ผู้ที่ต้องการเข้ารับโปรแกรม HIFU นั้น จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้สมบูรณ์พร้อม ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดการสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ควร 5 หมู่ เนื่องการกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้ระบบต่าง ๆ ทั้งระบบย่อย ระบบการหมุนเวียนเลือด ทำงานได้อย่างครบวงจร และจะเอื้อต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

วิธีการดูแลตัวเองหลังทำ

  • ควรใช้ครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้ยาวนาน
  • ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • หากมีอาการเมื่อยล้า หรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ไม่ควรถู หรือ นวดหน้าแรง ๆ
  • ไม่สูบบุหรี่ เพราะมีผลต่อการทำงานของปอด ที่รับหน้าที่สูบฉีดระบบไหลเวียนเลือด
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว

ข้อควรระวัง

แม้ได้รับการยอมรับว่าเทคโนโลยี HIFU มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเสมอ เพราะสภาพผิวของแต่ละคนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จึงจะต้องได้รับความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ให้บริการที่ได้มาตรฐาน จึงจะได้ผลลัพธ์ที่เกมาะสมกับคนไข้แต่ละคนมากที่สุด การที่มีอาการปวดตึงเล็กน้อย หลังทำ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการมุมปากตก ยกคิ้วลำบาก ให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำโดยทันที

 

 

 

HIFU ดีอย่างไร ทำแล้วกี่วันเห็นผล

อยากมีใบหน้าที่เด็ก แต่ไม่อยากเจ็บตัว หลายคนจึงเลือกนวัตกรรมใหม่อย่าง HIFU (ไฮฟู) เพราะเป็นการยกกระชับหน้าแบบที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้คลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นอันตราย และไม่มีผลข้างเคียง แต่ก่อนจะตัดสินใจทำนั้น เรามาดูข้อดีและผลลัพธ์ที่จะได้จากการทำ HIFU กันก่อน เพราะการทำมีราคาค่อนข้างสูง จึงควรพิจารณาให้ดีก่อนทำ HIFU คืออะไร? ดีอย่างไร? กี่วันเห็นผล? ตามมาหาคำตอบกันได้เลย

HIFU คืออะไร?

HIFU (High Intensity Focus Ultrasound) นวัตกรรมความงามรูปแบบใหม่ที่ช่วยยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ด้วยการนำส่งคลื่น Ultrasound ลงไปยังชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้า คล้ายกับวิธีการทำด้วย Ulthera ต่างกันตรงที่ HIFU จะใช้คลื่นเสียงที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1000 ครั้งต่อวินาที โดยหัวยิงของเครื่องจะถูกออกแบบมาให้ยิงคลื่นได้ในระยะความลึกที่แม่นยำ และพลังงานที่เสถียรในแต่ละจุด เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อย ทำให้ยกกระชับผิวให้ตึงยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ผิวดูอ่อนวัย

HIFU ดีอย่างไร?

ด้วยเพราะหลักการทำงานของ HIFU นั้น เป็นการปล่อยคลื่นความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผิวหน้าของแต่ละคน และยิงลงสู่ชั้นผิว SMAS ที่เป็นชั้นพังผืดรองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ลึกถึง 4.5 mm. เมื่อมีการปล่อยคลื่นพลังงานความร้อนลงบนผิว จึงทำให้ชั้นผิวหดลง โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนร้อน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาผิวเบิร์น อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ไม่เป็นอันตรายต่อสายตา จึงสามารถช่วยเน้นที่บริเวณใต้ตาและรอบดวงตาได้โดยตรง ช่วยยกกระชับผิวได้ทันที และเห็นผลลัพธ์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรก แก้ปัญหายกมุมปาก หนังตาตก คิ้วตก และใบหน้าหย่อนคล้อย เป็นวิธีที่ช่วยยกกระชับผิวได้ทั้งใบหน้า เหนียง และลำคอ รวมถึงต้นแขนและต้นขา ดีต่อคนที่กลัวเข็ม หรือยังไม่อยากทำศัลยกรรมผ่าตัด ไม่อยากนอนพักฟื้น HIFU จึงเป็นตัวเลือกที่ดีและมีความปลอดภัยสูง

HIFU เหมาะกับใคร?

การทำ HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิวหย่อนคล้อย และต้องการให้ผิวตึง กระชับ ได้รูปทรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้ที่มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือหนังตาตก คิ้วตก ใต้ตาห้อย แก้มย้อย มีริ้วรอย ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ก็จะยิ่งทำให้ผิวหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ร่างการจะลดการสร้างคอลลาเจนลง ส่งผลให้ผิวหน้าเหี่ยวย่นและมีริ้วรอยได้

อายุที่เหมาะสมที่สามารถทำได้ เมื่ออายุเกิน 20 ปี อิลาสตินในชั้นผิวของเราจะเริ่มยืดออก ส่งผลให้ผิวเริ่มหย่อนคล้อย และเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ร่างกายจะลดการสร้างคอลลาเจนลง 1.5% และเมื่ออายุ 40 ปี กระบวนการสร้างคอลลาเจนจะลดลงถึง 30% ทำให้ผิวเริ่มเหี่ยวย่นและหย่อนคล้อยลง มีร่องใต้ตา ร่องแก้ม หากปล่อยเวลาให้ยืดออกไป ผิวหน้าเราจะหย่อนคล้อยแบบทวีคูณ เพราะฉะนั้นหากเราต้องการกระชับใบหน้าให้ตึง เรียบเนียน อยู่ตลอดเวลานั้น ก็สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องรอให้ถึง 40 ปี ยิ่งทำตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องมุมปาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้เราดูแก่ก่อนวัย และใบหน้าดูโทรมได้ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ก็สามารถทำ HIFU ได้เช่นกัน โดยการยกกระชับรูปหน้าและยกแนวคิ้ว รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย ลดปัญหาใบหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ให้กลับมาสดใส ดูผิวเรียบเนียนกระชับขึ้นได้

HIFU กี่วันเห็นผล?

หลังจากทำ HIFU จะเห็นผลทันทีเลยประมาณ 20-30% เนื่องจากผิวจะหดจากความร้อนที่ลงใต้ผิวประมาณ 60-70 องศา ทำให้ผิวเกิดการยกกระชับขึ้นในทันที และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นเต็มที่ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนหลังทำ โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 5-6 เดือน และอาจอยู่ได้นานถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและคนไข้ทนเจ็บได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากการทำ HIFU ให้ได้ผลนานนั้น จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บ หากทำแล้วไม่เจ็บ อาจเป็นเพราะแพทย์ใช้คลื่นพลังงานที่ไม่สูง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน้อยลงไปด้วย ระยะเวลาการอยู่ก็จะสั้นลงเช่นกัน

HIFU ต่างจาก Ulthera อย่างไร?

Ulthera จะเป็นเครื่องที่ใช้พลังงานสูงกว่า HIFU 2 เท่า ทำให้ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานกว่า 2 เท่าเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บที่มากกว่า และเครื่อง Ulthera จะมีหน้าจอเพื่อระบุความลึกของการยิง ทำให้การยิงพลังงานลงในชั้น SMAS ได้ผลแม่นยำมากขึ้น แต่หากว่าแพทย์ที่มีความชำนาญแล้ว จะไม่มองที่หน้าจอ และอาศัยความชำนาญในการยิง ก็จะได้ผลที่ไม่ต่างจากการทำ HIFU เลย และหากเทียบความคุ้มค่าแล้ว การทำ HIFU จะคุ้มค่าและคุ้มราคาที่ต้องจ่ายไปมากกว่า หากเทียบผลของการยิงแบบช็อตต่อช็อต

HIFU ไม่ควรทำร่วมกับหัตถการอะไรบ้าง?

การรักษาผิวหน้าหย่อนคล้อยด้วยนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถทำร่วมกันหรือผสมผสานกันได้ เช่น เราสามารถทำ HIFU ควบคู่ไปกับการฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ร้อยไหม ฉีดเมโสแฟต เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ควรทำร่วมกับ Ulthera เพราะวิธีการและผลลัพธ์มีความใกล้เคียงกัน จะเป็นการทำซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สำหรับคนที่ต้องการร้อยไหมและทำ HIFU ไปพร้อม ๆ กันนั้น สามารถทำทั้งสองอย่างร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อวิเคราะห์และประเมินว่าควรทำอะไรก่อนหลังเพื่อจะได้เห็นผลมากที่สุด เพราะปัญหาใบหน้าของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน รวมถึงการดูแลของแพทย์จะทำให้เราปลอดภัยในการทำอีกด้วย

ดูแลตนเองอย่างไรก่อนและหลังทำ HIFU

ก่อนทำ HIFU ควรเตรียมตัวอย่างไร

– นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

– งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิด

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยในการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

หลังทำ HIFU ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

– งดการสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะจะไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

– หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังทำ เพื่อให้คอลลาเจนฟื้นฟู

– ทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แต่ควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปเผชิญแสงแดดและมลภาวะนอกบ้าน โดยแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป

– สามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่งดการนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ

– หากมีอาการตึงที่ผิว สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อลดอาการได้

สรุปข้อดีและผลข้างเคียงจากการทำ HIFU

การทำ HIFU นั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยไม่เยอะ มีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องปาก ไม่ลึกมากนัก ซึ่งราคาของการทำ HIFU นั้นไม่แพงจนเกินไป สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง สำหรับคนที่ทนเจ็บทำ Ulthera ไม่ไหว ก็สามารถเลือกวิธีนี้ได้ นอกจากนี้หลังการทำ HIFU จะไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ นอกจากจะรู้สึกอุ่น ๆ ในขณะที่ทำเท่านั้น แต่ผิวจะไม่เบิร์นหรือแสบร้อนแต่อย่างใด แถมยังสามารถทำการรักษาอย่างอื่นได้อีก จัดได้ว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ ทั้งนี้ขณะทำการรักษาแพทย์จะใช้ยาชาทาเพื่อลดอาการเจ็บปวดลง ทำให้หลังจากทำ HIFU สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยที่ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนรอยแดงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำนั้นจะหายเองได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

เพื่อความสวยงามและผิวหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป การทำ HIFU เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้คุณดูอ่อนวัยลง ทั้งยังช่วยคืนความสาว ความสดใส ให้กลับคืนมา แก้ปัญหาความหย่อนคล้อย และริ้วรอยต่าง ๆ ได้ ทั้งนี้ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการแนะนำก่อนทุกครั้ง และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

 

อาการข้างเคียงที่พบจากการทำ ulthera

หลายท่านคงจะทราบกันดีว่าการทำ  ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัยและได้รูปขึ้นอีกครั้งซึ่งการทำ ulthera เป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยไม่อันตรายต่อผิวและไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรมใด ๆ แต่อาจจะมีผลข้างเคียงที่เกิดจากการทำอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ ulthera คุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera ให้ละเอียดเสียก่อนไม่ว่าจะเป็นที่มาของ ulthera,  ระบบการทำงาน, ข้อดีข้อเสีย, อาการข้างเคียงและควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะตัดสินใจทำทุกครั้งเพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดหรือได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงตามที่ต้องการได้ดังนั้นเราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera มาให้คุณศึกษาเพื่อเป็นความรู้ประกอบการตัดสินใจ

ulthera อัลเทอร่า คืออะไร

ulthera คือเทคโนโลยีการรักษาโดยใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจงและแม่นยำชื่อว่า high Intensity focus ultrasound หรือ คลื่นอัลตราซาวด์ที่หลาย ๆ คนรู้จักซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลดีที่สุดตัวหนึ่งในวงการแพทย์ผิวหนัง โดยเครื่องจะส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์ โดยไม่ต้องใช้เข็มทำลายชั้นผิวบนเลยและนอกจากนี้ยังสามารถส่งคลื่นไปยังชั้นผิวบน เช่น ชั้น 4.5 มิลลิเมตร และ ชั้น 1.5 มิลลิเมตร ซึ่งคลื่นอัลตราซาวด์นี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่และเมื่อชั้นผิว SMAS หดตัวก็จะทำให้ผิวยกกระชับมากขึ้น ใช้เวลาในการรักษาเพียง 60-120 นาทีซึ่งไม่ทำให้เกิดบาดแผลก็จะช่วยให้ผิวของคุณยกกระชับเต่งตึงขึ้น

การทำงานของ Ulthera จะใช้วิธีการส่งพลังงานผ่านความร้อนของคลื่น  High Intensity Focus Ultrasound ไปกระตุ้นผิวให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มม. คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้นผิว SMAS ให้เป็นจุดเล็ก ๆ ระยะห่างระหว่างจุดเท่า ๆ กัน ประมาณ 1-1.5 มม. เรียงเป็นแนวต่อเนื่องและเกิดความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิวลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำหลังจากการรักษาจะได้ผลการรักษาที่แน่นอนคุณสามารถแต่งหน้าได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว และสามารถทำการรักษาได้กับทุกสีทุกสภาพผิว ซึ่งประสิทธิภาพและผลการรักษานั้นได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมจากประเทศทั่วโลกอย่างกว้างขวาง

ใครที่เหมาะกับการทำ Ulthera อัลเทอร่า

  1. ผู้ที่มีไขมันแก้มไม่เยอะมากต้องการยกกระชับ
  2. ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัดไม่เห็นแนวกรามมีเหนียง
  3. ผู้ที่หนังตาและหางตาตกแต่ยังไม่ต้องการผ่าตัดหรือผู้ที่ต้องการจะยกหางตาหางคิ้วให้กระชับขึ้น
  4. ผู้ที่ต้องการจะฟื้นฟูบำรุงผิวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิวที่ช่วยในการบำรุงชั้นลึกกว่าการทาครีมทั่วไป
  5. คนที่อยากบำรุงผิวแต่ไม่มีเวลาบำรุงทุกวันเป็นประจำเพราะการทำ Ulthera บำรุงแค่ปีละครั้งเท่านั้น
  6. คุณแม่หลังคลอดหรือคุณแม่ให้นมบุตรที่อยากดูแลตัวเองเพราะสามารถทำในขณะที่ให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัยและใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ทำปีละครั้ง
  7. ผู้ที่ผิวมีความหย่อนคล้อยแต่ไม่อยากศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าและไม่อยากพักฟื้นเป็นเวลานาน
  8. ผู้ที่ต้องการยกกระชับฟื้นฟูผิวบริเวณลำคอและเนินอก

อาการข้างเคียงหลังทำ Ulthera อัลเทอร่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้

หลังจากการทำ Ulthera หลายคนมักจะกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่จะตามมาว่าจะมีอาการร้ายแรงหรือส่งผลกระทบต่อการออกไปใช้ชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน ด้วยความที่ Ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีพลังงานสูง ( High Intensity) ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการทำบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่เท่ากับการทำศัลยกรรมอื่น ๆ โดยอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากทำ Ulthera ได้แก่

  1. อาการบวม

อาการบวมหลังจากทำอาจจะพบได้บ้างเป็นบางคนแต่ก็ไม่ได้บวมมากเท่าใดนัก ไม่ได้บวมเขียวช้ำเราสามารถประคบเย็นหลังจากทำเสร็จเพื่อช่วยลดอาการบวมได้ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการบวมนี้จะค่อย ๆ ยุบตัวลงเองโดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วันหลังทำ

  1. ผิวแห้ง

หลายคนอาจจะมีโอกาสผิวแห้งลงในช่วงแรกหลังจากที่ทำเสร็จ ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากฤทธิ์ของยาชาที่ทาส่งผลทำให้ผิวแห้งเพิ่มขึ้น ข้อแนะนำคือให้ทามอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวบ่อย ๆ และทาครีมบำรุงกันแดดอย่างสม่ำเสมอ งดทายาบำรุงจำพวกไวท์เทนนิ่งที่ผลัดเซลล์ผิวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์

  1. อาการระบมใต้ผิวเวลาจับ

อาการนี้จะเกิดขึ้นกับแทบทุกคนหลังจากทำอัลเทอร่า ซึ่งจะระบมมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนถ้าหากมีอาการระบมมากจนเกินไปก็อาจจะรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล เพื่อลดอาการปวดหรือระบมได้ แต่โดยทั่วไปแล้วอาการระบมนั้นจะค่อย ๆ ลดลงและหายไปโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์หลังทำ

แต่โดยส่วนมากนั้นหลังทำมักจะไม่ค่อยพบผู้ที่มีอาการข้างเคียงร้ายแรงใด ๆ ที่นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้นส่วนมากผู้ที่ทำการรักษาเสร็จแล้วก็สามารถกลับไปทำงานใช้ชีวิตตามปกติได้ในทันทีโดยไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน

การรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า ปลอดภัยหรือไม่

Ulthera ถูกนำมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์ยาวนานกว่า 50 ปีแล้วและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมตกแต่งชั้นนำทั่วโลกมีการใช้ Ulthera มากกว่า 12ปี มั่นใจได้ว่าเครื่องนั้นมีความปลอดภัยสูง และเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพและผลการรักษาอย่างแน่นอนอีกทั้ง Ulthera ยังได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) ว่าสามารถยกกระชับตาและใบหน้าได้จริง ดังนั้นหากใครที่กำลังไม่มั่นใจว่าหากทำ Ulthera จะมีอาการข้างเคียงร้ายแรงหรือไม่ จะปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าการทำ Ulthera นั้นมีความปลอดภัยและไม่อันตรายอย่างที่คุณคิด 

ความรู้สึกขณะรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า

ขณะทำการรักษาด้วยเครื่องอัลเทอร่า จะมีการปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์ลงสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวผู้ถูกการรักษาจะรู้สึกถึงพลังงานที่เป็นจุดเล็ก ๆ กระทบลงบนผิวลึก ๆ และจะรู้สึกอุ่น ๆ ที่ใต้ผิวหนังซึ่งความรู้สึกดังกล่าวจะแตกต่างกันในไปแต่ละบุคคล บางคนรู้สึกเจ็บมากบางคนก็รู้สึกเจ็บปานกลางหรือบางคนแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งนี้การทายาชาก็จะช่วยบรรเทาเจ็บได้แต่ในบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาชาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล

 ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากทำ Ulthera อัลเทอร่า

สามารถเห็นผลลัพธ์หลังการทำ Ulthera ได้ภายในการทำเพียงครั้งแรก เพราะวัตถุประสงค์ของการทำ Ulthera คือ เพื่อสลายคอลลาเจนเก่าและเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อช่วยในการยกกระชับผิวซึ่งกระบวนการผลิตคอลลาเจนใหม่นี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากทำทันทีจนถึง 6 เดือนดังนั้นหลังทำ Ulthera จึงเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังการรักษาสังเกตได้ง่าย ๆ จากบริเวณแนวคิ้วและหางตาที่จะยกขึ้น กรอบหน้าชัดเจนขึ้นและผลลัพธ์อื่น ๆ ก็จะชัดเจนตามมาเรื่อย ๆ โดยผิวหน้าที่ได้รับการฟื้นฟูจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ และค่อย ๆ เข้ารูปอย่างเป็นธรรมชาติภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังทำ เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องของ Ulthera และโครงสร้างผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ผลลัพธ์จึงจะถาวรและอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 1-2 ปีเมื่อทำเสร็จแล้วคุณสามารถรอดูผลแล้วกลับมาทำเพิ่มเฉพาะจุดหรือทั่วใบหน้า อาจจะเพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่นั้นเพื่อให้ยังคงสภาพผิวเดิมไว้แต่ทั้งนี้ผลการรักษาของแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคลแต่จากการทดลองพบว่า 9 ใน 10 คนที่ได้รับการรักษา จะสามารถเห็นถึงผลลัพธ์จากการรักษาที่ชัดเจน เช่น แนวคิ้วยกขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น, ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์, ผิวที่ตึงกระชับ, ใบหน้ายกได้รูป, รูขุมขนเล็กลง, ผิวเรียบเนียนขึ้นทั่วทั้งบริเวณหน้าและคออย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ได้พึ่งการทำศัลยกรรมผ่าตัดพักฟื้นแต่อย่างใด ที่กล่าวมานี้เป็นข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการทำ Ulthera ที่หลาย ๆ คนกำลังกังวลในเรื่องของผลข้างเคียง ความปลอดภัย และอาการต่าง ๆ หลังจากทำ Ulthera ดังนั้นเมื่อทราบถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาแล้วว่าไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด การทำ Ulthera ก็ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องผิวที่หย่อนคล้อยไม่กระชับให้สภาพผิวกลับมาเต่งตึงอ่อนเยาว์กว่าวัยได้เป็นอย่างดี

 

 

 

ฟิลเลอร์ คืออะไร? ฉีดตรงไหนได้บ้าง อยากรู้ต้องอ่าน

ไม่ว่าใครก็อยากที่จะคงความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะอายุมากขึ้นแต่ก็ไม่อยากยอมแก่ ก็มักจะหันหน้ามาพึ่งคุณหมอ เป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับสังคมในยุคสมัยนี้ แต่งนิดเติมหน่อย รอยเหี่ยวย่นเอยอะไรเอย ไม่มีทางได้อยู่บนหน้าแน่ ๆ วันนี้เลยมานำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารเติมเต็มที่ชื่อว่า ฟิลเลอร์ น่าจะคุ้นหู ใครหลาย ๆ คน มาฝากกัน

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร

ฟิลเลอร์ ที่จริงแล้วนั่นก็คือสารเติมเต็มผิว ที่มีชื่อจริงว่าสาร ไฮยาลูโรนิค แอซิค (Hyaluronic Acid) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า HA เป็นสารที่ช่วยเติมเต็ม และ เสริมสร้างคอลลาเจนภายใต้ชั้นผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยตัว HA นั้นมีความสามารถพิเศษในการเก็บกักน้ำไว้ใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวดูมีความยืดหยุ่นเรียบเนียน จนทำให้มองไม่เห็นรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้นบนใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นการฉีดฟิลเลอร์ก็คือการเติมเต็มให้กับผิวในจุดที่มีความเสื่อมสภาพ ให้กลับขึ้นมาดูดีได้อีกครั้งนั่นเอง

ฟิลเลอร์ (Filler) มีทั้งหมดกี่ชนิด

ชนิดของฟิลเลอร์จะมีด้วยกันทั้งหมด 2 ประเภท คือ

  1. ฟิลเลอร์ประเภทชั่วคราว (Temporary Filler) คือ ไฮยาลูโรนิค แอซิค (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นสารที่สกัดมาจากธรรมชาติ มีความปลอดภัย เพราะเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้มีความใกล้เคียงกับสารที่อยู่ในบริเวณชั้นผิวหนังของมนุษย์มากที่สุด ก่อให้เกิดการแพ้หลังฉีดฟิลเลอร์เป็นไปได้ยาก หลังจากฉีดในบริเวณที่ต้องการแก้ไข จะสามารถอยู่ได้นานมากถึง 4 – 6 เดือน และสามารถสลายตัวไปได้เองโดยธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องฉีดสารเพื่อสลายฟิลเลอร์
  2. ฟิลเลอร์ประเภทถาวร (Permanent Filler) คือ สารที่มาจาก ซิลิโคนเหลว น้ำมันพาราฟิน หรือ เม็ดพลาสติก จะให้ผลลัพธ์ในแบบถาวร และไม่สามารถสลายไปเองได้ จำเป็นต้องฉีดสารเพื่อสลายฟิลเลอร์ และอาจเกิดผลข้างเคียงหากฉีดในระยะยาว ทางการแพทย์จึงไม่แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้อเข้าที่ใบหน้า

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการฉีดฟิลเลอร์นั้นมีราคาที่ถูกกว่าการทำ ศัลยกรรม หลายเท่าตัว ทำให้ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปในการทำ
  2. สามารถเห็นผลได้ในทันที หลังการฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้า สามารถเห็นผลได้ในทันทีหลังจากการฉีด เพราะเมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในบริเวณที่ต้องการแก้ไข ฟิลเลอร์จะคงตัวในตำแหน่งที่ฉีดทันที จึงไม่จำเป็นต้องรอเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม
  3. ไม่ต้องพักฟื้น เพราะการฉีดฟิลเลอร์ จะฉีดเข้าไปในบริเวณที่ต้องการแก้ไขปัญหาเท่านั้น และเข็มที่ใช้ในการฉีดนั้น มีขนาดที่เล็ก จึงไม่จำเป็นต้องฉีดยาชา ใช้เพียงการประคบด้วยความเย็นก่อนฉีดเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีการพักฟื้นหลังฉีดแต่อย่างใด

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เหมาะกับใครบ้าง

– ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่องริ้วรอยที่เป็นร่องลึก

– ผู้ที่มีปัญหาบริเวณถุงใต้ตา ร่องน้ำตา ใต้ตาลึกดูหมองคล้ำ

– ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย แห้ง ไม่ชุ่มชื้น จากวัยที่เพิ่มขึ้น

– ผู้ทีมีปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากหลุมสิว และ รูขุมขนกว้าง

– ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาริมฝีปากไม่ได้รูปสวย ริมฝีปากบาง

– ผู้ที่ต้องการเติมเต็มส่วนต่าง ๆ บนใบนหน้า เช่น หน้าผาก คาง ขมับ ร่องแก้ม

– ผู้ที่ต้องการให้ผิวดูฉ่ำ อิ่มน้ำ ชุ่มชื้น

ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) อันตรายหรือไม่

การฉีดฟิลเลอร์นั้น เรียกได้ว่าใคร ๆ ก็ตามที่มีปัญหาเกี่ยวกับใบหน้า ต่างพากันเรียกหา ฟิลเลอร์ ทำให้เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้มีฟิลเลอร์มากมายหลายยี่ห้อให้ได้เลือกใช้ โดยแต่ละรุ่นก็สามารถฉีดได้หลายตำแหน่งเช่นกัน ซึ่งฟิลเลอร์ของแท้ จะทำมาจากสารที่มีชื่อว่า HA หรือ ไฮยารูรอนนิก แอซิก (Hyaluronic acid) และการฉีดที่ถูกต้องนั้น ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จึงจะมีความปลอดภัย และไม่อันตรายต่อผู้ที่ฉีด

แต่หากเจอการปลอมแปลงของสารอื่นที่เข้ามาผสมในฟิลเลอร์อย่าง ซิลิโคนเหลว หรือ ฟิลเลอร์ปลอม ก็อาจเกิดผลที่ไม่คาดคิดได้อย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนฉีดทุกครั้งควรตรวจสอบฟิลเลอร์อย่างถี่ถ้วน ว่าฟิลเลอร์ที่กำลังฉีดนั้นเป็นฟิลเลอร์ของแท้ และทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ฟิลเลอร์ (Filler) ฉีดตรงไหนได้บ้าง

  1. บริเวณหน้าผาก เพื่อการแก้ไขปัญหาริ้วรอยที่เกิดเป็นเส้นย่น ๆ ตามอายุ หรือพฤติกรรมเคยชิน รวมไปถึงการเติมเต็มหน้าผากสำหรับคนที่มีปัญหาหน้าผากแบนราบ ให้ดูนูน เป็นทรงสวย
  2. ใต้ตา ฉีดเติมเต็มบริเวณเบ้าตา ร่องน้ำตาลึก แก้ไขริ้วรอยใต้ตาที่ดูย่น หย่อนคล้อย ให้ดูเต่งตึง หรือคนที่มีปัญหาใต้ตาตำ ก็สามารถฉีดฟิลเลอร์เข้าไปเติมเต็มเพื่อแก้ปัญหาได้เช่นกัน
  3. ตีนกา เติมร่องตีนกาให้ดูตื้นขึ้น
  4. สันจมูก เสริมบริเวณสันจมูกให้ดูสูงโด่งขึ้น ด้วยฟิลเลอร์ที่มีเนื้อแข็ง จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรม เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานทางจมูกอยู่แล้ว แต่ต้องการเติมให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น
  5. ร่องแก้ม/ร่องน้ำหมาก เป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวของใบหน้าอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้เกิดร่องรอยได้ง่าย การเติมฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จะทำให้ใบหน้าดูเด็กลงไปได้อีกหลายปี
  6. ริมฝีปาก แก้ไขปัญหาริมฝีปากไม่เท่ากัน หรือ ริมฝีปากบาง รวมไปถึงการเติมปากให้ดูอวบอิ่มเป็นทรงขึ้น และยังสามารถฉีดบริเวณริมฝีปากบนให้ดูหยดลงมาเป็นปากกระจับได้โดยไม่ต้องผ่าตัดอีกด้วย
  7. คาง สำหรับการฉีดคางถือเป็นที่นิยมมากที่สุดในบรรดาการฉีดฟิลเลอร์ สามารถเติมคางที่สั้นให้ดูเรียวยาวขึ้น เป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งจนเกินไป
  8. ริ้วรอยที่เกิดจากสิว/หลุมสิว ช่วยให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนเต่งตึงขึ้น
  9. ลำคอ สามารถฉีดเพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณลำคอให้กลับมาดูเต่งตึง เรียบเนียนได้อีกครั้ง
  10. หลังมือ สำหรับบางคนอายุยังไม่มากเท่าไหร่ แต่มีหลังมือที่ดูเหี่ยวย่น แก่กว่าไว การฉีดฟิลเลอร์สามารถแก้ไขปัญหาให้ผิวบริเวณหลังมือดูเต่งตึงขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรม

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

ก่อนฉีดประมาณ 1 สัปดาห์ ควรงดวิตามิน และอาหารเสริมเช่น วิตามินอี คอลลาเจน น้ำมันตับปลา สารสกัดจากแปะก๊วย (กิงโกะ) และยาแอสไพริน เนื่องจากการรับประทานอาหารเสริมประเภทเหล่านี้ ก่อให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย และหยุดยาก อาจทำให้มีรอยช้ำ เขียวหลังจากการฉีดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง และสิ่งที่สำคัญก่อนทำการรักษาทุกครั้ง ควรแจ้งให้แพทย์ที่ฉีดได้รับทราบถึงประวัติส่วนตัวอย่าง โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา หรือ อาหาร

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ (Filler)

  1. ไม่ควรสัมผัส นวด บริเวณที่ฉีด เพราะอาจส่งผลให้ทรงของฟิลเลอร์ที่แพทย์ได้ทำการฉีดไว้เปลี่ยนรูปทรงได้
  2. หลังฉีดฟิลเลอร์ ควรดื่มน้ำตามให้มาก ๆ เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำ หากรับประทานน้ำหลังจากฉีดฟิลเลอร์เสร็จ จะทำให้ฟิลเลอร์ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น
  3. งดการทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพราะการทำทรีทเมนต์ในบางครั้งอาจมีขั้นตอนการนวดหน้าที่กระทบต่อรูปทรงของฟิลเลอร์ได้
  4. หลังฉีด 24 ชั่วโมง งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากยิ่งขึ้น อาจทำให้รอยเข็มหลังฉีดหายช้าลง
  5. หลีกเลี่ยงสถานที่ ๆ มีความร้อนสูง อย่างเช่น ซาวน่า ห้องอบสมุนไพร ห้องโยคะร้อน เพราะจะทำให้ฟิลเลอร์เกิดการสลายตัวเร็วกว่าปกติ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ (Filler) ที่นำมาฝากในวันนี้ แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะย้ำเตือนทุกท่าน ก่อนที่จะเติมเต็มความสวยด้วยฟิลเลอร์ นั่นก็คือการเลือกสถานที่ที่ได้มาตฐาน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำเท่านั้น ไม่อย่างงั้นอาจจะต้องเสียเงินทั้งเงินไปอย่างน่าเสียดาย