ก่อนทํากับหลังทำ hifu ต้องงดแอลกอฮอล์รู้ยัง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันนี้ใคร ๆ ต่างก็อยากที่จะสวย อยากที่จะหล่อกันทั้งนั่น จึงมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการเสริมความงามให้เลือกทำมากมาย และหนึ่งในที่ใคร ๆ ต่างเลือกเป็นอันดับต้น ๆ นั้นคือ การทำ Hifu เพราะเป็นยกกระชับผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที วันนี้ทางเราจึงจะพาทุกท่านไปรู้ว่าก่อนทำและหลังทำ Hifu นั้นต้องทำอะไรบ้าง และห้ามทำอะไรกันบ้าง

Hifu

Hifu เป็นการช่วยยกกระชับให้ผิวดูเต่งตึง โดยการใช้เครื่องมือส่งผ่านพลังงานชนิดคลื่นอัลตราซาวด์ที่มีความเข้มข้นสูงลงไปใต้ผิว และสามารถลงไปทำปฏิกิริยากับผิวได้ถึง 3 ระดับอย่างแม่นยำ คือ ผิวหนังแท้ชั้นตื้น ๆ ชั้นเนื้อเยื่อคอลลาเจน และชั้นเนื้อเยื่อพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นหดกระชับหรือยกตัวขึ้น แล้วเกิดกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินออกมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผิวที่แน่นยกกระชับ ปรับรูปหน้า หน้าเรียวเข้ารูป ริ้วรอยหย่อนคล้อยแลดูลดเลือนลง

การมีนวัตกรรมที่สามารถปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปได้ถึง 3 ระดับ ความลึกของผิวนั้น มีความสำคัญกับการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย เพราะการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาเพิ่มขึ้น เป็นผลให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนมีปริมาณแน่นหนาขึ้น แข็งแรงขึ้น ผิวหน้าทั้งโครงสร้างจึงยกกระชับขึ้น และหน้าดูเข้ารูปมากขึ้น ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าแลดูลดลง หน้าดูเรียวสวยเป็นวีเชฟโดยไม่ต้องผ่าตัด

จุดเริ่มต้นของHifu

 Hifu เป็นวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่มีไว้กำจัดเนื้องอก ต่อมาได้มีการทดลองประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เพิ่มมาซึ่งพบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ชั้นใต้ผิวหนังได้ องค์การอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้นำมาใช้ในการศัลยกรรมเสริมความงาม แล้วFocused Ultrasound เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำUltheraหรือก็คือเทคโนโลยีที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ Hifu

ข้อดีของการทำ Hifu

  1. เห็นผลลัพธ์100%ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป แต่บางคนนั้นอาจเห็นผลลัพธ์หลังทำทันที 10-20%
  2. ยกกระชับผิว ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ
  3. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณริ้วรอยร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องใต้ตา ทำให้ริ้วรอยร่องลึกตื้นขึ้น
  4. ไม่ต้องพักฟื้น สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติสามารถทำการรักษาอื่น ๆ ต่อได้เลย
  5. จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการ และสภาพผิวของแต่ละคน
  6. ไม่มีบาดแผลในการรักษา
  7. ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เข็มในการรักษา
  8. ช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมส่วนเกิน บริเวณร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา เอว หน้าท้อง และสะโพก

ข้อเสียของการทำHifu

  1. มีอาการเมื่อยหรือตึง และเจ็บใบหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ หลังทำ
  2. ตอนรับการรับษาจะรู้สึกเจ็บแต่สามารถทนได้
  3. ใบหน้าอาดแดงหลังจากการรักษา 1-2 ชั่วโมง
  4. คนที่เคยอุดฟันจะมีอาการเสียวตรงรากฟันที่อุด 

วิธีการดูแลตัวเองก่อนทำ Hifu

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  2. งดการสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  3. งดแต่งหน้า ทารองพื้น ทาแป้ง หรือครีมบำรุงผิวหน้าอื่นๆ ในวันที่จะทำ Hifu
  4. งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิด
  5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื้องจากจะช่วยให้การสร้างคลอลาเจนกับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี
  6. ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อโรคเริม ควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 2 วัน ก่อนเข้ารับการทำ Hifu
  7. ผู้ที่เจาะจมูกหรือเจาะตามส่วนอื่นบนใบหน้าควรถอดเครื่องประดับดังกล่าวออกให้หมด 

วิธีการดูแลตัวเองหลังการทำ Hifu

  1. ทาครีมบำรุงผิวเพื่อบำรุงผิวที่เกิดขึ้นใหม่ให้คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
  2. ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ และหลีกเลี่ยงแสงแดด
  3. หากมีอาการปวดเมื่อยหรือตึงผิว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  4. ไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ
  5. หลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้งสัก 1-2 สัปดาห์ หลังทำ HIFU เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิว 
  6. ไม่ควรสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง
  7. ผู้ที่เคยติดเชื้อโรคเริมควรรับประทานยาป้องกันเชื้อไวรัสเป็นเวลา 6 วัน หลังเข้ารับการทำ Hifu

นวัตกรรมการทำ Hifu นี้เป็นการยกกระชับใบหน้าและร่างกาย ที่ตอบโจทย์ทุกคนที่ต้องการบำรุงผิวหน้า และดูแลตัวเองให้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับใครที่กังวลปัญหาริ้วรอย ไขมันสะสม หรือหน้าตาดูหมองคล้ำก็อย่ารอช้า สามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้แล้วกับการเข้าทำ Hifuทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคนด้วย และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมดูแลตัวเองพร้อมกับทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอหลังการทำ Hifu เพื่อผลลัพธ์บนใบหน้าที่ยาวนานที่สุด

Hifu เหมาะกับใคร

การทำHifu เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีทางศัลยกรรม หรือไม่ต้องการใช้การผ่าตัดและผู้ที่กลัวเข็ม แล้วต้องการยกกระชับใบหน้าหรือทำแนวคิ้วให้ยกขึ้น ลดเหนียงใต้คางหรือคางสองชั้น และตั้งแต่ช่วงอายุ 25-35 ปี เป็นวัยที่เห็นผลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกสถานที่ที่ดี

  1. สถานที่

สถานพยาบาลที่เป็นคลินิก หรือโรงพยาบาลต้องได้รับมาตฐานของกระทรวงสาธารสุข ที่ผ่านการตรวจสอบสถานที่ก่อนเปิดให้บริการ ต้องมีเครื่องมือที่ครบวงจร และดูความสะอาดภายในคลินิก หรือโรงพยาบาลที่เปิดให้บริการ เพื่อลดการติดเชื้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การเช็คสถานพยาบาล โดยปกติแล้วหากทางคลินิกได้รับอนุญาติการเปิดจะมีเลขสถานพยาบาล 11 ตัว สามารถเช็คสถานพยาบาลได้ในเว็บเพิ่มเติมได้ เพียงแค่กรอกชื่อสถานพยาบาลแล้วกดค้นหา ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

  1. หมอ หรือแพทย์

การทำHifuต้องได้การรักษาจากแพทย์เท่านั้น โดยหมอที่ทำการรักษาต้องมีความรู้ และยังต้องคอยอัพเดทเทคนิคการใช้เครื่องมือต่าง ๆ แล้วได้รับการเทรนการใช้เครื่องมือเพื่อเกิดการชำนาญ หากไม่มีความเชี่ยวชาญอาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย ซึ่งส่งผลต่อสถานที่และผลกระทบจะตกไปอยู่ที่ผู้เข้ารับการรักษา และแพทย์ที่ให้คำปรึกษาเป็นคนเดียวกับที่ลงมือทำการรักให้เรา หรือมีการประเมินก่อนทำอย่างละเอียด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

  1. รีวิวเชื่อถือได้จริง

การดูรีวิวจากผู้ที่ผ่านการทำHifuจากคลินิก หรือ สถานพยาบาลนั้น ๆ ที่เราเล็งไว้จะไปทำที่นั้น ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจในการจะเข้าไปใช้บริการในสถานที่นั่น เราต้องดูรีวิวของคนที่มีปัญหารูปหน้าคล้ายกับเรา หรือดูรีวิวการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่านการทำHifuว่ามีผลออกมาเป็นอย่างไร นวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าอย่างHifu ถือเป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยและเห็นผลหลังทำทันที ในขณะทำจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ ใต้ชั้นผิว มีประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยของใบหน้าให้ตึงขึ้นได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว หรือสามารถยกกระชับปรับรูปทรงได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ส่งผลให้ผิวยกกระชับดูอ่อนเยาว์ เรียบเนียน รูขุมขนเล็ก หน้าเนียนใสขึ้น

การทำHifuยังสามารถช่วยในการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก หรือเพิ่มการไหลเวียนเลือด และคลายการยึดเกาะตัวของพังพืด แล้วลดการสะสมของเซลล์ไขมันอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดผิวเปลือกส้ม แล้วหลังการรักษาคุณสามารถแต่งหน้า หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติทันที ดังนั้น Hifu นวัตกรรมยกกระชับหน้า จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยของใบหน้า โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือใช้เข็ม สุดท้ายนี้การเสริมความงามให้ตัวเองนั้นถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่หลาย ๆ คนเลือกที่จะทำ และสิ่งที่สำคัญนั่นคือการดูแลตัวเองก่อนและหลังการทำHifu

Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะเห็นผลชัดเจน

ปัจจุบันผิวของเราต้องเผชิญกับมลภาวะมากมาย ทั้งฝุ่นละอองและควัน รวมถึงสภาพอากาศต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเร้าให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังทำให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อีกด้วย สาว ๆ ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนยาน ไม่กระชับ รู้สึกผิวไม่แข็งแรง ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป เพราะมีวิธีการรักษาและแก้ปัญหานี้ได้อย่างปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทั้งยังได้ผลลัพธ์ที่ดี วิธีนี้ก็คือ การทำ Themage ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และกระชับผิวให้เต่งตึง กลับมาสวยอย่างเดิมได้ แต่การจะทำ Themage ให้ได้ผลดีนั้น ต้องคำนึงถึงด้วยว่า Thermage ควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ

Themage คืออะไร?

การทำ Themage คือการใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency: RF) ที่ความถี่ 6 เมกะเฮิร์ต เพื่อกระตุ้นและส่งความร้อนผ่านผิวหน้าเข้าไปยังผิวในระดับลึกที่มีคอลลาเจนอยู่ โดยใช้หัวส่งคลื่นความถี่วางทาบลงบนผิวหน้าเบา ๆ คลื่นนี้จะช่วยให้คอลลาเจนที่หย่อนคล้อยไม่กระชับ ขาดการยืดหยุ่น กลับมาหดตัวและมีเกลี่ยวขึงเนื้อเยื่อของผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แข็งแรงขึ้น ลดริ้วรอย ร่องลึก โดยไม่ต้องผ่าตัด จึงดูอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก

ใครบ้างที่เหมาะสำหรับการทำ Themage

Themage เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าย่อนคล้อย มีริ้วรอย ร่องแก้มลึก ต้องการยกกระชับปรับรูปหน้า โดยไม่ทำศัลยกรรม หรือผู้ที่มีปัญหาหนังตาตก ต้องการยกคิ้วหรือหางตา มีไขมันสะสมส่วนเกินบริเวณแก้ม คาง และใบหน้า รวมไปถึงผู้ที่ต้องการให้รูปร่างกระชับขึ้น ลดเซลลูไลท์ตามบริเวณต่าง ๆ อาทิ ต้นแขน ต้นขา รอบเอว หน้าท้อง และสะโพก ซึ่งช่วงอายุของผู้ที่เหมาะสมในการทำ ควรอยู่ระหว่าง 30-60 ปี เพื่อการรักษาที่ได้ผลสูงสุด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีอายุมากเกินไป ผิวหย่อนคล้อยมาก ต้องให้แพทย์ประเมินถึงวิธีการทำที่เหมาะสม ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคงูสวัด และสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการทำ

Thermage ควรทำกี่ Shot

หลายคนที่มีความสนใจที่จะทำ Themage จะต้องมีคำถามในใจแน่นอนว่า Themage นั้นควรทำกี่ Shot ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งจำนวน Shot ที่เหมาะสมกับใบหน้านั้น จะต้องดูตามปัญหาของแต่ละคน และจำนวน Shot นี่แนะนำคือ

– 400 Shot จะเหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมากนัก แต่มีไขมันที่แก้มและคางเยอะ ต้องการมีกรอบหน้าที่ชัดเจน และรูปหน้าที่เล็กลง เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้จะทำให้ไขมันลดลงและดูกระชับขึ้น

– 600 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 20 ปลาย ๆ ขึ้นไป ที่เริ่มมีปัญหาหย่อนคล้อย แก้มห้อย ร่องแก้มลึก ต้องการให้ผิวที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นทันที และต้องการให้ร่องแก้มตื้นขึ้น เมื่อยิงจำนวนช็อตนี้แก้มจะเล็กลงและกระชับยิ่งขึ้น กรอบหน้าชัด เป็นจำนวนช็อตที่แนะนำที่สุดสำหรับการเริ่มทำ เพราะจะเห็นผลชัดเจน

– 1200 Shot เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหามาก ผิวหย่อนคล้อยทั่วทั้งใบหน้าและบริเวณลำคอ จำนวนช็อตนี้จะช่วยยกกระชับทั้งผิวหน้าและลำคอ ให้ผิวแน่นขึ้น ฟูขึ้น ได้ผลลัพธ์อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ จำนวน Shot ที่มากหรือน้อย นอกจากจะขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละคนแล้วนั้น ยังขึ้นอยู่กับเรื่องของค่าใช้จ่ายด้วย เพราะจำนวน Shot ที่มากขึ้น ก็หมายถึงราคาที่สูงขึ้น ซึ่งราคาจะคิดตามจำนวน Shot โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 100,000 บาท แล้วแต่สถานที่ให้บริการ

การทำ Themage คุ้มหรือไม่

การทำ Themage เป็นการรักษาเพียง 1 ครั้งก็เห็นผลในทันที ในเรื่องของการยกกระชับและดูเป็นธรรมชาติ หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป และผลของการรักษาสามารถอยู่ในนานถึง 1-2 ปี จึงนับว่าเป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ให้ความคุ้มค่า เพราะทำเพียงครั้งเดียวก็สามารถดูอ่อนเยาว์ได้เป็นเวลานาน แต่สิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามในการรักษา ที่นอกไปจากเรื่องราคาแล้วนั้น ควรเข้ารับบริการในสถานที่ที่ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ เพราะจำเป็นจะต้องใช้ความชำนาญในการทำอย่างมาก เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการรักษา และคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป

ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย Themage จะอยู่ได้นานแค่ไหน

ผลการรักษาด้วย Themage จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ เห็นผลทันทีหลังการรักษา โดยกรอบหน้าจะชัดขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนมีการหดตัวหลังมีการได้รับคลื่นความถี่วิทยุ หลังจากนั้นจะมีการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลการรักษาจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากทำไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน โดยจะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวหน้ามีการยกกระชับขึ้น เรียบเนียน ริ้วรอยลดเลือนลง และจะคงอยู่สภาพแบบนี้ไปอีกราว ๆ 1-2 ปี ทำให้คุณมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลง ทั้งนี้ผลลัพธ์ของการรักษาที่ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน รวมไปถึงการดูแลและการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

ความรู้สึกขณะทำ Themage

ขณะทำการรักษาคนไข้จะมีความรู้สึกแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกันคือ

  1. รู้สึกเย็นสบายที่ผิว เนื่องจากแพทย์ผู้ทำการรักษาจะใช้เจลที่มีความเย็นเพื่อปกป้องผิวหนังชั้นบน
  2. รู้สึกถึงความสั่นที่บริเวณผิว เมื่อเครื่องมือแตะที่ผิวในตำแหน่งที่ทำการรักษา
  3. รู้สึกร้อนสลับเย็นที่บริเวณผิว ซึ่งเป็นความรู้สึกที่พลังงานคลื่นวิทยุ RF ถูกส่งผ่านผิวหนังไปยังผิวชั้นลึกลงไป เกิดเป็นความร้อนที่จะทำให้ผิวยกกระชับขึ้น หากรู้สึกร้อนในระดับที่ทนได้ คือระดับ 2-2.5 จะให้ผลในการรักษาตามที่ต้องการ แต่หากรู้สึกร้อนเกินกว่าจะรับได้ หรือรู้สึกแสบบริเวณที่ทำ คือระดับ 3-4 นั่นแปลว่าร้อนมากเกินไป แม้ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าระดับอื่น แต่จะส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาได้ โดยเฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่าย

การดูแลตัวเองหลังทำ Themage

เนื่องจากการทำ Themage ไม่มีแผลผ่าตัด จึงทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวัน หรือไปทำงานได้ตามปกติ เพียงแต่ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทาครีมบำรุง และครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ๆ ที่จะเป็นตัวการในการทำร้ายผิว

อาการไม่พึงประสงค์ของการทำ Themage ที่อาจเกิดขึ้นได้

  1. อาจมีอาการเจ็บขณะทำ แต่สามารถลดอาการเจ็บปวดได้จากการทายาชาในบริเวณที่จะทำ ก่อนการทำ 1 ชั่วโมง
  2. อาจมีอาการชาชั่วคราวได้
  3. หลังทำ อาจมีสีผิวที่เข้มขึ้นได้บ้าง แต่จะค่อย ๆ จางลงและหายไปเอง
  4. ในบางรายอาจมีอาการบวม แดง หรือแสบร้อนเล็ก ๆ แต่อาการจะไม่รุนแรง ส่วนมากจะหายได้เอง และพบได้น้อยมาก
  5. อาจมีตุ่มน้ำใส ๆ หรือสะเก็ดเล็ก ๆ เกิดขึ้นได้ในบางคน ที่บริเวณกรอบหน้าหรือช่วงแก้ม ซึ่งเป็นอาการปกติหลังทำ Themage เนื่องจากมีการยิงในพลังงานที่สูง ซึ่งรอยต่าง ๆ นี้ จะหายได้เองใน 5-7 วัน และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้แต่อย่างใด

หากใครมีความสนใจที่จะทำ Themage นั้น ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจทำ รวมถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา และการเลือกว่าควรทำกี่ Shot ถึงจะเหมาะสมกับปัญหาของสภาพผิวของตนเอง ก็ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และตรงกับความต้องการ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย ต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจในการเลือกสถานประกอบการในการทำ ควรเลือกสถานที่ที่มีใบอนุญาต และเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง แม้ว่าเราจะหยุดยั้งอายุและกาลเวลาไม่ได้ แต่เราสามารถหยุดอายุของใบหน้าเราได้ ให้คงความอ่อนเยาว์ไว้ตลอดกาล หยุดความหย่อนคล้อยและริ้วรอยต่าง ๆ เอาไว้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง Themage กับนวัตกรรมจากอเมริกา ที่นอกจากจะปลอดภัยและไม่เจ็บตัวแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหน้าของคุณให้กลับมาสวยสดใส เต่งตึง คงความเยาว์วัย และไม่ต้องพบกับปัญหาผิวหย่อนคล้อยอีกต่อไป

 

 

 

 

 

 

อาการข้างเคียงที่พบจากการทำ ulthera

หลายท่านคงจะทราบกันดีว่าการทำ  ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึงกระชับผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัยและได้รูปขึ้นอีกครั้งซึ่งการทำ ulthera เป็นที่นิยมกันอย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยไม่อันตรายต่อผิวและไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรมใด ๆ แต่อาจจะมีผลข้างเคียงที่เกิดจากการทำอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ ulthera คุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera ให้ละเอียดเสียก่อนไม่ว่าจะเป็นที่มาของ ulthera,  ระบบการทำงาน, ข้อดีข้อเสีย, อาการข้างเคียงและควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะตัดสินใจทำทุกครั้งเพราะไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดหรือได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ตรงตามที่ต้องการได้ดังนั้นเราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับ ulthera มาให้คุณศึกษาเพื่อเป็นความรู้ประกอบการตัดสินใจ

ulthera อัลเทอร่า คืออะไร

ulthera คือเทคโนโลยีการรักษาโดยใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจงและแม่นยำชื่อว่า high Intensity focus ultrasound หรือ คลื่นอัลตราซาวด์ที่หลาย ๆ คนรู้จักซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้ผลดีที่สุดตัวหนึ่งในวงการแพทย์ผิวหนัง โดยเครื่องจะส่งคลื่นอัลตร้าซาวด์ โดยไม่ต้องใช้เข็มทำลายชั้นผิวบนเลยและนอกจากนี้ยังสามารถส่งคลื่นไปยังชั้นผิวบน เช่น ชั้น 4.5 มิลลิเมตร และ ชั้น 1.5 มิลลิเมตร ซึ่งคลื่นอัลตราซาวด์นี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่และเมื่อชั้นผิว SMAS หดตัวก็จะทำให้ผิวยกกระชับมากขึ้น ใช้เวลาในการรักษาเพียง 60-120 นาทีซึ่งไม่ทำให้เกิดบาดแผลก็จะช่วยให้ผิวของคุณยกกระชับเต่งตึงขึ้น

การทำงานของ Ulthera จะใช้วิธีการส่งพลังงานผ่านความร้อนของคลื่น  High Intensity Focus Ultrasound ไปกระตุ้นผิวให้เกิดรอยหดตัวขนาด 1 มม. คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้นผิว SMAS ให้เป็นจุดเล็ก ๆ ระยะห่างระหว่างจุดเท่า ๆ กัน ประมาณ 1-1.5 มม. เรียงเป็นแนวต่อเนื่องและเกิดความสม่ำเสมอของพลังงานที่ลงสู่ใต้ผิวลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำหลังจากการรักษาจะได้ผลการรักษาที่แน่นอนคุณสามารถแต่งหน้าได้ปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว และสามารถทำการรักษาได้กับทุกสีทุกสภาพผิว ซึ่งประสิทธิภาพและผลการรักษานั้นได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและแพทย์ศัลยกรรมจากประเทศทั่วโลกอย่างกว้างขวาง

ใครที่เหมาะกับการทำ Ulthera อัลเทอร่า

  1. ผู้ที่มีไขมันแก้มไม่เยอะมากต้องการยกกระชับ
  2. ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัดไม่เห็นแนวกรามมีเหนียง
  3. ผู้ที่หนังตาและหางตาตกแต่ยังไม่ต้องการผ่าตัดหรือผู้ที่ต้องการจะยกหางตาหางคิ้วให้กระชับขึ้น
  4. ผู้ที่ต้องการจะฟื้นฟูบำรุงผิวกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิวที่ช่วยในการบำรุงชั้นลึกกว่าการทาครีมทั่วไป
  5. คนที่อยากบำรุงผิวแต่ไม่มีเวลาบำรุงทุกวันเป็นประจำเพราะการทำ Ulthera บำรุงแค่ปีละครั้งเท่านั้น
  6. คุณแม่หลังคลอดหรือคุณแม่ให้นมบุตรที่อยากดูแลตัวเองเพราะสามารถทำในขณะที่ให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัยและใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ทำปีละครั้ง
  7. ผู้ที่ผิวมีความหย่อนคล้อยแต่ไม่อยากศัลยกรรมผ่าตัดดึงหน้าและไม่อยากพักฟื้นเป็นเวลานาน
  8. ผู้ที่ต้องการยกกระชับฟื้นฟูผิวบริเวณลำคอและเนินอก

อาการข้างเคียงหลังทำ Ulthera อัลเทอร่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้

หลังจากการทำ Ulthera หลายคนมักจะกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่จะตามมาว่าจะมีอาการร้ายแรงหรือส่งผลกระทบต่อการออกไปใช้ชีวิตประจำวันมากน้อยแค่ไหน ด้วยความที่ Ulthera นั้นเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ที่มีพลังงานสูง ( High Intensity) ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการทำบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่เท่ากับการทำศัลยกรรมอื่น ๆ โดยอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากทำ Ulthera ได้แก่

  1. อาการบวม

อาการบวมหลังจากทำอาจจะพบได้บ้างเป็นบางคนแต่ก็ไม่ได้บวมมากเท่าใดนัก ไม่ได้บวมเขียวช้ำเราสามารถประคบเย็นหลังจากทำเสร็จเพื่อช่วยลดอาการบวมได้ ซึ่งโดยปกติแล้วอาการบวมนี้จะค่อย ๆ ยุบตัวลงเองโดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วันหลังทำ

  1. ผิวแห้ง

หลายคนอาจจะมีโอกาสผิวแห้งลงในช่วงแรกหลังจากที่ทำเสร็จ ส่วนหนึ่งอาจจะเนื่องจากฤทธิ์ของยาชาที่ทาส่งผลทำให้ผิวแห้งเพิ่มขึ้น ข้อแนะนำคือให้ทามอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวบ่อย ๆ และทาครีมบำรุงกันแดดอย่างสม่ำเสมอ งดทายาบำรุงจำพวกไวท์เทนนิ่งที่ผลัดเซลล์ผิวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 อาทิตย์

  1. อาการระบมใต้ผิวเวลาจับ

อาการนี้จะเกิดขึ้นกับแทบทุกคนหลังจากทำอัลเทอร่า ซึ่งจะระบมมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนถ้าหากมีอาการระบมมากจนเกินไปก็อาจจะรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล เพื่อลดอาการปวดหรือระบมได้ แต่โดยทั่วไปแล้วอาการระบมนั้นจะค่อย ๆ ลดลงและหายไปโดยใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์หลังทำ

แต่โดยส่วนมากนั้นหลังทำมักจะไม่ค่อยพบผู้ที่มีอาการข้างเคียงร้ายแรงใด ๆ ที่นอกเหนือจากอาการดังกล่าวข้างต้นส่วนมากผู้ที่ทำการรักษาเสร็จแล้วก็สามารถกลับไปทำงานใช้ชีวิตตามปกติได้ในทันทีโดยไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน

การรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า ปลอดภัยหรือไม่

Ulthera ถูกนำมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์ยาวนานกว่า 50 ปีแล้วและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมตกแต่งชั้นนำทั่วโลกมีการใช้ Ulthera มากกว่า 12ปี มั่นใจได้ว่าเครื่องนั้นมีความปลอดภัยสูง และเป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพและผลการรักษาอย่างแน่นอนอีกทั้ง Ulthera ยังได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (US FDA) ว่าสามารถยกกระชับตาและใบหน้าได้จริง ดังนั้นหากใครที่กำลังไม่มั่นใจว่าหากทำ Ulthera จะมีอาการข้างเคียงร้ายแรงหรือไม่ จะปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เมื่อศึกษาอย่างละเอียดแล้วก็มั่นใจได้เลยว่าการทำ Ulthera นั้นมีความปลอดภัยและไม่อันตรายอย่างที่คุณคิด 

ความรู้สึกขณะรักษาด้วย Ulthera อัลเทอร่า

ขณะทำการรักษาด้วยเครื่องอัลเทอร่า จะมีการปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์ลงสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวผู้ถูกการรักษาจะรู้สึกถึงพลังงานที่เป็นจุดเล็ก ๆ กระทบลงบนผิวลึก ๆ และจะรู้สึกอุ่น ๆ ที่ใต้ผิวหนังซึ่งความรู้สึกดังกล่าวจะแตกต่างกันในไปแต่ละบุคคล บางคนรู้สึกเจ็บมากบางคนก็รู้สึกเจ็บปานกลางหรือบางคนแทบจะไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งนี้การทายาชาก็จะช่วยบรรเทาเจ็บได้แต่ในบางรายสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาชาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละบุคคล

 ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากทำ Ulthera อัลเทอร่า

สามารถเห็นผลลัพธ์หลังการทำ Ulthera ได้ภายในการทำเพียงครั้งแรก เพราะวัตถุประสงค์ของการทำ Ulthera คือ เพื่อสลายคอลลาเจนเก่าและเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อช่วยในการยกกระชับผิวซึ่งกระบวนการผลิตคอลลาเจนใหม่นี้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากทำทันทีจนถึง 6 เดือนดังนั้นหลังทำ Ulthera จึงเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในทันทีหลังการรักษาสังเกตได้ง่าย ๆ จากบริเวณแนวคิ้วและหางตาที่จะยกขึ้น กรอบหน้าชัดเจนขึ้นและผลลัพธ์อื่น ๆ ก็จะชัดเจนตามมาเรื่อย ๆ โดยผิวหน้าที่ได้รับการฟื้นฟูจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ และค่อย ๆ เข้ารูปอย่างเป็นธรรมชาติภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังทำ เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องของ Ulthera และโครงสร้างผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ผลลัพธ์จึงจะถาวรและอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 1-2 ปีเมื่อทำเสร็จแล้วคุณสามารถรอดูผลแล้วกลับมาทำเพิ่มเฉพาะจุดหรือทั่วใบหน้า อาจจะเพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่นั้นเพื่อให้ยังคงสภาพผิวเดิมไว้แต่ทั้งนี้ผลการรักษาของแต่ละคนนั้นจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลสุขภาพโดยรวมของแต่ละบุคคลแต่จากการทดลองพบว่า 9 ใน 10 คนที่ได้รับการรักษา จะสามารถเห็นถึงผลลัพธ์จากการรักษาที่ชัดเจน เช่น แนวคิ้วยกขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตขึ้น, ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์, ผิวที่ตึงกระชับ, ใบหน้ายกได้รูป, รูขุมขนเล็กลง, ผิวเรียบเนียนขึ้นทั่วทั้งบริเวณหน้าและคออย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ได้พึ่งการทำศัลยกรรมผ่าตัดพักฟื้นแต่อย่างใด ที่กล่าวมานี้เป็นข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการทำ Ulthera ที่หลาย ๆ คนกำลังกังวลในเรื่องของผลข้างเคียง ความปลอดภัย และอาการต่าง ๆ หลังจากทำ Ulthera ดังนั้นเมื่อทราบถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาแล้วว่าไม่เป็นอันตรายอย่างที่คิด การทำ Ulthera ก็ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องผิวที่หย่อนคล้อยไม่กระชับให้สภาพผิวกลับมาเต่งตึงอ่อนเยาว์กว่าวัยได้เป็นอย่างดี

 

 

 

ตอบทุกข้อสงสัยของการทำ Hifu

Hifu เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่หลาย ๆ ท่านคงได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย สำหรับสาว ๆ ที่รักการดูแลตัวเอง คงคุ้นเคยกับนวัตกรรมการยกกระชับผิวที่ชื่อว่า Hifu กันเป็นอย่างดี ซึ่งหลัก ๆ แล้วของความนิยมที่สาว ๆ หลาย ๆ ท่านที่นิยมทำ Hifu ก็เนื่องจากผลลัพธ์หลังการทำที่เห็นได้ทันทีก็คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กขึ้น และดูเต่งตึง โดยไม่ต้องฉีดสารเข้าไปในผิว หรือการผ่าตัดและการเย็บกล้ามเนื้อใต้ผิวหนังใด ๆ เฉกเช่นสมัยก่อนเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำ เพียงแค่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงทาบผ่านผิวหนังเพียงเท่านี้ ท่านก็จะมีผิวหน้าที่เรียบเนียน และหน้าที่ดูเรียวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ทราบรายละเอียดในการทำและการปฎิบัติตัวต่าง ๆ ก่อนและหลังทำนั้น ทางเราได้รวบรวมข้อมูลและข้อสงใสต่าง ๆ รวมถึงคำถามยอดฮิตอย่าง ผู้ที่ตั้งท้องนั้นสามารถทำ Hifu ด้วยได้หรือไม่

Hifu คืออะไร

ขอเล่าก่อนว่าหัตถกรรมทางการแพทย์ในสมัยก่อนนั้น การที่จะทำให้ผิวหน้านั้นยกกระชับขึ้น แพทย์จะทำการผ่าตัดให้ลึกไปถึงชั้นผิว SMAS และทำการกรีดและเย็บขึ้นใหม่ เพื่อยกกระชับผิวหน้าภายนอกให้หายหย่อยคล้อยอย่างแรกเราต้องทำความรู้จักกับ Hifu นวัตกรรมใหม่ที่มาเพียงไม่กี่ปี ก็เป็นที่นิยมและกล่าวถึงกันอย่างแผ่หลาย เป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมดแต่อย่างได้ ไม่เจ็บปวดและทรมานผิวหน้าอีกด้วย ซึ่งนวัตกรรมนี้คือการใช้เครื่องเทคโนโลยี คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ทาบไปบริเวณผิวที่ต้องการยกกระชับ เพื่อให้คลื่นความถี่สูงไปสร้างความร้อนภายใต้ผิวหนัง ไปยังชั้นผิว SMAS (ชั้นผังผืดที่อยู่ใต้ผิวหนังถึง4.5มม.) โดยกระบวนการนี้จะทำให้ชั้น SMAS นั้นเกิดความร้อนจนชั้นผิวนั้นหดตัวตึงขึ้น และคลื่นความที่นี้ยังกระตุ้นให้ผิวชั้น SMAS นั้นสร้างคอลลาเจนขึ้นได้โดยธรรมชาติ เหตุนี้จึงส่งผลทำให้ผิวหน้าของท่านนั้นยกกระชับขึ้น ลดความหย่อยคล้อยของผิวที่ขาดคอลลาเจนได้อีกด้วย

Hifu ดีอย่างไร

นอกจากการที่ Hifu นั้นช่วยในการยกกระชับผิวโดยตรงแล้วนั้น Hifu ยังช่วยให้ผิวนั้นนุ่มนวล เรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วยด้วย ไม่เพียงแค่นี้นวัตรรมยอดฮิตแบบนี้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่งการทำ Hifu นั้นมีข้อดีที่จะส่งผลกับผิวดังนี้

  1. ยกกระชับผิวให้ตึงขึ้น
  2. ทำให้หน้านั้นดูเรียวเล็ก
  3. ทำให้ผิวเรียบเนียนและเต่งตึง
  4. ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  5. ช่วยเรื่องของเหนียงที่หย่อยคล้อย

Hifu มีข้อจำกัดอะไรบ้าง

นวัตกรรม Hifu นั้นข้อจำกัดนั้นมีอยู่น้อยมากถ้าเทียบกับนวัตกรรมตัวอื่น ๆ เพราะ Hifu นั้นสามารถทำรวมกับหัตกรรมทางการแพทย์ตัวอื่น ๆ ได้ เช่น ท่านที่ร้อยไหมมา หรือท่านที่ฉีดโบท็อกมาก่อนหน้านี้ ก็สามารถเข้ารับการทำนวัตกรรมนี้ได้ โดยผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปก็สามารถเข้าทำ Hifu ได้ตามปกติ

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า Hifu นั้นคือการใช้คลื่นเสียงไมโครเวฟโฟกัสอัลตราซาวด์ด้วยความถี่สูง  ซึ่งคลื่นความถี่นี้ไม่มีความอันตรายใด ๆ ต่อผู้ใช้ที่ไม่ได้ตั้งครรถ์ แต่สำหรับท่านที่กำลังตั้งครรถ์ หรือท้องอยู่นั้น ทางเราไม่แนะนำให้ทำ Hifu เพราะการทำ Hifu นั้นจากการปล่อยคลื่นความถี่สูงในชั้นผิวที่ลึก อาจทำให้ท่านนั้นรู้สึกเจ็บ และจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ไม่ว่าจะเป็นการเกร็งมือเกร็งเท้าระหว่างการทำ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อภายในอย่าง มดลูก ยิ่งถ้าอายุครรถ์ที่มากการที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อเกร็งนั้น จะส่งผลทำให้เด็กคลอดได้ทันที คำแนะนำจากทางการแพทย์คือ ไม่ควรทำ Hifu ขณะตั้งครรถ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวแม่และเด็กนั้น จำเป็นที่จะต้องรอหลังคลอดแล้วท่านจึงสามารถเข้ารับบริการได้ทันที

คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ตั้งครรถ์

แท้จริงแล้วผู้ที่กำลังตั้งครรถ์อยู่นั้นสามารถทำทรีทเม้นต์ต่าง ๆ ของบริการการดูแลผิวหน้าได้ตามปกติ และรวมถึงการทำ ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ การทำหัตถกรรมพวกนี้ท่านที่ตั้งครรถ์สามารถทำได้แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เช่นกัน แต่ถ้าพูดถึงหัตถกรรมใหญ่ ๆ เช่นการทำ Hifu, Ulthera รวมถึงการทำ Laser นั้นมีกระบวนการทำที่จะทำให้คนไข้หรือท่านเองนั้นรู้สึกถึงความเจ็บมากหรือน้อยก็แล้วแต่ล่ะบุคคล ซึ่งความเจ็บนี้จะทำให้ท่านนั้นเกิดความเกร็ง กล้ามเนื้อต่าง ๆ เกิดการหดตัว จึงทำให้มีผลกระทบต่อคุณแม่ที่ตั้งครรถืไปยังลูกน้อยในท้อง ฉะนั้นผู้ที่ตั้งครรถ์ควรศึกษาข้อมูลของการทำหัตถการแต่ล่ะตัวให้แน่ชัด หรือรอหลังการคลอดก็สามารถทำทุกอย่างได้เป็นปกติ

Hifu ตอนทำรู้สึกอย่างไร

จากที่หลาย ๆ ท่านรับทราบถึงข้อมูลและข้อจำกัดที่มีของการทำ Hifu ครบแล้วนั้น สำหรับท่านที่ไม่เคยเข้ารับบริการนวัตกรรมนี้ก็คงสงสัยไม่แพ้กันว่าความรู้สึกตอนทำ Hifu นั้นมีความรู้สึกอย่างไร จะเจ็บเหมือนเวลาร้อยไหม หรือเจ็บเท่าการฉีดโบท็อกหรือไม่ โดยที่ก่อนการทำ Hifu นั้นจะมีการทาเจลเย็น ๆ บนผิวที่ต้องการทำก่อนเสมอ และในขณะที่คลื่นความถี่สูงนี้ถูกลงไปบนผิวหน้า ท่านจะมีความรุ้สึกเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่มพร้อมกับความอุ่นจากเครื่อง จึงทำให้ท่านนั้นไม่รู้สึกทรมานแต่อย่างใด ซึ่งความรู้สึกของแต่ล่ะท่านนั้นจะต่างกันไปตามความเคยชินของการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ผ่านมา

Hifu ทำแล้วเห็นผลเลยไหม

สำหรับคำถามยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็อยากทราบว่าหลังจากการทำ Hifu นั้นผิวจะยกกระชับขึ้นทันทีเลยหรือไม่ ขอกล่าวตรงนี้เลยว่าหลังจากการทำเสร็จนั้น ท่านจะเห็นผลทันทีประมาณ 20-30% โดยเฉพาะช่วงกรอบหน้าหน้าที่จะชัดขึ้น เพราะใต้ชั้นผิวถูกความร้อนจนทำให้ผิวหน้ายกกระชับเข้ารูปตามกรอบหน้า พอผ่านไปประมาณ 2-3 เดือนผิวหน้าจะค่อย ๆ กระชับมากขึ้นเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่ตามสภาพผิวพื้นฐานของแต่ล่ะบุคคล

ข้อแนะนำการทำ Hifu ให้เห็นผล

แท้จริงแล้วการทำ Hifu นั้นเป็นการใช้คลื่นความถี่สูง โดยไม่มีการฉีดหรือผ่าตัดใด ๆ ในการทำให้ผิวนั้นยกกระชับขึ้น ดังนั้นสำหรับท่านที่เข้ารับบริการแล้วหรือสนใจในการทำ Hifu นี้ ควรที่จะต้องมีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่เต็มที่ โดยแบ่งการปฏิบัติตัวตามข้อต่อไปนี้

ก่อนการทำ Hifu

  • สำหรับท่านที่เคยเป็นโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการทำ
  • สำหรับวันที่ทำ Hifu ไม่ควรแต่งหน้าหรือทารองพื้น เพราะการทำนั้นจะต้องทำความสะอาดใบหน้าก่อนเริ่มทำ

หลังการทำ Hifu

  • ควรดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะการทาครีมกันแดดอย่างเป็นประจำ
  • แนะนำให้รัปประทานวิตามินจำพวก คอลลาเจน จะช่วยให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น
  • ควรเลี่ยงการสูบบุหรี่และเดิมแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง

นอกจากนี้ท่านก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ท่านสามารถไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้หลังจากการทำทันที โดยไม่มีการเกิดรอยแดงหรือแผลใด ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้า ซึ่งสำหรับท่านที่อยากให้ผลลัพธ์นั้นชัดเจนมากขึ้นแนะนำให้ทำ Hifu อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ 6 เดือน หรือตามที่แพทย์แนะนำ โดยรวมแล้วการ Hifu นั้นเหมาะกับผู้หญิงที่มีปัญหาผิวหน้าที่ยังหย่อยคล้อยแต่ไม่มากนัก คือช่วงประมาณอายุ 25-35 ปี ที่มีร่องแก้มที่ลึกขึ้น รอยตีนกา หรือร่องรอบดวงตา เพราะคอลลาเจนนั้นเริ่มที่จะผลิตได้น้อยลง หรือช้าลงนั้นเอง ถ้าท่านนั้นดูแลผิวตั้งแต่เริ่มต้นที่ปัญหาของผิวนั้นยังไม่มากเกินไป ก็จะสามารถเห็นผลได้ชัดเจนและผิวจะดีคงทนอยู่นานกว่า ถ้าท่านรอให้ผิวหน้านั้นเสื่อมสภาพไปนาน ๆ แล้วค่อยเข้ารับการดูแล แต่สำหรับท่านที่มีอายุมากแล้วมีปัญหาผิวที่เยอะกว่า ก็สามารถทำ Hifu ร่วมไปกับหัตถกรรมอย่างอื่น เช่น การร้อยไหม้ หรือการฉีดโบท็อก ควบคู่กันไปได้

ไขคำตอบ Ulthera กับ Botox ต่างกันยังไง?

ผ่านไปครึ่งทางแล้วของปี 2020 แต่เทรนด์หน้าเรียว V-shape ยังแรงดีไม่มีตก และคงไม่หมดเทรนด์ไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน ทำให้ใครหลายต่อหลายคนต่างพากันหาวิธีแก้ปัญหาหน้าบาน ให้กลายเป็นหน้าเรียวแซ่บสไตล์สาย ฝ. เพราะการมีใบหน้าที่เรียว V-shape กระชับได้สัดส่วนนั้น แต่งหน้าง่าย แถมมองมุมไหนก็ดูดี สวย ทุกมิติ วิธีที่จะทำให้หน้าเรียว หลายคนคงพากันนึกถึงการฉีด โบท็อกซ์ (Botox) เพื่อปรับกระชับรูปหน้าให้ดูดีได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัจจุบันคู่แข่งใหม่ของโบท็อกซ์ก็มาแรงไม่แพ้กันอย่าง Ulthera ทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะ

โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร

โบท็อกซ์ ที่จริงแล้วคือชื่อของสารยี่ห้อหนึ่งจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีไว้ใช้ลดริ้วรอย และปรับรูปหน้า ทำให้หลายคนเผลอเรียกกกันจนอย่างติดปาก ที่จริงแล้ว โบท็อกนั้นคือสาร Botulinum toxin A ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ได้จากการสร้างมาจากแบคทีเรียอย่าง คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) โดยเมื่อถูกฉีดเข้าไปในบริเวณของกล้ามเนื้อที่ต้องการแก้ไขปัญหาแล้วนั้น จะออกฤทธิ์ที่ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ จึงทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในภาวะคลายตัว และมีขนาดที่เล็กลง จึงทำให้บริเวณที่ฉีดดูเรียวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ โบท็อกซ์ ยังทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ ดูจางขึ้น เพราะกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด ไม่ถูกใช้งาน ทำให้มีการเคลื่อนไหวน้อย จึงมีริ้วรอยลดลงนั่นเอง

โบท็อกซ์ ฉีดได้บริเวณไหนบ้าง ? ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ ?

  1. โบท็อกซ์รักษาริ้วรอย ให้ดูเรียบเนียนขึ้น ลดการใช้กล้ามเนื้อบริเวณที่มีริ้วรอย
  2. โบท็อกซ์ลดกราม ให้หน้าดูเรียว มีความ V-shape มากขึ้น
  3. โบท็อกซ์ยกหางตา แก้ไขปัญหาหางตาตก ทำให้หน้าตาดูไม่สดชื่น
  4. โบท็อกซ์ลิฟติ้งหน้า ยกกระชับบริเวณหน้าให้ดูเต่งตึงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
  5. โบท็อกซ์ตีนกา แก้ไขปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา
  6. โบท็อกซ์หน้าผาก แก้ไขปัญหารอยย่น รอยพับ บริเวณหน้าผาก
  7. โบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว แก้ไขปมปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรม เช่น การขมวดคิ้ว
  8. โบท็อกซ์ลดโหนกแก้ม ลดกล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม โดยไม่ต้องผ่าตัด
  9. โบท็อกซ์ลดขนาดปีกจมูก แก้ไขปัญหาปีกจมูกแบบธรรมชาติ ไม่ให้ดูฟีบแบนจนเกินไป
  10. โบท็อกซ์ลดเหงื่อ ลดปัญหาเรื่องกลิ่นกาย กลิ่นอับ
  11. โบท็อกซ์น่อง แก้ปัญหากล้ามเนื้อบริเวณน่อง ที่มีอาการปูด บวมของกล้ามเนื้อให้เล็กลง
  12. โบท็อกซ์ยกมุมปาก แก้ปัญหามุมปากตกให้ดูยิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น

ก่อนเตรียมตัวฉีด โบท็อกซ์ ควรเตรียมตัวอย่างไร  ?

  1. ควรเลือกคลินิก หรือ โรงพยาบาล ที่มีมาตรฐาน มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการฉีดโบท็อกซ์
  2. เลือกใช้โบท็อกซ์ของแท้เท่านั้น ควรตรวจเช็คอย่างละเอียดก่อนฉีด
  3. ไม่ควรฉีดมากเกิน 300 unit/1 ครั้ง
  4. ระหว่างการฉีด ควรมีการประคบด้วยความเย็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือด รอบบริเวณที่ฉีด จะทำให้โบท็อกซ์จำกัดอยู่ในบริเวณที่ต้องการ
  5. ตรวจเช็คสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หยุดทานอาหารเสริมประเภทวิตามินอี น้ำมันปลา หรือยาแอสไพริน
  6. สตรีมีครรภ์ หรือ ให้นมบุตร ไม่ควรฉีด แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนเข้ารับการรักษา

วิธีปฏิบัติตัวหลังฉีด โบท็อกซ์

  1. งดนอนนราบอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  2. ไม่ควรสัมผัส นวด บริเวณที่ฉีด
  3. งดการทำทรีทเมนต์ต่าง ๆ 1 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพราะการทำทรีทเมนต์ในบางครั้งอาจมีขั้นตอนการนวดหน้าที่กระทบได้
  4. หลังฉีด 24 ชั่วโมง งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากยิ่งขึ้น อาจทำให้รอยเข็มหลังฉีดหายช้าลง
  5. หลีกเลี่ยงสถานที่ ๆ มีความร้อนสูง อย่างเช่น ซาวน่า ห้องอบสมุนไพร ห้องโยคะร้อน

Ulthera คืออะไร ?

Ulthera คือนวัตกรรมการยกกระชับผิวหรือสร้างกรอบหน้าที่ได้รับการรับรองจาก US FDA ว่าเป็นหัตถการเพื่อการยกกระชับหน้าที่มีความปลอดภัยสูง โดยเป็นการส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่ในระดับสูง ผ่านรูปแบบ Focused Ultrasound  หลักการทำงานของ Ultheraคือจะเป็นการส่งพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากเข้าไปกระตุ้นผิวหนังชั้นลึก (ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า) เพื่อให้ผิวที่หย่อนคล้อย ยกกระชับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความชัดเจนของกรอบหน้า การยกแนวคิ้วบริเวณหางตา การปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอย โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้น เหมาะแก่ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องความหย่อนคล้อยของผิว ไม่ว่าจะบริเวณคิ้ว หางตา แก้ม คาง หรือคอ ผู้ที่ผิวไม่กระชับ ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้น ผิวขาดคอลลาเจนและอิลาสติน

Ulthera ช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง

  1. บริเวณใบหน้า ช่วยดึงผิวหน้าและยกกระชับผิวที่มีความหย่อนคล้อย ให้กลับมาเรียบตึงได้อีกครั้ง ทำให้หน้าดูเด็กลงแบบธรรมชาติ ไม่ดูแข็งจนเกินไป โดยไม่จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเทียบเท่ากับการดึงหน้า ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและต้องพักฟื้น
  2. ยกคิ้ว แก้ไขปัญหาหนังตาตก การยกกระชับเวลาช่วงระหว่างคิ้วและดวงตาขึ้น ทำให้ดวงตาดูกลมโตขึ้น ชั้นตาชัดเจนมากขึ้น จะทำให้ใบหน้าดูสดใส และดูอ่อนกว่าวัย
  3. แก้ไขปัญหาตาถุงใต้ตาหย่อนยาน ลดถุงใต้ตาได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องผ่าตัด
  4. ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว มี V-shape มากขึ้น
  5. ลดเหนียง กำจัดคาง 2 ชั้น ยกกระชับผิวบริเวณลำคอให้ตึงและดูเรียบเนียนมากขึ้น

ข้อดีของการทำ Ulthera

เนื่องจากการทำ Ulthera นั้นเป็นการใช้คลื่นพลังงานความร้อน ส่งตรงไปยังบริเวณที่ต้องการได้รับการแก้ไข ได้อย่างตรงจุด โดยไม่ต้องผ่านการฉีด หรือ การผ่าตัด ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างทำ อาจรู้สึกเพียงอุ่น ๆ เท่านั้นในขณะทำ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื้อเยื่อในบริเวณใกล้เคียง จึงเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง ที่จะทำให้ใบหน้ากลับมามีความกระชับ เต่งตึง เรียบเนียนได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องยุ่งยาก และให้ผลลัพธ์ได้ในทันทีหลังทำ

ผลลัพธ์ที่ได้หลังทำ Ulthera

  1. หลังทำ Ulthera จะค่อยเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่าง 3 – 4 เดือนแรกหลังทำการรักษา
  2. ผลลัพธ์หลังทำจะสามารถอยู่ได้เป็นเวลาประมาณ 1 ปี
  3. บริเวณที่ทำจะรู้สึกยกกระชับ และเต่งตึงขึ้น
  4. เกิดการฟื้นฟูของคอลลาเจนบริเวณใต้ผิวหนังที่ทำ
  5. รูขุมขนเล็กลง ผิวเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย

การดูแลตัวเองหลังทำ Ulthera

หลังจากที่รับการรักษาด้วยการทำ Ulthera เสร็จแล้ว เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องรอพักฟื้น ก็สามารถที่จะใช้ชีวิตประจำตามปกติได้เลย แนะนำให้เว้นการนวดหน้าทรีทเมนต์อย่างน้อย 1 – 2 อาทิตย์ เพื่อลดการกระทบกระเทือนในบริเวณที่ทำ รวมไปถึงงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่อาจทำให้เกิดรอยช้ำบริเวณใต้ผิวหนังได้ ซึ่งบางคนหลังทำอาจมีอาการอักเสบ หรือ ระคายเคืองผิวบ้างในครั้งแรก ถือเป็นเรื่องปกติ สามารถขอให้แพทย์ที่ดูแลจ่ายยาแก้อักเสบเพื่อบรรเทาอาการได้

เลือกทำ Ulthera หรือ Botox ดี

สำหรับคนที่มีปัญหากล้ามเนื้อเยอะ กรามหนา ต้องการรูปหน้าเรียว มีความ V-shape แนะนำว่าให้รักษาด้วยการฉีด โบท็อกซ์ จะเป็นการแก้ปัญหาได้ดีที่สุด ส่วนผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย อยากเห็นกรอบหน้าชัด ไม่อยากกังวลเรื่องเข็ม ผิวหน้าขาดความชุ่นชื้นแนะนำให้ทำ Ulthera จะตอบโจทย์มากที่สุด เพราะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ที่ผิวในทันที เพราะการทำ Ulthera เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาสะสมนั่นเอง

สุดท้ายอยากฝากถึงสาว ๆ ที่รักความสวยความงาม อยากหน้าเรียว V-shape กระชับได้สัดส่วน ให้เลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน และ คุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญในการทำ ก่อนตัดสินใจจาก ราคาถูก เข้าว่านะคะ ไม่อย่างงั้นละก็ผลลัพธ์ที่ได้อาจออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตัวเองไม่พอ ยังต้องเสียเงิน แถมอาจจะต้องหาทางแก้ปัญหาในอนาคตอีกด้วย