ความแตกต่างระหว่าง ULTHERA กับ HIFU เลือกแบบไหนดี?

การเสริมสร้างความมั่นใจ หลายคนพยายามทำให้หน้าตาของตัวเองดูดีขึ้นด้วยเครื่องสำอาง อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป ร่างกายก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา การพึ่งแค่เครื่องสำอางเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ผลเท่าที่ควร ปัญหาเรื่องโครงสร้างรูปทรง ร่องรอยพับของผิว ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ริ้วรอย จุดบกพร่องเหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและปลอดภัยเข้ามาช่วยเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด การหันมาพึ่งการทำศัลยกรรมก็เป็นตัวเลือกที่นิยมกันไม่น้อย เทคโนโลยีอันก้าวล้ำทางการแพทย์ พัฒนาไปสู่นวัตกรรมความงามที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค เพราะนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมามากมายสามารถช่วยตอบโจทย์ของผู้หญิงอยากสวยอยู่เสมอ และนวัตกรรมยกกระชับผิว ปรับรูปหน้าให้ตึงกระชับที่เราจะพูดถึงก็คือ ULTHERA กับ HIFU เลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวหน้าของคุณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเห็นผลกับคุณมากที่สุด

HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมการส่งคลื่นเสียงอัลตร้าซาวนด์ที่มีความเข้มข้นสูง โดยส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนหรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการดึงหน้า ที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น โดยคลื่นอัลตร้าซาวด์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผิวชั้นนอก และไม่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกาย จึงมีความปลอดภัยสูง โดย HIFU ถูกแบ่งออกหลักเป็น 2 ประเภท คือ HIFU แบบธรรมดา ส่งคลื่นพลังงานไปใต้ผิว จนเกิดความร้อน 45-70°C โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.5 mm, HIFU แบบ Macrofocus ส่งคลื่นพลังงานไปใต้ผิว จนเกิดความร้อน 45-70°C โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 0.5-1 mm ซึ่งการทำ HIFU เหมาะกับคนที่ไม่มีไขมันบนใบหน้าเยอะ แต่ผิวหนังหย่อยคล้อย ต้องการกระชับใบหน้า ไม่สามารถกำจัดไขมันหรือลดไขมันบริเวณเหนียงได้ เพื่อให้หน้าดูเด็กลง หน้าเรียวสวย V-Shape สร้างคอลลาเจน กระชับรูขุมขน ฟื้นฟูผิว ขาวใส ผิวใต้คางแน่นขึ้น

ULTHERA คืออะไร?

ULTHERA คือการส่งคลื่นเสียงอัลตร้าซาวนด์ที่มีความเข้มข้นสูง (Focus Ultrasound) เฉพาะเจาะจง ซึ่งมีความแม่นยำมากกว่า HIFU ซึ่งส่งคลื่นเข้าไปในชั้นผิวหนัง SMAS เพื่อกระตุ้นเนื้อเยื่อ และ สร้างคอลลาเจนมาใหม่ การทำงานของ ULTHERA ส่งคลื่นเสียงที่มีพลังงานความร้อนไปใต้ผิว โดยลักษณะเส้นผ่านศูนย์กลางของคลื่นอยู่ที่ประมาณ 1 mm ทำให้เกิดการสั่นสะเทือน (Vibration) จนเกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่อ โดยจะมีอุณหภูมิ ประมาณ 65-75 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)  ซึ่งเป็นเซลล์หลักที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน จึงช่วยให้มีการกระตุ้นคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เป็นการคงดุลยภาพของผิวหนังไว้ ทำให้เกิดริ้วรอยได้ช้าลง และช่วยให้ผิวที่เสื่อมสภาพกลับสู่สภาพเดิมทำให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้น และหน้าจอการทำงานสามารถการดูระดับความลึกของจุดที่ยิงลงไป จึงมีความแม่นยำสูง ปลอดภัย ไม่ก่อผลกระทบกับผิวบริเวณข้างเคียง ผลลัพธ์ที่ได้ของ ULTHERA คือ ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น ช่วยให้หน้าดูเด็กลง ลดริ้วรอย ลดคิ้ว แก้ปัญหาหนังตาตก และช่วยลดถุงใต้ตาโดยไม่ต้องผ่าตัด และยังช่วยให้รูปหน้าเรียวขึ้นด้วย

HIFU กับ ULTHERA แตกต่างกันอย่างไร ?

HIFU และ ULTHERA ใช้เทคโนโลยีที่คล้ายกัน คือ ทั้งสองตัวเป็นการใช้คลื่นคลื่นอัลตราซาวด์ที่สามารถลงลึกได้ถึงระดับผิวชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่เป็นเนื้อเยื่อพังผืดบางๆ จะอยู่ลึกสุดและมีผลอย่างมากต่อความกระชับหรือหย่อนคล้อยของผิวด้านบน ดังนั้นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ที่ผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวได้ทุกระดับตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้ายัน SMAS นั้นย่อมส่งผลให้ผิวหน้ากระชับขึ้น กรอบหน้าเรียวสวยได้โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ แต่ว่าก็ยังมีจุดแตกต่างของทั้งสองตัว คือ ULTHERA จะเน้นการยกกระชับ ปรับใบหน้าให้เรียวเข้ารูปได้ทรงสวย ส่วนการที่ริ้วรอยร่องลึกบนใบหน้าตื้นขึ้น และมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ถือว่าเป็นผลพลอยได้ ส่วน HIFU จะนำมาใช้ในการลดแก้ม โหนกแก้ม การทำหน้าเรียว V-Shape หรือว่าลดเหนียงใต้คาง บางคนก็เอามาใช้สำหรับการลดหน้าท้อง ต้นแขน หรือต้นขาก็ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ HIFU และ ULTHERA เหมาะสำหรับคนที่กลัวการลงมีด ไม่อยากผ่าตัด ไม่อยากเสียเวลาพักฟื้น เจ็บเพียงนิดเดียวหรือแทบจะไม่เจ็บเลย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ข้อสำคัญที่สุดของการตัดสินใจเลือกทำในแต่ละครั้ง ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ใช้ระยะเวลาศึกษาผลิตภัณฑ์ที่สนใจอย่างละเอียด เลือกสถาบันความงามที่น่าเชื่อถือ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังประจำ ที่สามารถให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เลือกอะไรดี HIFU กับ ULTHERA ?

เทคโนโลยีอันก้าวล้ำทางการแพทย์ พัฒนาไปสู่นวัตกรรมความงามที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค และในยุคปัจจุบันอันแสนเร่งรีบจะมีอะไรเหมาะไปกว่านวัตกรรมการยกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องลงมีดผ่าตัด ไม่ต้องทนเจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น และหลังทำเสร็จก็สามารถไปเดินโฉบอวดผิวสวยเต่งตึงได้อย่างสบายใจ สรุปได้ว่าทั้งสองตัวระหว่าง HIFU กับ ULTHERA มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน โดย HIFU จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยบนใบหน้าระดับปานกลาง ตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นต้นไป ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น ต้องการยกกระชับใบหน้าให้สวย แก้ไขปัญหาเพียงเล็กน้อยไม่มากนัก และราคาก็ไม่สูงมาก หลังจากทำไม่ต้องพักฝื้นและสามารถทำได้บ่อยครั้ง ส่วน ULTHERA จะเหมาะกับผู้ที่มีอายุมากขึ้น มีผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่ตึงกระชับ ดูแก่กว่าวัย ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะได้ผลลัพธ์ที่ดีและชัดเจนกว่า ยาวนานกว่า แต่ราคาสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจทำ ต้องเข้าไปปรึกษาคุณหมอและสถาบันความงามชั้นนำที่มีความน่าเชื่อถือ มีเครื่องมือที่น่าไว้ใจ ได้มาตรฐาน นอกจากนี้คุณหมอจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือเป็นอย่างดี เพราะต้องมีการปรับค่าพลังงาน การวางแนวหัวส่งพลังงานระหว่างทำอย่างถูกต้อง ดังนั้นก่อนที่จะทำก็ควรหาข้อมูลเอาไว้เยอะๆ ปรึกษาคุณหมอจนมั่นใจ เพื่อที่จะได้ไม่เซ็ง ไม่เสียเงินเปล่า ทำแล้วเห็นผลทีเดียว และปลอดภัยในระยะยาว

การทำศัลยกรรมแต่ละครั้งความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในปัจจุบันศัลยกรรมความสวยความงามมีอยู่ทุกที่และสามารถเข้าถึงได้ง่าย แถมยังมีราคาที่แตกต่างตั้งแต่ถูกจนแพง ซึ่งแน่นอนว่าราคาถูกกับแพงย่อมมีข้อแตกต่างกันอยู่แล้วใครที่สนใจจะเข้ารับการทำศัลยกรรมแนะนำให้คุณศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการทำ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวคุณเองมากยิ่งขึ้นใครที่มีงบน้อยแต่อยากทำแนะนำว่าให้เก็บเงินอีกนิดดีกว่าห้ามไปทำกับหมอกระเป๋าอย่างเด็ดขาดถึงจะมีราคาทำศัลยกรรมที่ถูกแต่ก็เสี่ยงมากเลยทีเดียวที่จะเกิดผลเสียตามมาในภายหลังจากที่คุณทำมาแล้ว อยากสวยต้องลงทุน ทั้งนี้การทำศัลยกรรมเป็นเรื่องของความพร้อมและความเหมาะสมในแต่ละคนมากกว่า ทำแล้วเราต้องพอใจและยอมรับให้ได้ เพราะผลที่ออกมาจะอยู่กับตัวเราไปอีกนานแสนนาน ชีวิตหลังศัลยกรรมจะมีความสุขขึ้นหรือไม่ ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี  

 

ไขข้อข้องใจ! HIFU ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

ในปัจจุบันนวัตกรรมการยกกระชับใบหน้านั้น มีวิธีหลากหลายตามความต้องการที่แตกต่างกันไป ทั้งการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า การฉีดไหม การฉีดโบท็อก รวมถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของการแพทย์ที่ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหา และสอดคล้องต่อกระแสความนิยมของธุรกิจศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน เพราะสังคมในปัจจุบันรูปร่างหน้าตาภายนอกเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้เกิดการสร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ส่งผลต่อการเข้าสังคมพบปะสังสรรค์ หรือติดต่อเจรจาธุรกิจที่มีความจำเป็นในการใช้ชีวิตในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองให้ดูดีอยู่เสมอ และตัวช่วยที่จะพึ่งพาได้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มา คือ การทำศัลยกรรม จึงบางครั้งเกิดเป็นค่านิยม สวย/หล่อ ด้วยแพทย์ เกิดขึ้น และไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เมื่อผลลัพธ์สามารถเห็นได้อย่างรวดเร็วและออกมาเป็นที่น่าพอใจประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สามารถสร้างสรรค์ความงามได้ดังปรารถนา

มาทำความรู้จัก HIFU คืออะไร?

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น อัลตร้าซาวด์ที่เน้นความเข้มสูงของ HIFU เป็นเทคนิคการรักษาแบบไม่รุกราน ทำให้เกิดแผลน้อยมาก และยังสามารถใช้เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดหรือน้ำเหลือง หรือเพื่อทำลายเนื้อเยื่อเช่นเนื้องอกผ่านกลไกของ HIFU

ทั้งนี้เทคโนโลยี HIFU มีความคล้ายคลึงกับการถ่ายภาพด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงถึงแม้ว่าจะมีความถี่ต่ำกว่าและต่อเนื่องมากกว่า เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกำลังใช้แว่นขยายเพื่อโฟกัสแสงแดด เฉพาะจุดโฟกัสของแว่นขยายเท่านั้นที่มีความเข้มสูง แม้ว่าจะมีการใช้เลนส์แบบดั้งเดิม แต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสามารถเปลี่ยนตำแหน่งโฟกัสได้อย่างง่ายดาย จำนวนครั้งของการทำ HIFU ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้า

หลักการทำงานของ HIFU

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที ลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวหดกระชับและยกตัวขึ้น โดยผิวหนังแท้จะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางหรือชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนใช้หัว 3.0 mm และผิวหนังชั้นเนื้อเยื่อพังผืด ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย

โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังการทำ HIFU

การเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ ริ้วรอยที่หน้าผาก หางตา สำหรับคนที่ไม่อยากฉีดโบท็อกเพราะรู้สึกว่าตึงเกินไป การทำ HIFU เพื่อให้ชั้นผิวหนาขึ้นก็สามารถทำให้ริ้วรอยเหล่านี้น้อยลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้ายกกระชับขึ้น ริ้วรอยลดน้อยลง กรอบหน้าชัดขึ้น เหนียงลดลง ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นผลเต็มที่ 100% ในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน อีกทั้ง ยังช่วยคอลลาเจนในรูขุมขน คอลลาเจนที่ร่องแก้ม

อีกหนึ่งจุดเด่นของ HIFU คือ ช่วงไขมันเหนียงและริ้วรอยที่คอ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผลการยกกระชับใบหน้า อยู่ได้นาน 6 – 12 เดือน ทั้งนี้ผลการรักษาขึ้นกับสภาพผิวของคนไข้ และ HIFU จะสามารถทำได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีผลเสีย ยิ่งทำยิ่งกระชับมากขึ้น ซึ่งใบปัจจุบันคนนิยมทำ HIFU ทุก 2-3 เดือน เนื่องจากไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักหน้าและหน้าเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่ง HIFU จะช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้

การทำ HIFU ทำกี่ครั้งจึงจะเห็นผล?

HIFU เป็นนวัตกรรมความงามใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์ความรวดเร็วในการช่วยดูแลผิวหน้า ซึ่งการรักษาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยใช้เวลาการรักษาแค่เพียง 30 – 45 นาที และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานต่อเนื่อง 6 เดือน – 1 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล) ทั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับแก้มหย่อนคล้อย มุมปากตก หางคิ้วตก จะรู้สึกว่าผิวถูกยกกระชับ หน้าได้รูปขึ้น จะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังการทำประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ คำแนะนำ คือ สำหรับคนที่อายุ 25-35 ปี อาจจะเว้นระยะห่างในการทำมากกว่า แต่แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก แนะนำให้ทำปีละ 2-3 ครั้งโดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และ 4เดือน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาจะอยู่ยาวนานและได้ประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญหลัก คือ ต้องดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีและทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อการทำงานอย่างเต็มสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์สูงสุด รักษาสภาพให้ผิวกระชับ เต่งตึงได้อย่างยาวนาน

ทั้งนี้การทำ HIFU ณ ปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักและยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ว่าเป็นวิธีการยกกระชับใบหน้าที่มีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอย่างมากจากผู้เข้ารับการรักษาจริง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการตอบโจทย์ของใครหลาย ๆ คนได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านขั้นตอนการรักษาที่ไม่ต้องทนเจ็บ ผลลัพธ์ของการรักษาที่สามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำการรักษา ทั้งยังผลพลอยได้ตามมาทั้ง การช่วยลดไขมันบริเวณกรอบหน้า รวมไปถึงการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนัง ใบหน้าที่กระชับเข้ารูป แถมยังได้ผิวหน้าที่สดใสเปล่งปลั่งอีกด้วย แต่เนื่องจากการทำ HIFU ราคาค่อนข้างสูงจึงแนะนำให้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีก่อนตัดสินใจ ว่าจะได้ผลในแบบที่เราต้องการจริงหรือไม่ ได้ผลตามที่โฆษณาจริงไหม ควรเลือกทำที่คลินิกไหนดี และต้องเลือกใช้เครื่องยี่ห้อไหนจึงจะได้ผลคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย สิ่งสำคัญ คือ ศึกษาข้อมูลก่อนทำให้ดี ๆ เพราะถ้าไม่ได้ผลตามที่หวังไว้ก็ทำให้คุณเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาไปฟรี ๆ ได้

ทำความเข้าใจหลักการทำงานของ HIFU เครื่องนี้จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง โดยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์นี้ จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 40 ⁰C ด้วยความถี่ที่จำนวนนับ 1,000 ครั้ง ในช่วงเวลาเพียง 0.1 – 1 วินาที เข้าไปทุกชั้นของผิว ตั้งแต่ ผิวชั้นบนโดยจะที่ใช้หัวยิง ความลึก 1.5-2.0 mm ผิวชั้นกลางใช้หัว 3.0 mm ผิวชั้น SMAS ใช้หัว 4.5 mm ไม่ต้องทายาชาก่อนทำ เพียงแค่ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ทาเจล แล้วเริ่มทำได้เลย โดยความรู้สึกตอนทำ จะรู้สึกเพียง จี๊ด ๆ เบา ๆ  โดยคลื่นความถี่นี้จะไม่ทำให้ผิวชั้นนอกบางลงเหมือนเลเซอร์แบบอื่นๆ ซึ่งช่วงความยาวของคลื่นและอุณหภูมิจะอยู่ในระดับที่เสถียรพอเหมาะตรงจุด ทำให้เกิดการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน อย่างพอดี พลังงานของตัวคลื่นจะลงตรงจุดอย่างแม่นยำ โดยไม่ทำให้ผิวรอบข้างบาดเจ็บมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวด์จะทำให้เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ ใต้ชั้นผิวหนังเป็นการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ที่แข็งแรงและแน่นกว่าของเดิม ส่งผลให้ผิวหน้ายกกระชับ รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่มขึ้น หน้าเรียบเนียนใสอย่างเป็นธรรมชาติ

 

อยากรู้ไหม ทำ hifu กี่วันหายบวม ?

สำหรับทุกคน ล้วนมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องริ้วรอย และในคนส่วนมาก ที่ฉีดโบท็อกแล้วรู้สึกว่ากล้ามเนื้อนั้นแข็งแรงเกินไป ไม่ว่าการขยับใบหน้า หรือยิ้ม นั้น รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ แต่การแก้ปัญหาด้วยเครื่อง hifu นั้น ที่สามารถยิงเรียงเป็นเส้นเพื่อยกกระชับผิวตามแนวที่ต้องการได้ จึงทำให้ hifu นั้นเป็นอีกตัวเลือกอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่นำมาใช้ลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับผิว ด้วยที่ว่า สาเหตุของริ้วรอยนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่กล้ามเนื้อทำงานเยอะ แต่เกิดจากชั้นผิวของเรานั้นขาดคอลลาเจนแล้วบางลง และเมื่อผิวบางลงก็ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น และวิธีที่จะทำให้ชั้นผิวหนังหนาขึ้นนั้นก็คือ การสร้างคอลลาเจน กระตุ้นคอลลาเจนเข้าไปในผิว ซึ่งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในตอนนี้นั้นก็คือการใช้คลื่นเสียงยิงเป็นจุดโฟกัสเล็กๆ ลงใต้ผิวหนัง ซึ่งเหมาะมากกับคนที่ต้องการกระชับและลกริ้วรอยแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วยค่ะ hifu ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่ว่าจะเป็น ผิวหย่อนคล้อย แก้มย้อย เหนียงเยอะ หางคิ้วตก ลดร่องแก้มตื้นขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง กรอบหน้าไม่ชัดเจน เน้นหน้าเรียว v-Shape ช่วยลดริ้วรอย บริเวณรอยย้นที่หน้าผาก หางตา ตีนกา กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้หน้ากระจ่างใส ช่วยลดรอยฝ้ากระได้

หลังทำ hifu หน้าบวมกี่วัน?

จริง ๆ แล้วหลังจากการทำ hifu นั้นจะหายบวมใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ โดยหลังทำ hifu นั้น หน้าจะมีอาการบวมเป็นปรกติค่ะ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกันแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยมากน้อยไม่เหมือนกัน และริ้วรอยที่เกิดขึ้นมานั้น ตื้นหรือลึก และด้วยอีก ปัจจัยหนึ่งนั้นก็คือ การใช้เครื่องเกรดดี พลังงานสูงและยิงเน้นบริเวณแก้มส่วนล่าง จะบวม 1-2 สัปดาห์ เป็นปรกติค่ะ จะได้ผลดีในการยกกระชับและอีกทั้งยังอยู่ได้นาน แต่ถ้าใช้เครื่องเกรดต่ำ ข้อเสียของเครื่งเกรดต่ำนั้นคือ

  1. พลังงานไม่คงที่ บาง shot แรงมาก บาง shot เบามาก หมอจึงไม่กล้าใช้พลังงานสูง เพราะ shot ที่แรงเกินไป จะทำให้ผิวไหม้ หน้าบวม และอาจจะโดนเส้นประสาท และทำให้หน้าเบี้ยวได้ การที่หมอใช้พลังงานต่ำลง ทำให้ยิงแล้วไม่เจ็บ อาจทำให้เห็นผลบ้าง แต่จะอยู่ไม่นาน
  2. จุดของพลังงานจะไม่โฟกัส บางจุดร้อนตรงกลาง บางจุดไม่ร้อน ไม่มีความสม่ำเสมอ ทำให้เห็นผลน้อยลง
  3. รอบประมวนผลในการปล่อยพลังงานต่ำ ใช้เวลาในการยิงนานขึ้น โดยที่ได้ผลเท่าเดิม
  4. ใน 1 หัวยิง สมมุติว่ามี 20,000 shot shot ที่ยิงออกมาแรง ๆ จะพลังงานสูง shot ท้าย ๆ จะพลังงานต่ำลง ทำให้ได้ผลน้อยลง

และหลังจากการทำ hifu  บางท่านนั้นอาจจะมีรอยแดงบ้างหลังการทำทันที แต่ก็จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง แต่บางท่าน  อาจจะรู้สึกเมื่อยระหว่างทำ หรือหลังทำเสร็จ เหมือนใบหน้าไปออกกำลังกายมา ซึ่งนั้นก็แปลว่าความร้อนนั้นกำลังทำงานอยู่ และถ้าหากใช้พลังงานสูงเกินไป กับคนที่มีผิวบางนั้น  อาจจะทำให้เกิดตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นบางจุดได้ โดยตุ่มนั้น อาจจะขึ้นในวันแรก หรือหลังทำ 1 วันแต่ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไปและก็ไม่ต้องกังวลนะคะ 1-2 วัน ตุ่มแดงนั้นก็จะหายไปค่า ไม่เป็นแผลไม่มีรอยแน่นอน และหลังการทำบางท่าน อาจจะรู้สึกหน้าแห้งก็เป็นเพราะว่ายังมีความร้อนอยู่ภายใน ขอแนะนำให้ทาครีมบำรุงในช่วงแรก ๆ และงดในการนวดหน้าถูหน้าแรง ๆ ค่า และการที่ใช้พลังงานต่ำ หรือกับเครื่องที่ไม่ได้มาตฐาน นั้น จุดที่พลังงานสูงกระจาย ไม่เป็นเส้นเรียงกัน ก็จะบวม 1-2 สัปดาห์เช่นกัน แต่จะไม่ค่อยเห็นผลค่ะ  ดังนั้นก่อนที่จะทำนั้นก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน ว่าเครื่องที่ใช้นั้น เป็นเครื่อง hifu ของแท้ ที่ได้มาตฐานเครื่องที่ใช้เป็นเครื่องแบบไหน ยี่ห้ออะไร  มี อย. ไหม เราควรขอดู อย.เครื่องด้วย บางครั้งเครื่อง ที่ใช้อาจไม่ได้มาตฐาน ไม่มี อย. อย่างที่บอกข้อเสียจะอยู่ที่หน้าของเรา เอง เพราะเหตุนี้จึงต้องทำการเช็คให้รอบครอบ ก่อนที่จะเข้าการรักษา จึงจะทำการทำออกมานั้นได้ผลดีและเป็นที่หน้าพึงพอใจค่ะ

ในการทำ 1 ครั้งนั้น จะอยู่ได้ราว 5-6 เดือนเลยที่เดียวค่ะ และจะเห็นผลเต็มที่ตอน 2-3 เดือน และถ้าหลังจาก 3 เดือนไปแล้วนั้น ยังอยากที่จะกระชับผิวมากขึ้นอีก ก็ยังสามารถกลับมาทำซ้ำได้อีกเรื่อย ๆ เพื่อสร้างคอลลาเจนในผิวขึ้นเรื่อย ๆ หน้าก็จะยิ่งดูเด็กลง โดย hifu นั้น มารถทำได้บ่อย เพราะว่าไม่ต้องใช้เข็มแต่จะใช้เป็นหัวยิงแทน ยิงเป็นคลื่นสั่นลงไปใต้ผิว เป็นจุดเล็ก ๆ แล้วจะทำให้ผิวนั้นยกกระชับ เห็นผลในครั้งแรกทันทีประมาณ 20% และจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับเรื่อย ๆ ในการใช้เครื่อง hifu นั้นจริงๆแล้วจะต้องเจ็บในระดับหนึ่งค่ะ แต่ถ้าไม่มีอาการเจ็บเลยนั้น แสดงว่าเครื่องที่ใช้นั้นไม่ได้มาตฐาน หรือเพราะหมอปรับระดับพลังงานต่ำเกินไปจนไม่มีอาการเจ็บเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นผลลับที่จะได้นั้นอาจจะไม่ดี หรือไม่เห็นผลเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเครื่องแท้ ที่ได้มาตฐานอยู่แล้วนั้น

คนไข้ไม่อยากให้เจ็บมากเท่าไหร่หรือตามที่คนไข้รับมือไหวที่ไม่ต้องเจ็บจนเกินไป สามารถเลือกระดับ ที่ทนไหวได้ แล้วใช้การมาทำบ่อยๆแทนก็จะได้ผลเหมือนกันค่ะ หรือจะยอมเจ็บครั้งเดียวไปเลย ก็ได้ค่ะเพราะเห็นผลลับที่ต้องการเร็วขึ้นโดยที่ไม่ต้องมาทำบ่อย ๆ

หลังทำ hifu ควรทำอย่างไรบ้าง

การดูแลตัวเองหลังทำ hifu นั้น ปรกติแล้ว 1-4 วันแรกจะรู้สึกเจ็บ และ ระบม ในบริเวณที่หมอเน้นค่ะ อย่างเช่น โหนกแก้ม กระเปาะแก้ม เหนียง แนวกราม เพราะเป็นบริเวณที่เครื่อง จะส่งพลังงานเข้าไป ทำให้ แผ่นเอ็นยกหดรั้งตัว จึงทำให้ผิวหน้าทั้งแผงยกกระชับขึ้น ระยะเวลาที่ hifu จะออกฤทธิ์ ยกกระชับผิว คือ 4 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผล หน้า กระชับ เรียว ตึง แต่ถ้าหากเป็นการทำครั้งแรกนั้น แนะนำให้ทำครั้งที่ 2 ห่างกัน ประมาณ 45 วัน แล้ว ทำซ้ำทุก ๆ 5-6 เดือน เหมือนการร้อยไหม แต่ถ้าคนไข้อายุเยอะนั้น การสร้างคอลลาเจนไม่ดี ควรที่จะทำซ้ำ ทุก ๆ 3 เดือนค่ะ ทำครั้งหลัง ๆ จะเริ่มเจ็บน้อยกว่าครั้งแรก และทำครั้งที่ 3 ขึ้นไป ในหลังการทำ hifu นั้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติเลยค่ะ ใช้หน้าได้เลย อีกทั้ง ผิวไม่ตึงและยังไม่เป็นก้อนอีกด้วย และยังมีวิธีดูแลตัวเอง ดังนี้ค่ะ

  1. สามารถแต่งหน้าทาครีมบำรุงผิวได้ตามปรกติ แต่ขอแนะนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า spf สูงๆเสริมจากเดิมเพื่อป้องกันแสงแดด
  2. ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้ง สัก 1-2 สัปดาห์ เพื่อที่ส่งเสริมคอลลาเจนใต้ผิว
  3. ถ้าหากมีอาการ เมื่อย หรือ ตึงผิว ก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวด หรือ ถูใบหน้าอย่างแรง ควนนวดหน้าโดยการครึงเบาๆ
  5. ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือว่าดื่มแอลกอฮอล์ จะทำทำให้ไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนังได้

ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

การทำ hifu นั้น ใช้เวลาไม่นานนักเพียงแค่ 30 นาที แต่สิ่งที่จะได้กลับมานั้นคุ้มค่ากว่า เพราะจะได้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนประมาณ 30%  ทันทีภายหลังทำ และจากนั้นประมาณ1-3 เดือน ร่างกายนั้นจะทำการกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจน และ อิลาสติน จึงยิ่งเห็นผลอย่างชัดเจน อย่างเต็มศักยภาพ ในการยกกระชับ และผลของการรักษาสามารถคงอยู่ได้ต่อเนื่อง ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี และในหลายคนมีคำถามว่า ต้องกลับมาทำซ้ำหรือไม่? โดยทั่วไปแล้วนั้น แพทย์จะทำการแนะนำให้ทำเฉลี่ย ปีละครั้ง แต่ทั้งนี้ สำหรับบางรายต้องการให้ใบหน้ายกกระชับ เป๊ะตลอดเวลา อาจจะต้องมาทำทุก 6 เดือน ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคลเป็นหลักค่ะ

 

 

 

ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ในยุคปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำศัลยกรรม การแต่งเสริมเติมแต่ง รูปร่าง และใบหน้านั้น เป็นที่นิยมสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ทำให้ปัจจุบัน คลินิกเสริมความงาม สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าใครก็สามารถใช้บริการได้ และวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับนวัตกรรมที่สามารถยกกระชับผิว ทำให้ผิวบริเวณที่ต้องการดูอ่อนเยาว์ สดใส อ่อนวัย ลดอายุลงไปอีก โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว นั่นก็คือ โปรแกรมยกระชับผิว HIFU และ โปรแกรมยกกระชับผิว RF ทั้งสองโปรแกรมนี้หลาย ๆ ท่าน อาจเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว เนื่องจากเป็นนวัตกรรมด้านผิวพรรณที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โปรแกรมทั้งสองนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีปัญหา ผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใสเท่าที่ควร มีริ้วรอยของอายุ ใบหน้าและผิวหนังหย่อนคล้อย โปรแกรมยกกระชับนี้ จะช่วยยกกระชับใบหน้าและส่วนที่หย่อนคล้อยให้กระชับมากขึ้น และทำให้ริ้วรอยบนในหน้าที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นหายไป ทั้งสองโปรแกรมคืออะไร จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร  เรารวบรวมบทสรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านในบทความนี้ค่ะ

HIFU คืออะไร

HIFU หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focus Ultrasound เป็นการยกกระชับผิว โดยใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที โดย คลื่นอัลตร้าซาวด์ นี้จะมีหน้าที่เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการยกกระชับให้ผิวที่หย่อนคล้อย เข้ารูปหน้า และกรอบหน้าคมชัดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และอ่อนวัยมากขึ้น และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า HIFU เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย
  3. ผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก หนังตาตก
  4. ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มตื้น
  5. ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด และต้องการให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น
  6. ผู้ที่มีปัญหารอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก
  7. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ
  8. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส

ข้อดีของการทำ HIFU

มีใบหน้าที่สดใส กระชับ อ่อนเยาว์ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็ม หรือ เข้ารับการผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวหน้าให้เจ็บตัว โปรแกรมยกกระชับผิว HIFU สามารถทำได้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องใช้ ยาชาหรือเข็ม โดยในระหว่างการทำโปรแกรม ผู้เข้ารับโปรแกรมจะรู้สึกสบายผิว ไม่มีอาการเจ็บ หรือแสบร้อน มีเพียงความรู้สึกอุ่นเพียงเล็กน้อย ทำให้นอกจากรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังรู้สึกผ่อนคลายร่วมด้วย และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าได้ เช่น ริ้วรอยตีนกา ริ้วรอยบนหน้าผา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้ใบหน้าดูสดใส ไม่หมองคล้ำ และยังลดปัญหาเหนียง ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งยังไม่มีรอยแดงหลังการเข้ารับโปรแกรม ทำเสร็จสามารถแต่งหน้าต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องพักฟื้นและนอกจากการยกกระชับบริเวณใบหน้าแล้ว โปรแกรม HIFU ยังสามารถยกกระชับผิวในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

ข้อเสียของการทำ HIFU

ภายหลังจากการทำอาจมีอาการตึงหรือเมื่อยในบริเวณที่เข้ารับโปรแกรม และหลังจากการเข้ารับโปรแกรมการยกกระชับผิว HIFU จะรู้สึกได้ทันทีว่าบริเวณที่ได้ทำการยกกระชับผิวนั้น ผิวดูอิ่มน้ำขึ้นเล็กน้อย และมีอาการตึงขึ้นโดยที่สามารถมองเห็นได้ แต่อาการเหล่านี้จะสามารถหายไปได้เองภายในระยะเวลา 1-2 วันเท่านั้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU

หลังการเข้ารับโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU จะเห็นผลทันที 25-30% บริเวณที่เคยมีผิวหย่อนคล้อยจะรู้สึกตึงขึ้น เช่น ใบหน้าดูเรียว กรอบหน้าคมชัดมากขึ้น ผิวหน้าดูใสและดูอิ่มน้ำ ร่องรอยตีนกาและริ้วรอยต่าง ๆ จางลงแบบเห็นได้ชัด

RF คืออะไร

RF หรือที่มีชื่อเต็มว่า Radio Frequency เป็นการยกกระชับผิวโดยวิธีการปล่อยคลื่นวิทยุที่มีช่วงความถี่อยู่ในระหว่าง 0.3 – 0.5 MHz ซึ่งมีการวิจัยมาแล้วว่าคลื่นวิทยุความถี่อ่อนนี้ปลอดภัย สามารถใช้กับใบหน้าและร่างกายได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย คลื่นวิทยุจะผ่านทะลุจาก ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) และ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) เมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น หลอดเลือดขยายตัวช่วยให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี ของเสียในระบบน้ำเหลืองถูกขับออกมา

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า RF เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่ต้องการกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย
  2. ผู้ที่ต้องการจัดการปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด
  3. ผู้ที่ต้องการลบเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้จางลง
  4. ผู้ที่ต้องการรักษาผิวหน้าให้เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง และหลุมสิวตื้นขึ้น
  5. ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าไม่เรียว ไม่เข้ารูป

ข้อดีของการทำ RF

ข้อดีหรือประโยชน์ของการทำ RF นั้นมีมากมาย RF มีความปลอดภัยสูง และไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และยังสามารถช่วยกระชับสัดส่วน กำจัดเซลลูไลท์ และไขมันสะสมตามบริเวณต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็มหรือเข้ารับการผ่าตัด การทำ RF นาน 30 นาที จะช่วยให้สลายไขมันได้มากถึง 5 กรัม และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ใบหน้า, สะโพก, หน้าท้อง, แขน, ขา, ยกกระชับผิว และหน้าอก เร่งให้เกิดการเผาพลาญไขมันในร่างกาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ช่วยให้ผิวบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้น ทั้งยังสามารถปรับสีผิวให้สว่างใสขึ้น

ข้อเสียของการทำ RF

หากดื่มน้ำน้อยหลังจากที่เข้ารับการทำ RF จะทำให้กระบวนการขับของเหลวออกจากร่างกายไม่ได้ผลเท่าที่ควร ไขมันและของเสียจะสะสมอยู่ภายในร่างกาย ทำให้ผลการรักษาได้ผลไม่ดีนัก และไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และการทำ RF ในกรณีที่ทำเพื่อลดไขมันนั้น ผู้ที่เข้ารับโปรแกรมการทำ RF ต้องมีวินัยเป็นอย่างมากในการดูแลรักษาสภาพร่างกายหลังทำ ควบคุมอาหาร และต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ และผลการทำ RF ในแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ, การดูแลรักษาผิวพรรณ ทั้งก่อนหน้าและหลังการทำ RF และการทำ RF ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาฝ้าบนผิวหน้า เนื่องจากการทำ RF มีความร้อน จะทำให้เม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว RF

หลังจากเข้าโปรแกรมกระชับผิว RF ผิวจะเรียบเนียน ขาวใสมากขึ้น รอยคล้ำใต้ตา ผิวหนังในบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นแบบเห็นได้ชัด ตลอดจนริ้วรอยต่าง ๆ จางลง

ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ข้อแตกต่างระหว่าง HIFU และ RF นั้น HIFU จะใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูง เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว เพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ส่วน RF ใช้คลื่นวิทยุที่มีความถี่อ่อน ทะลุจากชั้น ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) ลงไปจนถึง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) และเมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ผิวหนังกระชับ ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

ทั้งสองโปรแกรมนั้นมีความคล้ายคลึงกันและถือได้ว่าดีทั้งคู่ หากต้องเลือกโปรแกรมในการทำ ควรเลือกโปรแกรมที่เข้ากับความต้องการของตนเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด และตรงตามความต้องการ และยิ่งไปกว่านั้นการเลือกสถานที่ในการรับบริการก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกโรงพยาบาล หรือ คลินิก ที่ได้มาตรฐานจะทำให้มั่นใจ หมดกังวลใจ เพราะมีบุคลากรแพทย์ที่น่าเชื่อถือ คอยให้คำแนะนำและการดูแลทั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม และมั่นใจได้ในเรื่องของความสะอาดและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน

อาการข้างเคียงที่พบจากการทำ ulthera

หลายท่านคงจะทราบกันดีว่าการทำ  ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัยและได้รูปขึ้นอีกครั้งซึ่งการทำ ulthera เป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยไม่อันตรายต่อผิวและไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรมใด ๆ แต่อาจจะมีผลข้างเคียงที่เกิดจากการทำอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ ulthera คุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera ให้ละเอียดเสียก่อนไม่ว่าจะเป็นที่มาของ ulthera,  ระบบการทำงาน, ข้อดีข้อเสีย, อาการข้างเคียงและควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะตัดสินใจทำทุกครั้งเพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดหรือได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงตามที่ต้องการได้ดังนั้นเราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera มาให้คุณศึกษาเพื่อเป็นความรู้ประกอบการตัดสินใจ

ulthera อัลเทอร่า คืออะไร

ulthera คือเทคโนโลยีการรักษาโดยใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจงและแม่นยำชื่อว่า high Intensity focus ultrasound หรือ คลื่นอัลตราซาวด์ที่หลาย ๆ คนรู้จักซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลดีที่สุดตัวหนึ่งในวงการแพทย์ผิวหนัง โดยเครื่องจะส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์ โดยไม่ต้องใช้เข็มทำลายชั้นผิวบนเลยและนอกจากนี้ยังสามารถส่งคลื่นไปยังชั้นผิวบน เช่น ชั้น 4.5 มิลลิเมตร และ ชั้น 1.5 มิลลิเมตร ซึ่งคลื่นอัลตราซาวด์นี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่และเมื่อชั้นผิว SMAS หดตัวก็จะทำให้ผิวยกกระชับมากขึ้น ใช้เวลาในการรักษาเพียง 60-120 นาทีซึ่งไม่ทำให้เกิดบาดแผลก็จะช่วยให้ผิวของคุณยกกระชับเต่งตึงขึ้น

การทำงานของ Ulthera จะใช้วิธีการส่งพลังงานผ่านความร้อนของคลื่น  High Intensity Focus Ultrasound ไปกระตุ้นผิวให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มม. คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้นผิว SMAS ให้เป็นจุดเล็ก ๆ ระยะห่างระหว่างจุดเท่า ๆ กัน ประมาณ 1-1.5 มม. เรียงเป็นแนวต่อเนื่องและเกิดความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิวลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำหลังจากการรักษาจะได้ผลการรักษาที่แน่นอนคุณสามารถแต่งหน้าได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว และสามารถทำการรักษาได้กับทุกสีทุกสภาพผิว ซึ่งประสิทธิภาพและผลการรักษานั้นได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมจากประเทศทั่วโลกอย่างกว้างขวาง

ใครที่เหมาะกับการทำ Ulthera อัลเทอร่า

  1. ผู้ที่มีไขมันแก้มไม่เยอะมากต้องการยกกระชับ
  2. ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัดไม่เห็นแนวกรามมีเหนียง
  3. ผู้ที่หนังตาและหางตาตกแต่ยังไม่ต้องการผ่าตัดหรือผู้ที่ต้องการจะยกหางตาหางคิ้วให้กระชับขึ้น
  4. ผู้ที่ต้องการจะฟื้นฟูบำรุงผิวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิวที่ช่วยในการบำรุงชั้นลึกกว่าการทาครีมทั่วไป
  5. คนที่อยากบำรุงผิวแต่ไม่มีเวลาบำรุงทุกวันเป็นประจำเพราะการทำ Ulthera บำรุงแค่ปีละครั้งเท่านั้น
  6. คุณแม่หลังคลอดหรือคุณแม่ให้นมบุตรที่อยากดูแลตัวเองเพราะสามารถทำในขณะที่ให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัยและใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ทำปีละครั้ง
  7. ผู้ที่ผิวมีความหย่อนคล้อยแต่ไม่อยากศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าและไม่อยากพักฟื้นเป็นเวลานาน
  8. ผู้ที่ต้องการยกกระชับฟื้นฟูผิวบริเวณลำคอและเนินอก

อาการข้างเคียงหลังทำ Ulthera อัลเทอร่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้

หลังจากการทำ Ulthera หลายคนมักจะกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่จะตามมาว่าจะมีอาการร้ายแรงหรือส่งผลกระทบต่อการออกไปใช้ชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน ด้วยความที่ Ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีพลังงานสูง ( High Intensity) ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการทำบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่เท่ากับการทำศัลยกรรมอื่น ๆ โดยอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากทำ Ulthera ได้แก่

  1. อาการบวม

อาการบวมหลังจากทำอาจจะพบได้บ้างเป็นบางคนแต่ก็ไม่ได้บวมมากเท่าใดนัก ไม่ได้บวมเขียวช้ำเราสามารถประคบเย็นหลังจากทำเสร็จเพื่อช่วยลดอาการบวมได้ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการบวมนี้จะค่อย ๆ ยุบตัวลงเองโดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วันหลังทำ

  1. ผิวแห้ง

หลายคนอาจจะมีโอกาสผิวแห้งลงในช่วงแรกหลังจากที่ทำเสร็จ ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากฤทธิ์ของยาชาที่ทาส่งผลทำให้ผิวแห้งเพิ่มขึ้น ข้อแนะนำคือให้ทามอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวบ่อย ๆ และทาครีมบำรุงกันแดดอย่างสม่ำเสมอ งดทายาบำรุงจำพวกไวท์เทนนิ่งที่ผลัดเซลล์ผิวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์

  1. อาการระบมใต้ผิวเวลาจับ

อาการนี้จะเกิดขึ้นกับแทบทุกคนหลังจากทำอัลเทอร่า ซึ่งจะระบมมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนถ้าหากมีอาการระบมมากจนเกินไปก็อาจจะรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล เพื่อลดอาการปวดหรือระบมได้ แต่โดยทั่วไปแล้วอาการระบมนั้นจะค่อย ๆ ลดลงและหายไปโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์หลังทำ

แต่โดยส่วนมากนั้นหลังทำมักจะไม่ค่อยพบผู้ที่มีอาการข้างเคียงร้ายแรงใด ๆ ที่นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้นส่วนมากผู้ที่ทำการรักษาเสร็จแล้วก็สามารถกลับไปทำงานใช้ชีวิตตามปกติได้ในทันทีโดยไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน

การรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า ปลอดภัยหรือไม่

Ulthera ถูกนำมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์ยาวนานกว่า 50 ปีแล้วและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมตกแต่งชั้นนำทั่วโลกมีการใช้ Ulthera มากกว่า 12ปี มั่นใจได้ว่าเครื่องนั้นมีความปลอดภัยสูง และเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพและผลการรักษาอย่างแน่นอนอีกทั้ง Ulthera ยังได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) ว่าสามารถยกกระชับตาและใบหน้าได้จริง ดังนั้นหากใครที่กำลังไม่มั่นใจว่าหากทำ Ulthera จะมีอาการข้างเคียงร้ายแรงหรือไม่ จะปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าการทำ Ulthera นั้นมีความปลอดภัยและไม่อันตรายอย่างที่คุณคิด 

ความรู้สึกขณะรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า

ขณะทำการรักษาด้วยเครื่องอัลเทอร่า จะมีการปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์ลงสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวผู้ถูกการรักษาจะรู้สึกถึงพลังงานที่เป็นจุดเล็ก ๆ กระทบลงบนผิวลึก ๆ และจะรู้สึกอุ่น ๆ ที่ใต้ผิวหนังซึ่งความรู้สึกดังกล่าวจะแตกต่างกันในไปแต่ละบุคคล บางคนรู้สึกเจ็บมากบางคนก็รู้สึกเจ็บปานกลางหรือบางคนแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งนี้การทายาชาก็จะช่วยบรรเทาเจ็บได้แต่ในบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาชาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล

 ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากทำ Ulthera อัลเทอร่า

สามารถเห็นผลลัพธ์หลังการทำ Ulthera ได้ภายในการทำเพียงครั้งแรก เพราะวัตถุประสงค์ของการทำ Ulthera คือ เพื่อสลายคอลลาเจนเก่าและเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อช่วยในการยกกระชับผิวซึ่งกระบวนการผลิตคอลลาเจนใหม่นี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากทำทันทีจนถึง 6 เดือนดังนั้นหลังทำ Ulthera จึงเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังการรักษาสังเกตได้ง่าย ๆ จากบริเวณแนวคิ้วและหางตาที่จะยกขึ้น กรอบหน้าชัดเจนขึ้นและผลลัพธ์อื่น ๆ ก็จะชัดเจนตามมาเรื่อย ๆ โดยผิวหน้าที่ได้รับการฟื้นฟูจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ และค่อย ๆ เข้ารูปอย่างเป็นธรรมชาติภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังทำ เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องของ Ulthera และโครงสร้างผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ผลลัพธ์จึงจะถาวรและอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 1-2 ปีเมื่อทำเสร็จแล้วคุณสามารถรอดูผลแล้วกลับมาทำเพิ่มเฉพาะจุดหรือทั่วใบหน้า อาจจะเพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่นั้นเพื่อให้ยังคงสภาพผิวเดิมไว้แต่ทั้งนี้ผลการรักษาของแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคลแต่จากการทดลองพบว่า 9 ใน 10 คนที่ได้รับการรักษา จะสามารถเห็นถึงผลลัพธ์จากการรักษาที่ชัดเจน เช่น แนวคิ้วยกขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น, ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์, ผิวที่ตึงกระชับ, ใบหน้ายกได้รูป, รูขุมขนเล็กลง, ผิวเรียบเนียนขึ้นทั่วทั้งบริเวณหน้าและคออย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ได้พึ่งการทำศัลยกรรมผ่าตัดพักฟื้นแต่อย่างใด ที่กล่าวมานี้เป็นข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการทำ Ulthera ที่หลาย ๆ คนกำลังกังวลในเรื่องของผลข้างเคียง ความปลอดภัย และอาการต่าง ๆ หลังจากทำ Ulthera ดังนั้นเมื่อทราบถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาแล้วว่าไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด การทำ Ulthera ก็ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องผิวที่หย่อนคล้อยไม่กระชับให้สภาพผิวกลับมาเต่งตึงอ่อนเยาว์กว่าวัยได้เป็นอย่างดี

 

 

 

คุณสมบัติของ HIFU

ในยุคสมัยที่ความงามเป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่หันมาให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เทคโนโลยีทางด้านความงามจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีความงามมากมาย ที่ถูกนำมาโฆษณาถึงสรรพคุณอันยอดเยี่ยมในการย้อนวัย หรือการจัดรูปหน้า แต่หนึ่งในเทคโนโลยีที่โดดเด่นน่าสนใจ คือ เทคโนโลยี HIFU (ไฮฟู่) ที่มีราคาไม่สูงมาก ทุกคนสามารถเอื้อมถึง และสามารถเห็นผลความแตกต่างได้ในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงจุดเด่นที่สำคัญ คือ ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น โดยที่ HIFU มีเทคโนโลยีเทียบเท่ากับการร้อยไหม ที่ใช้หลักการทำให้ผิวหดตัว กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวหน้ากระชับ และยังสามารถรักษาได้ลึกถึงชั้นผิว SMAS

HIFU คืออะไร

HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมในการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง ยิงผ่านชั้นผิวลงไปยังชั้นผิวที่ลึกที่สุด คือชั้น SMAS (Superficial Muscalar Aponeurotic System) โดยหลักการทำงานก็คือคลื่นอัลตร้าซาวด์จะเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนัง เพื่อให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และเซลล์ผิวหนังขึ้นมาทดแทนพร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการร้อยไหม เพียงแต่ HIFU จะไม่เจ็บตัว ไม่ต้องพักฟื้น จึงสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังการรักษา

HIFU เหมาะกับใคร

การทํา HIFU นั้นให้ผลดีด้านการยกกระชับ และการสร้างคอลลาเจน จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า ลดริ้วรอย  ผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ใบหน้ามีความหย่อนคล้อย ไม่กระชับ มีแก้ม มีเหนียง หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความคมชัดให้ใบหน้า รวมถึงสามารถกระชับสัดส่วน เช่น แขน ขา คอ ได้อีกด้วย

HIFU ควรทำเมื่ออายุเท่าไร

เทคโนโลยี HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 – 35 ปีขึ้นไป ผู้ที่อยากเพิ่มความงามโดยที่ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องพักรักษา ไม่ต้องใช้เข็ม หรือการผ่าตัด

อายุต่ำกว่า 25 ปีทำ HIFU ได้หรือไม่

คำตอบ คือ ทำได้แต่ไม่แนะนำ เนื่องจากช่วงวัย 20 ปีต้นๆ เป็นช่วงวัยที่ผิวยังสามารถผลิตอิลาสตินได้ดี ผิวใบหน้ายังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง และสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่เมื่ออายุเลย 25 ปีขึ้นไป ใบหน้าผลิตอีลาสตินได้น้อยลง จึงทำให้เริ่มมีร่องแก้ม ร่องใต้ตา ตีนกา จึงถือเป็นช่วงอายุที่เหมาะในการเริ่มทำ HIFU

HIFU เห็นผลเมื่อไร

โดยปกติแล้วการทำ HIFU จะเริ่มเห็นผลทันทีหลังจากที่ทำเสร็จ และจะเข้ารูปเมื่อผ่านไป 2 เดือน จากนั้นจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 – 12 เดือน ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการรักษา และสภาพผิวของแต่ละคน

ข้อดีของการทำ HIFU

  1. เห็นผลชัดเจน ทั้งการยกกระชับ และลดริ้วรอย
  2. ไม่เจ็บ หรือเจ็บน้อยมาก
  3. ไม่ต้องพักฟื้น
  4. สามารถทำได้บ่อยครั้ง
  5. ราคาไม่แพง

ข้อควรระวังของการทํา HIFU

  1. รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยี HIFU จะได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการความงาม แต่เทคโนโลยีนี้ก็ต้องการฝีมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ความเข้าใจด้านกายวิภาคมากพอสมควร
  2. เลือกสถานบริการที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง มีความสะอาด และให้บริการที่น่าเชื่อถือ
  3. ความรู้สึกเจ็บตึงใบหน้า หลังจากเข้ารักการรักษา จะหายไปหลังจากทำเสร็จประมาณ 2-3 ชั่วโมง

อัตราค่ารักษา

ราคาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่ แต่ก็จะมีราคามาตรฐาน โดยจะเริ่มต้นที่ประมาณหลักพันบาท ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ทั้งการคิดราคาจากจำนวนช็อต และคิดราคาเป็นคอร์ส

เลือกใช้บริการ HIFU อย่างไร

  1. เลือกยี่ห้อของเครื่อง HIFU แบรนด์เครื่องมือมีหลายระดับราคา ซึ่งถ้าใช้เครื่องที่มีมาตรฐานต่ำ พลังงานจะไม่คงที่ ทำให้แพทย์ไม่สามารถกะปริมาณพลังงานได้ถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้บางช็อตแรงเกินไป และบางช็อตเบาจนไม่ให้ผลการรักษาที่ดี
  2. สังเกตดูที่ราคาการรักษา การคิดราคาค่ารักษาที่ถูกเกินไป (ประมาณ 4,000 – 6,000 บาท) ก็อาจจะเป็นเครื่องที่มีคุณภาพต่ำอย่างที่กล่าวไป หรือจะมีการจำกัดช็อตการรักษาที่น้อยเกินไป จนอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
  3. เลือกสถาบันที่น่าเชื่อถือ พิจารณาจากใบรับรองต่าง ๆ ทั้งด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความชำนาญการของแพทย์
  4. ดูรีวิวประกอบการตัดสินใจ ลองเลือกดูรีวิวหลาย ๆ ที่เปรียบเทียบกัน หรือดูรีวิวจากหน้าเว็บฯ ของผู้ให้การรักษา แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกัน
  5. เช็คประวัติแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าแพทย์มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการรักษา รวมถึงชั่วโมงบินที่ผ่านมาในงานสายนี้

การเตรียมตัวก่อนทำ HIFU

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น การสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น
  2. งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะทำให้ผิวแก่เร็วกว่าวัย
  3. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่
  4. ทาครีมบำรุงผิว สามารถทาครีมบำรุงได้ตามปกติ และแนะนำว่าควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงอย่างสม่ำเสมอด้วย
  5. งดการออกแดด งดอยู่ในที่แจ้ง เพื่อให้การทำ HIFU ได้ฟื้นฟูผิวได้อย่างเต็มที่
  6. กินยาแก้ปวด หากมีอาการเมื่อยหรือตึงผิว การกินยาแก้ปวดช่วยคุณได้
  7. ไม่สัมผัสใบหน้าแรง ๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง และไวต่อการเกิดริ้วรอย

เปรียบเทียบ HIFU กับร้อยไหม

ข้อดีของ HIFU

  1. HIFU ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง อย่างมากก็แค่ปวดหรือตึงผิวบริเวณใบหน้าเท่านั้น ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายไปหลังจากที่ทำ 1 – 2 วัน
  2. HIFU เจ็บตัวน้อยกว่า ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. HIFU เห็นผลประมาณ 20 – 30% ทันทีหลังจากการรักษา
  4. HIFU เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวเข็ม กลัวเจ็บ และกลัวจะมีสิ่งแปลกปลอมบนใบหน้า
  5. HIFU สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้มากกว่าการร้อยไหม

ข้อดีของการร้อยไหม

  1. เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป วัยที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ความหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องใช้การดึงรั้งของเส้นไหมเข้ามาช่วย การร้อยไหมจึงให้ผลที่ชัดเจนมากกว่า HIFU
  2. การร้อยไหมให้ผลที่คงอยู่ได้นานกว่า ไหมบางประเภทสามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี
  3. การร้อยไหมไม่ต้องทำบ่อย ๆ เมื่อเทียบกับ HIFU

เมื่อรู้ข้อมูลดังที่ได้เสนอไปข้างต้นแล้ว คุณคงตัดสินใจเลือกใช้บริการที่เหมาะกับคุณได้โดยไม่ยาก อย่างไรก็ตาม นอกจากการพึ่งพาการรักษาด้วยเทคโนโลยีแล้ว คุณก็ควรที่จะดูแล รักษาผิวหน้า เพื่อช่วยชะลอวัยได้ด้วยตัวเอง ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  1. ทาครีมถูกวิธี เพื่อกระชับผิว ลดการหย่อนคล้อย และต้านการเกิดริ้วรอย
  2. เลือกครีมที่เหมาะสมกับผิวหน้า
  3. การไม่จับหรือถูใยหน้าแรง ๆ
  4. ทาครีมกันแดดเป็นประจำและสม่ำเสมอ
  5. ออกกำลัง เพื่อกระตุ้นระบบการทำงานของร่างกาย ให้อยู่ในระดับสมดุล
  6. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณมาก เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นไม่ขาดน้ำ
  7. เลือกอาหารที่มีประโยชน์ และกินให้ครบ 5 หมู่
  8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์และสารที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง