7 ข้อห้าม ที่คนอยากสวยด้วย HIFU ต้องระวัง!

เรื่องความสวยความงามไม่ว่าจะกับคุณผู้หญิงท่านไหนก็คงอยากจะให้คงอยู่ไปตลอดกาล เพราะความสวยคือสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจและกล้าที่จะออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ หลาย ๆ คนมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของผิวพรรณที่เริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งเกิดริ้วรอยและเหี่ยวย่นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และด้วยการที่ผู้หญิงต่างไม่ต้องการที่จะหยุดสวย นวัตกรรมเพื่อความงามที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันมากมายก็ได้กลายเป็นทางเลือกที่สาว ๆ ต่างให้ความสนใจ แต่ด้วยความกลัวเจ็บหรือเรื่องของค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย ก็ล้วนแต่ทำให้สาว ๆ คิดไม่ตกกันเลยทีเดียวว่าจะเลือกใช้บริการเสริมความงามรูปแบบใดดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า การทำ HIFU ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการเสริมความมั่นใจให้กับสาว ๆ หลายท่าน เพราะการทำ HIFU ไม่ต้องถึงขั้นได้ใช้มีดหมอแบบที่หลายคนกลัว ‘HIFU’ หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นนวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้าของคุณผู้หญิง ด้วยการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงขั้น SMAS หรือ  Superficial Muscular Aponeurotic System ซึ่งจะทำให้ผิวกระชับขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมานั่นเอง สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองทำ HIFU เพื่อสร้างผิวใหม่ที่เรียบเนียนและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ไม่ควรทำทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการทำ HIFU คือสิ่งที่ทุก ๆ คนควรให้ความสนใจ ซึ่ง 7 ข้อห้ามที่คนอยากสวยต้องระวังมีดังนี้

  1. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอออล์ทุกชนิด

แม้จะเป็นคนรักการสังสรรค์มากเพียงใด ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะต้องมีการเฉลิมฉลองต่าง ๆ นานา แต่หากอยากสวยด้วย HIFU อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วล่ะก็ ผู้ที่เข้ารับการทำ HIFU ก็ควรงดกิจกรรมสังสรรค์หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ บุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าทั้งบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างก็เป็นข้อห้ามที่จะมาสกัดความสวยของคุณผู้หญิงอยู่แล้ว ด้วยความที่มีสารต่าง ๆ ที่อาจกระทบต่อการทำ HIFU อีกทั้งกระทบกับสุขภาพของผู้ที่ตัดสินใจทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนควรจะงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยต้องเริ่มงดตั้งแต่ก่อนเริ่มทำจนไปถึงหลังจากที่ทำแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่กำลังจะเกิดใหม่

  1. เลิกนิสัยโต้รุ่ง

ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการทำ HIFU ทุกคนควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ว่าการทำ HIFU มีการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงกับเนื้อเยื่อ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูตนเองได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยเสริมให้การทำ HIFU มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าก่อนทำ HIFU ควรที่จะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก่อน ไม่ควรอดหลับอดนานเด็ดขาด

  1. อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับแสงแดด

สำหรับคนที่เข้ารับการทำ HIFU แน่นอนว่าใบหน้าจะบอบบางขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนแสงแดดที่ร้อนแรงก็มีผลต่อการทำ HIFU เช่นกัน ซึ่งผู้ที่เพิ่งทำ HIFU มาควรจะหลีกเลี่ยงแสงแดดไปสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากแสงแดดสามารถทำลายคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ควรจะเลี่ยงแสงแดดไปสักพัก หรือหากมีความจำเป็นต้องออกไปอยู่ในที่กลางแจ้งจริง ๆ ก็ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อปกป้องผิวของตนเองเสมอ อย่างเช่น หมวกทที่สามารถบังแสงแดดได้ หรือจะเป็นร่มกันแดด เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดปะทะกับผิวโดยตรง และที่สำคัญคือควรที่จะทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไว้อีกขั้นตอนหนึ่ง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจกับตัวผู้รับการทำ HIFU เอง และถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงแดดไปสัก 1-2 สัปดาห์หลังจากที่รับการทำ HIFU

  1. งดสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรง

หลังจากที่ทำ HIFU มานั้น ทุกคนควรจะงดการแตะหรือสัมผัสกับใบหน้าของตัวเอง เนื่องจากใบหน้าของเราในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูและค่อนข้างที่จะบอบบางเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้มือแตะหรือจับบริเวณต่าง ๆ บนใบหน้าอย่างรุนแรง หลายคนอาจมีความรู้ตึง ๆ หรือเมื่อยบริเวณใบหน้า จึงอาจทำให้เผลอไปนวดหรือสัมผัสใบหน้าแบบรุนแรงเอาได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากทำ HIFU มา เพราะอาจทำให้การทำ HIFU เสื่อมประสิทธิภาพได้

  1. อย่าละเลยการบำรุงใบหน้าของตัวเอง

เชื่อว่าคนอยากที่สวยอยู่เสมอหลายคนคงดูแลผิวพรรณเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่การที่ใบหน้าของเรากำลังอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นตัวและบอบบางเป็นพิเศษ แน่นอนว่าขั้นตอนการดูแลใบหน้าก็ควรที่จะพิเศษตามไปด้วย เพราะหากไม่ดูแลรักษาใบหน้าให้ดี ค่าใช้จ่ายที่เสียไปอาจไม่เกิดประโยชน์ก็เป็นได้ ดังนั้นเหล่าสาว ๆ จึงไม่ควรที่จะละเลยการบำรุงใบหน้าด้วยครีมหรือทรีตเมนท์ต่าง ๆ เป็นอันขาด นอกจากนี้เรื่องความสะอาดก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน จึงควรที่จะล้างหน้าและบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ใบหน้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และเสี่ยงกับการเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง 

  1. อย่าลืมเช็คความน่าเชื่อถือของสถานที่ที่รับทำ HIFU

แม้จะอยากสวยหรือกลับมาดูอ่อนวัยมากเพียงใด แต่ก็ควรมีสติและเลือกคลินิกหรือสถานเสริมความงามที่มีความน่าเชื่อถือ เรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ควรได้มาตรฐาน และผู้ที่ทำการให้บริการต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับที่ไว้วางใจได้ ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ารับการทำ HIFU ควรจะตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนเริ่มทำเสมอ เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อร่างกายและเงินในกระเป๋า เนื่องจากความเป็นที่นิยมของ HIFU จึงอาจทำให้มีสื่อหลายรูปแบบที่ออกมาโฆษณาเกินจริง อาจดูน่าเชื่อถือแต่ก็ไม่สามรถไว้วางใจได้ การตรวจสอบก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด

  1. อย่าขัดคำสั่งของคุณหมอ

เมื่อได้รับการทำ HIFU แล้ว สิ่งที่สาว ๆ ทุกคนห้ามละเลยก็คือคำสั่งจากคุณหมอที่ดูแลเรา เพราะเขาคือผู้ที่จะคอยติดตามผลลัพธ์จากการทำ HIFU และคอยให้คำแนะนำหรือวิธีการปฏิบัติตัวต่าง ๆ หลังจากทำให้แก่ผู้รับบริการ และหากว่าไม่ทำตามคำแนะนำของคุณหมอ จากที่จะสวยอาจกลายเป็นแย่ยิ่งกว่าก่อนทำไปเลยก็เป็นได้ ดังนั้นจึงควรเชื่อฟังคำเตือนของคุณหมอ สิ่งใดที่ควรทำและไม่ควรทำก็ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ และหากเกิดอาการผิดปกติหลังจากทำ ผู้ทำ HIFU ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าคิดไปเองว่าอาจจะไม่เป็นอะไร เพื่อความปลอดภัยและความสวยที่คงทนแบบที่ทุกคนต้องการ     

การทำ HIFU เป็นนวัตกรรมที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผู้ที่ทำให้ได้กลับมามีความมั่นใจกับใบหน้าของตนเองอีกครั้ง โดยส่วนมากแล้วผู้ที่ต้องการทำมักอยู่ในช่วงอายุ 25-30 ปีขึ้นไป โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือเรื่องของความเหี่ยวย่นของใบหน้า รู้สึกใบหน้าไม่กระชับเหมือนสมัยยังสาว อีกทั้งยังมีริ้วรอยเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ทำให้สาว ๆ หมดความมั่นใจเอาได้ง่าย ๆ และแม้การทำ HIFU จะมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างน้อยและราคาไม่แพงมาก แต่การระมัดระวังตนเองก็เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่เสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และไม่เกิดผลเสียต่อตัวของผู้เข้ารับการทำ HIFU โดยข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อที่ได้กล่าวไปนั้น สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และผู้ที่จะเข้ารับการทำ HIFU ก็ควรที่จะศึกษาไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติตัวถูกในระดับหนึ่ง แต่นอกจากข้อควรระวังทั้ง 7 ข้อแล้ว หากมีสิ่งใดที่สงสัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้ ผู้ที่ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดคือผู้เชี่ยวชาญที่รับหน้าที่ในการทำ HIFU ตามคลินิกหรือสถานเสริมความงามต่าง ๆ นั่นเอง ซึ่งพวกเขาพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ผู้เข้ารับบริการเสมอ

           

 

 

 

อยากรู้ไหมว่า ทำ Ulthera กี่วันเห็นผล?

ปัญหาผิวหน้ามีริ้วรอยและหย่อนคล้อยไปตามกาลเวลานั้น เป็นปัญหาที่หลายคนประสบอยู่ แต่ในยุคนี้ที่มีเทคโนโลยีมากมาย ให้เรากลับมามีผิวเด็กแบบโกงอายุได้ไม่ยาก ด้วยการทำอัลเทอร่าหน้าเด็ก หนึ่งในนวัตกรรมการยกกระชับผิวปรับรูปหน้าด้วยอัลตร้าซาวด์ เพื่อคืนคอลลาเจนให้กับผิว กลับมาเต่งตึงและย้อนวัยได้อีกครั้ง แต่หลายคนคงมีข้อสงสัยว่าการทำ Ulthera นั้นต้องทำกี่วันถึงจะเห็นผล แล้วการทำ Ulthera ช่วยให้หน้าเด็กลงได้จริงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว

การทำ Ulthera คืออะไร

Ulthera ไม่ใช่การผ่าตัดศัลยกรรมและไม่ใช่การทำเลเซอร์ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ที่มีความถี่สูง โดยหลักการทำงานคือ จะปล่อยคลื่นออกมาเป็น dot เล็ก ๆ ที่ผิวหนังในชั้นที่เฉพาะเจาะจงลงไปในผิวชั้นลึก รู้สึกคล้ายมีการเย็บผิวที่หย่อนคล้อยให้ตึงกระชับขึ้น เพราะมีการยิงจุดเล็ก ๆ  และมีระยะห่างเท่า ๆ กัน คือ 1-1.5 มิลลิเมตร เรียงเป็นแนวต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลการรักษาที่แน่นอนกว่า มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง สามารถทำได้กับทุกสีผิว อีกทั้งคลื่นเสียงนี้ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวกระชับ เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยจาง รู้สึกผิวตึงเหมือนผิวเด็ก ซึ่งประสิทธิภาพและผลการรักษานั้นได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

การรักษาด้วย Ulthera ปลอดภัยหรือไม่

Ulthera เป็นการรักษาที่ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ถึง 50 ปีแล้ว ซึ่งพัฒนาและปรับปรุงมาจากอัลตร้าซาวด์ที่เรารู้จักกันดี โดยมีการใช้ในแพทย์ทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และแพทย์ผิวหนังหลาย ๆ ประเทศ มานานกว่า 12 ปี ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ว่าสามารถยกกระชับตาและใบหน้าได้จริง ทั้งยังมีความปลอดภัยสูงและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง จึงมั่นใจได้ในการเข้ารับการรักษา

มีอาการข้างเคียงหลังจากทำ Ulthera หรือไม่

อาการข้างเคียงจากการทำพบได้น้อยมากจนถึงอาจจะไม่พบเลยในบางราย สามารถกลับไปทำงานได้ทันที และใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยที่ไม่ต้องนอนพักฟื้นแต่อย่างใด ในบางรายอาจพบอาการข้างเคียงหลังทำเพียงเล็กน้อย เช่น ใบหน้าอาจมีอาการบวมหรือแดงสักระยะหนึ่ง ราว ๆ 2-10 วัน และจากนั้นจะทุเลาลงและหายได้เอง

การทำ Ulthera นั้น กี่วันถึงจะเห็นผล

จุดเด่นของการทำ Ulthera คือการ Lifting หรือการยกกระชับผิว ความรู้สึกหลังทำอัลเทอร่าทันทีคือจะรู้สึกร้อนผ่าว ๆ ที่ผิวลึก ๆ เนื่องจากผิวหน้าเราถูกกระตุ้นและยกตัวขึ้นจากการที่ชั้น SMAS หดตัว ผิวที่หย่อนคล้อยดูยกกระชับขึ้นประมาณ 20% และกรอบหน้าชัดขึ้น

– หลังจากทำได้ 3 วัน ผิวจะรู้สึกได้ถึงการกระชับที่มากขึ้น ผิวมีความแน่น เนื้อแก้มที่ห้อยย้อยเริ่มยกตัวขึ้น ผิวดูฟู เด้ง มีความยืดหยุ่น ร่องแก้มและร่องใต้ตาตื้นขึ้นค่อนข้างชัด

– หลังจากทำได้ 7 วัน ผิวหน้าเริ่มยกอย่างชัดเจนขึ้น เนื้อแก้มที่ห้อยตกเริ่มยกกระชับกว่าเดิม กรอบหน้าเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผิวดูมีน้ำมีนวลสดใส

– หลังจากทำได้ 1 เดือน ผิวจะกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ร่องน้ำหมาก ลดลงอย่างชัดเจน ใบหน้าเริ่มดูอ่อนเยาว์ลงกว่าก่อนทำ

– หลังจากผ่านไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน จะเห็นผลชัดเจนที่สุด เนื่องจากคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นใหม่ จะถูกสร้างออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 เดือน โครงสร้างผิวจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ ผิวที่ค่อนข้างเหี่ยวและคล้อยจะดูตึงและกระชับมากขึ้น และคงสภาพอยู่ยาวนานกว่า 1-2 ปี

ซึ่งนอกจากการทำ Ulthera จะทำให้ผิวที่ห้อยย้อยกลับมาเต่งตึงกระชับ กรอบหน้าคมชัดขึ้นแล้วนั้น ยังทำให้ผิวใส มีออร่า และดูอ่อนวัยไปอีกหลายปี ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย สวยจากภายในสู่ภายนอก

การทำ Ulthera ดีจริงไหม?

หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่งการทำ Ulthera นั้น มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มากมายว่าได้ผลดี และการทำ Ulthera ก็เป็นนวัตกรรมยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับคนที่ไม่ต้องการทำศัลยกรรมหรือพักฟื้น ส่วนผลลัพธ์ที่ได้นั้น การทำ Ulthera ช่วยยกกระชับผิวหน้าได้จริง แต่มีปัจจัยที่สำคัญคือ จะต้องทำกับเครื่องมือแท้ที่นำเข้าจากอเมริกา และทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในเครื่องมือเท่านั้น ถึงจะได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี

จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่อง Ulthera ที่ใช้เป็นของแท้หรือของปลอม

เมื่อการจะทำ Ulthera  ให้ได้ผลที่ดีแล้วนั้น จำต้องขึ้นอยู่กับเครื่องที่ใช้ด้วย เพราะ Ulthera เป็นหัตถการที่เป็นที่นิยม ทำให้มีเครื่องปลอมในท้องตลาด ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกันแต่ผลิตมาจากประเทศจีน มีราคาถูกกว่าของแท้มาก แต่เสี่ยงต่ออันตรายและผลลัพธ์ที่ได้ เราสามารถสังเกตคร่าว ๆ ได้ว่าเครื่องแท้นั้นจะต้องเป็นอย่างไร ดังนี้

  1. เครื่องอัลเทอร่าแท้จะมีขนาดประมาณหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ประกอบด้วยตัวเครื่องที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หัวยิง และแฮนพีช
  2. หน้าจอเครื่องจะต้องเป็นแบบ Real Time คือแพทย์สามารถเห็นชั้นผิวของเราได้ขณะที่ทำ
  3. เพื่อผลการรักษาที่ดี ควรจะเป็นเครื่องที่นำเข้าอย่างถูกต้องจากบริษัท Merz Asthetic ที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้นำเข้าเครื่อง Ulthera เพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งเราสามารถเข้าเว็บไซต์ของบริษัทเพื่อตรวจสอบรายชื่อคลินิกที่ใช้เครื่อง Ulthera แท้ได้โดยตรง
  4. ที่สถานพยาบาลหรือสถานประกอบการ หากมีการใช้เครื่องแท้อย่างถูกต้อง จะต้องมีสัญลักษณ์คริสตัล Ultherapy ใบประกาศ (Certificate of Authenticity) และโล่ ตั้งไว้ยังสถานพยาบาลนั้น ๆ อย่างชัดเจน เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตี

Ulthera มีกี่แบบ

ในความเป็นจริงแล้วนั้น อัลเทอร่ามีเพียงแบบเดียว เพียงแต่ได้มีการอัพเกรดหัวอัลเทอร่าแบบใหม่ให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมถึงทำให้มีอาการเจ็บในขณะทำน้อยลงด้วยนั่นเอง สำหรับชนิดของหัวอัลเทอร่าที่ใช้กันนั้น จะแบ่งตามบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ โดยมี 3 หัวด้วยกันคือ

– หัวขนาด 1.5 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นหนังกำพร้า และชั้นหนังแท้

– หัวขนาด 3.0 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นไขมัน รอบดวงตา และบริเวณหน้าผาก

– หัวขนาด 4.5 mm. ใช้สำหรับผิวชั้นกล้ามเนื้อ แก้ม เหนียง และลำคอ

ข้อดีและข้อเสียของการทำ Ulthera

ข้อดีของ Ulthera

  1. สามารถยกกระชับหน้าได้ทุกช่วงอายุ แม้อายุ 45 ปีก็เห็นผล
  2. หลังจากทำแล้ว อยู่ได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการทำ Thermage และ Hifu
  3. เนื่องจาก Ulthera เป็นการใช้คลื่นพลังงานความร้อนที่สามารถส่งตรงไปยังเนื้อเยื่อบริเวณที่ต้องการแก้ปัญหาได้อย่างเฉพาะเจาะจง จึงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยสูง
  4. นอกจากจะช่วยให้ใบหน้ากลับมากระชับแล้ว ยังช่วยลดจุดด่างดำต่าง ๆ ผิวเรียบเนียนและใสขึ้น ให้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ

ข้อเสียของ Ulthera

  1. ขณะทำการรักษาเพื่อปล่อยคลื่นลงบนผิวนั้น อาจทำให้รู้สึกอุ่นที่ใต้ผิวหนัง และอาจรู้สึกเหมือนมีหนามเล็ก ๆ แทงลงบนผิว แต่แพทย์จะใช้ยาชาทาในบริเวณที่จะรักษาก่อนทำการรักษา เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวได้
  2. ในบางรายอาจมีรอยแดงเกิดขึ้นได้บ้าง แต่จะหายเป็นปกติภายใน 1 ชั่วโมง
  3. บางรายอาจพบรอยบวมหรือเขียว แต่สามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แล้วแต่สภาพผิวของแต่ละคน
  4. มีราคาค่อนข้างสูง

การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีการทำ Ulthera นั้น จัดได้ว่าเป็นอีกวิธีที่ปลอดภัยสูง และได้ผลลัพธ์ที่ดี เป็นที่นิยม แต่เทคโนโลยีต่าง ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่ต้องมีระยะเวลาของผลลัพธ์ การทำ Ulthera ก็เช่นกัน แม้ว่าจะรู้สึกผิวตึงได้ในทันทีหลังทำ แต่เพื่อผลลัพธ์ที่สูงสุด ก็ต้องใช้เวลาราว ๆ 3-6 เดือน ถึงจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจทำสามารถศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมถึงระยะเวลาในการติดตามผล เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนทำ และเลือกเทคโนโลยีในการแก้ปัญหารูปหน้าหรือผิวหน้าให้ตรงกับความต้องการของตนเองมากที่สุด เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน ให้คุณเปลี่ยนมาเป็นคนใหม่ ที่สวยสดใส หน้าตึงได้ทุกช่วงวัย เหมือนโกงอายุ

 

อยากรู้ไหม ทำ hifu กี่วันหายบวม ?

สำหรับทุกคน ล้วนมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องริ้วรอย และในคนส่วนมาก ที่ฉีดโบท็อกแล้วรู้สึกว่ากล้ามเนื้อนั้นแข็งแรงเกินไป ไม่ว่าการขยับใบหน้า หรือยิ้ม นั้น รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ แต่การแก้ปัญหาด้วยเครื่อง hifu นั้น ที่สามารถยิงเรียงเป็นเส้นเพื่อยกกระชับผิวตามแนวที่ต้องการได้ จึงทำให้ hifu นั้นเป็นอีกตัวเลือกอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่นำมาใช้ลดเลือนริ้วรอยและยกกระชับผิว ด้วยที่ว่า สาเหตุของริ้วรอยนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่กล้ามเนื้อทำงานเยอะ แต่เกิดจากชั้นผิวของเรานั้นขาดคอลลาเจนแล้วบางลง และเมื่อผิวบางลงก็ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น และวิธีที่จะทำให้ชั้นผิวหนังหนาขึ้นนั้นก็คือ การสร้างคอลลาเจน กระตุ้นคอลลาเจนเข้าไปในผิว ซึ่งเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในตอนนี้นั้นก็คือการใช้คลื่นเสียงยิงเป็นจุดโฟกัสเล็กๆ ลงใต้ผิวหนัง ซึ่งเหมาะมากกับคนที่ต้องการกระชับและลกริ้วรอยแบบค่อยเป็นค่อยไป และยังมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าอีกด้วยค่ะ hifu ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่ว่าจะเป็น ผิวหย่อนคล้อย แก้มย้อย เหนียงเยอะ หางคิ้วตก ลดร่องแก้มตื้นขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง กรอบหน้าไม่ชัดเจน เน้นหน้าเรียว v-Shape ช่วยลดริ้วรอย บริเวณรอยย้นที่หน้าผาก หางตา ตีนกา กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้หน้ากระจ่างใส ช่วยลดรอยฝ้ากระได้

หลังทำ hifu หน้าบวมกี่วัน?

จริง ๆ แล้วหลังจากการทำ hifu นั้นจะหายบวมใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ โดยหลังทำ hifu นั้น หน้าจะมีอาการบวมเป็นปรกติค่ะ ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกันแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยมากน้อยไม่เหมือนกัน และริ้วรอยที่เกิดขึ้นมานั้น ตื้นหรือลึก และด้วยอีก ปัจจัยหนึ่งนั้นก็คือ การใช้เครื่องเกรดดี พลังงานสูงและยิงเน้นบริเวณแก้มส่วนล่าง จะบวม 1-2 สัปดาห์ เป็นปรกติค่ะ จะได้ผลดีในการยกกระชับและอีกทั้งยังอยู่ได้นาน แต่ถ้าใช้เครื่องเกรดต่ำ ข้อเสียของเครื่งเกรดต่ำนั้นคือ

  1. พลังงานไม่คงที่ บาง shot แรงมาก บาง shot เบามาก หมอจึงไม่กล้าใช้พลังงานสูง เพราะ shot ที่แรงเกินไป จะทำให้ผิวไหม้ หน้าบวม และอาจจะโดนเส้นประสาท และทำให้หน้าเบี้ยวได้ การที่หมอใช้พลังงานต่ำลง ทำให้ยิงแล้วไม่เจ็บ อาจทำให้เห็นผลบ้าง แต่จะอยู่ไม่นาน
  2. จุดของพลังงานจะไม่โฟกัส บางจุดร้อนตรงกลาง บางจุดไม่ร้อน ไม่มีความสม่ำเสมอ ทำให้เห็นผลน้อยลง
  3. รอบประมวนผลในการปล่อยพลังงานต่ำ ใช้เวลาในการยิงนานขึ้น โดยที่ได้ผลเท่าเดิม
  4. ใน 1 หัวยิง สมมุติว่ามี 20,000 shot shot ที่ยิงออกมาแรง ๆ จะพลังงานสูง shot ท้าย ๆ จะพลังงานต่ำลง ทำให้ได้ผลน้อยลง

และหลังจากการทำ hifu  บางท่านนั้นอาจจะมีรอยแดงบ้างหลังการทำทันที แต่ก็จะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง แต่บางท่าน  อาจจะรู้สึกเมื่อยระหว่างทำ หรือหลังทำเสร็จ เหมือนใบหน้าไปออกกำลังกายมา ซึ่งนั้นก็แปลว่าความร้อนนั้นกำลังทำงานอยู่ และถ้าหากใช้พลังงานสูงเกินไป กับคนที่มีผิวบางนั้น  อาจจะทำให้เกิดตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นบางจุดได้ โดยตุ่มนั้น อาจจะขึ้นในวันแรก หรือหลังทำ 1 วันแต่ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไปและก็ไม่ต้องกังวลนะคะ 1-2 วัน ตุ่มแดงนั้นก็จะหายไปค่า ไม่เป็นแผลไม่มีรอยแน่นอน และหลังการทำบางท่าน อาจจะรู้สึกหน้าแห้งก็เป็นเพราะว่ายังมีความร้อนอยู่ภายใน ขอแนะนำให้ทาครีมบำรุงในช่วงแรก ๆ และงดในการนวดหน้าถูหน้าแรง ๆ ค่า และการที่ใช้พลังงานต่ำ หรือกับเครื่องที่ไม่ได้มาตฐาน นั้น จุดที่พลังงานสูงกระจาย ไม่เป็นเส้นเรียงกัน ก็จะบวม 1-2 สัปดาห์เช่นกัน แต่จะไม่ค่อยเห็นผลค่ะ  ดังนั้นก่อนที่จะทำนั้นก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน ว่าเครื่องที่ใช้นั้น เป็นเครื่อง hifu ของแท้ ที่ได้มาตฐานเครื่องที่ใช้เป็นเครื่องแบบไหน ยี่ห้ออะไร  มี อย. ไหม เราควรขอดู อย.เครื่องด้วย บางครั้งเครื่อง ที่ใช้อาจไม่ได้มาตฐาน ไม่มี อย. อย่างที่บอกข้อเสียจะอยู่ที่หน้าของเรา เอง เพราะเหตุนี้จึงต้องทำการเช็คให้รอบครอบ ก่อนที่จะเข้าการรักษา จึงจะทำการทำออกมานั้นได้ผลดีและเป็นที่หน้าพึงพอใจค่ะ

ในการทำ 1 ครั้งนั้น จะอยู่ได้ราว 5-6 เดือนเลยที่เดียวค่ะ และจะเห็นผลเต็มที่ตอน 2-3 เดือน และถ้าหลังจาก 3 เดือนไปแล้วนั้น ยังอยากที่จะกระชับผิวมากขึ้นอีก ก็ยังสามารถกลับมาทำซ้ำได้อีกเรื่อย ๆ เพื่อสร้างคอลลาเจนในผิวขึ้นเรื่อย ๆ หน้าก็จะยิ่งดูเด็กลง โดย hifu นั้น มารถทำได้บ่อย เพราะว่าไม่ต้องใช้เข็มแต่จะใช้เป็นหัวยิงแทน ยิงเป็นคลื่นสั่นลงไปใต้ผิว เป็นจุดเล็ก ๆ แล้วจะทำให้ผิวนั้นยกกระชับ เห็นผลในครั้งแรกทันทีประมาณ 20% และจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับเรื่อย ๆ ในการใช้เครื่อง hifu นั้นจริงๆแล้วจะต้องเจ็บในระดับหนึ่งค่ะ แต่ถ้าไม่มีอาการเจ็บเลยนั้น แสดงว่าเครื่องที่ใช้นั้นไม่ได้มาตฐาน หรือเพราะหมอปรับระดับพลังงานต่ำเกินไปจนไม่มีอาการเจ็บเลย ถ้าเป็นเช่นนั้นผลลับที่จะได้นั้นอาจจะไม่ดี หรือไม่เห็นผลเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเครื่องแท้ ที่ได้มาตฐานอยู่แล้วนั้น

คนไข้ไม่อยากให้เจ็บมากเท่าไหร่หรือตามที่คนไข้รับมือไหวที่ไม่ต้องเจ็บจนเกินไป สามารถเลือกระดับ ที่ทนไหวได้ แล้วใช้การมาทำบ่อยๆแทนก็จะได้ผลเหมือนกันค่ะ หรือจะยอมเจ็บครั้งเดียวไปเลย ก็ได้ค่ะเพราะเห็นผลลับที่ต้องการเร็วขึ้นโดยที่ไม่ต้องมาทำบ่อย ๆ

หลังทำ hifu ควรทำอย่างไรบ้าง

การดูแลตัวเองหลังทำ hifu นั้น ปรกติแล้ว 1-4 วันแรกจะรู้สึกเจ็บ และ ระบม ในบริเวณที่หมอเน้นค่ะ อย่างเช่น โหนกแก้ม กระเปาะแก้ม เหนียง แนวกราม เพราะเป็นบริเวณที่เครื่อง จะส่งพลังงานเข้าไป ทำให้ แผ่นเอ็นยกหดรั้งตัว จึงทำให้ผิวหน้าทั้งแผงยกกระชับขึ้น ระยะเวลาที่ hifu จะออกฤทธิ์ ยกกระชับผิว คือ 4 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นผล หน้า กระชับ เรียว ตึง แต่ถ้าหากเป็นการทำครั้งแรกนั้น แนะนำให้ทำครั้งที่ 2 ห่างกัน ประมาณ 45 วัน แล้ว ทำซ้ำทุก ๆ 5-6 เดือน เหมือนการร้อยไหม แต่ถ้าคนไข้อายุเยอะนั้น การสร้างคอลลาเจนไม่ดี ควรที่จะทำซ้ำ ทุก ๆ 3 เดือนค่ะ ทำครั้งหลัง ๆ จะเริ่มเจ็บน้อยกว่าครั้งแรก และทำครั้งที่ 3 ขึ้นไป ในหลังการทำ hifu นั้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปรกติเลยค่ะ ใช้หน้าได้เลย อีกทั้ง ผิวไม่ตึงและยังไม่เป็นก้อนอีกด้วย และยังมีวิธีดูแลตัวเอง ดังนี้ค่ะ

  1. สามารถแต่งหน้าทาครีมบำรุงผิวได้ตามปรกติ แต่ขอแนะนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า spf สูงๆเสริมจากเดิมเพื่อป้องกันแสงแดด
  2. ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้ง สัก 1-2 สัปดาห์ เพื่อที่ส่งเสริมคอลลาเจนใต้ผิว
  3. ถ้าหากมีอาการ เมื่อย หรือ ตึงผิว ก็สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวด หรือ ถูใบหน้าอย่างแรง ควนนวดหน้าโดยการครึงเบาๆ
  5. ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือว่าดื่มแอลกอฮอล์ จะทำทำให้ไปทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนังได้

ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า

การทำ hifu นั้น ใช้เวลาไม่นานนักเพียงแค่ 30 นาที แต่สิ่งที่จะได้กลับมานั้นคุ้มค่ากว่า เพราะจะได้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนประมาณ 30%  ทันทีภายหลังทำ และจากนั้นประมาณ1-3 เดือน ร่างกายนั้นจะทำการกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจน และ อิลาสติน จึงยิ่งเห็นผลอย่างชัดเจน อย่างเต็มศักยภาพ ในการยกกระชับ และผลของการรักษาสามารถคงอยู่ได้ต่อเนื่อง ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี และในหลายคนมีคำถามว่า ต้องกลับมาทำซ้ำหรือไม่? โดยทั่วไปแล้วนั้น แพทย์จะทำการแนะนำให้ทำเฉลี่ย ปีละครั้ง แต่ทั้งนี้ สำหรับบางรายต้องการให้ใบหน้ายกกระชับ เป๊ะตลอดเวลา อาจจะต้องมาทำทุก 6 เดือน ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคลเป็นหลักค่ะ

 

 

 

ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ในยุคปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำศัลยกรรม การแต่งเสริมเติมแต่ง รูปร่าง และใบหน้านั้น เป็นที่นิยมสำหรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ทำให้ปัจจุบัน คลินิกเสริมความงาม สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าใครก็สามารถใช้บริการได้ และวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับนวัตกรรมที่สามารถยกกระชับผิว ทำให้ผิวบริเวณที่ต้องการดูอ่อนเยาว์ สดใส อ่อนวัย ลดอายุลงไปอีก โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว นั่นก็คือ โปรแกรมยกระชับผิว HIFU และ โปรแกรมยกกระชับผิว RF ทั้งสองโปรแกรมนี้หลาย ๆ ท่าน อาจเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้ว เนื่องจากเป็นนวัตกรรมด้านผิวพรรณที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โปรแกรมทั้งสองนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีปัญหา ผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใสเท่าที่ควร มีริ้วรอยของอายุ ใบหน้าและผิวหนังหย่อนคล้อย โปรแกรมยกกระชับนี้ จะช่วยยกกระชับใบหน้าและส่วนที่หย่อนคล้อยให้กระชับมากขึ้น และทำให้ริ้วรอยบนในหน้าที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นหายไป ทั้งสองโปรแกรมคืออะไร จะมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร  เรารวบรวมบทสรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านในบทความนี้ค่ะ

HIFU คืออะไร

HIFU หรือที่มีชื่อเต็มว่า High Intensity Focus Ultrasound เป็นการยกกระชับผิว โดยใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที โดย คลื่นอัลตร้าซาวด์ นี้จะมีหน้าที่เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นการยกกระชับให้ผิวที่หย่อนคล้อย เข้ารูปหน้า และกรอบหน้าคมชัดมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และอ่อนวัยมากขึ้น และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า HIFU เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย
  3. ผู้ที่มีปัญหาคิ้วตก หนังตาตก
  4. ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มตื้น
  5. ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด และต้องการให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น
  6. ผู้ที่มีปัญหารอยตีนกา ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก
  7. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้า กระ จุดด่างดำ
  8. ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส

ข้อดีของการทำ HIFU

มีใบหน้าที่สดใส กระชับ อ่อนเยาว์ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็ม หรือ เข้ารับการผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวหน้าให้เจ็บตัว โปรแกรมยกกระชับผิว HIFU สามารถทำได้เลยทันทีโดยที่ไม่ต้องใช้ ยาชาหรือเข็ม โดยในระหว่างการทำโปรแกรม ผู้เข้ารับโปรแกรมจะรู้สึกสบายผิว ไม่มีอาการเจ็บ หรือแสบร้อน มีเพียงความรู้สึกอุ่นเพียงเล็กน้อย ทำให้นอกจากรู้สึกสบายผิวแล้ว ยังรู้สึกผ่อนคลายร่วมด้วย และยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้าได้ เช่น ริ้วรอยตีนกา ริ้วรอยบนหน้าผา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้ใบหน้าดูสดใส ไม่หมองคล้ำ และยังลดปัญหาเหนียง ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งยังไม่มีรอยแดงหลังการเข้ารับโปรแกรม ทำเสร็จสามารถแต่งหน้าต่อได้เลย โดยที่ไม่ต้องพักฟื้นและนอกจากการยกกระชับบริเวณใบหน้าแล้ว โปรแกรม HIFU ยังสามารถยกกระชับผิวในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

ข้อเสียของการทำ HIFU

ภายหลังจากการทำอาจมีอาการตึงหรือเมื่อยในบริเวณที่เข้ารับโปรแกรม และหลังจากการเข้ารับโปรแกรมการยกกระชับผิว HIFU จะรู้สึกได้ทันทีว่าบริเวณที่ได้ทำการยกกระชับผิวนั้น ผิวดูอิ่มน้ำขึ้นเล็กน้อย และมีอาการตึงขึ้นโดยที่สามารถมองเห็นได้ แต่อาการเหล่านี้จะสามารถหายไปได้เองภายในระยะเวลา 1-2 วันเท่านั้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU

หลังการเข้ารับโปรแกรมยกกระชับผิว HIFU จะเห็นผลทันที 25-30% บริเวณที่เคยมีผิวหย่อนคล้อยจะรู้สึกตึงขึ้น เช่น ใบหน้าดูเรียว กรอบหน้าคมชัดมากขึ้น ผิวหน้าดูใสและดูอิ่มน้ำ ร่องรอยตีนกาและริ้วรอยต่าง ๆ จางลงแบบเห็นได้ชัด

RF คืออะไร

RF หรือที่มีชื่อเต็มว่า Radio Frequency เป็นการยกกระชับผิวโดยวิธีการปล่อยคลื่นวิทยุที่มีช่วงความถี่อยู่ในระหว่าง 0.3 – 0.5 MHz ซึ่งมีการวิจัยมาแล้วว่าคลื่นวิทยุความถี่อ่อนนี้ปลอดภัย สามารถใช้กับใบหน้าและร่างกายได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย คลื่นวิทยุจะผ่านทะลุจาก ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) และ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) เมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น หลอดเลือดขยายตัวช่วยให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนได้ดี ของเสียในระบบน้ำเหลืองถูกขับออกมา

โปรแกรมยกกระชับผิวหน้า RF เหมาะกับใคร

  1. ผู้ที่ต้องการกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย
  2. ผู้ที่ต้องการจัดการปัญหาผิวหย่อนคล้อย โดยไม่ต้องผ่าตัด
  3. ผู้ที่ต้องการลบเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้จางลง
  4. ผู้ที่ต้องการรักษาผิวหน้าให้เรียบเนียน รูขุมขนเล็กลง และหลุมสิวตื้นขึ้น
  5. ผู้ที่มีปัญหาใบหน้าไม่เรียว ไม่เข้ารูป

ข้อดีของการทำ RF

ข้อดีหรือประโยชน์ของการทำ RF นั้นมีมากมาย RF มีความปลอดภัยสูง และไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และยังสามารถช่วยกระชับสัดส่วน กำจัดเซลลูไลท์ และไขมันสะสมตามบริเวณต่าง ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เข็มหรือเข้ารับการผ่าตัด การทำ RF นาน 30 นาที จะช่วยให้สลายไขมันได้มากถึง 5 กรัม และยังสามารถทำในบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ใบหน้า, สะโพก, หน้าท้อง, แขน, ขา, ยกกระชับผิว และหน้าอก เร่งให้เกิดการเผาพลาญไขมันในร่างกาย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดในร่างกาย ช่วยให้ผิวบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้น ทั้งยังสามารถปรับสีผิวให้สว่างใสขึ้น

ข้อเสียของการทำ RF

หากดื่มน้ำน้อยหลังจากที่เข้ารับการทำ RF จะทำให้กระบวนการขับของเหลวออกจากร่างกายไม่ได้ผลเท่าที่ควร ไขมันและของเสียจะสะสมอยู่ภายในร่างกาย ทำให้ผลการรักษาได้ผลไม่ดีนัก และไม่เป็นไปตามที่ต้องการ และการทำ RF ในกรณีที่ทำเพื่อลดไขมันนั้น ผู้ที่เข้ารับโปรแกรมการทำ RF ต้องมีวินัยเป็นอย่างมากในการดูแลรักษาสภาพร่างกายหลังทำ ควบคุมอาหาร และต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ และผลการทำ RF ในแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ, การดูแลรักษาผิวพรรณ ทั้งก่อนหน้าและหลังการทำ RF และการทำ RF ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาฝ้าบนผิวหน้า เนื่องจากการทำ RF มีความร้อน จะทำให้เม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น

ผลลัพธ์หลังการทำโปรแกรมยกกระชับผิว RF

หลังจากเข้าโปรแกรมกระชับผิว RF ผิวจะเรียบเนียน ขาวใสมากขึ้น รอยคล้ำใต้ตา ผิวหนังในบริเวณที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นแบบเห็นได้ชัด ตลอดจนริ้วรอยต่าง ๆ จางลง

ความแตกต่างระหว่าง HIFU กับ RF

ข้อแตกต่างระหว่าง HIFU และ RF นั้น HIFU จะใช้ คลื่นอัลตร้าซาวด์ ที่มีความเข้มข้นสูง เข้าไปทำให้เนื้อเยื่อในชั้นผิวหนัง ผิวหนังในชั้น SMAS หรือชั้นพังผืดที่รองรับเนื้อเยื่อของผิวหนังหดตัว เพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ใต้ผิวหนัง ส่วน RF ใช้คลื่นวิทยุที่มีความถี่อ่อน ทะลุจากชั้น ผิวหนังชั้นกำพร้า (Epidermis), ผิวหนังชั้นแท้ (Dermis) ลงไปจนถึง ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat) และเมื่อประสานเข้ากับการนวด จะทำให้ผิวหนังกระชับ ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

ทั้งสองโปรแกรมนั้นมีความคล้ายคลึงกันและถือได้ว่าดีทั้งคู่ หากต้องเลือกโปรแกรมในการทำ ควรเลือกโปรแกรมที่เข้ากับความต้องการของตนเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด และตรงตามความต้องการ และยิ่งไปกว่านั้นการเลือกสถานที่ในการรับบริการก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกโรงพยาบาล หรือ คลินิก ที่ได้มาตรฐานจะทำให้มั่นใจ หมดกังวลใจ เพราะมีบุคลากรแพทย์ที่น่าเชื่อถือ คอยให้คำแนะนำและการดูแลทั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรม และมั่นใจได้ในเรื่องของความสะอาดและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน