ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage

ความใฝ่ฝันของหลายคนคือการมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์อยู่เสมอแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม และในยุคปัจจุบันนี้เองก็มีหลากวิธีที่จะทำให้เราหน้าเด็กลงได้แม้ไม่ผ่านการทำศัลยกรรม หนึ่งในวิธีนั้นก็คือ Thermage (เทอมาจ) นวัตกรรมยกกระชับใบหน้า ลดไขมัน ลดริ้วรอย ที่จะทำให้คุณกลับมาดูอ่อนกว่าวัย เรียกคืนความสดใสและความมั่นใจกลับมา ด้วยวิธีที่ปลอดภัย เห็นผล ปรับรูปหน้าให้กระชับและเรียบเนียนอย่างที่คุณต้องการ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำนั้น ต้องมารู้ถึงข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage รวมถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้

รู้จักกันสักหน่อยก่อนทำ Thermage คืออะไร

นวัตกรรมที่ใช้เครื่องมือช่วยในการยกกระชับผิวและกระตุ้นคอลลาเจน ด้วยการใช้คลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ลงไปในชั้นผิวหนังจนถึงชั้นไขมัน โดยคลื่นความร้อนนี้จะถูกส่งผ่านไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผิวที่ถูกทำ Thermage จึงมีความเต่งตึง แน่น และกระชับขึ้นได้ในระยะยาว สามารถยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยได้อีกด้วย ซึ่งบริเวณผิวที่ทำ Thermage นั้น จะดูสดใสมีน้ำมีนวลขึ้น ดังนั้นการทำ Thermage จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผิวมีการปรับโครงสร้างให้แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมสูง

คอลลาเจนมีความสำคัญอย่างไร

คอลลาเจน (Collagen) คือโปรตีนรูปแบบหนึ่งที่ได้จากการรวมตัวของกรดอะนิโม ที่ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ ช่วยเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นตัวช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สดใส และเปล่งปลั่ง ร่างกายจะผลิตได้มากเมื่ออายุยังน้อย แต่เมื่ออายุมากขึ้นตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจนจะเริ่มลดการผลิตลงเรื่อย ๆ จนถึงในวัยเลข 4 คอลลาเจนแทบจะไม่ผลิตออกมาเลย ส่งผลให้ผิวหนังเหี่ยว ย่น มีริ้วรอย และเกิดการหย่อนคล้อยได้ ดังนั้นการเสริมสร้างคอลลาเจนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะจะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ผิวแข็งแรงเรียบเนียนขึ้น ทั้งยังชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ การทำ Thermage เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว จึงเป็นอีกวิธีในการดูแลผิวหน้าให้กลับมาสดใสไร้ริ้วรอย

Thermage รักษาหรือแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

– รักษาผิวหน้าด้วย Thermage ใบหน้าที่หย่อนคล้อย ไร้ความตึงและกระชับ สามารถแก้ปัญหาได้ รวมไปถึงความห้อยย้อยของแก้ม คาง ก็สามารถดึงและปรับรูปหน้าให้เรียวสวยได้

– รักษาผิวรอบดวงตาด้วย Thermage ริ้วรอยรอบดวงตา หนังตาตก หางคิ้วตก ใต้ตาหย่อนคล้อย สามารถทำ Thermage เพื่อแก้ปัญหานี้ได้ ทำให้ดวงตากลับมาสดใส และมีชีวิตชีวา

– รักษารูปร่างด้วย Thermage ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ย้วย ไม่กระชับ มีไขมันและเซลลูไลท์สะสมเยอะ สามารถแก้ไขด้วย Thermage หลังจากทำผิวบริเวณนั้นจะตึงกระชับขึ้น ทั้งยังเรียบเนียนยิ่งขึ้นด้วย

Thermage เหมาะสำหรับใครบ้าง

  1. ผู้ที่ต้องการยกกระชับ ปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องการผ่าตัดทำศัลยกรรม
  2. มีผิวหนังหย่อนคล้อย ทั้งบริเวณใบหน้า และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  3. ผิวหน้าหย่อนยาน ขาดการยืดหยุ่น
  4. แก้มห้อยย้อย มีไขมันใต้คาง แนวขากรรไกรไม่คมชัด
  5. ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35-60 ปี จะเห็นผลชัดและได้ผลดีที่สุด
  6. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการผ่าตัดดึงหน้า

เลือกทำ Thermage ที่ไหนดีที่ปลอดภัย

หากตัดสินใจที่จะทำ Thermage แล้วนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลยก็คือ ควรศึกษาข้อมูลของ Thermage อย่างละเอียด ถึงวิธีการทำ ผลลัพธ์ที่ได้ รวมถึงผลข้างเคียง และเลือกคลินิกหรือสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพราะหากคลินิกใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วนั้น เครื่องจะให้พลังงานที่ไม่สม่ำเสมอ และอาจเกิดผลค้างเคียงได้ เช่น ทำแล้วไม่ได้ผล หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ อาจทำให้ผิวไม่สม่ำเสมอ มีการยุบบุ๋มเป็นบางที่ หรืออาจทำให้ผิวไหม้ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ต้องทำกับเครื่องแท้ที่มีเอกสารผ่านการรับรอง และควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะแพทย์จะสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับปัญหาของคนไข้ได้ รวมถึงประสบการณ์และฝีมือของแพทย์ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่ต้องการ

ขั้นตอนในการรักษาด้วย Thermage

  1. แพทย์จะเริ่มต้นการทำรักษาโดยให้ความเย็นกับผิวชั้นบน เพื่อให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย
  2. วางหัว Tip ที่ถูกออกแบบมาอย่างพิเศษบนบริเวณผิวที่จะทำการรักษา
  3. พลังงานคลื่นความถี่วิทยุจะถูกส่งผ่านลึกลงไปยังชั้นผิวแบบเฉพาะเจาะจง และเกิดเป็นพลังงานความร้อน เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจนที่ใต้ชั้นผิว
  4. แพทย์จะใช้ Cryogen เพื่อช่วยให้ความเย็นกับชั้นผิว ให้รู้สึกสบายหลังการรักษา โดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษานั้นจะประมาณ 1-2 ชั่วโมง

ความรู้สึกระหว่างทำการรักษาด้วย Thermage

ในขณะที่ทำการรักษาและหลังการรักษา จะรู้สึกสบายไม่มีการแสบร้อน เนื่องจากขั้นตอนการส่งผ่านพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นเพื่อหยุดยั้งสัญญาณการตอบสนองของระบบประสาท และในระหว่างขั้นตอนการทำ ระบบการให้ความเย็นแก่ผิวนั้นจะเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการส่งผ่านพลังงานไปยังผิว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนจำกัดอยู่แค่ในชั้นของหนังแท้และเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวเท่านั้น โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก ในขณะทำการรักษาด้วย Thermage ทุก 1 shot จะรู้สึกเป็น 3 ช่วง คือ เริ่มจากรู้สึกเย็นสั้น ๆ จากนั้นจะรู้สึกว่าหัว Tip สั่น พร้อมกับได้รับความร้อนลึก ๆ แล้วก็รู้สึกเย็นอีกครั้ง ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเพียง 2 วินาทีต่อ 1 shot

หลังทำ Thermage มีผลข้างเคียงหรือไม่

ก่อนจะทำ Thermage ควรรู้ถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากทำได้ ซึ่งเทคโนโลยี Thermage นั้น เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัย เนื่องจากได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) ทำให้สามารถเชื่อมั่นได้ในผลการรักษา ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้นั้นมีน้อยมาก เรียกว่าน้อยกว่า 1% ผลข้างเคียงที่พบคือ อาจเป็นผื่นในบริเวณที่ทำ หรือเกิดการบวมแดงขึ้นเล็กน้อย และจะหายไปเองใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวังการทำ Thermage ก็คือ ไม่ควรทำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่กำลังตั้งครรภ์

ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังจากการรักษา โดยบริเวณแก้มและคางจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้น ใบหน้าที่ความเรียวกระชับได้สัดส่วน เนื่อจากไขมันส่วนเกินได้ถูกกำจัดออกไป ผิวจะดูเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง ดูอ่อนวัย เนื่องจากได้รับการฟื้นฟูลึกถึงระดับเซลล์ผิว มีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของความกระชับ เรียบเนียน ผิวจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว เพราะเส้นใยคอลลาเจนที่สมบูรณ์จะช่วยให้ผิวเรียบตึงและริ้วรอยลดลง หลังการรักษาด้วย Thermage จะสามารถอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ขึ้นกัอยู่กับช่วงอายุ การดูแล และการตอบสนองของแต่ละบุคคล

การดูแลหลังทำ Thermage

การทำ Thermage จะมีจุดเด่นก็คือ หลังจากการทำเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องดูแลผิวเป็นพิเศษ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ไม่ว่าจะในร่มหรือกลางแจ้ง เพียงแค่ดูแลผิวทั่วไป เช่น ทาครีมบำรุง ครีมกันแดด และไม่จำเป็นต้องทำการพักฟื้น สามารถแต่งหน้าได้ตามไลฟ์สไตล์ประจำวัน ไม่ต้องเพิ่มเติมการดูแลให้วุ่นวาย ทั้งยังไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยงแสงแดด และไม่มีข้อควรระวังพิเศษก่อนและหลังการรักษาเหมือนกับการทำเลเซอร์ทั่วไป และนี่ก็คือข้อควรรู้ก่อนและหลังทำ Thermage ที่ควรจะศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ ไม่ว่าจะเลือกเทคโนโลยียกกระชับใบหน้าด้วยวิธีไหนก็ตาม จะต้องหาข้อมูลให้มากพอและทำความเข้าใจให้ดี เพื่อที่ว่าจะได้ตอบสนองผลลัพธ์ได้อย่างตรงความต้องการ นอกจากนี้ควรเลือกสถานที่ทำที่ได้มาตรฐาน เพราะในปัจจุบันเราสามารถทำ Thermage ในราคาที่เหมาะสมได้ ซึ่งถ้าหากราคาถูกเกินไป อาจจะมีการใช้เครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานหรือเครื่องเลียนแบบได้ จึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนตัดสินใจทำด้วย

 

 

อยากหน้าเรียวต้องอ่าน Thermage กี่วันเห็นผล?

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ปัญหาหนึ่งที่จะต้องพบเจอนั่นก็คือ ผิวหน้าไม่กระชับและหย่อนคล้อย ปัญหานี้พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย หลายคนจึงต้องสรรหาสารพัดครีมมาใช้ แต่นั่นก็ใช้เวลานานกว่าจะเริ่มเห็นผลหรือรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง และด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ของการยกกระชับปรับรูปหน้าที่เรียกว่า Thermage จึงทำให้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกแก้ไข ช่วยคืนความอ่อนวัยให้กับคุณได้อย่างไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องใช้เวลานานในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เฉกเช่นการใช้ครีมหรือทำทรีทเมนท์ หลายคนคงเกิดคำถามที่ว่า แล้วการทำ Thermage กี่วันเห็นผล? เรามาหาคำตอบนี้กัน

รู้จักกับ Thermage

Thermage คือหนึ่งในนวัตกรรมของการยกกระชับผิว ทั้งผิวหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียวเล็ก และทุกส่วนของร่างกายที่ต้องการให้ผิวมีความกระชับ ขจัดเซลลูไลท์ และทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้ ด้วยเครื่องมือที่ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง (monopolar RF) ที่มีเทคโนโลยีในการปล่อยพลังงานความร้อนลงไปได้ลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ที่อยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว เพื่อแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย สลายไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด และช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ เป็นวิธีที่ดีในการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือทำศัลยกรรม สามารถปรับให้รูปหน้าเรียวสวย ยกกระชับผิวรอบดวงตา และมีกระบวนการรักษาเพียงครั้งเดียวแบบไม่ต้องเจ็บตัว

Thermage ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง

  1. ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่มีความหย่อนคล้อยไปตามวัยและกาลเวลา สร้างกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ให้ใบหน้าเรียวโดยไม่ต้องผ่าตัด
  2. ช่วยยกกระชับบริเวณเปลือกตา สำหรับคนที่หนังตาตก ผิวรอบตามีความหย่อนคล้อย ให้กระชับและดวงตาดูสดใสขึ้น
  3. ช่วยลดบริเวณแก้มและเหนียง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเนื้อแก้มเยอะ หรือมีเหนียงที่ชัดเจน
  4. ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยบริเวณใบหน้าและร่องแก้มลึก และเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหน้า
  5. ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยหลังจากลดน้ำหนัก และผิวที่ท้องแตกลายหลังคลอดบุตร
  6. ช่วยขจัดเซลลูไลท์ตามร่างกาย ให้ต้นขา ต้นแขน สะโพก และหน้าท้อง กระชับขึ้น

Thermage กี่วันเห็นผล

Thermage จะใช้เวลาในการทำ 1-2 ชั่วโมง และหลังจากทำเสร็จจะเห็นผลในเรื่องยกกระชับแบบทันทีประมาณ 30% หลังจากนั้นสภาพผิวจะดีขึ้นจากการที่มีการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวใหม่ โดยจะเห็นผลเต็มที่ในเวลา 3-6 เดือน และจะอยู่ไปอย่างน้อยราว ๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละคน สำหรับคนที่ต้องการให้ผลลัพธ์อยู่นาน ๆ สามารถทำซ้ำได้ในอีก 6 เดือนหลังจาก Thermage หมดฤทธิ์ ซึ่งการทำต่อเนื่องปีละครั้งจะช่วยฟื้นฟูผิวเดิมให้ดีขึ้น และเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการชะลอวัยให้กับผิวหน้าได้ในระยะยาว

ขั้นตอนการทำ Thermage

  1. ทายาชาลงบนผิวบริเวณที่จะทำ Thermage ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้ยาชาออกฤทธิ์
  2. ทำความสะอาดผิวด้วยแอลกอฮอลล์ และแพทย์ผู้ทำจะทำการลอกรูปตาราง (Grid Paper) ลงบนผิว เพื่อความแม่นยำในการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ เนื่องจากคนไข้บางรายอาจเกิดผื่นแพ้ส่วนผสมในการลอกรูปตารางลงบนผิวได้ แพทย์อาจทำการพิจารณาไม่ใช้รูปตาราง
  3. ยิงรักษาทีละจุดตามตารางจนทั่วบริเวณจนครบจำนวนช็อต เช่น 600, 900 หรือ 1,200 ช็อต
  4. ให้ความเย็นแก่ผิวชั้นบนเป็นครั้งสุดท้าย (Spray Cooling) เพื่อป้องกันผิว Burn
  5. แพทย์อาจมีการกลับมายิงซ้ำในบริเวณที่ต้องการการรักษาหรือเน้นการดูแลเป็นพิเศษ
  6. หลังจากยิงเสร็จแล้ว ทำความสะอาดผิวและลบตารางออก

ผลข้างเคียงของการทำ Thermage

Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ปลอดภัยเพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้มีผลข้างเคียงน้อยมาก อาการที่อาจพบได้หลังจากการทำคือ

  1. รอยแดงหลังทำ สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากการเกิดความร้อนที่บริเวณใต้ผิวหนังที่ทำ และจะหายได้เองหลังทำไม่กี่ชั่วโมง
  2. อาการบวม นูน เป็นอาการข้างเคียงที่อาจพบได้บ้าง แต่จะเป็นการบวมเพียงเล็กน้อย ไม่ได้บวมมากหรือรุนแรงเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม สามารถหายได้เองและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
  3. ผิวไหม้ (Burn) อาจมีการเกิดขึ้นได้สำหรับการรักษาที่ใช้ความร้อนมากเกินไป เช่น ระดับ 3-4 เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นกว่าระดับอื่น แต่อาจส่งผลข้างเคียงหลังทำให้ผิวไหม้ หรือเกิดการบาดเจ็บระหว่างทำได้ เพราะฉะนั้นหากเรามีความรู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว ต้องรีบบอกแพทย์ผู้ทำการรักษา เพราะปกติแล้วความร้อนของ Thermage ควรเป็นความร้อนในระดับที่ Hot But Tolerated หรือร้อนในระดับที่พอทนได้ แต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด

คำแนะนำในการดูแลตนเองก่อนและหลังทำ Thermage

  1. ก่อนทำควรพักผิวหน้าหรือผิวบนร่างกายในบริเวณที่ต้องการทำ โดยงดการทำทรีทเมนท์หรือเลเซอร์อื่น ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย Thermage
  2. เน้นทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่ต้องการทำอย่างสม่ำเสมอ และควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไปร่วมด้วย
  3. ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหรือต้องโดนแดดจัด ๆ โดยตรง หลังทำ Thermage ประมาณ 1 สัปดาห์
  4. หลังทำ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ ขึ้นไป เป็นประจำ
  5. หากแพทย์ให้ครีมบำรุงมาทา เพื่อป้องกันการอักเสบ บวม แดง และรอยแผลเป็น ควรทาครีมอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง

ข้อดีของการทำ Thermage

  1. Thermage เป็นการยกกระชับผิวที่เห็นผลชัดตั้งแต่หลังทำ และให้ผลลัพธ์ยาวนานต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้เวลารอนาน
  2. การทำ Thermage สามารถช่วยปรับรูปหน้าได้ตามต้องการ และแก้ปัญหาการหย่อนคล้อยได้ทั้งใบหน้า ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง
  3. สามารถทำได้ทุกสีผิวโดยไม่จำกัด แม้ว่าจะมีสีผิวเข้มก็ตาม
  4. Thermage เป็นการทำเพียงครั้งเดียวก็เห็นผล หากเทียบกับการทำเลเซอร์ทั่วไปที่ต้องทำซ้ำถึง 3-4 ครั้ง กว่าจะได้ผลลัพธ์อย่างต้องการ
  5. เห็นผลยาวนาน 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแล รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร หรือการบำรุงผิว
  6. ทำง่าย รวดเร็ว และไม่เกิดผลกระทบหลังทำ เพราะไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไม่เกิดบาดแผลใด ๆ และไม่มีผลกระทบระยะยาว ทั้งยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ทันทีหลังทำ

ข้อเสียของการทำ Thermage

อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางคน เช่น รอยแดง บวม แต่สามารถหายเองได้ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ๆ และข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือราคา ที่อาจจะสูงกว่าการใช้วิธีอื่น ๆ

การทำ Thermage เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาและแก้ปัญหารูปหน้ารวมไปถึงรูปร่าง ที่ได้ผลดี เห็นผลไว และอยู่ได้นาน ผลข้างเคียงน้อย ไม่มีแผลเป็น และไม่เจ็บขณะทำ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเห็นผลทันทีหลังทำ สามารถลดขนาดต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และบริเวณต่าง ๆ ที่มีปัญหาผิวเปลือกส้มได้ ช่วยลดไขมัน ขจัดเซลลูไลท์ ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงหากทำกับบริเวณใบหน้า นอกจากจะทำให้หน้าได้รูปขึ้นแล้วนั้น ยังช่วยให้ผิวมีความแข็งแรงขึ้น แก้ปัญหาหนังตาตก ริ้วรอย ร่องแก้ม ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยยกกระชับแก้มที่ห้อยย้อย หรือเหนียงใต้คาง เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากผ่าตัดทำศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า แต่ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อให้แพทย์ประเมินถึงความเหมาะสมหรือจำนวนช็อตในการทำ และต้องทำโดยแพทย์หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะนอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว เรายังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอีกด้วย และนี่ก็คืออีกหนึ่งวิธีในการยกกระชับผิวหน้าที่ปลอดภัยและเห็นผล เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบอกลาริ้วรอยก่อนวัย แก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมากระชับ ตึง เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ เด็กลงกว่าเดิม

 

 

 

 

 

แก้ปัญหาถุงใต้ตาด้วย Thermage

ปัญหาบริเวณรอบดวงตาไม่ว่าจะเป็นถุงใต้ตา ริ้วรอย คิ้วตก หางตาตก ผิวรอบดวงตาย่นไม่กระชับความหย่อนคล้อยรอบดวงตาเหล่านี้ทำให้คุณดูมีอายุ ดูแก่กว่าวัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุไม่ว่าจะอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของผิวหนังก็ยิ่งลดลง การสร้างคอลลาเจนก็ลดลง ทำให้ผิวไม่นุ่ม ชุ่มชื้น สดใสเหมือนตอนวัยรุ่น หรืออาจจะเป็นการถูขยี้ตาบ่อย ๆ หากใช้ Eye Cream ในการช่วยบำรุงบางครั้งอาจไม่เพียงพอเสมอไป และสิ่งจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาจุดบกพร่องใต้ตาของคุณได้มีประสิทธิภาพที่ดีและเป็นที่ได้รับความนิยมนั่นก็คือ การทำ Thermage

ก่อนที่จะไปรู้จักกับการทำ Thermage เราต้องรู้ก่อนว่า ถุงใต้ตาคืออะไร

ถุงใต้ตา คือ บริเวณใต้ดวงตาที่มีลักษณะ ปูด บวม นูนออกมา เหมือนถุง อาการเช่นนี้ไม่มีอันตรายใด ๆ ไม่ส่งผลต่อสุขภาพ หากแต่ปัญหาถุงใต้ตานี้ ก็เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลและลดทอนความมั่นใจให้แก่คุณได้อยู่ไม่น้อย ซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนก็ตาม ปัญหาในการเกิดถุงใต้ตาก็เกิดขึ้นได้เสมอซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายประการ  เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนน้อยติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้ การระคายเคืองที่ปรากฏบนใบหน้า การรับประทานอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการบวม เกิดจากอายุที่มากขึ้น เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อบริเวณใต้ดวงตาเกิดความอ่อนล้าลง ไขมันเหลวก็จะมาสะสมอยู่ที่บริเวณเปลือกตาล่าง จนมีเกิดการบวมอย่างเห็นได้ชัดยากที่จะบำรุงรักษาให้หายได้ในทันที

การทำ Thermage คืออะไร

Thermage คือ การนำเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่เป็นแบบขั้วเดียวและสามารถเจาะจงตำเเหน่งได้มาพัฒนาจนสามารถใช้เป็นเครื่องกระตุ้นผิวหนังได้อย่างล้ำลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงชั้นไขมัน และเมื่อคลื่นวิทยุที่อยู่ในเครื่องนี้ถูกส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อคลื่นก็จะไปช่วยแก้ปัญหาเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่นให้มีความยืดหยุ่นและกระชับกว่าเดิม

Thermage กำจัดถุงใต้ตาออกโดยไม่ต้องผ่าตัด

ในอดีตการกำจัดถุงใต้ตานั้นอาจจะต้องใช้การผ่าตัดทำศัลยกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนแต่การผ่าตัดศัลยกรรมนั้นก็เสี่ยงอันตรายเกินไปจึงทำให้บางคนเลือกที่จะไม่ทำเนื่องจากความกลัว หรืออาจจะไม่มีเวลาในการพักฟื้นเท่าไหร่นักแต่ปัจจุบันนี้หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากให้ถุงใต้ตาลบเลือนหายไป พร้อมกลับมาสดใสอีกครั้งแบบไม่ต้องผ่าตัดทำศัลยกรรมที่เสี่ยงอันตราย การทำ Thermage ถุงใต้ตานั้นช่วยตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างมากและเห็นผลชัดเจน เพราะการทำ Thermage เป็นการทำหัตถการ แบบสบาย ๆ ไม่ต้องผ่าตัดเพื่อเปิดแผล ไม่ต้องเจาะแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้เครื่องมือนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในการส่งผ่านคลื่นวิทยุ เข้าไปใต้ชั้นผิวเปลือกตาพร้อมกระตุ้นผิวจากภายในสู่ภายนอก ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของคลื่นวิทยุความถี่สูงหรือ RF ซึ่งได้รับการยืนยันจากวงการแพทย์แล้วว่ามีความปลอดภัยในการรักษาโดยความร้อนจากคลื่นวิทยุจะช่วยทะลวงชั้นผิวต่าง ๆ ลงไปอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งถึงชั้นไขมัน พร้อมทั้งไปช่วยกระตุ้น Collagen ทำให้ Collagen กลับมามีความแข็งแรงเกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการกระตุ้นให้เกิดการสร้าง Collagen ใหม่ขึ้นมาและช่วยในการยกกระชับผิวได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายเดือน และเห็นผลสูงสุดตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป พร้อมทั้งคงผลไว้ได้ 1 – 2 ปี

Thermage ตรงถุงใต้ตา ต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สำหรับการทำ Thermage นั้นจำเป็นจะต้องใช้ทักษะความแม่นยำทางกายวิภาคของมนุษย์เป็นอย่างสูงเนื่องจากบริเวณดวงตามีความอ่อนโยนและบอบบางมาก ถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและปลอดภัยแล้วก็ตามแต่ก็ต้องอย่าลืมว่า ผิวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันรวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณดวงตาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นการทำ Thermage ถุงใต้ตา ถือเป็นจุดที่ค่อนข้างอันตรายอย่างมากซึ่งจะต้องเป็นแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้นเป็นผู้ลงมือทำห้ามไม่ให้ใครที่ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำโดยเด็ดขาดไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความผิดพลาดจนเกิดอันตรายถึงดวงตาของเราได้ ฉะนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ Thermage ถุงใต้ตา ควรที่จะเลือกคลินิกเสริมความงามที่มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจเสียก่อน

ขั้นตอนการทำ Thermage ถุงใต้ตา

การทำ Thermage ถุงใต้ตา โดยทั่วไปแล้วมีขั้นตอนและวิธีที่ไม่ยุ่งยากและใช้เวลาไม่นานมาก ดังนี้

  1. ทายาชาประมาณ 45 นาที หรืออาจจะไม่ทายาชาก็ได้การทายาชาก็จะช่วยลดความรู้สึกถึงพลังงานความร้อนหรืออาการเจ็บขณะที่เครื่องกำลังทำงานบริเวณดวงตาของเรา แต่การทายาชานั้นขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคลหากผิวของบางคนมีการตอบสนองดีก็อาจจะทำให้รับความรู้สึกได้หรือหากบางคนที่ผิวค่อนข้างที่จะไม่ตอบสนองก็ไม่จำเป็นต้องทายาชาก็ได้
  2. แพทย์จะตรวจและออกแบบแนวในการยกหรือตำแหน่งที่ต้องการเน้นหรือเว้นบริเวณรอบดวงตาในการตรวจและออกแบบแนวในการยกหรือตำแหน่งที่ต้องการเน้นก่อนที่จะเริ่มทำนั้นเพื่อเป็นการกำหนดจุดให้ชัดเจนเพื่อให้รู้ตำแหน่งและทำให้ได้ประสิทธิภาพแก้ไขอย่างตรงจุดลดความผิดพลาดขณะทำได้อีกด้วย
  3. พนักงานจะทำการติดแผ่นที่มีรูปตาราง Grid Paper ลงบนผิว
  4. แพทย์จะทำการใส่ Eyeshield แบบนิ่ม ที่มีลักษณะคล้ายกับคอนแทคเลนส์เพื่อป้องกันเพื่อป้องกันคลื่นความร้อนเข้ามากระทบดวงตาของเรา
  5. เริ่มทำการรักษาโดยการรักษาจะใช้เวลา ประมาณ 30 – 45 นาที

รักษาด้วย Thermage มีความปลอดภัยแค่ไหนและผลที่ได้เป็นอย่างไร

การรักษาด้วย Thermage นั้นมีความปลอดภัยสูงมากผลที่ได้รับคือถุงใต้ตาจะกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเริ่มตื้นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลา 6 เดือนหลังจากรับการรักษาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักจะพบน้อยกว่า 1% โดยผลข้างเคียงจะเป็นลักษณะของการบวมแดงหรือเป็นผื่นเกิดขึ้นรอบบริเวณที่ทำการรักษา แต่อาการดังกล่าวเหล่านี้จะหายไปภายในระยะเวลาเพียง 2-3 วัน ถึงประมาณ 1 สัปดาห์ แนะนำให้ทำประมาณปีละ 1 ครั้ง เพื่อคงความอ่อนเยาว์ของผิวหนังบริเวณรอบดวงตา

ข้อดีของการทำ Thermage ลดถุงใต้ตา

  1. ทำให้ดวงตาดูอ่อนวัย สดใส ดูไม่เหนื่อยล้า
  2. ทำให้ผิวรอบดวงตายกกระชับเรียบเนียนยิ่งขึ้น รอยย่นใต้ตาและริ้วรอยแลดูจางลง
  3. ช่วยรักษาอาการหนังตาบนหย่อนและลดถุงใต้ตาสำหรับในผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดถุงใต้ตาหรือถุงใต้ตายังไม่บวมมาก
  4. ช่วยชะลอความเสื่อมตามวัยในบริเวณรอบดวงตาอย่างเห็นผลชัดเจน
  5. ทำให้ดวงตาสวยกลมโต ไม่หย่อนคล้อย หนังตาไม่ตก และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิต

นับว่าเป็นการบำรุงรักษาด้วย Thermage แก้ปัญหาต่าง ๆ ตามบริเวณรอบดวงตากำลังได้รับความนิยมในวงการของดารานักแสดงชื่อดังเป็นอย่างมาก ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมีปัญหาถุงใต้ตา หนังตาตก ขอบตาดำคล้ำ มีริ้วรอย การทำ Thermage จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องมีการผ่าตัดแต่อย่างใด ถือได้ว่า Thermage น่าจะเป็นนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมและได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในอนาคตอย่างแน่นอน จากข้อมูลที่กล่าวมานี่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ดวงตาของคุณสวย สดใส รอบดวงตาเต่งตึง ไม่ดำคล้ำ หางตาไม่ตกไม่หมดปัญหาถุงใต้ตาอีกต่อไป ทางเลือกที่ดีที่สุดด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัยปลอดภัยเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากผ่าตัดศัลยกรรมดวงตาอีกทั้งยังช่วยเพิ่มโหงวเฮ้งความมีสง่าราศีและเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้แก่คุณและดวงตาของคุณนั้นจะดูอ่อนกว่าวัย ทำให้คุณใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจในแบบที่คุณนั้นปรารถนา

 

 

 

 

 

 

Thermage กับ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

หากคุณกำลังประสบปัญหาในเรื่องของผิวหน้าที่ไม่ยกกระชับ ใช้ครีมบำรุงที่มีประสิทธิภาพแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะบำรุงได้ลึกถึงชั้นเซลล์ผิวได้นั้น คุณจะต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เป็นตัวช่วยในการยกกระชับผิวให้ดียิ่งขึ้นซึ่งนวัตกรรมที่ดีที่สุดและกำลังได้รับความนิยมในตอนนี้นั่นก็คือเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) หลายคนมักจะสงสัยว่าระหว่างเทอร์มาจ (Thermage) และอัลเทอรา (Ulthera) นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนจะดีกว่ากัน เราจะมาตอบข้อสงสัยนี้ให้คุณได้ทราบข้อมูลอย่างละเอียดแต่ก่อนที่จะทราบถึงข้อแตกต่างระหว่างเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) นั้น เราจะต้องทราบก่อนว่านวัตกรรมเทอร์มาจ (Thermage) และ อัลเทอรา (Ulthera) นั้นคืออะไร มีที่มาอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จักกับเทอร์มาจ (Thermage)

เทอร์มาจเป็นเครื่องมือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่คิดค้นขึ้นตั้งแต่ในช่วงปี 2000 โดยเครื่องเทอร์มาจรุ่นแรกมีชื่อว่า TC3 คิดค้นโดยบริษัทเดียวกับเครื่อง Vaser และ Fraxel

เทอร์มาร์จ คือ การนำเทคโนโลยีความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่เป็นแบบขั้วเดียวและสามารถเจาะจงตำเเหน่งได้มาพัฒนาจนสามารถใช้เป็นเครื่องกระตุ้นผิวหนังได้อย่างล้ำลึกตั้งแต่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ไปจนถึงชั้นไขมัน และเมื่อคลื่นวิทยุที่อยู่ในเครื่องนี้ถูกส่งลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อคลื่นก็จะไปช่วยแก้ปัญหาเส้นใยคอลลาเจนที่หย่อนคล้อย ขาดการยืดหยุ่นให้กลับมาหดตัวและยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้นช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับกว่าเดิม

ทำความรู้จักกับอัลเทอรา (Ulthera)

อัลเทอรา (Ulthera) เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวโดยการใช้พลังงานโฟกัสอัลตร้าซาวด์ที่เข้มข้นสามารถส่งพลังงานลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS)  ที่ยึดคอลลาเจนไว้ เมื่อกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS)  หย่อนคล้อยก็จะทำให้ผิวหน้าหย่อนคล้อยตามไปด้วยและอัลเทอรา (Ulthera) จะส่งพลังงานลงไปเป็นจุด ๆ ถี่ ๆ โดยพลังงานที่ส่งลงไปจะไปทำการยึดกล้ามเนื้อผิวที่ย้วยย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงยกกระชับและได้รูปขึ้นอีกครั้ง

ข้อแตกต่าง ระหว่าง Thermage  และ Ulthera

จากที่หลายคนสงสัยว่าระหว่าง Thermage  และ Ulthera นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ละอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผิวหน้าของแต่ละคน เราจึงมีจุดที่แตกต่างระหว่าง Thermage  และ Ulthera อยู่ 5 ข้อที่พอจะทำให้คุณนั้นเอาไปเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกได้

  1. ความแตกต่างการใช้พลังงานของ Thermage และ Ulthera

Thermage จะใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF)  สามารถเจาะจงตำแหน่งได้ลึกถึงชั้นไขมัน ทำให้เกลียวเส้นใยคอลลาเจนแข็งแรงขึ้น ผิวหน้าแน่นขึ้น ลด volume ของผิวหนัง และ ลดไขมันบนใบหน้า ชั้นไขมันบางลง อีกทั้งทำให้กรอบหน้าชัดขึ้นอีกด้วย ส่วน Ulthera นั้นจะใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงแบบโฟกัสอัลตร้าซาวด์ (High Intensity Focused Ultrasound) ที่จะปล่อยพลังงานเป็นจุด ๆ แบบถี่ ๆ บริเวณชั้นกล้ามเนื้อพังผืด (SMAS) เช่นกัน

  1. วิธีการทำงานของ Thermage และ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

Thermage จะใช้วิธีการนำคลื่นวิทยุความถี่สูงส่งผ่านพลังงานความร้อนลักษณะเป็น column ลงใน 3 ชั้นผิว คือEpidermis ชั้นหนังกำพร้า , Dermis หนังแท้ และ Subcutaneous fat ชั้นไขมัน ได้ล้ำลึกถึง 4.3 มิลลิเมตร ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งในบริเวณชั้นหนังแท้นั้นจะมีอิลาสตินและคอลลาเจนอยู่เป็นจำนวนมาก พลังงานคลื่นวิทยุของThermage จะสามารถออกฤทธิ์ได้ตลอดชั้นและรับความร้อนที่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เต็มพื้นที่ ในขณะที่นวัตกรรม Ulthera นั้นไม่สามารถทำได้ แต่ Ulthera จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความแม่นยำสูงแบบ Focused Ultrasound ซึ่งคลื่นวิทยุของ Thermage ก็ออกฤทธิ์ได้ไม่เท่ากับคลื่นเสียงแบบ Ulthera  เพราะคลื่น Focused Ultrasound จะลงได้ลึกกว่าและมีความเป็น Micro-points ที่สามารถลงได้เป็นจุด ๆ ความลึกถึง 4.5 มิลิเมตร ลึกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS)  ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อพังผืดที่มีความเหนียวและหนาอยู่บริเวณใต้ชั้นไขมันผิวหนังเพราะฉะนั้นประสิทธิภาพของ Ulthera ก็ขึ้นอยู่กับความถี่ในการยิงด้วย

  1. Thermage กับ Ulthera เหมาะกับคนที่มีรูปหน้าแบบไหน

Thermage จะเหมาะสำรับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะมีชั้นไขมันหนาและไม่กระชับผิวย้วยหย่อนตามแนวขอบกรามมีไขมันบริเวณคางหรือเรียกว่าเหนียง ส่วนตำแหน่งอื่นก็สามารถทำได้ เช่น บริเวณหน้าท้องที่หย่อนคล้อย ต้นขา ต้นแขน สะโพก เป็นต้นหากทำ Thermage ก็ช่วยให้ผิวหน้ากระชับและเรียบเนียนขึ้นส่วน Ulthera  เหมาะสำหรับคนที่มีไขมันน้อยมีเนื้อแก้มน้อยแต่หย่อนคล้อยต้องการยกกระชับใบหน้าให้เต่งตึงขึ้นหรือเหมาะกับตำแหน่งอื่น ๆ ที่มีปัญหา เช่น หนังตาตก หางตาตก คิ้วตก เป็นต้น ซึ่งหากทำ Ulthera ก็จะช่วยยกกระชับความหย่อนคล้อยบริเวณต่าง ๆ ให้กลับมาเต่งตึงได้ดี

  1. ความรู้สึกขณะทำ Thermage กับ Ulthera แตกต่างกันอย่างไร

ขณะทำ Thermage จะให้ความรู้สึกอุ่น ๆ จนไปถึงร้อนเพราะมีการสะสมพลังงานใต้ผิวถึง 40 องศา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในการกระตุ้นและสร้างคอลลาเจน หลังทำเสร็จสีผิวอาจจะเปลี่ยนเป็นสีอมชมพูเล็กน้อยแต่จะไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้น ส่วนขณะทำ Ulthera จะให้ความรู้สึกหน่วง ๆ ที่ผิวเหมือนมีอะไรมาดีด ๆ ใต้ชั้นผิวของเราเนื่องจากพลังงานคลื่นยิงไปในลักษณะเป็นจุด ๆ ถี่ ๆ ในบางครั้งอาจจะมีความเจ็บมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพลังงานที่ได้รับและการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล หลังทำเสร็จจะไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้นเช่นกัน 

  1. หลังทำ Thermage กับ Ulthera จะเห็นผลแตกต่างกันอย่างไร

ทั้ง Thermage  และ Ulthera จะมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันมากนัก หลังทำ Thermage  หรือ Ulthera เสร็จจะเห็นผลทันทีประมาณ 20%  และจะค่อย ๆ เห็นผลชัดขึ้นเมื่อระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนและจะคงผลลัพธ์ไว้ได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และการดูแลผิวของแต่ละคน ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนั้นอาจพบผลข้างเคียงนั่นก็คือมีรอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยปรากฏขึ้นมาตามบริเวณจุดที่ทำแต่อย่างไรก็ตามร่องรอยเหล่านี้ก็จะหายไปภายในระยะเวลาไม่นานคุณก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ 

Thermage กับ Ulthera แบบไหนดีกว่ากัน

ไม่ว่าจะเป็น Thermage หรือ Ulthera ก็ให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่พอ ๆ กัน เพียงแต่สำหรับคนที่ใบหน้าที่มีชั้นไขมันหนามากก็ไม่เหมาะกับการใช้ Ulthera เท่าใดนัก เพราะระยะการยิงของ Ulthera ไม่สามารถปรับให้ตามความหนาของชั้นไขมัน ฉะนั้นหากเลือกที่จะทำการยิง Ulhtera ก็อาจจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการควรทำ Thermage จะช่วยได้ดีกว่าและเห็นผลกว่า แต่หากคนที่ต้องการที่จะยกกระชับบริเวณช่วงกรามและหน้าผากหรือคนที่มีไขมันแก้มน้อยแต่หนังตา คิ้ว หางตาตก Ulthera ก็อาจจะช่วยยกกระชับได้มากกว่า Thermage แต่ Ulthera ไม่อาจทำบริเวณเปลือกตาและริมฝีปากได้ในขณะที่ Thermage สามารถทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผิวชองแต่ละบุคคลและอีกหลายปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องคือ อย่างไรก็ตาม การทำหัตถการทั้ง 2 ประเภทนี้ เราสามารถทำควบคู่ไปด้วยกันได้ยิ่งจะทำให้เห็นผลดีและชัดมากขึ้นอีกด้วย สรุปแล้วความแตกต่างระหว่าง Thermage กับ Ulthera ต่างก็ให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่พอ ๆ อาจพูดได้ว่าในการรักษาความยกกระชับหรือการปรับรูปหน้าขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาของแต่ละคนมากกว่าว่าจะเหมาะกับการดูแลแบบไหน

นี่ก็คือความแตกต่างระหว่าง Thermage กับ Ulthera ที่เรานำมาไขข้อสงสัยให้กับทุก ๆ คนให้ทุกคนได้มีความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นแล้วว่าการทำหัตถการระหว่างนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมทั้ง 2 ประเภทนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนที่เหมาะกับผิวของคุณ อย่าลืมนำไปใช้ในการตัดสินใจว่าคุณต้องการแก้ไขในจุดบกพร่องใดมากที่สุดเพื่อที่ว่าจะได้คุ้มค่ากับเงิน, คุ้มค่ากับเวลาและได้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามที่ต้องการหวังว่าผู้หญิงทุกคนจะสวยขึ้นได้และออกไปใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกๆ วันไม่ว่าจะสวยด้วยการทำ Thermage หรือ Ulthera ก็ตาม

 

 

 

 

 

 

ระหว่าง Thermage และ Ulthera เลือกอะไรดี

คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงหลาย ๆ ท่านเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนแล้วมักจะมีรอยเหี่ยวย่นบริเวณใบหน้าและตามร่างกายเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเพราะธรรมชาตินั้นสร้างเรามาให้มีการเสื่อมสลาย แต่ถึงอย่างนั้นความฉลาดของมนุษย์มีหรือจะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเรามีความอยากไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะร่างกายของเราที่ทุก ๆ คนทั้งรักและหวงกันเป็นอย่างมาก ย่อมอยากที่จะให้เราสวยหล่อดูดีอยู่เสมอ เรียกได้ว่าถ้ามีผ้าคลุมการเวลาย้อนสภาพร่างกายให้เป็นเหมือนวัยหนุ่มสาวได้อีกครั้ง จะใช้เงินมากมายเท่าไหร่ก็คุ้มค่าที่จะแลกมา แต่นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในการ์ตูนหรือนิยายเท่านั้น ในความเป็นจริงเรายังต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์ และการแพทย์อยู่เสมอ เพื่อที่จะรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรงดูดีอยู่เสมอนั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ความใส่ใจ และ ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ในอดีตจะมีการรักษา หรือ ความเชื่อที่ดูแปลกประหลาดไปบ้าง ยกตัวอย่างเช่น การช็อตไฟฟ้าคนป่วยเพื่อรักษาปัญหาทางจิต หรือความเชื่อทางการแพทย์ว่าน้ำเป็นสิ่งสกปรก คนเราไม่ควรอาบน้ำ แต่ให้ใช้น้ำหอมเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีแทน เมื่ออ่านถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าเราเกิดมาโชคดีแค่ไหนที่ไม่ต้องไปเจอความเชื่อผิด ๆ อย่างในอดีต

ถึงแม้ความเชื่อเหล่านี้จะเกิดขึ้นที่ทวีปยุโรปเมื่อนานมาแล้ว แต่จากความผิดพลาดเหล่านั้นทำให้ทางยุโรปประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือที่ทันสมัยขึ้นมาเรื่อย ๆ จนนับว่ามีเทคโนโลยีก้าวไกลเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งในปัจจุบันความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ หรือ เครื่องมือเครื่องใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ประเทศเราก็ล้วนนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น น้อยมากที่จะผลิตขึ้นมาเองจนมีประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ ร่ายยาวมาถึงตรงนี้ทุกคนคงอยากรู้แล้วว่าเทคโนโลยีแบบไหนที่มีประสิทธิภาพในการย้อนวัยบ้าง โดยในวันนี้เราจะขอแนะนำให้รู้จักกับ Thermage และ Ulthera สุดยอดเทคโนโลยีจากฝั่งยุโรป ว่าทำงานอย่างไรและให้ผลอย่างไรบ้าง

Thermage และ Ulthera คืออะไร

ถ้าจะพูดถึงการทำ Thermage และ Ulthera แล้ว ทั้งสองอย่างนี้นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าสามารถกระชับใบหน้า และ ผิวหนังตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้จริง ซึ่ง Thermage เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีมาตั้งแต่ปี 2002 โดยรุ่นแรกเรียกว่า TC3 ต่อมาในปี 2007 ได้ออกรุ่นที่สองเรียกว่า NXT ออกมา จากนั้นในปี 2009 ก็ออกรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมมาในชื่อ CPT ในรุ่นนี้มีชื่อเต็มว่ารุ่น Comfort Pulse Technology ซึ่งได้มีการปรับปรุงพัฒนาในเรื่องของพลังงานที่มีมากขึ้นและความถี่ที่สูงขึ้น เพื่อรักษาผิวให้กระชับ และ ลงไปในชั้นผิวได้ลึกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นที่ลดอาการบาดเจ็บลงไปมากแล้ว อีกทั้งยังสามารถสลายไขมันส่วนเกินบริเวณนั้น ๆ ได้อีกด้วย ล่าสุดปี 2020 ทางบริษัทก็ได้พัฒนารุ่นใหม่ออกมาในชื่อ FLX ต่อยอดจากรุ่น CPT โดยมีความถี่การช็อตที่มากขึ้น และ ขนาดหัวที่ใหญ่ขึ้น

ส่วน Ulthera นั้น เป็นเครื่องมือที่พึ่งจะมาในปี 2009 โดยทางการแพทย์เรียกเครื่องนี้ว่า Ultherapy ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการพัฒนารุ่นใหม่อย่าง New Ulthera ที่สามารถลดอาการบวมและบาดเจ็บได้มากกว่าเดิมขึ้นมาใช้ อีกทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็วโดยรวมแล้วเครื่องมือทั้งสองตัวนี้ต่างก็ได้รับการยอมรับจาก อย.อเมริกา และ อย.ไทย แล้วว่าสามารถช่วยยกกระชับผิวหนังได้จริงและปลอดภัย ซึ่งจะขออธิบายการทำงานอย่างละเอียดดังต่อไปนี้

Thermage และ Ulthera ทำงานต่างกันอย่างไร

แม้ทั้งสองเทคโนโลยีนี้จะได้รับการยอมรับทางการแพทย์ไปทั่วโลกแล้วว่าสามารถกระชับผิวหนัง และ ลดรอยเหี่ยวย่นได้จริง แต่การทำงานของทั้งสองเครื่องนั้นมีความต่างกันอยู่ ถ้าจะให้อธิบายความต่างของทั้งสองเครื่อง จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงชั้นผิวแต่ละชั้นของคนเราเสียก่อน โดยเราจะแบ่งผิวหนังหลัก ๆ ออกเป็น 3 ชั้นคือ

  1. Epidermis หรือชั้นหนังกำพร้า เป็นบริเวณชั้นนอกสุดของผิวหนัง ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าหรือผ่านออกจากร่างกาย และห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ไม่มีหลอดเลือด แต่ได้รับสารอาหารและถ่ายเทของเสียโดยการแพร่ผ่านชั้นหนังแท้
  2. Dermis หรือชั้นหนังแท้ เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ใต้หนังกำพร้า ทำหน้าที่ลดการกระแทกจากแรงดึงต่าง ๆ หนังแท้จะยึดติดกับหนังกำพร้าอย่างแน่นหนา และมีปลายประสาทมากมาย ซึ่งรับความรู้สึกสัมผัสหรือความร้อน โดยมีหลอดเลือดในชั้นหนังแท้คอยให้สารอาหารมาเลี้ยงและขับของเสียออก
  3. Subcutaneous หรือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เป็นชั้นล่างสุดของระบบผิวหนัง ทำหน้าที่เก็บสะสมไขมันเป็นหลัก ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดโปร่งบางและกลีบย่อยไขมัน มีหลอดเลือดและเส้นประสาทขนาดใหญ่กว่าที่พบในหนังแท้ คอลลาเจนที่เราคุ้นหูก็อยู่ในผิวหนังชั้นนี้ด้วยเช่นกัน โดยทำหน้าที่เป็นเส้นใยประสานชั้นไขมันกับชั้นหนังแท้เข้าด้วยกัน
  • ส่วนเจ้าเครื่อง Thermage นั้นเป็นตัวสร้างคลื่นวิทยุความถี่สูง ที่มีความร้อนและความลึกเข้าสู่ชั้นผิวหนังได้มากพอที่จะทำให้เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินที่หย่อนคล้อยหดตัว และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องขึ้น อีกทั้งผิวหนังชั้นบนก็เกิดการสร้างตัวขึ้นมาใหม่ของผิว เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ของผิวให้แน่นกระชับไม่หย่อนคล้อยอีกด้วย ผลจากความร้อนของคลื่นวิทยุความถี่สูงนี้ยังทำให้ไขมันบริเวณที่ทำ Thermage  เกิดการสลายตัวไปด้วย เรียกได้ว่านอกจากผิวกระชับแล้ว ยังลดไขมันได้อีกต่างหาก
  • ส่วน Ulthera เป็นเครื่องมือสร้างคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีพลังงานสูงกว่าปกติ โดยจะปล่อยคลื่นออกมาเป็นจุดเล็ก ๆ ในระดับไมโคร จึงสามารถระบุจุดบนชั้นผิวหนังที่ต้องการให้เกิดการกระชับได้อย่างแม่นยำ และให้ผลเหมือนการผ่าตัดยกกระชับใบหน้าเลยทีเดียว เพียงแต่ไม่ต้องใช้เข็ม หรือ มีดผ่าตัดแต่อย่างใด บริเวณที่ทำนั้นจะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ และ ยกกระชับผิวหนังบริเวณนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน

ถ้าจะให้สรุปอย่างง่ายนั้น Thermage ทำงานโดยการปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูง พลังงานสูง เน้นยกกระชับผิวหนังและสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ส่งผลกระจายเป็นวงกว้างตามหัวยิงคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านผิวบริเวณนั้น ๆ ส่วน Ulthera จะปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์พลังงานสูง เล็งยิงทะลุไปยังจุดที่ต้องการยกกระชับในชั้นผิวหนังนั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำกว่า เหมือนทำการผ่าตัดหรือเข็มฉีดกระชับผิวหนัง อย่างไรก็ตามเครื่องมือเหล่านี้ก็ยังต้องใช้ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางอยู่ดี แพทย์จะต้องมีความรู้ด้านกายวิภาคอย่างชัดเจนและแม่นยำ และยังต้องมีประสบการณ์มากพอที่จะปรับเครื่องมือได้ตามความเหมาะสมกับสภาพผิวคนไข้อีกด้วย

Thermage และ Ulthera เหมาะกับใครบ้าง

ส่วนที่เหมือนกัน

ต้องยอมรับว่าทั้งสองเครื่องมือนี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก เพราะฉะนั้นจะมาสรุปให้เข้าใจสั้น ๆ อย่างนี้ว่า สิ่งที่เครื่องมือสองอย่างนี้ มีส่วนที่เหมือนกันก็คือเหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัดเจน มีเนื้อส่วนเกินบริเวณกรามเยอะ และ ไม่อยากผ่าตัด ต้องการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังให้มากขึ้น ยกกระชับเปลือกตา หนังตา คิ้ว

ส่วนที่ต่างกัน

Thermage เหมาะกับคนที่ต้องการลดการหย่อนคล้อย ลดผิวแตกลาย จากหลังการคลอดบุตร หรือ หลังการลดน้ำหนักปริมาณมาก นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับเปลือกตา หนังตา คิ้ว ต้นขา สะโพก หรือ ขจัดเซลลูไลท์ Ulthera เหมาะกับคนที่ต้องการยกกระชับฟื้นฟูผิวบริเวณ คอ และ เนินอก ซึ่ง Ulthera จะพิเศษตรงที่คุณแม่ที่ให้นมบุตรสามารถใช้เครื่องมือนี้ได้โดยที่ไม่เกิดผลข้างเคียง เพราะมีความปลอดภัยสูง และ ใช้เวลาไม่นาน แม้จะมีความเหมือนและแตกต่างกันบ้าง แต่เทคโนโลยีทั้งสองตัวนี้ก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบให้ดีว่าเป็นของปลอมหรือไม่

อย่างไรก็ตามนอกจากการพึ่งพาเทคโนโลยีแล้ว สิ่งสำคัญก็คือการดูแลตัวเองในทุก ๆ ด้านให้สมดุลอยู่เสมอ ทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้ครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ และ ออกกำลังกาย นอกจากนี้ควรที่จะใส่ใจถึงการทาครีมให้เหมาะกับสภาพผิวและหลีกเลี่ยงแสดงแดดอย่างเหมาะสม เพื่อชะลอริ้วรอยให้เกิดช้าลง

ยกกระชับผิว Thermage หรือ Botox ดี

หลาย ๆ คนเมื่อผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นแล้วเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งหนึ่งที่ต้องเจอคือปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อย เมื่อเจอกับปัญหาเหล่านี้ก็ต้องหาวิธีแก้ บางคนอาจเลือกวิธีศัลยกรรม กินยาบำรุง หรือทาครีมบำรุง และยังมีอีกสารพัดวิธีที่ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ แต่วิธีไหนล่ะที่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องรอพักฟื้นนาน หรือเห็นผลอย่างรวดเร็ว และเพื่อเป็นการไม่เสียเวลาจะขอแนะนำให้รู้จักกับคู่เอกแห่งการยกกระชับผิวอย่าง Thermage และ Botox กันในบทความนี้

การทำงานของ Thermage กับ Botox แตกต่างกันอย่างไร

แน่นอนว่าเทคโนโลยีของทั้งสองนั้นมีมานานแล้ว และ ด้รับการยอมรับจาก อย.ไทย และ อย.อเมริกา เรียบร้อยแล้ว ว่าสามารถยกกระชับผิวได้จริง เพียงแต่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นกับคนไข้ หรือให้ผลลัพธ์ได้ดีตรงตามความต้องการของคนไข้ โดยเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้ คือ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่อยู่ในผิวหนังชั้นยัไขมันขึ้นมาใหม่ แต่วิธีการทำงานเพื่อให้ผลลัพธ์แบบที่ต้องการนั้นยังถือว่าต่างกันอยู่ โดยจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

Thermage เครื่องมือที่สร้างคลื่นวิทยุความถี่สูง และมีปริมาณความร้อนสูง (สูงถึงขั้นทำลายเซลล์ผิว) เมื่อคลื่นนี้สัมผัสที่ผิวหนัง มันจะทะลุลงไปในผิวหนังชั้นไขมัน จนเกิดการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เมื่อคอลลาเจนสร้างขึ้นมาใหม่มากพอ ก็จะทำให้ผิวหนังที่หย่อนคล้อย กลับมากระชับเต่งตึงได้อีกครั้ง อีกทั้งพวกไขมันส่วนเกินที่โดนคลื่นความร้อนนี้เข้าไป ก็จะสลายหายไปด้วย

Botox เป็นชื่อเรียกของสารโบลูทินัม ท็อกซิน ซึ่งเป็นสารทางธรรมชาติ มีลักษณะเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ สกัดได้จากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เริ่มแรกเป็นเพียงสารที่ทางการแพทย์นำมารักษาอาการตาเหล่ ตาเข และตากระตุกเท่านั้น แต่ผลที่ได้ไม่เพียงแต่รักษาอาการทางโรคเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังช่วยลดรอยย่น รอยตีนกา ให้จางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการนำสารนี้มาพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ในวงการความสวยงาม ซึ่งสามารถอธิบายการทำงานให้เข้าใจได้ง่าย ๆ คือ โดยปกติแล้วร่างกายของเรา จะมีปลายประสาทคอยสั่งการให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัวอยู่เสมอ ผ่านทางสารแอซิติลโคลีน เมื่อมีสารนี้มากจึงเกิดเป็นรอยตีนกา หรือ ริวรอยในบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า ซึ่งอาจเกิดเพราะการแสดงสีหน้า หรือเกิดขึ้นตามวัย แต่เมื่อเราฉีดสารโบท็อกซ์นี้เข้าสู่ผิวหนังบริเวณนั้น ๆ สารตัวนี้จะไปสกัดกั้นการผลิตสารแอซิติลโคลีน ทำให้กล้ายเนื้อเกิดการคลายตัว จึงทำให้พวกริ้วรอยต่าง ๆ ลดลงไปด้วย

Thermage และ Botox ให้ผลบริเวณใดบ้าง

เทคโนโลยีอย่าง Thermage นั้นจะมุ่งเน้นการกระตุ้นให้คอลลาเจนสร้างขึ้นใหม่ ลดความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และสลายไขมันส่วนเกิน ทำให้เครื่อง Thermage นี้สามารถทำได้แทบทุกส่วนของร่างกาย แต่ให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับผิวหนังได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใบหน้า ลำคอ บริเวณเปลือกตา หรือแม้แต่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อีกทั้งยังปลอดภัย และใช้เวลาการรักษาไม่นาน แต่ในส่วนการฉีด Botox เป็นการใช้เข็มฉีดสารโบลูทินัม ท็อกซิน เข้าไปกดทับเส้นประสาท ส่วนที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย จึงให้ผลที่แตกต่างกันไป เช่น

  • ฉีดบริเวณหน้าผากและหว่างคิ้ว จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น
  • ฉีดบริเวณปีกจมูก จะช่วยลดปีกจมูกให้เล็กลง
  • ฉีดบริเวณหางตา จะช่วยลดรอยตีนกา
  • ฉีดบริเวณคอ จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น และรอยปล้องรอบคอ
  • ฉีดบริเวณกรอบหน้า จะช่วยยกกระชับกรอบหน้า และทำให้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น
  • ฉีดบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า จะช่วยลดการทำงานของต่อมเหงื่อ
  • ฉีดบริเวณน่องขา จะช่วยลดกล้ามเนื้อให้เล็กลง

Thermage และ Botox ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน

เริ่มจาก Thermage ก่อนเลย นับว่าเป็นข่าวดีมาก ๆ ที่ปัจจุบันมีการผลิตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Thermage FLX เป็นรุ่นที่ดีที่สุดในขณะนี้แล้ว เพราะไม่ต้องพักฟื้นใด ๆ ย้ำว่าไม่ต้องพักฟื้นแม้แต่วันเดียว ใช้เวลารักษาประมาณ 1–2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้เลย เพียงแค่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลผิวให้ดีในช่วงสัปดาห์แรก เท่านี้ผลลัพธ์ก็จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลลัพธ์จะดีที่สุดในช่วง 6–12 เดือนแรก และเห็นผลนานสุด 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วยเช่นกัน

ส่วนการทำ Botox ทางแพทย์จะทำการตรวจเช็คและทำความสะอาดใบหน้า หรือผิวหนังของเราเสียก่อน ตามด้วยประคบเย็นก่อนที่จะฉีด Botox เข้าสู่ผิวหนัง ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกับ Thermage และห้ามทำกิจกรรมเกี่ยวกับความร้อน เช่น การเลเซอร์ ซาวน่า เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ใน 2 สัปดาห์เช่นกัน และให้ผลลัพธ์นานสุด 2 ปี โดยขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

Thermage และ Botox เจ็บหรือไม่

สำหรับ Thermage แล้วเป็นเพียงคลื่นวิทยุความถี่สูง อาจทำให้เกิดความร้อนพอรู้สึกได้ เหมือนการอาบน้ำโดยใช้เครื่องทำน้ำอุ่น แต่จะไม่ได้ให้ความรู้สึกเจ็บแต่อย่างใด ส่วน Botox เป็นการใช้เข็มฉีดบริเวณผิวหนัง แน่นอนว่าจะมีความรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็ผ่านขั้นตอนด้วยการประคบเย็น เรียบร้อยแล้วความเจ็บจึงลดน้อยลง

Thermage และ Botox ต้องใช้งบเท่าไร

แน่นอนว่าเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นสวัสดิการของรัฐบาล และไม่ได้มีราคากลาง แบบที่คุณไปคลินิกหรือสถาบันความงามไหนก็จะมีราคาเท่ากันหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพ งานบริการ ความเชี่ยวชาญของแพทย์ หรือชื่อเสียงของคลินิกนั้น ๆ แต่ถึงอย่างไรในเมืองไทยก็มีราคาที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก จึงพอที่จะสรุปการรักษาได้ว่าต้องใช้จ่ายประมาณเท่าไร ทั้งนี้ไม่นับโปรโมชั่นของแต่ละสถาบันฯ Thermage การทำแต่ละครั้งจะเป็นการปล่อยคลื่นวิทยุปริมาณ 400 ช็อต ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 25,000 บาทต่อครั้ง ส่วนมากจะแนะนำให้ทำไม่เกิน 1,200 ช็อต หรือทำการรักษา 3 ครั้ง คิดเป็นค่าใช้จ่ายเท่ากับ 75,000 บาท จึงจะเห็นผลชัดลัพธ์ที่ชัดเจน

ส่วน Botox จะทำการฉีดรักษาเป็นจุด เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจึงขึ้นอยู่กับประมาณและจุดที่ฉีดด้วย โดยรวมแล้วจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 บาทต่อจุด หรือทั่วทั้งใบหน้าประมาณ 40,000–50,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสารที่ใช้อีกด้วย เพื่อจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาดีที่สุด

ข้อคิดก่อนตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการทำ Thermage หรือ Botox ก็ดี ก่อนที่จะตกลงใจเข้ารับการรักษา ควรคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย แม้จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีข่าวความผิดพลาดให้เห็นกันอยู่เสมอ เพราะมีกลุ่มบุคคลที่หวังแต่กำไร ไม่คำนึงถึงผู้ป่วย มีการใช้เครื่องมือหรือสารที่แปลกปลอมขึ้นมา ทำให้ผู้รักษาเสียเงินจ่ายไปแต่ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตกลงกัน หรือร้ายแรงกว่านั้นทำให้คนไข้เกิดความเสียหายก็มี จึงเป็นหน้าที่ของทางคลินิกนั้น ๆ ที่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่คนไข้ทำการรักษาอยู่ มีการแสดงเอกสารรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าสามารถให้การรักษาได้จริง และเป็นไปตามมาตรฐาน รวมไปถึงตัวคนไข้เองก็ต้องตรวจสอบคลินิกหรือตัวแพทย์ผู้รักษา ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาจริงอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง และโปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เช่น ราคาโปรโมชั่นที่ถูกกว่าราคากลางมากจนเกินไป

ปัจจุบันไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็สนใจในเรื่องความสวยงามและความอ่อนเยาว์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการมีบุคลิกภาพที่ดี ดูน่ามอง และมีความอ่อนเยาว์นั้น สร้างความมั่นใจให้กับการใช้ชีวิตยุคนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งค่านิยมดังกล่าวจึงทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสนใจที่จะเข้าคลินิกความงามกันมากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจรักษากับที่สถาบันใด โปรดศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบอยู่เสมอ เพื่อผลประโยชน์ของตัวคุณเอง